ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอยู่
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอยู่
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... , 22, 23, 24  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
nop
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 23/02/2005
ตอบ: 89


ตอบตอบ: Tue May 10, 2005 5:48 am    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ใครบกอครับคุณ natee คุณไม่ศรัทธาผมตั้งแรกแล้วครับ คนอ่านเค้ารู้ครับ
ผมไม่อยากจะเชื่อว่าสังคมสุนนะฮฺ ยังมีคนใช้คำพูดคำจาแบบนี้
เล่นปากเล่นคำ คำพูดลักษณะนี้เค้าเรียกว่า Discredit
แต่ว่าคนอ่านเค้ารู้ครับว่าเหตุผลใครแน่นกว่า เหตุผลใครหลวมกว่า
ยกเว้นคนที่ไม่ค่อยใช้เหตุผลเท่านั้นแหละครับ สักแต่ว่าจะเอาชนะอย่างเดียว
เรื่องศาสนามันเอาชนะกันไม่ได้ครับ
เราลองกลับไปยุคสลัฟเค้าไม่มานั่งโต้กันไปโต้กันมาอย่างนี้หรอกครับ
เหตุผลใครเหตุผลมันจบ แยกย้ายกลับบ้าน
ผู้ตาม ผู้ที่ไม่ใช่ผู้รู้เค้าไม่มานั่งเถียงกันมั่วๆหรอกครับ
ไอ้ยุคเรานี่แปลก คนอะวามที่อยู่ในขั้นตักลีดอย่างเดียว คิดไม่เป็น อิจญติฮาดไม่เป็น
ก็ยังกล้าโต้เถียง โดยการตักลีด เอาฟัตวา คัดลอกเอาตามบทความของผู้รู้ที่ตนเองชอบมา
เค้าพูดยังไงก็คัดลอกมา เค้าเขียนยังไงก็คัดลอกมา ทั้งๆที่ตนเองก็ยังไม่รู้ความหมาย
เรื่องนี้นักวิชาการเค้าจบไปนานแล้วครับ เค้ารู้กันหมดแล้วว่าฟัตวาไหนน้ำหนักดีกว่า


------------------------
ส่วนคุณจัสมินถามว่าใครแบ่ง
คำตอบคือผมไม่เคยพบว่ามีอุละมาอฺชั้นแนวหน้าคนไหนแบ่งอย่างนี้มาก่อน
มีแต่แบ่งว่าอะหฺลุลกิตาบก็มีทั้งแต่งได้และแต่งไม่ได้(อันนี้ทัศนะนึง)
แต่ไอ้ที่ว่าอะหฺลุลกิตาบทั้งหมดน่ะแต่งได้ แต่เผอิญยะฮูด นะศอรอมันก็ไม่ใช่อะหฺลุลกิตาบไปซะทั้งหมด
อันนี้พึ่งเคยเจอครับ แต่ก็ด้วยความเคารพให้เกียรติในทัศนะของท่าน
ใครจะถือตามนี้ก็เชิญครับ แต่อย่าไปอวดเก่งแล้วกันถ้ายังวินิจฉัยปัญหาฟิกฮฺไม่เป็น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
จัสมิน
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 20/01/2004
ตอบ: 34


ตอบตอบ: Tue May 10, 2005 9:44 pm    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ญะซากัลลอฮุฆ็อยร็อน คุณ nop

คุณอาจจะไม่ได้แยก ไม่ได้แบ่ง แต่ในกระดานแห่งนี้มีคนแบ่ง

( قل يا أهل الكتاب لستم على شيء حتى تقيموا التوراة والإنجيل وما أنزل إليكم من ربكم ) [ المائدة 68 ]
"โอ้ชาวคัมภีร์เอ๋ย พวกเจ้าทั้งหลายหาได้อยู่บนสิ่งใดไม่ (ในเรื่องของศาสนา) จนกว่าพวกเจ้าจะยืนหยัดยึดมั่นต่ออัตเตารอตและอัลอินญี้ล และสิ่งที่ถูกประทานแก่พวกเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า"
คำว่าอะห์ลุ้ลกิตาบในโองการนี้คือบรรดาชาวคัมภีร์อัตเตารอตและอัลอินญี้ล เพราะอัลลอฮ์สั่งให้พวกเขายึดมั่นต่อคัมภีร์ทั้งสอง ทั้งนี้ในคัมภีร์ทั้งสองนั้นบ่งบอกถึงการปรากฏของท่านนะบีมุฮัมหมัด ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นนะบีคนสุดท้าย ท่านอิหม่ามชาฟิอีกล่าวว่า
قال الشافعي ولله عز وجل كتب نزلت قبل نزول القرآن المعروف منها ثم العامة التوراة والإنجيل وقد أخبر الله عز وجل أنه أنزل غيرهما ... أحكام القرآن
"คัมภีร์ต่างๆ ของอัลลอฮ์ อัซซ่า วะญั้ล ที่ได้ประทานมาก่อนหน้าอัลกุรอ่านนั้นมีมากมาย แต่ที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปคืออัตเตารอตและอัลอินญี้ล แน่นอนอัลลอฮ์ อัซซ่า วะญั้ล ทรงบอกอีกว่าพระองค์ได้ประทานคัมภีร์อื่นจากสองคัมภีร์ดังกล่าว "
ดังนั้นอะห์ลุ้ลกิตาบแม้ตามความหมายทางภาษาจะครอบคลุมถึงชาวคัมภีร์ก่อนๆ ทั้งหมด แต่ในความหมายตามนัยของอัลกุรอ่านนั้น ระบุชัดว่าหมายถึงชาวคัมภีร์อัตเตารอตและอัลอินญี้ล ซึ่งก็คือพวกยะฮูดและพวกนะศอรอนั่นเอง

ส่วนแต่งได้หรือไม่นั้นในอัลกุรอ่านบอกไว้แล้วว่าแต่งได้ และให้เลือกแต่คนที่ดี ๆ แต่ปัจจุบันนี้มุสลิมะห์มีมากมาย ทางที่ดีควรจะเลือกมุสลิมะห์ก่อนเป็นดีแน่แท้ แต่ถ้าในโลกนี้หามุสลิมะห์ไม่ได้ ก็แต่งกับยะฮูด นะศอรอเถอะ ดีกว่าแต่งกับกาเฟรกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งอัลลอฮฺไม่อนุญาต
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
natee
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 108


