ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - “มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
“มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 20, 21, 22, 23  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
AbdurRahman
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 26/07/2005
ตอบ: 185


ตอบตอบ: Tue Aug 30, 2005 11:07 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
อ่า ป๋มอ่านกระทู้พี่แมทท์ สองรอบเลยนึกว่าจะเขียนไม่เหมือนกัน เห็นโพสต์ซะสองที อ่า หลอกให้เราอ่านข้อความซ้ำนี่นา แงๆๆ
wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Wed Aug 31, 2005 3:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

อ่านตั้งสองรอบเลยหรอ มิน่าล่ะ ถึงได้เป็น "สุภาพบุรุษ ฉุดไม่อยู่" จริง ๆ
สมกับเป็นคนของประชาชน ???........เอิ๊ก...เอิ๊ก....อิ....อิ (ขำกลิ้ง)

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AbdurRahman
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 26/07/2005
ตอบ: 185


ตอบตอบ: Wed Aug 31, 2005 9:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
อ่าครายกันหว่า เป็นคนของประชาชน งงวุ้ย ถ้าหมายถึงผมละก็ น่าดู
โดยเฉพาะที่บังอาจตั้งฉายา "สุภาพบุรุษ ฉุดไม่อยู่" ไม่ยกให้นะครับ ฉายาไม่ถูกใจ Mad Mad Mad
คุณได้บาปนั้นเดี๋ยวนี้!!
wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Sep 01, 2005 10:49 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพจิตรกรรมล้ำค่าใน Gallery มีคนเข้าชมเป็นสิบเป็นร้อย จะมีสักกี่คนที่สร้างจินตนาการจากภาพนั้นออกมาได้เหมือนกันเป๊ะ …. แทบจะไม่มีเลย อย่างน้อยก็ต้องต่างกันคนละนิดคนละหน่อย จนถึง คนละเรื่องไปเลย

หนังสือบางเล่ม ตำราบางบท อ่านเที่ยวเดียวยังไม่รู้เรื่อง ต้องอ่านซ้ำ ทวนแล้ว ย้ำอีก จึงจะค่อยเกิดไอเดียบรรเจิด
ภาพยนตร์บางเรื่องก็ดูเที่ยวเดียว จับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกัน พอดูรอบสอง รอบสาม…อ๋อ เพิ่งเข้าใจ!
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น … ก็เพราะเรายังไม่คุ้นกับสไตล์การเขียน การผูกเรื่องของเขานั่นเอง

อัลหะดีษบางเรื่อง อ่านรอบเดียวจับความได้เลย
แต่บางบทก็ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ บางทีอ่าน 5-6 รอบก็ยังเข้าไม่ถึง
ก็เพราะเราไม่คุ้นกับวิธีการเล่าของเขาต่างหาก ไม่ใช่เขาผิด แต่มองตัวเราเองเถิด ว่า บื้อแค่ไหน
อัลกุรอานบางเรื่องก็มีลักษณะอย่างนั้น เช่น

เรื่อง "ชาวถ้ำ" ในซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟ์ อัลลอฮฺทรงเล่าไว้ว่า ...

9 เจ้าคิดหรือว่า ชาวถ้ำและแผ่นจารึก เป็นส่วนหนึ่งจากสัญญาณมหัศจรรย์ของเรากระนั้นหรือ ?
10 จงรำลึกขณะที่พวกชายหนุ่มหลบเข้าไปในถ้ำแล้วพวกเขากล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา และทรงทำให้การงานของเราอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง”
11 แล้วเราได้อุดหูพวกเขา (ให้นอนหลับ) ในถ้ำ เป็นเวลาหลายปี
12 แล้วเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้น เพื่อเราจะได้รู้ว่าผู้ใดในสองพวกนั้น นับเวลาที่พวกเขาพำนักอยู่ได้ถูกต้องกว่า
13. เราจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เจ้าตามความเป็นจริง แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มที่ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขา และเราได้เพิ่มแนวทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา
14. และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขา ขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า “พระเจ้าของเราคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเราจะไม่วิงวอนพระเจ้าอื่น จากพระองค์ มิเช่นนั้นเราก็กล่าวเกินความจริงอย่างแน่นอน
15. กลุ่มชนของเราเหล่านั้นได้ยึดเอาพระเจ้าต่างๆ อื่นจากพระองค์ ทำไมพวกเขาจึงไม่นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายืนยันเล่า ดังนั้นจะมีผู้ใดอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ
16. และเมื่อพวกเจ้าปลีกตัวออกห่างจากพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าก็จงหลบเข้าไปในถ้ำ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเจ้า และจะทรงทำให้กิจการของพวกเจ้าดำเนินไปอย่างสะดวกสบาย
17. และเจ้าจะเห็นดวงอาทิตย์ เมื่อมันขึ้น มันจะคล้อยจากถ้ำของพวกเขาไปทางขวา และเมื่อมันตก มันจะเบนออกไปทางซ้าย โดยพวกเขาอยู่ในที่โล่งกว้างของมัน นั่นคือส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮฺ ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงแนะทางที่ถูกต้องแก่เขา เขาก็คือผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เขาหลง เขาจะไม่พบ
18. และเจ้าคิดว่าพวกเขาตื่นทั้งๆ ที่พวกเขาหลับ และเราพลิกพวกเขาไปทางขวาและทางซ้ายและสุนัขของพวกเขาเหยียดขาหน้าทั้งสองของมันไปทางปากถ้ำ หากเจ้าจ้องมองพวกเขา แน่นอนเจ้าจะหันหลังเตลิดหนีจากพวกเขา และเจ้าจะเต็มไปด้วยความตกใจเพราะพวกเขา
19. และในทำนองนั้นเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้นเพื่อพวกเขาจะถามซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในพวกเขากล่าวว่า “พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด ?” พวกเขากล่าวว่า “เราพักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน” พวกเขากล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านทรงทราบดีว่า พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด ดังนั้นจงส่งคนหนึ่งในหมู่พวกท่านไปในเมือง พร้อมด้วยเหรียญเงินนี้ของพวกท่าน เพื่อเลือกดูอาหารที่ดียิ่ง และให้เขาซื้อมาให้แก่พวกท่าน และให้เขาประพฤติอย่างสุภาพ และอย่าให้ผู้ใดรู้เรื่องของพวกท่าน”
20. แท้จริงพวกเขานั้น หากพวกเขารู้เรื่องของพวกท่าน พวกเขาจะเอาก้อนหินขว้างพวกท่านหรือนำพวกท่านกลับไปนับถือศาสนาของพวกเขา และเมื่อนั้นพวกท่านจะไม่บรรลุความสำเร็จเลย”
21. และในทำนองนั้นเราได้เปิดเผยแก่พวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นจริง และแท้จริงวันสิ้นโลกนั้นมีจริง ไม่ต้องสงสัยเลย เมื่อพวกเขาโต้เถียงกันในหมู่พวกเขาถึงเรื่องของพวกเขา(ชาวถ้ำ) แล้ว(*1*) พวกเขากล่าวว่า “จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา” พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า “แน่นอนเราจะสร้างมัสยิดที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา”
22. พวกเขาจะกล่าวกันว่า ชาวถ้ำนั้นมีสามคน ที่สี่ก็คือสุนัขของพวกเขา และอีกกลุ่มจะกล่าวว่า มีห้าคน ที่หกก็คือสุนัขของพวกเขา ทั้งนี้เป็นการเดาในสิ่งที่ไม่รู้ และอีกกลุ่มหนึ่งจะกล่าวว่ามีเจ็ดคน และที่แปดก็คือสุนัขของพวกเขา จงกล่าวเถิด“พระผู้เป็นเจ้าของฉันทรงรู้ดียิ่งถึงจำนวนของพวกเขา ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องของพวกเขาเว้นแต่ส่วนน้อย” ดังนั้น เจ้าอย่าโต้เถียงกันในเรื่องของพวกเขา นอกจากการโต้เถียงที่ประจักษ์แจ้ง และอย่าสอบถามผู้ใดในเรื่องของพวกเขาเลย

(18:9-22)
--------------------------------
เมื่อยืนยันแล้วว่าอัลลอฮฺเป็นเจ้า อัลลอฮฺบอกว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น ไม่ว่ามันจะเหลือเชื่ออย่างไร มุสลิม...เชื่อไม่เหลือ! พระองค์ทรงให้พวกเขาหลับไหลไป แล้วพระองค์ก็ทรงทำให้พวกเขาฟื้นขึ้นมาในสภาพปกติ และสมบูรณ์เหมือนวันที่หลับไป ไม่ว่ามันจะนานเพียงใดแม้จะผ่านไปเป็นร้อยๆปี เราก็เชื่อตามนั้น ... นั่นคือประเด็นของเรื่อง...เป็นข้อพิสูจน์ว่า กิยามะฮฺพระองค์ก็ทรงทำให้ฟื้นขึ้นมาได้อีกเช่นกัน

"และเจ้าจะเห็นดวงอาทิตย์เมื่อมันขึ้นมันจะเคลื่อนคล้อยจากด้านขวาของถ้ำของพวกเขา และเมื่อมันตกมันจะเบนออกไปทางซ้าย" (18:17)

อัลลอฮฺทรงให้แดดส่องเฉียดไปเฉียดมา ไม่ส่องเข้าไปตรงๆข้างใน เพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอ ให้มีความอบอุ่นที่พอเหมาะ ให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม ให้ ชีวิต-ร่างกาย ของผู้ศรัทธาที่พระองค์ทรงพิทักษ์รักษาไว้ภายในถ้ำแห่งนั้นดำรงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดตามที่พระองค์ทรงประสงค์....นั่นคืออีกประเด็นหนึ่งของเรื่อง

จากอายะฮฺเหล่านี้ พวกเขาหลับกันไปนานแค่ไหน เราไม่รู้ อัลลอฮฺก็ไม่ได้บอกอะไรชัดเจน รู้แต่เพียง..."หลายปี"...แล้วกล่าวได้อย่างไรว่าเป็นร้อยๆปี?.... ก็คือเบาะแสบางอย่างที่ต้องพิจารณาเอาเองจากข้อมูลในอายะฮฺ
1 สำนวนที่ว่า "เราพักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน" ... เป็นสำนวนเดียวกับที่ใช้เปรียบเทียบระยะเวลาชั่วชีวิตของบุคคลกับเหตุการณ์ในกิยามะฮฺในหลายๆอายะฮฺ นั่นคือ จะเป็นสิบ เป็นร้อย หรือแม้แต่จะเป็นพันปี ก็จะรู้สึกเหมือน แป๊บเดียวเองเมื่อเทียบกับอาคิเราะฮฺ
2 "เอาเหรียญเงินนี้ของพวกท่าน" ไปซื้อของในตลาด และ "อย่าให้ผู้ใดรู้เรื่องของพวกท่าน"
แต่อัลลอฮฺบอกอีกว่า "และในทำนองนั้น เราได้เปิดเผยแก่พวกเขา"
เหรียญเงินอันนั้นเองที่เป็นเบาะแสให้เรารู้ว่า อะไรๆมันเปลี่ยนไปหลายยุคหลายสมัยแล้ว จากยุคทรราชย์ที่จับผู้ศรัทธาไปเข่นฆ่าทรมาน มันจะเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม บัดนี้พวกเขาฟื้นขึ้นมาในยุคที่ ผู้ศรัทธาครองเมือง ชาวเมืองจึงบอกว่า.... "แน่นอน เราจะสร้างมัสญิดที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา"

จำนวน วัน เดือน ปีที่ผ่านไปในเรื่องราวการหลับไหลของชาวถ้ำ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่เราจะต้องรู้..ฉันใด
กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ที่นางสะฮฺละฮฺ บินต์ สุฮัยล์ ภรรยาอบูหุซัยฟะฮฺ หายไปแล้วกลับมาบอกท่านนบีว่าได้ให้นมแก่สาลิมแล้ว และทุกอย่างก็ happy ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่เราจะต้องรู้ให้ได้..ฉันนั้น

ถ้ำนี้จะอยู่ที่ไหน ตรงไหน อย่างไร ไม่มีความจำเป็นอันใดที่เราจะต้องรู้
ถ้ำมันจะหันไปทางเหนือ-ใต้-ออก-ตก เป้าหมายของข้อความในอัลกุรอานเรื่องชาวถ้ำก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย..... ฉันใด
นางสะฮฺละฮฺ จะมีลูกอีกสักกี่คนกว่าจะให้นมสาลิมได้ ก็ไม่ได้ทำให้นัยยะของหะดีษเปลี่ยนแปลงไป... ฉันนั้น และก็ไม่ใช่ธุระอะไรที่เราจะต้องไปสืบหามิใช่หรือ

แต่สำหรับผู้มีสติปัญญา เขาสามารถมองทะลุไปสู่ความเข้าใจเพิ่มเติมได้อีกจากข้อความที่ปรากฏในอายะฮฺ คือ ถ้ำนั้นหันหน้าไปทางเหนือ ใช่มั้ยครับ เพราะ ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยจากด้านขวา ไปทางด้านซ้าย ทั้งๆที่ การที่ถ้ำจะหันไปทางไหน อย่างไร ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเลย นี่มันเป็นแค่เบาะแสที่เราสืบสาวได้จากข้อมูลเล็กน้อยในอายะฮฺเท่านั้น

ดังนั้นที่เรารู้ว่าถ้ำมันหันไปทางเหนือ อันเนื่องจากเรารู้จักสักเกตจากธรรมชาติของสรรพสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง...ฉันใด
เราก็ย่อมรู้ได้ว่า ขณะให้นมสาลิมนั้น นางสะฮฺละฮฺ มีลูกอ่อน ก็เพราะเรารู้จักธรรมชาติความเป็นไปของมนุษย์(ผู้หญิง) และรู้จักสังเกตโดยไม่มีอคติต่ออะหาดีษ....ฉันนั้น

การตั้งข้อสังเกต 1-2-3-4-5 ของจานนั้นที่จริงแล้วมันก็คือประเด็นที่ผู้เล่าเขาเว้นไว้เพราะไม่ใช่สิ่งที่เป็นนัยยะสำคัญที่ควรจะต้องรู้นั่นเอง เจตนาของผู้เล่าที่มุ่งหวังจะให้ผู้ฟังรับรู้ก็คือ มันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนั้น "จริง" ก็เท่านั้นเอง! จังหวะเวลามันจะต่อเนื่องกันวันต่อวัน หรือจะห่างหายไปเป็นเดือน เป็นปี ไม่ใช่ปัญหา นางสะฮฺละฮฺจะตั้งครรภ์มาก่อนแล้ว หรือหลังจากที่มาหานบี นางคลอดลูกเมื่อไหร่ ที่ไหน ได้ผู้ชายหรือผู้หญิง หรือว่าตอนนั้นนางเพิ่งมีลูกอ่อน ลูกที่ออกมาจะอยู่จะตาย มันไม่ได้ทำให้สาระสำคัญของเรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ... หรือว่า...ยังคิดคาใจว่า ต้องรู้ให้ได้สิว่า ใครมั่งมาร่วมฉลองอฺะกีเกฺาะฮฺลูกของนางบ้าง ??? รายงานนี้ถึงจะเรียกว่า สมบูรณ์แบบและเชื่อถือได้! ....นะอูซุบิลลาฮฺ!

