ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
ขอเชิญร่วมสร้างมัสยิด
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ขอเชิญท่านบริจาคสมทบทุน
โครงการก่อสร้างอาคาร
มัสยิดอนุรักษ์



โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ธนาคาร
กรุงไทย สาขาย่อยประเวศ
ประเภท กระแสรายวัน
เลขที่ 188 – 6 – 00316 – 5

>>>..ร่วมบริจาคคลิ๊ก!..<<<

ญะซากุมุ้ลลอฮุคอยร็อน


เมนูหลัก
 หน้าแรก(ข่าวสาร) :
 หน้าแรก
 ค้นหา
 หัวข้อเรื่องที่น่าสนใจ
 สำหรับสมาชิก :
 รายนามสมาชิก
 เข้าสู่ระบบ(สมัครสมาชิก!)
 ร่วมด้วยช่วยกัน :
 แนะนำบอกต่อ
 กระดานเสวนา
 
 สถิติของผู้เข้าชม :
 ยอดฮิตติดอันดับ
 แบบสำรวจ
 คู่มือและเอกสาร :
 ถาม-ตอบ
 วารสารประจำเวบ
 บริการอื่นๆ :
 ติดต่อลงโฆษณา
 เกมส์คลายเครียด
 ติดต่อเรา
 ร่วมบริจาค
 ห้องแสดงภาพ
 ดาวน์โหลด
 Mozaks_News

 เมนูทั่วไป :
เนตคุณแรงแค่ไหน!
ล้อเลียนการเมือง
เพิ่มเว็บนี้ใน Favourites !
เมล์ด่วนสายตรง
18:19:12
วัน : 24-04-2017
GMT : +0700

สาระวิชาการ
วิชาการ :
ศรัทธาและยึดมั่น
อัลฮะดีษ
จริยธรรมอิสลาม
ประเพณีและความเชื่อ
ประวัติศาสตร์อิสลาม
เหตุแห่งการประทานอัลกุรอาน
อุลูมุ้ลฮะดีษ
ตัฟซีรอัลกุรอาน
คอลัมน์ประจำ :
บทความทั่วไป
ตรรกวิทยา

ดาวน์โหลด

  1: ถาม-ตอบ
ดาวน์โหลด 254 ครั้ง

  2: ขุดโคตรชีอะ
ดาวน์โหลด 170 ครั้ง

  3: การทำแทน
ดาวน์โหลด 92 ครั้ง

  4: ศรัทธาแบบอิสลาม
ดาวน์โหลด 167 ครั้ง

  5: สัญญาณวันสิ้นโลก
ดาวน์โหลด 216 ครั้ง

  6: หลักยึดมั่น
ดาวน์โหลด 128 ครั้ง

..ดูทั้งหมด..

เว็บไซต์อนุรักษ์ซุนนะห์

เผยข้อเท็จจริงลัทธิชีอะห์:





แนวร่วมต่อต้านรอฟิเฏาะ

ภาษาอาหรับ

www.d-sunnah.net
www.fnoor.com
www.albrhan.com
www.wylsh.com
www.khominy.com
http://dhr12.com
www.albainah.net
www.ansar.org
www.almanhaj.com
www.almhdi.com

ภาษาอังกฤษ

www.ahlelbayt.com


หนังสือใหม่
ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้


รู้ทันชีอะฮ์



เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม
ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์
ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619


ข่าวสาร
หนังสือพิมพ์ไทย :
ไทยรัฐ
เดลินิวส์
กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวสด
ผู้จัดการออนไลน์
มติชน
ประชาไทย
ไทยนิวส์
ศูนย์ข่าวอิศรา
หนังสือพิมพ์อาหรับ :
الاهرام
الجمهورية
الوطن
القبس
البيان
الاتحاد
الرأي العام
الشرق الأوسط
السياسة
دار الخليج
ตำราศาสนาภาษาอาหรับ :
almeshkat
almaktba
kribani
sahab
internet radio
จส.100
คลื่นประชาธิปไตย


บทความเรื่อง ฟิร๊อก กลุ่มแนวคิดบิดเบือน
ตอนชีอะห์อิหม่ามสิบสอง

อย่าให้กะลิมะห์ชะฮาดะห์ของผู้ใดมาล่อลวงเรา
อิสลามไม่มีนิกาย
ข้อแตกต่างด้านโครงสร้างศาสนาของซุนนะห์กับชีอะฮ์
อัลกุรอานและฮะดีษตามความเชื่อของชีอะฮ์
อายะห์อัลกุรอานที่ขาดหาย
"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ครอบครัวและวงศ์วานของท่านนบี
ภรรยาของนบีคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์"
ฮะดีษซะก่อลัยน์ สิ่งหนักทั้งสอง
ใครคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ที่ระบุในซูเราะห์อัลอะห์ซาบ อายะห์ที่ 33
ฮะดีษกิซาอ์
ท่านอาลีและครอบครัว จากซูเราะห์อัซชุอะรออ์ อายะห์ที่ 23
"อิมามะห์"การศรัทธาต่ออิหม่าม
คำสั่งแต่งตั้งอิหม่าม
หลักฐานแต่งตั้งอิหม่าม จากซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 55
อายะห์"อัตตับลีฆ" ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 67
มุบาฮะละห์
ฮะดีษ "มันซีละห์" เปรียบท่านนบีกับอาลีดั่งมูซากับฮารูณ
ละครฉากนี้ที่ "ฆ่อดีรคุม"
คำตอบจากท่านอาลี
อาลีช่วยด้วย !!
อาลี หรือ เยซู
นครแห่งความรู้
ฮุเซนมาจากฉันและฉันก็มาจากฮุเซน
ศอฮาบะห์ในมุมมองของชีอะห์
"อัศฮาบีย์" ประชาชาติของฉัน
ชีอะห์ใส่ร้ายศอฮาบะห์ว่าเป็นมุนาฟิก
พฤหัสบดีวิปโยค
จุดยืนของท่านอาลีที่มีต่อท่านอบูบักร์และท่านอุมัร
เมื่อท่านอาลีประณามและสาปแช่งชีอะฮ์

รายงานความคืบหน้าการนัดสนทนาระหว่างซุนนะห์กับชีอะฮ์


Moradokislam.org: ศรัทธาและยึดมั่น

ค้นหาในหัวข้อนี้:   
[ กลับไปที่หน้าแรก | กรุณาเลือกหัวข้อใหม่ ]

 อัลอีหม่านในทัศนะของอะฮลุสซุนะฮวัลญะมาอะฮ

ศรัทธาและยึดมั่นasan บันทึก "โดย อะสัน หมัดอะดั้ม

     ความหมายของคำว่า อัลอีหม่าน


  ความหมายในทางภาษา

        ความหมายอัลอีหม่านในทางภาษา  ถูกนำมาใช้  2 ความหมายด้วยกันคือ

 1. เมื่อเป็นคำกริยาสกรรมกริยา(เฟียะลุน มุตะอัดดีย์)ด้วยตัวของมันเอง จะมีความหมายว่า التأمين แปลว่า ให้ความปลอดภัย”       

     ดังอัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

           
إِنَّ الْمُتَّقِينَ فِي مَقَامٍ أَمِينٍ

  "แท้จริงบรรดาผู้ยำเกรงจะอยู่ในสถานที่อันสงบปลอดภัย"  - อัดดุคอน/5
"

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ จันทร์ 20 ก.ค. 09 @ 18:16 (6432 คนอ่าน)
(มีต่อ... | 21010 ไบต์ | จำนวน: 4)

  เตาฮีดรุบูบียะฮ

ศรัทธาและยึดมั่นasan บันทึก "โดย อะสัน หมัดอะดั้ม


เตาฮีดรุบูบียะฮ (توحيد الربوبية) คือ

إفراد الله بالخلق، والملك، والتدبير،

  การให้เอกภาพต่อ อัลลอฮฺ ด้วยกับการเป็นผู้ทรงสร้าง เป็นผู้ทรงครอบครองและเป็นผู้ทรงบริหาร (Ibn Usaimin,1999: 1/ 9-10 )     

   1. หลักฐานที่แสดงถึง เอกภาพ(ความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮในการสร้างสรรค์พสิ่งต่างๆ คือ             
    อัลลอฮ ตะอาลา ตรัสว่า


                 يَا أَيُّهَا النَّاسُ اذْكُرُوا نِعْمَةَ اللَّهِ عَلَيْكُمْ هَلْ مِنْ خَالِقٍ غَيْرُ اللَّهِ يَرْزُقُكُمْ مِنَ السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ فَأَنَّى تُؤْفَكُونَ


                            
โอ้มนุษย์เอ๋ย! พวกเจ้าจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้า  จะมีพระผู้สร้างอื่นใดจากอัลลอฮฺกระนั้นหรือ  ที่จะประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้าและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้น ทำไมเล่าพวกเจ้าจึงถูกหลอกลวงให้หันห่างออกไป (จากความจริง) – ฟาฏีร/3อิบนุกะษีร (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)อธิบายว่า


