ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - “มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
“มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, ... 21, 22, 23  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 2:22 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

بسم الله الرحمن الرحيم

อัสสลามมุอะลัยกุม พี่น้องมุสลิมทุกท่าน
สวัสดีครับ คุณ matt ที่นับถือ

มีหลายประเด็นที่อยากชี้แจง แต่เอาที่สำคัญก่อนเป็นลำดับแรก


ผมหวังว่าคุณ matt คงไม่มีเจตนาที่จะบิดเบือนอัลกุรอาน แต่หากคุณเข้าใจผิด ก็ขอให้แก้ไข เพราะคุณให้ความหมายอัลกุรอาน อายะห์ต่อไปนี้ไม่ถูกต้องคือ

فلا وربك لا يؤمنون حتى يحكموك فيما شجر بينهم ثم لا يجدوا فى أنفسهم حرجا

مما قضيت ويسلموا تسليما

ความหมายโดยวิทยากร “หาได้เป็นเช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้าว่า พวกเขายังไม่ศรัทธาจนกว่า พวกเขาจะให้เจ้า (มูฮัมหมัด) ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างพวกเขา โดยที่จะไม่พบความคับแค้นในหัวใจของพวกเขาในสิ่งที่เจ้าตัดสิน และพวกเขาน้อมรับแต่โดยดี”

ความหมายโดยคุณ matt “เว้นไว้เสียแต่ (ด้วยอำนาจและพลานุภาพ ของ) พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น, ผู้คนเหล่านั้น จะไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง(ต่อพระองค์อัลลอฮ์), “จนกว่า” ที่ผู้คนเหล่านั้นจะยอมรับ ให้เจ้า(มูฮัมมัด) เป็นผู้ตัดสิน ในข้อพิพาท ต่างๆระหว่าง พวกเขา, และถ้าพวกเขามีความโปร่งใสภายใต้จิตสำนึก ของ พวกเขา ในการยอมรับคำตัดสินของเจ้า(มูฮัมมัด) จะไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยนอกเสียว่าผู้คนเหล่านั้นมีความเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาที่แท้จริง”

คำว่า فلا وربك เป็นสำนวนคำสาบาน มีความหมายว่า “ ไม่เช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้า” แต่คุณ matt แปลว่า “เว้นไว้เสียแต่พระองค์อัลลอฮ์”

นอกจากนั้นแล้วยังได้เพิ่มข้อความในวงเล็บว่า ( ด้วยอำนาจและพลานุภาพของ) แล้วพยายามอธิบายให้สอดคล้องกับความเข้าใจของคุณคือ “เป็นการ ยืนยันว่า การตัดสินของ อัลลอฮ์ นั้นเป็นการตัดสินที่เด็ดขาด และ ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงได้”

ผมไม่ทราบว่าคุณ matt ไปเอาความหมายและการอธิบายนี้มาจากไหน เพราะมันไม่ใช่ความหมายและจุดประสงค์ของอายะห์นี้

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 3:47 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามมุอะลัยกุม

คุณ NES ถ้าคุณเชื่อในอัลกุรอานว่า บรรจุรายละเอียดไว้อย่างละเอียดและสมบูรณ์ และถ้าคุณปฎิบัติตาม ซุนนะห์ ของท่าน รอซูลล์ คือ ยึดมั่นอยู่ในสายเชือกเส้นเดียวกับท่านรอซูลแล้ว คุณจะ พบคำตอบ ทุกๆอย่างได้ใน อัลกุรอาน ...เช่นจากซูเราะฮฺ อัลอิสรออฺ อายะห์ 22-38 ผมจะยกตัวอย่างให้ดู เอาจากคำแปลของนักเรียน เก่าอรับ แล้วกัน จะได้เป็นที่เชื่อถือได้ ตัวอย่าง....

ซูเราะฮฺ อัลอิสรออฺ อายะห์

22. เจ้าอย่าตั้งพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮมิฉะนั้นเจ้าจะกลายเป็นผู้ถูกเหยียดหยามถูกทอดทิ้ง

23. และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดา(*1*) เมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ !(*2*) และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน
(1) นักตัฟซีรกล่าวว่า การที่พระองค์ทรงกล่าวให้ทำความดีต่อบิดามารดา หลังจากใช้ให้เคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของบิดามารดาที่มีต่อบุตร เพราะทั้งสองเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดและการมีชีวิตของเขา

(2) คำว่า “อุฟ” เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจ

24. และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า “ข่าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย”(*1*)

(1) จงกระทำทุกอย่างเป็นการแสดงถึงความรักต่อท่านทั้งสอง เป็นต้นว่า การเอาอกเอาใจ การให้เกียรติ และยกย่องท่านทั้งสองต่อหน้าคนอื่น และจงขอพรดุอาอให้แก่ท่านทั้งสองอยู่เสมอ โดยขอให้อัลลอฮ ตะอาลา ทรงอภัยโทษและโปรดปรานและเมตตาแก่ท่านทั้งสอง เสมือนกับที่ท่านทั้งสองได้เลี้ยงดูทนุถนอมเรามาเมื่อเรายังเป็นเด็กๆ


เอาเท่านี้ก่อนนะครับ

สลาม

แมททื
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เซาดะห์
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 07/06/2004
ตอบ: 2


ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 4:43 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณแม็ทท์คะ คุณแน่ใจหรือว่าในคัมภีร์อัลกุรอ่านครบทุกอย่าง

ดิฉันอยากถามว่า ในวันอีดิ้ลฟิตรี่คุณจ่ายฟิตเราะห์หรือเปล่าคะ

และคุณละหมาดอีดด้วยวิธีอย่างไร แต่ถ้าคุณปฏิบัติทั้งสองอย่าง

ดิฉันอยากทราบว่า คุณนำหลักฐานมาจากอัลกุรอ่านอายะห์ที่เท่าไหร่

และดิฉันอยากทราบว่าคุณเข้าใจอัลกุรอ่านในซูเราะห์อัลนัจม์ อายะห์ที่3-4อย่างไร

ตอบด้วยคะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 9:41 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามมุอะลัยกุมคุณ เซาดะห์

จากคำถามของคุณผมคิดว่า ผมจะขอยุติการเสวนาที่นี่เพียงแค่นี้ ถ้าคุณ มีข้อสงสัยในบัญญัติของอัลลอฮ์แล้ว ผมไม่อาจตอบอะไรได้ แต่ผมขอเตือน ผู้ที่มีปัญหา ที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ และความละเอียดในข้อปฏิบัติและการเรียน การสอนศาสนาอิสลาม ใน “กีตาบุลลอฮ์(อัลกุรอาน)” เช่น เดียวกับคุณ เซาดะห์ นี้, ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้เชี่ยวชาญทางศาสนา อาจารย์ต่าง ที่สอนครอมเงาจิตต์ใจ ของเยาวชน มุสลิม ด้วย สิ่งแปลกปลอม และขัด ต่อ หลักการ ของอิสลามที่แท้จริงแล้ว, ควรจะแสดงความรับผิดชอบที่ผลของการสอน ของพวกท่าน ทำให้ เยาวชนมุสลิม มีคำถาม ที่ไม่แน่ใจ ในโองการของ อัลลอฮ์ เช่นนี้