เรื่องมันเกิดขึ้นมาว่า นบีสั่งให้นางสะฮฺละฮฺให้นมแก่สาลิม แล้วสาลิมก็อยู่ในสภาพมะหฺร็อมกับครอบครัวนี้ แล้วเราจะถอดหุกุมออกมาจากรายงานนี้อย่างไร แค่ไหน....อยู่ที่การค้นคว้าอย่างมุ่งมั่น และอิคลาศในหัวใจ ครับทั่น.... ไม่ใช่ "อคติ"
เรื่องราวอีกมากมายในอัลกุรอานที่บรรยายข้ามไปข้ามมา ที่ไม่ได้ระบุการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ ที่ไม่ได้ให้รายละเอียดเหตุผลของความรู้สึกนึกคิด ... เหล่านั้นมิถูกเหมารวมเป็น"ตำราที่ต้องเดาอย่างเลื่อนลอยไร้จุดยืน"ไปด้วยหรือ?

นี่ละหนา เค้าถึงว่า... "อคติ..บดบังปัญญา" โดยแท้!
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sat Sep 03, 2005 4:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คราวก่อน ค้างไว้ที่ หุกุมหรือบัญญัติบางข้อที่นบีให้ใช้กับบางคน
เรื่องแรกที่นึกได้คือ เรื่องครอบครคับนบีกับของเศาะดะเกาะฮฺ
วันนี้เรากลับมาต่อกันอีกเรื่องครับ ....

--------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode 8/8
--------------------------------------------------


เรื่องของอบูบุรดะฮฺที่เชือดก่อนละหมาดอีด

الحديث 5556 ....حَدَّثَنَا مُسَدَّدٌ حَدَّثَنَا خَالِدُ بْنُ عَبْدِاللَّهِ حَدَّثَنَا مُطَرِّفٌ عَنْ عَامِرٍ عَنِ الْبَرَاءِ بْنِ عَازِبٍ رَضِي الله عَنْهمَا قَالَ ضَحَّى خَالٌ لِي يُقَالُ لَهُ أَبُو بُرْدَةَ قَبْلَ الصَّلَاةِ فَقَالَ لَهُ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَاتُكَ شَاةُ لَحْمٍ فَقَالَ يَا رَسُولَ اللهِ إِنَّ عِنْدِي دَاجِنًا جَذَعَةً مِنَ الْمَعَزِ قَالَ اذْبَحْهَا وَلَنْ تَصْلُحَ لِغَيْرِكَ ثُمَّ قَالَ مَنْ ذَبَحَ قَبْلَ الصَّلَاةِ فَإِنَّمَا يَذْبَحُ لِنَفْسِهِ وَمَنْ ذَبَحَ بَعْدَ الصَّلَاةِ فَقَدْ تَمَّ نُسُكُهُ وَأَصَابَ سُنَّةَ الْمُسْلِمِينَ تَابَعَهُ عُبَيْدَةُ عَنِ الشَّعْبِيِّ وَإِبْرَاهِيمَ وَتَابَعَهُ وَكِيعٌ عَنْ حُرَيْثٍ عَنِ الشَّعْبِيِّ وَقَالَ عَاصِمٌ وَدَاوُدُ عَنِ الشَّعْبِيِّ عِنْدِي عَنَاقُ لَبَنٍ وَقَالَ زُبَيْدٌ وَفِرَاسٌ عَنِ الشَّعْبِيِّ عِنْدِي جَذَعَةٌ وَقَالَ أَبُو الْأَحْوَصِ حَدَّثَنَا مَنْصُورٌ عَنَاقٌ جَذَعَةٌ وَقَالَ ابْنُ عَوْنٍ عَنَاقٌ جَذَعٌ عَنَاقُ لَبَنٍ
البخاري : الأضاحي - باب 8

อัลบะรออ์ บินอฺาซิบ เล่าว่า น้าชายของฉันที่ชื่ออบูบุรดะฮฺได้เชือดสัตว์ทำอุฎฮียะฮฺ(คือกุรบานนั่นละครับ)ก่อนการละหมาด(อีด) ท่านรอซูล ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม จึงบอกแก่เขาว่า "แกะของท่านเป็นเพียงแกะที่เชือดเพื่อเอาเนื้อธรรมดาเท่านั้น"
เขากล่าวว่า "ท่านรอซูลครับ ฉันยังมีลูกแกะ(อายุเพียงขวบเศษ)อยู่อีกตัวครับ"
ท่านจึงกล่าวว่า "งั้นจงเชือดมัน แต่จะไม่ถือเป็นภาคผล(ของการทำกุรบาน)สำหรับใครอีกนอกจากท่าน"
แล้วท่านก็ประกาศว่า "ใครเชือดก่อนการละหมาด ดังนั้นมันเป็นเพียงการเชือดเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น (คือเอาไว้กินเฉยๆ) ส่วนใครที่เชือดหลังละหมาด ดังนั้นเขาได้ประกอบพิธีกรรมของเขาสมบูรณ์แล้ว เป็นการปฏิบัติตามแนวทางของบรรดามุสลิมทั้งหลาย"

(บุคอรี : อัลอะฎอฮี)

อีกสำนวนหนึ่งในบันทึกของดาริมี มีว่า

الحديث 1880 ....أَخْبَرَنَا مُحَمَّدُ بْنُ يُوسُفَ حَدَّثَنَا سُفْيَانُ عَنْ مَنْصُورٍ وَزُبَيْدٍ عَنِ الشَّعْبِيِّ عَنِ الْبَرَاءِ بْنِ عَازِبٍ أَنَّ أَبَا بُرْدَةَ بْنَ نِيَارٍ ضَحَّى قَبْلَ أَنْ يُصَلِّيَ فَلَمَّا صَلَّى النَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ دَعَاهُ فَذَكَرَ لَهُ مَا فَعَلَ فَقَالَ لَهُ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِنَّمَا شَاتُكَ شَاةُ لَحْمٍ فَقَالَ يَا رَسُولَ اللهِ عِنْدِي عَنَاقٌ لِي جَذَعَةٌ مِنَ الْمَعْزِ هِيَ أَحَبُّ إِلَيَّ مِنْ شَاتَيْنِ قَالَ فَضَحِّ بِهَا وَلَا تُجْزِئُ عَنْ أَحَدٍ بَعْدَكَ قَالَ أَبو محَمَّد قُرِئَ عَلَى مُحَمَّدٍ عَنْ سُفْيَانَ وَمَنْ ذَبَحَ بَعْدَ الصَّلَاةِ وَالْإِمَامُ يَخْطُبُ أَجْزَأَهُ
الدارمي : الأضاحي - بَاب 7 فِي الذَّبْحِ قَبْلَ الْإِمَامِ

อัลบะรออ์ บินอฺาซิบ เล่าว่า อบูบุรดะฮฺ บินนิยาร ได้เชือดก่อนการละหมาด ครั้นเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม ละหมาดเสร็จท่านก็เรียกเขามาหา เขาได้เล่าว่าได้ทำอะไรบ้าง ท่านรอซูล ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม จึงบอกเขาว่า"แกะของท่านเป็นเพียงแกะที่เชือดเพื่อเอาเนื้อธรรมดาเท่านั้น"
เขากล่าวว่า "ท่านรอซูลครับ ฉันยังมีลูกแกะ(อายุเพียงขวบเศษ)อยู่อีกตัวครับ มันเป็นที่ชื่นชอบแก่ฉันยิ่งกว่าแกะ(โตๆ)สองตัวเสียอีก"
ท่านจึงกล่าวว่า "งั้นจงเชือดมันเป็นอุฎฮียะฮฺ แต่จะไม่ได้รับการตอบแทน(ในฐานะกุรบาน)สำหรับใครอีกนอกจากท่าน"


เรื่องนี้ ขอให้สังเกตถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของเขาในการทำความดีเพื่ออัลลอฮฺ แต่ได้กระทำการบางอย่างผิดพลาดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และก็คงไม่สามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้ในขณะนั้นนอกจากลูกแกะซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ ทั้งๆที่เป็นของรัก ของหวง เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งในความรู้สึกของเขา เขายังยอมที่จะสละมันได้ทันที....ถ้าอัลลอฮฺทรงพอพระทัย.... การที่จะบอกปัด ปฏิเสธ และถือว่าสิ่งที่ได้ทุ่มเทไปแล้วนั้นเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง ถ้าเป็นเราจะรู้สึกผิดหวังและเสียกำลังใจขนาดไหน

ผมเข้าใจว่านั่นอาจเป็นเหตุที่ท่านนบียอมผ่อนผันให้แก่อบูบุรดะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพตอนนั้นคือช่วงเริ่มต้น ความเข้าใจในภารกิจที่ต้องกระทำในพิธีกรรมนั้นยังไม่ชัดเจนและรู้กันอย่างแพร่หลาย ความผิดพลาดครั้งนั้นจึงถือเป็นบทเรียนและเป็นที่มาแห่งความชัดเจนด้วยคำสั่งตรงๆจากท่านนบีว่า "ใครเชือดก่อนการละหมาด ดังนั้นมันเป็นเพียงการเชือดเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น (คือเอาไว้กินเฉยๆ) ส่วนใครที่เชือดหลังละหมาด ดังนั้นเขาได้ประกอบพิธีกรรมของเขาสมบูรณ์แล้ว เป็นการปฏิบัติตามแนวทางของบรรดามุสลิมทั้งหลาย" ..... ขออัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานแก่อบูบุรดะฮฺ ด้วยเทอญ

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้ รวมถึงเหตุการณ์ไหนๆที่นบีจะยกเว้น จะสั่งเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล หรือจะอะไรก็แล้วแต่ที่มาจากคำสั่งนบี... แน่นอนครับ อัลลอฮฺทรงรับรองคำสั่งของท่านนบีดังได้กล่าวไปแล้วใน episode-vii เพราะสิ่งเหล่านั้น คือ วะฮี!

//////////////////- To be continued -//////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Sep 03, 2005 11:14 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam



คุณ AlGhuraba


ผมขอให้คุณ AlGhuraba และ คณะ พิจจารณา เรื่องราว ในข้อ ความที่ 1 และเรื่องราว ในข้อความที่ 2 ดูซิว่า แตกต่างกันอย่างไร?


ตามที่ คุณ AlGhuraba เขียนอธิบายไว้ว่า...


1. เรื่องมันเกิดขึ้นมาว่า นบีสั่งให้นางสะฮฺละฮฺให้นมแก่สาลิม แล้วสาลิมก็อยู่ในสภาพมะหฺร็อมกับครอบครัวนี้ แล้วเราจะถอดหุกุมออกมาจากรายงานนี้อย่างไร แค่ไหน....อยู่ที่การค้นคว้าอย่างมุ่งมั่น และอิคลาศในหัวใจ ครับทั่น.... ไม่ใช่ "อคติ"

2. เรื่องราวอีกมากมายในอัลกุรอานที่บรรยายข้ามไปข้ามมา ที่ไม่ได้ระบุการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ ที่ไม่ได้ให้รายละเอียดเหตุผลของความรู้สึกนึกคิด ... เหล่านั้นมิถูกเหมารวมเป็น"ตำราที่ต้องเดาอย่างเลื่อนลอยไร้จุดยืน"ไปด้วยหรือ?

นี่ละหนา เค้าถึงว่า... "อคติ..บดบังปัญญา" โดยแท้!