يُنَبِّه تَعَالَى عِبَاده وَيُرْشِدهُمْ إِلَى الِاسْتِدْلَال عَلَى تَوْحِيده فِي إِفْرَاد الْعِبَادَة لَهُ كَمَا أَنَّهُ الْمُسْتَقِلّ بِالْخَلْقِ وَالرِّزْق فَكَذَلِكَ فَلْيُفْرَدْ بِالْعِبَادَةِ وَلَا يُشْرَك بِهِ غَيْره مِنْ الْأَصْنَام وَالْأَنْدَاد وَالْأَوْثَان


อัลลอฮตะอาลา ทรงเรียกร้องบ่าวของพระองค์ให้สนใจและชี้นำพวกเขาให้ไปสู่การพิสูจน์หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงเอกภาพของพระองค์ ในการเคารพภักดีแก่พระองค์แต่เพียงหนึ่งเดียว  ดังที่ทรงเป็นเอกเทศในการสร้างและ การประทานปัจจัยยังชีพ  ในทำนองเดียวกันนั้น เขาจงให้ความเป็นหนึ่งเดียว(แก่พระองค์)ด้วยการเคารพภักดี(อิบาดะฮ)และไม่นำอื่นจากพระองค์  เช่น  เทวรูป, บรรดาคู่เคียงและ รูปเจว็ดต่างๆ มาตั้งภาคีกับพระองค์ – ดูตัฟสีรอิบนุกะษีร อรรถาที่บายอายะฮที่ 3 ซูเราะฮฟาฏีร    


    2. หลักฐานที่แสดงถึง เอกภาพ(ความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮในการครอบครองสรรพสิ่ง คือ             

       อัลลอฮ ตะอาลา ตรัสว่า

تَبَارَكَ الَّذِي بِيَدِهِ الْمُلْكُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ


 ความเจริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง   - อัลมุลกุ/1    


    3. หลักฐานที่แสดงถึง เอกภาพ(ความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮในบริหารจัดการสรรพสิ่งต่างๆในสากลจักรวาล คือ            

        อัลลอฮ ตะอาลา ตรัสว่า


إِنَّ رَبَّكُمُ اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ يُغْشِي اللَّيْلَ النَّهَارَ يَطْلُبُهُ حَثِيثًا وَالشَّمْسَ وَالْقَمَرَ وَالنُّجُومَ مُسَخَّرَاتٍ بِأَمْرِهِ أَلَا لَهُ الْخَلْقُ وَالْأَمْرُ تَبَارَكَ اللَّهُ رَبُّ الْعَالَمِينَ 


แท้จริงพระเจ้าของพวกเจ้านั้น คือ อัลลออฮืผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินภายในหกวัน แล้วสถิตย์อยู่บนลังลังก์พระองค์ทรงให้กลางคืนครองคลุมกลางวันในสภาพที่กลางคืนไล่ตามกลางวันโดยรวดเร็ว และทรงสร้างดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ และบรรดาดวงดาวขึ้นโดยถูกกำหนดให้กำหนดทำหน้าที่บริการ ตามพระบัญชาของพระองค์ พึงรู้เถิดว่า การสร้างและกิจการทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์อัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก- อัลอะรอฟ/54

ประเภทของรุบูบียะฮ (การอภิบาลของอัลลอฮ)


เช็คอัสสะอฺดีย์(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)  กล่าวว่า


وتربيته -تعالى- لخلقه نوعان: عامة وخاصة. فالعامة: هي خلقه للمخلوقات، ورزقهم وهدايتهم لما فيه مصالحهم التي فيها بقاؤهم في الدنيا. والخاصة: تربية لأوليائه، فيربيهم بالإيمان ويوفقهم له ويكملهم ويدفع عنهم الصوارف والعوائق الحائلة بينهم وبينه

 การอภิบาลของอัลลอฮตะอาลา แก่มัคลูคของพระองค์นั้น แบ่งออก 2 ประเภทคือ

 1. รุบูบียะฮอามมะฮ (ربوبية عامة ) คือ การสร้างของพระองค์แก่บรรดามัคลูค(สิ่งที่ถูกสร้าง)ทั้งหลาย ,การประทานปัจจัยยังชีพและการชี้นำพวกเขา แก่สิ่งที่ก่อประโยชน์แก่พวกเขา ซึ่งในนั้น ทำให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลกนี้ 

 2. รุบูบียะฮคอศเศาะฮ (ربوبية خاصة) คือ  การอภิบาลแก่บรรดาผู้ที่เป็นคนรักของพระองค์ แล้วพระองค์ทรงอภิบาล(บันดาล)พวกเขา ให้ได้รับอีหม่าน และทรงช่วยเหลือให้ประสบความสำเร็จ สำหรับมัน และทรงให้พวกเขาประสบความจำเริญ และทรงขจัดอุปสรรคและความยุ่งยากต่างที่ปิดกั้นระหว่างพวกเขากับพระองค์ – ดู ตัฟสีรอัสสะอฺดีย์ เล่ม 1 หน้า 14


 ชิริกและประเภทชิริกรุบูบียะฮ


         الشرك هو جعل شريك لله تعالى في ربوبيته وإلهيته ، والغالب الإشراك في الألوهية بأن يدعو مع الله غيره أو يصرف له شيئا من أنواع العبادة كالذبح والنذر والخوف والرجاء والمحبة  

ชิริก คือ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ ในการอภิบาลและการเป็นพระเจ้าของพระองค์ และส่วนใหญ่ คือ การตั้งภาคีในเรื่องการเป็นพระเจ้า โดยการวิงวอนต่อสิ่งอื่นพร้อมกับอัลลอฮ หรือปฏิบัติสิ่งใดที่เป็นอิบาดะฮ เพื่อสิ่งนั้น เช่น การเชือด การบนบาน การเกรงกลัว การหวัง และการรัก 


ชิริกรุบูบียะฮแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ


          1.   ชิริกอัตตะฏีล(شرك التعطيل) คือ การปฏิเสธพระเจ้าผู้สร้าง หรือปฏิเสธบรรดาพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ  ดังเช่นที่ฟาโรห์กล่าวว่า

              وَمَا رَبُّ الْعَـالَمِينَ

                 และใครคือพระเจ้าแห่งสากลโลก- อัชชุอาเราะอฺ/23

           2.  ชิริกอัลอันดาด (شرك الأنداد ) คือ การเชื่อว่ายังมีพระเจ้าอื่นหรือผู้อื่น ที่มีคุณลักษณะการอภิบาล(รุบูบียะฮ) เหมือนอัลลอฮ อัลลอฮ 

........................

เรียบเรียงโดย อะสัน หมัดอะดั้ม asanmd99@gmail.com   
"

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ พุธ 17 มิ.ย. 09 @ 19:09 (6819 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 5)

 อัลลอฮ์อยู่ที่ไหน?

ศรัทธาและยึดมั่นAnonymous บันทึก "

เรียบเรียงโดย นาวาวี

ผู้แปล เดช คำเคน

www.an-nawawi.blogspot.com

หากมีคำถามว่าพระองค์อัลลอฮ.อยู่ที่ไหน? จงตอบเถิดว่า พระองค์อยู่บนฟ้า คำตอบนี้เราได้มาจากตัวบทหลักฐานจากฮาดิษ ซอเฮียะห์ดังนี้

ครั้งหนึ่ง มูอาวียะห์ บุตร อัลฮากัม อัสซูลามี ท่านต้องการที่จะให้อิสรภาพกับ ญารียะห์ทาสของท่าน มูอาวียะห์ได้นำตัวญารียะห์ไปหาท่านรอซูล ซ.ล ท่านรอซูลได้ถามญารียะห์ว่า พระองค์อัลลอฮ.อยู่ที่ไหน? เธอตอบว่า พระองค์อัลลอฮอยู่บนฟ้า ท่านรอซูลได้ถามต่อไปว่า แล้วฉันเป็นใคร? เขาก็ตอบว่าท่านคือศาสนทูตของพระองค์ หลังจากนั้นท่านรอซูลได้กล่าวกับมูอาวียะห์ว่า ปล่อยเธอให้เป็นอิสระเถิด เพราะแท้จริงเธอคือผู้ศรัทธา ฮาดิษนี้บันทึกโดยนักบันทึกฮาดิษหลายท่าน เช่น อิหม่ามมาลิก

ความจริงแล้วพระองค์อัลลอฮ.ทรงสถิตอยู่บนบัลลังค์ของพระองค์ดังที่พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ถึงความเหมาะสมความมีเกียรติและความเกรียงไกรของพระองค์ ดังหลักฐานต่อไปนี้

พระองค์ตรัสว่า

]إِنَّ رَبَّكُمُ اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ[………

แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้านั้น คืออัลลอฮฺผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผนดินภายในหกวันแล้วทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์..................[1]

พระองค์ตรัสว่า

]الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى[

ผู้ทรงกรุณาสถิตอยู่บนบัลลังก์ [2]



