ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - มุฮัมหมัด ศาสนทูตแห่งมวลมนุษยชาติ
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
มุฮัมหมัด ศาสนทูตแห่งมวลมนุษยชาติ

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ประวัติศาสตร์อิสลาม
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Sat May 26, 2012 12:57 pm    ชื่อกระทู้: มุฮัมหมัด ศาสนทูตแห่งมวลมนุษยชาติ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

มูฮัมหมัด อิบนิอับดุลเลาะห์ อิบนิ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนิฮาชิม อิบนิ อับดิมานาฟ เชื้อสายของท่านนบีมูฮัมหมัดสืบไปถึงนบีอิสมาอีล อิบนิอิบรอฮีม

อัลดุลมุฏฏอลิบและการขุดบ่อน้ำ

อับดุลมุฏฏอลิบ ปู่ของท่านรอซูล เป็นผู้ให้น้ำแก่ผู้ที่ทำฮัจญ์ที่มาทำการฏอวาฟรอบกะอฺบะห์ และผู้คนทั้งหลายก็รักท่าน และมีอยู่วันหนึ่งท่านอับดุลมุฏฏอลิบ คิดที่จะขุดบ่อน้ำซัมซัม เพื่อให้ง่ายแก่ท่านในการให้น้ำแก่บรรดาผู้ที่ทำฮัจญ์ แต่ว่าท่านไม่รู้ที่ของมัน ท่านก็ได้เห็นที่ของบ่อน้ำซัมซัมในความฝันของท่าน ดังนั้นท่านจึงได้ไปหาลูกชายของเขาที่ชื่อ ฮาริษ เพื่อขุดบ่อน้ำ และน้ำก็ได้พุ่งออกมาอย่างมากมาย ผู้คนทั้งหลายก็หันไปมองรอบๆบ่อน้ำ และพวกเขาก็พูดกับอับดุลมุฏฏอลิบว่า พวกเราจะทำหน้าที่แบ่งบ่อน้ำระหว่างพวกเราและพวกท่าน ท่านอับดุลมุฏฏอลิบก็ไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากของดุอาอฺต่ออัลเลาะห์ ที่จะขอริสกีต่อพระองค์ด้วยลูกชายสิบคน และฆ่าคนหนึ่งจากพวกเขาเพื่อเป็นการใกล้ชิดต่ออัลเลาะห์

การรอดพ้นของอัลดุลเลาะห์

อัลเลาะห์ได้ให้ริสกีแก่อับดุลมุฏฏอลิบลูกชายสิบคน ดังนั้น เขาจึงได้คิดในเรื่องบนบาน ท่านอัลดุลมุฏฏอลิบได้ทำการเสี่ยงทายระหว่างลูกๆของเขา และผลของการเสี่ยงทายก็ตกไปอยู่ที่อับดุลเลาะห์พ่อของท่านรอซูล
อับดุลมุฏฏอลิบได้นำตัวลูกชายของเขาไปที่กะอฺบะห์เพื่อที่จะเชือดเขา ผู้คนที่อยู่ที่นั่นก็ได้พบเห็นเขา และพวกเขาก็พูดกับอับดุลมุฏฏอลิบว่า เกิดอะไรขึ้นกับสติปัญญาของท่านที่จะเชือดลูกชายของท่าน? จงไปหาโหรทำนายและปรึกษานางในเรื่องของท่าน
และอับดุลมุฏฏอลิบ ก็ได้ไปหาโหรทำนาย และนางก็กล่าวว่า จงให้การเสี่ยงทายเกิดขึ้นระหว่างอับดุลเลาะห์และอูฐ 100 ตัว และหากว่าการเสี่ยงทายได้ตกไปอยู่ที่อูฐ ท่านจะได้ไม่ต้องฆ่าลูกชายของท่าน และหลังจากการเสี่ยงทาย อับดุลเลาะห์ก็ได้รอดพ้น และอับดุลมุฏฏอลิบ ก็ได้เชือดอูฐ 100 ตัว เพื่อเป็นการรักษาสัญญาการบนบานของเขาที่ได้ทำเพื่ออัลเลาะห์

การแต่งงานของอัลดุลเลาะห์กับอามีนะห์

อับดุลมุฏฏอลิบต้องการให้ลูกของเขา อับดุลเลาะห์แต่งาน ดังนั้นเขาจึงเลือกให้กับลูกของเขา คือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ อามีนะห์ บินติ วะฮฺ บิน และหลังจากแต่งงาน ท่านอับดุลเลาะห์ก็ได้ออกไปกับกองคาราวาน ไปยังประเทศชาม และเขาก็ทิ้งภรรยาของเขาที่ตั้งครรภ์นบีมูฮัมหมัด แต่ว่าท่านอับดุลเลาะห์ได้ตายในระหว่างเดินทางก่อนที่เขาจะเห็นลูกชายของเขา

วันเกิดของท่านนบีมูฮัมหมัด

ท่านรอซูลเกิดปีช้างในวันจันทร์ และท่านหญิงอามีนะห์ บินติวะฮฺบิน ได้คลอดเด็กออกมา และคนใช้ผู้หญิง ก็ได้ออกไปด้วยความเร็ว เพื่อบอกความดีกับอะบาละฮับว่า แท้จริง อามีนะห์ได้คลอดเด็กออกมา และอะบาละฮับดีใจ และเขาก็ปล่อยคนใช้คนนั้นให้เป็นไท
อับดุลมุฏฏอลิบออกไปบ้านของลูกชายของเขาด้วยความเร็ว เพื่อที่จะดูเด็กที่เกิดมาใหม่ และเขาอุ้มเด็กคนนั้น และพาเด็กคนนั้นไปที่กะอฺบะห์ และขอบคุณอัลเลาะห์ และตั้งชื่อเขาว่า “มูฮัมหมัด”

ปีช้าง

ปีที่ท่านนบีเกิด เป็นปีที่ถูกเรียกว่า ปีช้าง เพราะว่าอับรอหะฮ์ ทหารของประเทศเอธิโอเปีย ได้ยกกองทัพทหารที่มากมายเพื่อทำลายกะอฺบะห์ เพราะว่าผู้คนไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ยังบ้านที่เขาได้สร้างไว้ในประเทศเยเมน ด้วยเงินและทอง และผู้คนก็ไปที่กะอฺบะห์ และพร้อมกับเขาที่มีกองทัพที่ใหญ่โต
และในขณะที่เขาได้เข้าใกล้อัลกะอฺบะห์ อัลเลาะห์ได้ส่งนกที่เท้าของมันมีหินก้อนเล็กๆเพื่อที่จะมาขว้างกองทัพช้าง เมื่อก้อนตกไปที่ชายคนหนึ่งจากพวกเขา และหลังจากนั้น ชายคนนั้นก็ตาย

แม่นมของท่านรอซูล

จากประเพณีของชาวอาหรับที่พวกเขาจะให้ลูกของพวกเขามีแม่นมให้แก่พวกเขา และแม่นมก็จะมาเพื่อที่จะเลือกเด็กคนหนึ่งจากพวกเขา เพื่อที่จะให้นม และทุกๆแม่นมก็รู้ว่าท่านรอซูล เป็นเด็กกำพร้า และก็จะออกห่างจากท่านนบี เพราะว่าพวกแม่นมต้องการเด็กที่มีฐานะร่ำรวย เพื่อที่พวกเขาจะให้เงินแก่นางอย่างมากมาย ค่าใช้จ่ายของเด็กต่อตัวนางและลูกๆของนาง และฮาลีมะห์ ซะอฺดียะห์ ไม่พบผู้ให้นมแก่นบีมูฮัมมัด และนางจึงได้รับท่านมาเพื่อที่จะให้นมแก่ท่าน และด้วยกับความจำเริญของท่านนบีมูฮัมหมัด อัลเลาะห์ได้ทรงปรับปรุงทุกๆสภาพของฮาลีมะห์ และอัลเลาะห์ก็ได้ให้ความจำเริญแก่นางในการใช้ชีวิตของนาง

การผ่าหัวใจของท่านรอซูล

ระหว่างที่ท่านรอซูลอยู่กับนางฮาลีมะห์ ซะอฺดียะห์ ท่านนบีได้เล่นอยู่กับพี่น้องจากแม่นมเดียวกัน ได้มีมลาอีกะห์สองท่านได้ลงมาจากฟากฟ้า ในรูปร่างของผู้ชายสองคน และมลาอีกะห์ทั้งสองก็ได้จับท่านนบี และก็ผ่าหัวใจของท่านนบี และท่านทั้งสองก็นำความชั่วร้ายของชัยฏอนที่อยู่ในใจของมนุษย์ทำความสะอาด จนพร้อมที่จะรับศาสน์ที่อัลเลาะห์มอบหมายให้ และพี่น้องจากแม่นมเดียวกันเห็นดังกล่าว พวกเขาก็รีบไปหาฮาลีมะห์ และบอกกับนางถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และนางก็ได้มาด้วยความเร่งรีบ และนางก็พบว่า ท่านนบี หน้าซีด นางจึงกอดท่านนบีไว้ และก็พาท่านนบีกลับไปที่บ้าน และนางกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีอีก นางจึงพาท่านนบีกลับไปหาแม่ของท่าน

การเสียชีวิตของท่านหญิงอามีนะห์

ท่านหญิงอามีนะห์ได้นำท่านนบีมูฮัมหมัดมาเลี้ยง อายุของท่าน 6 ขวบ เพื่อที่จะเยี่ยมกุโบรของสามีของนาง (ท่านอับดุลเลาะห์) ซึ่งเป็นพ่อของท่านนบี และเพื่อที่จะให้นบีรู้จัก บรรดาน้าๆของท่านนบี และท่านก็ยังคงอยู่กับแม่ของท่าน 1 เดือนเต็ม ระหว่างการเดินทางกลับ ท่านหญิงอามีนะห์ป่วยระหว่างการเดินทาง และตาย ณ ที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า อับวาอฺ และท่านรอซูล ร้องไห้เสียใจอย่างรุนแรง และอุมมุอัยมัน คนรับใช้ของท่านรอซูล ได้พาท่านนบีกลับไปหาปู่ของท่านที่มักกะห์

ท่านรอซูล ขณะที่อยู่กับปู่และลุงของท่าน

หลังจากที่ท่านหญิงอามีนะห์ แม่นมของท่านรอซูล เสียชีวิต ท่านนบีมูฮัมหมัดใช้ชีวิตอยู่กับปู่ของท่าน ท่านจะอยู่พร้อมกับปู่ของท่านทุกๆที่ ที่ปู่ของท่านจะนั่ง ก็จะมีท่านนบีอยู่ด้วย และท่านนบีก็จะนั่งพร้อมกับผู้อาวุโสของชาวมักกะห์ และด้วยความต้องการของอัลเลาะห์ที่จะให้อับดุลมุฏฏอลิบเสียชีวิต และอายุของท่านนบี 8 ขวบ และท่านนบีก็ใช้ชีวิตหลังจากดังกล่าวอยู่กับลุงของท่าน อบีตอลิบ ซึ่งลุงของท่านรักท่านนบีมากๆ และในวันหนึ่ง อบูตอลิบได้พาท่านนบีไปในการเดินทางไปประเทศชาม และอบูตอลิบก็ได้รู้สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจ

นักบวชบุฮัยรอ

ระหว่างการเดินทาง กองคาราวานได้ผ่านเมืองหนึ่ง และในระหว่างการเดินทางของพวก ก็ได้ผ่านกระท่อมหลังหลังหนึ่ง ที่มีนักบุญอาศัยอยู่ ชื่อว่า บุฮัยรอ และเมื่อบุฮัยรอได้เห็นกองคาราวาน และเขาก็มองเห็นใบหน้าของท่านรอซูล และอายุของท่าน 12 ปี

บุฮัยรอก็พูดกับลุงของท่านรอซูลว่า : เด็กคนนี้คือใคร
อบูตอลิบกล่าวว่า : แท้จริงเขาคือลูกชายของฉัน
บุฮัยรอกล่าวว่า : เขาไม่ใช่ลูกของท่าน
อบูตอลิบกล่าวว่า : เขาคือลูกของน้องชายของฉัน แต่ว่าพ่อของเขาเสียชีวิตไปแล้ว
บุฮัยรอกล่าวว่า : จงพาลูกของน้องชายของท่านกลับไป และจงระวังจากพวกชาวยิว แท้จริงหลานของท่านจะเป็นนบีในเวลานี้
ดังนั้นอบูตอลิบก็รีบกลับไปยังมักกะห์
Idea Idea Wink
ขอบคุณข้ลมูลจาก www.islammore.com ติดตามตอนต่อไป Very Happy
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Sat May 26, 2012 9:48 pm    ชื่อกระทู้: ชีวิตวัยเด็กของท่านนบีมุฮัมหมัด(ซล) ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ประเพณีของชาวมักกะฮฺโดยเฉพาะตระกูลที่มีชื่อเสียงจะส่งเด็กไปเลี้ยงตามชนบทในทะเลทราย ( ในทะเลทรายมีอากาศบริสุทธิ์และอาหารอุดมสมบูรณ์ กินนมแพะ นมแกะ นมอูฐ กินเนื้อบริสุทธิ์ กินพืชที่สมบูรณ์ แต่มักกะฮฺเป็นเมืองที่เจริญแล้วและเป็นลำธารระหว่างภูเขาสองลูกใหญ่ อากาศไม่ค่อยดี) ท่านนะบีอยู่ในชนบทกับแม่นมคือ นางหะลีมะฮฺ อัซซะอฺดียะฮฺ ที่เผ่าบะนีซะอฺดฺ (นางหะลีมะฮฺเป็นแม่นมรับจ้าง เป็นธรรมเนียมที่ชาวชนบทมักรับจ้างเป็นแม่นม) ซึ่งอาหรับสมัยนั้นอาศัยอยู่ในเต็นท์ ไม่มีที่พักถาวร เห็นฝนตกมีน้ำมีหญ้าที่ไหนก็ไปกางเต็นท์ที่นั่น อยู่เดือนสองเดือนแห้งแล้งก็ย้ายไปที่อื่น

มีรายงานเศาะฮี้ฮฺ(ทั้งจากบุคอรียฺและมุสลิม)ถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งท่านนะบีได้เล่าให้เศาะฮาบะฮฺหลายคนฟัง รวมทั้งท่านหญิงอาอิชะฮฺด้วยว่า เมื่ออายุประมาณ 2-3 ขวบ ขณะที่กำลังเล่นกับเด็กอื่นๆ มีชายสองคนมาหาและจูงท่านนะบีออกไปจากเผ่าบะนีซะอฺดฺ แล้วสั่งให้ท่านนะบีนอน หลังจากนั้นได้ผ่าอกของท่านนะบีเอาหัวใจออกมา แล้วทิ้งเนื้อก้อนหนึ่งจากหัวใจไป ชายคนหนึ่งในสองคนนั้นบอกว่า นี่คือส่วนของชัยฏอนที่ต้องการจากท่าน หมายถึงต่อไปนี้ชัยฏอนไม่มีวิถีทางที่จะมายุแหย่ท่านนะบีได้อีกแล้ว นี่เป็นการดูแลพิเศษจากอัลลอฮฺต่อท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

นางหะลีมะฮฺวิ่งไปหาท่านนะบีหลังจากที่มีเด็กมาบอก ก็พบท่านนะบีเพิ่งกลับมาจากเหตุการณ์นี้ (มีบางรายงานระบุว่ารอยที่ถูกผ่ายังเห็นชัดอยู่) นางหะลีมะฮฺกังวลว่าถ้าปล่อยท่านนะบีอยู่ที่นี่ไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของท่านจึงนำไปส่งให้มารดา ท่านนบีจึงอยู่กับมารดาจนกระทั่งอายุประมาณ 8 ขวบก็ได้ออกเดินทางไปกับมารดาเพื่อเยี่ยมบรรดาน้าๆ ที่เมืองมะดีนะฮฺ และขากลับมารดาของท่านก็เสียชีวิต


ท่านนะบีกำพร้าพ่อก่อนกำเนิด และเมื่ออายุ 8 ขวบมารดาเสียชีวิต ก็กำพร้าทั้งพ่อและแม่ นี่คือชีวิตที่ลำบาก และเป็นประเด็นที่น่าวิเคราะห์ เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่สร้างความยากลำบากในชีวิตของท่าน เมื่อกำพร้าทั้งพ่อและแม่แล้วคนที่จะดูแลท่านคือคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่พ่อและแม่ คนแรกที่รับท่านนะบีมาดูแลคือปู่ของท่าน อับดุลมุฏฏอลิบ ซึ่งรักท่านนะบีมุฮัมมัดมากที่สุด ก่อนเสียชีวิตได้สั่งเสียไว้กับอบูฏอลิบว่า ห้ามทิ้งหลานฉันคนนี้นะ ต้องช่วยเหลือเขาเต็มที่ และมีเหตุการณ์หนึ่งสมัยที่อับดุลมุฏฏอลิบยังมีชีวิตอยู่ที่บ่งชี้ถึงความรักระหว่างปู่กับหลาน คือเมื่ออับดุลมุฏฏอลิบจะละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺ เขาจะปูพรมแล้วละหมาดบนพรมผืนนั้น ลูกหลานเป็นสิบๆ คนไม่มีใครกล้าแตะพรมผืนนี้นอกจากมุฮัมมัด หลานคนอื่นมาแตะก็ถูกไล่เพราะอับดุลมุฏฏอลิบเป็นหัวหน้าเผ่ากุเรชที่มีเกียรติ แต่เมื่อมุฮัมมัดมานั่ง คนจะมาไล่ ปู่บอกไม่ต้อง ปล่อยเขา