เมื่อพิจารณาดูแล้วคุณเห็นว่าแตกต่างกันหรือไม่? ถ้ายังไม่เห็นหรือเข้าใจสิ่งที่คุณอธิบายผมจะ บอกให้เห็นดังนี้


ข้อความและเรื่องราวในข้อหนึ่ง (1) นั้น เป็น “ซอเอี๊ยะหะดีษ” ที่คุณศรัทธาว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิตมนุษย์ เป็นเรื่องที่ เกี่ยวพันกับท่านรอซูล (ซล.) ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ตามประวัติศาสตร์ ยืนยันแน่ว่า บุคคลทั้ง 3 ท่านนั้น เป็นมนุษย์ ที่มีตัว มีตนจริงๆ และตามรายงาน หะดีษ บทนี้ อ้างว่า ท่านรอซูล (ซล.) กล่าวเช่นนั้นจริงๆ หรือ พูดง่ายๆก็คือ ผู้รายงาน และผู้ศรัทธา เช่นคุณและคณะ ของคุณเชื่อว่า “ท่านรอซูล(ซล.) สอนเช่นนั้นจริงๆ”


สำหรับข้อความและเรื่องราวในข้อสอง(2) นั้น ข้อความที่ เป็น เรื่องราวอีกมากมายในอัลกุรอานที่บรรยายข้ามไปข้ามมา ที่ไม่ได้ระบุการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ ที่ไม่ได้ให้รายละเอียดเหตุผลของความรู้สึกนึกคิด สำหรับผู้ที่ ขาดความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องเหล่านั้น ข้อความชนิดนี้ เรียกว่า “مُتَشَابِهَاتٌ ” (มุตะชาบิฮัตฺ)


จาก ซูเราะฮฺอาละอิมรอน อายะที่ 7 อธิบายให้เราทราบว่า ใน อายะต่างๆ ในอัลกุรอานนั้น แบ่งออกเป็น หมวดใหญ่ๆได้ สอง หมวด คือ “مُّحْكَمَاتٌ” (มุฮฺกะมัตฺ) และ “مُتَشَابِهَاتٌ ” (มุตะชาบิฮัตฺ)


“مُّحْكَمَاتٌ” (มุฮฺกะมัตฺ) เป็นข้อความที่ ตรงไปตรงมา, เกี่ยวพันกับความศรัทธา, ในเรื่องเตาฮีด(ความเป็นหนึ่งเดียวขององค์พระผู้เป็นเจ้า, คำแนะนำและแนวทางในการปฏิบัติการศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว, กฎบัญญัติในการปกครองชีวิตประจำวันของผู้ศรัทธา ข้อความ ดังกล่าวนี้ ไม่สามารถจะถูกแก้ไข หรือ เปลี่ยนแปลงได้ คนที่มีสติปัญญาปานกลาง ทั่วๆไป ก็สามารถที่จะเข้าใจ และปฏิบัติตามได้ อย่างง่ายดาย


“مُتَشَابِهَاتٌ ” (มุตะชาบิฮัตฺ) ได้แก่อายะต่างๆที่ มีความหมายแฝงอยู่ภายในเรื่องราว หรือ สำนวน โวหาร เป็นนิทานสุภาษิตสอนใจ, การอุปมาอุปมัย, การเปรียบเทียบ ซึ่งอาจจะเป็นการยาก ต่อความเข้าใจ และตีความหมาย โดยบุคคลที่มีสติปัญญาธรรมดา ซึ่งอาจจะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ซึ่งอาจจะทำให้ผิดพลาด, เว้นไว้แต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าและบรรดาผู้ที่มีความรู้ที่ลึกซึ้งและ ปราชญ์ เปรื่องที่สามารถจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้


ข้อความที่เรียกว่า “مُتَشَابِهَاتٌ ” (มุตะชาบิฮัตฺ) นี้ แหละที่บรรดาผูฉ้อฉล นำมาแปลบิดเบือน หลอกลวงผู้ที่ไม่เข้าใจ ให้เกิดความเชื่อที่ออก นอกแนวทางของพระเจ้า ไปตามแนวทางที่พวกเขาต้องการ



สำหรับ เรื่อง "ชาวถ้ำ" ในซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟ์ จากอายะห์ 9-อายะที่22 นั้น เป็นเรื่องเล่าที่ พระเจ้า ยืนยันว่าเป็นเรื่อง จริง แม้กระนั้น พระองค์ก็ไม่ ได้เปิดเผยหรือ บอกว่าเขาเหล่านั้น เป็นใคร พระองค์ เล่าเรื่องราวนั้น บนพื้นฐานของ นิทานสุภาษิต หรือ “مُتَشَابِهَاتٌ ” (มุตะชาบิฮัตฺ), ที่มีคติสอนใจ ในเรื่องความศรัทธา ของ ชายผู้อยู่ ในถ้ำนั้นเหล่านั้น ที่หนีทรราช ที่จะบังคับให้พวกเขา กราบเคารพพระเจ้า หลายองค์ แต่เขาเหล่านั้น มีความศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียวอย่างมั่นคง และยกให้ทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ใน พระประสงค์ของพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น


เนื่อง จากในสมัยนั้น มีผู้คน เล่าตำนาน เรื่อง นี้ (เรื่องชองชายหนุ่ม ชาวถ้ำ เจ็ดคน) ไปในทำนองต่างๆกัน และมีการขัดแย้งและสงสัยกันในเรื่อง จำนวน ของ ชายเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้า จึงมีพระโองการว่า อย่าไปสนใจเรื่องจำนวนและคิดว่า เขาเหล่านั้นเป็นใคร, ทั้งนี้ เรื่องเปรียบเทียบนี้ ข้อความสำคัญของเรื่อง อยู่ ที่ ชาวถ้ำเหล่านั้น มี ความศรัทธาต่อพระเจ้าองเดียว และยก หรือ ยอมจำนนทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ชีวิต ของพวกเขา เพื่อประสงค์ของ พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น


ข้อแตกต่าง ระหว่างเรื่อง ชาวถ้ำ กับ เรื่อง “ นบีสั่งให้นางสะฮฺละฮฺให้นมแก่สาลิมจากทรวงอกของนางนั้น” ต่างกันมากทีเดียว ทั้งนี้เพราะ


1. เรื่องชาวถ้ำ เป็นสุภาษิตสอนใจในเรื่องความศรัทธาต่อพระเจ้า และเป็นคำสั่งของพระเจ้า ว่า ไม่ต้องสนใจรายละเอียดอย่างอื่นนอกจาก เนื้อหาของเรื่องในความศรัทธาต่อพระองค์ และพระองค์ รับรองความแท้จริง โดยบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน (18:13)


2. เรื่อง “ นบีสั่งให้นางสะฮฺละฮฺให้นมแก่สาลิมจากทรวงอกของนางนั้น” เป็นรายงาน ที่อ้างว่า ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า มีคำสั่งที่ ผิดศีลธรรมสั่งให้ มุสลิมปฏิบัติ ซึ่งนำความเสื่อมเสียมาสู่ท่านรอซูล(ซล.) โดยที่ท่านไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย และไม่มีการรับรองว่าเป็นความจริงโดยพระเจ้าผู้สูงสุด


นี้คือข้อแตกต่างซึ่งไม่สามารถจะเปรียบสองเรื่องนี้ในมาตรฐานเดียวกันได้


ดังนั้น ผู้รายงานจะต้อง บรรจุรายละเอียด เช่น เวลา, สถานที่ และวิธีการให้นม ว่าโดยวิธีใด, แต่ว่าตามหะดีษมีคำสั่งให้เห็นได้ชัดว่า, “ดูดจากทรวงอก” ดังนั้น เป็นหน้าที่ของ ผู้ ปฏิบัติตาม หะดีษ จะต้อง อธิบายให้มีเหตุผลมากกว่าที่ คุณกับคณะกำลัง อธิบายอยู่ในขณะนี้ ถ้าอธิบายไม่ได้ ก็ควรจะเข้าใจว่าเป็นข้อผิด พลาด ของการรายงานหะดีษบทนี้ แล้วก็ตัดหะดีษบทนี้ทิ้งไป


โดยการอธิบายไปในทำนองว่า อัลกุรอานก็ไม่ได้ให้รายละเอียด เช่นเดียวกับการรายงาน หะดีษบทนี้นั้น, เป็นการเปรียบเทียบของสองสิ่งที่มี มารตฐานต่างกัน และเป็นการยกสิ่งประดิษฐ์ ขึ้นเทียบเท่าโองการของ พระเจ้า, คุณไม่ควร จะเอาอัลกุรอานมา เกลือก กลั้วกับ สิ่งโสมม เช่น ข้อความใน หะดีษเรื่องนี้



พระเจ้าได้บัญญัติไว้อย่างละเอียด ในอัลกุรอาน ว่า เนื้อหาแต่ในอายะของอัลกุรอานเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจเวลาอ่าน “ เรื่องชาวถ้ำ” นั้น พระเจ้าทรงยืนยันว่า ซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟ์ อายะ 13


نَحْنُ نَقُصُّ عَلَيْكَ نَبَأَهُم بِالْحَقِّ إِنَّهُمْ فِتْيَةٌ آمَنُوا بِرَبِّهِمْ وَزِدْنَاهُمْ هُدًى


“เราเล่าเรื่องนี้ให้แก่เจ้าอย่างสัจจริง.. เขาเหล่านั้นเป็นเด็กหนุ่ม ผู้ซึ่งศรัทธาในพระเจ้าของเขา และเราได้ให้คำแนะนำกับเขาแล้ว”


ในเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ยืนยันในความจริงของ เนื้อหา ของ เรื่องสอนใจบทนี้แล้ว มุสลิมทุกๆคนไม่ควรเกิดความ สงสัยอะไรเลย


พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้รับรองว่า “อะหะดีษเรื่อง “ นบีสั่งให้นางสะฮฺละฮฺให้นมแก่สาลิมจากทรวงอกของนางนั้น” เป็นความจริง เช่นเดียวกับที่พระองค์รับรองความจริงของเรื่อง “ชาวถ้ำ” ถ้าคุณและคณะ ลองค้นใน อะหะดีษ คุณอาจจะพบ เรื่อง “เจ็ดหนุ่มชาวถ้ำ” ด้วยเหมือนกัน


การกล่าวอธิบาย เป็นน้ำท่วมทุ่ง แต่หาข้อสรุปไม่ได้ จับต้นชนปลายไม่ถูก ก็เข้าทำนอง เขาเล่าว่า “มีตากะยาย...” อะไรทำนองนั้น ผู้ที่มีใจอคติ ในเรื่องนี้ ก็คือ ผู้รายงาน อะหะดีษ รวมทั้งผู้ที่เชื่อการรายงานนั้น, สำหรับผม นั้น มีความเชื่อมั่นว่า ท่านรอซูล(ซล.) ไม่มีทางที่จะออกคำสั่งเช่นนั้น ทั้งนี้ เพราะท่านเป็น ศาสนทูตของพระเจ้าผู้สูงส่งด้วยคุณธรรม ผู้ที่เชื่อฟังท่านรอซูล(ซล.) ทุกๆท่านคงจะเห็นเช่นเดียวกันกับผม


ผมว่าจะพอแค่นี้ ถ้าจะฟังคำตอบของผมอีก ให้ไปอ่านที่


http://thaimuslimusa.com/webboard/default.asp หรือ ใน Pantip


wassalam


แมทท์

http://thaimuslimusa.com/webboard/default.asp
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sun Sep 04, 2005 1:03 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เหนื่อยครับ...เหนื่อยใจ!

“ดังนั้น ผู้รายงานจะต้อง บรรจุรายละเอียด เช่น เวลา, สถานที่ และวิธีการให้นม ว่าโดยวิธีใด, แต่ว่าตามหะดีษมีคำสั่งให้เห็นได้ชัดว่า, “ดูดจากทรวงอก” ดังนั้น เป็นหน้าที่ของ ผู้ ปฏิบัติตาม หะดีษ จะต้อง อธิบายให้มีเหตุผลมากกว่าที่ คุณกับคณะกำลัง อธิบายอยู่ในขณะนี้ ถ้าอธิบายไม่ได้ ก็ควรจะเข้าใจว่าเป็นข้อผิด พลาด ของการรายงานหะดีษบทนี้ แล้วก็ตัดหะดีษบทนี้ทิ้งไป”
(Matt : Sat Sep 03, 2005 11:14 pm)
-----------------------------------
ไม่ทราบว่าเอากฎเกณฑ์อะไรมากำกับล่ะครับ ว่าจะต้องมีรายละเอียดเรื่องนั้น เรื่องนี้ หรือเรื่องไหนๆที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญของสิ่งที่ผู้เล่าต้องการสื่อ? ซึ่งบอกตรงๆว่าผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าจะต้องมีรายละเอียดอะไรยุบยิบขนาดที่อาจานกำหนดมา
ทำไมจะต้องรู้ว่านางหายไปกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ศตวรรษ
ทำไมจะต้องรู้ว่านางไปทำอะไร ที่ไหน ยังงัยในช่วงที่หายไป นอกจากการ “ให้นม”
วิธีการให้นม...ok..อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะรู้ แต่ทราบหรือไม่ว่านั่นเขาเรียกว่า “สอดรู้สอดเห็น” ฐานะของสาลิมและนางสะฮฺละฮฺนั้นสูงส่งกว่าพวกเรามากนักในเรื่องศรัทธาและความยำเกรง ความลับเรื่องส่วนตัวของเราเองนบียังห้ามนำออกมาแพร่งพราย แต่นี่...คนอาไร้... สอดรู้เรื่องคนอื่นว่าเขาทำอะไร ยังงัย ???
เป็นมารยาทอย่างหนึ่งในการเล่าเหตุการณ์เรื่องราว โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องส่วนตัว ที่พึงข้ามหรือละเว้นรายละเอียดไว้
และก็เป็นมารยาทอย่างหนึ่งเหมือนกันสำหรับผู้ฟังหรือผู้อ่าน ที่ไม่บังควรสอดแทรก ซอกแซก เซ้าซี้ จี้ถามในสิ่งที่เขาสงวนไว้ ... นี่ไม่ใช่การสืบพยานในคดีข่มขืนนะขอรับ ที่ทนายจะต้องซักไซ้ซะจนเจ้าทุกข์แทบจะแทรกแผ่นดินหนีความอับอายหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายกลางศาลไปเลย
หรือว่าจะถามเพื่อเก็บไปจินตนาการอะไรต่อ ???? หือ...อาจาน!