ความล้มเหลว ที่เกิดขึ้น ในความศรัทธาของผู้คนต่อพระองค์ “อัลลอฮ์” ในสมัย นะบีอีซา มุสลิมทุกๆ ท่าน ควร จะดูและ ศึกษาเป็นตัวอย่าง, การหลงใหลและคลั่งไคล้ ใน “รอซูล” มากเกินไป เกินกว่าความรัก และความศรัทธา ต่อ “อัลลออ์” โดยที่ไม่พิจจารณาดูว่า ท่านรอซูลล์ รับ วะฮี มา และโองการเหล่านั้น สอนเราว่าอย่างไร? การสอนเด็กให้หลงในสิ่งบอกเล่า และ นิทานต่างๆ ที่อีหม่า่มต่างๆ เล่าต่อๆกันมา นั้น ผลที่ออกมาก็คือ เด็กมุสลิม ไม่มีความแน่ใจในตัวเอง และ หันหลัง ให้กับอัลกุรอาน และหลงใหลอยู่ ในเรื่องราว ที่อาจจะ จริง หรือ ไม่ จริง ก็ได้ พวกคุณ เอา เรื่องเล่า ต่างๆ มาขู่เด็กๆ ทั้งขู่ ทั้งหลอก จนเด็ก มุสลิม โตขึ้น มามีแต่ความคิด ใน แง่ ลบ มองสังคมรอบข้าง ในทาง Negative และ มีปมด้อย ที่ผมเข้ามาที่นี้ เพราะ ผมแน่ใจว่า เพียงแต่เหตุผลในอัลกุรอาน ก็พอที่จะ ตอบปัญหาต่างๆได้

การทำธุระกิจ โดยการล้างสมองเด็กๆ และมุสลิมด้วยกัน ด้วย ตำรับตำรา ที่ขัดต่อ บัญญัติ ในอัลกุรอาน ทั้งๆที่รู้ว่า ตำรานั้น มีทั้ง ของเก้และของโกหก ปะปนอยู่ โดยมีความไม่แน่นอน และความถูกต้องแล้ว ทำให้เด็กๆ และมุสลิมบางท่านหลงผิดอย่าง คุณเซาดะห์ นี้ ผมต้องตำหนิครูอาจารย์ ที่มีแนวการสอน ในรูปนี้

สำหรับคุณเซาดะห์ คุณไปปรึกษาอาจารย์ราชัญ ฮูเซน ดูว่า ผมพูดถูกหรือผิดอย่างไร?

ผมปฎิญาณแล้วว่า ผมจะเชิดชูอิสลาม ศาสนาของอัลลออ์ และเชื่อมั่น อยุ่ในอัลลอฮ์ และ อัลกุรอาน และจะปกป้อง เกียรติคุณของท่านรอซูลล์ มูฮัมมัด, จากการบอกเล่า ของ ผู้หวังผลประโยชน์ ในทางการเมือง และ ความโลภ โดยอาศัยชื่อของท่าน รอซูลล์มาทำมาหากินและผลประโยชน์ เช่นพวกฉ้อฉลทำต่อๆกันมา ตั้งแ่ต่สมัย หลังจากท่าน รอซูลล์สิ้นชีวิตแล้ว

ผมไม่คิดว่า เด็กหรือมุสลิมจะมีคำถามเช่นนี้ “ คุณแน่ใจหรือว่าในคัมภีร์อัลกุรอ่านครบทุกอย่าง?

ผมอยากให้เป็นหน้าที่ของท่านวิทยากรตอบก็แล้วกัน สำหรับคุณเซาดะห์ ผมจะเตือนและแนะนำให้ คุณ เริ่มศึกษาอัลกุรอานด้วยตนเอง และเปรียบเทียบคำแปล จาก หลายๆท่าน หลายๆภาษา แต่ถ้าคุณมีความแตกฉานในภาษาอรับ และภาษาไทย แล้ว พยายามใช้ความคิด อย่างสามัญ ว่าอายะเหล่านั้น หมายความว่าอย่างไร? การแปลกุรอานเอง “ไม่บาป” ถ้าคุณเข้าใจผิด แต่คุณต้องอ่านและศึกษา อย่างมีศรัทธา แล้วคุณจะเห็นได้ว่า ไม่ยากอย่างที่คุณได้ยิน ได้ ฟัง มา เพราะ อัลลอฮ์ ท่าน บอกแก่เราแล้วว่า ศาสนาของท่าน ง่ายต่อการปฏิบัติและอัลกุรอาน มีไว้สำหรับมนุษย์ทุกๆคน ไม่จำกัด ว่าจะเป็น คนเชื่อชาติอะไร ที่ใดก็ตามที่อัลกุรอาน สามารถไปถึง

ที่ผมเขียนมาอย่างยืดยาวนี้ เพราะผมผิดหวัง ในตัวคุณ ที่ขาดความเชื่อมั่น ในความแท้จริงของ องค์อัลลอฮ์ และ อัลกุรอาน และคุณปฏิเสธการสอนของท่านรอซูลล์มูฮัมมัด โดยสิ้นเชิง (6:114,115,116)

คำถามเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆในศาสนาอิสลาม นั้น ผมสามารถที่จะตอบได้โดย ใช้หลักฐานในอัลกุรอาน ทั้งความรู้ และ ฮิกมะห์ ที่มีอยู่ในอัลกุรอานเท่านั้น ผมว่าทางที่ดีคุณ ไปหาอาจารย์ ต่างๆ และถามเขาเหล่านั้น ว่า “มุสลิมจะมีความสงสัยในความสมบูรณ์ ของอัลกุรอานได้หรือไม่? ถ้าเขาเหล่านั้นไม่สามารถตอบคุณได้ ผมจะตอบใน muslimthauusa.com ในภายหลัง

ขอขอบคุณท่านวิทยากรที่อณุญาติให้ผมเข้ามาเขียนในที่นี้ ผมไม่รังเกียจถ้าคุณจะเก็บหรือ ลบข้อเขียนของผม ในที่นีี เพราะผู้สนใจ อาจจะหาอ่านได้ ที่เวบผม และที่ “พันทิป”

วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
addullslam
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2004
ตอบ: 672


ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 10:17 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสะลามมุอะลัยกุม คุณเซาดะห์ ที่ถามนั้นผมเข้าใจ
แต่ผู้ตอบเขาตอบไปอีกทาง หมายถึง กุรอาน นั้น
จะแปลให้สมบูรณ์ต้องอาศัย หะดีษ ช่วยขยายความ
เขากลับคิดว่า คุณว่ากุรอานไม่ครบ
ผมเองก็เคยโดนเขาพูดเช่นนี้เหมือนกันใน เว็ปอื่น
คือคนที่หาคำตอบไม่ได้ก็จะไช้ให้ใปศึกษาให้ลึกซึ้ง
หรือ ถามผู้มีความรู้ หรือให้อ่าน กุรอาน ให้มากๆ
อย่างไรก็ตาม เว็บนี้ ผู้ดูแล คือ วิทยากร ความรู้แข็งมาก
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
ขอให้กำลังใจ อาจารย์ ทุกท่าน วิทยากร เด็กๆมุสลิม ซึ่งเป็น มรดก ของอิสลาม
ในประเทศไทยนี้ว่า จะได้รับความรู้ด้านศาสนา อิสลาม อย่างถูกต้อง
ดั่งเช่นท่านได้เห็นการต่อสู้เพื่อให้คำดำรัสของ อัลลอฮฺสูงส่ง ในเว็บแห่งนี้
วัสสะลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 5:10 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



