ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - มัซฮับสะละฟีย์และมัซฮับทั้งสี่ (ภาคที่ 2)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
มัซฮับสะละฟีย์และมัซฮับทั้งสี่ (ภาคที่ 2)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 31, 32, 33
 
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
Konyakroo
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 16/01/2006
ตอบ: 246


ตอบตอบ: Thu Mar 16, 2006 5:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam บังฮะซัน

ผมเคยบอกบังแล้วใช่ไหมครับ ว่า การคุยปัยหาคิลาฟียะนั้น มันต้องใช้สติและต้องสามารถควบคุมอารมฌ์ตัวเองด้วยอีหม่านที่มีอยู่ บางครั้ง ปัญหาบางอย่าง ที่แตกต่างกันมันย่อมธรรมดาที่ความคิดเห็นระหว่างมุมของทัศนะต้องแตกต่างกัน

จะเห็นว่า แนวทางทั้ง4ที่มีมาในอดีตนั้น มีหลายๆเรื่องที่ไม่ตรงกันไม่ว่าเรื่องการตีความ ใดจากอัลกรุอานหรืออัลฮาดีสมันย่อมมีความเห็นแตกต่างกัน แต่มันไม่ได้ทำให้เกิดการแตกแยกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม บังก็จะเห็นว่า จากอดีตถึงปัจจุบัน มีบ้างไหมว่า แนวทางของอีหม่ามฮานฟี(รด) ยกพวกไปทุบหรือเผาทำลายทรัพย์สินของแนวทางอีหม่ามหรือแนวทางของอีหม่ามชาฟีอี(รด)หรือแนวทางอื่นๆ แม้ว่าจะเป็นผู้ตักลีดด้วยกันก็ตามไม่เคยมีข่างวว่าต้องสู้รบตบมือ จริงไหมครับ เพราะนั้นคือ เขามีแนวทางให้เลือก ตาม โดยยกเว้นว่าไม่มุงร้ายใส่ใคล้ใครต่อกัน
บังสามารถจะศึกษาได้ว่าการกระทำที่ด่าว่า กระทบกระทั้งกันมีบ้างไหม แม้ตความเห็นของท่านอีหม่ามทั้ง4 ผ่านมานานแล้วก็ตาม บรรดาลูกศิยาของท่านก็ไม่เคยมีปรากฏการณ์ ที่ต้อง
ทะเลาะเบาะแว้งกัน
จนต้องออกอาการด่าว่า หรือเปรียบเทียบอย่างนั้นอย่างนี้หรือตัดความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง

บังต้องยอมรับนะว่า เมื่อความแตกต่างเกิดขึ้น ความแปลกแยกมันก็ตามมา และในที่สุดความแตกแยกก็จะตามมาติด แต่ถ้าเราให้เกียรติไม่โจมตีหรือวิจารร์ทัศนะฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ก่อให้เกิดผลกระทบไม่ว่าด้านสื่อใดๆ นั้นคือทางออกที่ดีที่สุด ของผู้ที่ได้ชื่อ
มุฮ์มีน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Thu Mar 16, 2006 9:01 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

บังคนอยากรู้ครับ ไอ้กระผมเนี่ย เกรงใจ คุณอัล-ฟารูกอย่างแรง ไม่รู้ว่าเขาจะมีมาตรการอย่างไงกับผมอีก ก็ต้องไปขอมะอัฟเขาที่เข้ามาสนทนาโดยทำให้ฝ่ายตรงข้ามเลือดสูบฉีด สงสัยผมคงโดนแบนจากเขาอีกเหมือนเดิม เฮอะๆ คุณอะสันพูดอะไรออก ก็พยายามจะให้เวปมาสเตอร์ทำการลบคำพูดที่ไม่สุภาพ เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่า อยากจะให้ลบความไม่สุภาพของตนเองออกไปนั่นเอง ไม่มีอะไรอื่นหรอกครับ

วงเล็บ (บังคนอยากรู้ครับ บังจงนิ่ง และ ห้ามออกความเห็นและวิจารณ์สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้นะครับ เพราะไม่อยากจะให้บังต้องมาเดือดร้อนเพราะผม บังคุยในเชิงวิชาการต่อไปเถอะครับ)

คุณอะสัน ผู้มีความสุภาพกล่าวว่า

ที่อาจจะใช้คำไม่สุภาพกับเด็กจัญไรสองตัว ............มุหัมหมัด กับ คนอยากรู้ คือ ชัยฎอน ..............หากมีจิตใจเป็นสัตว์ป่า มีความเปรตอยู่ในใจ............แต่พฤติกรรมหมาไม่รับประทานอย่างพวกคุณ ...........ส่วนคุณมุหัมหมัดจะยั่วยุอย่างไร แฮะๆๆๆ ผมไม่สนใจ และไม่ถือสาหรอกครับท่าน

ผมขอกล่าวว่า

ท่านผู้อ่านครับ สิ่งที่คุณอะสันพูดออกมานี้ ไม่ใช่พูดด้วยความโกรธ หรือโมโหอะไรเลย เนื่องจากคุณอะสันไม่ถือสา ไม่สนใจอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่คุณอะสันพูดออกมานั้น มันเป็นคำพูดของคุณอะสันที่ออกมา โดยปกติวิสัย และมันเป็นเรื่องธรรมดาๆที่เขาเป็นอยู่นะครับ ซึ่งหากคุณอะสันโกรธขึ้นมาจริงๆ เขาจะพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะพูดออกมาอย่างไรนั้น ผมไม่รู้เหมือนกันครับ เพราะผมยังไม่เคยเห็นคุณอะสันโกรธขึ้นมาสักที และผู้ใดที่จิตใจต่ำ ความดันสูง ก็อย่ามาสนทนาแบบเลือดสูบฉีดกับผมเลยครับ เดี๋ยว ความดันขึ้น เส้นเลือดสมองแตก แล้วมาอย่ามาโทษผมนะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Konyakroo
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 16/01/2006
ตอบ: 246


ตอบตอบ: Fri Mar 17, 2006 12:36 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam น้องมูอำมัด

salam บังฮะซัน

ด้วยความเครพครับ ถึงแม้บังจะด่าว่าหรือเปรียบเทียบเราอย่างไร..ก็สุดแต่บังจะพรรณาตามความนึกคิดของบังเถอะครับ...