การที่อาจานมากำหนดกฏเกณฑ์เอาเองว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างนั้นอย่างนี้ จึงมิใช่อื่นใดเลย นอกจากเป็นการหาความเพื่อเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธตามหลักการและสมมุติฐานของอาจานที่ตั้งไว้จนลืมคำว่า “จรรยา-มารยาท”

และขอเรียนให้ทราบว่า ผมจะไม่ตามไปเล่นไล่จับเรื่อง มุตะชาบิฮาต หรืออื่นๆที่อาจานจะสรรหามาเบี่ยงเบนประเด็นหรอกครับ สิ่งที่ผมคิดว่าควรชี้แจงก็คือ
-นบีบอกให้นางสะฮฺละฮฺให้นมแก่สาลิม
- นางสะฮฺละฮฺให้นมแก่สาลิมจริง... จะกี่ครั้งกี่หนนั้นผมจะไม่กล่าวในรายละเอียด ขอบอกให้ทราบเพียงว่ามีปรากฏอยู่ในรายงานอื่นก็แล้วกัน
- แล้วสาลิมก็อยู่ในฐานะลูกเลี้ยง
ซึ่งในเรื่องนี้ นักวิชาการได้สรุปว่า เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะสาลิมเท่านั้น.... แค่นั้นเองครับ

เมื่อไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ก็อย่าไปจินตนาการอะไรให้มันฟุ้งซ่าน รับรู้เพียงเท่าที่มีข้อมูล นั่นแหละเพียงพอแล้วครับ เพราะ case นี้ไม่มีอีกแล้ว

ผมเองพยายามเร่งจะให้จบมหากาพย์ชุดนี้โดยเร็ว เพราะเป้าหมายของผมวันนี้หรือวันไหนๆก็ยังคงเส้นคงวาอยู่ที่
.... 5 เวลา มาจากไหน? ..... การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใด
และเวลาของสุภาพบุรุษแมทท์ ก็เหลือน้อยลงทุกทีแล้วครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Mon Sep 05, 2005 9:58 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

--------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode 8/9
--------------------------------------------------------

อีกตัวอย่างหนึ่งของคำสั่งที่นบีให้ใช้กับบางคน
เรื่องการเป็นพยานของคุซัยมะฮฺ

ตามปกติเวลาหาพยานยืนยันในคดีต่างๆนี่ก็ต้องมีพยานที่เป็นผู้ชายอย่างน้อย 2 คน แต่สำหรับคุซัยมะฮฺ บินษาบิต ท่านนบีให้สิทธิพิเศษ หนึ่งเดียวของท่าน เทียบเท่าสองเลย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีสำหรับบรรดาเศาะหาบะฮฺด้วยกันในยุคนั้นสมัยนั้น

حديث 4784 .... حَدَّثَنَا أَبُو الْيَمَانِ أَخْبَرَنَا شُعَيْبٌ عَنِ الزُّهْرِيِّ قَالَ أَخْبَرَنِي خَارِجَةُ بْنُ زَيْدِ بْنِ ثَابِتٍ أَنَّ زَيْدَ بْنَ ثَابِتٍ قَالَ لَمَّا نَسَخْنَا الصُّحُفَ فِي الْمَصَاحِفِ فَقَدْتُ آيَةً مِنْ سُورَةِ الْأَحْزَابِ كُنْتُ كَثِيرًا أَسْمَعُ رَسُولَ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقْرَؤُهَا لَمْ أَجِدْهَا مَعَ أَحَدٍ إِلَّا مَعَ خُزَيْمَةَ الْأَنْصَارِيِّ الَّذِي جَعَلَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَهَادَتَهُ شَهَادَةَ رَجُلَيْنِ ( مِنَ الْمُؤْمِنِينَ رِجَالٌ صَدَقُوا مَا عَاهَدُوا اللهَ عَلَيْهِ )
البخاري : تفسيرالقرآن - الأحزاب
ซัยด์ บินษาบิตเล่าว่า ตอนที่เรารวบรวมต้นฉบับอัลกุรอานมาไว้ด้วยกันนั้น ฉันยังขาดอยู่อายะฮฺหนึ่งในสูเราะฮฺอัลอะหฺซฺาบ ซึ่งฉันเคยได้ยินท่านรอซูลอ่านบ่อยครั้งมาก แต่ก็หาจากใครไม่ได้เลยสักคนเดียว นอกจากที่คุซัยมะฮฺ อัลอันศอรี ผู้ซึ่งท่านรอซูล ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม ให้การเป็นพยานของเขาเทียบเท่าการเป็นพยานของชายสองคน นั่นคืออายะฮฺ ....ในบรรดาผู้ศรัทธานั้นมีบุรุษผู้มีสัจจะต่อสิ่งที่พวกเขาได้สัญญาต่ออัลลอฮฺไว้.... (33:23)
(บุคอรี : ตัฟสีรอัลกุรอาน)

สาเหตุที่มาของสิทธิพิเศษนี้ เราพบในบันทึกของอบูดาวูดว่า

حديث 3130 ...... حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ يَحْيَى بْنِ فَارِسٍ أَنَّ الْحَكَمَ بْنَ نَافِعٍ حَدَّثَهُمْ أَخْبَرَنَا شُعَيْبٌ عَنِ الزُّهْرِيِّ عَنْ عُمَارَةَ بْنِ خُزَيْمَةَ أَنَّ عَمَّهُ حَدَّثَهُ وَهُوَ مِنْ أَصْحَابِ النَّبِيِّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ابْتَاعَ فَرَسًا مِنْ أَعْرَابِيٍّ فَاسْتَتْبَعَهُ النَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لِيَقْضِيَهُ ثَمَنَ فَرَسِهِ فَأَسْرَعَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْمَشْيَ وَأَبْطَأَ الْأَعْرَابِيُّ فَطَفِقَ رِجَالٌ يَعْتَرِضُونَ الْأَعْرَابِيَّ فَيُسَاوِمُونَهُ بِالْفَرَسِ وَلَا يَشْعُرُونَ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ابْتَاعَهُ فَنَادَى الْأَعْرَابِيُّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ إِنْ كُنْتَ مُبْتَاعًا هَذَا الْفَرَسِ وَإِلَّا بِعْتُهُ فَقَامَ النَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ حِينَ سَمِعَ نِدَاءَ الْأَعْرَابِيِّ فَقَالَ أَوْ لَيْسَ قَدِ ابْتَعْتُهُ مِنْكَ فَقَالَ الْأَعْرَابِيُّ لَا وَاللهِ مَا بِعْتُكَهُ فَقَالَ النَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَلَى قَدِ ابْتَعْتُهُ مِنْكَ فَطَفِقَ الْأَعْرَابِيُّ يَقُولُ هَلُمَّ شَهِيدًا فَقَالَ خُزَيْمَةُ بْنُ ثَابِتٍ أَنَا أَشْهَدُ أَنَّكَ قَدْ بَايَعْتَهُ فَأَقْبَلَ النَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَلَى خُزَيْمَةَ فَقَالَ بِمَ تَشْهَدُ فَقَالَ بِتَصْدِيقِكَ يَا رَسُولَ اللهِ فَجَعَلَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَهَادَةَ خُزَيْمَةَ بِشَهَادَةِ رَجُلَيْنِ
أبوداود : الأقضية

อุมาเราะฮฺ บินคุซัยมะฮฺ เล่าว่า ลุงของเขาซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺคนหนึ่งของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม ได้ซื้อม้าตัวหนึ่งจากอรับพื้นเมือง แล้วท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม ก็ให้เขาตามมาเพื่อที่จะชำระค่าม้า ท่านนบีนั้นรีบเดินทว่าอรับพื้นเมืองคนนั้นกลับเดินอ้อยอิ่งช้าๆ ผู้คนก็เข้ามาหยุดอรับพื้นเมืองคนนั้นแล้วเสนอราคาสูงๆแก่เขาสำหรับม้าตัวนั้นโดยที่ไม่รู้ว่าท่านนบีได้ซื้อมันแล้ว อรับนั่นก็ร้องเรียกท่านรอซูล ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม ว่า
"ถ้าท่านจะซื้อม้าตัวนี้ก็รีบซื้อนะ ไม่งั้นฉันจะขายมัน(ให้คนอื่นไป)"
ท่านนบีก็หยุดกึกเลยเมื่อได้ยินอรับนั่นร้องเรียกเช่นนั้น ท่านกล่าวว่า "ก็ฉันซื้อมันจากท่านแล้วไม่ใช่รึ?"
อรับพื้นเมืองคนนั้นกลับบ่ายเบี่ยงว่า "เปล่าเลย...สาบานต่ออัลลอฮฺได้เลยว่าฉันยังไม่ได้ขายมันให้ท่าน"
ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "ไม่ใช่แล้ว..ฉันซื้อมันจากท่านไปแล้วนะ"
อรับหัวหมอคนนั้นกลับอ้างว่า "ถ้างั้นก็เอาพยานมายืนยันสิ"
คุซัยมะฮฺ บินษาบิตจึงกล่าวว่า "ฉันขอเป็นพยานยืนยันว่า ท่านได้ซื้อมันแล้วอย่างแน่นอน"
ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม หันมาทางคุซัยมะฮฺ แล้วถามว่า "ท่านอ้างการเป็นพยานด้วยสิ่งใดหรือ?"
เขาตอบว่า "ด้วยความเชื่อมั่นอย่างจริงใจต่อท่านครับ ท่านรอซูล(เพราะท่านย่อมจะไม่กล่าวสิ่งใดนอกจากความจริงเท่านั้น)"
ดังนั้น ท่านรอซูล ศ็อลลัลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม จึงให้การเป็นพยานของคุซัยมะฮฺเทียบเท่าการเป็นพยานของชายสองคน

(อบูดาวูด : อัลอักฺฎียะฮฺ)

สิทธิพิเศษอันนั้นใช้ได้ครั้งเดียววันนั้น หรือเป็นคุณสมบัติติดตัวคุซัยมะฮฺตลอดไป .... ฝากท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยชี้แนะด้วยนะครับ
หรือใครมีข้อมูลอะไรดีๆก็เอามาเสริมกันได้นะครับ

ขอเรียนว่า ผมไม่ใช่ "ผู้เชี่ยวชาญฮะดีษ" ที่จะมาอธิบายเอาเองว่าหะดีษนั้นเป็นอย่างนั้น หะดีษนี้เป็นอย่างนี้ อันไหนเศาะเฮียะห์-ไม่เศาะเฮียะห์ บัญญัติข้อไหนคงอยู่ ข้อไหนยกเลิก ผมเองก็คล้ายๆอาจานแมทท์ที่พยายามสืบเสาะแสวงหาวิชาความรู้ และค้นคว้าด้วยตัวเอง แต่จะต่างกันตรงที่ผมถามได้ทุกคนและยอมรับด้วยตัวบทหลักฐานต่างๆไม่ว่าจะมาจากเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือมาจากค่ายไหน และที่สำคัญคือ ผมเคารพและให้เกียรติในคุณธรรมและศักดิ์ศรีของบรรดาเศาะหาบะฮฺและอุละมาอ์รุ่นก่อนๆ และพยายามมองท่านเหล่านั้นด้วยใจอิคลาศ อย่างน้อยข้อความที่นำเสนอมาโดยตลอดน่าจะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า ใครอิคลาศ...ใครทำลายอิสลาม

และก่อนจะจบ episode-viii นี้ อยากจะขอย้ำอีกทีครับว่า อาจานทั่นพยายาม บิดเบือนศัพท์ให้ไถลลื่นไปเข้าทางทั่นให้ได้ว่า “‏الرضاع” เนี่ยจะต้องแปลว่า “การให้นมจากทรวงอก” อย่างเดียวเท่านั้น ...ก็ได้ครับ...ถ้าจะเอาอย่างงั้น เพราะยังงัยๆ การที่สตรีใดจะให้นมลูก มันก็ต้องกลั่นมาจาก “เลือดในอก” ผ่านออกมาทางเต้านมด้วยกันทั้งนั้น ถ้าหญิงใดหลั่งน้ำนมออกมาจากทางอื่นได้ นั่นสิ แปลก! ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าเจอแบบนั้นเข้า จะจัดไว้ใน species ไหนดี หรือว่าจะต้องแยก phylum ไปให้อยู่ต่างหากเลยมั้ยเนี่ย !!!

ผมทราบครับว่าอาจานมีเจตนาอย่างไร อาจานต้องการจะผูกคำที่ผันมาจากศัพท์คำเดิมด้วยคำว่า “ดูด” งั้นใช่มั้ยครับ หรือไม่ก็ผูกด้วยคำว่า “เต้า” หรือ “ถัน” จะได้ใช้เป็นข้ออ้างว่า ต้องดูดจากทรวงอกโดยตรง จะมีขั้นตอนอื่นมาคั่นไม่ได้เด็ดขาด มันจะได้เข้าเป้าอาจานที่ต้องการจะโจมตีว่านั่นเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ... ตามความรู้สึกที่อาจานอยากจะให้เป็น

ผมก็คงไม่มีปัญญาไปควักสมองอาจานออกมาล้างได้หรอกครับในเมื่ออยากจะยืนกราน กระต่ายขาเดียวอย่างนั้น ผมทราบแต่เพียงว่า อิมามนะวะวีก็ดี ท่านอัลกอฎีที่อิมามนะวะวีท่านอ้างถึงก็ดี กระทั่งว่า ดร.มูซา ชาฮีน ที่เขาเขียน ฟัตหุลมุนอิม ทำชะเราะห์เศาะเฮียะห์มุสลิมขึ้นมาใหม่อีกชุดก็ยังอ้างกลับไปยังอิมามนะวะวีในลักษณะเดียวกันว่า คั้นน้ำนมจากทรวงอกนางออกมา แล้วจึงนำมาให้สาลิมดื่ม โดยไม่มีการแตะต้องหรือสัมผัสทรวงอกนางแต่อย่างใด นั่นคือการอธิบายด้วยมารยาทและให้เกียรติในคุณธรรมของบรรดาเศาะหาบะฮฺ หรือจะด้วยเหตุผลอื่นใดผมก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราคงยอมรับกันก็คือ บรรดาอุละมาอ์เหล่านั้นท่านเป็นคนอรับครับ ท่านเกิดมากับภาษาอรับ ท่านโตมากับภาษาอรับ ครอบครัว บุตร ภรรยา เพื่อนฝูง คนรอบข้างท่านพูดอรับกรอกหูท่านเหล่านั้นอยู่ปีละ 350 กว่าวัน วันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง และท่านไม่ใช่แค่เรียนภาษาอรับ ...ท่านยังสอนภาษาอรับด้วยซ้ำ เข้าใจและซาบซึ้ง ซึมซับกับภาษาอรับมามากกว่าผม มากกว่าอาจานแมทท์มากมายหลายเท่านัก ขนาดว่าเวลานอนหลับถ้าท่านฝัน ผมว่าท่านยังฝันเป็น sound track ภาษาอรับเลยด้วยซ้ำ หรือถ้าจะมี subtitle ก็ยังเป็นภาษาอรับอีกต่างหาก เอ้า .... ว่ามั้ย?

