ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - มัซฮับสะละฟีย์และมัซฮับทั้งสี่ (เสวนาเชิงวิชาการ)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
มัซฮับสะละฟีย์และมัซฮับทั้งสี่ (เสวนาเชิงวิชาการ)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... , 26, 27, 28  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed Jan 18, 2006 8:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณชุกรีกล่าวว่า
สรุป
ฮาดีสที่คุณฟาอิสฮาดีสนำเสนอผมเพื่อที่จะหักล้างการมุตะญิดของท่านอีหม่ามชาฟีอีที่ว่า...การกระทบกันระหว่างสามีภรรยาไม่เสียน้ำละหมาดนั้น... เป็นอันต้องตกไปโดยปริยายตามทัศนะของการให้ความหมายของท่านอีหม่ามผู้เรืองปราญช์ไม่สามารถหักล้างได้ ด้วยประการฉะนีแลพี่น้องวาฮาบีย์ที่รักทั้งหลาย...
……………………………….
ตอบ
สรุปเองเลยนะครับน้องชุกรีของบังอะสัน ทีนี้มาดูนักตัฟสีรชื่อดังเขาสรุปบ้างนะครับ
قَالَ اِبْن جَرِير وَأَوْلَى الْقَوْلَيْنِ فِي ذَلِكَ بِالصَّوَابِ قَوْل مَنْ قَالَ عَنَى اللَّه بِقَوْلِهِ أَوْ لَامَسْتُمْ النِّسَاء الْجِمَاع دُون غَيْره مِنْ مَعَانِي اللَّمْس لِصِحَّةِ الْخَبَر عَنْ رَسُول اللَّه صَلَّى اللَّه عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّهُ قَبَّلَ بَعْض نِسَائِهِ ثُمَّ صَلَّى وَلَمْ يَتَوَضَّأ อิบนุญะรีรกล่าวว่า” และที่ดีที่สุดจากสองทัศนะในเรื่องดังกล่าวนั้น เกี่ยวกับความถูกต้อง คือ ทัศนะของผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงมีจุดมุ่งหมายในคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า “เอาลามัสตุมุนนิสาอฺ” นั้น คือ การมีเพศสัมพันธ์ มิใช่ความหมายอื่นจากบรรดาความหมายของคำว่า”สัมผัส” เพราะมีรายงานที่ถูกต้อง(เศาะเฮียะ)จากท่านรซูลุลลอฮ ศอลฯ ว่า ท่านได้จูบภรรยาของท่านบางคน หลังจากนั้นก็ปฏิบัติละหมาด โดยไม่ได้อาบน้ำละหมาด(ใหม่) - ดู ตัฟสีรอิบนิกะษีร เล่ม 1 หน้า 534 ,ตัฟสีรญามิอุลบะยาน เล่ม 5 หน้า 105 และตัฟสีรอายะฮอัลอะหกาม เล่ม 1 หน้า 487
.........................................
เอ..ไม่ทราบว่า ท่านอิบนุญะรีร เป็นวะฮบีหรือเปล่าหนอ..... ผมจะเชื่อท่านชุกรี หรือ ท่านอิบนุญะรีรดี
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed Jan 18, 2006 9:41 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณชุกรีกล่าวว่า
จากท่านห่านหญิงอาอีชะกล่าวว่า.....ฉันเคยนอนอยู่เบื้องหน้าของท่านรอซูล ซึ่งเท้าของฉันขวางอยู่ทางกิบลัต ครั้นเมื่อท่านรอซูล สุญูด ท่านรอซูล จะสัมผัสฉัน เช่นนั้นฉันก็หดเท้าทั้งสองของฉัน ครั้นเมื่อท่านรอซูล ลุกขึ้นยืน(ในรอกาอัตถัดไป)ฉันก็ยืดเท้าทั้งสองของฉัน(ตามเดิม) บันทึกโดย บูคอรี 483,มุสลิม 796 นะสาอี 168,(ซอเฮียะ)
5.เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า คำว่าสัมผัสตรงนี้อยู่ระหว่างที่ท่านรอซูลกำลังก้มสูหยูด ดังนั้นการก้มสูหยูด แขนของท่านที่ใส่เสื้อโต้บยาวอาจจะไปสมผัสเท้าของท่านหญิงฯก็เป็นทางที่คิดได้สำหรับนักให้ความหมายตรงนั้น....โดยไม่ได้นำมากล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนแนวทางของตนอย่าง
แต่เป็นการใช้เหตุผลและสถารณ์การกับความเป็นจริง
............................
ตอบ
ท่านอัศศอนอานีย์ ได้กล่าวว่า
وَأَمَّا اعْتِذَارُ الْمُصَنِّفِ فِي فَتْحِ الْبَارِي عَنْ حَدِيثِهَا هَذَا ، بِأَنَّهُ يُحْتَمَلُ أَنَّهُ كَانَ بِحَائِلٍ ، أَوْ أَنَّهُ خَاصٌّ بِهِ ، فَإِنَّهُ بَعِيدٌ مُخَالِفٌ لِلظَّاهِرِ ، وَقَدْ فَسَّرَ عَلِيٌّ - عَلَيْهِ السَّلَامُ - الْمُلَامَسَةَ بِالْجِمَاعِ : وَفَسَّرَهَا حَبْرُ الْأُمَّةِ ابْنُ عَبَّاسٍ بِذَلِكَ ، وَهُوَ الْمَدْعُوُّ لَهُ بِأَنْ يُعَلِّمَهُ اللَّهُ تَعَالَى التَّأْوِيلَ
และสำหรับ การที่ท่านผู้เรียบเรียง(หมายถึงท่านอิบนุหะญัร) ได้อ้าง(ข้อสงสัย)ไว้ในหนังสือ ฟัตหุ้ลบารีย์ เกี่ยวกับหะดิษบทนี้(หะดิษอาอิฉะฮ)ว่า อาจจะเป็นไปได้ว่า สัมผัสโดยมีสิ่งปิดกั้น หรือ อาจจะเป็นเรื่องกรณีเฉพาะสำหรับท่านรซูลุ้ลลอฮนั้น ข้ออ้างดังกล่าวห่างใกลจากความเป็นจริง ที่ขัดต่อข้อความที่ปรากฏของหะดิษ อีกด้วย และแท้จริง ท่านอะลี อะลัยฮิสสลาม ได้อรรถาธิบาย คำว่า” สัมผัส” ด้วยความหมายว่า การมีเพศสัมพันธ์ และ อุมมะฮที่ประเสริฐ ท่านอิบนุอับบัส ก็ได้อรรถาธิบาย มัน ด้วยความหมายดังกล่าวนั้น(เช่นกัน) โดยที่ท่านเอง(อิบนุอับบัส) คือ ผู้ที่ได้รับการขอดุอา(จากท่านรซูล ศอลฯ) ให้อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงประทานความรู้เกี่ยวการอรรถาธิบายกุรอ่าน - ดูหนังสือ สุบุลุสสลาม เล่ม 1 หน้า 65-66
.............................................
การคาดคะเน จะมาหักล้างความหมายที่ชัดเจนในหะดิษเศาะเฮียะไม่ได้หรอกครับ น้องชุกรี และขอเรียนให้น้องทราบว่า อาบังไม่ได้มารุมอัดน้องหรอกนะ เพียงต้องการให้น้องรู้ว่า คนที่ไม่สังกัดมัซฮับนั้น เขาไม่ได้งมงายอย่างที่น้องคิดหรอกครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Thu Jan 19, 2006 2:00 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7795 ข้อความ: สลามทุกท่าน

ก็ไม่ได้เข้ามาเนื่องจากรอให้เป็นเวลาหลังอีดทีเดียว
พอหลังอีดปึ๊บ ผมก็พยามหาเวลาเข้ามาเล่นเลย เพื่อหวังจะได้พบหลักฐานว่าอะชาอิเราะฮฺเป็นแนวสลัฟดังที่ถูกอ้าง
และขณะนี้เวลานี้ เค้าเรียกว่า"หลังอีด"แล้วครับ พี่น้องครับ เราก็หวังว่าคงจะได้พบหลักฐานว่า
มีซอฮาบะฮฺชื่อ...ตัฟซีรว่า มือคืออุปมาเป็นอำนาจ อรัชคืออุปมาว่าครองอำนาจ! ..จากหนังสือชื่อ...
หรือ
มีอิมาม(สลัฟ)ชื่อ...บอกว่ามือคืออำนาจ อรัชคือสูงส่งคือตำแหน่งการครองอำนาจ!...จากตำราชื่อ....
หรือมีสลัฟท่านใดบอกว่า ไม่ว่าจะใบหน้า มือ อรัช ฯลฯ ต้องเป็นอุปมาเท่านั้น จะเชื่อตามเนื้อความเดิมไม่ได้..
เพื่อจะได้รู้ว่าอะกีดะฮฺอย่างนี้(คือแบบเดียวกับอะชาอิเราะฮฺ)ว่าเป็นอะกีดะฮฺสลัฟ!

และก็ย้ำนะครับว่าประเด็นคือการพิสูจน์ว่าตกลงอะชาอิเราะฮฺเป็นแนวสลัฟจริงหรือไม่?
(ซึ่งหลักฐานสำคัญคือเรื่องศิฟาต ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ไม่ตรงกับวะฮาบีย์)
และสำคัญคือไม่ใช่ไปพิสูจน์ว่าวะฮาบีย์มาจากแนวอิบนุ ตัยมียะฮฺ เพราะอันนั้นมันของตาย เขาก็รู้กันทั้งนั้นครับ
แล้วมันก็ไม่ได้เป็นคำตอบหรือจะสื่อให้เห็นว่าวะฮาบีย์ไม่ใช่แนวสลัฟแต่ประการใด
เพราะ ในเมื่อวะฮาบีย์คือแนวเดียวกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แล้วถ้าเกิดอิบนุ ตัยมียะฮฺเป็นแนวเดียวกับสลัฟ
นั่นหมายความว่าวะฮาบีย์ก็คือแนวเดียวกับสลัฟนั่นเอง

ถึงแม้นักวิชาการวะฮาบีย์(ซะอุดีย์)แต่ละคนก็มีทัศนะแตกต่างกันในเรื่องฟิกฮฺ แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
(แล้วเรื่องฟิกฮฺเขาก็ยอมรับในความแตกต่าง)
ถึงแม้นักวิชาการคณะใหม่เมืองไทยแต่ละคนจะมีทัศนะทางฟิกฮฺแตกต่างกัน แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
(แล้วเรื่องฟิกฮฺเขาก็ยอมรับในความแตกต่าง)
ถึงแม้นักวิชาการซุนนะฮฺแต่ละคนจะมีทัศนะไม่เหมือนกัน บางทีเมืองไทยก็ไม่เหมือนซะอุดีย์
และคนที่ถูกเรียกว่าวะฮาบีย์กลับมีทัศนะทางฟิกฮฺไม่เหมือนกับมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบซะด้วยซ้ำ
แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน เพราะเรื่องฟิกฮฺมันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับหลักฐานที่แตกต่าง หรือเข้าใจต่างกัน
ในขณะเดียวกันที่เราก็มีทัศนะทางฟิกฮฺที่ไม่ค่อยตรงกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แต่เราก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
อิบนุ ตัยมียะฮฺซึ่งมีทัศนะทางฟิกฮฺอาจไม่ตรงกับ 4-5 อิมามในยุคต้นในบางเรื่อง แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าวะฮาบีย์เป็นแนวที่ไม่ยึดติดมัซหับ (จะตามก็ได้ไม่ตามก็ได้) ดังนั้นกลุ่มนี้จึงไม่มีการตะอัศศุบ
ไม่มีความจำเป็นดื้อรั้นเพื่ออนุรักษ์รักษาฟัตวาของมัซหับให้อยู่รอดตราบสิ้นวันกิยามะฮฺ!