สำหรับผมไม่โกรธอาฆาตกับบังเลย...ทุกสิ่งทุกอย่างที่บังว่ากล่าวหรือเสียดสีผมก็แต่
Very Happy ซึ่งอัลลอฮ์(ซบ)ทรงมอบสิทธิ อันชอบธรรมไว้แต่ละคนแล้ว โดยไมมีในศาสนาใหนนอกจากอัลอิสลาม พระองค์ได้ทรงวางขอบเขตของใครของมันโดยการไม่ล่วงละเมิดหรือล่วงเกินสิทธิของผู้ใดไม่ว่า ทางด้าน วาจา จิตใจ และการกระทำ โดยใครก็ตามที่ฝ่าฝืนคำสั่ง พระองค์จะทรงกริ้วและให้โทษกับเขาเหล่านั้นที่ฝ่าฝืนและเอาแบบอย่างของ ชัยตอน มาดำเนินชีวิต ในกรณีๆไป

แท้จริง อำนาจและปรีชาญาณต่างๆและมหาบริสุทธิ์นี้เป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว..ซึ่งเราไม่สิทธิใดในการเรียกร้อง เว้นแต่ พระองค์จะทรงเมตตา....

ตัวอย่างที่ยกมานี้ เพียงอยากจะบอกและสื่อให้พี่น้องต่างมัสหับได้รู้ว่า
Embarassed บางข้อความในอัลกรุอ่านนั้นมีทั้งข้อความที่ชัดเจน ที่เมื่อศึกษาหรืออ่านแล้วก็สามารถที่จะทำความเข้าใจได้โดยพื้นฐานและสติปัญญาที่อัลลอฮ์(ซบ)ให้มาโดยไม่ต้องตีความใดๆ และส่วนข้อความที่มีความหมายคลอบคลุมหรือยากในการตีความนั้น ซึ่งมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆท่านๆที่ไม่มีความรู้หรือคนอาวามนั้น ไม่มีความสามารถที่ทำความเข้าใจได้
โดยต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ในวิชชาการด้านๆนั้น และมันก็ไม่พ้นบรรดาผู้ที่ทุ่มเทและเสียสละในการศึกษาหาคำตอบในข้อความนั้น

---หลังจากพ้นยุคท่านนบีไปแล้ว ถัดมาก็ยุคของ คอลีฟะทั้ง4 รวมทั้งซอฮาบะที่ที่พระองค์สั่งให้ท่านนบีมาบอกและให้การรับรองว่าได้เข้าสวรรค์ ซึ่งมีมากกว่า10ท่านทั้ง ซอฮาบะ ผู้หญิงและผู้ชาย
หลังจากนั้นก็คือบุคคลที่เคยอยู่คียงข้างกับท่านนบีไม่ว่าในสยามรบหรือนอกสนามรบซึ่งมีมากมายและหลายวัยวุฒิด้วยกัน และเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นซอฮาบะที่ปฏิบัติตามคำสอนคำใช้จากอัลกรุอ่านและถือแบบฉบับความเป็นอยู่เฉกเช่นท่าน นบีมาตลอด หมดจากยุค ซอฮาบะ บรรดาผู้ที่เกิดมาทันยุคซอฮาบะก็คือ ตาบีอีน ซึ่งก็ได้ถ่ายทอดและยึดการกระทำต่อๆกันมาจนถึงยุค ตาบีอิต ตาบีนหรือจนถึงยุคของสลัฟ -----
จะสังเกตุได้ว่า อัลลอฮ์นั้น ไม่เคยที่จะละทิ้งบ่าวของพระองค์ให้อยู่อย่างไร้สาระเลย โดยในแต่ละยุคนั้นพระองค์จะต้องส่งคนที่มีความรู้ความสามารถเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ทำหน้าที่แจกแจงแตกต่างกันไป โดยเฉพาะคำดำรัสของพระองค์ในคัมภีร์นั้นที่มีบางข้อความในสมัยท่านบีหรือสมัยซอฮาบะอาจจะยังไม่เกิดข้อพิพาทกับเหตุการณ์ที่พระองค์ให้เกิดขึ้น ดังนั้นคนไม่มีความรู้ไม่สามารถชี้แจงได้ นั้นจำเป็นต้องพึ่งพา ผู้ที่มีความรู้มากกว่าตน ซึ่งในอายะในกรุอานก็มีบอกแลฃะเตือนเราเสมอว่า และเมื่อเจ้าสูไม่รู้ ดังนั้นเจ้าจงสอบถามผู้รู้เถิด และแน่นอนเหลือเกินว่าบคลลเหล่านั้นต้องเป็นผู้รู้ที่พระองค์ตักดีร์หรือต้องการให้เขาได้เข้าใจกับสิ่งนั้นที่คลุมเครืออยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาหมายถึงว่า ศาสนาของพระองค์ไม่สมบูรณ์หรือว่าท่านบีบกพร่องแต่อย่างใดไม่ แต่เราต้องยอมรับว่าปัญหาหรือเหตุการณ์บางอย่างนั้นไม่มีในสมัยท่านนบี ดังนั้นเมื่อสิ่งนั้นที่มันเกิดขึ้นหลังยุคท่านนบี ยุคซอฮาบะทั้ง4 ยุค ซอฮาบะ ยุคตาบีอีน ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
พระองค์ก็ไม่ได้จำกัดคนเก่ง แต่อย่างใด แต่ก็ไมใช่ว่าเราเอาเขาเหล่านั้นจะเทียบเป็นภาคีต่อท่านนบีของอัลลออ์ แต่อย่างใด ก็ไม่ เพราะนบีนั้นทรงมะซูม แต่บุคคลหลังจากท่านนั้นย่อมมีทั้งผิดและถูก(อุลามะ) ตราบใดที่อัลลอฮ์ทรงสร้างคนกอรามัตในวิชานั้นๆที่ตามความประสงค์ พระองค์ก็ย่อมมีความสามารถจะสร้างบรรดาผู้ที่มีความรู้เก่งๆได้ซึ่งมีเห็นจนถึงปัจุบันนี่แม้ว่าจะเป็นคนต่างศาสนิก ซึ่งชำนาญในวิชาด้านั้นๆก็มีเยอะเเยะไป ดังนั้นความเมตตาของพระองค์ในโลกนี้ไม่สิ้นฉันใด ริสกีของมนุษย์ก็ไม่สิ้นสุดด้วยฉันนั้น