ขนาดนั้น ท่านก็ยังอธิบายว่า คั้นน้ำนมมาให้ดื่ม เพราะฉะนั้น คำนี้หรือคำไหนก็ตามที่ผันมาจาก ‏رضع มันไม่จำเป็นว่าจะต้อง ดูดจากเต้าเสมอไปหรอกครับ หรอกครับ แต่มันผูกโยง มัน link กันด้วย น้ำนม ที่ทำให้อิ่มอุ่นในท้องผู้บริโภค และที่สำคัญ เมื่อน้ำนมนั้น คือน้ำนมของสตรี (มนุษย์ผู้หญิง) จะได้มาด้วยวิธีไหนอย่างไร ก็จะมีผลทำให้ผู้ดื่มกินมีพันธะผูกพันกับนางในฐานะ แม่กับลูก ตามบัญญัติของอัลลอฮฺครับ

////////////////// --- END OF EPISODE VIII --- //////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Tue Sep 06, 2005 11:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
สลาม พี่น้องที่เป็น “มุสลิม” ทุกท่าน
หวัดดี อาจาน!

Episode-viii จบแล้วครับ แต่ฝากบอกอาจานแมทท์ด้วยว่ายังไม่ต้องสะดุ้งหรอก เพราะยังพอมีเวลา เกลาสำนวน อีกสักระยะหนึ่ง ... หวังว่าอาจานคงเตรียมข้อมูลไว้พร้อมแล้วใช่มั้ยครับเรื่องการละหมาดตามอัลกุรอาน ก็จะไม่พร้อมได้งัยล่ะ ใช้เวลาเตรียมมาตั้งปีกว่า เกือบ 2 ปี ตั้งแต่เรายังตั้งวงกันอยู่ที่ muslimthai.com โน่นแน่ะ
มหากาพย์สุด hot : Mattism Conspiracy นี่ยังไม่จบครับเพราะผมยัก episode-ii ไว้เป็นบทสรุปตอนจบของเรื่อง เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดที่เราปวดหัวกันมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำยืนยันของของอาจานว่า “หะดีษ(เศาะเฮียะห์)ไม่ใช่วะฮี”

วันนี้ผมเกริ่นไว้ให้ทำใจแค่นี้ก่อนละกัน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มเปิดฉากภาคจบของ แผนอุบาทว์ นั่นนะครับ ซึ่งในภาคนี้ จะมีข้อความเตือนใจอาจานไปตลอดตอนท้ายของแต่ละฉากกันลืมครับ ว่า ....

.... 5 เวลา มาจากไหน?
..... การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใด




wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Wed Sep 07, 2005 11:53 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY
Episode-II : หะดีษไม่ใช่วะฮีย์
-------------------------------------------


บางท่านอาจจะค้านว่า อะหะดีษ ของบุคอฮ์รี นั้น เป็น วะฮีย์, แต่ที่จริง แล้ว ไม่ ใช่วะฮีย์ ทั้งนี้ เพราะว่า “วะฮีย์ “ คือ การกล่าวของท่าน รอซูล ขณะรับโองการ “บัญญัติ” ของอัลกุรอานเท่านั้น, (Matt)
===================

หลายช่วงหลายตอนเหลือเกินที่อาจานแมทท์ ย้ำแล้วย้ำอีกว่า "หะดีษไม่ใช่วะฮีย์"

จะช็อควงการมั้ย ถ้าผม...ผู้ซึ่งขับเคี่ยวกับทั่นมากว่าสองปี...จะขานรับคำกล่าวนั้นอย่างเต็มปากว่า.... That's RIGHT!

ผมไม่ลังเลเลยที่จะกล่าวตามทั่นว่า ใช่เลยครับ...."หะดีษ" ไม่ใช่วะฮีย์
ไม่ว่าจะเป็นรายงานในบุคอรี มุสลิม ติรมิซี อบูดาวูด นะสาอี อิบนิมาญะฮฺ อะหฺมัด ดาริมี บัยฮะกี มุวัฏเฏาะอ์....หรือจะอีกกี่ชุดก็ตาม
ไม่ว่าจะรายงานมาจาก อบูฮุร็อยเราะฮฺ(ที่อาจานแมทท์ทั่นเรียกว่า อบูฮุรัยรอ) ท่านอฺาอิชะฮฺ (ที่ทั่นเรียกว่า อัยซะ) อิบนิอับบาส อิบนิอุมัร อิบนิมัสอูด อะนัส ท่านหญิงอุมมุสะละมะฮฺ ซัยด์บินษาบิต .... หรือใครต่อใครอีกนับร้อย นับพัน
ทั้งหมดนั้นคือคำพูด คำกล่าว ของบุคคลผู้รายงานที่มักจะขึ้นต้นว่า "Úä" คือเป็นการายงานจาก..คนนั้น-คนนี้..ตามที่เขาได้เห็น เขาได้ยิน เขาได้พบว่า ท่านนบีทำอะไร ท่านกล่าวอะไร ท่านสอน ท่านห้ามอะไร ข้อความทั้งหมดใน "หะดีษ" ล้วนเป็นข้อความที่ออกมาจากการประมวลของผู้เล่า การจดจำของผู้ที่ได้ยิน การสรุปเหตุการณ์ของผู้พบเห็น

ไม่ใช่.... "การรับวะฮีย์" ..... ของผู้เล่านั้นๆเองโดยตรงจากอัลลอฮฺ

ดังนั้น คำพูด คำกล่าว คำสรุปของผู้เล่าหะดีษ จึงไม่ใช่ วะฮีย์...เป็นเช่นนั้น ใช่หรือไม่?

แต่.....
เนื้อหา นัยยะ ที่มาที่ไป จนกระทั่งถึงบทสรุปของเหตุการณ์ซึ่งอาจจะจบได้ในรายงานเดียว หรืออาจจะต้องอาศัยหลายรายงานมาประกอบ ปะติดปะต่อ และวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ต่างๆเหล่านั้น....นั่นคือ อุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่อัลลอฮฺทรงมีวะฮีย์มายังท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอฺะลัยฮิวะสัลลัม ให้ท่านปฏิบัติอย่างไรในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอย่างไร โดยมีใครเป็นสาเหตุของเรื่อง และใครได้รับผลอย่างไรจากเหตุการณ์นั้น

แล้ว witnesses ทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นก็บันทึกมันลง hard disk ของตนทันที หลังจากนั้นก็อยู่ที่ว่า เขาจะเอา hard disk นั้นส่งต่อให้กับใคร หรือให้ใครเอาไป clone เก็บไว้ใช้ต่อก็แล้วแต่

ต้องใช้คำว่า "clone" เลยทีเดียวละ เนื่องจากความจำชาวอรับ...ลูกหลานนบีอิบรอฮีมสายนี้นี่ต้องนับว่า สุดยอดจริงๆ เพราะสามารถจดจำถ้อยคำ รายละเอียดของเหตุการณ์ได้แม่นยำแม้จะตกผ่านกันมาเป็นสิบทอดก็ยังไม่พบการ distort ของข้อมูล ดังจะเห็นได้จาก หะดีษ มุตะวาติร ทั้งหลายที่มีตั้งไม่รู้กี่สายกระจายออกไป แต่พอเอามาเรียงกันแต่ละสายรายงานแล้ว น่าแปลกที่ทั้งหมด....ตรงกัน!

ดูง่ายๆ จากระบบการเรียกขานชื่อตระกูลของใครสักคน.... ตั้งไม่รู้กี่ "บิน"... ยังไล่กันได้นับเป็นสิบชั่วโคตร....ยอดเยี่ยมจริงๆ....ถ้าอย่างเราๆ แค่นับย้อนบรรพบุรุษขึ้นไปสัก 5 ชั้นนี่ก็แทบจะคลำทางกันไม่เจอแล้ว..ใช่มั้ยครับ!

อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่ตรงกันได้อย่างนั้น ....ก็เพราะอย่างนั้นนั่นแหละ จึงได้มีการจัดเกรดหรือ classify หะดีษนับแสนไว้เป็นหลายๆระดับ ตั้งแต่เศาะเฮียะห์ ไปจนถึง เฎาะอีฟ ซึ่งแต่ละระดับก็จะมีน้ำหนักของความน่าเชื่อถือลดหลั่นกันลงไป แต่ถึงจะเศาะเฮียะห์ยังไง ก็ไม่มีมุสลิมคนใดยกหะดีษขึ้นเทียบเท่ากุรอาน อย่างที่จานทั่นปรักปรำว่า....

ปัญหาอยู่ ที่ว่า สิ่ง ที่เรา เชื่อ นั้น มัน มี ความ จริง อยู่ หรือ ไม่ และเป็นกล่าวของท่านรอซูลที่แท้จริงหรือไม่? ถ้าเป็น เรื่อง เล่า ต่อๆ กันมา แล้ว และ ไม่ มี ความ จริง และ ถ้าเรา อ้างว่า “อะหะดีษ” ของ บุคอฮ์รีย์ เป็น “วะฮีย์” หรือ การพูด หรือ การ กระ ทำ ที่เกิดมาจาก การ ดลใจของ อัลลออ์, แล้ว นำสิ่งนี้ ขึ้น เทียบเท่า อัลกุรอาน โดย นำ มา อธิบาย อัล กุรอาน หรือ จัดอันดับ อยู่ ใน “กีตาบุลลอฮ์” แล้ว การกระทำเช่นนั้น เป็น การ สร้าง ภาคี หรือ “ชิริก” (matt ตอบ: Fri Feb 25, 2005 11:00 pm)

ไม่หรอกครับ .... ไม่มีมุสลิมที่แท้จริงคนไหน ยกหะดีษขึ้นเทียบชั้นอัลกุรอานเด็ดขาด จะมีก็แต่ การปรักปรำใส่ไคล้จากมุสลิมจอมปลอมบางคนเท่านั้น ที่หาว่าคนนั้นคนนี้เขาทำอย่างที่ว่านั่น ..... แต่ถ้าแบบนี้สิ ...

ตามหลักการ ของ อิสลาม การที่ยก อะหะดีษบุคอรีย์” ขึ้น เทียบ เท่า หรือ จัด อัน ดับ เป็น หนังสือ เล่มที่สอง รองจากอัลกุรอาน โดยศรัทธาว่า “ซอ เฮี๊ยะ หะดีษ” เป็น “วะฮีย์” จาก พระองค์อัลลอฮ์ และ แนะ นำสั่งสอน มุสลิม ว่า “ทั้งอัล กุรอาน และ อะหะดีษบุคอรีย์” นี้ มุสลิมจะต้อง ยกขึ้น เทิด ทูลขึ้น เหนือ เกล้า เหนือ กระ หม่อม และแม้ กระนั้น ยังใช้ “อะหะดีษบุคอรีย์” อธิบาย อัลกุรอาน, การกระทำดัง กล่าว นี้ ถือว่า เป็นการสร้าง ภาคี “ชิริก” (matt : Wed Mar 30, 2005 9:39 am)

นั่นค่อยใกล้ความจริงหน่อย .... อ๊ะ-อ๊ะ..ไม่ใช่ใกล้ตรงที่กล่าวหาว่าเป็นชิริกนะครับ .... แต่ที่ว่าใกล้คือ เราถือว่า อัลหะดีษ(เศาะเฮียะห์)นี้เป็น หลักฐาน เป็นตัวบทอันดับสองรองจากอัลกุรอาน ไม่ได้ถือว่ามีฐานะเทียบเท่าอัลกุรอานเลย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการคนไหน ยุคใด ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า หะดีษเศาะเฮียะห์นั้นคือตัวบทหลักฐานอันดับสองรองจากอัลกุรอาน

การอรรถาธิบายอัลกุรอานนั้น....
อันดับแรกคือ อัลกุรอาน อธิบายอัลกุรอานเอง คือ อายะฮฺนี้ขยายความอายะฮฺนั้น โยงใย ยืนยัน และให้รายละเอียดซึ่งกันและกัน
รองลงมา คือ หะดีษของท่านรอซูล อธิบายอัลกุรอาน ว่าท่านนบีอธิบายอายะฮฺต่างๆไว้อย่างไร
รองลงมา คือ เศาะหาบะฮฺอธิบายอัลกุรอาน เพราะถือว่าท่านเหล่านั้นคือพยานบุคคลอันดับแรกที่รู้เห็นความเป็นไปขณะอายะฮฺต่างๆถูกประทานลงมา ท่านเหล่านั้นบางคนเป็นสาเหตุของการประทานอายะฮฺ ท่านเหล่านั้นได้รับการอบรมสั่งสอน และชี้แจงจากท่านรอซูลโดยตรง จึงถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนที่สุดรองจากท่านนบี
แล้วรองๆลงมาก็คือ ตาบิอีน .... ตาบิอิต-ตาบิอีน ไล่เรียงกันลงมา เนื่องจากเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ source มากกว่า ก็ย่อมต้องมีความเข้มข้นแห่งภูมิรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนมากกว่าหางแถวที่ไกลออกไป... อย่างเราๆทุกวันนี้

ในเรื่องนี้ จานแมทท์ ทั่นตั้งประเด็นเป็นขั้นเป็นตอนไว้น่าวิเคราะห์ทีเดียวว่า ...