Matt

คุณจะรีบถอยไปใหน คุณยังไม่ได้ชี้แจงที่ท่านวิทยากรกล่าวเลย

ผมสรุปได้ดังนี้

1 – ถ้าคุณแมทท์เข้าใจว่า คำว่า ฮาดีส ในกุรอานต้องหมายถึง ซุนนะฮ์ของท่านนะบีอย่างเดียว แล้วอายะห์ต่อไปนี้ ที่อัลลอฮ์บอว่า ผู้ปฏิเสธฮาดีสโดนลงโทษ คุณแมทท์จะว่าอย่างไร

فدرنى ومن يكدب بهدا الحديث سنستدرجهم من حيث لا يعلمون

“ดังนั้น จงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า สำหรับผู้ปฏิเสธ ฮะดีษ เราจะให้พวกเขาลง (สู่การลงโทษ) ทีละขั้น โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว”

2 – คุณแมทท์ยืนยันว่าต้องเอาอัลกุรอานอย่างเดียวในการตัดสิน แล้วกุรอานต่อไปนี้ที่อัลลอฮ์ใช้ให้นบีตัดสิน คุณแมทท์จะว่าอย่างไร

فلا وربك لا يؤمنون حتى يحكموك فيما شجر بينهم ثم لا يجدوا فى أنفسهم حرجا

مما قضيت ويسلموا تسليما

“หาได้เป็นเช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้าว่า พวกเขายังไม่ศรัทธาจนกว่า พวกเขาจะให้เจ้า (มูฮัมหมัด) ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างพวกเขา โดยที่จะไม่พบความคับแค้นในหัวใจของพวกเขาในสิ่งที่เจ้าตัดสิน และพวกเขาน้อมรับแต่โดยดี”

3 – ท่านวิทยากรกล่าวว่า คุณแมทท์แปลอัลกุรอานผิด فلا وربك คุณจะว่าอย่างไร

ทำใมคุณไม่ชี้แจงด้านวิชาการ คุณร่ายรำเอาเหตุผลอธิบายทำใม อย่าเพิ่งหนีซิคุณแมทท์ ชี้แจงที่ท่านวิทยากรกล่าวเสียก่อน

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 7:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามมุอะลัยกุม ท่านสมาชิก


ผมไม่หนีคุณไปไหนหรอก เพราะ คนดีๆที่นี่มีอยู่มาก แต่ผมผิดหวังที่ว่า สถานนี้เต็มไปด้วยผุ้รู้ แต่เหตไร? บางท่านสนับสนุนคำ ถามเช่นนี้ ผมไม่ปกิเสธ ว่า ท่านวิทยากรเป็นผู้ ที่น่านับถือ และเป็นผูที่มี เหตุผล ความรู้ดีและสุภาพมาที่เดียว เพราะท่านพยายาม ชี้ ถูก ชี้ ผิด เพื่อ ให้ผมหาเหต ผลมาอธิบาย ซึ่งผม ก็ลองเปรียบ เทียบ คำแปล ใน “วลีนั้นอยู่แต่ยัง ไม่เสร็จ พร้อม ที่ จะ อธิบายให่ท่านวิทยากร ทราบได้ คุณ Nes ก็เอาคำถาม เรื่อง ผมไปเอา เรื่องการ เคารพ บิดามารดามาจาก ไหน ผมก็เลย ต้องตอบคุณก่อน ยังไม่ทราบเลย ว่า คุณ เข้า ในหรือไม่ ? ผมยกตัวอย่างให้คุณ NES ตั้งหลายอย่าง คุณท้วงติงเพียง สองอย่างเท่านั้น นอกนั้น คุณคิดว่าอย่างไร กรุณาตอบด้วย ผมจะได้เรียนรู้จากคุณบ้าง


สำหรับคุณ addullslam คุณก็มีความรู้ดี และมือเก่า ถ้าคุณเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเช่นนั้น คุณควรตักเตือน ไม่ใช่ สนับสนุน ให้เขาเกิด ความไม่แน่ใจไป อีก, คุณตักเตือนเฉพาะจุดสำคัญในเรื่องอัลกุรอานเสียก่อน, เช่นเดียวกับที่ ท่านวิทยากรท้วงติงผมเรื่อง การแปลคำขึ้นต้น ของ ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 85 ดังนี้


“ผมหวังว่าคุณ matt คงไม่มีเจตนาที่จะบิดเบือนอัลกุรอาน แต่หากคุณเข้าใจผิด ก็ขอให้แก้ไข เพราะคุณให้ความหมายอัลกุรอาน อายะห์ต่อไปนี้ไม่ถูกต้องคือ

فلا وربك لا يؤمنون حتى يحكموك فيما شجر بينهم ثم لا يجدوا فى أنفسهم حرجا

مما قضيت ويسلموا تسليما”



ตัวอย่างนี้คือ การแสดงออกของผู้ที่มีความหวังดีต่อ พี่น้องมุสลิมของท่าน วิทยากร และแสดงเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อที่จะให้ผม กลับไป ค้น คว้า เสียใหม่....ซึ่งผมได้รับไปพิจารณา และจะอธิบายว่า ทำไมผมถึง เข้า ใจเช่นนั้น นี่คือการ เสริมสร้าง ความรู้ และสร้าง มิตรภาพ ผมจะเขียนอธิบายในภายหลัง


เราไม่ได้กำลัง ต่อสู้ด้วยคำพูด เพื่อ ความแพ้หรือ ชนะ ที่ผมเข้ามานี่ เพื่อว่าได้ ความรู้ที่มีเหตุผล ซึ่งอาจจะทำให้เรากลับมายึดถือ สายเชือกเส้นเดียากันก็ได้ ซึ่ง จะสร้าง ความ สามัคคี และความ เข้า ใจที่ดี ในพี่น้องมุสลิมด้วยกัน


คำว่า “ฮะดีษ” ในอัลกุรอานมีมาก่อน “อะฮาดีษ” กว่า 200ปี ก่อนที่ท่านอีหม่าม ทั้งฝ่าย ชีอะต์ และ ฝ่าย “ซุนนีย์” จะรู้จัก คำนี้ ในอัลกุรอาน “ใช้คำว่า “ฮะดีษ” ในความหมายของ , เรื่องราว, จะเป็นเรื่อง ราว, การ บอกเล่า, การกล่าวหรือ คำบอก เล่า ฯลฯ มีอยู่ หลายแห่ง ในอัลกุรอาน เช่น ใน อายาตต่อไปนี้ : 7:185, 31:6, 39:23, 77:50, 68:44, 45:6, และ 52:34 ฯลฯ
ตัวอย่าง จากซูเราะฮฺ อัลญาซียะอฺ อายะ6
تِلْكَ آيَاتُ اللَّهِ نَتْلُوهَا عَلَيْكَ بِالْحَقِّ فَبِأَيِّ حَدِيثٍ بَعْدَ اللَّهِ وَآيَاتِهِ يُؤْمِنُونَ
“นี่คือบัญญัติ(โองการ) ของพระเจ้า ที่เราบรรยาย ให้เจ้า อย่างแท้จริง แล้วยังจะมีคำกล่าวอื่นใดอีกเล่าที่เขาเหล่านั้น จะศรัทธา”