ในชาวซุนนะฮฺ(ถึงตอนนี้จะมีคนพยามดันทุรังปรักปรำไปเรียก่ชื่ออื่นก็ตาม)ถึงแม้เราจะมีทัศนะทางฟิกฮฺต่างกัน
การปฏิบัติปลีกย่อยต่างกันบางเรื่อง(อย่างอีดนี้เราก็จะเห็นว่าบางคนยกมือทุกตักบีร แต่บางคนก็ยกครั้งเดียว)
นั่นก็เหตุเพราะว่าด้วยเรื่องหลักฐานที่เข้าใจต่างกัน (ซึ่งกล่าวไปแล้ว)
แต่สิ่งที่เหมือนกันพวกเราชาวซุนนะฮฺ ไม่ทำบิดอะฮฺมาตั้งแต่ยุคต้น ไม่มีหลักฐานว่า 4 อิมามทำบิดอะฮฺแต่งเติมศาสนา
มีหลักฐานมาก็ตามเลย ไม่ต้องประยุกต์ ไม่ต้องคิดเพิ่มเติม แต่บางเรื่องปลีกย่อยมีฝ่ายนึงมีหลักฐาน
แต่ฝ่ายนึงไม่รับ(เพราะสายรายงาน) เขาก็ถือว่าเขาไม่ทำ มันเป็นบิดอะฮฺ แต่เขาไม่ประณาม
(ดังที่เคยยกมาจาก islamqa ว่าเชคมุนัจญิด และเชคอุษัยมีนก็ไม่ประณามเรื่องกุนูตซุบฮิ)
เพราะบิดอะฮฺที่เขาประณาม ที่เขาห้ามปรามคือ บิดอะฮฺซึ่งไร้หลักฐาน! คิดเอง ประดิษฐ์เอง
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7797 ข้อความ: ถึงตรงนี้แน่นอนคุณอัซฮารีจะโต้ข้อความของผมว่า

อ้างอิงจากคุณไออาเอฟ

เพราะ ในเมื่อวะฮาบีย์คือแนวเดียวกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แล้วถ้าเกิดอิบนุ ตัยมียะฮฺเป็นแนวเดียวกับสลัฟ
นั่นหมายความว่าวะฮาบีย์ก็คือแนวเดียวกับสลัฟนั่นเอง

ตอบ

...คุณอัซฮารีจะโต้ทำนองว่าเอาอะไรมาพูด

ผมก็จะตอบว่า
หลักฐานที่ว่ามุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และอิบนุ ตัยมียะฮฺ ตลอดจนผู้ที่อยู่ในแนวทางกับกับพวกเขา
เชื่อในคุณลักษณะของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอานตามตัวอักษร ให้คงเดิม คงความหมายนั้นไว้ไม่ปฏิเสธหรืออุปมา
ดังหลักฐานที่ผมเคยยกไปแล้วว่า
ท่านอัล-วะลีด บินมุสลิมกล่าวว่า “ฉันได้ถามท่านอัล-เอาซาอีย์และท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ และท่านมาลิก บินอนัส ถึงบรรดาหะดิษที่เกี่ยวกับคุณลักษณะ และการมองเห็นดังกล่าวข้างต้นนี้ พวกเขาทั้งหมดตอบเหมือนกันว่า จงให้มันเป็นไปตามที่มีอยู่เถิด โดยมิต้องตัดทอนใดๆ”
...และหลักฐาน
เมื่อมีคนมาถามอิม่ามมาลิกถึงเรื่องการขึ้นสถิตย์บนบัลลังก์ของอัลลอฮฺว่าขึ้นอย่างไร
อิม่ามมาลิกตอบว่า “การขึ้นอยู่นั้นมิอาจล่วงรู้ได้ และวิธีการ(ของการขึ้นอยู่นั้น)ก็มิอาจจินตนาการได้ ขณะที่การอีหม่านต่อมันนั้นเป็นสิ่งวาญิบ ส่วนการถามไถ่ถึงมันนั้นเป็นบิดอะฮฺ และฉันไม่เห็นว่าเจ้าเป็นสิ่งอื่นใดเลยนอกจากเป็นผู้หลงผิดไปแล้ว”
...และหลักฐาน
ดังที่อิม่ามอบูหะนีฟะฮฺได้กล่าวว่า “ไม่เป็นการบังควรที่บุคคลหนึ่งจะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกี่ยวกับอาตมัน(ซาต)ของอัลลอฮฺ ทว่าเขาจงให้ลักษณะพระองค์ตามที่พระองค์ให้ลักษณะตัวของพระองค์เอง และเขาอย่าได้กล่าวสิ่งหนึ่งสิ่งใดในเรื่องนั้นด้วยความคิดเห็นของตนเอง ความจำเริญยิ่งเป็นของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเป็นผู้อภิบาลแห่งโลกทั้งหลาย”
...และหลักฐาน
อิม่ามนะอีม บินหัมมาด อัล-คุซาอีย์กล่าวว่า
"ผู้ใดที่ปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ได้ให้ลักษณะต่อตัวของพระองค์เอง เขาผู้นั้นก็ตกเป็นกาฟิรฺ ส่วนสิ่งที่พระองค์หรือเราะซูลของพระองค์ได้ให้ลักษณะต่อตัวของพระองค์นั้นย่อมไม่ถือเป็นการเปรียบเหมือน"
...และใครที่เชื่อตามนั้นก็คือคนที่อยู่ในแนวสลัฟ!

ถึงตรงนี้คุณอัซฮารีก็โต้แย้งว่า

อ้างอิงจากไออาเอฟ
....

ตอบ
.... คุณอัซฮารีจะโต้ผมทำนองว่า หุหุหุ มุขเก่าครับ หลักฐานพวกนี้เขารู้หมดแล้วแหละ แต่ต้องดูหลักฐานอื่นด้วย มันยังมีบทอื่นอีกที่ไม่ได้พูดอย่างนี้ ..อะไรทำนองนี้เป็นต้น
หรือคุณอัซฮารีอาจจะบอกว่าหลักฐานพวกนี้ฎออีฟเชื่อถือไม่ได้!

ผมเองก็จะขอให้คุณช่วยยกคำพูดอื่น หลักฐานอื่นของบรรดาสลัฟ ว่ามีบทอื่นไหมที่สื่อว่า
ที่อัลลอฮฺได้ให้ศิฟาตของพระองค์ไว้ในกุรอานนั้น จะต้องตีความเป็นอื่น.. ขอหลักฐานจากสลัฟ?
ซึ่งถ้ามีหลักฐานอีกที่ทำให้คุณเข้าใจเป็นอื่นก็ยกมาเลย แล้วจะบอกให้ว่ามันขัดแย้งกันกับที่ผมยกมาหรือไม่?
ซึ่งผมว่าไม่ขัดหรอก!
ตัวบทนี้มันสื่อความตรงไปตรงมา
ท่านอัล-เอาซาอีย์และท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ และท่านมาลิก บินอนัส บอกว่าให้มันคงเนื้อความเดิมไม่ต้องตัดทอน
อบูหะนีฟะฮฺบอกว่า จงให้ลักษณะพระองค์ตามที่พระองค์ให้ลักษณะตัวของพระองค์เอง อย่าไปคิดเป็นอื่น..!


ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7798 ข้อความ: และคุณอัซฮารีจะโต้ว่า

อ้างอิงจากคุณไออาเอฟ

แต่สิ่งที่เหมือนกันพวกเราชาวซุนนะฮฺ ไม่ทำบิดอะฮฺมาตั้งแต่ยุคต้น ไม่มีหลักฐานว่า 4 อิมามทำบิดอะฮฺแต่งเติมศาสนา
มีหลักฐานมาก็ตามเลย ไม่ต้องประยุกต์ ไม่ต้องคิดเพิ่มเติม

ตอบ

... คุณอัซฮารีจะโต้ว่าผมเอามาจากไหน?

ผมก็จะอธิบายดังนี้ว่า แนวทางของบรรดาอิมาม(สลัฟ)คือ - กุรอานและรับหะดีษซอเฮี้ยะฮฺ - ปฏิบัติทันที
- ถ้าคุมเครือจึงวินิจฉัย - ไม่เพิ่มเติม ต่อเติมหรือใช้ปัญญาไปคิดวิเคราะห์เกินตัวหลักฐาน
บิดอะฮฺหะสะนะฮฺ(หากหมายถึงรูปแบบพิธีกรรมที่นบีไม่ได้ทำ แต่มาคิดทำเอง)จะไม่หลุดออกมาจากพวกเขาเด็ดขาด
ส่วนถ้าบิดอะฮฺหะสะนะฮฺหากหมายถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในทางสังคม ในทางดุนยา ไม่ใช่ความหมายของชะรีอะฮฺ
อันนั้นไม่มีปัญหา นบีไม่ใช้ฝักบัวออโต้อาบน้ำละหมาด คุณทำไปเลย ไม่ใช่บิดอะฮฺในความหมายทางชะรีอะฮฺ
นบีไม่ได้นั่งเครื่องบินไปทำฮัจญ์ คุณบินไปได้เลย! นบีไม่ได้สร้างปอเนาะ คุณสร้างไปเลย! ..มันคนละเรื่องครับ

ที่อธิบายแบบนี้ก็เพราะคุณไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ
คุณบอกว่าการเรียกตนเองว่ามัซหับสลาฟียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ เพราะสลัฟเขาไม่เคยเรียกตนเองแบบนี้!
นี่ไงครับ แสดงว่าเข้าใจภาษา แต่ไม่เข้าใจชะรีอะฮฺ!
นบีไม่เคยเรียกแนวตนเองว่าแนวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ คุณเรียกไปเลย หรือคุณจะเรียกว่าซูฟี วะฮาบีย์ไม่มีปัญหา
ถ้าคำศัพท์เหล่านั้นในความคุณหมายถึงผู้เจริญรอยตามนบี(เท่านั้น) จะชื่ออะไรไม่มีปัญหาครับ อย่าแตกแถวแล้วกัน

ปัญหาใหญ่ของคุณคือไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ เพราะฉะนั้นกี่ครั้งกี่ครั้งที่นบีพูดถึงเรื่องนี้
คุณก็จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ และกี่ครั้งกี่ครั้งที่สลัฟกล่าวถึงเรื่องนี้คุณก็จะไม่เข้าใจจุดประสงค์เช่นกัน

(สรุป อะชาอิเราะฮฺแตกต่างกับวะฮาบีย์สองเรื่องหลักคือ อะกีดะฮฺ-ศิฟาต และเรื่องบิดอะฮฺ..หะสะนะฮฺ) ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7799 ข้อความ: อย่าพึ่งครับ...ผมยังพูดไม่หมด

ก่อนจะเถียงคอเป็นเอ็นเรื่องที่ว่าคุณไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "บิดอะฮฺ"
ผมจะมาชี้ให้ดูว่ามีอะไรพิสูจน์ว่าคุณไม่เข้าใจ?

แน่นอนครับว่าคุณไม่เข้าใจ เครื่องพิสูจน์คือคุณไม่เข้าใจและหาคำตอบในสิ่งซอฮาบะฮฺกระทำไม่ได้

ถ้าหากบิดอะฮฺหะสะนะฮฺทำได้จริงแล้ว ซอฮาบะฮฺห้ามปรามบุคคลเหล่านี้ทำไม?
ตัวอย่าง(ซึ่งคุณก็เจอมาบ่อยๆ และคุณจะบอกว่า หุหุหุ มุขเก่า เจอมาบ่อยแล้ว แต่มันมีหลักฐานอื่นด้วย..!)
อย่างกรณีท่านอิบนุ มัสอูด ไปต่อว่าและห้ามปรามกลุ่มคนที่นั่งซิกรุลลอฮฺในรูปแบบที่นบีไม่ได้กระทำ?
หรือกรณีท่านอิบนุ อุมัร ทักคนที่ซอละวาตนบีหลังดุอาอฺหลังจาม และห้ามเขากระทำอีก?
หรือกรณีท่านอุมาเราะฮฺ บิน รุอัยบะฮฺ สาปแช่งคอฏีปที่'ยกมือ'ดุอาอฺในคุตบะฮฺ?

ผมถามว่าเขาห้ามทำไม?
(ในเมื่อบรรดาซอฮาบะฮฺเขาเป็นผู้ที่ใจกว้าง และยอมรับกันในเรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺ)
คุณจะตอบไม่ได้ เพราะเนื่องจากความเข้าใจศาสนาของคุณไม่ตรงกับซอฮาบะฮฺนั่นเอง!

จะอธิบายให้ครับ เรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺน่ะ(มีตัวบทมาแต่เข้าใจต่างกัน)ซอฮาบะฮฺเข้ายอมรับกันได้
(ซึ่งได้บทเรียนมาจากสมัยที่นบีสั่งห้ามละหมาดอัสริจนกว่าจะไปถึงบนีกุร็อยเซาะฮฺ แล้วเข้าใจไม่ตรงกัน)
แต่เรื่องบิดอะฮฺไม่ใช่เรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺครับ! แต่มันเป็นการประดิษฐ์รูปแบบพิธีอิบาดะฮฺขึ้นใหม่
หรือนอกจากเรื่องปฏิบัติแล้วก็เป็นเรื่องแนวคิดใหม่ๆ อะกีดะฮฺใหม่ๆที่ออกนอกแนวที่นบีนำมา นั่นก็'บิดอะฮฺ'
(หลายๆคนได้ยินคำนี้แล้วแสลงหู และรู้สึกรังเกียจ ทิ่มแทงหัวใจ ทั้งๆที่เป็นคำที่นบีพูด!)


..ดังนั้นผมมีคำถามให้คุณเพิ่มแล้วนะครับ ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7800 ข้อความ: สรุปคำถามที่ผมถามไว้(ทั้งที่ยังไม่ตอบรวมกับของใหม่)คือ..

(2 ข้อ จาก 4 กับดักหนู)
1. ขอหลักฐานที่อ้างว่าอะชาอิเราะฮฺเชื่อเรื่องศิฟาตแบบดียวกับสลัฟ ?
2. สลัฟคนไหนเอ่ยออกมาเรื่องบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ..(ถ้ามี)เขาหมายถึงอะไร ?
(และ 3 ข้อ ชวนให้ไคร่ครวญ)
3. ท่านอิบนุ มัสอูด ห้ามปรามวงซิเกรฺนั่นทำไม ?
4. ท่านอิบนุ อุมัร ห้ามปรามคนซอละวาตหลังดุอาอฺหลังจามทำไม ?
5. ท่านอุมาเราะฮฺ ต่อว่าคนที่ยกมือ(ดุอาอฺ)ในคุตบะฮฺทำไม ?