สาเหตุที่อับดุลมุฏฏอลิบรักท่านนะบีเพราะเขาเคยบนบาน (นะซัร) ไว้ว่าถ้าหากมีลูกสิบคนจะเชือดคนหนึ่งถวายให้อัลลอฮฺ (เป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากประเพณีอาหรับที่เริ่มมีการบิดเบือน) ซึ่งลูกคนที่สิบคือ อับดุลลอฮฺ บิดาของท่านนะบี ชาวอาหรับเคร่งครัดมากในเรื่องนะซัร อับดุลมุฏฏอลิบจึงนะซัรอีกว่าถ้าจับฉลาก (ใช้ลูกธนูเรียก อัลอัซลาม แต่ละดอกเขียน “เอา” และ “ไม่เอา” ให้จับฉลาก) แล้วไม่ต้องเชือดลูกชาย ก็จะเชือดอูฐสิบตัว ปรากฏว่าครั้งแรกจับสลากได้ว่าให้เชือด จึงเพิ่มนะซัรเป็นยี่สิบตัว เมื่อจับฉลากอีกก็ได้ว่าให้เชือด จึงเพิ่มนะซัรขึ้นเรื่อย ๆ ทีละสิบตัว จนสุดท้ายนะซัรว่าถ้าจับได้ว่าไม่ต้องเชือดลูกชายก็จะเชือดอูฐร้อยตัว ก็ปรากฏว่าจับฉลากได้ไม่ให้เชือด


เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้กันของชาวอาหรับ และมีหะดีษบทหนึ่งที่แม้จะอ่อนแอในด้านสายสืบ(อิสนาด) แต่มีที่มาคือ ท่านนะบีเคยพูดว่า “ฉันเป็นลูกของสองคนที่ประสบเหตุการณ์ที่อาจถูกเชือด” (อัซซะบีฮัยนฺ) หมายถึง ท่านนะบีอิสมาอีล และอับดุลลอฮฺ บิดาของท่าน

ท่านนะบีอิบรอฮีมฝันว่าอัลลอฮฺสั่งให้เชือดนะบีอิสมาอีล ตอนอายุ 8 ขวบ (การฝันของบรรดานะบีและร่อซูลเป็นสัจธรรม) และเมื่อปรึกษากับนบีอิสมาอีลผู้เป็นลูกชาย อิสมาอีลก็บอกว่า “โอ้บิดาของฉัน ท่านปฏิบัติตามคำสั่งเถิด แล้วจะเห็นว่าฉันอยู่ในหมู่ผู้รักและยินดีในการช่วยให้ท่านปฏิบัติคำบัญชาของอัลลอฮฺ” อิบรอฮีมจึงนำอิสมาอีลไปเชือด นบีอิบรอฮีมสั่งให้อิสมาอีลคว่ำหน้า เพราะถ้าเห็นหน้าแล้วจะไม่กล้าเชือด

فَلَمَّا أَسْلَمَا وَتَلَّهُ لِلْجَبِينِ

“ครั้นเมื่อทั้งสอง(พ่อและลูก)ได้ยอมมอบตน(แด่อัลลอฮฺ) อิบรอฮีมได้ให้อีสมาอีล คว่ำหน้าลงกับพื้น” (ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟฟาต 37:103)

เมื่อทั้งสองน้อมให้แก่คำบัญชาของอัลลอฮฺแล้ว อัลลอฮฺบอกให้ยกเลิก เราได้ทดสอบอีหม่านของอิบรอฮีมแล้ว (เพราะนะบีอิบรอฮีมอายุ 80 ปียังไม่มีลูก เป็นนะบีเผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ ในหัวใจไม่มีใครนอกจากอัลลอฮฺ แต่เมื่อมีลูกตอนอายุ 80 ปีแล้ว ความรักต่อลูกจะมาแข่งกับความรักต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจึงต้องทดสอบอีหม่านของอิบรอฮีมว่ารักใครมากกว่า) อัลลอฮฺทรงนำแพะตัวหนึ่งจากสวรรค์มาให้เชือดแทน

وَنَادَيْنَاهُ أَن يَا إِبْرَاهِيمُ ﴿١٠٤﴾ قَدْ صَدَّقْتَ الرُّؤْيَا ۚ إِنَّا كَذَٰلِكَ نَجْزِي الْمُحْسِنِينَ ﴿١٠٥﴾ إِنَّ هَـٰذَا لَهُوَ الْبَلَاءُ الْمُبِينُ ﴿١٠٦﴾ وَفَدَيْنَاهُ بِذِبْحٍ عَظِيمٍ ﴿١٠٧﴾ وَتَرَكْنَا عَلَيْهِ فِي الْآخِرِينَ ﴿١٠٨﴾

“และเราได้เรียกเขาว่า “โอ้ อิบรอฮีม” เอ๋ย! * แน่นอน เจ้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามฝันแล้ว” แท้จริง เช่นนั้นแหละเราจะตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย * แท้จริง นั่นคือ การทดสอบที่ชัดแจ้งแน่นอน * และเราได้ให้ค่าไถ่ตัวเขาด้วยสัตว์เชือดพลีอันใหญ่หลวง” (ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟฟาต 37:104-7)


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่มินา จึงเป็นสถานที่เชือดกุรบานของผู้ประกอบพิธีฮัจญฺ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวประวัติของท่านนะบีอิบรอฮีม และมีที่หนึ่งเรียกว่า มะญัรรุลกับชฺ (مجر الكبش) หมายถึง ที่ลากกับชฺ(แพะตัวผู้) คือสถานที่ที่ท่านนะบีอิบรอฮีมพานบีอิสมาอีลไปเพื่อจะเชือด และตอนที่อิบรอฮีมจะเชือดอิสมาอีลแล้วมีชัยฏอนมากระซิบกระซาบไม่ให้เชือด ท่านก็ขว้างหินไล่ชัยฏอน 3 ครั้ง คนทั่วไปก็เข้าใจว่าที่ขว้างเสาหินที่มินาเพื่อไล่ชัยฏอน เพราะการปฏิบัติศาสนกิจเกี่ยวกับการทำฮัจญฺส่วนมากมาจากศาสนาของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม


ชีวิตของท่านนะบีเศร้าโศกมาก แม้กระทั่งช่วงที่ท่านประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนาแล้ว ท่านนะบีก็ยังเสียใจที่ไม่มีโอกาสจูงมือบิดามารดาของท่านสู่สัจธรรม จนเสียชีวิตในขณะที่ยังเป็นกาเฟร นั่นคืออิจมาอฺ (มติเอกฉันท์) ของอุละมาอฺทั้งปวง และมีหลักฐานมากมายยืนยัน หลักฐานหนึ่งบันทึกโดยอิหม่ามมุสลิมคือ มีชาวอาหรับคนหนึ่งมาถามท่านนะบีในทำนองยุแหย่และอยากให้ท่านนนะบีตอบไม่ได้ ว่า “พ่อฉันอยู่ที่ไหน” นะบีตอบว่า “พ่อฉันและพ่อท่านอยู่นรก” อันเป็นหลักฐานอ้างอิงจากท่านนะบีว่าบิดาของท่านเสียชีวิตขณะที่ไม่ใช่มุสลิม ลุงของท่านคืออบูฏอลิบก็เช่นเดียวกัน


มีครั้งหนึ่งท่านนะบีเดินทางจากเมืองมะดีนะฮฺและแวะไปที่หลุมศพมารดาของท่าน ท่านนะบีจึงขออนุญาตอัลลอฮฺเพื่อขออภัยโทษให้แก่มารดา (หะดีษบันทึกโดยอิมามมุสลิม)

"استأذنت ربي أن أستغفر لأمي، فلم يأذن لي، واستأذنته أن أزورها فأذن لي"
“ฉันได้ขออนุญาตต่ออัลลอฮฺเพื่อขออภัยโทษแก่มารดาของฉัน แต่อัลลอฮฺไม่ทรงอนุญาต และฉันได้ขออนุญาตต่ออัลลอฮฺเพื่อไปเยี่ยมหลุมศพของนาง แล้วอัลลอฮฺก็ทรงอนุญาตแก่ฉัน” คือขออภัยโทษให้กับมุสลิมได้ แต่มุชริกไม่ได้

مَا كَانَ لِلنَّبِيِّ وَالَّذِينَ آمَنُوا أَن يَسْتَغْفِرُوا لِلْمُشْرِكِينَ وَلَوْ كَانُوا أُولِي قُرْبَىٰ مِن بَعْدِ مَا تَبَيَّنَ لَهُمْ أَنَّهُمْ أَصْحَابُ الْجَحِيمِ

ไม่บังควรแก่นะบีและบรรดาผู้ศรัทธาที่จะขออภัยโทษให้แก่พวกตั้งภาคี และแม้ว่าพวกเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม ทั้งนี้หลังจากเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาแล้ว แน่นอนพวกเหล่านั้นเป็นชาวนรก” [อัตเตาบะฮฺ 9:113]


แสดงว่าท่านนะบีเสียใจมากจึงขออนุญาตอัลลอฮฺไปเยี่ยมหลุมศพมารดาท่าน อัลลอฮฺอนุญาต ดังนั้นการที่มุสลิมสามารถไปเยี่ยมกุบูรคนกาฟิรนั้นทำได้ แต่ขอดุอาอฺให้ไม่ได้และเมื่อเราไปเยี่ยมกุบูรก็ให้รำลึกว่าเขากำลังประสบการลงโทษอย่างไร เป็นการเพิ่มอีหม่านในเรื่องวันกิยามะฮฺ


ในชีวประวัติของท่านนบีมีบางรายงานที่ไม่มีที่ไปที่มาหรือเป็นหะดีษเมาฎัวอฺที่บางกลุ่มชอบหยิบยกมา เช่น พวกซุนนะฮฺว่าบิดามารดาท่านนะบีเสียชีวิตเป็นกาเฟรถือว่าไม่ให้เกียรติท่านนะบี ทั้งที่เรื่องนี้มาจากรายงานหะดีษของท่านนะบีและอุละมาอฺก็มีมติเอกฉันท์ แต่พวกนี้แอบอ้างว่ามีหะดีษบทหนึ่งที่ว่า อัลลอฮฺทรงให้บิดามารดาของท่านนะบีฟื้นคืนชีพ เมื่อท่านนะบีเสนออิสลาม ทั้งสองก็รับอิสลามแล้วตายไป แบบนี้รักมากจนเลยขอบเขต ศาสนาไม่เห็นด้วย (บางกลุ่มอ้างความรักท่านนะบี จนทำสิ่งที่ขัดกับเจตนารมณ์ของท่าน เช่นการฉลองเมาลิดนะบี ทั้งที่นะบีไม่ได้ใช้ และปัจจุบันนี้เมาลิดกลายเป็นเทศกาลที่ต่อต้านอิสลามไปแล้ว เป็นเทศกาลอาหาร แต่งตัวผิดหลักการศาสนา ดนตรี มีแต่สิ่งที่ค้านกับหลักการศาสนา)


เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ว่าท่านนะบีเกิดในสภาพที่ยากลำบาก แล้วบุคลิกภาพของท่านจะเป็นอย่างไร? เป็นเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺที่ให้ท่านนะบีเกิดในสภาพนี้ เป็นเด็กกำพร้า และเมื่อไปอยู่กับปู่ได้ไม่กี่เดือนปู่ก็เสียชีวิต อบูฏอลิบ(ซึ่งเป็นลุงของท่านนะบี)จึงมารับผิดชอบดูแลท่าน ตอนนั้นอบูฏอลิบไม่ใช่คนร่ำรวย ยากจน ลูกหลานเยอะ จนเมื่อท่านนะบีแต่งงานกับนางเคาะดีญะฮฺตอนอายุ 25 ปี อบูฏอลิบก็มีลูกชายคนสุดท้องชื่ออะลี อบูฏอลิบมีลูกเกือบสิบคน ท่านนะบีจึงนำอะลีไปเลี้ยงที่บ้านของท่านเพื่อช่วยอบูฏอลิบ ในช่วงนั้นอบูฏอลิบมาช่วยท่านนะบีจึงไม่ถือว่าเป็นคนที่อำนวยความสะดวกให้ท่านนะบีมากนัก

หลักฐานที่บ่งชี้ว่าท่านนะบีประสบปัญหามากมายในชีวิตคือ ท่านนะบีต้องทำมาหากินเองตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ท่านนะบีกล่าวว่า

ما من نبي إلا وقد رعى الغنم، قالوا: وأنت يا رسول الله؟ قال: «نعم! كنت أرعاها على قراريط لأهل مكة
“ไม่มีนะบีท่านหนึ่งท่านใดเว้นแต่ต้องเคยเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ” “(บรรดาเศาะฮาบะฮฺ)ถามว่า แม้กระทั่งท่านหรือ ท่านนบีตอบว่า “ฉันเคยเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะให้แก่ชาวมักกะฮฺ ด้วยค่าตอบแทนเล็กน้อย”

ท่านนะบีต้องเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะในขณะที่ตระกูลของท่านเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองมักกะฮฺ เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้ เพราะกุเรชถือเป็นเผ่าที่มีเกียรติโดยเฉพาะตระกูลบะนูฮาชิม (กุเรชประกอบด้วยหลายตระกูล ซึ่งบะนูฮาชิมถือว่ามีอำนาจมากโดยเฉพาะเรื่องศาสนา เพราะปู่ของอับดุลมุฏฏอลิบชื่อ กุศ็อยุบนุกิล้าบ ที่อยู่ในเผ่านี้เป็นคนแรกที่จัดระเบียบสังคม ก่อนหน้านั้นกุเรชเป็นเผ่าเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ชาวกุเรชจึงยกย่องบะนูฮาชิมจนกระทั่งทุกคนที่เกิดในตระกูลนี้ถือเป็นบุคคลสำคัญและมีศักดิ์ศรี) ทุกคนรู้ว่าท่านนะบีเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี ขณะเดียวกันท่านก็เป็นคนยากจน และเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีใครช่วยเหลืออุดหนุน (สังเกตเวลาที่เราลำบาก ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ เราจะยกมือขอดุอาอฺ)


ก่อนได้รับวะฮียฺ ท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้สืบทอดศาสนาหะนีฟียะฮฺของนะบีอิบรอฮีม (จนถึงยุคท่านนะบียังมีหลายคนที่ยึดในศาสนาหะนีฟียะฮฺของท่านนะบีอิบรอฮีม เรียกว่า อัลอะหฺนาฟ เช่น ท่านอบูบักร อัศศิดดีก ก่อนอิสลามไม่เคยกราบรูปเจว็ด ไม่เคยดื่มสุรา ท่านอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ และมีบางคนไปเข้าศาสนาคริสต์ที่ยังไม่ถูกบิดเบือน) ท่านมักอยู่คนเดียว มีความสงบ มีปัญญาสูง มีมารยาท ถ่อมตนต่อผู้อื่น เพราะท่านเป็นเด็กกำพร้าและยากจน จึงไม่มีอะไรที่ทำให้ท่านตะกับบุร(เย่อหยิ่ง)หรือต้องการสร้างอำนาจบารมี ยากจนทั้งก่อนและหลังเป็นนะบี ตรงนี้เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺให้ท่านนะบีตระหนักถึงบุญคุณอันมหาศาลและให้มีความหนักแน่นในการพึ่งอัลลอฮฺ ในซูเราะฮฺอัฎฎุฮา อัลลอฮฺได้แสดงบุญคุณของพระองค์ต่อท่านนะบี

وَوَجَدَكَ ضَالًّا فَهَدَىٰ

“และทรงพบเจ้ามีศาสนาที่ไม่ชัดเจน(ฎอลลัน) แล้วทรงชี้นำทาง” [อัฎฎุฮา 93:7]


เมื่อก่อนท่านนะบียึดศาสนาของท่านนะบีอิบรอฮีม ซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่ชัดเจน แล้วอัลลอฮฺทรงนำฮิดายะฮฺให้แก่ท่าน “ฎอล” ตรงนี้แปลว่าหลงผิดไม่ได้ นะบีไม่เคยหลงผิด ท่านไม่เคยไหว้รูปเจว็ด ทำซินา หรือดื่มสุรา ชีวิตของท่านถูกรักษาจากอัลลอฮฺในทุกขั้นตอน มีรายงานบันทึกในตำราประวัติศาสตร์ของท่านนะบีที่เชื่อถือได้ว่า ครั้งที่ท่านนะบียังอยู่ในวัยหนุ่ม ท่านกลับมาจากการดูแลแพะแกะข้างนอก กลางคืนจะเข้าบ้าน เข้าเมืองมักกะฮฺ พบกับวัยรุ่นชวนไปฟังดนตรี นะบีก็ตามไป แต่เมื่อท่านนะบีถึงบ้านที่มีดนตรีแล้ว อัลลอฮฺทำให้ท่านหลับไปจนถึงตอนเช้า พอแดดร้อนก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ครั้งแรกก็อาจพูดได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่อีกคืนหนึ่ง กลับเข้ามาได้ยินเสียงดนตรี จะไปฟัง อัลลอฮฺก็ทำให้นอนหลับไปอีก อันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการรักษาจากอัลลอฮฺ ท่านนะบีจึงรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรทำ ไม่ควรไปยุ่ง นี่คือความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ (ถ้าหากอัลลอฮฺทรงช่วยเหลือเราเหมือนที่ช่วยเหลือท่านนะบี ดึงให้เราห่างจากความชั่ว แสดงว่าอัลลอฮฺรักเรามาก แต่หากอยู่ในสภาวะที่ชัยฏอนกำลังยุแหย่ ให้เรารู้ว่าอัลลอฮฺกำลังทดสอบจิตใจของเรา บางคนอัลลอฮฺช่วย เช่น ไม่ชอบฟังเพลง ฟังแล้วหนวกหู แต่คนที่ยังปรับชีวิตไม่ได้ เวลาฟังกุรอานแล้วบาดใจ เวลาฟังเพลงมีความสุข แสดงว่ามีโรคอันตรายต้องรักษา)