“ฮาดีษ” ในที่นี้ หมายถึง คำกล่าว, คำบรรยาย, ความคิด ข้อความ , นิทาน , คำพูด ฯลฯ

พระองค์อัลลออ์ทรงทราบดีว่าหลังจากท่านรอซูลล์ สิ้นชีวิตไปแล้ว จะมีผุ้สรางสิ่งแปลกปลอม ขึ่นมาแทนอัลกุรอาน ท่านจึงส่งอายยัตนี้มา
“เราได้กำหนดให้มีศัตรูของศาสดาทุกๆท่านคือ บรรดาชัยฏอนมนุษย์ และญิน , ซึ่งจะ สมคบกัน เพื่อที่จะหลอกลวงด้วยการตกแต่งคำพูดฒ และหากใช่ว่าไม่เป็นความประสงค์จองพระเจ้าของท่านแล้ว, พวก(ชัยฏอนมนุษย์ และญิน) ก็ไม่อาจทำได้? เจ้าจงอย่าสนใจกับพวกเขาและสิ่งหลอกลวงของเขา.....โดยเหตุนี้ปล่อยให้จิตสำนึกของผู้ที่ไม่เชื่อในวันอาคีเราะห์เชื่อถือสิ่งหลอกลวงเหล่านั้น ยอมรับและปฎิบัติตามสิ่งเหล่านั้น(ที่เขากระทำกันอยู่) (6:112-113)

ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า คำว่า “ฮะดีษ” มีอยู่ในอัลกุรอานมานานก่อน “การรวบรวม “อะฮะดีษ” ซึ่งมีความหมาย ถึงคำพูด, เรื่องบอกเล่า, การบรรยาย ฯลฯ

การที่ท่านอีหม่ามเหล่านั้น ตั้งชือ หนังสือ ของ พวกเขาว่า “ฮะดีษ” หรือ อะฮะดีษ” นั้น ก็ถุกต้องในความหมายที่ว่า “เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมา ว่า ท่านรอซูลเคย กล่าว (ฮะดีษ) และเคย ปฏิบัติ(ซุนนะห์) อย่างไรในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ซึ่งผมไม่เคยไข้วเเขว และ เข้า ใจ ผิด ในเรื่องนี้เลย แต่ทว่านัก “ฮาดีษ” บางท่าน จะ ใช้ อายะนี้มาหลอกผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยใช้ “ซูเราะห์อัลกอลัม อายะห์ที่ 44”


فدرنى ومن يكدب بهدا الحديث سنستدرجهم من حيث لا يعلمون

“ดังนั้น จงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า สำหรับผู้ปฏิเสธ ฮะดีษ เราจะให้พวกเขาลง (สู่การลงโทษ) ทีละขั้น โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว”

ทั้งนี้เพราะว่า พระองค์อัลลอฮ์ ทรงล่วงรู้ดี ว่า จะมีพวกฉ้อฉลพยายามปลอมแปลง โองการของท่าน ท่านจึง ใช้คำว่า “ฮาดีษ” ไว้หลายแห่ง ในอัลกุรอาน ก่อนที่บรรดาอีหม่าม เหล่านี้ จะรู้จักใช้คำว่า “ฮาดีษ” นานกว่าถึง200 กว่าปี ทั้งนี้ ผมเข้าใจว่า “อัลลอฮ์” ทรงทราบดี ว่า “พวกที่ฉ้อฉลนี้จะใช้คำว่า “ฮาดีษ” ทับศัพท์ ตั้งชื่อให้หนังสือที่เขาแต่งขึ้น หรือ รวบรวมขึ้นมา เพื่อ จะได้ใชั" อายะห์ที่ 44” ใน “ซูเราะห์อัลกอลัม” มาหลอกลวง ให้ มุสลิม ที่ไม่เข้าใจ “อัลกุรอาน” หลงเชื่อ ว่า “อัลลอฮ์” มีบัญชาให้มุสลิมเชื่อถือ ในสิ่งประดิษฐ์ของเขาที่ทำเป็นหนังสือ เรียกว่า “ฮาดีษ” อย่างที่คุณกำลังกระทำอยู่โดยขาดความเข้าใจ อายะนี้ ว่า.... เป็นความ เมตตา ของ อัลลออ์ ที่ทรง ปลอบ ใจท่านรอซูล ไม่ให้หมดกำลังใจ ในการประกาศโองการ ของพระองค์(อัลกุรอาน),..การข้าใจอายะนี้ต้องอ่านตั้งแต่อายะแรกของซูเราะห์อัลกอลัม มาจนถึง อายะห์ที่ 44 คุณถึงจะเข้าใจ ความหมายของอัลกุรอานที่แท้จริง และเพื่อป้องกัน การแปลกปลอม พระองค์ อัลลออ์ ทรง ติดต่อ เนื้อความ ของเรื่องเดียวกัน ไว้ในซูเราะห์ ต่างๆ ตัวอย่างเช่น ในซูเราะฮฺ อัลญาซียะอฺ อายะ6.............นั่นคือสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ ซึ่งเราได้สาธยายสัญญาณเหล่านั้นแก่เจ้าด้วยความจริง และสัญญาณต่าง ๆ ของพระองค์ที่พวกเขาจะศรัทธากัน (*1*)........(1) เหล่านี้คือสัญญาณต่าง ๆ และหลักฐานต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ ซึ่งเราได้สาธยายให้เจ้าฟังด้วยความจริงปราศจากการเคลือบแฝงใด ๆ ดังนั้นเมื่อพวกกุฟฟารมักกะฮฺไม่ยอมเชื่อคำกล่าวของอัลลอฮฺ และหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว “ฮาดีษ” อันใดเล่าที่พวกเขาจะเชื่อถือและศรัทธากัน คำตอบก็คือ พวกเขาจะไม่ศรัทธาอย่างแน่นอน..........พระองค์อัลลออ์ทรงใช้คำว่า “ฮาดีษ” ที่มีความหมายถึง อัลกุรอาน และ หมายถึง “เรื่องเล่า หรือ คำกล่าว ที่ แปลก ปลอม” อยู่ หลายแห่ง โดยที่ ผู้ที่ปลอมแปลงไม่สามารถจะบิดเบือน อัลกุรอาน มาหลอกผู้คนได้, ตัวอย่างเช่น ในอายะ 7: 185............“และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างขึ้นดอกหรือ ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้วและยังมีฮาดีษ (حَدِيثٍ) อื่นใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันนอกจากอัล-กุรอาน” (7:185)........ถ้าผู้ปลอมแปลงจะใช้คำว่า “ฮาดีษ” ทับศัพท์ แทนอัลกุรอาน แต่พอมาถึง อายะนี้ (7: 185) บอกไว้อย่างชัดเจน ว่า ไม่ให้เชื่อ “ฮาดีษ” อื่น ใด นอก จาก อัลกุรอาน,.........