Embarassed ซึ่งเป็นที่ก็ยอมรับแล้วว่า สติปัญญาแต่ละคนนั้นยอมไม่เท่าเทียมกัน
ดังนั้น อัลลอฮ์(ซบ)ผู้ทรงเมตากรุณายิ่งและทรงรอบคอบในการรักษาศาสนาของพระองค์ ให้ยาวนานจนถึงยุคสุดท้าย ด้วยพระประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการ(ตักดีร์)ให้เกิดผู้ทีมีความรู้ที่ดีเลิศในแต่ละยุคมาโดยไม่ว่างเว้น เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ค้นคว้าหาความจริงในสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์และศึกษาถึงพลานุภาพของในวิชาการของพระองค์ในแต่ละทัศนะนั้นเขาต่างดึงหลักฐานมาจากตัวบทอัลกรุอ่าน มาเป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีหรือหาไม่พบ ก็เอามาจากคำสอน(อัลฮาดีส)ของท่านนบี มาเป็นหลักฐาน

เช่น คำสั่งในอัลกรุอานบางตอนที่กล่าวถึงสิ่งมึนเมาทีว่า ----จงกล่าวเถิดว่า สิ่งมึนเมาทั้งหลายนั้น เป็นสิ่ง ฮาราม----

คำว่าสิ่งที่มึนเมานี้ มันเป็นอย่างไรละ ก็เมื่อ เหล้า กัญชา เฮโรอีน ฯลฯเหล่านี้ ก็คือ สิ่งที่ทำให้มึนเมา และใน เนือสัตว์บางชนิดทั้งในทะเล และบนบก ที่ไม่มีห้ามรัปทานในอัลกรุอานและคำสอนของท่านนบี ยังทำให้มึนเมา อาเจียน ก็มากมาย ในยอดไม้หรือผักบางชนิดเมื่อรับประทานไปแล้ว มันก็ยังทำให้มึนหัว ถึงขนาดเป็นลมเป็นแล้งและออกอาการเป็นไข้ก็มี ในขณะที่บางคนไม่มีผลกระทบอะไรกับสิ่งเหล่านั้น...อยากถามว่าส่งเหล่านี้มันไม่เคยเกิดในสมัยท่านนบี และความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์นั้นไม่สามารถนำมากิยาสหรือเปรียบเทียบได้หรือครับ เพราะเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดในสมัยซอฮาบะสมัยตาบีอีน สมัยตาบีอิตตาบีอีนและยุคสลัฟนั้นมัน ไม่มีในสมัยท่านนบีเลย ดังนั้นการที่เหล่าบรรดาซอฮาบะหรือผู้รู้ ในยุคต่างหลังท่านบี ที่เขาวินิจฉัยหรือตีความแล้วนำมากิยาส มันก็ผิดหมดหรือไงครับ

Idea วกกลับมาเรื่อง บุหรี่ ในปัจุบัน สมัยท่านบีมีไหมครับ และเมื่อไม่มีสิ่งนี้เป็นตัวอย่างให้เราไว้เป็นหลักฐาน จะให้จัดเราๆท่านๆที่ไม่ความรู้ทำอย่างไรดีละครับ จะฮูกมว่า ฮาราม ห้ามกินหรือฮาลาลให้ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีใรเปียบเทียบเห็นนี่ครับ หรือจะให้เราๆท่านการออกความเห็นกันเอง ได้หรือครับ ดังนั้น ต้องอาศัยบรรดาผู้รู้นี้แหละที่สามารถวินิจฉัยหรือเปรีบยเทียบว่า บุหรี่นี้ เข้าข่ายของมึนเมาหรือไม่ และมึนเมาระดับไหน ขาดสติเลยหรือว่ายังครองมีสติ ได้

ดังนั้น เมื่อมาถึงยุคสลัฟของอีหม่ามทั้ง 4 ซึ่งต่างก็วินิจฉัยซึ่งก็ไม่พ้นการกิยาสหรือการอนุมาน
คำนี้ออกมา ซึ่งพี่น้องก็รู้อยู่แล้ว ใมสหับทั้ง4 นั้นฮูกมออกมาไม่เหมือนกัน บางทัศนะบอกว่า
บุหรี่นั้น อันตราย และเป็นของมึนเมา มากและเป็นสิ่งเสพติดเป็นต่อร่างกายเลย ฮูกมออกเป็น ฮาราม
แต่บ่างทัศนะอ้างว่า บุหรี่นั้นมีอันตรายน้อย และสามารถเลิกได้ เลยฮุกมเป็นแค่ มักโระ ตัวอย่างเล่านี้ถามว่า บรรดาผู้รู้ทั้งหลายไม่ว่ายุคซอฮาบะจนถึงยุคสลัฟนั้นที่ บอกว่า ฮารามบ้างมักโระบ้าง เขาผิดหรือไม่.