พระองค์ตรัสว่า

]إِنَّ رَبَّكُمُ اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ يُدَبِّرُ الأمْرَ مَا مِنْ شَفِيعٍ إِلا مِنْ بَعْدِ إِذْنِهِ ذَلِكُمُ اللَّهُ رَبُّكُمْ فَاعْبُدُوهُ أَفَلا تَذَكَّرُونَ[

แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าคืออัลลอฮ.ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผนดินในเวลาหกวันแล้วพระองค์ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์ ทรงบริหารกิจการไม่มีผู้ใดให้ความช่วยเหลือใดๆเว้นแต่ต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์นั้นคืออัลลอฮ.พระผู้อภิบาลของพวกเจ้า พวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อพระองค์เถิด พวกเจ้าไม่ได้ใคร่ครวญดอกหรือ?[3]

พระองค์ตรัสว่า

]الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ وَمَا بَيْنَهُمَا فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ الرَّحْمَنُ فَاسْأَلْ بِهِ خَبِيرًا[

พระผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่มีอยู่ในระหว่างทั้งสองนั้นในหกวัน แล้วพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ พระองค์ผู้ทรงกรุณา ดังนั้นเจ้าจงถามผู้รอบรู้เกี่ยวกับพระองค์เถิด[4]

มีหลักฐานจากกุรอานหลายโองการที่กล่าวถึงการทรงสถิตบนบัลลังก์ของพระองค์บนฟ้า ดังนั้นไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนคุณลักษณะของพระองค์ที่พระองค์ทรงกล่าวไว้ด้วยพระองค์เองไปเป็นอีกคุณลักษณะหนึ่ง เรานั้นเป็นใคร?ที่ต้องการเปลี่ยนคำว่า อิสตาวะ( استواء ) ให้เป็น อิสเตาลา( استولا ) เราเป็นคนที่เก่งที่สุดกระนั้นหรือ?ทั้งๆที่เราไม่มีความสามารถ หรือเราคิดว่าสติปัญญาของเราล่ำเลิศสามารถที่จะเปลี่ยนคำของพระองค์อัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ด้วยพระองค์เอง?

ในพระดำรัสของพระองค์ที่กล่าวถึงการสถิตอยู่บนบัลลังก์โดยใช้คำว่า อิสตาวะ อาลันอัรช์มีอยู่ประมาณ 7 โองการ ถ้าหากว่าพระองค์อัลลอฮฺประสงค์ที่จะกล่าวไปสู่ความหมายอื่นแน่นอนพระองค์จะต้องกล่าวถึงสิ่งนั้นอย่างชัดเจน

ถือว่าเป็นความผิดผลาดอย่างร้ายแรงสำหรับบุคคลที่พวกเขาเปลี่ยนแปลงคำของอัลลอฮฺซึ่งเป็นคำที่พระองค์กำหนดขึ้นมาที่ประกฎในคัมภีร์ของพระองค์ไปสู่อีกความหมายหนึ่ง โดยใช้ความคิด การคาดคะแน่ การคาดเดาตามอารมณ์ตัวเอง แท้จริงแล้วพระองค์อัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาคาดคิด

พระองค์อัลลอฮฺตรัสว่า

]فَاطِرُ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضِ جَعَلَ لَكُمْ مِنْ أَنْفُسِكُمْ أَزْوَاجًا وَمِنَ الأنْعَامِ أَزْوَاجًا يَذْرَؤُكُمْ فِيهِ لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ[

พระผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินพระองค์ที่ทำให้มีคู่ครองแก่พวกเจ้าซึ่งจากตัวของพวกเจ้าเอง และจากปศุสัตว์นั้นทรงทำให้มีคู่ผัวเมีย ด้วยเหตุนี้ทรงแพร่พันธ์พวกเจ้าไว้อย่างมากมาย ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงเห็น [5]

และพระองค์ตรัสว่า

]هَؤُلاءِ قَوْمُنَا اتَّخَذُوا مِنْ دُونِهِ آلِهَةً لَوْلا يَأْتُونَ عَلَيْهِمْ بِسُلْطَانٍ بَيِّنٍ فَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرَى عَلَى اللَّهِ كَذِبًا[

กลุ่มชนเหล่านั้นของเราได้ยืมเอาพระเจ้าต่างๆอื่นจากพระองค์ ทำไม่พวกเขาจึงไม่นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายืนยันเล่า ดังนั้นจะมีผู้ใดอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮฺ [6]

และพระองค์ตรัสว่า

]وَلِلَّهِ الأسْمَاءُ الْحُسْنَى فَادْعُوهُ بِهَا وَذَرُوا الَّذِينَ يُلْحِدُونَ فِي أَسْمَائِهِ سَيُجْزَوْنَ مَا كَانُوا يَعْمَلُونَ[

และอัลลอฮฺนั้นมีบรรดาพระนามที่สวยงาม ดังนั้นพวกเจ้าจงวิงวอนต่อพระองค์ด้วยพระนามเหล่านั้นเถิด และจงอย่ายุ่งกับบรรดาผู้ที่ทำให้เพี้ยนกับพระนามของพระองค์เลย พวกนั้นจะถูกลงโทษในสิ่งที่พวกเขากระทำ [7]

เชค ซอแหละอับดุลลอฮฺ เฟาซานได้อรรถาธิบายโองการนี้ในหนังสือเตาฮีดของท่าน จำเป็นที่เราจะต้องยึดมันในพระนามของพระองค์ตามที่พระองค์ได้กำหนด และใครก็ตามที่ได้ปฏิเสธ พระนามเหล่านั้นเท่ากับว่าเขากำลังปฏิเสธในสิ่งที่พระองค์นำมา แท้จริงพระองค์ทรงโกรธกริ้วบุคคลที่พวกเขาได้เปลี่ยนพระนามต่างๆของพระองค์และพวกเขาจะได้รับการลงโทษในความผิดที่ได้ก่อขึ้น เชคซอแหละอับดุลลอฮฺเฟาซานได้กล่าวอีกว่า โองการอัลกุรอานทั้ง 7 ที่มีคำว่า อิสตาวะ ประกฎในรูปคำและประโยคก็ดีที่เหมือนกัน เป็นการบ่งบอกว่าโองการดังกล่าวมีความหมายตามที่ประกฎโดยไม่ต้องการการตะวิล[8]...................................

อัรชี ( عرش ) ในภาษาอาหรับหมายถึงบัลลังก์ของกษัตริย์ แต่อัรชี ( عرش ) ที่ประกฏในกุรอานนั้นหมายถึงบัลลังก์ของพระองค์อัลลอฮฺที่มีบรรดามลาอิกะห์แบกอยู่และเสมือนหลังคาที่ให้รมเงาแก่สิ่งถูกสร้าง

พระองค์ตรัสว่า

]وَالْمَلَكُ عَلَى أَرْجَائِهَا وَيَحْمِلُ عَرْشَ رَبِّكَ فَوْقَهُمْ يَوْمَئِذٍ ثَمَانِيَةٌ[

และมะลักก์จะประกฎอยู่บนเวหาและ(มะลาอีกะฮฺ)จำนวนแปดท่านจะทูนบัลลังก์ของพระผู้อภิบาลของเจ้าไว้ในวันนั้น [9]

พระองค์ตรัสว่า

]الَّذِينَ يَحْمِلُونَ الْعَرْشَ وَمَنْ حَوْلَهُ يُسَبِّحُونَ بِحَمْدِ رَبِّهِمْ وَيُؤْمِنُونَ بِهِ وَيَسْتَغْفِرُونَ لِلَّذِينَ آمَنُوا رَبَّنَا وَسِعْتَ كُلَّ شَيْءٍ رَحْمَةً وَعِلْمًا فَاغْفِرْ لِلَّذِينَ تَابُوا وَاتَّبَعُوا سَبِيلَكَ وَقِهِمْ عَذَابَ الْجَحِيمِ[

บรรดาผู้แบกบัลลังก์และผู้ที่อยู่รอบๆบัลลังก์ต่างก็แซ่ซ้องด้วยการสดุดีสรรเสริญพระผู้อภิบาลของพวกเขาและศรัทธาต่อพระองค์และขออภัยโทษให้แก่บรรดาผู้ศรัทธา โอ้พระผู้อภิบาลของเราพระองค์ท่านทรงแผ่ความเมตตาและความรู้ไปทั่วทุกสิ่ง ขอพระองค์โปรดอภัยแก่บรรดาผู้ขอลุแก่โทษและดำเนินตามแนวทางของพระองค์ท่าน และทรงคุ้มครองพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด [10]

ฉนั้นเป็นการเหมาะสมแล้วสำหรับผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างพระองค์ที่สถิตอยู่บนบัลลังก์ เราไม่ทราบวิธีการและคุณลักษณะอื่นๆในการสถิตย์อยู่บนบัลลังของพระองค์ แต่ทว่าเรายึดมันในสิ่งสอดคล้องและเราเขาใจตามความหมายในภาษาอาหรับ เหมือนคุณลักษณะอื่นๆของพระองค์ที่ประกฎในกุรอานที่ถูกประทานมาด้วยภาษาอาหรับ