ตามที่คุณ ยกข้อความจากอัลกุ รอาน "فدž 5;نى ومن يكد ب بهد ا الح ديث سنس تدر جهم من حيث لا يعل مون " ความว่า "ดังนั้น จงปล่อยให้เป็นหน้าที่ ของข้า สำหรับผู้ปฏิเสธ ฮะดีษ เราจะให้พวกเขาลง (สู่การลงโทษ) ทีละขั้น โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว " ซูเราะห์อัลกอลัม อายะห์ที่ 44 โดยที่ไม่แปลคำว่า"ฮะ ดีษ"นี้เช่นกัน ......ผมไม่ทราบว่าคุณ เข้าใจหรือไม่ว่าคำว่า “ฮาดีษ” ในอายะห์นี้หมายถึง “อัลกุรอาน” ผมจึงไม่คิดว่า คุณมีเจตนา จะ หลอกลวง ผม แต่ถ้าคุณเข้าใจมาก่อนแล้ว, และพยายามจะให้ผมเข้าใจผิด, ผมว่าคุณ ไม่สมควรจะอ้างอายะ ในอัลกุรอาน ด้วยเหตุผลดังกล่าว,.....คุณเห็นไหมว่า การบิดเบือนอัลกุรอานของพวกที่หลงในสิ่งแปลกปลอม นั้น เขาทำกันอย่างไร? ด้วยเหตุนี้ในอัลกุรอาน พระองค์จึงใช้ คำว่า “ฮาดีษ” ในความหมายต่างๆกัน เพื่อกันการบิดเบือน อัลกุรอาน อย่างที่คุณทำลงไป โดยไม่ เจตนา, พระองค์อัลลฮ์ทรงประกาศว่า.....“ไม่มีสิ่งแปลกปลอมสามารถเข้า (ไปปะปนในเนื้อความของอัลกุรอาน), ในอดีต หรือ ในอนาคต, เป็นการประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ” (41:42).....พระองค์อัลลอฮ์ ทรงเตือนให้ผู้ที่มีศรัทธาต่อพระองค์ที่แท้จริงให้แน่ใจว่า เขาจะไม่หลงตกไปในหลุมพรางของ “พวกสร้างภาคีให้ต่อพระเจ้า” โดยยึดถือและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ “นักปราชญ์ของอิสลามและท่านอีหม่าม” ต่างๆ แทนที่จะเป็นคำสั่งของอัลลอฮ์ จงดูจากบัญญัติ (9:31) ......เราจะเห็นจากในอายะห์[45:6]تِلْكَ آيَاتُ اللَّهِ نَتْلُوهَا عَلَيْكَ بِالْحَقِّ فَبِأَيِّ حَدِيثٍ بَعْدَ اللَّهِ وَآيَاتِهِ يُؤْمِنُونَ “สิ่งเหล่านั้นคือ ปรากฏการมหัศจรร(ที่มีอยู่ใน บัญญัติ อัลกุรอาน) ของพระองต์อัลลออฮ์ ที่เราได้อธิบายต่อเจ้าโดยละเอียดด้วยความแท้จริง, แล้วยังจะมี “ฮาดีษ” ใดๆ อีกหรือ ที่นอกเหนือ ไปจาก “พระองค์อัลลอฮ์” และ “อัลกุรอาน” ที่เขาทั้งหลายมีความศรัทธา อยู่อีก ?” (๔๕..๖)....พระองอัลลอฮ์ทรงประทานอัลกุรอานให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อ ให้ใช้เป็นคัมภีร์เล่มเดียวทีใช้สำหรับสั่งสอนมวลมนุษย์โดย ไม่ต้อง มีข้อสงสัยว่าจะมี”ฮาดีษ”อื่นใด ที่ควรจะเชื่อถือ นอกจากอัลกุรอานเท่านั้น.....หวังว่าคุณ คงเข้าใจที่ผมอธิบายนะครับ. .


การรักษาแนวทางอิสลามไว้ให้เที่ยงตรง นั้นก็คือเราต้องฟังความดิดเห็น ที่เราไม่เคยถูกสอน มา ว่า เขา พูด มีเหตุผล และขัด กับ หลักการ ของอิสลาม หรือไม่ แต่ถ้าไม่ขัดกับหลักการของอิสลาม ซึ่ง คือ เขา มีความเชื่อ ในพระเจ้าองเดียว


พระองค์อัลลอฮ์ได้มีโองการบังคับ ว่า, อัลกุรอาน, เท่านั้น ที่ผู้มีศรัทธาในอิสลามใช้เป็นแหล่งวิชา ในการสอนศาสนา และพระองค์อัลลอฮ์ ทรงกล่าวต่อไปอีกว่า การที่ผู้ศรัทธาในอิสลามยอมรับเอาแหล่งวิชาอื่นนอกจากอัลกุรอาน มาใช้สอน ศาสนาอิสลาม หรือเป็น แนวทางในการปฏิบัติแล้ว ถือว่า เป็นการ ตั้งพระเจ้าอื่นๆมาเทียบ เท่า พระองค์อัลลอฮ์ (การสร้างภาคีเทียบเท่าอัลลอฮ์) ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จะเห็นได้จาก อายัต ข้างล่างนี้.... .

(6:19) จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า สิ่งใดใหญ่ยิ่งกว่าในการเป็นพยาน, จงกล่าวเถิดว่าอัลลอฮ์นั้น คือผู้เป็นพยานระหว่างฉันกับพวกท่าน และอัล-กรุอานนี้ก็ ได้ถูกประทานลงมาแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ใช้ อัลกรุอาน นี้ตักเตือนพวกท่าน และผู้ที่อัลกรุอานนี้ไปถึง, พวกท่านจะยืนยัน โดยแน่นอนกระนั้นหรือว่า มีบรรดาที่เคารพสักการะอื่นร่วมกับอัลลอฮ์? จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าฉันจะไม่ยืนยัน จงกล่าวเถิด แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ที่ควรแก่การเคารพ สักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น และแท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกท่านให้มีภาคี(แก่อัลลอฮ์)

ในอายะ 6:19 นี้จะเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า การยึดเอาสิ่งอื่น เช่น “ฮาดีษ” ของอีหม่ามต่างๆ ที่มุสลิมส่วนมาก ใช้เป็นแนวทาง ในการสอนศาสนาอิสลาม รวมทั้งนำมาบรรยาย อัลกุรอาน นั้น เขาเหล่านั้น อาจทำไปเพราะการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ รู้แล้วแต่กลับเฉยเมย ต่ออายะห์ 6:19 นี้

พระองค์อัลลอฮ์ทรงย้ำไว้ในอายาตต่างๆต่อไปนี้ ว่า “อัลกุรอานเท่านั้น ที่เป็น แหล่งวิชาที่ใช้ในการสอนและการปฏิบัติศาสนกิจสำหรับผู้ที่มีศรัทธาต่ออิสลาม


“..........เราไม่ได้ละทิ้ง สิ่งอื่นใดออกจากคัมภีร์เล่มนี้เลย (6:38)

“ไม่มีสัตว์ใดๆที่มีชีวิตอยู่ ในโลกนี้, จะเป็นสัตว์ที่อยู่ บนพื้นดิน หรือไม่ก็พวกที่บินได้ด้วย ปีกของมัน, แต่มันเหล่านั้น ไม่อาจจะสร้างสังคม รวมกันออยู่ อย่างมนุษย์ได้, เราไม่ได้ละทิ้ง สิ่งอื่นใดออกจากคัมภีร์เล่มนี้เลย, และในวันสิ้นโลกเขาเหล่านั้น จะถูกเรียกมารวมอยู่ต่อหน้าพระองค็อัลลอฮ์”


ในอายะห์นี้เราอาจจะไม่รวมเอาพวกสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ใน น้ำ, ในทะเล, บินอยู่ในอากาศ, และบนพื้นดิน ที่อยู่ เป็นหมู่ หรือ อยู่ โดดเดี่ยว ด้วยตัวมันเอง เช่นเดียวกับ มวลหมู่มนุษย์เรา, ถึงอย่างไรก็ตาม บรรดาชีวิตเหล่านั้น ถูกสร้างขึ้นมาจากพระประสงค์ของพระองค์ และในขณะเดียวกัน พระองค์ ได้ประทาน อัลกุรอานโดยบรรจุรายละเอียด ในการประกอบศาสนกิจ และแนวทางดำเนินชีวิต ของมวลมนุษย์ ที่ถูกต้อง และมนุษย์จะต้อง ใช้ “อัลกุรอาน” ในการเรียน, การสอน และการปฎิบัติศาสนกิจ (6:19) และพระองค์ทรงเตือนไว้ว่า ในวันปรโลก ชิวิตเหล่านี้จะถูกเรียกมารวมกัน ต่อหน้าพระองค์ (ซึ่งหมายถึงวันตัดสิน)