เป็นคำถามที่ต้องตอบ เลี่ยงไม่ได้ ...

---------------------------------------------------------------------------


เหตุที่ผมถามเช่นนี้ต้องเข้าใจนะครับว่าเป็นการชี้แนะเรื่องความเข้าใจในชะรีอะฮฺให้คุณอัซฮารีไปในตัว
เพราะคุณอัซฮารียังไม่มีความเข้าใจในชะรีอะฮฺมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น(ของเก่า)
เราชาวซุนนะฮฺ (หรือหมู่วะฮาบีย์) คือผมและคุณแล้วไว้คุยกันต่อ คุยกันเรื่อง 'ยกมือ'ดุอาอฺ หลังละหมาด
ไม่ได้คุยกันเรื่อง 'ดุอาอฺ' หลังละหมาด
ดุอาอฺหลังละหมาดน่ะมีอยู่แล้วครับเป็นซุนนะฮฺนบี แต่ที่เราพูดคือในขณะที่ดุอาอฺนั้นมีการยกมือหรือไม่ต่างหาก?

แต่ใน No. : 7292 คุณอัซฮารีกลับยกหลักฐานนี้มา

إن رسول الله صلى الله عليه وسلم كان يتعوذ بهن دبر الصلاة..........الحديث

" แท้จริง ร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) ได้กล่าวขอความคุ้มครอง(จากอัลเลาะฮฺ)ด้วยกับมัน(ถ้อยคำต่างๆ ) ถัดจากละหมาด ว่า ผู้พระผู้อภิบาลของข้าฯ ข้าฯ ขอการคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากจากตระหนี่ และข้าขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากความขลาด และข้าฯขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ กับการที่ข้าฯ ต้องหวนกลับไปยังความต่ำต้อยของอายุไข และข้าฯ ขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากฟิตนะฮฺของดุนยา และข้าฯขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากการลงโทษของกุโบร "

ซึ่งผมจะชี้ให้เข้าใจว่าหะดีษนี้พูดถึงการดุอาอฺหลังละหมาดครับ ไม่ใช่หะดีษที่เป็นหลักฐานเรื่องยกมือ
แล้วก็ไม่รู้จะยกหะดีษดุอาอฺหลังละหมาดมาทำไม เพราะไม่พบว่ามีคิลาฟเลย เขาก็รู้กันทั่วโลกว่าหลังละหมาดมีดุอาอฺ
แล้วอีกอย่างคุณก็ไปนำเอาคำบอกเล่าขานเล่าต่อของ ด๊อกเตอร์ มุหัมมัด สะอีด ร่อมะฏอน อัลบูฏีย์
ซึ่งนำเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมาเล่าก็ไม่รู้ว่าไปพบมัซหับสลาฟีย์คนหนึ่งมาตำหนิเรื่องขอดุอาอฺหลังละหมาด!
ซึ่งน่าจะเป็นการกุเรื่องมาโจมตีใส่ร้ายสลาฟีย์ หรือ Discredit มากกว่า ว่าพวกนี้ไม่รู้เรื่องแล้วมาทำเคร่ง!
เพราะไม่เคยพบว่ามีสลาฟีย์ที่ไหนเขาสอนว่าห้ามดุอาอฺหลังละหมาด!
ถึงถ้ามีก็คงเป็นเพราะผิดพลาดว่าเขาอาจไม่เคยเจอหลักฐาน แต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะหลักฐานดุอาอฺนั้นมีมากมาย

ดังนั้นจะแนะให้ครับ วิธีการยกหลักฐานให้ตรงบริบท ตรงเหตุการณ์..
สมมุติ มีสอบ หรือมีอาจารย์ อ้าวนายอัซฮานี ยกหลักฐานมาซิ เรื่องการยกมือดุอาอฺหลังละหมาด...?
คุณอัซฮารีก็ต้องยกบทเหล่านี้ครับ
หลักฐานที่ 1
"บ่าวคนใดก็ตามที่!ยื่นมือของเขาทั้งสองของเขาทุกๆหลังนมาซ!พร้อมกล่าวว่า
'โอ้อัลลอฮฺ พระเจ้าของฉัน.." บันทึกโดยอิบนุ สุนนีย์ จากหนังสือ "อะมะลุลเยามิ
วัลลัยละติ" เลขที่138

หลักฐานที่ 2
จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน ซุบัยร์ เล่าว่า
"แท้จริง เขาเห็นชายผู้หนึ่งยกมือทั้งสองของเขาเพื่อขอดุอาอฺก่อนนมาซเสร็จ
ดังนั้นเมื่อเขานมาซเสร็จ เขาก็กล่าวแก่ชาวผู้นั้นว่า แท้จริงท่านรสูลลุลลอฮฺ
จะ!ไม่ยกมือทั้งสองของท่าน ยกเว้นแต่หลังละหมาด!เท่านั้น" อัฎฎ็อบรอนีย์บันทึกใน
หนังสือ "อัลมุอฺญะมุลกุบรอ" เล่ม 13 หน้า 129

นี่ครับถึงเรียกว่าหลักฐานว่าด้วยเรื่องยกมือ..
แต่ปัญหาคือคุณต้องบอกว่าหะดีษหะซัน!
ส่วนผมไม่ใช่อาลิมหะดีษ ผมก็ต้องตักลีดมุหะดิษีนที่ผมเชื่อถือไว้วางไว้ ผมถือว่าหะดีษนี้ฎออีฟ ผมก็ไม่ปฏิบัติ
ส่วนคนที่ต้องการปฏิบัติ ต้องการอนุรักษ์ไว้ก็ต้องบอกว่าหะซันครับอย่างน้อยๆ
และถ้าคุณอัซฮารีถือว่าหะดีษที่ว่ายกมือนี้หะซันหรือซอเฮียะฮฺด้วยความบิรสุทธิ์ใจก็ไม่มีใครห้ามได้ครับ
ผมเองก็ไม่ตำหนิ และโปรดทราบครับ นักวิชาการซุนนะฮฺเขาไม่ประณามกันเรื่องยกมือไม่ยกมือนี่
(ส่วนหลังละหมาดซุนนะฮฺนั้นมีหลักฐานใช้ได้ครับ)


ดังนั้นจากที่คุณอัซฮารีพูดใน No. : 7293 ว่า
"จากสิ่งที่ผมได้เคยนำเสนอไปนี้ ผมคิดว่าวะฮาบีย์คงไม่ชอบใจนัก ก็เพราะว่าเรามีความเห็นในเรื่องการยกมือหลังละหมาดแตกต่างกับพวกเขา"

ความหมายของคุณคือแนวทางวะฮาบีย์มีทัศนะว่าไม่มียกมือหลังละหมาด! (อันนี้ก็มั่ว)
แล้วก็บอกว่าวะฮาบีย์ไม่ชอบคนที่เห็นแตกต่างคือคนที่ยกมือ! (นี่ก็มั่ว)
ก็ถ้าคุณแคะขี้ตาแล้วอ่านซะหน่อยก็จะเห็นว่าคนที่ผมโต้เถียงอยู่ด้วยนั้นก็คณะใหม่วะฮาบีย์นั่นแหละครับ
เขาชื่อคุณแล้วไว้คุยกันต่อ เป็นลูกศิษย์ทางเชคอาลี นักวิชาการสลาฟีย์ซึ่งเผยแพร่ในไทยมานมนาน
ซึ่งทางเซ็ตนี้ส่วนใหญ่จะถือทัศนะที่ว่า'อนุญาตให้ยกมือหลังละหมาด'
ดังนั้นที่คุณบอกว่าวะฮาบีย์เขาไม่ยกมือน่ะ เข้าใจผิดไปหลงประเด็นไปกันใหญ่แล้วครับ
แต่คงไม่ใช่เป็นเพราะแกล้งสร้างความสับสนให้ชาวบ้านอะวาม และเป่าหูยั่วยุให้เขาเกลียดวะฮาบีย์อย่างไร้เหตุผล
และสับสนงงงวยว่าวะฮาบีย์คือใคร ..คงไม่เป็นอีหรอบนะครับ?
เพราะนี่ขนาดยังไม่กลับมาเป็นโต๊ะครูเลยก็เป่าหูชาวบ้านให้ฟิตนะฮฺซะแล้ว (คุณไม่ทำอย่างนั้นแน่)
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Thu Jan 19, 2006 2:01 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7891
ข้อความ: ทำไมผมจึงกล้ากล่าวว่าคุณคนอยากรู้จะไม่เข้าใจในสิ่งผมพูด หรือใครก็ตาม
ไม่ว่าจะคุณอัซอารีเลย มุหัมมัดเอย คุณอะซันเอย คุณคนอยากรู้เขาไม่เข้าใจในเนื้อหาหรอกครับ
สักแต่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการโต้แย้งด้วยเท่านั้นเอง ไม่ได้ดูถูก แต่ดูถูกต้อง(ต่างหาก)
ดูจากการพูดจากให้ร้ายผมว่าผมไปบอกว่าคนที่ตามมัซหับคือคนทำบิดอะฮฺ
หรือหาว่าผมไปบอกว่าอิมามชาฟิอีย์ไม่ใช่แนวสลัฟ ! ก็ไม่ทราบไปเอามาจากไหน? หรือไปเข้าใจยังไง?
นั่นแสดงว่าความดื้อรั้นทำให้สมองคนเราถูกปิดนั่นเอง
มันเลยไม่มีวันเข้าใจอะไร เหมือนคนตาบอดที่ไม่มีวันนึกภาพสีสันออก


---------------------------------------

คุณมุหัมมัดได้ต่อว่าพวกที่เข้ามาเชียร์ผม
ผมขอตอบว่า ให้อ่านอย่างเป็นกลาง(ไม่เข้าข้างตนเอง ไม่มั่นจนตนเองเกินไปอย่างตอนนี้)
จะเห็นได้ว่าคนที่มาแสดงความเห็นเหล่านั้นไม่ได้เชียร์ผมหรอกครับ ผมเห็นว่าเขาพูดแบบรำคาญด้วยซ้ำ
ว่าเมื่อไหร่มันจะเลิกทะเลาะซะที มันไม่เลิกหรอกครับ!(ตอบให้เลย) สำหรับคนที่ต้องการอวดภูมิ โชว์power
แล้วโชว์ไม่สำเร็จ เข้ามวยหลวมโดนสวนเข้าน็อคกลางเวที (หาหลักฐานที่ตรงเป้ามาตอบไม่ได้ทั้งที่เลยอีดมานานแล้ว)

วิเคราะห์อย่างนี้ครับ พวกคุณอยากเยี่ยมไทยแลนด์ก็เริ่มท่องเว็บในไทย ก็เข้ามาที่เว็บเหล่านี้
เผอิญก็มาเจอเว็บเชคริฎอ เจออ.มุรีด เจอมรดก ก็เกิดอารมณ์หมั่นไส้!
สืบเนื่องจากก่อนไปเรียน คุณก็อยู่ในแนวคณะเก่าบะดะอึ๊นี่แหละ ซึ่ง(สายนี้)เขาก็มักส่งไปเรียนอัซฮัร
ถึงแม้จะคนละแนวกับบะดะอึ๊ แต่ก็พอใกล้เคียงและเอาความรู้มาถูไถมาค้ำยันหลอกชาวบ้านไปวันๆ
เพื่อรักษาระบอบการเมืองสังคมมุสลิมในไทยไว้ คือระบอบโต๊ะอิมามหนุนกก.อิสลาม อันมีจุฬาเป็นประมุข!