เมื่ออบูฏอลิบซึ่งเป็นลุงของท่านนะบี นำท่านมาเลี้ยงที่บ้านกับลูกหลานอบรมขัดเกลาท่านนะบีให้เป็นนักธุรกิจเหมือนตน พาท่านนะบีไปเมืองชาม เยเมนหลายครั้ง จนท่านนะบีมีคุณสมบัติของนักธุรกิจที่มีศักยภาพ มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกบันทึกในตำราชีวประวัติของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (โดยท่านอิบนุอิสหากและอีกหลายท่าน)ว่า ขณะที่ท่านนะบีเดินทางไปเมืองชามกับอบูฏอลิบ มีเมฆมาบังเป็นร่มเงาให้ท่านนะบี และเมื่อท่านพักผ่อน ต้นไม้ก็จะโน้มกิ่งและใบมาบังแดดให้ท่าน ปรากฏว่าหะดีษนี้สายสืบใช้ไม่ได้ แต่เราได้ยินกันมากเพราะเล่าประวัติกันโดยไม่ใช้สายสืบที่เศาะฮี้ฮฺ อุละมาอฺจึงท้วงติงด้วยคำถามว่า แล้วเมฆไปไหน? มีสิ่งมหัศจรรย์มากกว่านี้ที่เกิดขึ้นจริงคือ ชาวมักกะฮฺเห็นดวงจันทร์ถูกแบ่งเป็นสองซีก และระหว่างสองซีกนั้นมีภูเขาลูกหนึ่ง เรื่องนี้มีบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะตุลเกาะมัร ว่า

اقْتَرَبَتِ السَّاعَةُ وَانشَقَّ الْقَمَرُ ﴿١﴾ وَإِن يَرَوْا آيَةً يُعْرِضُوا وَيَقُولُوا سِحْرٌ مُّسْتَمِرٌّ ﴿٢﴾

“วันกิยามะฮฺได้ใกล้เข้ามาแล้ว และดวงจันทร์ได้แยกออก *และหากพวกเขาเห็นสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) พวกเขาก็ผินหลังให้และกล่าวว่า นี่คือมายากลที่มีมาก่อนแล้ว ”

(นักตัฟซีรกล่าวว่าพวกกุฟฟารมักกะฮ.ได้กล่าวแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าหากพวกท่านเป็นคนจริงตามคำพูดก็จงทำให้ดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีก และพวกเขาสัญญาว่าจะศรัทธา ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอต่อพระเจ้าตามที่พวกเขาขอร้อง เมื่อดวงจันทร์ได้แยกออกเป็นสองซีกแล้ว และพวกเขาได้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วก็กล่าวว่ามุฮัมมัดได้แสดงมายากลแก่เรา)

ดังนั้นเหตุการณ์มหัศจรรย์ใดที่หลักฐานใช้ไม่ได้เราต้องไม่รับ ไม่ใช่ปฏิเสธมัวอฺญิซาต แต่ยอมรับเฉพาะมัวอฺญิซาตที่มีหลักฐานชัดเจนซึ่งมีมากมาย

และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีระบุในบางตำรา แต่อุละมาอฺที่มีความเชี่ยวชาญบางท่านบอกว่าเป็นสายสืบที่ไม่น่าเชื่อถือ คือขณะที่ท่านนะบีเดินทางผ่านโบสถ์ของบาทหลวงชื่อบะฮีรอ เป็นชาวคริสต์ที่ยึดในศาสนาก่อนถูกบิดเบือน ( ระหว่างท่านนะบีอีซากับท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประมาณ 300 กว่าปี ในช่วงแรกศาสนาคริสต์ยังไม่ถูกบิดเบือน เพิ่งถูกบิดเบือนช่วงหลัง ก็ยังมีบางคนที่ยึดในศาสนาคริสต์ที่ไม่ถูกบิดเบือน) เห็นท่านนะบีมากับคาราวานอาหรับก็สนใจ จึงเชิญกองคาราวานมากินข้าว บาทหลวงได้สังเกตใบหน้าทุกคนจนถึงท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นอายุยังไม่มาก บะฮีรอก็ไปถามว่าใครเป็นพ่อแม่เด็กคนนี้ เมื่อรู้ว่าเป็นเด็กกำพร้าจึงถามว่าใครดูแล เมื่อรู้ว่าลุงดูแลก็ไปคุยกับลุงว่า ในคัมภีร์ของเราระบุไว้ว่าลักษณะใบหน้าของเด็กคนนี้จะเป็นนะบี และเขาจะมีศัตรู ดังนั้น ท่านจงระมัดระวังอย่าให้เด็กคนนี้ไปพบกับชาวยิวสักคน เพราะชาวยิวถือว่าเด็กคนนี้เป็นศัตรูที่ต้องเข่นฆ่า

เรื่องนี้ระบุในรายงาน แต่ก็ไม่เป็นสาระสำหรับชีวิตของท่านนะบี อุละมาอฺตั้งข้อสังเกตว่าในเมื่ออบูฏอลิบได้ยินบะฮีรอบอกว่ามุฮัมมัดจะเป็นนะบีและได้เห็นกับตาตัวเองว่าท่านได้เป็นนะบีจริง แล้วทำไมอบูฏอลิบไม่ยอมศรัทธา จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่

เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี Idea Laughing
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Sat May 26, 2012 9:52 pm    ชื่อกระทู้: เหตุการณ์การเป็นนบี (ชีวิตการแต่งงาน) ตอบกระทู้ด้วยเครื่องห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านนะบีประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ จนเมื่ออายุ 25 ปี อบูฏอลิบอยากให้ท่านนะบีมีคู่ครอง มีหญิงร่ำรวยคนหนึ่งในมักกะฮฺชื่อ เคาะดีญะฮฺ บินตุ คุวัยลิด ซึ่งอายุ 40 ปีแล้ว นางได้ยินชื่อเสียงว่าท่านนะบีเป็นนักธุรกิจที่เก่ง ในขณะที่นางมีเงินแต่ไม่มีใครที่จะดูแลทรัพย์สมบัติ จึงส่งคนไปเสนอให้ท่านนะบีมาดูแลทรัพย์สินของเธอในการทำธุรกิจ ท่านนะบีรับปากและได้ช่วยเหลือทำธุรกิจของเธอหลายครั้งจนมีความสนใจและไปสู่ขอ โดยมีลุงคืออบูฏอลิบเป็นผู้ดำเนินการ

เมื่อแต่งงานกับท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ซึ่งมีอายุมากกว่าท่าน 15 ปีแล้ว ในภายหลังก็ปรากฏว่านางเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือท่านมากที่สุด เพราะหลังจากที่ท่านมีลูก 2-3 คนแล้วท่านก็ได้รับวะฮียฺ และเมื่อรับวะฮียฺแล้ว 3 ปี อบูฏอลิบและท่านหญิงคอดิญะฮฺก็เสียชีวิตในปีเดียวกัน ท่านนบีจึงเรียกปีนั้นว่า อามุลฮิซนฺ (عام الحزن) ปีแห่งความเศร้าโศก เพราะเป็นสองคนที่ท่านนะบีรักและให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่

อัลลอฮฺทรงรักษาชีวิตของท่านนะบีไว้ให้อยู่ในความสว่าง ท่านจึงเกิดในบรรยากาศที่บริสุทธิ์ เมื่อไม่มีอะไรโสมมมากระทบจิตใจ ปรัชญาก็จะเกิดขึ้น และความสะอาดบริสุทธิ์ย่อมเป็นลักษณะของจิตใจ หลังจากที่ท่านนะบีเริ่มมีอายุแล้วคือ 30 ปี เป็นคนหนุ่มที่แข็งแรงมีศักยภาพ ท่านก็เริ่มแสวงหาสัจธรรมแห่งพระผู้เป็นเจ้า โดยใช้วิธีอิบาดะฮฺของบรรดานะบีและร่อซูลทั้งปวง นั่นคือการพิจารณาธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างไว้ แต่ที่มักกะฮฺมีคนไหว้รูปเจว็ด ทำซินา ฏอวาฟโป๊ เป็นบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ท่านจึงต้องปลีกตัวออกจากมักกะฮฺ ทุก 2-3 เดือนท่านจะขอตัว 15 วันไปอยู่ที่ถ้ำฮิรออฺ ญะบัลอันนูร(*1*) โดยมีท่านหญิงคอดิญะฮฺเตรียมเสบียงให้

(*1*) เป็นชื่อที่ตั้งภายหลัง หมายถึง ภูเขาแห่งแสงสว่างหรือรัศมี เนื่องจากวะฮียฺหรือแสงสว่างจากอัลลอฮฺเริ่มปรากฏที่ภูเขานี้ ญะบัลอันนูรเป็นภูเขาที่สูงมาก อยู่ห่างจากมักกะฮฺประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาขึ้นถึงถ้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง ถ้าเป็นวัยรุ่นที่แข็งแรงอาจใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ถ้ำฮิรออฺเป็นถ้ำเล็กๆ เมื่ออยู่ในถ้ำจะปลอดภัยจากความหนาว ความร้อน และสัตว์อันตรายต่าง ๆ



ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ท่านนะบีจะปลีกตัวไปอยู่ในถ้ำฮิรออฺหลายวันหลายคืนเพื่อทำอิบาดะฮฺ ในตอนนั้นท่านนะบียังไม่ได้รับวะฮียฺจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่มีระบุในหะดีษหลายๆ บทว่าท่านทำอิบาดะฮฺด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ พินิจพิจารณา(ตะฟักกุร *2*) มองดูชั้นฟ้า เมฆ ภูเขา อูฐ แพะ แกะ และธรรมชาติที่อัลลอฮฺสร้างไว้ ด้วยบรรยากาศอันบริสุทธิ์ตลอดชีวิตของท่าน ย่อมทำให้ท่านเติบโตสู่สัจธรรม

(*2*) เป็นอิบาดะฮฺที่มีบทบัญญัติให้ผู้ศรัทธาทำ แต่เราไม่ค่อยทำ เราเน้นอิบาดะฮฺที่ใช้อวัยวะ ไม่ค่อยเน้นการรำลึก เช่นที่เรื่องละหมาดมักถูกถามว่าต้องยกมืออย่างไร แต่ไม่ค่อยถามว่าต้องทำจิตใจอย่างไร ละหมาดด้วยอวัยวะภายนอก ไม่ได้ละหมาดด้วยจิตใจภายใน

แต่ไม่ใช่เพียงเพราะการกระทำของท่านที่ทำให้ท่านเป็นนะบี เพราะมีหลายคนในเกาะอาหรับที่กระทำเหมือนท่าน คือไม่ยุ่งกับการไหว้รูปเจว็ดและออกไปพิจารณาธรรมชาติ แต่อัลลอฮฺไม่ได้คัดเลือกเขา อุละมาอฺอะหฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺมีอะกีดะฮฺว่า อันนุบูวะตุ มินหะตุ ฆ็อยรุมุคตะสะบะ (النبوة منحة غير مكتسبة) คือการที่อัลลอฮฺทรงคัดเลือกท่านให้เป็นนะบี เป็นมินหะฮฺ คือ(ของขวัญหรือ)สิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ ไม่ใช่มุคตะสะบะ(สิ่งที่เราต้องมีคุณสมบัติจึงจะได้รับ) ฉะนั้น ท่านนะบีจึงมีตำแหน่งว่า อัลมุสเฏาะฟา (الْمُصطفى หมายถึง ที่ถูกคัดเลือก) คือจากบรรดามนุษยชาติทั้งปวง ท่านนะบีเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกจากอัลลอฮฺ

หากนำเรื่องราวชีวิตของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีบทบาทมาเล่า จะเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับชีวประวัติของท่านนะบี เมื่อนำมาเล่าก็เป็นเรื่องที่น่าฟังในทุกยุคสมัย เพราะผูกพันระหว่างเรื่องชีวิตและศาสนา ปลุกอีมาน และเพิ่มความรักต่อท่านนะบี ซึ่งความรักต่อท่านนะบีเป็นสิ่งที่ผูกพันกับอะกีดะฮฺของเรา คนที่ไม่รักนะบีไม่ใช่มุสลิม หรือคนที่รักนะบีแบบผิวเผินเป็นคนธรรมดา แต่คนที่อยากใกล้ชิดกับท่านนะบี อยากรักนะบีอย่างแท้จริง ก็ต้องศึกษาประวัติของท่านนะบีอย่างจริงจัง ดังนั้น เราต้องมีเจตนารมณ์ที่จะศึกษาชีวประวัติของท่านนะบีอย่างแท้จริง อย่าให้การพูดคุยกันนี้เป็นเพียงการบอกเล่า แต่ให้เหมือนกับเป็นการมองประวัติศาสตร์ เจาะเหตุการณ์ต่าง ๆ และให้เรื่องราวสมัยท่านนะบีเป็นตัวอย่างสำหรับชีวิตของเรา

คนที่อ่านอัลกุรอานในยุคปัจจุบันนี้ จะตระหนักดีว่าคุณค่าของชีวิตท่านนะบีไม่ใช่เรื่องธรรมดา อัลลอฮฺทรงบอกในอัลกุรอาน 2 อายะฮฺ

حَسَنَةٌ لِّمَن كَانَ يَرْجُو اللَّهَ وَالْيَوْمَ الْآخِرَ وَذَكَرَ اللَّهَ كَثِيراً لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ

“โดยแน่นอน สำหรับร่อซูลของอัลลอฮฺเป็นแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก และรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย” [อัลอะหฺซาบ 33:21]

คนที่ได้ตัวอย่างหรือแบบฉบับจากคนอื่นที่ไม่ใช่ร่อซูล คนที่ยังหลงในบุคคลอื่นจากท่านนะบี ติดตามเลียนแบบในทุกวาระ ทุกอย่าง คนเหล่านี้ยังไม่ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันกิยามะฮฺอย่างแท้จริง ฉะนั้น การศึกษาชีวประวัติของท่านนะบีในยุคปัจจุบันถือว่ามีคุณค่าสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าศึกษาชีวประวัติของท่านนะบีในเชิงเพิ่มอีมาน ไม่ใช่ในเชิงเรียนรู้ประวัติเพียงอย่างเดียว เราจะเจาะลึกถึงเหตุการณ์เพื่อให้มีแบบฉบับการปฏิบัติในชีวิตของเรา

วันนี้มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น แต่ถ้าเราศึกษาประวัติของท่านนะบีอย่างดี สังคมปัจจุบันนี้จะไม่ปั่นป่วน มุสลิมคนหนึ่งถูกอุ้ม สังคมมุสลิมเปราะบางบอกว่าเราประสบความหายนะ ไม่เหลือแล้ว ซึ่งในชีวประวัติของท่านนะบีจะเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา


ฝันที่เป็นความจริง


ท่านนะบีได้รับวะฮียฺจากอัลลอฮฺ เมื่อท่านมีอายุ 40 ปี แต่ก่อนหน้านั้นท่านก็เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องวะฮียฺ แต่ไม่ใช่วะฮียฺแท้ ๆ มีหะดีษบันทึกโดยบุคอรียฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า ท่านนะบีได้เริ่มเข้าสู่วาระความเป็นนะบีด้วยฝันที่เป็นความจริง (*3*) บรรดานะบีและร่อซูลไม่ฝันเท็จ ไม่มีฝันร้าย เมื่อฝันอะไรต้องเป็นความจริง เช่นการฝันของท่านนะบีอิบรอฮีมว่าอัลลอฮฺทรงใช้ให้เชือดบุตรของท่าน (คืออิสมาอีล) มีหะดีษบทหนึ่งที่ท่านนบีกล่าวว่า รุยาของบรรดานะบีและร่อซูลทั้งหลายเป็นสัจธรรม ไม่ใช่ฝันร้าย

(*3*) ท่านนะบีกล่าวว่า ฝันมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือ ฝันที่เป็นความจริงหรือฝันดี และอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า อัลหุลมฺ (หรือ ฝันร้าย) สำหรับฝันดี หมายถึง การฝันถึงสิ่งดี ๆ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน เรียกว่า รุกยา มาจาก รุกยะฮฺ ซึ่งแปลว่า สัมผัส เห็นเอง แต่รุกยาไม่ได้เห็นจริง เห็นในฝัน ถ้าจะจำแนกระหว่างฝันดีกับฝันที่มาจากชัยฏอน คือ ฝันดีที่เป็นความจริงมาจากอัลลอฮฺ แต่ฝันร้ายมาจากชัยฏอน ท่านนะบีสอนว่า รุยา เป็นส่วนหนึ่งใน 40 ส่วนของความเป็นนะบี ท่านนะบีบอกว่าในยุคสุดท้ายของประชาชาติ ไม่มีอะไรที่เหลือจากเรื่องราวของความเป็นนะบี นอกจากเรื่องเดียวคือ การฝันดี (รุยา)