ตอบตอบ: Sat May 14, 2005 10:21 pm    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam ดูคุณ nop จะรุนแรงกับดิฉันเสียเหลือเกินนะคะ ไม่เป็นการลดศักดิ์ศรีผู้รู้อย่างคุณไปหน่อยหรือคะ ดิฉันยังคาใจกับคำว่า “เสร่อ” ไม่หายเลยนะคะว่าคนยุคนี้โดยเฉพาะปัญญาชนไปขุดคำนี้มาใช้ได้อย่างไร อย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะของคนอารมณ์นิ่งอย่างที่คุณบอกไว้แล้วล่ะค่ะ ก็อยากให้คุณพิจารณาทบทวนสิ่งที่คุณเขียนไว้หน่อยนะคะ ว่า “ ไม่อยากเชื่อว่าสังคมสุนนะฮฺ ยังมีคนใช้คำพูดคำจาแบบนี้” ซึ่งดิฉันขอเติมให้อีกนิดนะคะ ว่า “โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้รู้”


ขอนำคำของคุณ nop อีกประโยคหนึ่งมาใช้กับคุณnopหน่อยนะคะ ว่า “พยายามอย่าเดาความในใจผู้อื่น” ดิฉันน่ะติดตามข้อเขียนของคุณมาตลอดในเวปอื่น ยังดีใจเลยที่คุณเข้ามาร่วมในกระทู้นี้ เพราะรู้ว่าคุณมีทัศนะที่แตกต่าง และก็คิดว่าคุณเป็นคนมีความรอบรู้ดี ไม่มีอคติต่อใครมาก่อน น่าจะให้ข้อมูลรายละเอียดที่ทำให้เราได้พิจารณาตัดสินว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าอย่างตรงไปตรงมา เพราะเท่าที่คุณนพัฒน์ได้นำข้อมูลที่แตกต่างของสลาฟียูนมาเปรียบเทียบแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีรายละเอียดพอที่จะมาเทียบกับข้อมูลของท่านอาจารย์ที่นี่ได้เลย จึงคิดว่าคุณจะมีข้อมูลที่ละเอียดชัดเจนมานำเสนอ เพื่อให้ทัศนะที่แตกต่างนี้มีน้ำหนักด้วยกับหลักฐาน แต่แล้วก็ .....

ก็คงจะยืนยันได้เป็นอย่างดี กับสิ่งที่คุณได้เขียนไว้ ว่า “คนอ่านเค้ารู้ครับว่าเหตุผลใครแน่นกว่า เหตุผลใครหลวมกว่า”ซึ่งก็รวมถึงการเสวนาระหว่างคุณ nop กับคุณนพัฒน์ด้วยนะคะ และดิฉันก็คงเป็นทางออกหนึ่งให้คุณได้เบี่ยงเบนประเด็นในสิ่งที่คุณยังหาคำตอบให้กับคุณนพัฒน์ไม่ได้ กระมัง คำพูดคำจาของคุณจึงได้ออกมาปานนั้น ก็ระวังๆ ไว้หน่อยละกันนะคะ คำพูดคำจาบางทีมันก็เหมือนบูมเมอแร็งได้เหมือนกันนะคะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
natee
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 108


ตอบตอบ: Sat May 14, 2005 10:31 pm    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อย่างเรื่องศอบีอูนเนี่ย จะเห็นได้ว่า คุณเองก็ยังหาความชัดเจนไม่ได้นะคะ ทั้งๆที่คุณบอกว่าได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์ฟารีดแล้ว แถมยังวิจารณ์ด้วยว่า ยังไม่เคลียร์ แต่ทำไมข้อมูลที่เกี่ยวกับศอบิอูนที่มีอยู่ในหนังสือของท่านเล่มที่ 1 หน้า 53-57 คุณถึงยังไม่รู้ไม่เข้าใจว่า พวกศอบีอูนคือใคร แล้วเกี่ยวข้องกับอะหลุลกิตาบ เกี่ยวข้องกับยะฮูดี-นัสรอนีอย่างไร ซึ่งตรงนี้ท่านอาจารย์ฟารีดได้นำเสนอไว้อย่างละเอียดในหลายๆ ทัศนะ ทำให้ทราบว่า มีทั้งนักวิชาการที่จัดพวกศอบิอูนเป็นอะหลุลกิตาบ และนักวิชาการที่จัดพวกศอบีอูนว่าไม่ใช่อะหลุลกิตาบ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราต่างก็เข้าใจตรงกันว่า อะหลุลกิตาบคือยะฮูดี-นัศรอนี แต่ที่ต่างกันก็คือ อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีทั้งหมด กับอะหลุลกิตาบคือยะฮูดี-นัสรอนีทั้งหมด แต่จากการที่คุณนพัฒน์บอกว่า “คนที่มีอากีดะห์ผสมอย่างพวกศอบิอูนก็มีนักวิชาการบางท่านนับพวกเขาเป็นอะหลุลกิตาบ”โดยยกหลักฐานมา คุณก็บอกว่า“คุณไม่มีอะไรแย้ง นั่นเพราะเป็นทัศนะหนึ่ง ก็อาจถูกก็ได้ครับ” “ศอบีอูนนั้นไม่ทราบ ขอละไว้ดีกว่า คงจะว่าไปตามนักวิชาการดีกว่า” นั่นย่อมแสดงว่าคุณก็ไม่ปฏิเสธว่ามีนักวิชาการจัดพวกศอบีอูนไว้ว่าเป็นอะหลุลกิตาบ ก็หมายความว่า คุณไม่ปฏิเสธว่ามีนักวิชาการจัดพวกศอบิอูนไว้ว่าเป็นพวกยะฮูดี-นัสรอนี เพราะคุณก็บอกว่า “สำหรับผม ยะฮูดีย์-นัศรอนีย์ คือ อะหลุลกิตาบครับ” “ยะฮูดีย์-นัศรอนีย์ทั้งหมด คือ อะหลุลกิตาบ (เป็นsubset ของอะหลุลกิตาบ)” “ส่วนศอบิอูนนั้นไม่ใช่ยะฮูดีย์ ไม่ใช่นัศรอนีย์ ตรงนี้นักวิชาการทั่วไปเข้าใจกันดีครับ” นั่นก็ย่อมหมายถึงว่า สำหรับคุณนั้น เชื่อว่า ศอบิอูนนั้นไม่ใช่อะหลุลกิตาบ แต่แล้วคุณก็บอกว่า “เราจึงบอกไม่ได้ว่า มียะฮูดีย์หรือนัศรอนีย์ที่ไม่ใช่อะหลุลกิตาบ” ตกลงเอายังไงกันแน่คะ ?
เมื่อคุณบอกว่า ยะฮูดีย์-นัศรอนีย์ทั้งหมดเป็นsubset (หรือส่วนหนึ่งนั่นเอง) ของอะหลุลกิตาบ นั่นย่อมหมายความว่า นอกจากยะฮูดีย์-นัศรอนีย์แล้วยังมีพวกอื่นอีกที่เป็นอะหลุลกิตาบ ซึ่งจากการที่คุณไม่ปฏิเสธว่ามีนัก วิชาการจัดพวกศอบีอูนไว้ว่าเป็นอะหลุลกิตาบ แต่ไม่ยอมรับว่าศอบิอูนนั้นเป็นยะฮูดีย์ -นัศรอนีย์ และก็ไม่ยอมรับด้วยว่า มียะฮูดี-นัสรอนีที่ไม่ใช่อะหลุลกิตาบ ทำให้เข้าใจได้ว่า ศอบีอูนเป็น subset ของอะหลุลกิตาบในส่วนที่ไม่ใช่ยะฮูดีย์-นัศรอนีย์ ดังนี้