และอีกตัวอย่าง
จากฮ่าดีสที่รายงานบันทึกจาก ท่านบุคอรีย์ ที่ว่า -----ท่านอบูฮูรอยเราะ(รด)กล่าว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ตรัสว่า...เมื่อบุคคลใดอาบน้ำละหมาด ก็จงสูดน้ำเข้าจมูก แล้วสั่งออก และบุคลลใดทำการชำระด้วยก้อนหิน ก้จงทำเป็นจำนวนคี่และเมื่อบุคคลใดตื่นนอน ก็จงล้างมือของเขา 3 ครั้ง ก่อนที่จะเอามือจุ่มลงในภาชนะ เพราะไม่มีใครรู้ว่า มือของเขาได้ค้างแรมอยุ่ที่ไหน

และจากท่าน มุสลิมก็เช่นกัน -----ท่านอบูฮูรอยเราะ(รด)กล่าว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ตรัสว่า...บุคคลใดอาบน้ำละหมาด ก็จงสูดน้ำด้วยรูจมูก หรืออีกรายงานของท่านหนึ่งว่า ก็จงสูด แล้วสั่งออก และบุคคลใดทำการชำระด้วยก้อนหิน ก้จงทำเป็นจำนวนคี่และเมื่อบุคคลใดตื่นนอน ก็จงล้างมือของเขา 3 ครั้ง ก่อนที่จะเอามือจุ่มลงในภาชนะ เพราะไม่มีใครรู้ว่า มือของเขาได้ค้างแรมอยุ่ที่ไหน
ซึ่งรายงานสอดคล้องกันทั้งบุคอรีย์และมุสลิม

---ความหมายนี้โดยสรุป ว่าอิสลามนั้นได้สอนมารยาทไว้อย่างดีดดยมีเป้าหมายให้ประกรอยุ่กันอย่างมีความสุข และสุขภาพดี ดังนั้นคำว่าผู้ใดอาบน้ำละหมาด ก็จงสูดน้ำเข้าจมูก แล้วสั่งออก อย่างน่มนวล และหากใช้ก้อนหินเช็ดเพื่อชำระปัสสวะหรืออุจาระนั้น ก็ให้ทำเป็นจำนวนคี่จนสะอาด หรือเมื่อตื่นนอนก็จงล้างมือก่อน3ครั้ง ก่อนจะจุ่มมือลงในภาชนะทีมีน้ำ เพื่อเอาน้ำละหมาด เพราะขณะนอนนั้นเราไม่รู้สึกตัว และคำว่าค้างแรมนั้น ก็ต้องอาศัยความหมายจากผู้มีความรู้ว่ามันหมายถึง มือของเรานั้นมันไม่รู้ไปกระทบหรือจับในส่วนไหนของร่างกาย แต่ถ้าไม่ตีความหรืออ้างตามตัวอักษรก็จะ ไม่เข้าใจว่าว่าเอามือไปพักแรมหมายถึงอะไร----
1.ในเรื่องการอาบน้ำละหมาดนี้โดยสูดน้ำเข้าจมูกนั้น แนวทางของอีหม่ามอะหมัด ถือว่าเป็น[color=darkred]วายิบโดยอ้างถึงฮาดีสว่าเป็น ....คำสั่ง...

แต่นักวิชาการที่เหลือส่วนใหญ่ถือว่า เป็นสุนัติ โดยอ้างถึง...บางฮาดิสที่ไม่ได้เจาะจงหรือบังคับในเรื่องนี้..ซึ่งถือว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น[/color]
2.เรื่องจำนวนคี่ในการเช็ดด้วยก้อนหินนั้น ท่านอีหม่ามฮานาฟี(รด)และท่านอีหม่ามมาลีกี(รด)
ถือว่าไม่บังคับได้บังคับในจำนวนอาจจะเป็นคี่1หรือ 3 หรือ5 ก็ได้ แต่ส่วนท่านอีหม่ามชาฟีอีและอีหม่ามฮัมบาลี(รด)ถือว่า อย่างน้อยต้อง 3 ครั้ง และถือว่าเป็นวายิบ

3.การล้างมือหลังจากตื่นนอนนั้น อีหม่าฮับาลีถือว่าเป็นวายิบ โดยที่ท่านอ้างและตีความหมายคำที่ว่า ---ไม่มีใครรู้ว่า มือของเขาไปค้าแรมอยู่ที่ไหน.---และต้องเป็นเวลากลางวันคืนเท่านั้น...
ส่วนนักวิชาการที่เหลือหรือส่วนใหญ่(ญุมฮุร)ถือว่าเป็นสุนัติเท่านั้น โดยที่ท่านเหล่านั้นถือว่าเป็นคำสั่งที่สนับสนุนที่สื่อให้เห็นว่าการล้างมือนั้น เป็นเพียงสุนัต ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ เพราะคำว่า ไม่มีใครรู้นั้น คือ
เเหตุผลที่คลุมเคริอ และเพียงสงสัยถึงหรือคาดคะเเนการกระทำของบุคคลนั้นๆเท่านั้นเอง
และที่เขากิยาสหรือวินิจฉัยไปนั้นเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร หรือเพื่อบารมีและเกียรติของตัวเอง