มีหลักฐานอีกที่จะยืนยันว่าพระองค์และศูนย์บัญชาการของพระองค์อยู่บนฟ้า

พระองค์ตรัสว่า

]أَأَمِنْتُمْ مَنْ فِي السَّمَاءِ أَنْ يَخْسِفَ بِكُمُ الأرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ[

พวกเจ้าปลอดภัยหรือ? จากการที่พระผู้ทรงสถิตอยู่ ณ ฟากฟ้าจะให้แผ่นดินสูบพวกเจ้า แล้วขณะนั้นมันจะหวั่นไหว (สั่นสะเทือน) [11]

และพระองค์ตรัสว่า

]يُدَبِّرُ الأمْرَ مِنَ السَّمَاءِ إِلَى الأرْضِ ثُمَّ يَعْرُجُ إِلَيْهِ فِي يَوْمٍ كَانَ مِقْدَارُهُ أَلْفَ سَنَةٍ مِمَّا تَعُدُّونَ[

พระองค์ทรงบริหารกิจการชั้นฟ้าสู่แผ่นดิน แล้วมันจะขึ้นไปสู่พระองค์ในวันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันเท่ากับหนึ่งพันปีตามที่พวกเจ้านับ [12]

ความหมายที่ว่ากิจการชั้นฟ้าสู่แผ่นดินแล้วมันขึ้นไปสู่พระองค์ เมือคำว่าขึ้นถูกมาใช้สถานทีที่ขึ้นนั้นต้องมุ่งไปสู่ที่สู่ง ฉนันที่สู่งที่ว่านั้นก็คือบนฟ้า

พระองค์อัลลอฮฺตรัสว่า

]مَنْ كَانَ يُرِيدُ الْعِزَّةَ فَلِلَّهِ الْعِزَّةُ جَمِيعًا إِلَيْهِ يَصْعَدُ الْكَلِمُ الطَّيِّبُ وَالْعَمَلُ الصَّالِحُ يَرْفَعُهُ وَالَّذِينَ يَمْكُرُونَ السَّيِّئَاتِ لَهُمْ عَذَابٌ شَدِيدٌ وَمَكْرُ أُولَئِكَ هُوَ يَبُورُ[

ผู้ใดต้องการอำนาจดังนั้นอำนาจทั้งมวลเป็นของอัลลอฮฺคำกล่าวที่ดีย่อมจะขึ้นไปสู่พระองค์และการงานที่ดีนั้นพระองค์ทรงยกย่องสรรเสริญมันและบรรดาผู้วางแผนชั่วร้ายทั้งหลายนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บแสบและแผนการของชนเหล่านั้นย่อมพินาศ [13]

หลักฐานดังต่อไปนี้เป็นหลักฐานที่บอกว่า ญิบริล ขึ้นไปสู่พระองค์

พระองค์ตรัสว่า

]تَعْرُجُ الْمَلائِكَةُ وَالرُّوحُ إِلَيْهِ فِي يَوْمٍ كَانَ مِقْدَارُهُ خَمْسِينَ أَلْفَ سَنَةٍ[

มะลาอิกะฮฺและอัรรูฮ์(ญิบริล)จะขึ้นไปหาพระองค์ในวันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันเท่ากับห้าหมื่นปี (ของโลกนี้) [14]

เหตุการณ์ดังต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่ฟาโรผู้ถือตัวเองเป็นพระเจ้า เยอะเย้ยนบีมูซา (อ.ล)

พระองค์อัลลอฮฺตรัสว่า

]وَقَالَ فِرْعَوْنُ يَا هَامَانُ ابْنِ لِي صَرْحًا لَعَلِّي أَبْلُغُ الأسْبَابَ ( )أَسْبَابَ السَّمَاوَاتِ فَأَطَّلِعَ إِلَى إِلَهِ مُوسَى وَإِنِّي لأظُنُّهُ كَاذِبًا وَكَذَلِكَ زُيِّنَ لِفِرْعَوْنَ سُوءُ عَمَلِهِ وَصُدَّ عَنِ السَّبِيلِ وَمَا كَيْدُ فِرْعَوْنَ إِلا فِي تَبَابٍ[

และฟิรเอาวน์กล่าวว่า โอ้ฮามานเฮ่ยจงสร้างหอส่งให้ฉันเพื่อฉันจะได้บรรลุถึงทางที่ฉันจะขึ้นไป ทางที่จะขึ้นไปสู่บรรดาชั้นฟ้าเพื่อฉันจะได้เห็นพระเจ้าของมูซา และแท้จริงฉันแน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนโกหก เช่นนั้นแหละการงานที่ชั่วช้าของเขาได้ถูกทำให้เพริศแพร้วแก่ฟิรออาวน์และเขาถูกปิดกั้นจากแนวทางของอัลลอฮฺ และแผนการของฟิรอาวน์นั้นไม่ใช่อื่นใดนอกจากอยู่ในความหายนะเท่านั้น [15]

ดังนั้นใครก็ตามที่มีความเชื่อว่าพระองค์อัลลอฮฺไม่ได้อยู่บนฟ้าแน่แท้เขากำลังปฏิเสธในสิ่งที่พระองค์ได้แจ้งว่าพระองค์อยู่บนฟ้า พฤติกรรมของเขาไม่ต่างอะไรกับฟิอาวน์ที่เขาได้ปฏิเสธคำพูดของนบีมูซา

พระองค์อัลลอฮฺได้ยก(บ่งบอกว่ายกขึ้นข้างบน)นบีอีซามายังพระองค์

พระองค์ตรัสว่า

]إِذْ قَالَ اللَّهُ يَا عِيسَى إِنِّي مُتَوَفِّيكَ وَرَافِعُكَ إِلَيَّ وَمُطَهِّرُكَ مِنَ الَّذِينَ كَفَرُوا وَجَاعِلُ الَّذِينَ اتَّبَعُوكَ فَوْقَ الَّذِينَ كَفَرُوا إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ ثُمَّ إِلَيَّ مَرْجِعُكُمْ فَأَحْكُمُ بَيْنَكُمْ فِيمَا كُنْتُمْ فِيهِ تَخْتَلِفُونَ[

จงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮฺตรัสว่าโอ้อีซา ข้าเป็นผู้ที่รับเจ้าไปและจะเป็นผู้ยกเจ้าขึ้นไปยังข้า และจะเป็นผู้ยกเจ้าขึ้นไปยังข้า และจะเป็นผุ้ทำให้เจ้าบริสุทธ์พ้นจากบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาและจะเป็นผู้ทำให้บรรดาที่ปฏิบัติตามเจ้า เหนือผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย จนกระทั่งถึงวันกียามะฮฺและยังข้านั้นคือการกลับไปของพวกเจ้าแล้วข้าจะตัดสินระหว่างพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกัน [16]

พระองค์อัลลอฮฺตรัสอีกว่า

]بَلْ رَفَعَهُ اللَّهُ إِلَيْهِ وَكَانَ اللَّهُ عَزِيزًا حَكِيمًا[

หามิได้อัลลอฮฺได้ทรงยกเขา(อีซา)ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก และประกฎว่าอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพผู้ทรงปรีชาญาณ [17]

พระองค์บอกว่าพระองค์นั้นอยู่ข้างบนและที่สู่ง

พระองค์ตรัสว่า

]يَخَافُونَ رَبَّهُمْ مِنْ فَوْقِهِمْ وَيَفْعَلُونَ مَا يُؤْمَرُونَ[

พวกมันจะกลัวพระผู้อภิบาลของพวกมันผู้ทรงอำนาจที่อยู่เหนือพวกเขาโดยที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่พวกมันถูกบัญชาใช้ [18]

พระองค์อัลลออฺทรงบอกว่าอัล กุรอานถูกประทานจากฟากฟ้า

พระองค์ตรัสว่า

]وَإِنَّهُ لَتَنْزِيلُ رَبِّ الْعَالَمِينَ (192)نَزَلَ بِهِ الرُّوحُ الأمِينُ (193)عَلَى قَلْبِكَ لِتَكُونَ مِنَ الْمُنْذِرِينَ (194)بِلِسَانٍ عَرَبِيٍّ مُبِينٍ [195

และแท้จริงคัมภีร์กุรอานนั้นเป็นการประทานลงมาจากพระผู้อภิบาลสากลโลก อัรรูฮ์ผู้ซื่อสัตว์(ท่านญิบริล)ได้นำลงมายังหัวใจของพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นผู้ตักเตือน โดยเป็นภาษาอาหรับอย่างชัดแจ้ง [19]

พระองค์ตรัสอีกว่า

]تَنْزِيلُ الْكِتَابِ مِنَ اللَّهِ الْعَزِيزِ الْحَكِيمِ[

คัมภีร์กุรอานนี้ถูกประทานมาจากพระองค์อัลลอฮฺผุ้ทรงเดชานุภาพผู้ทรงปริชาญาณ [20]