อะหลุลกิตาบ = ยะฮูดีย์-นัศรอนีย์ทั้งหมด + ศอบีอูน (ไม่ใช่ยะฮูดีย์-นัศรอนีย์)

ถ้าคุณหมายถึงอย่างนี้จริงๆ แล้วละก้อ ช่างเป็นอะไรที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย แล้วยังไงก็ช่วยพิจารณาอัลกุรอานอัลมาอิดะห์อายะห์ที่ 68 ที่คุณจัสมินนำมาให้ดูก่อนหน้านี้ด้วยนะคะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
natee
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 108


ตอบตอบ: Sat May 14, 2005 10:34 pm    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

และเรื่องคัมภีร์ตัลมูทนั้น คุณnopได้ตอบคุณนพัฒน์ว่า พวกที่ยึดคัมภีร์ตัลมูทเป็นอะหลุลกิตาบด้วย “พวกที่ยึดคัมภีร์ตัลมูทคือยะฮูดีไงครับ” และคุณก็ได้ตอบคุณนพัฒน์อีกว่า คัมภีร์ตัลมูทไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งจากเตารอตและอินญีล “ไม่ได้มาจากเตารอต พวกนักปราชญ์ยิวมันบิดเบือนศาสนา” “ตัลมูทของนักปราชญ์” ก็ขอให้คุณ nopพิจารณาอัลกุรอานอัลมาอิดะห์อายะห์ที่ 68 ที่คุณจัสมินนำมาให้ดูก่อนหน้านี้หน่อยนะคะ และก็อยากจะถามคุณnop ว่า ผู้ที่ยึดมั่นในคัมภีร์ตัลมูทของนักปราชญ์ น่ะเข้าข่ายตามที่อัลกุรอานบอกไว้ด้วยหรือคะ

ในเมื่อคัมภีร์ตัลมูทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคัมภีร์เตารอตและอินญีลของอัลลอฮ์ แล้วใยจึงมาเกี่ยวข้องกับ “อะหลุลกิตาบ”ที่อัลลอฮ์เรียกชาวคัมภีร์ของพระองค์ได้อย่างไร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
natee
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 108


ตอบตอบ: Sat May 14, 2005 10:37 pm    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สุดท้ายที่คุณnop บอกว่า “ไม่เคยพบว่าอุลามาอฺชั้นแนวหน้าคนไหนแบ่งอย่างนี้มาก่อน มีแต่แบ่งว่าอะหลุลกิตาบก็มีทั้งแต่งได้และแต่งไม่ได้ (อันนี้ทัศนะนึง)”

อะหลุลกิตาบที่มัวฮ์ศ่อนาตทั้งหมดน่ะ ถ้าอุลามาอฺไหนบอกว่าแต่งไม่ได้ อุลามานั้นต่อให้แนวหน้าขนาดไหนก็เท่ากับปฎิเสธอัลกุรอานแล้วนะคะ

ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องพิจารณาก็คือ พวกไหนที่จัดว่าเป็นพวกอะหลุลกิตาบตามที่พระองค์อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอนุญาตให้แต่งได้ต่างหากล่ะคะ ต้องละเอียดรอบคอบหน่อยนะคะ เรื่องศาสนามั่วไม่ได้หรอกค่ะ เอาแพ้เอาชนะก็ไม่ได้ค่ะ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามคำสอน มีตัวบทหลักฐานกำกับนะคะ อยู่ที่ใครจะมีกึ๋นในการวินิจฉัยมากกว่าเท่านั้นละค่ะ และก็อยากบอกคุณnopในสิ่งที่ดิฉันได้รับการสั่งสอนมาเสมอนะคะ ว่า ศาสนาอิสลามน่ะง่าย อาหรับชนบทคนเลี้ยงแกะยังเรียนรู้อิสลามเข้าใจ ขอเพียงแต่อย่ามักง่ายเท่านั้นเอง ยังไงก็ขอฝากให้ไปพิจารณาหนังสือเรื่องสถานภาพของยะฮูดี-นัสรอนีและอะหลุลกิตาบของท่านอาจารย์ฟารีดทั้งสองเล่มอีกสักครั้งนะคะ บางทีคุณอาจพบอะไรที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน อย่างเช่นเรื่องศอบีอูนที่มีอุลามาบางท่านจัดว่าเป็นอะหลุลกิตาบด้วย เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างที่นำเสนอในหนังสือทั้งสองเล่มนั้นล้วนมีตัวบทหลักฐาน เป็นที่เชื่อถือได้ทั้งสิ้น ลองอ่านดูนะคะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
จัสมิน
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 20/01/2004
ตอบ: 34