เป็นที่น่าสังเกตว่า พระองค์์อัลลอฮ์ ทรงสร้างมนุษย์ ขึ้นมา ให้อยู่ในสังคม จะอยู่ด้วยกัน เป็นหมู่ใหญ่ หรือ โดดเดียว ก็ตาม พร้อมกันนี้พระองค์ ได้ มอบ หนังสือคู่มือในการดำรงค์ ชีวิตที่ถูกต้องตามหลักศรัทธาต่อพระองค์ ซึ่งในหนังสือนั้น ได้ บรรจุรายละเอียดต่างๆ เพื่อใช้ในการสอนและ ในการประกอบศาสนกิจ และกำชับว่า ให้ใช้ หนังสือของพระองค์เพียงเล่มเดียว เท่านั้น ที่ผู้ศรัทธาในพระองค์จะต้อง ใช้เป็น หลักและปฏิบัติตามเพราะว่าเราจะต้องอยู่ต่อหน้าพระองค์ในวันปรโลก


“ฉัน(มูฮัมมัด)ยังจะต้องแสวงหาผู้อื่นอีกหรือนอกจากอัลลอฮ์ เพื่อเป็นผู้ตัดสิน, เมื่อพระองค์ ได้ประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน) ให้แก่พวกท่าน, ที่ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดสมบูรณ์? ผู้ที่เรา(อัลลอฮ์)ได้ให้คัมภีร์ แก่พวกเขามาก่อน รู้ดีว่าคัมภีร์นั้นถูกส่งมาจากพระเจ้า ของพวกเจ้าด้วยความแท้จริง, ดังนั้น(โอ มูฮัมมัด) เจ้าจงอย่าอยู่ในหมู่ของผู้ที่มีความ เคลือบแคลง ใจเลย.” (6:114)


อายะห์ 6:114 นี้สำคัญมากสำหรับผู้ที่มีศรัทธาผู้ซึ่งยอมจำนนสวามิภักดิ์ ต่อพระองค์อัลลอฮ์ ทั้ง กายและใจ และการกระทำ, และ ผู้ที่มีความเชื่อฟังและต้องการปฏิบัติตาม กีตาบุลลอฮฺและอัซซุนนะฮฺของท่านนบี(ซ.ล.) อย่างแท้จริงแล้ว จะต้องยอมรับคำสั่งของท่านนบี เริ่มตั้งแต่ อายะ 6:114 ซึ่งเป็น حَدِيثٍ ฮาดีษ (คำกล่าว) ที่แท้จริงของท่านนบี และย้ำโดยโองการ ของพระองค์อัลลอฮ์


ท่านนบีห้ามมุสลิมไม่ให้ใช้หนังสือ หรือคัมภีร์อื่นใด ใช้เป็นหลัก ในการปฏิบัติหรือ ในการสอนการเรียน ศาสนาอิสลาม นอกจาก “อัลกุรอาน” เท่านั้น เพราะ “อัลกุรอาน” มีรายละเอียดและความสมบูรณ์ ในเนื้อหา การปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์อัลลอฮ์อยู่พร้อมแล้วอย่างครบครัน ดังนั้นมุสลิมผู้ใดก็ตามที่ปฏิบัติ นอกเหนือ ไป จากคำสั่งนี้ ถือว่าไม่ตาม ฮาดีษและซุนนะห์ของท่านนบี และกระทำตนขัดต่อ โองการของอัลลอฮ์ ซึ่งบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน

มุสลิมผู้ศรัทธาทั้งหลายจะปฏิเสธ โองการนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะว่า พระองค์กล่าวย้ำไว้อีกใน(6:115)

“และถ้อยคำแห่งพระเจ้าของฉันนั้นครบถ้วนแล้วซึ่งความสัจจะและความยุติธรรมไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงบรรดาถ้อยคำของพระองค์ได้และพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้” (6:115)


“และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างขึ้นดอกหรือ ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้วและยังมีฮาดีษ (حَدِيثٍ) อื่นใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันนอกจากอัล-กุรอาน” (7:185)

ซูเราะฮฺ ยูซุฟ อายะห์111

“โดยแน่นอนยิ่ง ในเรื่องราวของพวกเขา(*1*) เป็นบทเรียนสำหรับบรรดาผู้มีสติปัญญา มิใช่เป็นเรื่องราวที่ถูกปั้นแต่งขึ้น(*2*) แต่ว่าเป็นการยืนยันความจริงที่อยู่ต่อหน้าเขา(*3*) และเป็นการแจกแจงทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นการชี้ทางที่ถูกต้อง และเป็นการเมตตาแก่หมู่ชนผู้ศรัทธา” (12:111)
(1) เรื่องราวของยูซุฟและพี่น้องของเขา
(2) อัลกุรอานนี้มิใช่เป็นนิทานหรือข่าวคราวที่เล่ากันหรือเรื่องราวที่ปั้นแต่งขึ้น
(3) แต่ว่าอัลกุรอานนี้เป็นการยืนยันถึงสิ่งที่อยู่ก่อนแล้ว จากคัมภีร์ต่าง ๆ ที่มาจากฟากฟ้า


“เราล่วงรู้ดีว่าเขากล่าวอะไร; และเจ้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ข่มเหงผู้ใด โดยพละกำลัง แต่จงตักเตือนเขาให้ยำเกรง อัลกุรอาน และให้กลัวคำตักเตือนของฉัน” (50:45)


อัลกุรอานเป็น คัมภีร์ทีสมบูรณ์, ไม่มีความบกพร่อง,ไม่มีสิ่งแปลกปลอม และไม่มีสิ่ง เหลวไหล

“ไม่มีสิ่งแปลกปลอมสามารถเข้า (ไปปะปนในเนื้อความของอัลกุรอาน), ในอดีต หรือ ในอนาคต, เป็นการประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ” (41:42)



อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่บรรจุรายละเอียด, และเมื่ออัลลอฮ์ทรงกล่าวว่าพระองค์ทรงบรรจุรายละเอียดไว้ในอัลกุรอาน พระองค์ทรงหมายถึงว่ามี รายละเอียดอย่างครบถ้วน พระองค์จะไม่ละไว้ครึ่งๆกลางๆ



พระองค์อัลลอฮ์ไม่มีพระประสงค์จะให้มี หนังสือหรือคัมภีร์อื่นใด มาประกอบการสอนหรือการปฏิบัติ ในศาสนาของพระองค์ “อิสลาม” พระองค์ ทรงมีบัญญัติในอัลกุรอานไว้ว่า “พระองค์มีคำพูดหรือถ้อยคำที่จะใช้ในหนังสืออื่นๆได้อีกเป็นจำนวนมหาศาล นอกเหนือไปจาก อัลกุรอานแต่พระองค์ไม่มีพระประสงค์จะให้หนังสือเล่มใดนอกจากอัลกุรอานเล่มเดียวเท่านั้นที่มีความสมบูรณ์ที่สุดแล้ว” ดังจะเห็นได้จากอายะห์ข้างล่างนี้