หรือเพื่อความสะดวกในศาสนาของประชาชาติของท่านนบี (ซล)

ดังนั้น อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความดีในเรื่องศาสนา เมื่อถูกวินิฉัยมาแล้วถูกหรือผิด สมควรหรือไม่สมควร นั้น----เราคือคนยุคหลังสุดในฐานะผู้ตาม ก็ต้องพิจรณาด้วยใจเป็นธรรม-แต่การที่จะคำที่ถุกวินิจฉัยของแต่ละแนวทางมาวิจาร์ณว่า อันนั้นผิด-อันนี้ถูก นั้นเปฌนการสมควรหรือไม่...
Crying or Very sad ในเมื่อแทบจะไม่มีใคร-แล้วในยุคนี้ที่จะมีความรู้ดีเลิศมารองรับการวิจาร์ของเราผู้อยู่ในยุคหลังหรือยุคใกล้วันกิยามะฮ์ก็ว่าได้---------------

ดังนั้นจะเห็นว่า บางอย่าง ถ้าสิ่งใดที่กล่าวครอบคลุมไว้ ทั้งในอัลกรุอ่านและอัลฮาดีส โดยส่อให้เห็นว่าไม่สามารถทำความเข้าใจกับข้อความนั้นๆได้อย่างชัดแจ้ง มันจึงถูกอนุญาตให้วินิจฉัยหรือกิยาสได้ ด้วยหลักฐานที่มาเพื่อสนับสนุน คำนั้นๆไม่ใช่มาจากอารมณ์ส่วนตัวนที่ใฝ่ต่ำ?
หรือเฉยเมิยด้วยการปล่อยวาง ความคลุมเคลือให้พ้นไปโดยไม่เหลียวแลและสนใจมันตรงกันข้ามกับเพิ่มปัญหาหรือประเด็นที่ข้องใจและยิ่งสะสมความอยากไม่รู้มากยิ่งขึ้น..
อย่างนี้ถือว่า ผิดหลักการของผู้ที่มีรู้หรืออุลามะของพระองค์ครับ ที่สร้างมาอย่างมากมายดุจสายฝนและดวงดาวกระจายกันอยู่ทั่วท้องฟ้าอันกว้างไกลไพศาล

..จงรู้เถิดว่า..อัลลอฮ์(ซบ)เท่านั้นที่มีเป็นผู้ตัดสินสิ่งพระองค์ให้บังเกิดมาในโลกนี้
และพึงสำนึกให้ตลอดว่า...ทุกอย่างนั้นไม่ใช่เป็นภารกิจหรืองานของมนุษย์แต่อย่างใดที่จะไปก้าวล้ำสิทธิหรือชี้แนะในงานของพระองค์เลยแม้กระทั้ง สักอณูเดียว


--------------------------------------วัสลาม-----------------------------------------
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Fri Mar 17, 2006 7:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้างอิงจากบังอะสัน

แล้วบิดอะฮของพวกคุณ ที่เมื่องไทย ท่านอิหม่ามทั้งสี่ สอนไว้หรือ ครับ พวกคุณอ้างเศาะหาบะฮ อ้างอิหม่ามทั้งสี่ ในการทำบิดอะฮ ทำไม ไม่ตอบ ล่ะครับ ท่ผมถาม เช่น

1. การตามอิหม่ามทั้งสี่ เหมือนกับการตามอัลลอฮและรอซูลไหม
2. อุลามาอมีสิทธิ์ในการบัญญัติหุกุมศาสนาไหม
3. เอาอิบาดะฮละหมาด ถือศีลอด หัจญ ไปกิยาสกับอิบาดะฮซะกาต ได้ไหม แล้วยกตัวอย่าง
4. บิดอะฮเมาลิด กางเต็นเฝ้ากุบูร ฯลฯ กิยาสมาจากใหน


ตอบ

1. การตามอิมามทั้งสี่ ไม่เหมือนกับการตามอัลเลาะฮ์และร่อซูล เนื่องจาก อิมามทั้งสี่ เป็นผู้ตามที่อัลเลาะฮ์และร่อซูล และบรรดาอิมามไม่ใช่เป็นผู้ที่มะซูมแต่อย่างใด แต่การที่เรากล่าวว่า อนุญาติ (جائز) ให้ตามอิมามทั้งสี่ได้นั้น เพราะอัลเลาะฮ์และร่อซูลให้เราตามอุลามาอ์ นักปราชน์ผู้ทรงความรู้ เช่นอัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า "พวกเจ้าจงถามผู้ทรงความรู้ หากพวกเจ้าไม่รู้" และทรงตรัสอีกว่า "พวกเจ้าจงภักดีต่ออัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์ และผู้ปกครองจากพวกเขา" ดังนั้น บรรดาผู้ปกครองตรงนี้ ก็หมายถึง อุลามาอ์นักมุจญฺฮิดที่เป็นซอฮาบะฮ์ ตาบิอีน ตาบิดอิดตาบิอีน และอุลามาอฺมุจญฺฮิดท่านอื่นๆ ด้วย เนื่องจากพวกเขาคือ ผู้ปกครองจัดการในการแบกรับ สืบทอด ปกป้อง ในเรื่องหุกุ่มของศาสนา มาในทุกยุคทุกสมัย