ตอบตอบ: Tue May 17, 2005 10:03 pm    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อะห์ลุ้ลกิตาบคือยะฮูดและนะศอรอในวันที่ท่านร่อซู้ล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นร่อซู้ลนั้น คัมภีร์ที่ยังหลงเหลืออยู่และยังมีคนนับถือคืออัตเตารอตและอัลอินญี้ล ส่วนคัมภีร์อื่นๆ นั้นไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ระบุว่ายังหลงเหลืออยู่อย่างชัดเจน อัลลอฮ์กล่าวว่า
( قل يا أهل الكتاب لستم على شيء حتى تقيموا التوراة والإنجيل وما أنزل إليكم من ربكم ) [ المائدة 68 ]
"โอ้ชาวคัมภีร์เอ๋ย พวกเจ้าทั้งหลายหาได้อยู่บนสิ่งใดไม่ (ในเรื่องของศาสนา) จนกว่าพวกเจ้าจะยืนหยัดยึดมั่นต่ออัตเตารอตและอัลอินญี้ล และสิ่งที่ถูกประทานแก่พวกเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า"
คำว่าอะห์ลุ้ลกิตาบในโองการนี้คือบรรดาชาวคัมภีร์อัตเตารอตและอัลอินญี้ล เพราะอัลลอฮ์สั่งให้พวกเขายึดมั่นต่อคัมภีร์ทั้งสอง ทั้งนี้ในคัมภีร์ทั้งสองนั้นบ่งบอกถึงการปรากฏของท่านนะบีมุฮัมหมัด ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นนะบีคนสุดท้าย ท่านอิหม่ามชาฟิอีกล่าวว่า
قال الشافعي ولله عز وجل كتب نزلت قبل نزول القرآن المعروف منها ثم العامة التوراة والإنجيل وقد أخبر الله عز وجل أنه أنزل غيرهما ... أحكام القرآن
"คัมภีร์ต่างๆ ของอัลลอฮ์ อัซซ่า วะญั้ล ที่ได้ประทานมาก่อนหน้าอัลกุรอ่านนั้นมีมากมาย แต่ที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปคืออัตเตารอตและอัลอินญี้ล แน่นอนอัลลอฮ์ อัซซ่า วะญั้ล ทรงบอกอีกว่าพระองค์ได้ประทานคัมภีร์อื่นจากสองคัมภีร์ดังกล่าว "
ดังนั้นอะห์ลุ้ลกิตาบแม้ตามความหมายทางภาษาจะครอบคลุมถึงชาวคัมภีร์ก่อนๆ ทั้งหมด แต่ในความหมายตามนัยของอัลกุรอ่านนั้น ระบุชัดว่าหมายถึงชาวคัมภีร์อัตเตารอตและอัลอินญี้ล ซึ่งก็คือพวกยะฮูดและพวกนะศอรอนั่นเอง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
จัสมิน
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 20/01/2004
ตอบ: 34


ตอบตอบ: Tue May 17, 2005 10:08 pm    ชื่อกระทู้: Re: อะหลุลกิตาบไม่ใช่ยะฮูดี-นัสรอนีที่กำลังไล่ฆ่ามุสลิมเราอย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

( طَعَامُ الَّذِيْنَ أُوْتُوْا الْكِتَاب حِلٌّ لَكُمْ وَطَعَامُكُمْ حِلٌّ لَهُمْ ، وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ الْمُؤْمِنَاتِ وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ الَّذِيْنَ أُوْتُوْا الْكِتَابَ مِنْ قَبْلِكُمْ ) المائدة : 5
"อาหาร (สัตว์ที่เชือด) ของบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าและอาหารของพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา บรรดาสตรีที่มั๊วห์ศ่อนาต (เป็นไทหรือไม่ผิดประเวณี) จากบรรดาผู้ศรัทธาและจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเจ้า (ก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nop
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 23/02/2005
ตอบ: 89


ตอบตอบ: Thu May 19, 2005 1:39 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ต้องขอชมคุณนพัฒน์นะครับ ที่ละทิ้งการโต้เถียงโดยสิ้นเชิง
และขอย้ำเช่นเดิมว่า คุณถือทัศนะนั้นไปน่ะไม่ว่าหรอกครับ และไม่มีบาปด้วย
ถ้าเป็นความเข้าใจโดยอิคลาส ไม่คลุมเครือ และไม่เล่นพรรคพวก หรือถือหางอาจารย์

สำหรับผม ว่าจะไม่มีอะไรตอบก็ต้องตอบ
แต่จะขอตอบเฉพาะที่ที่ควรจะตอบนะครับ
ไอ้ที่คุณ natee ด่าผม ผมไม่ต่อว่ากลับหรือแก้ตัวและกัน

ก่อนอื่นคุณ natee ต้องแยกแยะระหว่าง "อารมณ์" กับ "หลักการ"
สมมุติผมเกลียดขี้หน้าอาจารย์องค์กรหนึ่ง และชอบอาจารย์ของผมเอง
แต่เผอิญไอ้อาจารย์ที่ผมเกลียดเนี่ย ลึกๆในใจก็รู้ว่าเขาฟัตวาถูก
แต่อาจารย์ที่ผมชอบเนี่ยดันฟัตวาผิด(ลึกๆในใจก็รู้)
แต่ผมแกล้งทำเป็นไม่ยอมรับ ไม่ได้นะครับ
เล่นพรรคเล่นพวก ฉันชอบอาจารย์นี้เนี่ย ฉันเกลียดอาจารย์นั้น
ยังไงก็ตาม ผิดถูกฉันแกล้งไม่รู้ ฉันจะดิ้นจะไหลให้อาจารย์ฉันถูก
อย่างนี้ไม่ได้
หรือว่า ฉันพูดไปแล้ว แต่ผิดไปแล้ว(ลึกๆในใจก็รู้)
แต่ถ้าฉันจะแก้ใหม่พูดใหม่ อย่างนี้เดี๋ยวเสียหน้า !
อันนี้ก็ไม่ได้ หลงเลยนะครับ
เช่นเดียวกัน ถ้าคุณบอกว่าไม่ชอบคำพูดผม พูดจาไม่ดี
แต่ถ้าหลักการถูกต้องฟังนะครับ
ไม่ว่าผมจะเป็นเด็กล้างจาน ช่างรถ ช่างกล หรือตำแหน่งไหนก็ตาม
ถ้าพูดจาไม่ดี มารยาทไม่ดี ก็ไม่ต้องตาม แต่หลักการถูก ต้องรับฟังครับ
ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ หรือโมโห มาขัดอารมณ์ปึ๊บก็จะเอาชนะ
ไม่ได้ครับ เพราะมันจะนำไปสู่การมืดบอด ..เอ้ายังไง ? มั่วรึเปล่า?
ก็คนโมโหตามันจะบอดครับ ใจมันจะปิด
และปิดกั้นตัวเองไม่ให้ไปสู่ความเข้าใจ