พอพวกคุณเริ่มเห็นไอ้พวกนี้ด่ากลุ่มคณะเก่าบะดะอึ๊ คุณก็เกิดหมั่นไส้ ทำนองว่าเดี๋ยะๆเดี๋ยวจะสั่งสอนมันซะหน่อย!
พอดเข้า โอ้โหย! โชว์ power อย่างดีครับ เรียบเรียงสำนวนดึงดูด Discredit วะฮาบีย์ กวนก่อน!
ป่วนวะฮาบีย์ก่อน กวนมันก่อน กวนให้ขุ่น!.. อาศัยจังหวะที่ชาวบ้านไม่เข้าใจไม่รู้จักนิยามของวะฮาบีย์
ก็เข้ามาสร้างกระแสสร้างความสับสน และกล่าวให้ร้ายจะมุมไหนก็เอาไปก่อน (นี่นิสัยเหมือนนักการเมืองนะเนี่ย)

แต่ผมเป็นพวกรู้ทันเกมการเมืองครับ นิสัยคุณก็ไม่ต่างไปจากโต๊ะครูบะดะอึ๊ที่ชอบนำจุดเสียมาสร้างภาพลบให้ผู้อื่น
ต่างกันตรงที่คุณเป็นคนรุ่นใหม่ได้เรียนวิชาสามัญของไทยมาเยอะกว่าคนรุ่นเก่า
ดังนั้นการพูดการจา การเรียบเรียงคำพูดมันดูเหมือนคนมีความรู้ ดูแล้วน่าเชื่อถือ
และมีจิตวิทยาในการนำเสนอข้อมูล และการสร้างภาพ รวมทั้งการให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม(แต่ยังไม่เนียนเท่าไหร่)
ผมก็เป็นเหมือนสื่อมวลชนที่คอยบอกให้พ่อแม่พี่น้องให้รู้เท่าทันเกม อย่าโดนเขาพาหลง

ผมล็อคไว้เฉพาะประเด็นที่เขาท้าทายคือ "อะชาอิเราะฮฺ" หรือ "วะฮาบีย์" เป็นแนวสลัฟ?
เพื่อจะได้ไม่ให้ประชาชนผู้เสพข่าวสับสนและหลงประเด็นไปเรื่องอื่น
เพราะเขาพยามกวนมั่ว เอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาหาเรื่องโต้กัน และถือโอกาสโชว์ความรู้ไปในตัว
ซึ่งจะสังเกตได้ว่าผมพยามไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ปล่อยให้คุณอะซันเขาว่าไป แล้วเราก็นั่งดู
เพราะพอคุณอัซอารีกับคุณอะซันโต้กันเรื่องฟิกฮฺ นั่นก็มีเหตุผลทั้งคู่
ดังที่ผมเรียนให้ทราบว่าผมไม่เถียงเรื่องฟิกฮฺ และนั่นไม่ใช่ความแตกต่างของ "อะชาอิเราะฮฺ" กับ "วะฮาบีย์"
อุละมาอฺของอะชาอิเราะฮฺเขาก็มีทัศนะทางฟิกฮฺที่หลากหลาย อุละมาอฺวะฮาบีย์เขาก็มีทัศนะที่หลากหลาย
เราอย่าไปหลงตามสิ่งที่เขาพยามจะมาสร้างกระแสความวุ่นวายและความสับสน

ผมจึงแยกออกมาให้เห็นความแตกต่างหลักๆ คือ 1 ซิฟาต 2 บิดอะฮฺ
สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องซิฟาต ซึ่งเรื่องนี้คือเหตุแห่งการกำเนิดมัซหับอะชาอิเราะฮฺ (ดังที่ผมเล่าไปแล้ว)
แต่ผมเปิดใจ(อย่างไม่ต้องแกล้งสร้างภาพว่าตนใจกว้าง และกล่าวให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามว่าใจแคบ)
ซึ่งผมรอรับฟังคำตอบซึ่งเป็นหลักฐานมายืนยันว่าอะกีดะฮฺของอะชาอิเราะฮฺถูกต้อง ถ้ามีแล้วจะรับไปพิจารณาทันที
ว่าซอฮาบะฮฺท่านใด บอกว่ามือหมายถึงอำนาจ อรัชหมายถึงครองอำนาจ ในตำราชื่อ...
หรือมีสลัฟคนไหนว่าไว้ ในตำราชื่อ...

แค่เนี้ยะ รอตั้งแต่ก่อนอีด มาหลังอีดก็นานแล้วก็ยังไม่มี ...
มีแต่คำตอบสไตล์ทักษิณ คือเบ่งข่มไว่ก่อน แต่จริงๆไม่มีอะไรจะตอบ
คุณก็ชอบตอบทำนองว่า !หลักฐานที่คุณ(หมายถึงผม)ยกมาเขารู้กันนานแล้ว แต่มันยังมีอันอื่นอีก!
..(แต่แล้วเขาก็ปล่อยไว้แค่นั้น และไม่ได้ยกหลักฐานอะไรมาทั้งสิ้น)
หรือพอเขาจี้ตรงจุด ก็บอกทำนอง ..!นี่มุขเก่า! หรือ ...!พวกวะฮาบีย์ชอบเอ้าอันนี้มาอ้าง!..
..(แล้วเขาก็ปล่อยไว้แค่นั้น ไม่มีข้อมูลโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น)

ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7892
ข้อความ: ใน No. : 7826 เขาตอบแบบนี้ครับ

ข้อความ: อ้างจากไออาเอฟ

สรุปคำถามที่ผมถามไว้(ทั้งที่ยังไม่ตอบรวมกับของใหม่)คือ..

(2 ข้อ จาก 4 กับดักหนู)
1. ขอหลักฐานที่อ้างว่าอะชาอิเราะฮฺเชื่อเรื่องศิฟาตแบบดียวกับสลัฟ ?
2. สลัฟคนไหนเอ่ยออกมาเรื่องบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ..(ถ้ามี)เขาหมายถึงอะไร ?
(และ 3 ข้อ ชวนให้ไคร่ครวญ)
3. ท่านอิบนุ มัสอูด ห้ามปรามวงซิเกรฺนั่นทำไม ?
4. ท่านอิบนุ อุมัร ห้ามปรามคนซอละวาตหลังดุอาอฺหลังจามทำไม ?
5. ท่านอุมาเราะฮฺ ต่อว่าคนที่ยกมือ(ดุอาอฺ)ในคุตบะฮฺทำไม ?

เป็นคำถามที่ต้องตอบ เลี่ยงไม่ได้ ...

ตอบ

แม้คุณไม่ถามผม ผมก็จะนำเอามาตีแผ่อยู่แล้วล่ะครับ โดยเฉพาะสิ่งที่คุณถามเนี่ย ผมขอแนะนำคุณน่ะ ก่อนจะทำการสนทนาเรื่องอะไร คุณจำเป็นต้องอ่านทั้งแนวทางของคนอื่นด้วย สำหรับผมแล้ว เรื่องบิดอะฮ์ที่วะฮาบีย์เขียนไว้ ผมก็ต้องอ่านอย่างยิ่ง เพื่อจะทำการสนทนากับคุณได้อย่างสะดวกไงล่ะครับ แม้ที่ผ่านมาคุณจะพูดเองเออเอง แล้วสรุปเองว่า ผมไม่เข้าใจเรื่องบิดอะฮ์ ??? ผมว่าคุณเนี่ยมันเข้าขั้นเหมือนกัน แต่เสียใจด้วย ที่ผมจะสนทนาในเชิงวิชการแบบหนักๆในเวปนายมุรีดนี้ไม่ได้หรอกครับ เวปมรดกฯ แก้ไขเสร็จเมื่อไหร่ เตรียมตัวสนทนาได้น่ะ บังอะสันด้วยน่ะครับ แต่คุณอารัช ต้องปรับปรุงเรื่องอัคลาค แล้วก็เข้ามาร่วมสนทนากับผมน่ะครับ

___________________________________

นั่นคือคำตอบของอัซอารีครับ

เขาไม่เชิงเลี่ยงคำถามครับ แต่เขาพยามจะเบ่งข่ม
แต่ขอโทษครับ คุณจะไปยกอะไรอธิบายมาร้อยแปดพันอย่าง แต่ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ตกม้าตายครับ!

ทำไม? ...จำไว้ครับ กุรอานไม่ขัดกับกุรอาน หะดีษไม่ขัดกับหะดีษ หะดีษไม่ขัดกุรอาน
โดยมีผู้สืบทอดความเข้าใจคือซอฮาบะฮฺที่เรียนรู้จากนบีโดยตรง
โดยไม่มีความเข้าใจอะไรที่ขัดกันในเรื่องหลักๆ แต่พวกเขาจะมีสิ่งที่ขัดกันในเรื่องปลีกย่อยเท่านั้น
ดังนั้นเราจะอธิบายหลักการอะไร จะเช็คว่ามันเป็นการเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เข้าใจแบบเข้าข้างตัวเองนั้น
เราต้องเอาไปเช็คกับซอฮาบะฮฺ
เช่นเรื่องบิดอะฮฺนบีห้ามโดยเด็ดขาด เน้นย้ำเสมอ และที่คนเรามันมาเถียง มาสอนกันผิดๆว่าบิดอะฮฺคืออย่างงั้นอย่างงี้
เพื่อที่จะเลี่ยงว่าบิดอะฮฺที่นบีห้ามน่ะไม่ใช่บิดอะฮฺแบบที่เราทำ!
ดังนั้นเราจะเช็คว่าตัวเราเข้าใจนิยามของบิดอะฮฺถูกต้องหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ไปท่องจำตัวอักษรแบบนกแก้วนกขุนทอง
แต่เราต้องเอาไปเช็คกับซอฮาบะฮฺด้วย ดูซิว่าไอ้ที่เขาเข้าใจน่ะมันตรงกะที่เราเข้าใจหรือเปล่า?

เอ้า...เอาวิธีตรวจสอบไป..ดังนี้ ว่าเราจะเช็คว่าเราเข้าใจหรือไม่ เราต้องตอบในสิ่งนั้นได้
ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่าไม่เข้าใจ

ยกตัวอย่าง
สมมติ มีคนข้างบ้านย่องเข้ามาในห้องคุณตอนไม่อยู่บ้าน แล้วพอดีคุณกลับมาพอดี
ปรากฏว่าในมือเขาถือแหวนเพ็ชรคุณอยู่ คุณก็ถามว่า"ถือแหวนเพ็ชรผมทำไม"?
ไอ้เพื่อนบ้านคุณก็อธิบายหมดว่า ที่เข้ามาในบ้านเพราะเห็นมีแขกมาเลยเดินมาบอกว่าคุณ(เจ้าของบ้าน)ไม่อยู่
แล้วที่เข้ามาในห้องเพราะแมววิ่งเข้ามาเลยเข้ามาไล่กลับบ้าน แต่คำถามที่คุณถามคือ"ถือแหวนเพ็ชรผมทำไม"?
ตรงนี้เขาไม่ได้ตอบ...! ตอบนู่นตอบนี่ได้หมด(ในสิ่งที่เขาไม่ได้ถาม) แต่ที่เขาถามดันตอบไม่ได้..

นี่แหละครับ

ส่วนตัวอย่างเรื่องศาสนา วิธีเช็คความเข้าใจว่าถูกหรือผิด

เช่นมีชีอะฮฺคนมด เขาอธิบายนู่นอธิบายนี่แต่อายะฮฺนี้อธิบายไม่ได้ หรือไม่เคลียร์
(9:100) "บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง"

นั่นแสดงว่าความเข้าใจที่เขาอธิบายมาที่มันไปขัดกับอายะฮฺนี้ แล้วไม่สามารถอธิบายได้
แสดงว่าความเข้าใจของเขาที่อธิบายมานั้นผิด!

อีกตัวอย่าง
มีคนนึง(ที่เรารู้จักกันในแวดวงอินเตอร์เน็ต) เขาบอกว่าเอากุรอานอย่างเดียว หะดีษไม่ต้องตาม
ใครตามนบีถือเป็นชีริก! เขาเคยบอกอย่างนั้น
เขาพยามยกเหตุผลนู่นนี่อธิบาย ประกอบกับยกกุรอานมาอธิบายตามความเห็นของเขา
เพื่อหาข้อสรุปว่า มุสลิมห้ามตามนบี! ให้ตามได้แค่กุรอานอย่างเดียว!
แต่ไปๆมาๆเขาไม่สามารถอธิบายกุรอานอายะฮฺนี้ไม่ได้
(3:32) "จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า พวกท่านจงเชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลเถิด แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงชอบผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย"

และเวลาจะตอบก็ไปยกกุรอานบทอื่นมาตอบ ซึ่งไม่ได้มีการอธิบายกุรอานอายะฮฺนี้แต่อย่างใด
แสดงว่าให้ที่เขายกกุรอานบทอื่นมาอธิบาย มันเป็นการอธิบายเข้าข้างปัญญาความคิดตนเอง
แล้วมันเป็นการเข้าใจผิด! เพราะมันไปขัดกับอายะฮฺนี้ ถ้าเข้าใจแบบที่ถูกน่ะมันจะไม่ขัด และตอบได้


ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7893
ข้อความ: จากเหตุการณ์โต้เถียงกันทั้งหมดที่ผ่านมา มันคือการเพาะจุดดำในหัวใจของคุณอัซอารีและคุณมุหัมมัด
เป็นการกระทบกระทั่งซึ่งทำให้เกิดอคติ และเกิดสิ่งฝังใจและจดจำ

คนเราบางทีเดินหลงไปเพราะอคติในเรื่องฝังใจเล็กๆน้อยๆที่กระทบจิตใจตน
ในสังคมเราเห็นว่ามีผู้หญิงบางคนโดนผู้ชายหลอก เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่กระทบจิตใจ
แต่ผลคือ บางคนก็ประชดด้วยการเป็นเลสเบี้ยนซะเลย! เห็นไหมครับ..กระทบใจนิดเดียว แต่หลงไปไกล!
ส่วนผู้หญิงบางคนกลายเป็นนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิ(ในการทำชั่ว)ของสตรี
เขียนหนังสือ "ผู้ชายเลวกว่าหมา" จัดรายการล้างสมองผู้หญิง สร้างกระแสให้ผู้หญิงออกมาเก่งกว่าผู้ชาย
ต่อต้านแนวคิดหรือลัทธิศาสนาหรือวัฒนะธรรมที่ไม่เปิดโอกาสและปิดกั้นสิทธิ(ในการทำชั่ว)ของสตรี
เห็นไหมครับ...เดินหลงยาว จากเรื่องไอ้แค่กระทบกระเทือนจิตใจนิดหน่อยๆก็ทำให้ตัวเองเป็นคนไร้สมองซะแล้ว

มาดูคุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดบ้าง เมื่อมีการทะเลาะเบาะแว้ง บวกกันกับอคติเดิมที่ไมอยู่
ทำให้อารมณ์ความเกลียดมันพุ่ง ทำให้เกลียดวะฮาบีย์เข้าไปใหญ่ ....กูจะจองล้างจองผลาญไปตลอดชีวิต!
เชิญครับ แต่อย่าแบบหลบๆนะ เคยเข้าใจผิดนึกว่าตนเองเก่งในเว็บมรดก
จบกลับมาน่ะขอให้เดินเข้าไปครับ เข้าไปลุยถึงมูลนิธิเลย กล้าๆหน่อย..แล้วจะเจอของดี!
คงจะไม่ได้ประเภทนักท่องเว็บ หรือนักเล่นกระทู้แล้วล่ะครับคราวนี้..
แต่ถ้าโดนซัดเซลงจากเวทีก็อย่าไปเพิ่มปมด้อยเพิ่มความเก็บกดความเกลียดแค้นให้ตนเองล่ะครับ!
เดี๋ยวชีวิตนี้หัวใจจะมีแต่ความเกลียดชังและชีวิตไม่มีความสุข เหมือนกับที่ยิวเห็นภาพมุสลิมอิบาดะฮฺที่ไบตุลลอฮฺ
รู้ว่านบีมุฮัมมัดเป็นนบีที่เตารอดกล่าวถึง แต่ตนเองก็แกล้งหลอกตัวเองและไม่ยอมรับความถูกต้อง!
มันก็จะมีแต่เพิ่มความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยามากขึ้น

แล้วเห็นอุละมาอฺสซะอุดี อาระเบียเป็นอุละมาอฺที่คนนับถือเชื่อฟังเยอะมาที่สุดในโลกก็อย่าอิจฉาริษฉา
เห็นเว็บของพวกเขามีคนติดตามกันเยอะที่สุดในโลกก็อย่าอิจฉาริษยา อย่าไปเกลียดชังล่ะครับ
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7894
ข้อความ: ผมดูจากบทความที่ให้กำลังผม เปรียบเทียบกับบุคคลที่เชียร์คุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดมาตั้งแต่ต้นก็คือคนอยากรู้
ผมรู้สึกปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่ง เพราะถ้าผมเป็นคุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดผมคงนอนเอาเท้าก่ายหน้าผาก
คงน้อยใจตัวเองแย่ว่านี่หรือกองเชียร์ตูคือไอ้พวกแบบนี้หรือ? แล้วก็ต้องทบทวนตัวเองอย่างหนัก
และอย่างน้อยๆทางออกที่ดีเพื่อความถูกต้อง ผมคงต้องจะพิจารณาตัวเอง ดีกว่าไปมัวคิดหาคำพูดเอาชนะไอ้เวรIRF

คุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดก็คือชนชั้นปกครอง ส่วนคุณคนอยากรู้ก็คือผู้ถูกปกครอง
มันฉายภาพให้เห็นกันชัดตั้งแต่ยังไม่กลับมาเป็นโต๊ะครู บาบอ หรือประมุขของมุสลิม
ชนชั้นปกครองจะใช้วิชาความรู้มาสร้างความสับสนหลอกล่อ สับขาหลอกให้ชาวบ้านงงงวยซะก่อน
แล้วต้องสร้างความน่าเชื่อถือด้วย และอย่าบอกหมด เรียนมายังไงไม่บอก ถ้ามีสิ่งที่อัซฮัรเขาสอนว่าผิด
แต่พอมานี่ชาวบ้านเขาว่าไม่ผิด ก็เงียบๆไว้ไม่ต้องบอกเขา เดี๋ยวมันจะไม่เชื่อง
แต่จะพูดในสิ่งที่ตรงกันอย่างเนี้ย กระแสต่อต้านวะฮาบีย์ ตัวเองเรียนมาก็ต่อต้านวะฮาบีย์
ถึงแม้จะเป็นวะฮาบีย์ที่เป็นคนละนิยามความหมายกันก็ตาม แต่เอาล่ะกูเอาตรงนี้แหละมาสร้างกระแส
หาแนวร่วมจากชนชั้นถูกปกครอง

ไม่ได้ดูถูก แต่ดูถูกต้อง!
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7895
ข้อความ: นายกทักษิณไม่เคยตอบคำถามสนธิ และนักวิชาการ และฝ่ายค้าน เพราะตัวเองเลวจริง เลวอย่างมีหลักฐาน
แต่จะใช้วิธี Discredit สนธิและฝ่ายตรงข้ามต่างนานา หาว่าเขาจ้างคนมาดูมามั่ง หัวละ 300
พอเราดูแฟนๆสนธิก็ระดับนักศึกษา พ่อค้านักธุรกิจ นักวิชาการ และส.ว. (คนพวกนี้ถูกเงิน 300 จ้างมา?)
แต่แล้วตัวรัฐบาลเองก็จ้างม็อบจากภาคเหนือหัวละ 300 ก็ถูกแฉโดยมีหลักฐานมีกล้องจับ
ตั้งแต่เริ่มนัดหมาย รวมตัว นั่งรถ ลำเลียงพล ถูกจ้างมาเพื่อป่วนแฟนๆรายการสนธิ
นอกจากนั้นแล้วก็มีทีวี วิทยุ ที่เป็นลิ่วล้อคอยหนุนเชียร์นายก เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลบให้ฝ่ายตรงข้าม
ทำยังไงก็ดีให้ชาวบ้านมองว่าพวกต่อต้านนายกนี่สร้างความแตกแยก สร้างความวุ่นวาย
ป่วนเมือง ไร้สติไร้เหตุผล แม้แต่วันเด็กก็ไม่หยุด!
แต่จะโยนชั่วให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องสร้างภาพลักษณ์ดีๆให้ตนเองด้วย ต้องยกตัวเองด้วย
บรรดาเบ๊คือสื่อทีวี วิทยุต้องทำไงก็ได้ให้ชาวบ้านมองว่านายกไม่สนใจเสียงนกเสียงกา(เพราะตอบไม่ได้ไง)
ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่เอานายกคนนี้แล้วจะเอาคนไหน!

เช่นเดียวกันคุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดไม่ได้ตอบคำถาม แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ดีๆให้ตัวเอง
และสร้างภาพลบให้ฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนั้นแล้วเวลาตอบไม่ได้ โต้ไม่ได้ก็จะใช้วิธีเบ่งหรือข่มทับ

อย่างนายกทักษิณเขาจะมีคำพูดแบบนี้ครับเวลาตอบโต้ไม่ได้

(อันนี้ตอบโต้ฝ่ายค้าน)
"ฝ่ายค้านมีหน้าที่ค้านมันก็ค้านอย่าเดียว"!

(อันนี้ตอบโต้นักวิชาการ)
"กลับไปดูตำรามาใหม่ไป"!

(พอเขาพูดย้ำในนโยบายผิด เช่นเรื่องภาคใต้)
"นักวิชาการอย่าแผ่นเสียงตกร่อง"!

แล้วส่วนคุณอัซฮารีล่ะมาแบบไหน?

ทำนองนี้ครับ

(เวลาเขายกหลักฐานมาให้)
"หลักฐานที่คุณว่าผมเห็นมานานแล้วครับ แต่มันยังหลักฐานอื่นด้วย ไม่ใช่ยกมาอันเดียวแล้วมาสรุป"!
..แล้วก็ไม่มีคำตอบ

(เวลาเขาจี้ตรงจุด)
"อันนี้มุขเก่าครับ พวกวะฮาบีย์ชอบยกมาอ้าง"!
..แล้วก็ไม่มีคำตอบ
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7896
ข้อความ: นายกทักษิณเป็นประเภท "ด้ามพร้ามันไม่คม ต้องฟันให้หนัก"!
หมายถึงไม่มีอะไรจะสู้ไง หลักฐานก็ไม่มีโต้ เหตุผลก็ไม่มี เลยต้องฉะมันหนักๆ ข่มทับมันไป
ใครจะเป็นบุคคลประเภทนี้ก็เออเถอะ ถ้าไม่อยากเป็นก็เวลาถามต้องตอบ
ถ้าตอบไม่ได้ก็บอกว่าไม่ได้ ไม่มีใครว่าไม่มีใครดูถูก แต่ถ้ามัวกลัวเสียฟอร์ม ขึ้นเวทีแล้วจะหนีลงมันก็อาย
อย่างนี้มีแต่จะยิ่งเสียหมากันเข้าไปใหญ่ ไม่มีหลักฐานก็ง่ายๆบอกว่าไม่
เพราะถึงจะหลบหลีกไปแค่ไหน ผมก็จะตามจี้ให้ตรงจุดอยู่อย่างนี้แหละ
ไม่ใช่เอาชนะครับ เพราะเรื่องมันจบไปนานแล้ว คนอ่านเขาตัดสินกันได้ คนที่เป็นกลางไม่ใช่อย่างคนอยากรู้
เขารู้ว่าเขารอหลังอีดจะมีคำตอบ แต่ปรากฏว่าไม่มี..
และแทนที่จะเป็นการออกมายอมรับแต่กลับตะแบ็ง ดันทุรังไถสีข้างอยู่นั่นแหละ

ส่วนคุณคนอยากรู้ไม่ใช่ประเภทด้ามพร้าไม่คมครับ เพราะไม่ใช่มีดพร้า แต่เป็นไม้กวาด!
เอาไม้กวาดไปฟันมันฟันไม่เข้าให้หรอกครับ เลยต้องทุบๆตีๆให้มันหนักคอยป่วนเขาอยู่อย่างนี้แหละ
แล้วไม่มีจุดหมายด้วยครับ หวังแค่ระบายนัฟซูเท่านั้นเอง

ส่วนผมล่ะไม่ไหน อ๋อผมเป็นผู้ยิงคำถามจี้ต่อมฟิตเราะฮฺ คนที่รู้ถูกรู้ผิดแล้วแกล้งหลอกตัวเองไม่ยอมรับ
ไม่ใช่คำถามมีดพร้าคมๆครับ เราไม่ใช่นักวิชาการ
แต่มันเป็นการเอาเข็มจี้แทงใจดำ เพื่อจะเอาสัจธรรมมาทิ่มแทงแก่ผู้ดิ้อร้นดังคำถามเหล่าแหละครับ

(2 ข้อ จาก 4 กับดักหนู)
1. ขอหลักฐานที่อ้างว่าอะชาอิเราะฮฺเชื่อเรื่องศิฟาตแบบดียวกับสลัฟ ?
2. สลัฟคนไหนเอ่ยออกมาเรื่องบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ..(ถ้ามี)เขาหมายถึงอะไร ?
(และ 3 ข้อ ชวนให้ไคร่ครวญ)
3. ท่านอิบนุ มัสอูด ห้ามปรามวงซิเกรฺนั่นทำไม ?
4. ท่านอิบนุ อุมัร ห้ามปรามคนซอละวาตหลังดุอาอฺหลังจามทำไม ?
5. ท่านอุมาเราะฮฺ ต่อว่าคนที่ยกมือ(ดุอาอฺ)ในคุตบะฮฺทำไม ?