ดังนั้นการตาม อุลามาอ์มุจญฺฮิด ก็คือการภักดีต่ออัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์ แต่การต่ออัตภักดีนั้น ย่อมมีระดับที่แตกต่างกัน คือการภักดีต่ออัลเลาะฮ์นั้น คือภักดีด้วยสิโรราบโดยปราศจากข้อแม้(ตามแบบ مطلق) และการตามร่อซูล(ซ.ล.)ก็ต้องตามโดยปราศจากข้อแม้(ตามแบบ مطلق ) แต่ไม่ใช่เพราะตัวตนของร่อซูล แต่เป็นเพราะอัลเลาะฮ์ได้ทรงบัญชาให้ภักดีและตามท่านร่อซูล(ซ.ล.) แต่การตามบรรดาอุลามาอ์มุจญฺฮิดผู้ทรงความรู้ ก็จำเป็นต้องตาม แต่ตามแบบ( مقيد )คือมีข้อแม้ว่า สิ่งที่เราจะตามบรรดาอุลามาอ์มุจญฺฮิดผู้ทรงความรู้นั้น โดยมีข้อแม้ว่า ต้องมีหลักการที่เจริญตามอัลกุรอานและซุนนะฮ์ของร่อซูล(ซ.ล.) เมื่อเป็นเราทราบเช่นนี้แล้ว การตามอุลามาอ์ ย่อมไม่เทียบเท่ากับตามคำสั่งของอัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์ ซึ่งหากเราพูดกันธรรมดาๆว่า เราตามอุลามาอ์ นั่นก็หมายถึงว่า เราตามแบบ( مقيد )(ต้องมีข้อแม้) ไม่ใช่ตามแบบ( مطلق )(โดยปราศจากข้อแม้) เมื่อเป็นเช่นนี้ บังอะสันจะกล่าวว่า เราเอาอิมามทั้งสี่ ไปเทียบเท่าอัลเลาะฮ์และร่อซูล(ซ.ล.)อย่าไม่ได้ และไม่มีสะลัฟท่านใดพูดอย่างนั้น

2. อิมามมุจญฺฮิดไม่มีสิทธิ์ในการบัญญัติหุกุ่มขึ้นมาในรูปแบบ( إنشاء الحكم ) กำหนดสร้างบัญญัติหุกุ่มขึ้นมาเอง เนื่องจากผู้บัญญัตินั้นคืออัลเลาะฮ์โดยผ่านท่านร่อซูล(ซ.ล.) คือบัญญัติโดยอัลเลาะฮ์แบบหะกีกัต ( حقيقة ) และโดยร่อซูลแบบมะญาซีย์ ( مجازى) แต่บรรดาอิมามมุจญฺฮิดมีสิทธิ์ในการ ( إظهار الحكم ) ทำให้ปรากฏหรือเผยหุกุ่มออกมาจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ด้วยการ( إستنباط الحكم ) วินิจฉัยหุกุ่มตามที่อัลกุรอานและซุนนะฮ์ที่ได้มอบสิทธิ์นั้นให้กับบรรดาผู้มีคุณสมบัติเป็นมุจญฺฮิด

3. การเอาตัวละหมาด ตัวของการถือศีลอด หรือตัวของการทำฮัจญฺ ไปกิยาสกับเรื่องซะกาต นั้น บังอะสันโปรดยกตัวอย่างมาให้เราก่อนครับ แล้วเราก็จะบอกว่ากิยาสไม่ได้อย่างไร ? เนื่องจากการกิยาสต้องมีเงื่อนไขอย่างรัดกุม จะทำการกิยาสตามอำเพอใจย่อมไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการกิยาสเรื่องอิบาดะฮ์ ย่อมมีเงื่อนไขที่รักกุ่มยิ่งกว่าการกิยาสในเรื่องอื่นๆ

4. เรื่อง เมาลิด กางเต้นในกุบูร และอื่นๆ ไม่ใช่มาจากการกิยาสเสมอไป แต่มันมีแบบอย่างจากสะลัฟ ซึ่งเราต้องติดตามกันไปตอนต่อไป ซึ่งตอนนี้ขอเคลียร์เรื่องหลักอุซูล พื้นฐานของหุกุ่มให้เรียบร้อยก่อนครับ และเมื่อหลักอุซูล พื้นฐานหรือรากฐานเคลียร์เรียบร้อยแล้ว หลักข้อปลีกย่อยที่แตกหน่อออกมา ก็คงสนทนากันสะดวกยิ่งขึ้น และไม่ใช่เป็นการซื้อเวลาหรือประวิงเวลาแต่ประการใด

_________________
นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Fri Mar 17, 2006 7:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้างอิงจากบังอะสัน

สี่ข้อนี้ผมสรุปจากที่ได้ถามพวกคุณ พวกคุณยังไม่ตอบ

อิหม่ามชาฟิอีและอีกสามท่าน เขาเคยสั่งให้คุณตักลิดไหม เปล่าเลย แล้วพวกท่านเหล่านี้ จะเหมื่อนกับพวกบาทหลวงชาวคัมภีร์ได้อย่างไร แต่ หากพวกคุณเชื่อว่าหุกุมที่เกิดจากการอิจญติฮาดของอิหม่ามทั้งสี่ ที่ไม่มีในอัลกุรอ่านและหะดิษ แล้วพวกคุณเอามาเทียบกับหุกุมอัลลอฮและรอซูล ในด้านที่ว่าจำเป็นต้องปฏิบัติตาม พวกคุณก็คือ ผู้ที่ยกเอาอิหม่ามทั้งสี่นั้นเป็น ชุเราะกาอ(ภาคี)กับอัลลอฮ อยากถามว่า หุกุมของอิหม่ามทั้งสี่ทีไม่มีในอัลกุรอ่านและหะดิษ วาญิบต้องปฏิบัติตามไหม ? ให้มาด่วน