ท่านนะบีเริ่มต้นความเป็นนะบีด้วยการได้รับความฝัน(รุยา)จากอัลลอฮฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺบอกว่า จนกระทั่งไม่มีอะไรที่ท่านนะบีเห็น เว้นแต่เหมือนแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นช่วงตอนเช้า (*4*) ท่านหญิงอาอิชะฮฺเปรียบเทียบว่าความฝันของท่านนะบีเหมือนแสงสว่าง เพราะท่านนะบีจะฝันเห็นเรื่องราวที่จะมาอย่างชัดเจน ท่านนะบีเริ่มมีลักษณะการเป็นนะบีด้วยสิ่งเหล่านี้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้สำหรับทุกคน แม้กระทั่งคนกาเฟร คนกาเฟรก็มีการฝันดีและฝันจริง มีหลักฐานในอัลกุรอานและซุนนะฮฺ ในอัลกุรอานกาเฟรที่ฝันจริงคือกษัตริย์สมัยท่านนะบียูซุฟ และท่านนะบียูซุฟทำนายให้อย่างถูกต้อง แต่ไม่ใช่ว่าใครฝันจริงเป็นนะบี พวกตะรีกัตซูฟีชอบใช้เรื่องฝัน หลงบอกว่านะบีมาหา ไม่ต้องละหมาดซุบฮฺหรืออิชาอฺแล้ว มันยาก หรืออยู่สูงแล้ว ไม่ต้องละหมาดแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สร้างความคาดเคลื่อนในการเข้าใจศาสนา ระวังอย่าใช้เรื่องเหล่านี้ทำให้เราปลีกตัวจากศาสนา ไม่ให้ความสำคัญกับหลักการของศาสนา

(*4*) ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นเราอยู่ในมีความมืด เมื่อมีแสงของดวงอาทิตย์ เราจะรู้คุณค่า ฉะนั้นจึงมีคนเปรียบเทียบว่า สัจธรรมเกิดเหมือนแสงตอนรุ่งเช้า เพราะก่อนช่วงเช้ามีความมืดเหมือนความเท็จ และสัจธรรมปรากฏเหมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ตอนเช้า

อีกตัวอย่างหนึ่งคือคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปยึดมัสยิดหะรอมเมื่อปี ฮ.ศ.1400 กลุ่มของญุฮัยมาน (جهيمان) อ้างว่ามะหฺดีมาแล้ว เขาอ้างว่าฝันว่าคนนั้นเป็นมะหฺดี และฝันเหมือนกันหมดแสดงว่าเป็นความจริง เอาอาวุธเข้ามัสยิดหะรอม ฆ่าคนบริสุทธิ์ และเรียกร้องให้บัยอะฮฺต่อมะหฺดี แต่ที่จริงไม่ใช่ อันนี้ต้องระวัง

สำหรับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ความฝันจริงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าท่านไม่ธรรมดา ก่อนช่วงรับวะฮียฺท่านนะบีจะมีเรื่องเหล่านี้ นอกจากเรื่องวะฮียฺแล้ว ท่านนะบียังไม่เคยกราบหรือบูชาสักการะเจว็ดเลย ท่านนะบีไม่เคยดื่มสุรา ไม่เคยฟังเพลง ไม่เคยทำซินา ไม่เคยทำสิ่งที่เป็นความชั่วทั้งๆ ที่ท่านยังไม่เป็นนะบี ท่านไม่เคยโกหกจนกระทั่งชาวกุเรชเรียกท่านว่า “อัศศอดิก - คนที่พูดสัจจะ พูดจริง” และ “อัลอะมีน - มีอะมานะฮฺ มีความซื่อสัตย์” เรื่องนี้เป็นมติเอกฉันท์ของชาวกุเรชว่ามุฮัมมัดเป็นคนพูดจริงมากที่สุดและมีอะมานะฮฺมากที่สุด จนกระทั่งเมื่อได้รับวะฮียฺและเป็นร่อซูลแล้ว มีการปะทะ ต่อสู้ และต่อต้านกัน แต่ชาวกุเรชก็ยังต้องไปฝากเงินกับศัตรูของตัวเอง เมื่อท่านนะบีฮิจญเราะฮฺจึงต้องนำเงินไปคืนเจ้าของ

นี่คือเบื้องหลังหรือพื้นฐานของคนที่จะทำงานศาสนา ก่อนที่จะทำงานศาสนาต้องมีประวัติโปร่งใส ต้องมีมารยาทจริยธรรมที่สังคมยอมรับ และนักสังคมยอมรับว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสังคม เมื่อเขาเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปเผยแผ่ในสังคม คนจะยอมรับ แต่คนที่มีประวัติที่เลวร้าย สังคมมักจะไม่ชอบหรือไม่ยอมรับ

ท่านนะบีเกิดในตระกูลที่ถือว่าดังที่สุดในเกาะอาหรับ เป็นบุคคลที่มีประวัติบรรพบุรุษที่ดีเลิศในชาวกุเรช แม้กระทั่งประวัติของท่านนะบีเอง เป็นประวัติของบุคคลที่บริสุทธิ์ที่สุด ในด้านพฤติกรรม มารยาทจริยธรรม และมนุษยสัมพันธ์ของท่าน ทั้งสิ้นถือว่าเป็นแบบฉบับที่ดีที่สุด




การบูรณะกะอฺบะฮฺ


เมืองมักกะฮฺอยู่กลางลำธารระหว่างสองภูเขา ตรงช่วงลึก เมื่อมีฝนตกมักจะมีน้ำท่วม ก่อนที่ท่านนะบีเป็นนะบี มีเหตุการณ์น้ำท่วมกะอฺบะฮฺ ฝนตกหนัก กะอฺบะฮฺส่วนใหญ่พังไป ชาวกุเรชจึงเรียกร้องให้ชาวเมืองมักกะฮฺบริจาคเงินบริสุทธิ์ที่ไม่ปะปนดอกเบี้ย ผู้อาวุโสของกุเรชขึ้นปราศรัยบอกว่าเราจะสร้างกะอฺบะฮฺ - บ้านของอัลลอฮฺ ขอให้บริจาคเงินบริสุทธิ์ อย่าเอาเงินดอกเบี้ยมาปะปน อย่าเอาเงินหะรอมมาใช้ เราจะนำเงินบริสุทธิ์ไปถวายให้พระผู้เป็นเจ้า พวกกุเรชเชื่อว่ามีอัลลอฮฺ เชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า แต่เขามีพระเจ้าอื่นด้วย

ชาวกุเรชรวมทรัพย์สมบัติเพื่อสร้างกะอฺบะฮฺ แต่มีเงินไม่พอที่จะสร้างกะอฺบะฮฺให้เหมือนเดิม เพราะเดิมกะอฺบะฮฺมีลักษณะเป็นอาคารสี่เหลี่ยมยาว ๆ (ไม่มีรั้วเหมือนในปัจจุบัน) เมื่อเงินไม่พอ พวกเขาจึงสร้างอาคารส่วนหนึ่งเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกัน ส่วนที่มีเงินไม่พอสร้างก็ทำเป็นรั้วเพื่อบ่งชี้ว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของอัลกะอฺบะฮฺ

อุละมาอฺเรียกรั้วนี้ว่า อัลฮะฏีม แปลว่าส่วนที่พังไป คนส่วนมากเรียกว่า ฮิจญฺรอิสมาอีล หมายถึง ที่นอนหรือที่พักผ่อนของนะบีอิสมาอีล เพราะมีรายงานทางประวัติศาสตร์แต่ไม่ถือว่าเศาะฮี้ฮฺ ว่าตอนที่ท่านหญิงฮะญัร (ภรรยาท่านนะบีอิบรอฮีม) มาอยู่ที่มักกะฮฺ ได้พาท่านนะบีอิสมาอีลไปนอนตรงนั้น และมีอีกรายงานหนึ่งว่าท่านนะบีอิสมาอีลถูกฝังตรงนั้น แต่ใช้ไม่ได้ พวกตะรีกัตซูฟีมักนำมาใช้อ้างเรื่องการฝังคนในมัสยิด บอกว่านะบีอิสมาอีลก็ถูกฝังในมัสยิดหะรอม แต่เรื่องนี้ไม่มีที่มา ไม่มีรายงานเศาะฮี้ฮฺ ที่จะนำมาอ้างอิงได้



ชาวกุเรชเริ่มสร้างกะอฺบะฮฺตั้งแต่ฐานถึงจุดหินดำซึ่งสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตรกว่า(*5*) หินก้อนนี้ชาวกุเรชนำออกไปตอนที่รื้ออาคารกะอฺบะฮฺ ตอนสร้างกะอฺบะฮฺใหม่จะนำมาวาง ชาวกุเรชก็ขัดแย้งกันว่าใครที่จะมีสิทธิ์นำหินก้อนนี้มาตั้ง เผ่าหนึ่งบอกว่าเราบริจาคมากกว่า อีกเผ่าบอกว่าบรรพบุรุษฉันเป็นคนสร้างอาคาร ตั้งแต่สมัยท่านยังไม่เกิด ทะเลาะกันจนกระทั่งชาวกุเรชเข้าบ้านไปเก็บอาวุธเพื่อทะเลาะและสู้กัน คนอาวุโสหลายท่านบอกให้หยุด แล้วใครเป็นคนแรกที่เข้าประตูเมืองมักกะฮฺแห่งนี้ เรายอมรับให้เขาเป็นผู้ตัดสิน

(*5*) หินดำเป็นหินก้อนหนึ่ง ท่านนะบีบอกว่าเป็นหินที่มาจากสวรรค์ มีสีขาวมาก แต่เนื่องจากคนมักมาขอบะรอกัต ลูบหิน จูบหิน หรือกราบบนหิน จึงกลายเป็นหินสีดำ เป็นหินที่มีเกียรติที่สุดในส่วนอาคารของกะอฺบะฮฺ เพราะไม่มีส่วนอื่นของกะอฺบะฮฺที่ต้องให้เกียรตินอกจากหินดำ

ท่านนะบี (ขณะนั้นยังไม่เป็นนะบี) เดินเข้ามา ชาวกุเรชสงบ ไม่มีใครแย้งว่าคนนี้ยังเป็นเด็ก คนนี้ไม่อาวุโส ทุกคนยอมรับกันหมด(*6*) พวกกุเรชเล่าปัญหาให้ท่านนะบี ท่านนะบีจึงเสนอความคิดให้นำหินดำวางบนผ้าผืนใหญ่ ให้หัวหน้าทุกเผ่าช่วยกันยกมายังกะอฺบะฮฺ แล้วท่านนบีเป็นผู้หยิบหินก้อนนี้มาตั้ง ชาวกุเรชไม่ขัดแย้งกันเลย ไม่มีใครคัดค้าน และถือว่าเป็นเกียรติสูงส่งของท่านนะบีที่ได้จัดการปัญหาที่อาจทำให้ชาวกุเรชแตกแยกไม่มีชิ้นดี เป็นเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าสมควรสำหรับท่านที่จะเป็นผู้นำของสังคม

(*6*) ในตอนนั้น ท่านนะบียังถือว่าไม่อาวุโส ไม่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกุเรช แต่เป็นคนที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากสังคม ท่านได้รับฉายาว่า อัศศอดิก-พูดจริง และ อัลอะมีน-มีความซื่อสัตย์


[b]
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Mon Jun 04, 2012 4:44 pm    ชื่อกระทู้: ก่อนรับวะฮีย์ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



ก่อนเริ่มเหตุการณ์ได้รับวะฮียฺ ท่านนะบี จะปฏิบัติเหมือนบรรพบุรุษที่มีเชื้อจากศาสนาของท่านนะบีอิบรอฮีม เมื่อจะทำอิบาดะฮฺ เมื่อจะสำนึกตัว หรือต้องการระลึกถึงพระเจ้า ก็จะเอียะอฺติกาฟ หรือใช้ภาษาง่าย ๆ ว่าไปบวช ตามถ้ำหรือทะเลทราย มีถ้ำหนึ่งในภูเขานูร คือ ถ้ำฮิรออฺ ที่ปากถ้ำสามารถเห็นกะอฺบะฮฺ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภูเขา เมฆ ท้องฟ้า ต้นไม้ ทะเลทราย สัตว์ เห็นธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้าง ทำให้ระลึกถึงพระองค์ ท่านนะบีมักออกไปทำอิบาดะฮฺที่ถ้ำฮิรออฺ ท่านหญิงคอดิญะฮฺ (ภรรยาคนแรกของท่าน) ก็จะเตรียมเสบียงให้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺบอกว่า ท่านนะบีจะไปทำอิบาดะฮฺหลายวันหลายคืน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ท่านเริ่มเข้าสู่วาระความเป็นนะบี
โลกและจักรวาลนี้ที่อยู่ในความมืด-การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ และเหินห่างจากสัจธรรม เป็นพระมหากรุณาของอัลลอฮฺที่ทรงประทานแสงสว่างให้กับประชาคมโลก เป็นเส้นตาย เพราะหากสังคมไม่ต้อนรับสิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดมาในโลกนี้ แน่นอนสังคมนั้นย่อมไม่สำเร็จ นั่นคือสิ่งที่ปรากฏในสังคมทุกยุคทุกสมัย เมื่อวะฮียฺของอัลลอฮฺมายังที่หนึ่งที่ใด และที่นั้นไม่ต้อนรับการเสด็จของวะฮียฺของอัลลอฮฺ สังคมนั้นล้มเหลว ต้อนรับนักร้องอย่างดี ต้อนรับเทปหรือซีดีออกใหม่อย่างดี แต่อัลกุรอานหรือความรู้เกี่ยวกับศาสนามาสังคมทำเป็นเฉย ๆ สังคมนั้นล้มเหลว เพราะสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดในชีวิตของเราคือ อัลกุรอาน หรือวะฮียฺ ถ้าเราไม่ต้อนรับอย่างดี ก็แสดงว่าอัลกุรอานไม่เป็นความจำเริญสำหรับเรา

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เหตุการณ์ที่โลกใบนี้มีการสื่อสาร และผูกพันกับศรัทธาทั้งหลาย เหตุการณ์ที่ทำให้โลกแห่งความมืด ซึ่งมีชิริก มีกุฟรฺ มีการปฏิเสธพระเจ้า อยู่ในความชั่วความลามก จะรับความบริสุทธิ์ ความสะอาด และความโปร่งใสจากพระผู้เป็นเจ้า เหตุการณ์ที่จะทำให้มนุษย์เริ่มเข้าใจและรู้จักสัจธรรมและความจริง เหตุการณ์นี้คือเหตุการณ์ที่ท่านนะบีได้รับอัลกุรอานจากอัลลอฮฺ Very Happy
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Mon Jun 04, 2012 4:48 pm    ชื่อกระทู้: คุณค่าของวะฮีย์ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้ามมาเล่าเหตุการณ์สมัยที่ท่านนะบีเสียชีวิตไปแล้ว ขอยกคำพูดของศ่อฮาบะฮฺท่านหนึ่งเพื่อให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของอัลกุรอาน โดยเฉพาะในช่วงที่ท่านนะบียังมีชีวิตอยู่ ศ่อฮาบะฮฺบอกว่า เราเข้าเมืองมะดีนะฮฺ ด้วยการที่ท่านนะบีมีบทบาทในการเผยแผ่เทศนา ถือว่ามะดีนะฮฺสว่าง ไปที่ไหนก็สว่าง แต่เมื่อท่านนะบีเสียชีวิตไปแล้ว เขารู้สึกว่ามะดีนะฮฺมืดไปหมด ไม่ใช่มืดเพราะท่านนะบีเสียชีวิต แต่มืดเพราะโอกาสที่วะฮียฺจะมาสิ้นสุดไปแล้ว ท่านนะบีเสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่มีวะฮียฺแล้ว นั่นคือสิ่งที่ศ่อฮาบะฮฺคำนึงถึง ที่เขาเสียใจเพราะท่านนะบีเป็นผู้นำวะฮียฺ ซึ่งเป็นแสงสว่างจากอัลลอฮฺมาให้มนุษยชาติ แต่เมื่อท่านนะบีเสียชีวิตไปแล้ว นั่นหมายถึงเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ไม่มีพระบัญญัติที่มาจากอัลลอฮฺอีกแล้ว

มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียด ท่านยกตัวอย่างมนุษย์ที่อยู่ในสังคม คนที่มีปัญหากับภรรยาก็มาหาท่านนะบี เล่าให้ท่านนะบีฟังและขอฟัตวาจากท่าน แล้วก็มีบทบัญญัติจากอัลลอฮฺมาชี้แจงถึงเรื่องนี้ เมื่อมีสงครามหรือมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะมีกุรอานมาแก้ไข ชี้แนะ และชี้แจงปัญหาต่าง ๆ ในสังคม แต่เราไม่ค่อยรู้สึกเช่นนี้ ส่วนมากเวลาที่ภรรยามีปัญหากับสามี มักไม่ค่อยอยากให้ศาสนาหรือผู้มีความรู้ด้านศาสนามาเกี่ยวข้อง เพราะยังไม่เชื่อว่าศาสนา อัลกุรอานหรือคำดำรัสของอัลลอฮฺเป็นรัศมี (นูร) ปัญหาคือความมืด เมื่อจะแก้ความมืดก็ต้องด้วยความสว่าง คือรัศมีของพระบัญญัติของอัลลอฮฺ แต่คนที่ยังไม่เชื่อว่าอัลกุรอานคือรัศมีของอัลลอฮฺจะบอกว่าอย่าเอามาพูด อย่าเอามายุ่ง อย่าเอาเรื่องศาสนามาตัดสิน แล้วก็เอาปู่ ย่า ตา ยาย ประเพณี สิ่งที่บรรพบุรุษทำมาตัดสิน หรือให้ผู้ใหญ่ตัดสิน ซึ่งบางคนอาจจะไม่รู้เรื่องศาสนาเลย เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่รู้สึกถึงคุณค่าของวะฮียฺ