ตอบไม่ได้แล้วตะแบ็ง ...เสียหมาครับ!
แต่ถ้าตอบไม่ได้ แล้วยอมรับความจริงฮีโร่ครับ! น่าชื่นชม

ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189


(from mureed.com)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
fais
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 01/09/2005
ตอบ: 84


ตอบตอบ: Thu Jan 19, 2006 2:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
ตอบคุณ ซุกกรี
คุณก็อีคนหนึ่งที่ชอบตามกระแส ตามตูดของยาฮูดี เขาว่าอะไร ก็ว่าตาม โดยไม่รู้มาก่อนเลยว่า มันคืออะไร
ซึ่งถ้าคุณยังเรียกคำ วาฮาบี ออกมาอีก ผมก็จะเรียกคุณว่า มุตาซีเลาะห์ เพราะเห็นๆอยู่ว่าคุณนั้น อะห์ลิลกาลาม
จงอย่าพยายามแบ่งพักพวกกัน ศาสนาเราถึ่งจะกล้าแข็ง ปล่อยให้ ยาฮูดีเขาพยายามอยู่ผ่ายเดียวและเราก็อย่าไปตามเขา
.......
เมื่อคุณหนักแน่นในการสัมผัสกับสตรีนั้นทำให้เสียน้ำนมาซและจะขอถามว่าเมื่อคุณไปเตาวาฟ วายิบ
ที่บัยตุลเลาะห์ อัลฮารัม และคุณก็สวมชุด อิหรอม คุณจะทำอย่างไร?
ในเมื่อคุณหนักแน่นว่าการสัมพัสกับสตรีนั้นเสียน้ำละหมาด คุณจะเอาระบบของยาฮีลียะห์มาใช้ในเรื่องเตาวาฟ
โดยไม่มีน้ำละหมาดอย่างนั้นหรือ? อย่าลืมว่าในสมัยของท่านนบี ก็มีการเตาวาฟกัน และผู้คนก็ไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะครับ
ผมเห็นแตอูลามะห์ ที่ยึดแนวทางเหมือนอย่างคุณบางคนพวกเขา หันมาใช้เหมือน อีมาม ฮานาฟี หรือมาลิกี
หรือ ฮัมบาลี กันเยอะ นี้แสดงว่าจะละทิ้งทัศนะของอีหม่าม แล้วมายึดตาม ฮะดิษ(เศาะเฮียะ) ก็ได้นะครับ เพียงแต่
คุณต้องรู้เหตุรู้ผลของอีหม่ามนั้น ๆ อีหม่ามเขาวินิฉัยไม่ผิดหรอกแต่ผู้ปฎิบัติ ซิ...จะว่าอย่างไร
และผมจะขอนำเสนอ ไม่ให้คุณไปชักจูงเพื่อนของคุณที่คุณเห็นว่า เขาหลงทาง แต่จริงๆ แล้วคุณไม่เข้าใจมากกว่า
ซึ่งถ้าหากว่าบุคคลที่ปฎิบัติตามอัสสุนนะห์ ของท่าน นบี ซ.ล นั้นหลงทาง แล้วยังมีทางใหนอีกบ้างละที่จะให้เราเลือกที่เป็น
ทางที่ดีที่สุด จะเลือกตามอีห่มาม ต่างๆ มันก็ยังมีทัศนะที่แตกต่างกัน เหตุที่ต่างกันก็คือ ใช้ความคิดของตนเองมาวินิฉัย
มาปฎิบัติในศาสนะกิจ ผมไม่ได้ดูถูกบรรดา ท่านอีหม่ามเหล่านั้นหรอกนะ แต่จะบอกว่า ถ้าเป็นคน นอกจากท่าน นบี ซ.ล
แล้ว จะไม่มีใคร ทั้งนั้นที่ไม่เคยผิด และทำไมเราถึ่งไม่หาทางที่ ปลอดภัยที่สุดละเพื่อเป็นวิถีชีวิตซึ่งมีอยู่เพี่ยงครั้งเดียว
เท่านั้นและจะไม่มีวันที่จะมาแก้ตัวได้อีกเลย
...........
ยังมีอีกฮะดิษหนึ่งที่แสดงถึ่งเรื่องนี้
"ท่านรอซูลลุลเลาะห์ ซ.ล เคยอาบน้ำนมาซ จากนั้นท่านรอซูลก็จูบ(ภรรยาบางคนของท่าน)ต่อมาท่านรอซูล ซ.ล ก็นมาซโดยไม่ได้อาน้ำนมาซ(ใหม่)"-หนังสือ มุสนัดอีหมาม อะหมัด ตรวจสอบฮะดิษโดยเชคชูอัยบ์ อัลอัรนาอูนฎ์ 40-385(เศาะเฮียะ)
คุณอย่าลืมว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้จะไม่มีผู้ใดรู้และรับฮะดิษ จากท่าน นบี ไปมากว่า ท่านหญิงของท่าน และคุณคงไม่มาใช้ความคิดจิตนาการว่าเป็นการจูบบนผ้าอีกละ เพราะธรรมเนียชาวอาหรับเขาจะจูบที่ หน้าผาก แก้ม และมือ.
อีกอย่างหนึ่ง การรายงานฮะดิษของท่านซอฮาบัตเกือบทุกท่าน ถ้าพิจารณาดูแล้ว ก็รายงานได้ละเอียดพอสมควร
และท่านหญิงอาอีซะก็รายงานได้ละเอียดเหมือนกัน เราไม่ควรที่จะไปขาดเดาในสิ่งที่ท่านไม่ได้รายงานซึ่งจะพาเราไปใน
สิ่งที่เป็นการลังเล และตรงนั้นแหละ ซัยตอนจะแทรกงเข้ามาในจิตใจของเรา เพื่อที่จะเบียงแบนในการกระทำอีบาดะห์
นั้นก็นับว่า ซัยตอน ได้ชนะเราไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าอะไรที่มีมาเราก็ปฎิบัติไปตามนั้นเป็นทางที่ปลอดภัย
กว่าที่เราจะใช้ความวินิฉัยโดยไม่มีหลักฐานมาปฎิบัติ
wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri Jan 20, 2006 12:13 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
พวกที่ยึดติดกับมัซฮับ มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ แม้มีหะดิษเศาะเหียะปรากฏต่อพวกเขาก็ตาม แต่หากไม่ตรงกับมัซฮับที่ตัวเองสังกัดอยู่ พวกเขาก็จะไม่รับ หรือไม่ก็ เอามาตั้งข้อสงสัย(الاحتمال )ว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ เพื่ออย่าให้ขัดกับมัซฮับตัวเอง นี้ภาษาบ้านๆ เขาเรียกว่า "หัวหมอ" ...แฮะๆๆๆๆๆ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ซุกกรี
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 06/01/2006
ตอบ: 26


ตอบตอบ: Fri Jan 20, 2006 12:23 pm    ชื่อกระทู้: มัสหับสาลาฟียะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam คุณฟาอิส
จริงๆแล้วเรื่องการไขข้อของใจ เรื่องการเสียน้ำละหมาดผมก็ได้นำเสนอดดยถ่ายทอดมาเป็นคำพูดจากบรรดาอุลามะในมัสหับชาฟีอี ในเรื่องการสัมผัสที่คุณยกมาเป็นประเด็น เสร็จแล้วนี่ครับ
แต่คุณยังมาเปิดประเด็นซ้ำทำไมอีกครับ หรือว่าคุณไม่ยอมรับการมุตะญิดของท่านอีหม่มาชาฟีอีและบรรดาอุลมะและลูกศิษย์ของท่าน กันแน่ ผมว่ามันน่าจะจบได้แล้วนะ หลักฐานก็ให้ไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาอาหรับตลอดหรอกครับ เพราะพิ่น้องของเราหลายคน ก็ไม่ได้เรียนอาหรับกันมามาก ภาษาไทยนี่แหละครับชัดเจนดี หรือคุณยังต้องการอะไรอีก หรือว่าคุณต้องการคำว่าชนะ..เก็บไว้ที่ทัศนะของคุณเท่านั้น..สำหรับผมไม่มีแพ้และชนะครับ..นอกจากการยอมรับ
และให้เกียริตกับการวินิจฉัยของท่านผู้มีความรู้ใรอดีตครับว่า ทุกท่านสุดยอดเลยครับ

คุณกล่าวว่า
ตอบคุณ ซุกกรี
คุณก็อีกคนหนึ่งที่ชอบตามกระแส ตามตูดของยาฮูดี เขาว่าอะไร ก็ว่าตาม โดยไม่รู้มาก่อนเลยว่า มันคืออะไร
ซึ่งถ้าคุณยังเรียกคำ วาฮาบี ออกมาอีก ผมก็จะเรียกคุณว่า มุตาซีเลาะห์ เพราะเห็นๆอยู่ว่าคุณนั้น อะห์ลิลกาลาม
***จงอย่าพยายามแบ่งพักพวกกัน ศาสนาเราถึ่งจะกล้าแข็ง ปล่อยให้ ยาฮูดีเขาพยายามอยู่ผ่ายเดียวและเราก็อย่าไปตามเขา***


**ท่านผู้อ่านทั้งหลายครับผม ซุกกรี ครับขอชี้แจงว่า ผมไม่ได้เจตนา แบ่งพรรพคแบ่งพวกเลยครับ พี่น้อง
ผู้มีใจเป็นธรรมทั้ง หลาย มาดูความจริงกันครับ...คุณฟาอิสครับ ซอบัซร์นิด ครับ .

ผมและพี้น้องผุ้ตามมัสหับไม่ได้ตามยะฮุดีหรือนัสรอนีอย่างที่คุณเข้าใจ แต่ขอบอกว่า ทัศนะของพวกคุณที่ยึดถือจนปัจจุบันนี้ มาจากแผนการสร้างความแตกแยกของยิวและคริสเตียนในอดีตครับ โดยเฉพาะในสมัยแรกๆของกษัตริย์ซาอุดแห่งซาอุดีอารเบียครับ ผมมีหลักฐานนะครับ
Crying or Very sad แต่เกรงว่า ถ้าผมเสนอไปคุณก็คิดว่าผม มีอคติ..และเกลียด ทัศนะที่คุณยึดถือ ปล่าวเลยครับ
แต่เสียใจในพรรคพวกของคุณบางคน ที่มุ่งให้ร้ายผู้ที่ตามแนวทางของอุลามะที่เรืองปาชญ์ในอดีตต่างหากละ พวกท่านชอบกล่าวอ้างว่า...เราให้ให้เกียริยอีหม่ามทั้ง4 เสมอ ...แต่ตรงงกันข้าม ท่านก็พยายามยก ปัญหาคิลาฟียะที่ผ่านไปนานแล้วกลับมารื้อฟื้นใหม่ เพื่อให้เกิดความแตกแยกกัน เหมือนดังเช่นทุกวันนี้...แต่พวกคุณกลับเฉไฉและอ้างอิงว่า คุณๆนั้นเผยแพร่ตามกีตาบบุลลออ์และซุนนะนบี...มาเป็นการบังหน้า
Twisted Evil จริงๆแล้วเดิมแรกที่ผมเข้ามานั้นเพียงทักทายคุณอัชอารีและคุณมูอำมัดแค่นั้นเอง โดยยกตัวอย่างเรื่องเพื่อนของผมให้ฟัง แต่จู่คุณก็มายกฮาดีสมาสำบผม เรื่องการไม่เสียนำละหมาด ทั้งที่เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับผมเลยเพราะผมมีความรู้น้อยนิดเลยไม่อยากตอบ แต่ฮาดีสที่คุณถามและยกมานั้น เพื่ออะไรละ ยกมาทำไม เพราะเรื่องนี้ท่านอีหม่ามทั้ง4 โดยเฉพาะท่านอีหม่ามชาฟีอี ได้วินิจฉัยทำการชี้แจงและแนะนำในหนังสือของท่านว่าด้วยเรื่องการเสียน้ำละหมาดตั้งนานหลายร้อบปีแล้ว แต่คุณและพลพรรค ดันมาถามลองภูมิผม ทั้งที่ผมเอง
ต้องการเข้ามาคุยกับคุณนักศึกษาทั้ง2เท่านั้น เพราะผมก็อยุ่ในแนวทางเดียวกับเขา
คุณๆก็เสมอว่า
***จงอย่าพยายามแบ่งพักพวกกัน ศาสนาเราถึ่งจะกล้าแข็ง ปล่อยให้ ยาฮูดีเขาพยายามอยู่ผ่ายเดียวและเราก็อย่าไปตามเขา***

แล้วที่ยกสิ่งอยู่ข้างบนมาเพื่อต้องการแบ่งแยกไหมละครับ คุณๆก็รู้มานานแล้วไม่ใช่หรือว่าเมืองไทยมีผู้อยู่ในแนวทาง อัชชาฟีอี(รฮ) มากประมาณ90กว่า% %แต่พวกคุณก็พยายามใส้ใคล้ พยามยามลบหลู่ หรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของท่านอีหมามทั้ง4 เช่นยกการวินิจฉัยของอีหม่ามท่านโน้นมาหักล้างอีหม่ามท่านนี้ ผมพบบ่อยครับสำหรับลักษรธเสียดสีแบบนี้ ไม่ว่าจากสือสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ การบรรบาบ ด้วยซีด หรือเทปหรือ การบรรยายธรรม ตัวอย่างการนำเสนอที่ต้องการทับถม ว่าทัศนะโน้นผิด บ้าง การตีความนั้นบกพร่องบ้าง อีหม่ามทั้ง 4มีการขัดแย้งกันบ้าง...ฯลฯอย่าง พี้น้องทั้งหลายรวมทั้งคุณๆลองทบทวน ดุซิว่า พลพรรคของท่านได้ทำสิ่งที่ผมกล่าวอ้างบ้างไหม ค้นค้วาหาหลักฐานจากสิ่งที่ผ่านมาก่อนๆซิแล้วท่านจะรู้เองว่าใครคือต้นเหตุ...
อีกอย่างทำไมคุณไม่ให้ผมใช้คำว่า**วาฮาบีย์ แล้วทำไมถึงไม่ยินดีในคำๆนี้บ้าง ทั้งที่คุณก็ยึดแนวตามผู้ก่อตั้งคุณท่าน มูฮำมัด บินอับดุลวาฮาบ(เสียชีวิต คศ1787)ซึ่งเจริญรอยตาม ท่านอีหมามอิบนุตัยมียะ ผเสียชีวิต คศ.1328)
Laughing ในหนังสือ มุนญีด หน้า 568 ระบุไว้ว่า
_.วะฮาบีย์คือส่วนหนึ่ง จากการปลีกตัวในอิสลาม ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ (1702-1787) และถูกให้ชื่อจากฝ่ายตรงข้ามว่า.. อัล-มุวะฮ์ฮีดูน... ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาฟิกฮนั้น เขาไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้ พวกเขาเลยยึดถือหรืยึดเเนวของ มัสหับ อีหม่าม ฮัมบาลี โดยเอามาเทียบเยงความคิดเห็นกรือกดารอธิบายของ ท่านอิบนีตัยมียะ
นี่คือหลักฐานครับ ว่าทำไมคนๆทั่วๆไปจึงชอบเรียก พวกท่านว่า วะฮาบีย์
ส่วนในเรื่องคุณจะเรียกผมว่า มัวะตะซีละ หรือยับบารียะ อะลุ้ลกะซัฟ ก็เชิญนะครับแล้วแต่ตั้งชื่อ..จะใช้ชื่อใดก็ตาม แต่ทุกวันนี้ผมยืนหยัดในและตั้งในแนวทางของอีหม่มามชาฟีอี(รฮ)ผู้มีความรู้ ในอดีต ที่เป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไปครับ

ในความเป็นจริง..ถ้าท่านไม่กล่าวร้ายใส่ผู้ที่อยู่ในแนวมัสหับเช่นเราก่อน มีรึครับ เราจะไม่ตอบโต้ คุณลองหาสื่อใดๆมาก็ได้สักตัวอย่างว่า มีบ้างไหม ที่โจมตีท่าน
แม้กระทั่งท่านผู้นำอย่างท่านจุฬาราชมนตรี ยังคอยปกป้องและเข้าข้างพวกท่านเลยในกรณีปัญหาชายแดนภาคใต้
จนกระทั้งกลุ่มคนบางคนที่จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง วะฮาบีย์..มาขอความช่วยเหลือร่วมมือให้ท่านจุฬาและคณะกรรมการอิสามแห่งประเทศไทย บางคนช่วยออกความเห็นและให้การยอมรับการเรียบเรียงหนังสือดังกล่าวที่ออกชี้แจงให้คนต่างศาสนิก รับรู้ว่า เลยว่า วะฮาบีย์ ไม่ใช่แนวทางที่รุนแรงหรือต้นเหตุแห่งความแตกแยกที่มีความคิดสุดโต้งในปัญหาชายแดนถาคใต้

เห็นไหมครับท่านผู้ชม ท่านผู้อ่านว่า ผู้ตามมัสหับโดยเฉพาะแนวทางชาฟีอี ไม่เคยอาฆาตหรือใส่ร้าย ซ้ำเติม ท่านและคณะก่อนเลย มีแต่ท่านและคณะนั้นแหละ ชอบตำหนิชอบสำทับ ยกหลักฐานโน้นบ้างนี้บ้างเพื่อมาหักล้างการวินิจฉัยของท่านอีหม่ามทั้ง4 และบรรดาศานุศิย์ของท่าน..
ด้วยประการฉะนี้และที่ยิวและคริสเตียนมันชอบนักหนา ที่ให้พวกเราทะเลาะกันเอง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------
في صحيح البخاري عن عائشة زوج النبي ( ص ) انها قالت : كنت أنام بين يدي رسول الله ( ص ) ورجلاي في قبلته فإذا سجد غمزني فقبضت رجلي وإذا قام بسطتهما قالت : والبيوت يومئذ ليس فيها مصابيح
ในเศาะเหียะบุคอรีจากท่านหญิงอาอีซะฮภรรยาของท่านบี ศอลฯกล่าวว่า
ฉันเคยนอนอยู่เบื้องหน้าของท่านรอซูล ซึ่งเท้าของฉันขวางอยู่ทางกิบลัต ครั้นเมื่อท่านรอซูล สุญูด ท่านรอซูล จะสัมผัสฉัน เช่นนั้นฉันก็หดเท้าทั้งสองของฉัน ครั้นเมื่อท่านรอซูล ลุกขึ้นยืน(ในรอกาอัตถัดไป)ฉันก็ยืดเท้าทั้งสองของฉัน(ตามเดิม นางกล่าวว่า "ในวันนั้น บรรดาบ้านต่างๆไม่มีตะเกียง -ดู صحيح البخاري ج 1 / 56 باب الصلاة على الفراش من كتاب الصلاة وص 141 وصحيح مسلم باب الاعتراض بين يدي المصلي ج 2 / 61

.หลักฐาน.ตัวอย่าง...ที่พวกคุณ ยกมา เป็นประเด็น ที่จะนำไปสู่ความแตกแยก..
..เมื่อคุณหนักแน่นในการสัมผัสกับสตรีนั้นทำให้เสียน้ำนมาซและจะขอถามว่าเมื่อคุณไปเตาวาฟ วายิบ
ที่บัยตุลเลาะห์ อัลฮารัม และคุณก็สวมชุด อิหรอม คุณจะทำอย่างไร?
ในเมื่อคุณหนักแน่นว่าการสัมพัสกับสตรีนั้นเสียน้ำละหมาด คุณจะเอาระบบของยาฮีลียะห์มาใช้ในเรื่องเตาวาฟ
โดยไม่มีน้ำละหมาดอย่างนั้นหรือ? อย่าลืมว่าในสมัยของท่านนบี ก็มีการเตาวาฟกัน และผู้คนก็ไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะครับ
ผมเห็นแตอูลามะห์ ที่ยึดแนวทางเหมือนอย่างคุณบางคนพวกเขา หันมาใช้เหมือน อีมาม ฮานาฟี หรือมาลิกี
หรือ ฮัมบาลี กันเยอะ นี้แสดงว่าจะละทิ้งทัศนะของอีหม่าม แล้วมายึดตาม ฮะดิษ(เศาะเฮียะ) ก็ได้นะครับ เพียงแต่ .................

เห็นไหมละท่านผู้อ่านช่วยตัดสินหนอยเถิดว่าใครคือต้นเหตุสร้างการแบ่งพรรพแบ่งพวก
แต่คำถามของคุณมันแย้งกับสิ่งที่ท่านเอ่ยมาเหมือนจะทุกอย่าง

และพอคุณอัลอัชอารี คุณมูฮำมัด คุณฟารุกคุณอยากรู้เข้ารมาชี้แจง คุณก็หาว่าเขาสร้าง คสามแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ... ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง.อิอิอิอา...

เอ้าดูกันให้ชัดๆพี้น้องผู้มีใจเป็นธรรม...
***จงอย่าพยายามแบ่งพักพวกกัน ศาสนาเราถึ่งจะกล้าแข็ง ปล่อยให้ ยาฮูดีเขาพยายามอยู่ผ่ายเดียวและเราก็อย่าไปตามเขา***

คุณฟาอิสครับคุณต้องการจะเอาชนะในเรื่อง การเสียนำละหมาด ดดยพยามยามยกโน้นยกนี้มาเช่นการกระทบกันในขณะเดินตอวาฟจะทำอย่างไรบ้าง

ผมว่า ทางที่ดีคุณน่าจะเอาตำราของอีหม่ามชาฟีอีมากางดีกว่าโดยตรงครับ โดยไม่ต้องผ่านมาทางผม อีทอดหนึ่ง ว่ากรรณีที่คุณอ้างถึงนั้น มีข้อยกเว้นหรือไม่ .อย่างไร ..โดยเฉพาะประเด็นการเสียน้ำละหมาด..
ผมว่าจะเว้นการสนทนา สักช่วงก่อน เ พอดีเข้าเว็บเมื่อตอนเช้า เห็นคุณอัชอารีจะเข้ามา พรุ่งนี้
และผมก็อยากได้ความรู้และสาระจากการเสวนาจากเขาบ้างครับ..

wassalam

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Fri Jan 20, 2006 3:17 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

อาลาโหล อาลาโหล เทสต์

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Fri Jan 20, 2006 3:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ใช้งานได้ตามปกติแล้วนิครับ เชิญ..........

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri Jan 20, 2006 4:54 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
คุณชุกรีบ่นว่า
จริงๆแล้วเรื่องการไขข้อของใจ เรื่องการเสียน้ำละหมาดผมก็ได้นำเสนอดดยถ่ายทอดมาเป็นคำพูดจากบรรดาอุลามะในมัสหับชาฟีอี ในเรื่องการสัมผัสที่คุณยกมาเป็นประเด็น เสร็จแล้วนี่ครับ
แต่คุณยังมาเปิดประเด็นซ้ำทำไมอีกครับ หรือว่าคุณไม่ยอมรับการมุตะญิดของท่านอีหม่มาชาฟีอีและบรรดาอุลมะและลูกศิษย์ของท่าน กันแน่ ผมว่ามันน่าจะจบได้แล้วนะ หลักฐานก็ให้ไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาอาหรับตลอดหรอกครับ เพราะพิ่น้องของเราหลายคน ก็ไม่ได้เรียนอาหรับกันมามาก ภาษาไทยนี่แหละครับชัดเจนดี หรือคุณยังต้องการอะไรอีก หรือว่าคุณต้องการคำว่าชนะ..เก็บไว้ที่ทัศนะของคุณเท่านั้น..สำหรับผมไม่มีแพ้และชนะครับ..นอกจากการยอมรับ
และให้เกียริตกับการวินิจฉัยของท่านผู้มีความรู้ใรอดีตครับว่า ทุกท่านสุดยอดเลยครับ
........................
ใจเย็นๆนะน้อง ประเด็นนี้ไมใครแพ้ ไม่มีใครชนะหรอกครับ และผมก็ให้เกียรติอิหม่ามชาฟิอี แต่ที่ผมเข้าร่วมอธิบายหรือสนทนาในประเด็นนี้ เพราะอะไรหรือ ลองมาดูคำพูดของคุณต่อไปนี้
มีญาตผมอยุ่คนหนึ่งครับ เขากับผมเป็นเพื่อนกัน วันก่อนเขาไปเรียนปอเนาะแถวภาคใต้แห่งหนึ่งครับแต่เป็นแนวของลามัสหับหรือแนวของอัลดุลวะฮาบนะครับ...
เขาคุยกับผมว่า..พอใจมากเลยแนวทางนี่ไม่ยุ่งยากเลย เพราะเวลาอยู่กับผู้หญิงโดนกันก็ไม่ต้องเอานำละหมาดและพอมีภรรยาก็สะดวกด้วย.. ไม่เหมือนของคณะเก่า (แนวของอีหม่ามชาฟีอี) คือโนผู้หญิงที่นิกะกันได้เสียนำละหมาด เขาบอกว่าเขารำคาญ และอ้างถึงอัลลออ์ว่าศาสนาไม่ได้ทำให้เจ้าเกิดความลำบาก
ปัจจุบันนี้ผมก็พยามแนะนำเขานะครับแต่อยากให้คุณมูฮำมัดแคณฮัชอารีหรือผู้รู้ท่านเองช่วยแนะนำด้วย ว่างๆผมจะชวนเขามาอ่านในเว็ปครับ

...........................
คุณมีความรู้สึกว่าญาตคุณกำลังหลงผิด ที่ไม่ได้ตามมัซฮับชาฟิอี และหาว่าเขาถือมัซฮับวะฮบี ผมจึงออกมาชี้แจง เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ว่า การไม่สังกัดมัซฮับนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งผิด แค่นี้แหละครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri Jan 20, 2006 5:08 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณชุกรีกล่าวว่า
ในหนังสือ มุนญีด หน้า 568 ระบุไว้ว่า
_.วะฮาบีย์คือส่วนหนึ่ง จากการปลีกตัวในอิสลาม ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ (1702-1787) และถูกให้ชื่อจากฝ่ายตรงข้ามว่า.. อัล-มุวะฮ์ฮีดูน... ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาฟิกฮนั้น เขาไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้ พวกเขาเลยยึดถือหรืยึดเเนวของ มัสหับ อีหม่าม ฮัมบาลี โดยเอามาเทียบเยงความคิดเห็นกรือกดารอธิบายของ ท่านอิบนีตัยมียะ
นี่คือหลักฐานครับ ว่าทำไมคนๆทั่วๆไปจึงชอบเรียก พวกท่านว่า วะฮาบีย์
.................................
ตอบ
นี่หรือครับหลักฐานจากอุลามาอบดอ.ที่คุณอ้าง คุณลองเข้าไปอ่านดู จะได้หูตาสว่างขึ้น
http://muslimthai.com/contentFront.php?option=content&id=408
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Sat Jan 21, 2006 1:44 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


คุณอะสันกล่าวว่า

ข้อความของคุณมุหัมหมัด
เมื่อวันก่อน ผมเข้ามาอ่าน สิ่งที่น้องอัลอัซฮะรีย์ชี้แจงการบิดเบือนของ อุลามาอ์ของคุณ ที่ชื่อ อัลมะซูมีย์ แต่เปิดมาวันนี้ มันหายไปใหนแล้วล่ะครับ แบบนี้คุณฟาอิสไม่กระจ่างนะซิเนี่ย
ทำไมไงดีล่ะครับ แต่งหนังสืออ้างอิงบิดเบือนนี้ เป็นบิดอะฮ์ไหมครับ ?? และคนรุ่นๆต่อไปที่หลงเชื่อนั้น ผู้แต่รับบาปยันกิยามะฮ์หรือเปล่าครับเนี่ย ?
...............
ตอบ
มันน้ำเน่าเต็มทีแล้วครับ คุณมุหัมหมัด ใหนเรื่องบิดอะฮหะสะนะฮของคุณที่คุณว่า จะมานอ็ค พวกวะฮบีย์ ล่ะครับท่าน