และพระองค์ตรัสอีกว่า

]وَأَنَّا لَمَسْنَا السَّمَاءَ فَوَجَدْنَاهَا مُلِئَتْ حَرَسًا شَدِيدًا وَشُهُبًا ( )وَأَنَّا كُنَّا نَقْعُدُ مِنْهَا مَقَاعِدَ لِلسَّمْعِ فَمَنْ يَسْتَمِعِ الآنَ يَجِدْ لَهُ شِهَابًا رَصَدًا[

และแท้จริงเรา(ญิน)ได้ค้นคว้าหาข่าว ณ ชั้นฟ้าแต่เราได้พบ ณ ที่นั้นเต็มไปด้วยยามเฝ้าผู้เข็มแข็งและเปลวเพลิง และแท้จริงเราเคยนั่ง ณ สถานที่นั่งในท้องฟ้าเพื่อฟัง แต่ขณะนี้ผู้ใดนั่งฟังก็จะพบเปลวเพลิงถูกเตรียมไว้สำหรับพวกเขา [21]

มีโองการกุอานมากมายที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่าพระองค์อัลลอฮฺอยู่บนฟ้าสถิตอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ท่านนบีอิสเราะจ์เมียะรอจได้ชี้ให้เห็นว่านบีมูฮำหมัดมุ่งไปยังบนฟ้า

ที่นี่เรามาดูหลักฐานที่มาจากศอฮาบะฮฺ

อุมัรบุตร ของคอตอบกล่าวว่า: แท้จริงกิจการต่างๆมาจากทางโน้น พร้อมกับชี้นิ้วไปบนฟ้า (บันทึกโดย อิหม่าม อัชซาฮอาบี ในหนังสือของท่านและท่านกล่าวว่าสายรายงานนี้ถูกต้อง )

อีกสายรายงานหนึ่งเป็นสายรายงานมาจากอิบนุอับบาส

จากอิบนุ อับบาสท่านได้กล่าวว่า แท้จริงท่านรอซูล(ซ.ล)ได้กล่าวคุตบะฮฺต่อหน้าผู้คนในวัน นัหร์(วันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ อิบนุ อับบาสได้กล่าวต่ออีกว่า ขณะที่ท่านนบีกล่าวคุตบะฮฺอยู่นั้น ท่าน นบีได้เงยศรีษะของท่านสู่ท้องฟ้าพร้อมกับกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺพระผู้อภิบาลของฉัน ไม่ใช่ข้าพระองค์ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศดอกหรือ? โอ้พระผู้อภิบาลของฉันไม่ใช่ข้าพระองค์ได้ประกาศแล้วดอกหรือ? (บันทึกโดย บุคอรี เล่ม2 หน้า 191 )

จุดยืนบรรดาอิหมาม อะลิซุนนะฮฺ และบรรดา ตาบีอีน ตาบิอิตตาบิอีน

อิหมาม อาบูฮานีฟะฮฺ

ท่านได้กล่าวว่าใครที่ได้ปฏิเสธว่าอัลลอฮฺอยู่บนฟ้า แน่นอนเขาได้เป็นผู้ปฏิเสธ

อิหมามมาลิกบุตรของอานัส

ท่านได้กล่าวว่าพระองค์อัลลอฮฺอยู่บนฟ้า แต่ความรู้ของพระองค์อยู่ทุกๆที่ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ล่วงรู้

อิหมามชาฟีอี

ท่านได้กล่าวว่า พระองค์อัลลอฮฺสถิตอยู่บนบัลลังก์ บนฟ้า


อิหมามอะหมัด

ท่านได้กล่าวว่า ถูกต้องแล้วพระองค์อัลลอฮฺสถิตอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่จะปกปิดในความรอบรู้ของพระองค์

อิหม่ามติรมีซี

ท่านได้กล่าวว่า อูลามะ(ผู้มีความรู้) ได้กล่าวว่า แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ ตามที่พระองค์ได้แจ้งไว้ด้วยพระองค์เอง ( อ้างมาจาก หนังสือ อัล อุลู โดยอิหมามซาฮาบี )

อิหมามอิบนุคุชัยมะฮฺ

ท่านได้กล่าวว่า ใครที่ไม่ศรัทธา พระองค์อัลลอฮฺทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์บนฟ้าชั้นที่ 7 เท่ากับว่าเขาได้ปฏิเสธพระเจ้าของเขา หลังจากที่หลักฐานได้ประจักแก่เขา คำพูดนี้ถูกต้อง (บันทึกโดย อัล ฮากิม ในหนังสือมัฆรีฟะฮฺ อูลูมิล ฮาดิษ หน้าที่ 84

เชคคุลอิสลาม อิหม่ามอับดุลกอเดร จัยลานี

ไม่อนุญาตให้เชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงอยู่ทุกๆที่แต่จะต้องยึดมั่นว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ ดังเช่นที่พระได้ตรัสไว้ الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى ผู้ทรงกรุณาทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ ในซูเราะฮ ตอฮาโองการที่ 5 (อ้างจากฟัตวา ฮามาวียะฮฺกุบรอ หน้าที่ 87

ต่อไปนี้ข้าพเจ้าได้นำคำอรรถธิบายของอัล ฮาฟิซ อิบนุกาซีร เรามาพิจารณาในสิ่งที่เขาได้อรรถธิบาย เกี่ยวกับโองการกุอาน นี้ ( ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ ) ดังต่อไปนี้

พระองค์ตรัสว่า

]ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ [

หลังจากนั้นพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ [22]

สำหรับบุคคลที่พวกเขามีหลากหลายทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความจริงเกี่ยวกับสถานที่ของพระองค์นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องหน้าที่เราจะมาทำการศึกษาค้นคว้าให้ละเอียด กลับกันเรื่องนี้ให้เรายึดมั่นศรัทธาตามบรรดาชาวสาลัฟฟุลซอแหละ เช่น อิหม่ามมาลิก . อัล อูซัยดี . อัซซุรี. อัลลัยษฺ บุตรของสะอัด. อัชชาฟีอี .อะหมัดบุตรของฮัมบัล. อิสหากบุตรของรอฮาวัยฮฺ และบุคคลอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นซึ่งเป็นอิหม่าม(ผู้นำ)ของผู้ศรัทธาจะเป็นอิหม่ามยุคก่อนหรือยุคนี้ก็ดี กล่าวคือพวกเขาได้ปล่อยตามที่โองการถูกประทานโดยไม่มีการ ตักญิฟ[23] ตัชบิฮฺ[24] และตะติล[25]และอะไรที่มีการจินตนาการณ์มโนภาพในความคิดของกลุ่มคนมูชาบิฮฺ(คือคนที่เทียบเคียงคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮฺเหมือนกับสิ่งถูกสร้าง) ความจริงไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ดังที่พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

]لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ[

ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงเห็น [26]

นุอิม บุตรของอะหมัด อัลคุซาอี ท่านเป็นครูของพ่ออิหม่ามบุคอรี ท่านได้กล่าวว่าใครที่เทียบเคียงอัลลอฮฺเสมอเหมือนกับสิ่งถูกสร้าง และใครที่ปฏิเสธในสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะต่างของพระองค์และในสิ่งที่ท่านบีได้แจ้งไว้ ว่าแท้จริงไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ แน่นอนเขาได้เป็นผู้ปฏิเสธ

ดังนั้นใครก็ตามที่เขาศรัทธาในสิ่งที่อัลลอฮฺประทานที่ประกฎในกุรอานและฮาดิษที่ซอเฮียะห์ที่กล่าวเกี่ยวกับความเหมาะสมกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และพวกเขายึดมั่นศรัทธาต่อคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺ เช่นนั้นแหละพวกเขาได้เดินบนแนวทางที่ถูกต้องแล้ว

เป็นที่ประจักชัดแล้วแม้กระทั้งบรรดาอิหม่ามผู้มีความรู้ที่กล่าวมาข้างต้น เช่น อิบนุกาซีร อิหม่ามชาฟีอี อิหม่ามอะหมัด อิหมามมาลิก และบุคคลอื่นๆ พวกเขาเหล่านั้นมีทัศนะที่ตรงกันกับบรรดาชาวสาลัฟ พวกเขาศรัทธาว่าอัลลอฮฺทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ซึ่งเหมาะสมแล้วกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์โดยไม่มีการตะวิล[27]และตะติล[28]

พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

]هَؤُلاءِ قَوْمُنَا اتَّخَذُوا مِنْ دُونِهِ آلِهَةً لَوْلا يَأْتُونَ عَلَيْهِمْ بِسُلْطَانٍ بَيِّنٍ فَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرَى عَلَى اللَّهِ كَذِبًا[

กลุ่มชนเหล่านั้นของเราได้ยึดเอาพระเจ้าต่างๆอื่นจากพระองค์ ทำไม่พวกเขาจึงไม่นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายืนยันเล่า ดังนั้นจะมีผู้ใดอธรรมยิ่งกว่าผู้ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮฺ [29]



แหล่งอ้างอิง

1. Kitab al-ibanah al-usul ad-diyanah, Imam Abu hasan al-Asy ary.

2. kitab aqidah Shahih Penyebab Selamatnya Muslim,al-Hafizd Abu Bakar al-Humaidi, Pustaka Imam as-Syafie ,Indonesia.