1 " สิ่ง ที่เรา เชื่อ นั้น มัน มี ความ จริง อยู่ หรือ ไม่
2 เป็นกล่าวของท่านรอซูลที่แท้จริงหรือไม่?
3 ถ้าเป็น เรื่อง เล่า ต่อๆ กันมา แล้ว และ ไม่ มี ความ จริง และ ถ้าเรา อ้างว่า “อะหะดีษ” ของ บุคอฮ์รีย์ เป็น “วะฮีย์” หรือ การพูด หรือ การ กระ ทำ ที่เกิดมาจาก การ ดลใจของ อัลลออ์,
4 "แล้ว นำสิ่งนี้ ขึ้น เทียบเท่า อัลกุรอาน โดย นำ มา อธิบาย อัล กุรอาน หรือ จัดอันดับ อยู่ ใน “กีตาบุลลอฮ์” แล้ว การกระทำเช่นนั้น เป็น การ สร้าง ภาคี หรือ “ชิริก” "


"จริงหรือไม่?" ...... คงต้องค่อยๆคลำทางสืบกลับไปทีละขั้นทีละตอนครับ

///////////// - To be continued - /////////////

Matt : Thu Jun 30, 2005 11:57 am
ความจริงผมว่าจะรอตอบคุณ AlGhurabaจนกว่าคุณจะอธิบาย เรื่อง อะหะดีษ ในห้องนั้น จนจบ เสียก่อน ตามอ่านอยู่ทุกวัน ได้ ความรู้ ดี เหมือน กับอยู่ ในสมัยท่านรอซูล เลยทีเดียว ไว้คุณเล่าจบ ทุกเรื่องก่อน แล้ว ผมจะเข้า ไป คุยต่อ


ท่านนบีสอนไว้เมื่อเกือบ 15 ศตวรรษก่อนว่า
“เครื่องหมายมุนาฟิก 3 ประการ คือ
- เมื่อมันพูด...มันโกหก ตอแหล
- เมื่อมันให้สัญญา... มันก็หักหลังเขา
- เมื่อมันได้รับความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)... มันก็ทรยศ”


AlGhuraba ตั้งประเด็น เรื่องการละหมาดตามอัลกุรอาน ควรจะเริ่มด้วยคำถามว่า
1 การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใดกันแน่
2 ทราบได้อย่างไรว่าอัลลอฮฺสั่งให้เราละหมาดวันละกี่เวลา


Count down : Start
-------------------------------------------
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
fais
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 01/09/2005
ตอบ: 84


ตอบตอบ: Thu Sep 08, 2005 12:38 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ความรู้ประเภทแรกที่จะหายไปในอิสลามคือ อัซซุนนะห์ และจะเกิดการทำ บิดอะห์ ในศาสนาในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การทำฮัจย์ และกิจกรรมกิจการต่างๆ จะถูกประดิษฐ์ขึ้นในศาสนาโดยอาจารย์ผู้รู้น้อย Sad อัลกุรอานได้ประทานลงมาแก่ท่านศาสดามูหัมมัด (ศล)เพื่อที่จะเผยแพร่แก่ชาวโลกไม่จำกัดว่าผู้นั้นจะร่ำรวยหรือว่าต้องมีความรู้เยอะๆมากๆเพื่อที่จะเข้าใจในบทบัญญัติ แต่กระนั้นก็ตาม ท่านศาสดาคือปผู้ที่ อถาธิบายอัลกุรอ่านเป็นท่านแรก และอายะฮจำนวนไม่น้อยที่ได้ประทานลงมาโดยผ่าน เหตุที่จะต้องประทานอายะห์นั้น ถ้าหากว่าคุณ mattไม่ได้เอา ฮะดิษที่ได้บอกกล่าวต่อๆ กันมา เป็นวิถีแห่งการอถาธิบายอัลกุรอ่าน บางที่คุณจะหลงทาง โดยที่อถาธิบายตามความพอใจของตนเองนั้นมันอัตรายนัก อย่าลืมว่า
กาลีมะห์ ซาฮาดะห์นั้นมีอยู่สองกาลีมะห์ ถ้าหากว่าคุณไม่เอา กาลีมะห์ที่สอง คือ อัซฮาดูอันนามูหัมมาดัรรอซูลลุลเลาะฮ์ มานับถือแสดงว่า การเป็นมุสลิมของคุณยังไม่สมบูรณ์ และการที่จะมาเอาแบบอย่างของท่านศาสดามูหัมมัด(ศล)ก็ต้องผ่านการบอกเล่าจากซอฮาบะห์ที่เชื่อถือได้ก็เหมือนกับวิธีการที่คุณเอาการละหมาดจากผู้รู้ต่อๆกันมามาปฎิบัตินั้นแหละ หากมีผู้รู้สักคนมาบิดเบื่อนการละหมาดให้เป็น 3 รอกาอัตซุบบ เพราะเห็นว่ามันสั้นเกินไป ต่อไปลูกหลานของคุณก็จะตามเขา และทีนี้ ถ้าคุณไม่กลับไปเอาฮาดิษ ซอเฮียะมาปฎิบัติ ลูกหลานของคุณก็จะหลงทางตลอด
ประวัติศาสตร์ และฮาดิษที่ซอเฮียะเท่านั้น ต้องเดินคู่ไปเสมอกับอัลกุรอ่านคุณถึ่งจะไม่หลงทาง
wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Fri Sep 09, 2005 8:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


คุณ AlGhuraba :


เนื่องจากความตั้งใจของผมในกระทู้นี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อ เสนอข้อคิด ให้มุสลิมทั้งหลาย คิดดูว่า การที่เรา เป็นมุสลิม นั้น การเชื่อและศรัทธา ใน “เรื่องบอกเล่าเหลวไหลที่มีอยู่ใน อะหะดีษนั้น ถูกต้องตามหลักศรัทธาหรือไม่?” ก็เกิด คำถามเรื่องการทำละหมาดมาจากไหน? ถ้ามุส ลิมไม่อาศัย “อะหะดีษของบุคอรีและอื่นๆแล้ว เราจะละหมาดกันอย่างไร? เกิดขึ้น


คุณAlGhuraba ถามเรื่องเวลาละหมาด 5 เวลา ในอัลกุรอานผมก็ตอบให้ไปแล้ว แต่คุณไม่พอใจ, คุณตอบว่า ถ้าจะหาเช่นนั้น คุณสามารถ หาได้ มากกว่า 12 เวลา และ คุณเพิ่มคำถามว่า การละหมาดเริ่ม แต่เมื่อไร? ผมก็ตอบว่า การละหมาดที่เราทำอยู่ ในปัจจุบัน นี้ ตกถ่ายถอดมาจาก ท่าน นะบี อิบรอฮิม และ การ สอนการส่งเสริม ของ ท่านรอซุล(ซล.) ตามบัญญัติในอัลกุรอาน ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ การละหมาดไม่ได้มาจาก วิธีการใน “อะหะดีษ” ของบุคคอรี เพราะ การละหมาดมีมานาน ก่อน ที่”อะหะดีษ” บุคอรี จะ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา, ถ้าต้องอาศัย “อะหะดีษของบุคอรีและอื่น แล้ว ระยะเวลาระหว่าง 150-200ปี ช่วงนั้นมุสลิมจะละหมาดกันอย่างไร? นี่คือคำตอบของผมและจะไม่มีอีกแล้ว


ถ้าคุณอยากจะทราบมากกว่านี้ ให้ไปศึกษาเอาเอง ผมจะแนะนำอัลกุรอานให้ คุณไป อ่านและเข้าใจเอาเอง 2:128, 22:78, 21:73 ,2:127, 22:26-27 ฯลฯ



จากหลักเตาฮีด การยึดถือและเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว


1. การเอาอะดีษมาอธิบายขยายความต่อบัญญัติ ของอัลกุรอาน เป็นการต่อเติม เป็น การทำ “ชริก”

2. การยกอะหะดีษเป็น กิตาบุลลอฮ์เล่มที่สอง หรือเป็น คัมภีร์เล่มที่สองรองจากอัลกุรอาน เป็นการต่อเติมศาสนา เป็น “ชริก”


ตามที่คุณอธิบายว่า:


“เราถือว่า อัลหะดีษ(เศาะเฮียะห์)นี้เป็น หลักฐาน เป็นตัวบทอันดับสองรองจากอัลกุรอาน ไม่ได้ถือว่ามีฐานะเทียบเท่าอัลกุรอานเลย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการคนไหน ยุคใด ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า หะดีษเศาะเฮียะห์นั้นคือตัวบทหลักฐานอันดับสองรองจากอัลกุรอาน”


ถ้าคุณAlGhuraba เชื่อเช่นนั้น อธิบาย หะดีษ ต่อไปนี้ ให้ผมทราบได้ไหม ว่า ตา “ชีปะขาว” ตนนั้น เป็นใคร? และ อะฮะดีษบทนี้ มีความประสงค์ จะให้มุสลิมเช่นคุณ คิดว่า“ชีปะขาว” ตนนั้น เป็นใคร?


อะหะดีษบทนี้ ขัดกับหลักเตาฮีด ของอิสลามอย่างไม่มีข้อแก้ตัว



จากบทความของ “อนุรักษ์มรดกอิสลาม”


ศาสนาอิสลามมีองค์ประกอบที่เป็น โครงสร้างหลัก 3 ประการ ดังต่อไปนี้
1.หลักความเชื่อ หรือที่เรียกว่า หลักอีหม่าน (รุก่นอีหม่าน)
2.หลักการปฎิบัติ หรือที่เรียกว่า หลักอิสลาม (รุก่นอิสลาม)
3.ความบริสุทธิ์ใจ หรือที่เรียกว่า หลักคุณธรรม (อัลเอียะฮฺซาน)
หลักทั้ง 3 ประการนี้ได้มาจากคำสอนของ ท่านนบีมูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม จากรายงานหะดีษที่มีบันทึกอยู่ใน ซอเฮียะฮฺมุสลิม ดังนี้


"ขณะที่เรากำลังอยู่กับท่านรอซูลในวันหนึ่ง [size=12]มีชายผู้หนึ่งได้ปรากฎกายขึ้น เขาใส่อาภรณ์ที่ขาวสะอาด มีผมดำขลับ [/size]โดยที่ไม่มีร่องรอยของการเดินทางปรากฏให้เห็น ไม่มีผู้ใดในหมู่เราที่รู้จักเขา จนกระทั่งเขาเข้ามานั่งเอาเข่าเกยกับเข่า ของท่านนบี และเอามือทั้งสองวางลงบนหน้าตักของท่านนบีแล้วกล่าวว่า


"โอ้..มูฮำหมัด โปรดบอกฉันเกี่ยวกับอัลอิสลาม" ท่านตอบว่า "คือการปฏิญาณตนว่า ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮฺ มูฮำหมัดรอซูลุ้ลลอฮฺ และการดำรงละหมาด การบริจาคซะกาต การถือศิลอดเดือนรอมฎอน และการทำฮัจย์หากมีความสามารถจะไปได้" ชายผู้นั้นกล่าวว่า "ท่านพูดถูกแล้ว" (ท่านอุมัร) กล่าวว่า เราแปลกใจเหลือเกินที่เขาถามแล้วยืนยันในคำตอบเสียเอง


เขาถามต่อไปว่า "โปรดบอกฉันเกี่ยวอัลอีหม่าน" ท่านนบีตอบว่า "คือการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ, ต่อมาลาอิกะฮฺ, ต่อคัมภีร์, บรรดาศาสนฑูตขอพระองค์, วันอวสาน และศรัทธาในเรื่องการกำหนดความดีและความชั่วของพระองค์" ชายผู้นั้นกล่าวว่า "ท่านพูดถูกแล้ว"


เขายังถามต่อไปอีกว่า "โปรดบอกฉันเกี่ยวกับอัลเอียะฮฺซาน" ท่านนบีตอบว่า "คือการที่ท่านจะต้องสักการะต่ออัลลอฮฺประหนึ่งว่า ได้เห็นพระองค์ แม้ว่าท่านไม่เห็นพระองค์ก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงเห็นท่าน" (รายงานโดยท่าน อุมัร อิบนิค็อตต็อบ บันทึกอยู่ใน ซอเฮียะฮฺมุสลิม กีตาบุ้ลอีหม่านบทที่1)


นี่หรือที่ที่มาที่ไปของหลักการศรัทธา ของอิสลาม? หลักการดังกล่าวมานี้ มีอยู่ ในอัลกุรอาน แต่ที่ขัดกับอัลกุร อานมีอยู่อย่างหนึ่งคือ “การปฏิญาณตนว่า ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮฺ มูฮำหมัดรอซูลุ้ลลอฮฺ” ที่ว่าขัดกับอัลกุรอานก็เพราะว่า ใน อัลกุรอาน, และท่านศาสนทูตทุกๆท่าน กล่าวว่า “ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮฺ” เท่านั้น, เช่นเดียวกัน กระทู้ของคุณ al-azhary ก็ยังสับสนอยู่ในเรื่องนี้


ผมอ่านกระทู้ของคุณ al-azhary (นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร) เรื่อง การแบ่งเตาฮีดออกเป็น อุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ? เมื่อดูหัวข้อกระทู้ แล้วก็เห็นด้วย แต่พออ่าน ดูแล้ว “เหมือนนิทานเรื่องคนตาบอดคลำช้าง” หยิบยกอะหะดิษต่างๆ ขึ้นมาสนับสนุนความคิดของแต่ละฝ่าย ดูราวกับว่า มุสลิมที่ยังมีปัญหาในเรื่อง “เตาฮีด” ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ว่า “สถานะของพระเจ้าองเดียวนั้นคืออะไร? และยังไม่เข้าใจว่า “ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮฺ” นั้น มีความหมายว่าอย่างไร? ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ ว่า ยึดถือในสิ่งประดิษฐ์ ของมนุษย์ จึงทำให้เกิด ปัญหาในการศรัทธาที่แท้จริง “ต่อพระเจ้าองค์เดียว”


ถ้าคุณAlGhuraba บอกผมว่า “ตาชีปะขาวตนนั้น” ที่เอามือทั้งสองวางลงบนหน้าตักของ ท่านรอซูล(ซล.) นั้น คือใคร? ผมจะหยุดคัดค้าน ความเชื่อใน “อะหะดีษ” ของ คุณและมุสลิมที่หลงทางไปยึดถือในสิ่งประดิษฐ์นอกเหนือไปจากอัลกุรอาน


อาจารย์ของคุณสอนว่า หลักความเชื่อของอิสลาม ไม่ได้มาจากนิทาน, “ยายกะตา” แล้ว ไอ้เรื่อง “ชีปะขาว” เอามือทั้งสองวางลงบนหน้าตักของ ท่านรอซูล(ซล.) นั้น มันไม่มากไปทาง นิยาย “ยายกะตาทำนาอยู่บนโคก” ดอกหรือ?