“จงกล่าวเถิด (มูฮัมมัด).. ถึงแม้ว่าน้ำทะเลกลาย เป็นน้ำหมึกสำหรับจดบันทึกถ้อยคำของอัลลอฮ์แล้ว น้ำทะเลจะเหือดแห้งไปก่อนที่อัลลอฮ์จะหมดถ้อยคำ, ถึงแม้ว่าจะเอาน้ำทะเลในปริมาณเดียวกันมาเพิ่มอีกก็ตาม” (18:109)


พระองค์อัลลอฮ์เรียกหนังสือของพระองค์ว่า อัลกุรอาน ซึ่งเป็น “ฮาดีษ” ที่ดีที่สุด, พระองค์ทรงเรียกร้องให้ผู้ศรัทธาต่อพระองค์อย่างแท้จริงไม่ให้ยอมรับหรือใช้ “ฮาดีษ” อื่นใดเพื่อเป็นแหล่งความรู้แห่งศาสนาที่สมบูรณ์คือ “อิสลาม” และพระองค์อัลลอฮ์ให้ ยอมรับ แต่ “อัลกุรอาน” เท่านั้น

และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างขึ้นดอกหรือ ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้วและยังมีฮาดีษ (حَدِيثٍ)อื่นใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันนอกจากอัล-กุรอาน(7: 185)


พระองค์อัลลอฮ์ ทรงเตือนให้ผู้ที่มีศรัทธาต่อพระองค์ที่แท้จริงให้แน่ใจว่า เขาจะไม่หลงตกไปในหลุมพรางของ “พวกสร้างภาคีให้ต่อพระเจ้า” โดยยึดถือและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ “นักปราชญ์ของอิสลามและท่านอีหม่าม” ต่างๆ แทนที่จะเป็นคำสั่งของอัลลอฮ์ จงดูจากบัญญัติ (9:31)

“พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้า, อื่นจากอัลลอฮ์ และยึดเอาอัล-มะซีห์บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าด้วย ทั้ง ๆที่พวกเขามิได้ถูกใช้นอกจากเพื่อเคารพสักการะผู้ทีสมควรได้รับการเคารพสักการะ, แต่เพียงองค์เดียว ซึ่งไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาให้มีภาคีขึ้น” (9:31)

เรียนคุณวิทยากร.... ผมจะกลับมาตอบข้อทักท้วงของท่านอีกครั้งครับ และ ด้วยความศรัทธาที่แท้จริง ของผม ผมอยากแจ้งให้ทราบว่าผมไม่ได้มีเจตนาจะบิดเบือน แต่ความเข้าใจทางหลักภาษา อาจไม่ตรงกัน ซึ่งอาจจะแก้ไขหรืออธิบายให้ถูกมาตฐานการแปลได้

วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Wed Jun 09, 2004 9:18 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Matt

อย่าโมเม..โยนความคิดไปให้ผู้อื่นเลย ก็คุณไม่ใช่หรือที่ปฏิเสธฮาดีสโดยเอาอัลกุรอานมาเป็นหลักฐานว่า

فبأى حديث بعده يؤمنون

“ยังจะมี ฮะดีษ ใดอีกเล่า หลังจากอัลกุรอานที่พวกเขาจะศรัทธากัน”

แต่เมื่อท่านวิทยากรเตือนว่าฮาดีสในที่นี้มีความหมายทางภาษา ไม่ได้หมายถึงซุนนะฮ์ เช่นอายะห์ต่อไปนี้

فدرنى ومن يكدب بهدا الحديث سنستدرجهم من حيث لا يعلمون

“ดังนั้น จงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า สำหรับผู้ปฏิเสธ ฮะดีษ เราจะให้พวกเขาลง (สู่การลงโทษ) ทีละขั้น โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว”

หากคำว่า ฮะดีษ ต้องหมายถึง ฮะดีษของท่านนบีเพียงอย่างเดียว แล้วอายะห์ข้างต้นนี้ จะว่าอย่างไร ในเมื่ออัลลอฮ์บอกว่า พระองค์จะจัดการลงโทษผู้ปฏิเสธฮะดีษ
ไม่ใช่ครับ...ฮะดีษในอายะห์นี้หมายถึง อัลกุรอาน

*************************************************

คุณเองไม่ใช่หรือ คุณ matt ที่กำลังบิดเบือน แล้วคุณจะโยนความผิดนี้ให้ใคร ข้อความที่คุณโพ้สต์ไว้ที่มุสลิมไทยยังอยู่นี่ไง

“ ที่คุณว่า อาจจะถูกในแง่ของผู้ที่ไม่แน่ใจ ใจว่า “อัลกุอานสมบูรณ์ครบถ้วน”, ในบางครั้ง ผมก็ ใช้ของผู้ที่แปลไว้โดย สมาคมนักเรียนเก่า อาหรับ เพราะเพื่อจะให้บางท่านเช่นคุณ เห็นด้วย, แต่บางครั้งถ้าผมเห็นว่า การแปลของ เขากำกวมมากไป ผมก็แปล ตรงๆ โดย ให้ความหมายตรงไปตรงมา เช่น ใน 7:185 เป็นต้น และมีอีกหลายอายะ ที่อัลกุรอาน กล่าวห้าม การ ใช้ ฮาดีษ แต่ เขาหลีกเลี่ยง การแปล เพราะไม่ต้องการใช้คำว่า ฮาดีษ ทับศัพท์,...”

**************************************************

ไม่ใช่ใครบิดเบือน แต่เมื่อคุณเจอทางตันก็พาลคนอื่น ทั้งที่คุณกำลังบิดเบือนอยู่ตอนนี้ ตอบให้ตรงประเด็นที่ท่านวิทยากรนำเสนอซิ จะร่ายรำอยู่ทำใม

คุณแปลอัลกุรอานเอง เข้าใจเอง แล้วเอาความเข้าใจมั่วๆ มาหลอกลวงคนอื่น

คุณยืนยันมาซิว่า กุรอานอายาฮ์ใดที่ใช้ให้ปฏิเสธฮาดีษที่หมายถึงซุนนะฮ์ของนบี อย่าหลบหลีก


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Thu Jun 10, 2004 12:06 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามมุอะลัยกุมคุณ NES

เรื่องการอ้างอิง "“ ที่คุณว่า อาจจะถูกในแง่ของผู้ที่ไม่แน่ใจ ใจว่า “อัลกุอานสมบูรณ์ครบถ้วน”, ในบางครั้ง ผมก็ ใช้ของผู้ที่แปลไว้โดย สมาคมนักเรียนเก่า อาหรับ เพราะเพื่อจะให้บางท่านเช่นคุณ เห็นด้วย, แต่บางครั้งถ้าผมเห็นว่า การแปลของ เขากำกวมมากไป ผมก็แปล ตรงๆ โดย ให้ความหมายตรงไปตรงมา เช่น ใน 7:185 เป็นต้น และมีอีกหลายอายะ ที่อัลกุรอาน กล่าวห้าม การ ใช้ ฮาดีษ แต่ เขาหลีกเลี่ยง การแปล เพราะไม่ต้องการใช้คำว่า ฮาดีษ ทับศัพท์,..."