ในชีวประวัติของท่านนะบี การที่เราเรียนรู้การริเริ่มมีวะฮียฺ จะทำให้เราเข้าใจและนึกถึงสถานการณ์ที่ชาวกุเรชมักกะฮฺอยู่ในชิริก กุฟรฺ ความมืด แล้วเริ่มมีแสงสว่างที่จะกระจายทั่วไป เพื่อลบล้างความมืดให้หมดไป Razz
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Mon Jun 04, 2012 4:54 pm    ชื่อกระทู้: การรับวะฮีย์ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



ขณะที่ท่านนะบี กำลังอิบาดะฮฺสรรเสริญอัลลอฮฺอยู่ในถ้ำฮิรออฺ ท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลาม(*1*) ได้มาหาท่าน เมื่อเห็นท่านญิบรีล ท่านนะบีรู้สึกหวาดกลัวและกังวล สิ่งแรกที่ญิบรีลสั่งให้ท่านนะบีทำ เป็นการพูดคุยระหว่างญิบรีลกับท่านนะบี

(*1*) ท่านญิบรีลเป็นมลาอิกะฮฺท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียง มีตำแหน่งสูง มีบารมี ณ อัลลอฮฺ อัลลอฮฺบอกในอัลกุรอานว่าท่านญิบรีล มีพลัง มีบารมี ท่านนะบีบอกว่า ครั้งแรกที่เห็นท่านญิบรีลด้วยรูปร่างแท้จริง นั่งบนเก้าอี้ มีปีก 600 ปีก ในซูเราะฮฺฟาฏิร อัลลอฮฺบอกว่า “ผู้ทรงแต่งตั้งมะลาอิกะฮฺให้เป็นผู้นำข่าว ผู้มีปีกสอง สาม และสี่ ทรงเพิ่มในการสร้างตามที่พระองค์ทรงประสงค์” อย่าเข้าใจว่าปีกมลาอิกะฮฺเหมือนปีกไก่ เราไม่เคยเห็นแล้วก็จินตนาการไม่ได้ เพียงแต่รู้ว่าเป็นปีก และความยิ่งใหญ่ของญิบรีล ท่านนะบีบอกว่าบังขอบฟ้าไปหมด และในเรื่องของเมืองซะดูมก่อนที่แผ่นดินจะสูบไป ท่านญิบรีลยกเมืองโดยใช้ปีกเดียว ยกขึ้นถึงชั้นฟ้าแล้วคว่ำลงมา หายไป เป็นทะเลเดดซี นี่คือสภาพของญิบรีล

คำแรกที่ท่านญิบรีลนำมาจากพระผู้เป็นเจ้ายังนี้ คือ إِقْرَأْ (อิกเราะ) - จงอ่าน เมื่อท่านนะบีได้ยินจึงตอบว่า مَا أَنَا بِقَارِئ “ฉันไม่ได้เป็นผู้อ่าน” (หมายถึงฉันอ่านไม่เป็น) (*2*) เพราะท่านนะบีไม่เคยเรียนหนังสือ ท่านนะบีนึกว่าจะให้อ่านหนังสือจึงบอกว่าอ่านไม่เป็น ญิบรีลจึงกอดหรือบีบ (*3*) ท่านนะบีอย่างรุนแรงจนสุดความสามารถในการอดทนของท่าน แล้วปล่อย และบอกอีกครั้งว่า إِقْرَأْ - จงอ่าน ท่านนะบีตอบอีกครั้งว่า مَا أَنَا بِقَارِئ “ฉันไม่ได้เป็นผู้อ่าน” ญิบรีลจึงกอดหรือบีบจนสุดความสามารถของท่านที่จะทนได้เป็นครั้งที่สอง แล้วปล่อย และบอกอีกเป็นครั้งที่สามว่า إِقْرَأْ ท่านนะบีจึงตอบอีกครั้งว่า مَا أَنَا بِقَارِئ เช่นเดียวกัน สุดท้ายญิบรีลจึงบอก

اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ ﴿١﴾ خَلَقَ الْإِنسَانَ مِنْ عَلَقٍ ﴿٢﴾
الْأَكْرَمُ ﴿٣﴾ الَّذِي عَلَّمَ بِالْقَلَمِ ﴿٤﴾ اقْرَأْ وَرَبُّكَ
“จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้า ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา” [อัลอะลัก 96:1-4]

เป็นซูเราะฮฺแรกที่ญิบรีลได้สอนท่านนะบี เป็นซูเราะฮฺที่ทำให้ประชาชาติอิสลามต้องภูมิใจในอัลกุรอาน

“الْقُرْان - อัลกุรอาน” หมายถึง คัมภีร์ที่อ่านได้ เป็นตำราแห่งการอ่าน การศึกษา คำแรกที่ท่านญิบรีลนำลงมาไม่ใช่ “จงเคารพภักดี” ไม่ใช่ “จงละหมาด” ไม่ใช่ “จงทำอิบาดะฮฺ” ไม่ใช่ “จงถือศีลอด” แต่เป็น “จงอ่าน” นั่นคือสิ่งที่เราต้องภูมิใจว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งการอ่านและการศึกษา ต่อไปนี้ประชาชาติอิสลามจะไม่เป็นประชาชาติที่โง่เขลา เพราะได้รับคำสั่งจากอัลลอฮฺอย่างชัดเจน คำสั่งแรก คือ “จงอ่าน” ในสิ่งที่ต้องอ่าน หมายถึงต้องอ่านกุรอาน และอ่านด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้

(*2*) สมัยก่อน อาหรับที่ไม่เรียนหนังสือก็พูดเป็น พูดเก่ง เพราะถึงแม้ว่าไม่ได้เรียนหนังสือแต่มีภาษาสูง
(*3*) มีอีกรายงานหนึ่งว่าวิธีกอดคือบีบคอ แต่ที่ระบุในซอฮีหฺบุคอรียฺ บีบมีหลายลักษณะคืออาจกอดหรือบีบหน้าอกก็ได้ แต่ที่ท่านนะบีบอกก็คือ มีการกระทำเกิดขึ้นกับท่าน ทำให้ท่านอดทนไม่ไหว

มีหลายบทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์นี้ บทเรียนแรกคือ อัลกุรอานมายังท่านนะบีด้วยความรุนแรง ญิบรีลบีบจนท่านนะบี ทรมาน ลักษณะวะฮียฺที่ท่านนะบีรับจากอัลลอฮฺ มาด้วยความรุนแรงและหนักแน่นที่สุด ท่านนะบีได้เล่ากับท่านฮาริษ อิบนุ ฮิชาม ซึ่งถามท่านนะบีถึงตอนรับวะฮียฺว่าวะฮียฺมาอย่างไร ท่านนะบีบอกว่า บางครั้ง วะฮียฺมาด้วยเสียงเหมือนเสียงระฆัง (แต่ไม่ใช่เสียงระฆัง) และนี่คือลักษณะที่รุนแรงที่สุดสำหรับฉัน

ท่านหญิงอาอิชะฮฺบอกว่า วะฮียฺมายังท่านนะบีในช่วงคืนฤดูหนาวที่เมืองมะดีนะฮฺหนาวจัด เมื่อวะฮียฺมาและไปแล้ว ท่านนะบีเหงื่อท่วม (ซอฮีหฺบุคอรียฺ 1 หะดีษที่ 2) และอัลลอฮฺทรงตรัสว่า
إِنَّا سَنُلْقِي عَلَيْكَ قَوْلًا ثَقِيلًا ﴿٥
“แท้จริง เราจะประทานถ้อยคำที่หนักแน่นยังสูเจ้า” [อัลมุซซัมมิล 73:5]
อัลกุรอานเป็นถ้อยคำที่หนักแน่นและรุนแรง ศ่อฮาบะฮฺบางท่านเล่าว่า ตอนท่านนะบีขี่อูฐแล้วรับกุรอาน อูฐขาอ่อน ต้องล้ม เพราะวะฮียฺที่หนักและแรงมากมายังท่านนะบี

ครั้งหนึ่ง ท่านซัยดฺ อิบนิ ษาบิต เคยมานั่งใกล้ชิดนะบีจนหัวเข่านะบีอยู่บนหัวเข่าท่าน ขณะนั้นวะฮียฺมา เซดบอกว่าหัวเข่าของท่านนะบีบีบหัวเข่าของฉันจนฉันกลัวว่าหัวเข่าจะแตก เนื่องจากความรุนแรงหรือความหนักที่มันเกิดขึ้นเมื่อมีวะฮียฺลงมายังท่านนะบี

นี่คือเรื่องที่เราต้องวิเคราะห์ไว้เป็นบทเรียน สิ่งที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ที่สุดและมีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดสำหรับประชาชาติอิสลามคือ อัลกุรอาน เพราะตามอะกีดะฮฺของอะฮฺลุสซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ อัลกุรอานเป็น “กะลามุลลอฮฺ” (ใช้ภาษาราชาศัพท์เพื่อแยกระหว่างสิ่งที่ธรรมดากับไม่ธรรมดา “คำพูด” ใช้กับมนุษย์ “พระดำรัส” ก็ยังไม่สูงพอ) บรรดาสลัฟบอกว่าอัลกุรอานเป็นดำรัสที่มาจากอัลลอฮฺ สิ่งที่มาจากอัลลอฮฺจะมีความยิ่งใหญ่มากเพียงใด
وَلَمَّا جَاءَ مُوسَىٰ لِمِيقَاتِنَا وَكَلَّمَهُ رَبُّهُ قَالَ رَبِّ أَرِنِي أَنظُرْ إِلَيْكَ ۚ قَالَ لَن تَرَانِي وَلَـٰكِنِ انظُرْ إِلَى الْجَبَلِ فَإِنِ اسْتَقَرَّ مَكَانَهُ فَسَوْفَ تَرَانِي ۚ فَلَمَّا تَجَلَّىٰ رَبُّهُ لِلْجَبَلِ جَعَلَهُ دَكًّا وَخَرَّ مُوسَىٰ صَعِقًا ۚ فَلَمَّا أَفَاقَ قَالَ سُبْحَانَكَ تُبْتُ إِلَيْكَ وَأَنَا أَوَّلُ الْمُؤْمِنِينَ

“เขา (นะบีมูซา) ได้กล่าวขึ้นว่า โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์เห็นด้วยเถิด โดยที่ข้าพระองค์จะได้มองดูพระองค์ พระองค์ตรัสว่า เจ้าจะเห็นข้าไม่ได้เป็นอันขาด แต่ทว่าเจ้าจงมองดูภูเขานั้นเถิด ถ้าหากมันมั่นอยู่ ณ ที่ของมัน เจ้าก็จะเห็นข้า” (คำว่า “ตะญัลลา” ในคำแปลของอัลกุรอานใช้หลายคำ เช่น “ปรากฏ” “เสด็จ” มายังภูเขา) [อัลอะอฺรอฟ 7:143]


มีรายงานบันทึกโดยอิหม่ามอิบนิญะรีร อัฏฏ๊อบรียฺว่า ส่วนจากพระองค์ที่อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้ปรากฏบนภูเขาลูกนี้เท่ากับปลายนิ้วมนุษย์ เมื่อพระองค์ปรากฏเหนือภูเขา ภูเขาระเบิดละเอียดไม่เหลือชิ้นดี นี่เพียงแค่ส่วนที่ปรากฏจากพระองค์บนภูเขา แล้วกะลามุลลอฮฺที่ปรากฏกับท่านนะบีจะเป็นอย่างไร ท่านนะบีต้องรับความยากลำบากมากเพียงใดตอนรับวะฮียฺจากอัลลอฮฺ พลังที่อัลลอฮฺให้กับท่านนะบีไม่มีใครสู้ได้ (เวลาสงคราม มือหลุดเท้าหลุดเอาดาบฟันเลือดพุ่ง ไม่มีใครป้องกันเราได้นอกจากท่านนะบี มาแอบหลังท่านนะบี เพราะท่านนะบีเวลารบไม่กลัวเลย นี่คือความกล้าหาญและความแข็งแรงของท่าน)

จะเห็นได้ว่าท่านนะบีมีความอดทนในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการรับวะฮียฺ นี่คือบทเรียนที่เราต้องนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน ใครที่อยากรับพระเกียรติของอัลกุรอาน เพื่อเป็นแสงสว่างหรือรัศมีในการทำงานศาสนา ต้องรู้ว่าการรับภารกิจของอัลกุรอานไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องเข้มแข็ง ตอนที่ท่านนะบีรับวะฮียฺต้องมีภารกิจหนักเพียงใด ใครที่จะตามท่านนะบี จะนำอัลกุรอานไปเผยแผ่ ต้องมีภารกิจเหมือนท่าน ต้องเข้มแข็งเหมือนท่าน จะถือว่าอัลกุรอานเป็นเรื่องหากิน หาซองหรือรายได้ ไม่ใช่แบบอย่างนะบี เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นคนที่เอาอัลกุรอานมาหากิน จะเห็นว่าคนนั้นไม่มีศาสนา ทางนั้นก็มีเพลง ทางนี้ก็มีผู้หญิง ทางนู้นก็มีคนสูบบุหรี่ นี่ไม่ใช่ศาสนา ไม่ใช่คนฟังกุรอานหรือวะฮียฺจากอัลลอฮฺ นี่คือบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่เราต้องเรียนรู้และนำมาใช้ในชีวิตของเรา

เมื่อศ่อฮาบะฮฺได้สดับฟังอัลกุรอาน ภาพที่จะปรากฏ ณ ที่นั้นคือ การเคารพ ความสงบ และความตั้งใจในการฟังพระดำรัสของอัลลอฮฺ ท่านมุฮัมมัด อิบนิกะอฺบ อัลกุเราะซียฺ เมื่อจะอ่านอัลกุรอานท่านจะจับอัลกุรอาน กอด และกล่าวว่า “กะลามุร็อบบี กะลามุร็อบบี –คำพูดของพระเจ้าของฉัน” บางคนทำเรื่องเช่นนี้กับจดหมายคนที่รักเหมือนในละคร เราเคยทำกับอัลกุรอานบ้างหรือเปล่า? “อัลลอฮฺของฉัน” เคยรู้สึกหรือไม่ว่าเวลาจับอัลกุรอานแล้วมีความสุข มีความสงบ นี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจเมื่อศึกษาประวัติของท่านนะบี มองเห็นถึงคุณค่าของอัลกุรอาน ท่านนะบีรับอัลกุรอานมาเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกทั้งหมด เพื่อปรับปรุงสภาพของชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย เพราะคนแรกที่เปลี่ยนชีวิตด้วยอัลกุรอานก็คือท่านนะบี

เมื่อท่านนะบีได้ยินคำพูดของท่านญิบรีลที่นำอัลกุรอานมา ท่านหวาดกลัวมาก จึงกลับบ้านไปหาท่านหญิงคอดิญะฮฺภรรยาของท่าน “เอาผ้าห่มมาห่มฉัน เอาผ้าห่มมาห่มฉัน ไม่ไหว ไม่ไหว” ท่านนะบีได้ยินสิ่งที่หนักแน่นมากที่สุดสำหรับจิตใจของท่าน เมื่อท่านหญิงคอดิญะฮฺมาหาท่านนะบีถามว่า “อะไรเกิดขึ้นกับท่าน” ท่านนะบีตอบว่า “ฉันเห็นอย่างนั้น...” ท่านเล่าเหตุการณ์ให้ท่านหญิงคอดิญะฮฺฟัง

ท่านนะบีปรึกษาภรรยาในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ อัลกุรอาน ความเป็นนะบี และภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะประสบในชีวิตของท่าน นั่นแสดงว่า โดยธรรมชาติระหว่างภรรยาสามี ต้องมีการปรึกษาและช่วยเหลือกันในปัญหาต่าง ๆ ที่ประสบ อัลลอฮฺตรัสในอัลกุรอาน

لَّكُمْ وَأَنتُمْ لِبَاسٌ لَّهُنَّ هُنَّ لِبَاسٌ
“นางทั้งหลายคือเครื่องนุ่งห่มของพวกเจ้า และพวกเจ้าคือเครื่องนุ่งห่มของพวกนาง” [อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:187]

เหตุใดอัลลอฮฺจึงทรงเปรียบเทียบว่าสามีภรรยาเหมือนเสื้อผ้าซึ่งกันและกัน? เพราะเวลาที่เปลือยกายเราจะรู้สึกอึดอัด รู้สึกอาย อยากปิดบังเอาเราะฮฺ เวลาแต่งตัวรู้สึกสบายใจ เปรียบเหมือนผู้ชายมีภรรยาที่พึ่งได้ทำให้สบายใจ ผู้หญิงมีสามีที่พึ่งได้เหมือนเสื้อผ้า เมื่อมีสามีแบบนี้สบายใจ เหมือนคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าจะสบายใจ ถ้ามีสามีแล้วยังไม่สบายใจ แสดงว่าเสื้อผ้าขาดไปหน่อย มีรูนิดนึง หรือสามีถ้ามีภรรยาแล้วรู้สึกอึดอัด ก็แสดงว่าต้องมีข้อบกพร่องบางอย่าง