ส่วนสำหรับผม เรื่องศอบิอูน ผมไม่ขอฟันธง ถามว่าผิดมั๊ย ไม่ฟันธง?
ก็ไม่ผิดหนิครับ เพราะไม่แน่ใจ ถ้าไม่แน่ใจแล้วมาพูดมาเถียงนั่นแหละครับ ผิด!
แต่เห็นทีต้องอธิบายให้ง่ายๆชัด อีกรอบๆ เท่าที่มีความสามารถ
จะด้วยกับความโมโหหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มาทำให้คุณ natee ไม่เข้าใจที่ผมกล่าว
เรื่อง -ยะฮูดีย์ -นัศรอนีย์ -ศอบิอูน มันไม่น่าจะสับสนแต่ก็สับสนจนได้
ไม่ทราบว่าคุณอาจพิมพ์ผิด แล้วทางเว็บไม่มีให้ลบรึเปล่า
คือคุณไปสับสนในเรื่อง subset ตรงไหนครับ
หรือว่าคุณไปดูตามตักษรแล้วคิดวิธีในเชิงตรรกศาสตร์(Logic)
ถ้าเช่นนั้นผมจะขออธิบายในเชิงตรรกะศาสตร์ ไม่ใช่ศาสตร์ของอิสลาม

ผมจะเรียงให้ดูใหม่ เอางี้ดีกว่า
- ยะฮูดีย์> ทั้งหมด เป็น อะหฺลุลกิตาบ
- นัศรอนีย์> ทั้งหมด เป็น อะหฺลุลกิตาบ
- ศอบิอูน> ไม่ฟันธง
เพราะฉะนั้นอะหฺลุลกิตาบคืออะไรครับ?
คือยะฮูดีย์ นัศรอนีย์ ทั้งหมด ส่วนจะมีศอบิอูนด้วยรึไม่ ไม่รู้
ในเมื่อไม่รู้ ไม่ฟันธงก็ขอละไว้ก่อน ไม่จับรวมไป
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ
-เด็กชาย A อยู่ป.6/1
-เด็กชาย B อยู่ป.6/1
-ส่วนเด็กชาย C ไม่รู้ว่าอยู่ป.6/1 หรือเปล่า
(ให้รู้ไว้ว่าเด็กชาย A และ B และ C นี่คนละคน เห็นชัดหรือยัง?)

แล้วทีนี้พอคิดเชิงคณิตศาสตร์
เด็กป6./1 คือใคร?
ตอบคือเด็กชาย A และB
เอ้าก็แสดงว่านี่ก็เป็นแค่ subset ของห้องป.6/1 เองสิ
แล้วเด็กคนอื่นไปไหน??
ไม่เกี่ยวครับ ไม่เกี่ยวกับการอธิบายหลักการของศาสนาอิสลามครับ

เพราะฉะนั้นคิดแบบอิสลาม คำพูดที่ตอบว่า
อะหฺลุลกิตาบคือใคร?
เป็นที่ทราบกันดีว่า ยะฮูดีย์ และ นัศรอนีย์ (ยกเว้นทัศนะของอาจารย์ฟาริด)
แต่จะรวมไปถึงศอบิอูนหรือไม่? ไม่รู้ครับ แต่ส่วนคนที่รู้ที่แน่ใจ เค้าก็ฟันธงไปเลย
ไม่มีพลาดครับ ไม่สับสนครับ แต่ถ้าพื้นฐานศาสนายังตีความตัวบทไม่เป็นก็อาจงงได้

ย้ำอีกทีว่า เวลากุรอานจะเรียกอะไรนั้นจะแยกเป็นประเภทๆไว้
ยะฮูดก็ส่วนยะฮูด นะศอรอก็ส่วนหนึ่ง ศอบิอูนก็อีกประเภทนึง
คนละประเภทกัน
เพราะฉะนั้นกรณีนี้เราพูดถึง ยะฮูดีย์ และ นัศรอนีย์
ผมจึงย้ำว่าอย่าไปเอาอันอื่นมารวม

ทีนี้ขอเรียกร้องให้พี่น้องมุสลิมรวมทั้งคุณ natee
เวลาคิดอะไรให้คิดในรูปแบบของอิสลาม เวลาทำความเข้าใจอะไรก็ใช้ความรู้แบบอิลสาม
อุศูลุลฟิกฮฺรู้หรือยัง ตัฟซีรฺรู้หรือยัง มัลฟูกอะไรต่อมิอะไร เข้าใจหรือยัง
ถ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ตีความตัวบทไม่ได้นะครับ แล้วอาจารย์ว่ายังไงมา
ถ้าเราตีความไม่เป็นเผลอๆก็ไปตีความของอาจารย์ผิดอีก
แล้วถ้าเราไม่รู้ เราอย่าได้เป็นผู้วินิจฉัยครับ เดี๋ยวจะผิด ไม่รู้ก็ตามอย่างเดียว
ใช้ปัญญาไตร่ตรองเอาว่าอะไรดี อะไรน่าจะดีกว่า แค่นี้ก็พอครับ ไม่ต้องไปโต้กับใคร
เดี๋ยวมันจะอันตรายครับ พูดไปโดยไม่รู้นี่อันตราย
แต่ถ้าถามนี่ได้ครับ อยากเรียนอยากรู้ ถามไปเลย อยากวิเคราะห์เป็น ถามไปเลย

และที่คุณ natee กล่าวว่า
" ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องพิจารณาก็คือ พวกไหนที่จัดว่าเป็นพวกอะหลุลกิตาบตาม
ที่พระองค์อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาอนุญาตให้แต่งได้ต่างหากล่ะคะ "

ตรงนี้เองล่ะครับที่คุณ natee มีคำพูดถูกต้องแล้วตามทัศนะอุละมาอฺฝ่ายหนึ่ง
แต่คุณ natee ได้พูดไว้ต่างไปจากอาจารย์ฟาริดแล้วนะครับ (รู้ตัวมั๊ย) .....
คุณ natee บอกว่าพวกไหนที่จัดว่าเป็นอะหฺลุลกิตาบที่อนุญาตให้แต่งได้
ก็แสดงว่ามีอะหฺลุลกิตาบที่มีทั้งจำพวกที่แต่งได้และแต่งไม่ได้
แต่อาจารย์ฟาริดบอกว่า อะหฺลุลกิตาบทั้งหมดแต่งได้
แต่เผอิญยะฮูดีย์ นัศรอนีย์มันไม่ใช่อะหฺลุลกิตาบเสมอไป
บางยิวบางคริสต์ก็เป็นอะหฺลุลกิตาบ บางยิวบางคริสต์ก็ไม่ใช่อะหฺลุลกิตาบ
อันไหนที่เป็นอะหฺลุลกิตาบนั่นแหละน่ะแต่งได้
(อันนี้เป็นทัศนะอาจารย์ฟาริด ซึ่งแปลกแตกต่างจากคนอื่น)
ส่วนคุณ natee บอกอะหฺลุลกิตาบมีทั้งที่แต่งได้และไม่ได้ อันนี้เข้าล็อคแล้ว
คำพูดของคุณ natee ตรงนี้ถือว่าเป็นทัศนะที่อุละมาอฺใช้กันอยู่โดยทั่วไป
ถือเป็นถ้าคุณ natee เขาใจตามทัศนะนั้นไปก็เป็นทัศนะที่ไม่แปลกและไม่คลุมเครือนะครับ
ส่วนผมถือทัศนะของอีกฝ่าย
ว่าอะหฺลุลกิตาบก็แต่งได้ทั้งหมด และยิวคริสต์ทั้งหมดก็เป็นอะหฺลุลกิตาบ