3. al-Aqidah at-Thahawiyah,imam Abu Jaafar at-Thahawi.

4. al-Uluw,al-imam az-Zahabi.

5. Fatwa Hamawiyyah kubra,Sheikhul Islam Ibnu Taimiyyah.

6. Tafseer Ibnu Katheer,e-book Terbitan Darussalama(English version).

7. at-Tauhid Lish-Shafil Awwal al-Ally, Sheikh Dr.Soleh Fauzan bin Fauzan bin Abdullah al-Fauzan.



[1] อัล อะรอฟ :54

[2] ตอฮา :5

[3] ยูนุส :3

[4] ฟุรกอน : 59

[5] อัล ชูรอ :11

[6] อัล กาฟี: 15

[7] อัล อะรอฟ : 180

[8] เปลี่ยนจากความหมายเดิมไปสู่อีกความหมายหนึ่ง ผู้แปล

[9] อัล ฮากอฮฺ : 17

[10] อัล ฆอฟัร :7

[11] อัล มุลกฺ : 16

[12] อัล สาญาดะฮฺ : 5

[13] อัล ฟาฏิรฺ :10

[14] อัล มาอะริจจ์: 4

[15] อัล ฆอฟัร : 36-37

[16] อัล อาลอิมรอน :55

[17] อัล นิสา :158

[18] อัล นะฮลุ :50

[19] อัล ชูอาเราะฮฺ :192-195

[20] อัล ซูมัรฺ :1

[21] อัล ญิน : 8-9

[22] อัล อะรอฟ :54

[23] สงสัยในคุณลักษณะของอัลลอฮฺเช่นการตั้งคำถามว่า ลักษณะของพระองค์และคุณลักษณะของพระองค์เป็นอย่างไร?การตั้งคำถามแบบนี้อิหม่ามมาลิกกล่าวว่าเป็นบิดอะฮฺ ผู้แปล

[24] เปรียบเทียบคุณลักษณะของอัลลอฮฺเสมอเหมือนกับสิ่งถูกสร้าง ผู้แปล

[25] คือปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงแจ้งไว้ ผู้แปล

[26] อัล ชูรอ :11

[27] เปลี่ยนจากความหมายเดิมไปสู่อีกความหมายหนึ่ง ผู้แปล

[28] คือปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงแจ้งไว้ ผู้แปล

[29] กะห์ฟี : 15

"

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ เสาร์ 28 มิ.ย. 08 @ 17:34 (22710 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 4.8)

 การศรัทธาและการทดสอบ

ศรัทธาและยึดมั่นasan บันทึก "โดย  อะสัน หมัดอะดั้ม

          การศรัทธา(الإيمان) หมายถึง การเชื่อด้วยใจ  การยอมรับด้วยวาจา และการปฏิบัติด้วยอวัยวะ อันหมายถึง การแสดงออกด้วยการกระทำนั้นเอง
          อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

قَالَتِ الْأَعْرَابُ آمَنَّا قُلْ لَمْ تُؤْمِنُوا وَلَكِنْ قُولُوا أَسْلَمْنَا وَلَمَّا يَدْخُلِ الْإِيمَانُ فِي قُلُوبِكُمْ
 

ความว่า “ชาวอาหรับชนบทกล่าวว่า  เราศรัทธา  จงกล่าว(แก่พวกนั้นเถิดว่า) พวกท่านยังไม่ศรัทธาหรอก แท่พวกท่านจงกล่าวว่า “เรายอมสวามิภักดิ์แล้ว” และในขณะที่การศรัทธายังไม่ได้เข้าอยู่ในหัวใจของพวกท่าน” – อัลหุจญรอต/15          ท่านอิบนุกะษีร(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)อธิบายว่า

وَقَدْ اُسْتُفِيدَ مِنْ هَذِهِ الْآيَة الْكَرِيمَة أَنَّ الْإِيمَان أَخَصُّ مِنْ الْإِسْلَامِ كَمَا هُوَ مَذْهَبُ أَهْلِ السُّنَّة وَالْجَمَاعَة , وَيَدُلّ عَلَيْهِ حَدِيث جِبْرِيل عَلَيْهِ الصَّلَاة وَالسَّلَام حِين سَأَلَ عَنْ الْإِسْلَام ثُمَّ عَنْ الْإِيمَان ثُمَّ عَنْ الْإِحْسَان فَتَرَقَّى مِنْ الْأَعَمّ إِلَى الْأَخَصّ ثُمَّ لِلْأَخَصِّ مِنْهُ


          อายะฮอันทรงเกียรตินี้ มีความหมายว่า คำว่า อีหม่านนั้น  เฉพาะเจาะจงยิ่งกว่า คำว่า อิสลาม  ตามทัศนะของอะฮลุสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ  และหะดิษญิบรีล อะลัยฮิสสลาม  ได้แสดงบอกถึงมัน(ทัศนะดังกล่าว )เมื่อเขาได้ถามเกี่ยวกับ(ความหมาย)อัลอิสลาม หลังจากนั้นได้ถามเกี่ยวกับ ความหมายอัลอีหม่าน หลังจากนั้น ได้ถามเกี่ยวกับ ความหมายอัลเอียะซาน เพราะเขาได้เลื่อนระดับจาก คำที่มีความหมายครอบคลุม ไปยังคำที่มีความหมายที่เฉพาะกว่า หลังจากนั้น ก็จะเลื่อนไปยังที่จำกัดเฉพาะจากคำนั้น – ดูตัฟสีรอิบนิกะษีร อรรถาธิบายอายะฮที่ 14 ซูเราะฮ อัลหุจญรอต          
         หลังจากที่อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ให้ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิสัลลัม ชี้แจงแก่ชาวอาหรับชนบทกลุ่มหนึ่ง(จากตระกูลบนีอะสัด) ว่า การที่พวกเขาตัวเองว่า “เป็นผู้ศรัทธานั้น ไม่ถูกต้อง เพราะ การศรัทธายังไม่เข้าอยู่ในหัวใจของพวกเขา”  พวกเขาอยู่ในฐานะของผู้ที่เป็นมุสลิม(ผู้สวามิภักดิ์)เท่านั้น
          ต่อมาพระองค์ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่แท้จริงว่า

إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ الَّذِينَ آمَنُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ ثُمَّ لَمْ يَرْتَابُوا وَجَاهَدُوا بِأَمْوَالِهِمْ وَأَنْفُسِهِمْ فِي سَبِيلِ اللَّهِ أُولَئِكَ هُمُ الصَّادِقُونَ


          อันที่จริง บรรดาผู้ศรัทธาคือ บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ หลังจากนั้นพวกไม่มิได้รวนเร และพวกเขาเสียสละ ทรัพย์สินและชีวิตพวกเขาในวิถีทางของอัลลอฮ  พวกเหล่านี้แหละคือ บรรดาผู้ที่มีความสัจจริง – อัลหุจญรอต/15ท่านอิบนุกะษีร(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)อธิบายว่า

إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ " أَيْ إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ الْكُمَّل " الَّذِينَ آمَنُوا بِاَللَّهِ وَرَسُوله ثُمَّ لَمْ يَرْتَابُوا " أَيْ لَمْ يَشُكُّوا وَلَا تَزَلْزَلُوا بَلْ ثَبَتُوا عَلَى حَال وَاحِدَة , وَهِيَ التَّصْدِيق الْمَحْض " وَجَاهَدُوا بِأَمْوَالِهِمْ وَأَنْفُسهمْ فِي سَبِيل اللَّه " أَيْ وَبَذَلُوا مُهَجهمْ وَنَفَائِس أَمْوَالهمْ فِي طَاعَة اللَّه وَرِضْوَانه" أُولَئِكَ هُمْ الصَّادِقُونَ " أَيْ فِي قَوْلهمْ إِذَا قَالُوا إِنَّهُمْ مُؤْمِنُونَ لَا كَبَعْضِ الْأَعْرَاب الَّذِينَ لَيْسَ لَهُمْ مِنْ الْإِيمَان إِلَّا الْكَلِمَة الظَّاهِرَة


          อันที่จริง บรรดาผู้ศรัทธา หมายถึง บรรดาผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์ คือ บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ หลังจากนั้นพวกไม่มิได้รวนเร หมายถึง พวกเขาไม่สงสัยและไม่รวนเร แต่ทว่า พวกคงมีความมั่นคงในสถานะเดียว (ไม่เปลี่ยนจุดยืน) คือ มีสัจจะอย่างแท้จริง และพวกเขาเสียสละ ทรัพย์สินและชีวิตพวกเขาในวิถีทางของอัลลอฮ หมายถึง พวกเขาอุทิศชีวิตและทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อของพวกเขาในการภักดีต่ออัลลอฮและแสวงหาความโปรดปรานของพระองค์  พวกเหล่านี้แหละคือ บรรดาผู้ที่มีความสัจจริง หมายถึง มีความสัจจริงตามที่พวกเขาพูดว่า พวกเขา เป็นผู้ศรัทธา ซึ่งไม่เหมือนกับชาวอาหรับชนบทบางส่วนที่พวกเขาไม่มีอีหม่าน นอกจากเป็นเพียงถ้อยคำที่ปรากฏภายนอกเท่านั้น (ไม่ใช่เกิดจากใจ) -ดูตัฟสีรอิบนิกะษีร อรรถาธิบายอายะฮที่ 15 ซูเราะฮ อัลหุจญรอต