ชีวิตของท่านนะบีเป็นแบบอย่างทุกด้าน ท่านหญิงคอดิญะฮฺก็เป็นผู้หญิงที่รู้คุณค่าของสามี เธอไม่ได้บอกว่า อย่าไปอีกเลย เดี๋ยวมีเรื่อง เพราะภรรยามักหวงหรือกลัวว่าสามีจะหายไป จะออกไปไหนต้องระมัดระวัง แต่ท่านหญิงคอดิญะฮฺบอกท่านนะบีด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นว่า “ท่านอย่ากลัวเลย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺไม่ทอดทิ้งท่านหรอก เพราะเวลามีคนยากจนท่านช่วย เวลามีคนลำบากท่านอุดหนุนสนับสนุน เวลามีแขกมาท่านก็ให้เกียรติแขกเต็มที่” (หมายถึง ท่านนะบีมีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความดีงามในชีวิตของท่าน จึงไม่ควรที่พระผู้เป็นเจ้าจะทิ้งท่าน) นี่คือความคิดของคนฉลาด ซึ่งสนับสนุนท่านนะบี ไม่ต้องกลัว ท่านไม่เคยทำผิด ท่านเป็นคนดี และคนที่ทำความดีอัลลอฮฺจะไม่ทิ้งเขา

ท่านหญิงคอดิญะฮฺพาท่านนะบีไปหา วะเราะเกาะฮฺ อิบนุ เนาฟัล (*4*) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านหญิงคอดิญะฮฺ ท่านหญิงคอดิญะฮฺบอกให้ท่านนะบีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับวะเราะเกาะฮฺ เพราะวะเราะเกาะฮฺมีข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับนะบีที่มาก่อน (นี่คือความฉลาดของท่านหญิงคอดิญะฮฺ ที่รู้ว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังเกี่ยวกับศาสนา จึงไปหาวะเราะเกาะฮฺ) เมื่อท่านนะบีเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับท่านญิบรีล วะเราะเกาะฮฺนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “หากที่ท่านได้เล่ามาเป็นความจริง นี่คือสิ่งที่มาหาท่านนะบีมูซา เรียกว่า อันนามูส (หมายถึงสิ่งเร้นลับที่มายังท่านนะบีจากท่านญิบรีล) สิ่งที่มาหาท่านก็คือ ญิบรีล ที่มาหาท่านนะบีมูซา ถ้าท่านพูดจริง แสดงว่าท่านเป็นนะบี ฉันอยากมีอายุยืนยาวและแข็งแรงขณะที่ท่านจะถูกขับไล่จากมักกะฮฺ” ขณะที่วะเราะเกาะฮฺพูดเช่นนี้ ท่านนะบียังไม่เรื่อง จึงถามว่า “กลุ่มชนหรือเผ่าของฉันจะไล่และต่อต้านฉันหรือ” ท่านนะบีแปลกใจ วะเราะเกาะฮฺบอกว่า “ไม่มีใครในที่มายุคก่อนหน้าท่าน นำกุรอาน วะฮียฺ หรือคำสั่งของอัลลอฮฺมาสอนผู้คน เว้นแต่ต้องถูกต่อต้าน”

(*4*) วะเราะเกาะฮฺ เป็นชาวกุเรชท่านหนึ่งที่ไปศึกษาศาสนาทั่วโลก ไปเมืองชาม,ฟาริส และสุดท้ายท่านได้เข้าศาสนาคริสต์ที่ไม่ได้ถูกบิดเบือน และมีความรู้วิชาการเกี่ยวกับศาสนาคริสต์จนกระทั่งสามารถเขียนไบเบิลอินญีลและเตารอต ด้วยภาษาฮิบรู (บันทึกโดยบุคอรียฺ) ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า วะเราะเกาะฮฺมีความรู้เกี่ยวกับศาสนาก่อนหน้าท่านนะบี จนกระทั่งสามารถเขียนอินญีลและเตารอตเป็นภาษาฮิบรู (ภาษาเดิมของนะบีมูซาและนะบีอีซา) ได้

คุณค่าของประวัติศาสตร์เหมือนเป็นคำแนะนำในทุกยุคทุกสมัย คนที่เผยแผ่ศาสนา คนที่เผยแผ่สัจธรรม คนที่พูดความจริง คนที่นำคำสั่งสอนของอัลลอฮฺมาสู่คนอื่น ต้องเตรียมทำใจ ท่านมีหน้าที่พูดสัจธรรม ท่านต้องถูกต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นใคร เมื่อพูดจริงต้องถูกต่อต้าน โดยเฉพาะคนที่นำวะฮียฺมา พูดด้วยหลักการ พูดด้วยหลักฐาน คนที่พูดลอย ๆ ก็จะลอยไป แต่คนที่แข็ง หนักแน่น มีจุดยืน ก็ต้องมีการเผชิญหน้า

ท่านนะบีพูดตรงไปตรงมา รูปเจว็ดพูดไม่ได้ คนมีสติปัญญาเอาอินทผลัมมากวนแล้วปั้นเป็นรูปเจว็ดเพื่อบูชา เสร็จแล้วก็เอามากิน พูดเตือนยังไงก็ไม่รู้เรื่อง ท่านนะบีจึงต้องประณามรูปเจว็ดของพวกเขา ประณามสติปัญญาของพวกเขา ต้องพูดตรงไปตรงมา พูดอ้อมไม่ได้ เหมือนปัจจุบันนี้ เวลาพูดเรื่องชิริกเราบอกว่าเราพูดเฉพาะของเรา ไม่เกี่ยวกับของคนอื่น จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อของคนอื่นนี่ล่ะที่มีอยู่สมัยท่านนะบี ชิริกที่มุสลิมทำก็เป็นชิริก แต่ไม่ใช่ชิริกแท้ ชิริกที่เราเห็นกันเต็มบ้านเมืองไปหมด นี่คือชิริกแท้ ๆ แล้วถ้าเราบอกไม่ใช่หน้าที่เรา คนนี้ไม่สามารถเข้าใจศาสนาเราได้ เมื่อไปดูท่านนะบีท่านนำอัลกุรอานมาสอนชาวกุเรชที่ทำชิริกเหมือนที่อยู่ในบ้านเมืองของเรา ท่านนะบีก็พูดตรงไปตรงมา

ท่านนะบีแปลกใจว่าญาติพี่น้องของท่านจะขับไล่ท่านหรือ วะเราะเกาะฮฺบอกว่า “ไม่รอด ไม่มีใครนำสัจธรรมมาบอกคนอื่นเว้นแต่จะถูกต่อต้าน” ท่านนะบีกลับบ้านไป คิดว่าในโลกนี้กุฟรฺ (ชิริก) เต็มไปหมด แล้วท่านมีหน้าที่นำเอาสัจธรรมไปบอกคนอื่น บางครั้งสามีพูดจริงกับภรรยาหรือภรรยาพูดจริงกับสามีก็เครียดทั้งคืน นอนไม่หลับ เพราะบอกความจริง แต่ท่านนะบีตั้งใจแล้วว่าต้องนำสัจธรรมไปบอกคนทั้งโลก ต้องเครียดมากกว่า เมื่อกลับบ้าน ท่านหญิงคอดิญะฮฺบอกว่านอนพักผ่อนเถิด ท่านนะบีบอก “ผ่านพ้นไปแล้ว ช่วงเวลาที่ต้องนอนหลับพักผ่อน ไม่มีเวลาแล้ว” นี่คือภารกิจของท่านนะบีซึ่งเป็นตัวอย่างของคนที่เผยแผ่ศาสนา ไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว เพราะชีวิตของท่านต้องใช้หมดไปกับการแก้ไขปัญหาในโลกนี้ เจว็ดเต็มกะอฺบะฮฺ 300 กว่ารูป ซินาทั่วมักกะฮฺ ดอกเบี้ย ความเท็จ ความลามก เต็มไปหมด ท่านนะบีต้องทำอย่างไร

ท่านนะบีเริ่มชีวิตใหม่ คนแรกที่เปลี่ยนชีวิตด้วยวะฮียฺหรืออัลกุรอานก็คือ ท่านนะบี ไม่มีแล้วเวลาสำหรับนอนหลับ ต่อไปเราจะได้เห็นว่าอัลกุรอานเปลี่ยนแปลงชีวิตของทุกคนที่รับอัลกุรอานอย่างแท้จริง

มาวิเคราะห์คุณค่าของวะฮียฺ เพื่อให้เราได้สัมผัสคุณค่าของอัลกุรอาน อัลกุรอานที่มีคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในชีวิตของเรา กลับถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าในชีวิตของเรา เมื่อมีปัญหา อัลกุรอานคือสิ่งสุดท้ายที่จะนึกถึง เราต้องเลิกสภาพชีวิตเช่นนี้ บางคนอ่านอัลกุรอานคล่อง สามารถศึกษารู้ความหมายอัลกุรอาน แต่ชีวิตของเขาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เหมือนคนที่ปฏิเสธอัลลอฮฺ หรือคนที่ไม่มีหลักการศาสนา ไม่มีคุณค่าในชีวิต
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Mon Jun 04, 2012 4:56 pm    ชื่อกระทู้: กลุ่มชนที่ประเสริฐ..... ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Very Happy

กลุ่มชนที่ประเสริฐ

บรรดานักประวัติศาสตร์บอกว่า ช่วงแรกที่ท่านนะบีได้รับวะฮียฺจากอัลลอฮฺในปีที่ 2 มีเหตุการณ์มิอฺรอจที่ท่านนะบีขึ้นไปยังชั้นฟ้าแล้วรับคำบัญชาให้ละหมาด 5 เวลา แต่ก่อนหน้านั้นมีการให้ละหมาดกลางคืนเป็นฟัรฎู
﴿٣﴾ يَا أَيُّهَا الْمُزَّمِّلُ ﴿١﴾ قُمِ اللَّيْلَ إِلَّا قَلِيلاً ﴿٢﴾ نِصْفَهُ أَوِ انقُصْ مِنْهُ قَلِيلاً
“โอ้ผู้ห่มกายเอ๋ย จงยืนขึ้นละหมาด (เวลากลางคืน) เว้นแต่เพียงเล็กน้อย ครึ่งหนึ่งของเวลากลางคืน หรือน้อยกว่านั้นเพียงเล็กน้อย” [อัลมุซซัมมิล 73:1-3]

เป็นคำสั่งสำหรับท่านนะบีให้ยืนละหมาดกลางคืนตลอดคืน ไม่เช่นนั้นก็ครึ่งกลางคืน ไม่เช่นนั้นก็ส่วนหนึ่งในกลางคืน บรรดานักประวัติศาสตร์บอกว่าท่านนะบีและศ่อฮาบะฮฺได้นำอัลกุรอานมาอ่านตอนละหมาดกลางคืนหนึ่งปีจนกระทั่งเท้าบวม วิเคราะห์

กันว่า พวกที่รับวะฮียฺชุดแรก เป็นกลุ่มชนที่มีคุณค่ามาก ดีเลิศที่สุดในบรรดามนุษยชาติ และมีศักยภาพในการนำสัจธรรมไปสู่ประชาคมโลก พวกเขาต้องเป็นคนดี ปรากฏว่าจริง เพราะคนที่เข้ารับอิสลามในยุคแรก ๆ เป็นคนที่หนักแน่นเข้มแข็งมากในเรื่อง เช่น ท่านอบูบักร อุมัร อุษมาน และอะลี เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ารับอิสลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Mon Jun 04, 2012 5:02 pm    ชื่อกระทู้: เริ่มการเผยแผ่อิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เมื่อท่านนะบีได้รับวะฮียฺแล้ว เป็นคำสั่งของอัลลอฮฺที่ใช้ให้ท่านนะบีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และนำความศรัทธาเผยแผ่สู่คนอื่น ยังไม่มีคำสั่งให้ท่านนะบีเริ่มเผยแผ่โดยกว้างขวาง ท่านนะบีใช้วิธีเผยแผ่อย่างลับ โดยบอกเพื่อน ๆ คนแรกที่บอกคือท่านหญิงคอดิญะฮฺ เป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้ารับอิสลาม เด็กคนแรกที่ศรัทธาก็คือ ท่านอะลี เพราะเป็นลูกเลี้ยงของท่านนะบี และเพื่อนสนิทที่สุดของท่านนะบี คือ อบูบักร อัศศิดดีก เป็นผู้ชายคนแรกที่ศรัทธา ต่อมาคือ อุษมาน อิบนุอัฟฟาน, สะอดฺ อิบนุอะบีวักกอศ ทีละคน ๆ ท่านนะบีใช้วิธีพูด ไม่ปราศรัย ไม่ได้ขึ้นคุฏบะฮฺ เพราะอัลลอฮฺยังไม่ทรงอนุญาต ท่านนะบีใช้วิธีนี้ในช่วงแรกของการดะอฺวะฮฺเผยแผ่ศาสนา ที่บรรยากาศยังไม่เอื้ออำนวยให้ใช้วิธีเปิดเผย แสดงว่ามุสลิมมีสิทธิ์ในการเผยแผ่อย่างลับทุกสถานการณ์ที่จะมีความยากลำบาก หรือมีการกดขี่

สมัยที่รัสเซียและประเทศมุสลิมอยู่ภายใต้อำนาจของคอมมิวนิสต์หลายสิบปี อาจารย์ของผมไปทำอุมเราะฮฺที่มักกะฮฺ เห็นเยาวชนผิวขาว เครายาว และมีผู้ชายคนหนึ่งอาวุโสมาก เคราสีขาว และเยาวชนเคารพคนนี้มาก อาจารย์ผมจึงไปถามเยาวชนว่าคนนี้เป็นใคร ปรากฏว่าเยาวชนนี้เป็นคนที่มาจากเมืองเหล่านั้น เขาบอกว่าชายอาวุโสคนนี้เป็นครูที่สอนอัลกุรอานให้เขาตอนเป็นเด็ก ยุคคอมมิวนิสต์เขาไม่ให้เปิดเผยความเป็นมุสลิม ห้ามสอนอัลกุรอานหรือหะดีษ ศาสนาห้ามแตะต้อง แต่ก็มีครูที่อุทิศชีวิตสอนศาสนา โดยทุกเมืองมีบ้านอาสาสมัครเป็นบ้านสอน ขุดอุโมงค์ใต้บ้าน จัดห้องเป็นถ้ำลับ และครูที่อุทิศชีวิตเพื่อสอนศาสนาจะตระเวนไปทุกเมือง เมืองละเดือน ชาวบ้านก็ส่งลูกหลานมา ด้วยความยากลำบากทำให้คนอดทน ส่งลูกหลานไปเรียน สอนละหมาด อัลกุรอาน และหลักการศาสนาที่จำเป็น ส่วนครูไม่ได้อะไร นอกจากมีอาหารให้กิน เมื่อครบเดือนแล้วก็จะมีคนนำไปอีกเมืองนึง เมื่อคอมมิวนิสต์สิ้นสุดไปแล้ว เด็กที่เคยเรียนก็ได้ทุนไปเรียนที่มักกะฮฺและมะดีนะฮฺ จึงพาอาจารย์ไปทำอุมเราะฮฺเพื่อตอบแทนบุญคุณของอาจารย์ที่อุทิศชีวิตเพื่อรักษาดำรัสของอัลลอฮฺให้ดำรงอยู่ในสังคม

นี่คือสิ่งที่นำมาจากชีวิตของท่านนะบีและศ่อฮาบะฮฺ วะฮียฺที่อัลลอฮฺทรงให้กับโลกนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกและมนุษยชาติทั้งหลาย เปลี่ยนชีวิตของท่านนะบีและบรรดาศ่อฮาบะฮฺ อัลกุรอานที่ท่านนะบีและศ่อฮาบะฮฺรักษาไว้จนถึงบัดนี้ ไม่มีเปลี่ยนแปลงแม้เพียงอักษรเดียว เรารักษาวะฮียฺของอัลลอฮฺอย่างไร และวะฮียฺเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรามากเพียงใด นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดคำนวณอยู่ตลอด อะมานะฮฺที่ท่านนะบีฝากไว้กับเราคืออัลกุรอาน นี่คือข้อสรุปของชีวิตของท่านนะบี เป็นไปได้ว่าวาระสำคัญในชีวิตท่านนะบีคือกุรอาน ซึ่งเป็นส่วนจำแนกระหว่างชีวิตก่อนและหลังการเป็นนะบีของท่าน



ท่านนะบีได้รับอัลกุรอานซึ่งเป็นวะฮียฺจากอัลลอฮฺ และใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องเชิญชวนสังคมกุเรชสู่ศาสนาอันเที่ยงธรรม การเริ่มเผยแผ่อิสลามของท่านนะบีเริ่มเมื่อท่านบรรลุอายุ 40 ปี ซึ่งเป็นอายุที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา และประสบการณ์ (*1*) และเป็นอายุที่บรรดานะบีและร่อซูลส่วนมากเริ่มเทศนา แต่ก็มีนะบีและร่อซูลบางท่านที่เริ่มเทศนาตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 40 ปี เช่น ท่านนะบียะหฺยา ท่านนะบีอีซาเริ่มเทศนาตั้งแต่อยู่ในเปล ประกาศว่าตนเองเป็นบ่าวของอัลลอฮฺและมีหน้าที่ประกาศความเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ

(*1*) อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอานมีความหมายว่า “เมื่อคน(ซอลิหฺ)อายุ 40 ปี (ซึ่งเป็นความสมบูรณ์ในชีวิตของมนุษย์) ก็จะกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺขอให้ข้าพระองค์เป็นผู้มีความสามารถในการที่จะชุโกร (ขอบคุณ) พระองค์ต่อความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์มีความสามารถในการปฏิบัติอะมั้ลซอลิหฺ (หมายถึง อิบาดะฮฺหรือความดี) ที่พระองค์ทรงพอพระทัย และขอพระองค์ทรงให้บุตรหลานของข้าพระองค์เป็นบุตรหลานที่ดี” (อัลอะฮฺกอฟ 15) นั่นคือหลักฐานจากอัลกุรอานที่ยืนยันว่าความสมบูรณ์ของมนุษย์เริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี สติปัญญาและประสบการณ์มีความสมบูรณ์ เป็นผู้ใหญ่ทุกด้าน



มีหลักฐานยืนยันว่าท่านนะบีได้รับวะฮียฺครั้งแรกเมื่ออายุ 40 ปี อุละมาอฺได้กำหนดเหตุการณ์ที่ท่านนะบีได้รับวะฮียฺนี้เป็นเส้นแบ่งระหว่างช่วงที่ท่านนะบียังไม่ได้เป็นร่อซูลและช่วงที่ท่านนะบีเป็นร่อซูลแล้ว (หลังจากรับวะฮียฺ)

ช่วงที่ท่านนะบียังไม่ได้เป็นร่อซูล เรียกว่า มาก็อบลัลบิอฺษะฮฺ (ما قبل البعثة) (*2) มี 40 ปี เป็นช่วงที่มีข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของท่านนะบีไม่มากเท่ากับข้อมูลหลังจากที่ท่านนะบีเป็นร่อซูลแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อไปดูประวัติของคนที่มีชื่อเสียง หลังมีชื่อเสียงประวัติเยอะมาก แต่ก่อนมีชื่อเสียงกลับไม่ค่อยมีประวัติบันทึกไว้ เหมือนเป็นส่วนที่ไม่มีข้อมูล แต่สำหรับชีวประวัติของท่านนะบีก่อนเป็นนะบียังมีข้อมูลบางเรื่องที่มีรายงานซอฮีหฺรองรับ
และช่วงที่ท่านนะบีเป็นร่อซูลแล้ว เรียกว่า มาบะอฺดัลบิอฺษะฮฺ (ما بعد البعثة) มี 23 ปี (ท่านนะบีเสียชีวิตเมื่ออายุ 63 ปี)

(*2*) บิอฺษะฮฺ หมายถึง ท่านนะบีถูกกำหนดโดยอัลลอฮฺให้เป็นร่อซูล

และได้แบ่งชีวประวัติหลังจากที่เป็นนะบีแล้วออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียก มาก็อบลัลฮิจญเราะฮฺ - ก่อนที่ท่านนะบีอพยพจากมักกะฮฺไปมะดีนะฮฺ” กินเวลา 13 ปี และอีกส่วนหนึ่งหลังจากที่ท่านนะบีอพยพแล้ว 10 ปี กล่าวโดยสรุป ชีวประวัติของท่านนะบีแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ 40 ปีก่อนเป็นนะบี 13 ปีหลังจากเป็นนะบีแล้วแต่อยู่ที่มักกะฮฺ และอีก 10 ปีหลังจากเป็นนะบีแล้วแต่อยู่ที่มะดีนะฮฺ



อุละมาอฺมีความเห็นไม่ตรงกันในการแบ่งช่วงชีวิตของท่านนะบีที่นครมักกะฮฺ ซึ่งทัศนะที่นักประวัติศาสตร์นิยมใช้ในการแบ่งและบันทึกชีวประวัติของท่านนะบีคือแบ่งชีวิตของท่านนะบีที่มักกะฮฺเป็น 2 ช่วงสำคัญ ช่วงแรก คือ ช่วงที่ท่านนะบีเผยแผ่อิสลามในเชิงลับ เรียกว่า อัดดะอฺวะตุซซิรรียะฮฺ (الدعوة السرية) ท่านนะบีไม่ได้ประกาศ ไม่ได้ปราศรัย แต่อาศัยโอกาสบอกกับคนที่รู้จัก เพื่อนฝูง และญาติ ๆ และอีกช่วงหนึ่งเป็นช่วงที่ท่านนะบีเผยแผ่อิสลามอย่างเปิดเผย (الدعوة الجَهرِية) ท่านนะบีขึ้นภูเขาเศาะฟาประกาศอย่างชัดเจนว่าฉันเป็นร่อซูลที่มาจากพระเจ้า พวกท่านต้องเชื่อฉัน

เรียบเรียงโดยเชครีฎอ อะฮฺหมัดสะมาดี Razz Very Happy Idea Idea
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
sweetsmile
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 22/05/2012
ตอบ: 12


ตอบตอบ: Mon Jun 04, 2012 5:08 pm    ชื่อกระทู้: การเผยแผ่ในเชิงลับ (อัดดะอฺวะตุซซิรรียะฮฺ) ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การเผยแผ่ในเชิงลับ
อัดดะอฺวะตุซซิรรียะฮฺ (الدعوة السرية) : “ดะอฺวะฮฺ” แปลว่า เผยแผ่ และ “ซิรรียะฮฺ” แปลว่า ลับ
3-4 ปีที่ท่านนะบีเผยแผ่อย่างลับๆ (อุละมาอฺและนักประวัติศาสตร์บางท่านบอกว่า 3 ปี แต่บางท่านว่า 4 ปี) เป็นช่วงเวลาที่ท่านเชิญชวนชาวกุเรชสู่อิสลามโดยไม่ได้ประกาศอย่างชัดเจน มีใครเข้าบ้านก็บอก ไปเยี่ยมใครก็บอก ไปที่ไหนก็พูดลับๆ วัตถุประสงค์ของการเผยแผ่อย่างลับนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกันระหว่างคนที่เผยแผ่กับคนที่ต่อต้านอิสลาม เพราะท่านนะบีรู้ว่าอิสลามไม่ใช่เรื่องเล็ก หากท่านดูแลเด็กกำพร้าหรือแจกเงินทำบุญ เรื่องแค่นี้สังคมคงไม่ต่อต้าน แต่ที่ท่านนะบีทำคือการทำลายศาสนาดั้งเดิมของชาวบ้าน ทำลายวัฒนธรรม ประเพณี และการดำเนินชีวิตของเขาทั้งสิ้น เพราะศาสนาเดิมของชาวมักกะฮฺคือการบูชาเจว็ด ประเพณีคือสิ่งที่รับมาจากบรรพบุรุษ ไม่มีหลักการ ไม่มีหลักจริยธรรม ทำซินา ดื่มสุรา ข้อปฏิบัติมาจากความต้องการส่วนตัว ถ้าหากในช่วงแรกของการเผยแผ่ท่านนะบีมาพูดว่าพวกท่านใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่หมด ท่านนะบีคงโดนต่อต้านอย่างรุนแรง อาจมีคนโมโหจนฆ่าท่าน แต่นี่เป็นแผนการของอัลลอฮฺที่ยังไม่อนุญาตให้ท่านนะบีประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย เพื่อใช้เวลาเชิญชวนและอบรมบุคคลที่จะมาเป็นผู้ช่วยและผู้สนับสนุนการดะอฺวะฮฺของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ท่านนะบีเริ่มเผยแผ่อิสลามเพียงคนเดียว หากภายหลังถูกโจมตีและไม่มีใครช่วยก็จะเกิดปัญหา ท่านนะบีจึงต้องพิจารณาว่ามีใครที่จะช่วยท่านบ้าง คนหนึ่งคือท่านอบูบักร และอีกหลายท่าน แม้กระทั่งคนที่มาจากชนบท (นอกเมืองมักกะฮฺ) ชื่อ อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ (عمرو بن عبسة) เมื่อได้ยินข่าวว่าท่านนะบีเริ่มเผยแผ่สัจธรรมว่ามีพระเจ้าองค์เดียว เขาจึงมาหาท่านนะบีแล้วถามว่ามีใครที่ได้ตามท่านแล้วขณะนี้ ท่านนะบีบอกว่ามีฉัน อบูบักร และบิลาล ทั้งหมด 3 คน อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ บอกว่าฉันขอเข้ารับอิสลามแล้วอยู่กับท่าน ท่านนะบีจึงบอกว่า ท่านไม่ต้องมาประกาศอิสลามที่นี่ กลับไปบ้านท่าน เชิญชวนพวกเขาเข้าอิสลาม เมื่อได้ยินว่าฉันมีพลังอำนาจแล้วจึงกลับมาได้ (*1*)

(*1*) อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ กล่าวว่า “ฉันเคยเป็นหนึ่งในสี่ของอิสลามตอนแรก ตอนที่มีมุสลิมเพียง 4 คน (คือ ท่านนะบี อบูบักร บิลาล และเขา)” แต่อุละมาอฺวิเคราะห์ว่าท่านนะบีอาจไม่ได้บอก อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ ถึงคนอื่นที่เข้ารับอิสลามแล้ว เพราะไม่อยากให้ใครรู้ ท่านนะบีรักษาความลับและความมั่นคงของสมาชิกที่เข้าเป็นมุสลิมแล้ว รักษาความมั่นคงของกลุ่มใหม่ที่มีแผนการรื้อโครงสร้างของสังคมที่เต็มไปด้วยชิริก กุฟรฺ การทิ้งหลักการนานาชนิด ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ท่านนะบีเริ่มการเผยแผ่อิสลามโดยลับ

เรื่องนี้เป็นบทเรียนว่าการนำความจริงและความถูกต้องไปประกาศเพื่อปะทะกับชาวบ้านนั้นไม่เป็นการฉลาด เพราะเมื่อประกาศความจริงแล้วชาวบ้านรับไม่ได้ก็จะถูกต่อต้าน แต่ถ้าเริ่มด้วยการเผยแผ่ทีละคนๆ จนเมื่อมีพลังแล้วจึงออกมาประกาศได้ ตรงนี้ถือเป็นขั้นตอนที่จะทำให้การเผยแผ่สัจธรรมประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันและในสถานการณ์เช่นนี้ หากมุสลิมต้องการให้ความจริงปรากฏ ต้องมีความฉลาดในการทำงาน ต้องดูสถานการณ์และรู้ว่าอะไรคืออนาคตที่ต้องการ ซึ่งต้องเป็นอนาคตที่มีความมั่นคงด้วย

อาจเป็นข้อผิดพลาดของหลายคนที่ริเริ่มในการประกาศความจริง เช่น ทนายสมชาย ที่ท่านไม่ได้คาดว่าสังคมยังมีความชั่วอยู่ จึงพูดความจริง คิดว่าบ้านเมืองมีกฎหมายรองรับ มีรัฐธรรมนูญ มีผู้หลักผู้ใหญ่ มีเสรี มีสื่อ แต่ไม่ทันคิดว่าเรายังอยู่ในช่วงสุดท้ายของความป่าเถื่อน เมื่อถูกอุ้มแล้วไม่มีใครช่วย เรื่องจึงหยุดไปด้วยความเป็นจริงที่มีอยู่ในสังคม คืออำนาจมืดมีอิทธิพลเหนือกว่ากฎหมายบ้านเมือง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายบ้านเมืองบอกว่า ถ้าไม่มีหลักฐานแล้วจะช่วยได้ยังไง แสดงว่าถ้าฆาตรกรกระทำสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ระวังตัว ไม่มีหลักฐาน ก็อยู่ในสังคมได้ เหมือนกับเชิญชวนชาวบ้านว่าใครอยากเป็นฆาตรกรก็เป็นแต่อย่าให้มีหลักฐานเดี๋ยวจับได้ แสดงให้เห็นว่า หากเรามีแผนที่จะประกาศความจริง ก็ต้องมีแผนที่จะสร้างความมั่นคงในการทำงาน อย่าประมาท และอย่ามองว่าเรื่องเวลาไม่มีความสำคัญ เพราะเมื่อพิจารณาว่าท่านนะบีเผยแผ่อิสลามโดยลับเป็นเวลา 3-4 ปี แต่คนที่เข้ารับอิสลามไม่ถึงร้อยคน เดี๋ยวนี้ถ้าเราไปมัสญิดวันญุมุอะฮฺ ประกาศว่าจะตั้งกลุ่มใหม่ก็ได้ประมาณร้อยคนอย่างง่าย ๆ แต่ที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีเบื้องหน้ามีเบื้องหลังและมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน

ท่านนะบีไม่ใช่เพียงประกาศว่า “ฉันเป็นร่อซูล มีพระเจ้าองค์เดียว” แล้วจบ ศาสนาของท่านนะบีไม่ใช่เรื่องธรรมดา นี่คือสิ่งที่อยากฝากไว้กับพี่น้องในยุคปัจจุบัน เราต้องมองชีวิตของเราและเปรียบเทียบกับหลักการอิสลาม เปรียบเทียบว่าเราเหมือนบรรพชนยุคแรกที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ซึ่งชีวิตเขาไม่มีพระเจ้า ไม่มีละหมาด ทำซินา ดื่มสุรา แต่เมื่อท่านนะบีบอกว่า “ท่านมีพระเจ้า พระเจ้ามีคำบัญชา ชีวิตของพวกท่านต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า” คนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ต้องคิดให้ดี เพราะชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนจากดำเป็นขาวแล้ว นี่คือบทเรียนสำคัญที่เราต้องมองจากชีวประวัติของท่านนะบี

น่าสังเกตว่าในช่วงแรกที่ท่านนะบีเริ่มเทศนาอิสลาม ท่านไม่ได้ใช้ทุนหรือเครื่องมือมากมาย ไม่มีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต เครื่องมือสื่อสาร โทรทัศน์ หรือแม้แต่ไมโครโฟน แต่ท่านนะบีมีสัจธรรม เครื่องมือของท่านคือวะฮียฺ คำสั่งสอนที่อัลลอฮฺบอกกับท่านตั้งแต่แรกเลย
الْأَلْبَابِ كِتَابٌ أَنزَلْنَاهُ إِلَيْكَ مُبَارَكٌ لِّيَدَّبَّرُوا آيَاتِهِ وَلِيَتَذَكَّرَ أُوْلُوا
“คัมภีร์ (อัลกุรอาน) นี้ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เจ้า เพื่อจะให้พวกเขาเหล่านั้น (พวกที่ได้รับคัมภีร์) พิจารณาระลึกถึงสัจธรรมที่อยู่ในคำดำรัสของพระองค์ และคนที่มีสติปัญญาสามารถเข้าใจความถูกต้อง” [ศอด 38:29]
لِتُنذِرَ بِهِ وَذِكْرَى لِلْمُؤْمِنِينَ كِتَابٌ أُنزِلَ إِلَيْكَ فَلاَ يَكُن فِي صَدْرِكَ حَرَجٌ مِّنْهُ
“คัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาให้แก่เจ้าแล้ว ดังนั้นสูเจ้าอย่าให้มีความอึดอัดในการที่จะใช้อัลกุรอานตักเตือนเทศนา และเพื่อเป็นการระลึกแก่บรรดาผู้ศรัทธา” [อัลอะอฺรอฟ 7:2]

คนที่เผยแผ่อิสลาม คนที่เผยแผ่สัจธรรม ต้องไม่อายที่จะนำตัวบทอัลกุรอานไปสอนคนอื่น บางคนอยากพูดให้สังคมยอมรับ จึงต้องนำคำปรัชญาของนักปรัชญาหรือนักเขียนมาอ้างอิง แต่ไม่ค่อยมีอายะฮฺอัลกุรอานหรือหะดีษอ้างอิง การบรรยายของเขาเชิญชวนไปสู่อัลลอฮฺและร่อซูล แต่ไม่ใช้คำพูดของอัลลอฮฺและร่อซูล แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นผู้รับมรดกจากอัลลอฮฺและร่อซูลได้อย่างไร?

อัลลอฮฺบอกกับท่านนะบีว่าอย่าอึดอัดหรืออายที่จะใช้อัลกุรอานเป็นเครื่องมือในการเชิญชวน มีชาวมะดีนะฮฺคนหนึ่งไปทำฮัจญ์ที่มักกะฮฺ จึงมาหาท่านนะบี คนนี้เป็นคนที่ศึกษาปรัชญา เขาบอกกับนะบีว่าฉันมีความรู้ด้านวิชาการ ท่านนะบีถามว่าท่านมีความรู้อะไรหรือ เขาบอกว่ามีคำปรัชญาของลุกมานมากมาย (*2*) ท่านนะบีจึงบอกว่าฉันมีคำที่เหนือกว่าปรัชญาของลุกมานอยู่ เมื่อเขาขอฟัง ท่านนะบีจึงอ่านอัลกุรอานให้ฟัง นี่คือเครื่องมือของท่านนะบี และอีกคนหนึ่งมาจากชนบท ได้ยินว่ามีคนเทศนาจึงมาหาท่านนะบี ท่านนะบีบอกว่า “อินนัลฮัมดะลิลลาฮฺ วะนะหฺมะดุฮู...” (*3*) ได้ฟังเพียงเท่านี้ เขาก็ยอมศรัทธาในอัลลอฮฺ

(*2*) ลุกมานเป็นนักปรัชญาในอดีตที่อาหรับรู้จักกัน อัลกุรอานก็ได้บันทึกคำปรัชญาของลุกมานบางคำ
(*3*) เป็นคำที่คอเฏบกล่าวเมื่อเริ่มต้นคุฏบะฮฺเพื่อสรรเสริญอัลลอฮฺ (คุฏบะตุลฮายะฮฺ) มีความหมายว่า “แท้จริงมวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งเราขอสรรเสริญพระองค์..”