ถ้าใครได้อ่านข้อความของผมอย่างละเอียด ไม่ใช่อ่านเฉพาะตัวหนังสือที่โตๆ
รวมถึงในส่วนที่แก้ไขคำพูดที่บกพร่องไม่ชัดเจน
ก็จะเข้าใจอย่างไม่คลุมเครือนะครับ ผมได้ตรวจทานดูแล้ว ถ้าผิดพลาดตรงไหนก็คงต้องแก้ไปแล้ว
แต่ท่านมีสิทธิ์ที่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจนี่ไม่มีสิทธิ์บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
natee
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 108


ตอบตอบ: Fri May 27, 2005 2:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam คุณ nop ไม่ต้องทำเป็นตีรวนเล่นคำตามตัวอักษรหรอกนะคะ

“พวกไหน” ที่จัดว่าเป็น “อะหลุลกิตาบ” ตามที่พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา บอกไว้ในอัลกุรอาน นั้น น่ะ คุณก็รู้ๆ อยู่ว่า สำหรับดิฉันแล้ว “อะหลุลกิตาบ” ที่ระบุอยู่ในอัลกุรอ่าน หาใช่ “ยะฮูดี-นัศรอนีทั้งหมด” ไม่
ฉะนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ พวกยะฮูดี-นัสรอนีไหนที่เป็นอะหลุลกิตาบตามที่อัลกุรอานระบุไว้ต่างหากล่ะคะ
เมื่อพิจารณาได้แล้วว่า ใครที่เข้าข่ายเป็นอะหลุลกิตาบตามที่อัลกุรอ่านบอกไว้ ทีนี้ถ้าจะแต่งงาน อัลกุรอ่านก็ระบุไว้อีกว่า ต้องเป็นหญิงที่ “มัวฮ์ศ่อนาต” ดังนั้นหญิงอะหลุลกิตาบที่จะแต่งได้ ก็คือ ที่ “มัวฮ์ศ่อนาต” ก็เท่านั้นเอง
ถึงได้บอกว่า ถ้าเป็นอะหลุลกิตาบที่มัวฮ์ศ่อนาตแล้ว ใครจะมาบอกว่า แต่งไม่ได้ เนี่ยก็ต้องถือว่าปฏิเสธอัลกุรอานแล้วซิคะ

ยังไงก็ เอาประเด็นการพิจารณาว่า พวกไหนคือ “อะหลุลกิตาบ”ให้ผ่านก่อนละกันนะคะ

ยิวคริสต์ทั้งหมดเป็นอะหลุลกิตาบจริงหรือ???

ที่คุณ nop เคยยกฟัตวาของเชคบิน บาซที่นำมาจาก Fatwa-on line.com ก็มีเงื่อนไขของยะฮูดี-นัสรอนีที่จะจัดว่า เป็นอะหลุลกิตาบด้วยมิใช่หรือคะ ดิฉันคงไม่ต้องยกมาให้ดูอีกหรอกนะคะ

หรืออย่างผู้รู้สลาฟียูนที่เคยยืนยันว่า ยะฮูดีนัสรอนีทั้งหมดคืออะหลุลกิตาบ ก็ยังไม่พ้นที่จะต้องมีเงื่อนไขว่า “พวกเขายังถูกเรียกว่าเป็นอะห์ลุลกิตาบตราบใดที่พวกเขายังนับถือคัมภีร์ทั้งสองอยู่ หากพวกเขายึดถือคัมภีร์อัตเตารอต และอัลอินญีล และแม้แต่คัมภีร์ทั้งสองจะถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปแล้วบางส่วน พวกเขาคือ อะหลุลกิตาบตามความหมายที่ปรากฏในตัวบทหลักฐาน”
นอกจากนี้ ยังบอกอีกด้วยว่า “ศาสนาเดิมของยะฮูดและนอศอรอก็คืออิสลาม เมื่อพวกเขาเพี้ยนไปแล้วจึงไม่เรียกมุสลิมและอิสลาม แต่ถูกเรียกว่าศาสนาของยะฮูดและศาสนาของนะศอรอ และหากเปลี่ยนอากีดะห์ (หลักความเชื่อศรัทธา) ไปเชื่อตามลัทธิอื่นๆ พวกนี้ก็ไม่ถูกเรียกว่าอะห์ลุลกิตาบแล้วเช่นกัน”

จะเห็นได้ว่า ยะฮูดและนะศอรอของผู้รู้สลาฟียูนมีตั้งแต่เป็นศาสนาอิสลาม เป็นศาสนายะฮูด ศาสนานะศอรอ จนกระทั่งเปลี่ยนอากีดะห์ไปอีก (แต่ไม่ยักให้รายละเอียดนะคะว่าอากีดะห์ของยะฮูดและนะศอรอก่อนเปลี่ยนไปน่ะเป็นอย่างไร) แต่ที่แน่ๆ พวกนี้ (ยะฮูดและนะศอรอ) ก็คือ พวกที่ไม่ใช่อะหลุลกิตาบนั่นเอง

เห็นมั้ยล่ะคะ จะฟัตวายังไงก็แล้วแต่ แต่ความเป็นจริงเป็นอย่างไร ก็พิจารณากันเองละกันนะคะ ว่า อะหลุลกิตาบน่ะใช่ยะฮูดี-นัสรอนีทั้งหมดจริงหรือ??
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ยุสรอ
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 13/12/2004
ตอบ: 8


ตอบตอบ: Wed Jun 08, 2005 9:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam อ่านพบในวารสาร “ร่มเงาอิสลาม” ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พฤษภาคม 2548 คอลัมภ์ “ส่องโลกอิสลาม” โดย อ. ชาฟีอีย์ สาสนพิจิตร์ เรื่อง “ปัญหาของยิว (ตอนที่ 3) หน้า 8-9 เห็นว่าเกี่ยวข้องกับกระทู้นี้ จึงขอนำมาฝากค่ะ