                       ส่วนการทดสอบในที่นี้ หมายถึง การทดสอบของอัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ต่อบ่าวของพระองค์ ว่า พวกเขามีความศรัทธาจริงหรือไม่  และมีศรัทธา(อีหม่าน)อยู่ในระดับใหน  เพราะการศรัทธานั้น ไม่ใช่เพียงแต่กล่าวด้วยวาจาหรือปลายลิ้น    ดังที่อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตาอาลาตรัสว่า

         أَحَسِبَ النَّاسُ أَنْ يُتْرَكُوا أَنْ يَقُولُوا آمَنَّا وَهُمْ لَا يُفْتَنُونَ

          ความว่า “มนุษย์คิดหรือว่า พวกเขาถูกปล่อยให้กล่าวว่า “พวกเราศรัทธาแล้ว” ทั้งๆที่พวกเขายังมิได้ถูกทดสอบ”-  อันอังกะบูต/2ท่านอิบนุกะษีร(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)อธิบายว่า

وَمَعْنَاهُ أَنَّ اللَّه سُبْحَانه وَتَعَالَى لَا بُدّ أَنْ يَبْتَلِي عِبَاده الْمُؤْمِنِينَ بِحَسَبِ مَا عِنْدهمْ مِنْ الْإِيمَان كَمَا جَاءَ فِي الْحَدِيث الصَّحِيح " أَشَدّ النَّاس بَلَاء الْأَنْبِيَاء ثُمَّ الصَّالِحُونَ ثُمَّ الْأَمْثَل فَالْأَمْثَل يُبْتَلَى الرَّجُل عَلَى حَسَب دِينه فَإِنْ كَانَ فِي دِينه صَلَابَة زِيدَ لَهُ فِي الْبَلَاء

          และความหมายของมันคือ แท้จริงอัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา  ต้องทดสอบบรรดาบ่าวของพระองค์ ที่เป็นบรรดาผู้ศรัทธา ตามขีดความศรัทธาที่พวกเขามีอยู่ ดังที่ปรากฏในหะดิษเศาะเหียะว่า“ บรรดามนุษย์ที่ได้รับการทดสอบที่รุนแรงยิ่งคือ บรรดานบี รองลงมาคือบรรดาผู้ทรงธรรมทั้งหลาย รองลงมาคือผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า  และรองลงมาคือผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าอีก คนหนึ่งจะถูกทดสอบตาม(ตามความมั่นคงแห่งการศรัทธา)ต่อศาสนาของเขา  แล้วถ้าหากว่า เขามีความมั่นคงในศาสนาของเขา การทดสอบก็ถูกเพิ่มขึ้นสำหรับเขา - ดูตัฟสีรอิบนิกะษีร อรรถาธิบายอายะฮที่ 2 ซูเราะฮ อัลอังกะบูต          

          จากหลักฐานแห่งอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า  การเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้น ย่อมได้รับการทดสอบ เพื่อพิสูจน์ว่า เขาคือ “ผู้ศรัทธาที่แท้จริง “
          ท่านอัลหะซัน อัลบัศรี กล่าวว่า

إن الإيمان ليس بالتحلي ولا بالتمني , إن الإيمان ما وقر في القلب وصدقه العمل

          แท้จริง การศรัทธานั้น ไม่ใช่ด้วยการประดับ(กาย)และไม่ใช่ด้วยการปรารถนา(อย่างลมๆแล้งๆ) แต่การศรัทธาคือ สิ่งที่มั่นคงอยู่ในหัวใจ และ การกระทำ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการศรัทธานั้น – ดู อัลมุศอ็นนิฟ  บาบุซซุฮดิ เล่ม 8 หน้า 258

.................

والله أعلم بالصواب
"

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ พุธ 23 เม.ย. 08 @ 08:18 (3440 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 0)

 อัซซุลมุ คืออะไร

ศรัทธาและยึดมั่นAnonymous บันทึก "โดย อะสัน หมัดอะดั้ม


الظلم (อัซซุลมุ) ซึ่งหมายถึง
وضع الشيء في غير محله
การวางสิ่งใดในที่ซึ่งไม่ใช่ที่ของมัน
การขดขี่ การฉ้อฉล การละเมิดสิทธิผู้อื่น ก็อยู่ในความหมายคำว่า "الظلم (อัซซุลมุ)
ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
จากญาบีร กล่าวว่า ท่านนบี กล่าวว่า

أتقوا الظلم فإن الظلم ظلمات يوم القيامة، واتقوا الشح فإن الشح أهلك من كان قبلكم، حملهم على أن سفكوا دماءهم واستحلوا محارمهم

พวกท่านพึงระวังการอธรรม เพราะการอธรรมนั้น เป็นความมืดมนในวันกิยามะฮ และพวกท่านพึงระวัง ความโลภ เพราะ ความโลภ ได้ทำให้ชนรุ่นก่อนจากพวกท่าน ประสบความวิบัติมาแล้ว โดยนำพาพวกเขาไปสู่การนองเลือดและพวกเขาอนุมัติในบรรดาสิ่งที่ต้องห้ามของพวกเขา
- รายงานโดย มุสลิม

ประเภทของ الظلم (อัซซุลมุ)

1. ظلم الإنسان لربه (มนุษย์อธรรมต่อพระเจ้าของเขา) โดยการปฏิเสธศรัทธาและการตั้งภาคี(ชิริก)ต่อพระองค์ ดังที่อัลลอฮซุบฮานะฮูวะตาอาลาตรัสว่า

وَالْكَافِرُونَ هُمُ الظَّالِمُونَ

และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาคือ บรรดาผู้อธรรม - อัลบะเกาะเราะฮ /254

إِنَّ الشِّرْكَ لَظُلْمٌ عَظِيمٌ

แท้จริงการตั้งภาคีนั้นคือ การอธรรมที่ใหญ่หลวง - ลุกมาน/13

2. ظلم الإنسان نفسه، (มนุษย์อธรรมต่อตัวเอง) โดย การปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ธรรม และละเลย เพิกเฉย ต่อหน้าที่ที่จำเป็นในศาสนา ดังที่อัลลอฮซุบฮานะฮูวะตาอาลาตรัสว่า

وَمَا ظَلَمَهُمُ اللّهُ وَلـكِن كَانُواْ أَنفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ

และอัลลอฮมิได้ทรงอธรรมต่อพวกเขาหรอก แต่ทว่า พวกเขาอธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง - อัลนะห์ลุ/33

3. ظلم الإنسان لغيره من عباد الله ومخلوقاته (มนุษย์อธรรมต่อผู้อื่น จากบรรดาบ่าวของอัลลอฮและมัคลูคของพระองค์ เช่น การละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิในด้าน ร่างกาย,ทรัพย์สินและเกียรติยศ ชื่อเสียงของเขา
ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

من اقتطع حق امرىء مسلم بيمينه، فقد أوجب الله له النار، وحرم عليه الجنة }، فقال رجل: وإن كان شيـئاً يسيراً يا رسول الله؟ فقال: { وإن قضيباً من أراك

ผู้ใดตัดสิทธิของคนมุสลิม ด้วยการสาบานของเขา แน่นอนอัลลอฮทรงให้นรกเป็นสิ่งจำเป็นแก่เขาและให้สวรรค์ เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา" แล้วมีชายคนหนึ่ง กล่าวว่า " หากปรากฏว่าเป็นสิ่งของเพียงเล็กน้อยล่ะ โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ ? ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "และแม้จะเป็นท่อนหนึ่งจากไม้ถูฟันก็ตาม" - รายงานโดย มุสลิม


โทษของการอธรรมต่อผู้อื่น

عن سعيد بن زيد -رضي الله عنه- أن رسول الله -صلى الله عليه وسلم- قال: من اقتطع شبرًا من الأرض ظلمًا طوَّقه الله إياه يوم القيامة من سبع أرَضين متفق عليه

จากสะอีด บุตร เซด (ร.ฎ) ว่า แท้จริงท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "ผู้ใดตัดแผ่นดินหนึ่งคืบโดยการฉ้อฉ้ล(อธรรม) อัลลอฮทรงให้มันรัดคอเขาเองในวันกิยามะฮ จากแผ่นดินทั้งเจ็ดชั้น - มุตตะฟักอะลัยฮ

จากอบูฮุรัยเราะฮ (ร.ฎ)กล่าวว่า รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

أتدرون مَن المفلس يوم القيامة ) ؟ قالوا المفلس فينا مَن لا درهم له ولا متاع . قال ( إن المفلس مِن أمتي يأتي يوم القيامة بصلاة وصيام وزكاة ويأتي وقد شتم هذا وقذف هذا وأكل مال هذا وسفك دم هذا وضرب هذا فيعطى هذا من حسناته فإن فنيت حسناته قبل أن يُقضى ما عليه أُخذ من خطاياهم فطُرحت عليه ثم طُرح في النار