นี้หรือคือหลักเตาฮีด ที่คุณ ยึดถือ? ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องนี้ผมจะอธิบายให้เข้าใจภายหลัง


สิ่งที่เห็นได้ชัดว่า “อะหะดีษ” บุคอรีและอื่นๆนั้น เป็นเพียง เรื่องเล่า และขัดกันเอง ขัดกับอัลกุรอาน นั้นยังมีอีกมากมาย , เรื่องดูดนมจากอก คุณก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ อย่างมีเหตุผล, ในเรื่อง “ดูดนม” นั้น ยังมีอีกมาก ที่พาดพิงไปถึง ท่านหญิงอา อิซะ ซึ่งผมไม่เชื่อใน เรื่องนั้น ว่า การรายงานถูกต้อง, ผมจึงไม่นำมาต่อล้อต่อเถียงกับ คุณ เพราะ คุณได้แสดง ให้ผมเห็นแล้ว คุณไม่มี ความสามารถ จะตอบ ได้ ตามหลักวิชา และการนำขึ้นมา จะทำ ให้ ทำความเสียหายให้กับ อิสลามเป็นอย่างยิ่ง


ผมยังไม่เคยได้ยิน นักวิชาการ อะฮะดิษ ทั้งทางฝ่าย “ซุนนีย์” และ “ชีอะต์” อธิบายได้อย่างชัดเจนเลยว่า มุสลิมควรจะเชื่อ "หะดีษ” บทใดใน 3 บท ข้างล่างนี้


1. ปฎิบัติตาม อัลกุรอานและซุนนะห์ (มูวัตตะ ของ มาลิก)

2. ปฎิบัติตาม อัลกุรอานและครอบครัวของท่านรอซูล(ซล.) (ซอเฮี๊ยะ อัล มุสลิม)

3. ปฎิบัติตาม อัลกุรอาน อย่างเดียว (ซอเฮี๊ยะ อัล มุสลิม)


คุณเคยอธิบายครั้งหนึ่งแล้วแต่ ไม่มีหลักฐานใดๆมาสนับสนุนคำอธิบายของ คุณ, มัน เป็นแค่ ความคิดที่ขาด เหตุผลและ ตรรกวิทยาของคุณเท่านั้นเอง


ในอเมริกาธรรมเนียมเรา ไม่มีการนับอายุ, การเสวนาเช่นนี้ ความมีอายุมาก และ น้อย ไม่สำคัญ มันอยู่ที่เหตุผล และความสามารถ, ถ้า คุณอายุน้อยกว่าผม คุณมีเหตุผลดีผมก็นับถือ เมื่อตอนผม อยู่เมือง ไทย อายุเฉลี่ย ของ ผู้ชายไทย ประมาณ 59-60 แต่ปัจจุบันคงสูงขึ้น เพราะ สิ่งแวดล้อมและการสาธารณสุข ดีขึ้น, ในอเมริกา เขากำลังจะขยาย อายุ รีไทร์เม้น ไปเป็น 75 ปี คุณลองคิดดูแล้วกัน, ไม่ว่า จะอายุมากน้อยเท่าใด อยู่ที่ สิ่งแวดล้อม และพระประสงค์ของ อัลลอฮ์, คุณจำได้ไหมผมบอกกับคุณว่าคุณอาจจะปรับปรุงเรื่องมรรยาทได้ยังไม่สายเกินไป ผมไม่เข้าใจ ว่า ทำไมคุณต้องใช้คำพูดที่ไม่สุภาพเวลา สนทนาเรื่องหลักวิชา


ส่วนมากผู้ที่ขาดเหตุผลจะแสดงความหยาบคาย และจะข่มขู่ คู่สนทนา เมื่อเขาไม่สามารถ จะ ใช้เหตุผลได้ การใช้มรรยาทอย่างคุณ ใครๆก็ทำได้ แต่ที่เขาไม่ทำกันก็เพราะ เขาไม่ต้องการ ลด มาตรฐานทาง จรรยาธรรมของเขา ผมหวังว่าคงได้รับคำอธิบายที่สุภาพจากคุณ


อีกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณก็ทราบดีว่า ภาษาอรับผมไม่ดี การเรียกชื่อ ผู้ใดเป็นภาษาอรับอาจจะไม่ถูกต้อง, ถ้าคุณรู้จักผู้ใดที่ภาษา อรับแตกฉานช่วยกรุณาขอให้เขาช่วยอธิบาย ซูเราะฮฺ อัรรอหฺมาน, อายะ14 (คุณเคยบอกว่าถ้าผมต้องการทราบคุณจะถามให้) ผมอยากทราบว่าคำว่า “เสียง” แปลมาได้อย่างไร เพื่อประกอบความรู้ในการเรียนภาษา “อรับ” ของผม


خَلَقَ الْإِنسَانَ مِن صَلْصَالٍ كَالْفَخَّارِ


พระองค์ทรงสร้างมนุษย์จากดินเหนียวมีเสียงเช่นเครื่องปั้นดินเผา(55:14)


ขอขอบคุณมาล่วงหน้าด้วย


wassalam


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sun Sep 11, 2005 6:57 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ดีใจครับ อาจานแมทท์เข้ามาคุยเรื่องละหมาด ทั้งที่ mattism conspiracy ซึ่งเป็นเพียงน้ำจิ้มสำหรับของว่างยามกระดานเงียบเหงานี่ยังไม่จบ และโดยความตั้งใจของผม เมื่ออาจานเข้ามาคุยแบบ “เข้าเรื่อง” เมื่อไหร่ ผมจะหยุดของว่างชุดนั้นไว้ก่อน และจะสนทนากับอาจานในประเด็น ส่วนอะไรที่ นอกประเด็นหรือชวนให้ยุ่งเหมือนลิงเล่นแห (ขอยืมทั่น Toxin มาพูดอ่ะครับ) ผมจะละไว้ก่อน ใครว่างหรือมีความเห็นอย่างไรก็..ละเลง..กันไปเถอะครับ เข้าเรื่องวันนี้แล้ว ถ้ากระดานยังเหงาๆอยู่ ผมค่อยเสริฟของว่างต่อนะครับ

============================
เนื่องจากความตั้งใจของผมในกระทู้นี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อ เสนอข้อคิด ให้มุสลิมทั้งหลาย คิดดูว่า การที่เรา เป็นมุสลิม นั้น การเชื่อและศรัทธา ใน “เรื่องบอกเล่าเหลวไหลที่มีอยู่ใน อะหะดีษนั้น ถูกต้องตามหลักศรัทธาหรือไม่?” ก็เกิด คำถามเรื่องการทำละหมาดมาจากไหน? ถ้ามุส ลิมไม่อาศัย “อะหะดีษของบุคอรีและอื่นๆแล้ว เราจะละหมาดกันอย่างไร? เกิดขึ้น (Matt : Fri Sep 09, 2005 8:52 pm )
--------------------------------------
ครับผม ... เมื่อตั้งกระทู้ขึ้นมาเพื่อเสนอข้อคิด.... ผมอ่านแล้วผมก็คิดครับ พยายามคิดตามโดยตลอด แต่พอถึงจุดสะดุดทางความคิด ก็เลยพยายามสอบถามโดยตรงจากคนต้นคิด เป็นเดือน เป็นปี ก็ไม่เคยได้รับความกระจ่างเลย พยายามจะเคลียร์ให้จบเป็นเรื่องๆ ทั่นก็เป๋ไปทางโน้นที ทางนี้ที และหาข้อสรุปอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เหมือนกับพยายามจะทำให้ประเด็นมันไขว้ไปเขวมาจนจับต้นชนปลายไม่ถูกอย่างนั้นแหละ ถ้าอยากจะให้คิด ก็ต้องมาช่วยกันเคลียร์ต่อให้จบสิครับ แต่ถ้าอยากให้สับสน ก็อย่างที่จานทำมาตลอดตั้งแต่ต้นนี่แหละ...ถูกต้องแล้วคร้าบ
=====================


คุณAlGhuraba ถามเรื่องเวลาละหมาด 5 เวลา ในอัลกุรอานผมก็ตอบให้ไปแล้ว แต่คุณไม่พอใจ, คุณตอบว่า ถ้าจะหาเช่นนั้น คุณสามารถ หาได้ มากกว่า 12 เวลา (Matt : Fri Sep 09, 2005 8:52 pm )
-------------------------------
นั่นคือสิ่งที่ผมคิดตามทั่นงัยครับ...อ่านกุรอานว่าอย่างไร ใครอ่านแล้วคิดอะไรได้ก็ยึดเอาอย่างที่ต่างคนต่างคิด...คือวิถีแห่ง mattism ไม่ใช่เหรอครับ? และก็...ไม่ใช่ว่า “ไม่พอใจ” ในคำตอบนะ แต่มันเข้าใจอ่ะครับ ไม่เข้าใจว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องละหมาด 5 เวลา
ผมเคยบอกว่า ขอให้มาล้มกระดานกันก่อน เริ่มจากไม่รู้อะไรเลย เอากุรอานมานั่งอ่านตั้งแต่เช้ายันเช้าของวันนี้ในสัปดาห์หน้า …. จะทราบมั้ยครับว่า ต้องละหมาดกี่เวลา?
เพราะยังไม่พบเลยในอัลกุรอานว่า 5 เวลา หรือ 10 หรือเท่าไหร่แน่ และถ้าอัลลอฮฺปล่อยให้เราคลำทางกันเอาเองแบบนี้ ใครขยันอ่าน ขยันคิด อาจจะหาได้ถึง 50 เวลาตามที่บัญญัติมาตอนแรกเลยก็ได้... อ้อ ไม่ใช่สิ อาจานไม่เชื่อเรื่อง 50 เวลา ...ลืมไป! ขอโทษครับ

ครั้นจะเอาแบบ “ตามๆกันมา ก็...ตามๆกันไป” แบบเด็กเล่นเกาะหลังตามกันเป็นขบวนรถไฟน่ะ เกิดไปเจอคนไหนเล่นแตกแถวเข้าสักคน มิพากันลงเหวลงคูกันหมดเหรอครับ
สมมุติว่า...สมมุติ นะครับ..สมมุติ!
สมมุติว่า แรกเริ่มเดิมที นบี...มุฮัมมัด...ละหมาดให้เราดู 3 เวลา หาได้มั้ย 3 เวลาในอัลกุรอาน … หาได้สิครับ… แล้วก็ละหมาดตามๆกันมาอย่างนั้น วันดีคืนร้าย ใครสักคนละหมาดเพิ่ม...เพิ่มอย่างไรก็ตามที จนมาถึงทุกวันนี้กลายเป็น 5 เวลา หรือถ้าวันนี้มันกลายเป็น 8 เป็น 10 เป็น 12 เวลา นั่นก็หาได้จากอัลกุรอานอีกเหมือนกัน อย่างที่ผมหามาให้ดูแล้ว และในความเป็นจริง ทุกวันนี้เราก็จะเห็นมีการละหมาดกันได้เกือบทั้งวัน ไม่ใช่แค่ 5 เวลา

ใครจะไปรู้ว่าจำนวนเวลาที่ละหมาดอาจจะเพิ่มขึ้นๆๆๆๆๆ จนกระทั่ง ...ผ่านมา 14 ศตวรรษ ถ้าไปเจอ ญะมาอะฮฺหนึ่งละหมาด กลางวัน 10 เวลา กลางคืน 10 เวลา อีกญะมาอฺะฮฺหนึ่งละหมาด 15+15 อีกญะมาอะฮฺหนึ่งละหมาด 50 เวลาเลย ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าคณะไหนถูก เพราะเขาก็บอกว่า เขา เล่นปู้นๆๆ ตามๆกันมาตามแบบที่สั่งสอนกันมาในลัทธิ Mattism มิผิดเพี้ยน ครั้นจะกลับไปตรวจสอบต้นตอรึก็เชื่อถือใครไม่ได้สักรายงานเดียว จะเป็นชิริกกันไปหมด .... ไม่งงเหรอครับ อย่างนี้?

ดังนั้นจะเอาอะไรมาตรวจสอบครับว่า 3 หรือ 5 หรือ 8 หรือ 12 ??

อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ ชนิดตามๆกันมาแล้วเป๋น่ะ สมัยเด็กๆเคยเล่น “เกมคนใบ้” มั้ยครับ...คงไม่เคย....ผมจะเล่าให้ฟัง
ผู้เล่นแค่ 5 คนก็เป๋ไม่เป็นท่าแล้วครับ .... จัดที่เรียงกัน 1-2-3-4-5 ให้แต่ละคนมองไม่เห็นกัน ตั้งโจทย์อะไรขึ้นมาสักข้อ สมมุติว่า “สามวาสองศอก” ให้ 1 ดูแล้วทำท่าทางสื่อให้ 2 ดู จากนั้นก็ 2 ทำต่อให้ 3 ดู ... 3 ทำต่อให้ 4 ดู .... 4 ทำต่อให้ 5 ดู สุดท้ายให้ 5 เฉลย เชื่อมั้ย กลายเป็นอะไรไปเลยก็ไม่รู้

ละหมาดระบบ “บอกต่อ” ก็ไม่ต่างกันหรอกครับ สุดท้ายใครจะบอกได้ว่ามันเพี้ยน มันบิดเบี้ยวไปตรงไหนอย่างไร ในเมื่อแต่ละคนที่สื่อถึงกันมีความสามารถในการรับ-การส่งต่างกันเหลือเกิน ถึงแม้จะมีการเตือน การค้านว่าตรงไหนถูก-ไม่ถูกอย่างไร ก็รับฟังไม่ได้เพราะจะโดนข้อหา “เชื่อหะดีษ-เป็นชิริก”... อุกฉกรรจ์มากนะครับ
======================

และ คุณเพิ่มคำถามว่า การละหมาดเริ่ม แต่เมื่อไร? ผมก็ตอบว่า การละหมาดที่เราทำอยู่ ในปัจจุบัน นี้ ตกถ่ายถอดมาจาก ท่าน นะบี อิบรอฮิม และ การ สอนการส่งเสริม ของ ท่านรอซุล(ซล.) ตามบัญญัติในอัลกุรอาน ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ (Matt : Fri Sep 09, 2005 8:52 pm )
-------------------------------
ก็ไม่รู้ว่า ผม ถามไม่ตรงคำตอบ หรือว่า อาจาน ตอบไม่ตรงคำถามก็ไม่รู้สินะครับ ???