“คนยิวในรัฐยิวปัจจุบันเป็นชาวคัมภีร์หรือไม่ ผมไม่ต่อล้อต่อเถียงกับใคร แต่ที่น่าสนใจมันอยู่ตรงที่ว่า “คนยิว” ปัจจุบันยังถือคัมภีร์ของพระเจ้าอยู่หรือไม่? นี่คือเรื่องที่จะคุยกันต่อไปนี้
ถ้าเราไม่ละเลยข้อเท็จจริงจนเกินไป เราต้องรับรู้ไว้ด้วยว่า “รัฐยิว” ซึ่งธีโอดอร์ เฮอร์เซิล (บิดาแห่งลัทธิไซออนิสต์) ได้จินตนาการเอาไว้ว่าตั้งแต่ต้นคริสศตวรรษที่ 19 นั้น เป็นรัฐไซออนิสต์ซึ่งจำกัดบทบาทของศาสนา พวกแรบไบ (พระยิว)ถูกกีดกันให้อยู่แต่ใน “ซินาก็อก”(โบสถ์ยิว) และเยซิวาหรือโรงเรียนสอนศาสนาจะหมดความสำคัญในรัฐยิวใหม่ แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ พวกไซออนิสต์รุ่นบุกเบิกกลับไม่กล้าแสดงเจตนารมณ์ออกมาตรงๆ แต่เปลี่ยนคำโฆษณาเรียกร้องสู่ “รัฐฮิบบรู” หรือ Hebrew State (ซึ่งหมายถึงรัฐของคนที่มีศาสนาฮิบรู) แทนที่จะโฆษณาว่าว่าต้องการ “รัฐ(ของคน)ยิว” หรือ Jewish State (ที่เป็นรัฐของคนเชื้อชาติยิว) ไซออนิสต์กลัวว่าพวกเคร่งศาสนาจะต่อต้านรัฐใหม่นั่นเอง ยิ่งกว่านั้นพวกไซออนิสต์ยังแสร้งทำเป็นยอมรับศาสนาฮิบรูด้วยซ้ำไป จนถึงกับยอมประกาศให้วันโยม-คิปปูร์ (วันสำคัญของศาสนายูดาย) เป็นวันหยุดสำคัญของชาติ

เมื่อครั้งที่ผู้นำไซออนิสต์ลงนามประกาศให้รัฐยิวเป็นเอกราช ไม่มีการเอ่ยถึง “กฏหมายโมเซ”(คัมภีร์เตารอตที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ประทานแก่มูซา) แม้แต่น้อย ในคำประกาศเอกราชกล่าวแต่เพียงสั้นๆ ว่า “จะรับประกันความเท่าเทียมกันของประชาชน โดยไม่คำนึงถึงศาสนา” (“A quarantee of equality for all citizens irrespective of religion”) ทำให้ยิวเคร่งศาสนาผิดหวังอย่างแรง เพราะคิดว่ารัฐยิวใหม่น่าจะเป็น “รัฐศาสนา” เป็นฮิบรูอันยิ่งใหญ่อย่างที่เคยเป็นในสมัยนบีสุลัยมาน อะลัยอิสลาม คำประกาศเอกราชไม่เพียงแสดงถึงเป้าหมายที่แท้จริงของไซออนิสต์ว่า “ไม่เอาศาสนา” แต่ยังสะท้อนให้เห็นแนวคิดของผู้นำไซออนิสต์คนสำคัญอย่าง เดวิด เบน กูเรียน อีกด้วย

เดวิด เบน กูเรียน ใช้ชีวิตโดยไม่เคยมีความสัมพันธ์กับศาสนามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว .....ความจริงแล้ว เบน กูเรียน ตัดความสัมพันธ์กับพวกแรบไบมาตั้งแต่ก่อนประกาศเอกราช แต่เพราะพวกไซออนิสต์นั้นมีความกลัวอยู่ลึกๆ ว่า พวกอุลตร้าออโธดอกส์ (พวกเคร่งศาสนา) จะแอบไปบอกสหประชาชาติว่า พวกอุลตร้าออโธดอกส์ นั้นไม่ประสงค์ให้มีการก่อตั้งรัฐยิว (เพราะพวกอุลตร้าออโธดอกส์รู้แก่ใจว่าพวกไซออนิสต์นั้นมีอุดมการณ์ต่อต้านศาสนาและท้าทายพระเจ้า)
ด้วยความระแวงเบน กูเรียนจึงเขียนจดหมายไปถึงอากูดัต ยิสราเอล หัวหน้ากอลกำลังเคร่งศาสนา เพื่อให้คำสัญญาว่า หากตั้งรัฐยิวสำเร็จจะประกาศให้วันเสาร์เป็นวันซะบาโต (วันที่ต้องหยุดทำงานตามความเชื่อศาสนายิว)........ไซออนิสต์กันฟันให้คำสัญญาแต่ก็ได้รับชัยชนะ ........

อีกเรื่องหนึ่งที่จะเล่าให้ฟังเป็นเรื่องของกิน(ของคนอื่น) ใครก็ตามที่ยังเชื่อว่าพวกยิวยังมีสภาพเป็น “ชาวคัมภีร์” คงต้องฟังเรื่องนี้ให้ดีๆ เรื่องมีอยู่ว่า มีเมนูอาหารยอดนิยมในอิสราเอลเมนูหนึ่ง ยิวเรียกว่า ไวท์สเต็ก หรือ สเต็กขาว ที่ขึ้นชื่อ ไวท์สเต็กที่แท้คือ สเต็กหมูนั่นเอง! เป็นที่รู้กันอย่างไม่เปิดเผยมาเป็นเวลานานแล้วว่ามีหมูในอิสราเอล แม้ว่ารัฐยิวจะมีการออกกฏหมาย “ห้ามการเลี้ยงสุกรบนแผ่นดินอิสราเอล” มาเป็นเวลาหลายปีก็แล้ว ก็แล้วไวท์เสต็กหรือสเต็กหมูเหล่านี้มาจากไหนกัน..... มาจากคิบบุตซ์ (นิคมเกษตรกรรม) แห่งหนึ่งทางตอนใต้นั่นเอง คิตบุตซ์ที่ว่านี้เป็นพวกยิวโรมาเนียน(ยิวที่อพยพมาจากประเทศโรมาเนีย) ....
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nop
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 23/02/2005
ตอบ: 89


ตอบตอบ: Fri Jun 10, 2005 6:15 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เอ้ายังไม่จบอีกเหรอ
เอางั้นก็เอา แต่ผมไม่เอาด้วย
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nuroiya
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 28/12/2003
ตอบ: 41