ผมขอกล่าวว่า

ตกลงว่าคุณอะสันก็จะหลับหูหลับตาเชื่อว่างั้นเถอะ แม้ว่าจะเป็นการอ้างอิงแบบบิดเบือนก็ตามหรือยังไง? ส่วนประเด็นน๊อควะฮาบีย์นั้น ตามความหมายของน้อง อัล-อัซฮะรีย์นั้น ผมไม่ทราบว่าประเด็นใหนน่ะ สงสัยประเด็นเรื่องอากิดะฮ์มากกว่า แต่เรื่องบิดอะฮ์นั้น น้องเขาจะเข้ามาคุยแน่นอนนะ เพราะไออาเอฟเขาโวยวายอยู่ สงสัยน้องเขาจะสนองตามอารมณ์ที่เขาต้องการ แต่ผมแปลกใจอยู่อย่างนึงนะ คือเรื่อง อากิดะฮ์ว่าใครคือสะลัฟกันแน่? ทั้งที่น้องอัล-อัซฮะรีย์ก็ได้สนทนากับคุณอะสันมาก็พอสมควร ซึ่งคำตอบต่างๆที่ไออาเอฟถามมานั้น ล้วนแต่อยู่ในสิ่งที่น้องเขาให้คำตอบมาแล้วทั้งนั้น ทำไมไอเอฟถึงไม่ไปอ่านแล้วให้เข้าแล้วก็มาสนทนา เขาทำเหมือนหอยงมโข่ง เหมือนไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น


คุณอะสันกล่าวว่า

ใจเย็นๆครับคุณชุกรี แสดงว่า ที่คุณสังกัดมัซฮับ คุณไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอ่านและหะดิษ คุณแค่ตามเขาว่า เท่านั้น คุณชุกรีครับ เรื่อง การสังกัดมัซฮับ เป็นเรื่องเกี่ยวศาสนา เมื่อเป็นเรื่อง เกี่ยวศาสนา ก็ต้องรอคำสั่งจากเจ้าของศาสนา คือ อัลลอฮ (ซ.บ) และ แบบอย่างและ การอธิบายของศาสนทูตของพระองค์คือ นบีมุหัมหมัด ศอลฯ แล้วคำสั่งที่ให้สังกัดมัซฮับ มีไหม ครับ แล้วอิหม่ามทั้งสี่ท่านสั่งให้คุณสังกัดมัซฮับของท่านไหมครับ
ลองมาทำความเข้าใจอายะฮข้างล่างนี้
وَأَنَّ هَـذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيماً فَاتَّبِعُوهُ وَلاَ تَتَّبِعُواْ السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ ذَلِكُمْ وَصَّاكُم بِهِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ
[6.153] และแท้จริงนี้คือทางของข้าอันเที่ยงตรงพวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากทางของพระองค์ นั่นแหละที่พระองค์ได้สั่งเสียมันไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรง – อัลอันอาม/153
มาดูหะดิษอธิบาย
وأخرج أحمد وابن ماجة وابن أبي حاتم وابن مردويه عن جابر بن عبد الله قال كنا جلوسا عند النبي فخط خطا هكذا أمامه فقال هذا سبيل الله وخطين عن يمينه وخطين عن شماله وقال هذا سبيل الشيطان
ثم وضع يده في الخط الأوسط وتلا وأن هذا صراطي مستقيما فاتبعوه الآية (الدر المنثور ج:3 ص:385
และ อิหม่ามอะหมัด อิบนุมาญะอ อิบนุอบีฮาติม และอิบนุมัรดะวียะฮ รายงานจากญาบีร ว่า “ พวกเรานั่งอยู่ ใกล้ท่านนบี ศอลฯ แล้วท่านได้ขีดเส้น เส้นหนึ่ง แบบนี้ ไปทางด้านหน้าของท่าน แล้วท่านกล่าวว่า นี่คือ หนทางของอัลลอฮ และได้ขีดเส้นสองเส้นไปทางด้านขวาของท่าน และสองเส้นไปทางด้านซ้ายของท่าน แล้วกล่าวว่า “นี้คือ หนทางของชัยฏอน หลังจากนั้นท่านได้วางมือของท่าน บนเส้นที่อยู่ตรงกลาง แล้วอ่านโองการที่ว่า “และแท้จริงนี้คือทางของข้าอันเที่ยงตรงพวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด – จนจบอายะฮ – อัดดุรรุนมันษูร เล่ม 3 หน้า 385


ผมขอกล่าวว่า

นี่แหละครับ ตัวตนที่แท้จริงของคุณอะสัน แม้กระทั้งมัซฮับทั้ง 4 คุณอะสันก็ยังไม่ละเว้น โดยที่เขาคิดว่า มันเป็นหนทางของชัยฏอน โดยยกอัลกุรอานและหะดิษมานับสนุน แต่ปากเขาบอกว่า ให้เกียตริอิมามทั้ง 4 แต่สิ่งที่เขาสำแดงออกมาก็คือ คำวินิจฉัยต่างของอิมามที่ 4 ที่อุมมะฮ์ส่วนมากได้เจริญตามนั้น คือเป็นแนวทางของชัยฏอน แล้วไปใส่ใคร้ผู้อื่นว่า สร้างความแตกแยก แต่ตนเองบอกว่า มัซฮับทั้งสี่นั้น เป็นแนวทางของชัยฏอน (ตามที่คุณอะสันอ้างอิงจากอัลกุรอานและหะดิษมาสนับสนุนคำพูดของตน) คุณอะสันเองก็อายุเกือบ 60 ขวบแล้ว ยังมาบอกว่าอัลกุรอานและหะดิษไม่ได้สั่งเรื่องตามมัซฮับ ทั้งๆที่เราให้ความเข้าใจเรื่องมัซฮับไปแล้ว

ดังนั้น ในเรื่องมัซฮับนี้ คุณอะสันมักจะบอกตบตาผู้อ่านว่า อัลกุรอานและหะดิษไม่ได้สั่งใช้ แต่คุณอะสัน ลืมหลักการ "อิจญฺมาอฺ" ของบรรดาอุลามาอ์ ในเรื่องอนุญาติให้ตามมัซฮับได้ หรือว่า การ"อิจญฺมาอ์" الإجماع นั้น มันไม่ใช่หลักการหนึ่งของคุณอะสันไปเสียแล้ว

ท่านอิมาม อัดดิฮฺละวีย์ ที่อาจารย์อะสันเคยยึดและนำมาอ้างอิงกับ อัล-อัซฮะรีย์ ได้กล่าวหักล้างทัศนะของอาจารย์อะสันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่อัล-อัซฮะรีย์เคยพูดกับอาจารย์อะสันไว้ว่า หากอาจารย์อะสันได้อ่านหนังสือ อัลอันซอฟ และหนังสือ หุจญฺตุลบะลิเฆาะฮฺ ของท่านอัดดะฮฺละวีย์แล้ว อาจารย์อะสันไม่ชอบกับมันนักก็เป็นได้ ผมก็ถือโอกาศหยิบยกอ้างอิงจากท่านวะลียุลเลาะฮฺ อัตดะฮฺละวีย์ไว้ ณ ที่นี้เลย ท่านอัดดะฮฺละวีย์กล่าวว่า

إن هذه المذاهب الأربعة المدونة المحررة قد إجمعت الأمة أو من يعتد به منها على جواز تقليدها إلى يومنا هذا ، وفى ذلك من المصالح مالا يخفى ، لا سيما فى هذه الأيام التى قصرت فيها الهمم جدا وأشربت النفوس الهوى وأعجب كل ذى رأى برأيه

ความว่า " แท้จริง บรรดามัซฮับทั้งสี่ที่ได้ถูกบันทึกหลักการไว้เรียบร้อยแล้ว อุมมะฮฺอิสลามได้ลงมติหรือผู้ที่ถูกนับด้วยกับเขาจากการลงมติได้ มีมติเห็นพร้องว่า อนุญาติให้ทำการตักลีดตามบรรดามัซฮับทั้งสี่ได้ จนกระทั้งถึงวันของเรานี้ และในสิ่งดังกล่าวเป็นการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบรรดายุคสมัยนี้ ซึ่งบรรดาปฏิธานความุ่งมั่นได้ถดถอยลงไปอย่างมาก และบรรดาจิตใจได้ดื่มด่ำกับอารมณ์ และทุกๆผู้มีความเห็น ต่างก็อวดว่าดีด้วยความเห็นของเขา " ดู หนังสือ อัลอันซอฟ ของอิมามอัดดะฮฺละวีย์ หน้า 53 และหนังสือ อัลหุจญฺตุลบาลิเฆาะฮฺ ของอิมามอัดดะฮฺละวีย์ เล่ม 1 หน้า 123 ตีพิมพ์ที่ อัลค๊อยรียะฮฺ

อิบนุ อัลก๊อยยิม กล่าวอีกเช่นกันว่า

الفائدة العشرون: لا يجوز للمقلد أن يفتي في دين الله بما هو مقلد فيه و ليس على بصيرة فيه سوى أنه قول من قلده دينه و هذا إجماع من السلف كلهم و صرح به الإمام أحمد و الشافعي رضي الله عنهما،

ความว่า " ผลประโยชน์ที่20 ไม่อนุญาติให้กับคนมุก๊อลลิดทำการฟัตวาในศาสนาของอัลเลาะฮฺ ด้วยกับสิ่งที่เขาตักลีดตามอยู่โดยที่เขาไม่มีความรู้เห็นแจ้งในมัน นอกเสียจากมันเป็นคำพูดของอุลามาอฺผู้ที่เขาได้ตักลีดตามเกี่ยวกับศาสนาของอัลเลาะฮฺ และนี้ก็คือมติเอกฉันท์จากอุลามาอฺสะลัฟทั้งหมด และอิมามอะหฺมัดและอิมามชาฟิอีย์(ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุมา) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน " ดู เอี๊ยะลาม อัลมุวักกิอีน เล่ม 4 หน้า 175 ตีพิมพ์ที่ อัสสะอาดะฮฺ (อ้างอิงการนำเสนอที่ผ่านมาของ อัล-ฟารูก)

แล้วเราก็คอยดูคำแก้ตัวของคุณอะสันต่อคำพูดที่เขาได้นำเสนอมากันครับ ดูซิครับว่าจะมาไม้ใหนอีกกับมัซฮับทั้งสี่
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jan 21, 2006 7:49 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรียนคุณมุหัมหมัดและสหายทั้งหลาย ขอให้ไปคุยในกระทู้ ที่ทีมงานอนุรักษ์ ตั้งเอาไว้ ด้วยเหตุผลตามที่ได้แจ้งไว้แล้วนะครับ
คุณมุหัมหมัดและทีมงานครับ ผมอยากให้คุณนำเสนอว่า อะไรบ้างที่ตอนนี้พวกคุณตามชาฟิอีจริง เพราะส่วนใหญคุณคือ พวก บดอ. ที่ทำบิดอะฮแล้วเอายี่ห้อชาฟิอีมาอ้าง เพราะถ้าเป็นคำพูดอิหม่ามชาฟิอีที่อ้างหลักฐาน แม้จะแตกต่างกันในความเข้าใจ ก็ไม่มีปัญหา จงยกตัวอย่างอะไรบ้างที่เป็นบิดอะฮ ที่อิหม่ามชาฟิอี สอน ถ้าไม่มี พวกคุณนอกจากจะเป็น พวก บดอ.แล้วยังกล่าวเท็จแก่ ชาฟิอีด้วย อิหม่ามชาฟิอี กล่าวว่า อ่านกุรอ่านอุทิศส่วนบุญให้ผู้ตายไม่ถึง แต่..ตอนนี้ เรื่องดังกล่าว กลายเป็นบริษัทรับจ้างอ่านกุรอ่านให้คนตายจำกัดไปแล้ว ฮะฮา ไม่ทราบว่า ความเชื่อดังกล่าว มาจากความเชื่อและการกระทำของชาฟิอียะฮหรือเปล่า คุณมุหัมหมัดตอบด้วย
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Webmaster
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: Apr 04, 2004
ตอบ: 332
ที่อยู่: ดุนยา

ตอบตอบ: Sat Jan 21, 2006 10:12 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ผมขอล็อคกระทู้นี้นะครับ..เนื่องด้วยเหตุผลที่ได้แจ้งไว้แล้ว..

แต่ยังคงสามารถเข้ามาอ่านข้อมูลได้ตามปกติครับ..

ไปกระทู้ --> มัซฮับสะละฟีย์และมัซฮับทั้งสี่(เสวนาเชิงวิชาการ) ภาค2

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... , 26, 27, 28  ถัดไป
หน้า 27 จากทั้งหมด 28

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.14 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004