ผมไม่ได้โมเมอะไรหรอก แต่ผมใช้ ประโยคนี้ ตอบกลับไปกลับมา ไม่ทราบ กี่หน แล้ว เพราะผมถูกถามมาก่อน, จนสับสน เรามาเริ่มใหม่ดีกว่า จะได้เรียนรู้จากคุณบ้าง

ผมไม่ได้พบทางตันอะไรอย่างที่คุณคิดหรอก, คุณทำให้ผมโกรธไม่ได้หรอก, อย่า พยายามม, เรื่องคำแปลและการอธิบาย ทำไมคุณ ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่อง ของ ผมกับวิทยากรเล่า เพราะ ท่านวิทยากรท่านมีความรู้พอที่จะอธิบาย สิ่งถูก สิ่งผิด ให้ ผมเข้า ใจได้, คุณ มีแต่อารมณ์ คุณไม่เห็นแสดงตน เป็น ผู้ที่ตาม ฮาดีษ และ ซุนนะห์ ของท่านรอซูลล์ อย่างที่คุณอ้างเลย, ทำไมคุณ ถึง ไม่แสดง ความรู้ และ ความ เข้าใจ ในหลักการอิสลามที่ถูกต้อง ให้ ผม เห็นและเข้า ใจ ให้ ผมเรียนรู้ บ้างละ สิ่งที่คุณกำลังทำ ก็เหมือน กองเชียร์ แต่ไม่ได้ เป็นผู้ กระทำ

ผมมีปัญหาที่อยากจะให้คุณตอบ คือว่า "จาก “คุตอบะ” ครั้งสุดท้าย ของท่านรอซูลล์มูฮัมมัด มีผู้ฟังอยู่เป็นจำนวน พันๆคน แต่ในการจดบันทึกฮะดีษ มีบันทึกไว้ 3 ภาค และเป็นไปได้อย่างไร?

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์” (มุวัตตะ, 46/3)

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)
(มุสลิม 44/4, นู2408; อิบนฺ ฮะนะบาล4/366; ดอริมิ23/1; นู 3319)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)

ทั้ง สามภาคนี้มาจากฮาดีษ มาตรฐาน ชนิดใด? ฏออีฟ หรือ ซอเฮียะฮ์ ? และเราควรจะตาม ฮาดีษ ภาคใดใน 3 ถาคนี้ กรุณาให้ความกระจ่างแก่ผมด้วย ผมจะได้นับถือคุณว่า เป็นผู้ มีหลักวิชาที่จะให้ความรู้ และ สามารถที่จะเปลี่ยนใจผมได้

วัสลาม


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
chico
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 07/06/2004
ตอบ: 3


ตอบตอบ: Thu Jun 10, 2004 12:50 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามุอ้าลัยกุม

ได้อ่านกระทู้แล้วน่าสนใจและได้ติดตามมาตลอด แต่อยากจะให้คุณ Matt ให้คำตอบที่คุณ Ramzi โพสต์มาด้วยซิ จะได้ทราบว่าคุณมีความเข้าใจอย่างไร

และประโยคที่คุณ เซาดะห์ได้ถามคุณ Matt ที่ว่า ในวันอีดิ้ลฟิตรี่คุณจ่ายฟิตเราะห์หรือเปล่าคะและคุณเอาหลักฐานในการจ่ายฟิฏเราะห์นั้นมาจากไหน

และคุณรู้การละหมาดจากพระบัญชาใช้จากพระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูว่าตะอาลา และคุณรู้วิธีการละหมาดว่า จะต้องมี 2 ร่อก้าอัต 3 ร่อก้าอัต 4 ร่อก้าอัต นั้นมาจากไหน ช่วยชี้แจงด้วยครับ แค่นี้ก่อนน่ะคุณ Matt วัสสลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Thu Jun 10, 2004 12:53 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

matt

คุณอย่าหลบ อย่าหนีประเด็น

คุณยืนยันว่าจะเอาอัลกุรอาน เมื่อท่านวิทยากรเอาอัลกุรอานมาให้คุณ คุณก็ไม่เอา

ถ้าคุณจะจบประเด็นนี้ ก็ต้องจบด้วยคำของท่านวิทยากรที่บอกว่า คุณแปลผิด
แล้วคุณก็เข้าใจผิด แล้วทำให้อื่นหลงผิดอีกด้วย

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
chico
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 07/06/2004
ตอบ: 3


ตอบตอบ: Thu Jun 10, 2004 1:02 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามุอ้าลัยกุม

คุณ Matt

คุณอย่าลืมกระทู้ของ chico น่ะ จะรอคำตอบ

วัสสลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Thu Jun 10, 2004 3:36 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



بسم الله الرحمن الرحيم

อัสสลามมุอะลัยกุม พี่น้องมุสลิมทุกท่าน
สวัสดีครับ คุณ matt ที่นับถือ

ผมติดตามอยู่ครับ รอคำชี้แจงของคุณ matt เรื่องการแปลอัลกุรอานไม่ถูกต้อง นอกจากคุณจะยังไม่ชี้แจงแล้ว ยังเปิดประเด็นใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผมบอกแต่แรกแล้วว่า ไม่รีบร้อน แต่อยากให้คุยทีละประเด็นๆ เพื่อง่ายแก่การสนทนา และง่ายต่อผู้ที่เข้ามาอ่าน แต่เมื่อคุณ matt เปิดประเด็นเรื่องฮะดีษเพิ่มขึ้นมา ผมก็ขอชี้แจงในเบื่องแรกก่อนดังนี้

ฮะดีษทั้ง 3 ต้นที่คุณกังขานั้น ไม่ได้ค้านหรือขัดกันแม้แต่น้อย และตามที่คุณนำเสนอดังนี้คือ

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์”

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของพวกท่าน

นอกจากคุณ matt จะไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงจากตัวบทแล้ว ยังเพิ่มความเข้าใจของคุณเข้าไปในเนื้อหาอีกด้วยคือคำว่า

“อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของพวกท่าน”

จึงทำให้ความหมายของฮะดีษเปลี่ยนไป เสมือนว่า ท่านนบีสั่งให้ยึดอัลกุรอานอย่างเดียว

นี่คือการบิดเบือนที่ไม่น่าให้อภัย แต่ถ้าคุณไม่จงใจ ก็ขอให้แก้ไข และหวังว่าคุณคงจะไม่ทำเช่นนี้อีก

เกี่ยวกับเรื่องฮะดีษนี้ เราคงได้สนทนาในรายละเอียดกันต่อไป ซึ่งผมบอกแต่แรกว่า ผมไม่รีบร้อน

ขอย้อนกลับไปประเด็นแรกที่ยังค้างคากันอยู่ คือ ความหมายของ ซูเราะห์อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 65

فلا وربك

ผมกล่าวว่า คุณ matt แปลผิด และอธิบายผิด

ขอความกรุณาคุณ matt อย่าเพิ่งเปิดประเด็นอื่นเข้ามาอีก ขอสนทนาทีละประเด็น รอคำชี้แจงจากคุณอยู่

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
u
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2003
ตอบ: 114


ตอบตอบ: Thu Jun 10, 2004 5:49 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

[quote]



6. ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรง



7. ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปราณแก่พวกเขา มิใช่ในทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด


[quote]
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
addullslam
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2004
ตอบ: 672


ตอบตอบ: Fri Jun 11, 2004 8:51 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสะลามมุอะลัยกุม ผมขอให้คุณmattยืนยัน
ว่าข้อเขียนนี้ถูกต้อง
หรือเป็นความเห็นส่วนตัว
6. ท่านรอซูลล์ ไม่เคยใช้ “ฮาดีษ” ของผู้ใด ในการดำเนินชีวิตของท่าน, ท่านมีศรัทธา
ในอัลลอฮ์ และ กีตาบุลลอฮ์ อย่างจริงใจ ท่าน ยึดแต่เพียง “อัลกุรอานเท่านั้น”
วัสสะลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, ... 21, 22, 23  ถัดไป
หน้า 2 จากทั้งหมด 23

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.23 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004