ตอบตอบ: Mon Jun 13, 2005 6:30 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ที่ผ่านมาดิฉันได้ติดตามอ่านมาเป็นระยะ ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ได้เสวนากัน แต่บางท่านก็ใช้หลัก

ฐานจากอัล-กุรอานและฮะดีษ แต่บางท่านก็ใช้การอ่านการเรียนมาจากประวัติศาสตร์สังคมโลก

และก็บอกว่าคนโน้นไม่รู้เรื่องนี้ ให้คนที่เอาหลักฐานมาจากอัลกุรอานและฮะดีษ กลับไปศึกษา

มาใหม่ ดิฉันว่าประวัติศาสตร์สังคมโลกหรือประวัติศาสตร์อิสลามที่มาจากอัล-กุรอานและฮะดีษ

อย่างไหนน่าจะเข้าใจดีกว่ากัน ควรจะพิจารณากันดูน่ะค่ะ

wassalam

_________________
"จงยึดมั่นในสายเชือก(ศาสนา)ของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกัน และอย่าได้แตกออก หรือแตกต่างจากศาสนาของอัลลอฮฺ"
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์
nop
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 23/02/2005
ตอบ: 89


ตอบตอบ: Sat Jun 18, 2005 3:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ประวัติศาสตร์สังคมโลกหรือประวัติศาสตร์อิสลามที่มาจากอัล-กุรอานและฮะดีษ

อย่างไหนน่าจะเข้าใจดีกว่ากัน


คำตอบคือ หะดีษที่สืบว่าเศาะฮี้หฺ เชื่อถือได้ 100 % ส่วนกุรอานนั้นถูก สัจจะเสมอ
ส่วนประวัติที่มนุษย์เขียนบันทึกไว้ พอเก็บไว้เป็นความรู้ หรือไม่รู้เลยก็ได้ครับ
เพราะอาจมีข้อมูลที่ทั้งถูกและผิด และไม่ใช่สิ่งที่มุสลิมต้องเชื่อเป็นอะกีดะฮฺด้วย

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทีนี้ขอแถมเรื่องอื่นในกระทู้นี้แล้วกัน
กับคำว่า "นะศอรอ"
บางคนเข้าใจว่าคือฝรั่งครับ แล้วไปบอกว่ามุสลิมเราทำตัวเป็นคริสต์
บอกอาจารย์ฟาริดใส่เสื้อเชิ้ตแบบนะศอรอ อาจารย์มุรีดใส่กางเกงยีนส์แบบนะศอรอ
อันนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและโง่เขลา
เพราะนะศอรอไม่ได้หมายถึงฝรั่งครับ
นบีห้ามว่า "ใครปฏิบัติเยี่ยงชนกลุ่มใด ก็เป็นชนกลุ่มนั้น"
ถ้าแยกแยะระหว่างเชื้อชาติกับศาสนาไม่ออกนี่จะงงครับ และโง่ด้วย
อย่างนี้มุสลิมพูดไทยไม่ได้นะครับ เพราะเป็นภาษามุชริก! มุสลิมใส่ชุดไทยไม่ได้ เป็นชุดมุชริก!
มุสลิมกินอาหารญี่ปุ่นไม่ได้ เป็นภาษาชินโต มุสลิมใส่ชุดจีนไม่ได้ เป็นเต๋าเป็นขงจื้อ
ไม่ใช่ครับ! มั่ว!
นะศอรอคือศาสนาคริสต์ ส่วนฝรั่งคือคนที่ผมแดง ผิวขาว ถิ่นเดิมมาจากยุโรป
ฝรั่งอาจนับถือคริสต์ก็ได้ พุทธก็ได้ อิสลามก็ได้ ไม่มีศาสนาก็เป็นได้
ส่วนนะศอรออาจจะคนเขมร คนลาว คนจีน คนดำ คนฝรั่งนับถือก็ได้ อย่าไปงง!
ดังนั้นเราไปกินสเต็ก พูดอังกฤษ ฝรั่งเศส ไม่ได้หมายความว่าเลียนแบบนะศอรอครับ
(ส่วนใคนจะต่อต้านเพราะเกลียดจักรวรรดินิยมนั่นอีกเรื่องนึง)
การเลียนแบบนะศอรอก็เช่น ไปตัดชุดคล้ายบราเดอร์นักบวชคริสต์ ไปเที่ยวคริสต์มาส หรือไปจัดเมาลิดนบี เป็นต้น
ส่วนไอ้ที่บอกว่ามุสลิมต้องใส่โตบน่ะ ถ้าโตบนบีน่ะก็เห็นว่าดี แต่ที่เป็นอยู่นี่ไม่เห็นมีใครใส่ซักตัว!
มันมีแต่โตบปากี โตบมาเลย์ ไม่ใช่สุนนะฮฺนบีครับ อย่ามามั่ว!
นบีต้องชุดอาหรับแบบโบราณ เสื้อผ้าหลวม แขนกว้าง แล้วไปเอาชุดบังคลา ปากีมาอ้างนี่มั่วครับ

"ใครปฏิบัติเยี่ยงชนกลุ่มใด ก็เป็นชนกลุ่มนั้น"
มุสลิมเราไปปฏิบัติตามวัฒนะธรรมญี่ปุ่น(ที่ไม่ขัดอิสลาม) ก็เท่ากับว่าเป็นญี่ปุ่น ..แล้วญี่ปุ่นผิดตรงไหนล่ะ??
มุสลิมเราปฏิบัติแบบไทย(ที่ไม่ขัดอิสลาม) ก็เท่ากับว่าเป็นคนไทย ..แล้วไทยผิดตรงไหนล่ะ?
มุสลิมเราใส่ชุดฝรั่ง ก็เท่ากับว่าเป็นฝรั่ง ..แล้วฝรั่งผิดตรงไหนล่ะ?
ทั้งนี้เราไม่ได้ไปเลียนเรื่องศาสนา แล้วไอ้ทีพวกทำบิดอะฮฺ พวกไปวางศิลาฤกษ์ พวกขึ้นบ้านใหม่ นี่ไม่เห็นว่าเป็นมุชริก?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
natee
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 108


ตอบตอบ: Mon Jun 27, 2005 9:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam คุณนพัฒน์คะ ไม่เข้ามาเยี่ยมเยียนกระทู้นี้อีกแล้วหรือคะ ดิฉันไม่ทะเลาะกับใครแล้วนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อซิคะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... , 22, 23, 24  ถัดไป
หน้า 23 จากทั้งหมด 24

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.17 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004