ตอบ

ประเด็นคำถามของบังอะสันนี้ เราได้อธิบายโดยละเอียด ในการคุยเรื่องมัซฮับ ที่สนทนาผ่านมาแล้ว หากผู้ใดต้องการจะทราบ ก็โปรดกลับไปทบทวน แต่ผมอยากจะตอบแบบสรุปๆว่า บรรดาอิมามห้าม บรรดาสานุศิษย์ของท่านที่เป็นมุจญฮิดในการตักลีดโดยไร้หลักฐาน แต่ไม่ได้ห้ามผู้ที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ในการตักลีดตามดังที่อิมามมาลิกได้กล่าวยกเว้นเอาไว้ เป็นต้น บรรดาอิมามทั้งสี่ ได้ทำการอิจญฺฮาดที่อยู่ในกรอบของศาสนา อยู่ในกรอบหุกุ่มของอัลเลาะฮ์และร่อซูลเท่านั้น ไม่มีผู้ใดที่ทำการวินิจฉัยโดยออกนอกกรอบของหลักการอิสลาม ดังนั้น สิ่งที่บรรดาอุลามาอ์มุจญฺฮิด ไม่ว่าจะเป็นซอฮาบะฮ์ ตาบิอีน ตาบิอิดตาบิอีน(เช่นอิมามทั้ง 4)นั้น หากว่าพวกเขาเหล่านั้น ได้ทำการวินิจฉัยหุกุ่มที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ชัดเจน (الظنى) ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องตามเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะ แต่หากเราสมัครใจเลือกตาม(โดยไม่เชื่อว่าจำเป็นต้องตามอิมามคนนั้นคนนี้เป็นการเฉพาะ) ก็ถือว่าไม่เป็นไร หากหุกุ่มของบรรดาอุลามาอ์มุจญฺฮิดดังกล่าว ไม่ขัดกับหลักการของศาสนา

ดังนั้น การที่เราในฐานะ ไม่ใช่นักมุจญฺฮิด ก็ไม่ได้นำเอาบรรดาอิมามนักมุจญฺฮิดเหล่านั้น เป็น ชุเราะกาอ์(ภาคี)กับอัลเลาะฮ์ เลยแม้แต่น้อย แต่เราตามคำวินิจฉัยที่มาจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ และตามหลักการของศาสนา เราตามอิมามมุจญฺฮิด ไม่ใช่เพราะตัวของมุจญฺฮิด แต่เราตามคำวินิจฉัยที่อยู่ในหลักการของศาสนาจากนักมุจญฺฮิด ดังนั้น นักมุจญฺฮิด ไม่ว่าจะเป็นซอฮาบะฮ์ ตาบิอีน และตาบิอิดตาบิอีนนั้น แม้ตัวจะตาย ตามความรู้และการวินิจฉัยของพวกเขาไม่ตาย

เราไม่เคยกล่าวว่า หุกุ่มของอิมามทั้งสี่นั้น วายิบตาม แต่เรากล่าวว่า ผู้ที่ไม่รู้นั้น ต้องตามถามและตามผู้ที่ทรงความรู้ และเราไม่เคยกล่าวว่า อิมามทั้งสี่นั้น วายิบต้องตาม แต่เรากล่าวว่า อนุญาติให้ตามพวกเขาได้ในสิ่งที่เป็นสัจจะธรรม (ซึ่งหากผู้ใดต้องการรายเอียดเพิ่มเติม เราก็ได้อธิบายในการสนทนาที่ผ่านมาในเรื่องมัซฮับแล้วครับ)

_________________
นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Fri Mar 17, 2006 8:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้างอิงจากบังอะสัน

หมายความว่า เรื่องอิบาดะฮนั้น ต้องมาจากอัลลอฮและท่านรอซูล จะเป็นวาญิบ หรือ สุนัต มีวิธีการอย่างไร เวลาใหน เท่าไหร่ แบบใด ทั้งหมดนี้ ต้องมาจากอัลลอฮและรอซูล เพราะเรื่อง อิบาดะฮนั้น ถูกจำกัดสิทธิ เฉพาะอัลลอฮและรอซูลเท่านั้น ส่วนมนุษย์มีหน้าที่ปฏิบัติตามเท่านั้น

ตอบ

การกิยาสในเรื่องอิบาดะฮ์ ตามแนวทางของสะลัฟนั้น ต้องทำการเทียบเคียงกับหุกุ่มที่มาจากอัลเลาะฮ์และร่อซูล(ซ.ล.) การกิยาสในเรื่องอิบาดะฮ์ต้องมีเงื่อนไขและกฏเกนฑ์อย่างเข้มงวด ไม่ใช่จะกิยาสได้ตามอำเพอใจ

คำนิยามตามหลักศาสนา ของ "กิยาส" คือ " การทำการเทียบเคียง (อนุมาน) สิ่งที่หนึ่งที่ไม่ได้ถูกระบุตัวตามหลักศาสนาเอาไว้ (เทียบเคียง) ด้วยกับสิ่งหนึ่งที่ได้ถูกระบุหุกุ่มของมันไว้(คือมีหลักฐานระบุไว้ชัดเจนแล้ว) โดยทั้งสอง มีลักษณะร่วมกัน ในเหตุผลของหุกุ่มนั้น ( علة الحكم )