บางเรื่องเราเตรียมการหรือซักซ้อมยุ่งยากเกินไป เครื่องมือของนักเผยแผ่อิสลามต้องเป็นเรื่องง่าย เพราะสัจธรรมมาจากอัลลอฮฺ เราไม่มีหน้าที่เคร่งเครียดว่าต้องเตรียมคำพูดหรือเตรียมพร้อมอย่างไร สังเกตกลุ่มดะอฺวะฮฺที่ทำงานง่าย ๆ แต่มีคนรับการเผยแผ่ของพวกเขาเยอะ นี้คือสิ่งบ่งชี้ความสำเร็จที่เราต้องยอมรับ ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดบางประการ บางคนที่เราไปเชิญชวนเขาไม่ยอมรับเพราะได้ยินคัมภีร์แล้วรู้สึกว่ายุ่งยาก แต่กลุ่มดะอฺวะฮฺที่ไปเผยแผ่บางครั้งอาจใช้เรื่องที่ง่าย ถ้อยคำที่สื่อให้ชาวบ้านธรรมดาเข้าใจ เพราะชาวบ้านบางคนไม่มีความรู้ อยากฟังเรื่องง่าย ๆ เมื่อได้ยินแล้วก็รับทันที แม้ได้ยินนักวิชาการที่มีความรู้สูงมากก็อาจะไม่รับ แต่เมื่อได้ยินถ้อยคำง่าย ๆ จากนักเผยแผ่อิสลาม อาจจะรับฟังและเข้าอิสลาม มีตัวอย่างมากมาย

คนที่เข้ารับอิสลามในช่วงแรกถือว่าเป็นศ่อฮาบะฮฺอาวุโสที่มีชื่อเสียง น่าสังเกตว่าคนที่เข้ารับอิสลามในช่วงแรกๆ มาจากหลายเผ่า คือ ท่านอบูบักร อัศศิดดีก จากเผ่าตัยมียฺ, ท่านอุษมาน อิบนิ อัฟฟาน จากเผ่าบนีอุมัยยะฮฺ, สุบัยรฺ อิบนุลเอาวาม จากเผ่าบนีอะซัด, ท่านมุสอับ อิบนุอะมัยรฺ จากบนีอับดุดดาร, ท่านอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ เผ่าบนีฮาชิม, ท่านอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เผ่าอะดียฺ, อับดุรเราะหฺมาน อิบนุเอาฟฺ จากบนีซุฮฺเราะฮฺ ฯลฯ และมีคนจากชนบทด้วย เช่น อับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอูด จากเผ่าฮุซัยลฺ, ซัยดฺ อิบนุฮาริษ จากเผ่ากัลบฺ ฯลฯ

สาเหตุที่มีคนจากหลายเผ่าเพื่อบ่งชี้ถึงความหลากหลายของคนที่รับอิสลามในช่วงแรก เพื่อให้เห็นว่าคนที่รับอิสลามในช่วงแรก ๆ ไม่ใช่ญาตินะบีเพียงอย่างเดียว ท่านนะบีไม่ใช่คนที่ยึดพรรคพวก อัลลอฮฺทรงกำหนดให้มีคนหลากหลายจากหลายเผ่าเพื่อให้รู้ว่าอิสลามเป็นสัจธรรมที่แท้จริง

ในช่วงที่เผยแผ่อิสลามในเชิงลับ 3-4 ปี มีเหตุการณ์ที่อุละมาอฺขัดแย้งกันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เรื่องนี้ถูกบันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่ม นั่นคือ การที่ท่านนะบีกำหนดให้มีการสอนอัลกุรอานในบ้านของ อัลอัรกอม อิบนุอบิลอัรกอม (ดารุลอัรกอม) แต่ไม่ได้เปิดเผย (ที่มัสญิดหะรอม(นครมักกะฮฺ) ประตูแรกทางขวามือที่เชิงภูเขาเศาะฟา เรียกว่า ประตูของอัลอัรกอม ตรงนั้นคือบ้านของท่านอัลอัรกอม )

บางรายงานบอกว่าท่านอัลอัรกอมเข้ารับอิสลามตอนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่บรรลุศาสนภาวะ, อะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ เข้ารับอิสลามตอนอายุ 10 ปี, อัซซุบัยรฺ อิบนุลเอาวาม เข้าอิสลามตอนอายุ 13 ปี วัยรุ่นมีบทบาทในการเข้ารับอิสลามในยุคแรก และท่านนะบีก็ไม่ได้ถืออายุเป็นเกณฑ์แบ่งแยกตำแหน่ง เพราะท่านเห็นว่า ส่วนมากคนที่ปฏิเสธอิสลามเป็นคนอาวุโสของกุเรช และคนที่ยอมรับอิสลามส่วนมากเป็นเยาวชน ศ่อฮาบะฮฺที่เข้ารับอิสลามมีช่วงอายุประมาณ 27-30 ปี และช่วง 10-15 ปี คนอาวุโสที่เข้ารับอิสลามมีน้อย

มีคนมาหาท่านนะบีจากนอกมักกะฮฺเพื่อเข้ารับอิสลามในช่วงที่ยังเผยแผ่โดยลับ เขารู้ว่าท่านนะบีถูกต่อต้านและใครที่เข้ารับอิสลามคงไม่รอด เขาต้องมาอยู่เป็นวัน และสังเกตว่าใครที่น่าจะเป็นพวกนะบี ปรากฏว่าเจอกับอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ ได้ยินว่ามีคนเทศนาว่าเป็นนะบี เรียกร้องสู่พระเจ้าองค์เดียว อะลีบอกว่า เมื่อเห็นฉันคุยกับใครที่หน้ากะอฺบะฮฺ คนนั้นคือมุฮัมมัด แต่ถ้าเห็นฉันก้มเหมือนจะตักน้ำให้รีบหนีไป เพราะเป็นคนที่จะก่อปัญหา ต้องเตรียมแผนเพื่อไม่ให้มีเรื่อง เพราะถ้าหากชาวมักกะฮฺรู้ว่าคนนี้มาหาท่านนะบีเพื่อเข้ารับอิสลามต้องมีปัญหา ต้องนัดคุยกันตอนกลางคืน ต้องแอบเจอกัน นี่คือสภาพของบรรพชนยุคแรกที่มีความกล้าหาญในการหาสัจธรรม เหล่านี้เป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องมีทั้งความฉลาดและความกล้าในการแสวงหาสัจธรรม อย่ากลัว สิ่งใดที่เราสามารถทำได้เพื่อนำตัวไปสู่ความจริง เราต้องทำ

ท่านนะบีสอนศ่อฮาบะฮฺที่มักกะฮฺ ต้องแอบละหมาด ถ้าละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺก็มีเรื่อง แม้แต่ท่านนะบียังมีปัญหา ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจถึงขั้นถูกฆ่า ในช่วงนั้นท่านนะบียังไม่กล้าละหมาดอย่างสม่ำเสมอ ณ บริเวณกะอฺบะฮฺ เพราะชาวกุเรชได้แสดงให้เห็นแล้วว่าถ้านะบีมาละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺจะต้องก่อเรื่อง เช่น อุกบะฮฺ อิบนุอะบีมุอัยฏฺ บอกว่าถ้าฉันเห็นนะบีละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺ จะเอางูมากัดและเอาไส้สัตว์มาวางบนศีรษะนะบี เขาสาบานอย่างนี้เลย มีครั้งหนึ่งท่านนะบีไปละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺ ขณะที่กำลังสุญูด อุกบะฮฺก็โยนไส้สัตว์ลงบนศีรษะของท่านนะบี และอีกครั้งหนึ่งเอาเท้ามาเหยียบบนศีรษะขณะที่ท่านกำลังสุญูด นี่คือตัวอย่างการรังแกที่ชาวกุเรชกระทำกับท่านนะบี เพราะไม่เห็นภาพ จึงไม่มีใครเดือดร้อนออกมารับผิดชอบ แต่ภาพการทรมานคนที่คุกอะบูเฆาะรีบ ทำให้บุชต้องออกมาแสดงความเสียใจ (*4*)

(*4*) มีกระทู้หนึ่งในอินเตอร์เน็ตนำภาพทหารอเมริกาข่มขืนมุสลิมะฮฺมาลง บางคนวิเคราะห์ว่าเป็นภาพปลอม แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในคุกที่อิรัก และมีรายงานยืนยันจากหน่วยงานอเมริกา ผมรู้สึกอึดอัดต่อภาพนี้มาก เพราะหากต่อต้านเรื่องภาพ เดี๋ยวหาว่าเข้าข้างอเมริกา พอดีมีผู้หญิงคนหนึ่งมาเขียนในกระทู้บอกว่า “พวกคุณเป็นมุสลิม เอาภาพอย่างนี้มาเปิดเผยได้อย่างไร” แต่ก็มีคนโง่เขลาที่ใช้อารมณ์อย่างเดียวบอกว่า “ภาพนี้จะทำลายอเมริกา ผู้หญิงคนนี้เป็นพี่น้องของเรา เราต้องช่วยเขา” เราทนไม่ไหวจึงต้องพูด บอกว่า “คุณโกหก ถ้าเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพี่น้องคงไม่ยอมให้มาเปิดเผย” ถ้าเราเชื่อว่าพี่น้องมุสลิมะฮฺถูกข่มขืน ไม่ต้องมีภาพเพื่อจะรู้สึกแค้น แค่ได้ยินข่าวก็ช้ำพอแล้ว

เมื่อมีสิ่งใดประสบในชีวิตของเรา ถูกรังแก ถูกทรมาน ให้เราเปรียบเทียบกับสิ่งที่ท่านนะบีต้องประสบมากกว่า ทั้งโดนประณาม โดนด่าว่าเป็นคนบ้า เป็นนักไสยศาสตร์ เป็นนักกวี นานาชนิด ยิ่งกว่านั้นคือเอาหนามมาวางในทางที่ท่านนะบีเดิน เอามูลสัตว์มาตั้งหน้าบ้าน เอาอุจจาระมาป้ายประตูบ้าน ประณามและด่าว่าจนเป็นเรื่องปกติ คนที่ยึดมั่นในความสัจธรรมย่อมต้องประสบกับเรื่องเหล่านี้ แต่ไม่ว่าจะโดนแค่ไหนก็ให้นึกถึงสิ่งที่ท่านนะบีได้ประสบ แต่ไม่ใช่ว่าท่านนะบีนิ่งเฉยอย่างเดียวเมื่อได้รับสิ่งเหล่านี้ ท่านนะบีอดทนและพูดด้วย

ครั้งหนึ่งท่านนะบีเข้าไปละหมาดที่กะอฺบะฮฺ ชาวกุเรชเริ่มกลั่นแกล้ง พูดเยาะเย้ย ชี้ท่านนะบีแล้วหัวเราะ (*5*) อุกบะฮฺเอามูลสัตว์มาวางบนศีรษะท่านนะบี พวกกุเรชหัวเราะกันจนตัวงอ ท่านนะบีไม่ได้นิ่งเฉย ท่านเข้าไปหาพวกเขาและบอกว่า “โอ้ชาวกุเรชเอ๋ย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ สิ่งที่ฉันนำมายังพวกเจ้าคือการเชือด” ชาวกุเรชนิ่ง พูดไม่ออก ไม่นึกว่าท่านนะบีจะกล้าพูดอย่างนี้ ท่านนะบีไม่ได้อดทนอย่างเดียว ท่านอดทนแต่บางครั้งก็พูดแสดงความเข้มแข็งบ้าง มีครั้งหนึ่งท่านนะบีโดนเยาะเย้ย ท่านจึงเอาทรายขว้างหน้าและบอกว่า “ขอให้ใบหน้าของพวกเจ้าถูกทำลายทั้งปวง” นักประวัติศาสตร์ที่รายงานเหตุการณ์นี้จากศ่อฮาบะฮฺบอกว่า กลุ่มที่โดนท่านนะบีเอาทรายขว้างหน้า ทั้งหมดตายในสงครามบัดรฺ แสดงว่าชีวิตของท่านนะบีก็มีเรื่องที่เข้มแข็ง

(*5*) เป็นลักษณะของพวกมุชริกีนและพวกมุนาฟิกีน เราต้องตระหนักเพราะบางคนอาจตกอยู่ในลักษณะที่อัลลอฮฺบอกไว้ وَيْلٌ لِّكُلِّ هُمَزَةٍ لُّمَزَةٍ “ความหายนะจงประสบแด่ทุกผู้นินทาและใส่ร้ายผู้อื่น” [อัลฮุมะซะฮฺ 104:1] วัยลุล หมายถึง ความพินาศ ซึ่งในปัจจุบันวัยรุ่นกับความพินาศก็มักจะอยู่ด้วยกัน แต่ตรงนี้ความพินาศจะประสบกับพวกกระซิบกระซาบ นินทา แซว หรือเยาะเย้ยคนอื่น เช่น เห็นคนไว้เคราก็บอกว่า “นี่ ๆ พวกเคร่งมาแล้ว” มีคนพันผ้าสะระบั่นก็บอกว่า “พวกดะอฺวะฮฺ” เรื่องศาสนาอย่านำมาเป็นเรื่องเยาะเย้ยเล่น ต้องเคารพ เพราะจะมีผลกระทบอีหม่านของเรา


การเข้ารับอิสลามของ ฮัมซะฮฺ อิบนิ อับดุลมุฏฏอลิบ

มุสลิมหลายคนรักท่านนะบีและเชื่อว่าสิ่งที่ท่านนำมาคือความจริง แต่ไม่กล้าประกาศ เพราะกลัวโดนตำหนิว่าทิ้งศาสนาของบรรพบุรุษ เหมือนในสังคมของเรา มีคนที่อยากละหมาดที่มัสญิด แต่กลัวเพื่อนฝูงแซวว่าเคร่งหรือหาว่าเป็นพวกดะอฺวะฮฺ ถ้าไปแล้วจะมีปัญหา เข้ากลุ่มไม่ได้ นี่เป็นความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นจากคนเลวในสังคม คือไม่ยอมให้ใครดีกว่า

ในหมู่ชาวกุเรชก็มีคนที่เกรงใจ หนึ่งในนั้นคือ อบูฏอลิบ ลุงของท่านนะบี ท่านนะบีขอร้องให้เข้ารับอิสลาม กล่าว “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ” เขาบอกว่า “กลัวเรื่องเดียวคือ ถ้าฉันเข้ารับอิสลามชาวกุเรชจะตำหนิฉัน” ทั้งที่อบูฏอลิบเชื่อว่าศาสนาของท่านนะบีเป็นศาสนาที่ถูกต้อง มีบทกลอนที่อบูฏอลิบเคยพูดกับชาวกุเรชว่า “ฉันรู้อย่างแน่นอนว่าดีน (ศาสนา) ของมุฮัมมัดเป็นศาสนาที่ดีที่สุด” แต่ไม่ยอมประกาศ นี่เป็นหลักฐานที่อุละมาอฺบอกว่า เชื่ออย่างเดียวแต่ไม่ประกาศถือว่าไม่พอ ต้องประกาศยืนยันว่าฉันอยู่กับฝ่ายความจริง

ท่านนะบีได้รับการต่อต้านจากพวกกุเรชอย่างมากในช่วงแรก ฮัมซะฮฺ อิบนิ อะบีฏอลิบ ซึ่งเป็นลุงและเป็นพี่น้องทางนม (*6*) กับท่านนะบี เป็นคนที่รักนะบีมานาน ครั้งหนึ่งเมื่อฮัมซะฮฺกลับมาจากการล่าสัตว์พร้อมกระดูกใหญ่ท่อนหนึ่ง มีคนเล่าว่าอะบูญะฮัลตบหน้าและทำร้ายท่านนะบี ฮัมซะฮฺจึงไปหาอบูญะฮัลและบอกว่า ”ฉันได้ยินว่าท่านไปทำร้ายมุฮัมมัด” อบูญะฮัลตอบว่า “ใช่” (อบูญะฮัลคิดว่าฮัมซะฮฺยังไม่เป็นมุสลิม เป็นมุชริกเหมือนกัน คงไม่เข้าข้างนะบี) ฮัมซะฮฺจึงเอากระดูกฟาดหัวอบูญะฮัลจนเลือดไหลแล้วบอกว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าฉันกับมุฮัมมัดอยู่ในศาสนาเดียวกัน” นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงแรก และเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่ามุสลิมเริ่มไม่เกรงกลัวใครแล้ว โดยเฉพาะ ฮัมซะฮฺ อิบนุอับดุลมุฏฏอลิบ เป็นบุคคลที่มีความกล้าหาญมาก แต่ทั้งที่ท่านฮัมซะฮฺกล้าหาญขนาดนี้ ท่านนะบีก็ยังเผยแผ่อิสลามอย่างยากลำบาก

(*6*) ฮัมซะฮฺดื่มนมจากแม่นมคนเดียวกับท่านนะบี คือ สุไวบะฮฺ เป็นทาสของอะบูละฮับ ภายหลังฮัมซะฮฺมีลูกสาวคนหนึ่งและมีคนแนะนำให้ท่านนะบีแต่งงานกับนาง ถ้าดูตามหลักการน่าจะได้ เพราะลูกของลุงเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ท่านนะบีบอกว่าไม่ได้ เพราะฮัมซะฮฺเป็นพี่น้องกับฉัน ดังนั้นลูกสาวของเขาจึงเป็นหลานทางนมของฉัน ท่านนะบีบอกว่า สิ่งที่ต้องห้ามจากเรื่องนมเปรียบเสมือนสิ่งที่ต้องห้ามจากการเป็นญาติ เช่น แม่ทางนม น้าทางนม ลุงทางนม ถือว่าต้องห้ามในการแต่งงานทั้งสิ้น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ประวัติศาสตร์อิสลาม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.28 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004