พวกท่านรู้ไหม ว่า ใครคือ บุคคลล้มละลาย? พวกเขา(เหล่าเศาะหาบะฮ) กล่าวว่า "บุคคลล้มละลายในหมู่พวกเรา คือ ผู้ที่ไม่มีเงิน และไม่มีทรัพย์สมบัติ แล้วท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "แท้จริง บุคคลล้มละลายในวันกิยามะฮ จากอุมมะฮของฉันคือ ผู้ที่มาในวันกิยามะฮ ด้วยการละหมาด,การถือศีลอดและการจ่ายซะกาต และเขามา โดยที่เขาเคยด่าว่า คนนี้,เคยกล่าวหาคนนี้,เคยกินทรัพย์สินคนนี้,เคยนองเลือดกับคนนี้ และเคยทุบตีคนนี้ แล้วบรรดาความดีของเขาถูกนำมาให้คนนี้ แล้วถ้าบรรดาความดีของเขา หมด ก่อนสิ่งเป็นความรับผิดชอบเหนือเขา ถูกชดใช้หมด ,ความผิดของพวกเขาก็ถูกเอามาแล้วโยนให้เขาผู้นั้นรับภาระ หลังจากนั้นเขาก็ถูกโยนลงในนรก" - รายงานโดยมุสลิม หะดิษหมายเลข 2580

..........
وبالله التوفيق والهداية
"

ผู้บันทึก วิทยากร เมื่อ พฤหัสบดี 26 ก.ค. 07 @ 22:41 (3421 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 4.5)

News ©

อายะฮฺ..อัลกุรอาน..
"และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า..จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด..

พวกเขาก็กล่าวว่า..มิได้เราจะปฏิบัติสิ่งที่เราได้พบบรรดาบรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติมาเท่านั้น

และแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใดและทั้งไม่ได้รับแนวทางอันถูกต้องก็ตามกระนั้นหรือ?"

(อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 170)


ขอเชิญร่วมสร้างมัสยิด

Donate

NAME ANURAK MORADOKISLAM FOUNDATION
BANK KRUNG THAI
BRANCHPRAWETH
A/C No.188 - 6 - 00316 - 5

>>..ร่วมบริจาคคลิ๊ก!..<<


อนุรักษ์ฯโพลล์
คุณอยากให้เวบไซต์ มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม ปรับปรุงอะไร?

บริการดาวน์โหลด
เนื้อหาและบทความ
ข่าวสาร
พัฒนาผลงานใหม่ๆ
ทั้งหมดที่กล่าวมา
อื่นๆ(กรุณาแสดงความเห็น)



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน 598

เมนูสมาชิก
หมายเลข IP ของคุณ 54.81.71.8


สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน

ชื่อเรียก:
รหัสผ่าน:
 

สถิติสมาชิก
สมาชิกคนล่าสุด : vcomthai
สมาชิกทั้งหมด : 2,936

ผู้ที่กำลังใช้งาน : 30
บุคคลทั่วไป : 30
สมาชิก : 0

  
ทีมงาน :
  

ฝากข้อความ

เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ที่สามารถฝากข้อความได้ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

คุณมีแล้วหรือยัง?
ศูนย์หนังสือ นัฟฟาซี่

..รวบรวมคำบรรยายของ..

อ.ฟารีด เฟ็นดี้




พลิกฟื้นคืนแผ่นดิน

ที่สุดของชีวิต

มุนาฟิก

ตัลกีน

อิสลามตามคำสอน(เล่ม1)

อิสลามตามคำสอน(เล่ม2)



สนใจสั่งซื้อ
และเป็นตัวแทนจำหน่าย


..ติดต่อ..
คุณ ยูนุส พุฒเพ็ง

09 - 6700615
01 - 8258438

หนังสือดี มีค่า น่าอ่าน

รวมสกุ๊ปพิเศษ

[เรื่องทั้งหมด]

ครัวอนุรักษ์
 ข้าวผัดสุลต่าน
 โรตีละเลง
 ยำยอดตำลึง
 ข้าวผัดสับปะรด
 แกงเหลืองมะม่วง
 ยำใบช้าพลู
 ส้มตำปู
 น้ำตำลึง
 กุ้งเท็มปุระ
 น้ำจิ้มไก่ย่างสูตร 1

[ เรื่องทั้งหมด ]

นานาสาระ
 สาเหตุสมองเสื่อม
 ผมผิดเหรอ
 ออกกำลังกายวันละนิดจิตแจ่มใส
 คนแรกของโลก 25
 ที่สุดของโลก 25
 คนแรกของโลก 24
 ที่สุดของโลก 24
 คนแรกของโลก 23
 ที่สุดของโลก 23
 ทำไมหนอ?

[ เรื่องทั้งหมด ]

อนุรักษ์ทัวร์ทั่วไทย
 เพชรบุรี แดนใจ
 จังหวัดพัทลุง
 จังหวัดมหาสารคาม
 จังหวัดชลบุรี
 จันทบุรี
 จังหวัดนครนายก
 จังหวัดปัตตานี
 จังหวัดกระบี่
 จังหวัดยะลา
 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

[ เรื่องทั้งหมด ]

บทความพิเศษ
เมื่อมุสลิมแตกแยก1
ทาส ตอนที่ 1
ทาส ตอนที่ 2
เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์
ตอนที่... 1/ 2/
ทำไมมุสลิมจึงลอยกระทงไม่ได้
มุสลิมกับวันคริสมาส
มุสลิมกับวันปีใหม่
มุสลิมกับวันวาเลนไทม์
ประท้วงเป็นบิดอะห์จริงหรือ
ตอนที่.. 1/ 2/ 3/ 4/ 5/
แบบทดสอบ ความเข้าใจเกี่ยวกับประท้วง
คู่มือเลือกตั้งฉบับผู้ศรัทธา
เมื่อความอวิชชาเป็นวิชา
ในที่สุดเขาก็หลงทาง
ตอนที่... 1/ 2/ 3/ 4/
เมื่อโลกหยุดหมุน
ใครแม่นกว่าใคร


แก๊สรถยนต์
ฝ่าวิกฤติน้ำมันแพง


เติมเต็มถังยังเหลือสตางค์เก็บ
ดำรงค์ (ช่างแอน) มะติมุ
รับติดตั้งแก๊สรถยนต์
ซ่อมเครื่องยนต์
และช่วงล่างรถยนต์ทุกชนิด
โทร 02- 8132871 (กด1)
หรือ 01- 4499028


Link
รวมงานเขียน-คำบรรยาย
และผลงานด้านอื่นๆ
ของ อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้


เวบไซต์เพื่อนบ้าน:

มุสลิมไทย
ชมรมนักเรียนกฎหมายมุสลิม
สภายุวมุสลิมโลก (wamy)
ข่าวประชาชาติอิสลามออนไลน์
ซุนนะห์ไซเบอร์
มูลนิธิศรัทธาชน
มุสลิมไทยเฮลท์
สมาคมนักเรียนไทยโมร็อกโก
ศาสนวิทยา
ริฏอ สะมะดี
มุรีด ทิมะเสน
อัซซุนนะห์
ชมรมมุสลิม ม.เทคโนโลยีมหานคร
ชาวต้นไม้
บ้านมุสลิมะห์
มัจลิสอิลมีย์ ปัตตานี
วิทยาลัยอิสลามยะลา
เรารักนบี
โรงเรียนตัรบียะห์ อิสลามียะห์
ชมรมวะรอซะตุซซุนนะฮฺ
มุสลิมสยาม
อิสลามไซเบอร์

แหล่งข่าวอาหรับ:

อัลญะซีเราะห์
อิสลามเมโม
อัซซอบิรูน
อัลมุฮีต
อัลมุคตะซิร
กะลิมะตุ้ลฮักก์
อัรชีฟอัคบาร
อิสลามอนนไลน์

แหล่งข่าวอังกฤษ:

อัลญะซีเราะห์
อิสลามออนไลน์
ญิฮาดอันสปัน
อิสลามเว็บ
ปาเลสไตน์อินโฟ
อิสลามิคนิวส์
อัซซาม
อุมมะห์นิวส์
อาหรับนิวส์
เค-นิวส์
อิสลามออนไลน์นิวส์


ขายทีดิน
ที่ดินเปล่าถมแล้ว 92 ไร่
ติดถนนเหมาะแก่การทำจัดสรร หรือโรงงาน
ฝังท่อประปา และท่อน้ำทิ้ง
ตัดถนนในที่ดินกว้าง 8 เมตร
อยู่ที่ อ.บางน้ำเปรียว จ.ฉะเชิงเทรา

ราคาเพียง 25 ล้านบาทเท่านั้น
สอบถามรายละเอียด
ติดต่อเจ้าของที่ดินโดยตรง
07 - 0037171
06 - 0909979








ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.54 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004