เพราะคำตอบที่ว่า “การละหมาดที่เราทำอยู่ ในปัจจุบัน นี้ ตกถ่ายถอดมาจาก ท่าน นะบี อิบรอฮิม” มันมีความหมายเท่ากับ
“การละหมาดที่เราทำอยู่ ในปัจจุบัน นี้ ตกถ่ายถอดมาจากท่านนบีอิบรอฮีม… นบีอิสมาอีล…นบีมูซา…นบีอีซา” หรืออาจะย้อนขึ้นไปถึง นบีฮูด.. นบีศอและห์… นบีนูห์… นบีอาดัม ก็ได้

อ่านคำถามอีกทีนะครับ … ละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใด ?
… คำว่า“เริ่ม” หรือ “เริ่มต้น” ตาม Lexitron ไทย-English ของ เนคเทค ให้คำแปลว่า

1 เริ่มต้น [ADJ] ; initial; first; beginning; primary; incipient; introductory
Syn. เริ่ม
Ant. สิ้นสุด.
Sample: วัยเด็กเป็นวัยเริ่มต้น เป็นวัยเตรียมตัวเพื่อสร้างความเจริญมั่นคงในชีวิต
2 เริ่มต้น [V] ; begin; start; commence; initiate; originate; take the first step; make a beginning
Syn. เริ่ม
Ant. สิ้นสุด.
Sample: เพียงแค่เริ่มต้น คุณก็ท้อแล้วหรือ


นั่นตัวอย่างของ เนคเทคเค้านะครับ แต่นี่เรายังไม่ได้เริ่มต้นเลย… อาจานอย่าเพิ่งถอดใจสิครับ!

ที่ถามอย่างนั้นเพราะอาจานเคยบอกว่า พวกเรา(หมายถึงมุสลิม)ไม่รู้ว่าที่จริงการละหมาดมีมาก่อนนบีมุฮัมมัด (บอกไว้เมื่อไหร่ ผมจำไม่ได้แล้วละ…ขออภัยครับ) แล้วอาจานก็อ้างว่ามีมาตั้งแต่นบีอิบรอฮีม

แต่ที่จริงกว่า “ที่จริง” ของอาจานก็คือ เรา..มุสลิม.. รู้กันว่าละหมาดมีมาตั้งแต่นบีอาดัม คือก่อนนบีอิบรอฮีมไปอีกหลายชั่วโคตร ผมเลยสับสนอ่ะครับ ว่า ไหนจริง…ไหนเก๊ กันแน่ … เรียนเชิญอาจานแมทท์ผู้แสนรู้ โปรดชี้แนะด้วยครับ

นี่แหละคือคำถาม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าผมไม่พอใจ แต่มันไม่เข้าจ๋ายอ่ะครับ ขอความกรุณามาเริ่มต้นกันตั้งแต่ตรงนี้ให้เคลียร์ไปสักเรื่องนึงก่อนเถอะ … อย่าเพิ่งตัดบทเพราะจนแต้มหาคำตอบไม่ได้

บอกตรงๆว่าผมเองก็ท้อและเอือมระอาสุดๆในการพยายามชี้แจงให้คนที่เข้าใจอะไรยากเย็นแสนเข็นอย่างอาจาน แต่ผมก็ยังไม่ถึงกับตัดบทเอาตัวรอด เพราะถือว่า ตราบใดยังมีลมหายใจ สิ่งนี้คือ “หน้าที่” คือ อะมานะฮ ครับ

พูดอย่างนี้…เพราะรึยังอ่ะครับ ? อิ อิ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sun Sep 11, 2005 7:20 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อีกเรื่องนึงครับ....

=========================
การละหมาดไม่ได้มาจาก วิธีการใน “อะหะดีษ” ของบุคคอรี เพราะ การละหมาดมีมานาน ก่อน ที่”อะหะดีษ” บุคอรี จะ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา, ถ้าต้องอาศัย “อะหะดีษของบุคอรีและอื่น แล้ว ระยะเวลาระหว่าง 150-200ปี ช่วงนั้นมุสลิมจะละหมาดกันอย่างไร? นี่คือคำตอบของผมและจะไม่มีอีกแล้ว (Matt : Fri Sep 09, 2005 8:52 pm )
--------------------------------

อาจานตอบเรื่องนี้ด้วยคำถามว่า "ระยะเวลาระหว่าง 150-200 ปีช่วงนั้นมุสลิมละหมาดกันอย่างไร"

ผมก็ต้องตอบว่า... ละหมาดตามๆกันอย่างจานว่านั่นละครับ
แต่ตามกันไป ตามกันมา มันก็กลายเป็นเหมือนเกมคนใบ้ คือ เริ่มบิด เริ่มเบี้ยว เริ่มกลายออกไป จะพบว่าในระยะ 100-200 ปีหลังจากบรรดาเศาะหาบะฮฺเริ่มล้มหายตายจากไป ก็เริ่มมีปรากฏการบิดอฺะฮฺผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แค่ว่าหลังจากท่านนบีตายจากไปไม่นาน ท่านอิบนิมัสอูดต้องไปตามเฉ่งพวกประดิษฐ์พิธีกรรมใหม่ๆในศาสนาขนาด สั่งทุบมัสญิดที่พวกนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อจะได้ทำบิดอฺะฮฺได้สะดวกกันเลยทีเดียว โดยท่านแอบพรางตัวไปแทรกอยู่ในกลุ่มพวกนั้นเพื่อดูว่ามันทำอะไรกัน พอเห็นพฤติกรรมจะจะแล้ว ท่านก็แสดงตัวทันทีและกล่าวว่า...

“ฉันคืออบูอับดุรเราะหฺมาน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ นี่เจ้าพวกนี้! แน่นอนพวกเจ้าได้ล้ำหน้าสหายของมุฮัมมัดด้านความรู้หรือว่าพวกเจ้านำบิดอฺะฮฺมาทำชั่วกันแน่”
คนหนึ่งในนั้นจึงกล่าวว่า“โอ้ท่านอบูอับดุรเราะหฺมาน! เราไม่ได้ล้ำหน้าสหายของมุหัมมัดด้านความรู้หรือว่าเราเอาบิดอะฮฺชั่วๆอะไรเข้ามาหรอก แต่เราคือกลุ่มชนที่ทำการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของเรา”
ท่านอิบนิมัสอูดตอบว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ขอสาบานด้วยพระผู้ซึ่งชีวิตของอิบนิมัสอูดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์! พวกเจ้าได้ล้ำหน้าสหายของมุหัมมัดด้านความรู้หรือว่าพวกเจ้าได้นำบิดอฺะฮฺชั่วๆมาแล้วแน่นอน พวกเจ้าพินาศเสียแล้ว โอ้ประชาชาติของมุหัมมัดเอ๋ย! ความวิบัติของพวกเจ้ามันมาถึงรวดเร็วอะไรกันปานฉะนี้! นี่ภาชนะเครื่องใช้ของท่าน(นบี)ยังไม่ทันแตกหัก เสื้อผ้าของท่าน(นบี)ยังไม่ทันเปื่อยขาด พวกเจ้าก็มาประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆขึ้นในศาสนาของท่าน(นบี)อย่างนี้เสียแล้ว”


คิดว่าอาจานคงไม่รู้จัก ก็ต้องขอบอกให้ทราบเสียก่อนว่าท่านอิบนิมัสอูดนี่เป็นเศาะหาบะฮฺครับ ได้รับการหล่อหลอมมาจากท่านนบีโดยตรง ท่านเสียชีวิตปีฮิจญ์เราะฮฺ 32 หลังท่านนบีไม่ถึง 20 ปีใช่มั้ยครับ แต่ยังไม่ทันจะสิ้นอายุขัยของท่าน ศาสนาก็ชักจะเริ่มเบี้ยวแล้วด้วยน้ำมือของคนรุ่นใหม่บางคน ขนาดท่านพยายามตัดไฟแต่ต้นลมตรงนั้นแล้ว เชื้อชั่วก็ยังไม่ยอมตาย ยังคงมีหลงเหลือเล็ดลอดต่อไปได้อยู่

การละหมาดก็เช่นกัน มีการคิดประดิษฐ์ละหมาดใหม่ๆขึ้นมามากมาย แล้วสืบทอดต่อเนื่องกันมาโดยไม่รู้ว่าเป็นมาอย่างไร เห็นเขาทำก็ทำตามๆกันไป ถ้าไม่ใช่เพราะอุละมาอ์ในยุคต้นๆนั้นเล็งเห็นถึงอันตรายของการปล่อยให้ตามกันอย่างเปะปะเช่นนั้น แล้วเริ่มทำการกอบกู้คำสั่งและการกระทำของท่านนบีในช่วงระยะเวลาที่พอจะสืบสาวขั้นไปได้แล้วละก็… สภาพของประชาชาติอิสลามก็คงไม่ต่างจากยิวและคริสต์ซึ่งไม่มีการรวบรวมหะดีษของนบีของพวกเขาไว้เป็นเรื่องเป็นราว

ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมิใช่อื่นใดเลย นอกจากเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮที่จะทรงพิทักษ์รักษา “อัซซิกร์” หมวดนี้ไว้ให้ดำรงอยู่ต่อไป เพื่อให้ชนรุ่นหลังที่ห่างไกลออกไปสามารถสืบค้นได้ว่า บัญญัติดั้งเดิมในสมัยท่านนบีนั้นเป็นอย่างไร

สิ่งที่อาจานแมทท์ “ทำตามๆกันมา” นั้น ทั่นมีหลักฐานอันใดมายืนยันได้ว่าถูกต้อง ตรงตามต้นฉบับ แน่นอนหลักฐานที่จะยอมรับได้ในเรื่องนั้นจะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากอัลกุรอาน “อย่างเดียวเท่านั้น” … นี่คือหลักฐานพื้นฐานข้อเดียวที่ทั่นอาจานยึดมั่น แล้วบัดนี้ เหตุใดเล่า จึงอ้างโน่น อ้างนี่ บ่ายเบี่ยงเป็นสิ่งอื่นนอกจากอัลกุรอาน???

อาจานบอกว่า คำตอบ ทั้งตัวบท หลักฐาน และการวิเคราะห์ต่างๆที่ผมนำมานั้น ไม่มีหลักฐานที่เชือถือได้รองรับ นั่นเพราะทั่นเองได้ผนึกหัวใจไว้ด้วยอคติแห่งการปฏิเสธหะดีษนั่นเอง… มีหรือไม่มี… คงต้องขอรบกวนมวลสมาชิกช่วยวิจารณ์ด้วยเถิดครับ

แท้จริงบรรดาผู้ที่ดื้อด้านปฏิเสธนั้นย่อมมีผลเท่ากันแก่พวกเขา ไม่ว่าเจ้าจะตักเตือนพวกเขาแล้วหรือยังมิได้ตักเตือน พวกเขาก็หาได้ศรัทธาไม่
อัลลอฮฺได้ทรงผนึกบนหัวใจของพวกเขา และบนหูของพวกเขาแล้ว และบนตาของพวกเขาก็มีสิ่งบดบังอยู่ และเขาเหล่านั้นจะได้รับการลงโทษอันมหันต์
(2:6-7)

ครั้นเมื่อย้อนมาดูสิ่งที่ทั่นนำมาโต้แย้ง มันกลับยิ่งเลื่อนลอยยิ่งกว่า หลักฐานอันดับแรกที่นำมา..คืออัลกุรอาน..ก็เป็นการตีความที่บิดเบือน พูดง่ายๆว่า “มั่ว” มีแต่การคาดเดาเอาเอง ตีความเอาเองโดยปราศจากหลักฐาน … มั่วอย่างไร ใน episode-ii นี้มีจะบทวิเคราะห์ให้ครับ

เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดถือเอาอารมณ์ต่ำของเขาเป็นพระเจ้าของเขาบ้างไหม ? และอัลลอฮฺจะทรงให้เขาหลงทางด้วยการรอบรู้ (ของพระองค์) และทรงผนึกการฟังของเขาและหัวใจของเขาและทรงทำให้มีสิ่งบดบังดวงตาของเขา ดังนั้นผู้ใดเล่าจะชี้แนะแก่เขาหลังจากอัลลอฮฺ พวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ? (45:23)

-----------------------------------
อัลฆุเราะบาอ์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Mon Sep 12, 2005 3:20 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

พี่น้องทั้งหลายคงพอจะเห็นได้นะครับว่า อะไรคือจริง อะไรคือเท็จ อะไรคือสาระ อะไรคือไร้สาระ
และใครนำเสนอด้วยหลักการ ใครนำเสนอด้วยหลักกู
" อิฮฺดินัสฺสิรอฏฺอลมุซตะกีม " อามีนยาร็อบบั้ลอฺาละมีน

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 20, 21, 22, 23  ถัดไป
หน้า 21 จากทั้งหมด 23

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.28 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004