และเราอยากจะชี้แจงว่า "การเทียบเคียง" (กิยาส) ณ ที่นี้ คือการ เผยให้เห็นหรือทำให้ปรากฏถึงหุกุ่ม ไม่ใช่เป็นการ สร้างหุกุ่มขึ้นมาใหม่ และอีกความหมายก็คือ "การเทียบเคียง" (กิยาส) ของนักปราชน์ผู้วินิจฉัยนี้ คือ การทำให้ปรากฏหรือเผยให้ทราบถึง หุกุ่มที่มีอยู่ในสิ่งที่ไม่มีตัวบทมาระบุ ให้เหมือนกับหุกุ่มของสิ่งที่มีตัวบทระบุชัดเจนแล้ว โดยทั้งสองมีเหตุผลของหุกุ่มเดียวกัน"

เช่นท่านร่อซูล(ซ.ล.) ได้วางแบบอย่างแนวทางในการกิยาสเทียงเคียงหุกุ่มให้แก่เราว่า

ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ได้กล่าวกับสตรีคนหนึ่งว่า

أرأيت لو كان على أمك دين فقضيته أكان ينفعها ذلك ؟ قالت نعم قال فدين الله أحق بالوفاء

"เธอลองบอกมาซิว่า หากมารดา(ที่เสียชีวิตไปแล้ว)ของเธอมีหนี้สินอยู่ แล้วเธอก็ชดใช้หนี้สินนั้น ดังกล่าวนี้ มันจะเป็นประโยชน์กับมารดาของเธอหรือไม่? นางกล่าวตอบว่า ค่ะ (เป็นประโยชน์) ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์กล่าวว่า "ดังนั้นหนี้ของอัลเลาะฮ์ย่อมสมควรกว่า ด้วยการชดใช้" รายงานโดย อิมาม อัลบุคอรีย์และมุสลิม

เราลองมาพิจารณาคำสอนและแบบอย่างของท่านร่อซูล(ซ.ล.) ที่ท่านได้ทำการ ตอบคำถามสตรีผู้นั้นด้วยการกิยาส คือ ท่านได้กิยาส หนี้ที่มีต่ออัลเลาะฮ์ ( دَيْن الله ) ด้วยกับ หนี้สินที่มีต่อมนุษย์( دين العباد ) ด้วยกัน โดยมีเหตุผลของหุกุ่มที่ว่า ทั้งสองนั้น จำเป็นต้องชดใช้ ( وجوب الوفاء )

อีกตัวอย่างเช่น ท่านอุมัรได้ถามท่านร่อซูล(ซ.ล.) เกี่ยวกับการจูบ(ภรรยา)ของผู้ที่ถือศีลอด โดยไม่มีการหลั่ง ท่านร่อซูล(ซ.ล.)ก็ตอบแก่ท่านอุมัรว่า

أرأيت لو تمضمضت بماء وأنت صائم ؟ فقال عمر : لا بأس بذلك ، فقال رسول الله صلى الله عليه وسلم : ففيم ؟

"ท่านเห็นว่าอย่างไร หากท่านได้ทำการบ้วนปากด้วยน้ำ โดยที่ท่านทำการถือศีลอด ? ท่านอุมัรกล่าวว่า "ดังกล่าวนั้น ไม่เป็นไร" แล้วท่านร่อซูล(ซ.ล.) จึงกล่าวว่า "แล้วในเรื่องของมันนั้นจะเป็นอะไรเล่า"

จากคำกล่าวของท่านร่อซูล(ซ.ล.) เราจะพบว่า ท่านร่อซูล(ซ.ล.) ได้ทำการ กิยาสการจูบในขณะที่ถือศีลอด ด้วยกับการบ้วนปาก(การเอาน้ำเข้ามาปาก)ในขณะที่ถือศีลอด ซึ่งไม่ทำให้เสียศีลอด โดยที่ทั้งสองมีเหตุผลเป็นเพียงแค่สื่อที่อาจจะทำให้เสียศีลอดเท่านั้นเอง(คือทั้งสองไม่ทำให้เสียศีลอด) คือการจูบนั้นเป็นสือหรือบทนำในการร่วมประเวณี และการบ้วนปากก็เป็นสื่อที่จะทำให้น้ำเข้าไปในลำคอและลงสู่ภายใน แต่ทั้งสองก็ไม่ทำให้เสียศีลอด

ท่านอุมัรได้ทำการเอา หนทางซาตฺอิรกฺ ไปกิยาสกับหนทางก่อร๊อน

อิมามทั้งสี่ ได้ทำการกิยาสในเรื่องซะกาต (เราไม่ได้พูดว่าเรื่องซะกาต จะมีผลดีแก่คนจนหรือไม่อย่างไร อันนี้ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นนั้น เราคุยเรื่องการกิยาสในเรื่อง(อิบาดะฮ์)ซะกาต)

อุลามาอ์ได้ลงมติเอาไว้ว่า หุกุ่มการเสียอุมเราะห์จาการร่วมประเวณี โดย ไปกิยาส กับหุกุ่มเรื่อง ฮัจญฺ (ซึ่งทั้งสองก็เป็นเรื่องอิบาดะฮ์)

อุลามาอ์ได้ลงมติ โดยเอาหุกุ่มเรื่องนิฟาส ไปกิยาส กับเรื่องเฮด (ซึ่งทั้งสองก็เป็น أمر تعبدى เรื่องอิบาดะฮ์)

และอีกมากมายที่เราได้ทำการยกตัวอย่างไป โปรดกลับไปทบทวน แล้วอัลเลาะฮ์จะทรงชี้นำ

เรื่องการกิยาสนั้น ไม่ใช่จะกระทำกันง่ายๆ ตามอำเพอใจ ซึ่งต้องมีเงื่อนไขอย่างรัดกุ่มเลยทีเดียว โดยที่บรรดานักปราชน์ได้วางกฏเกนฑ์และเงื่อนไขต่างๆเอาไว้มากมาย ซึ่งเราไม่สามารถจะนำมากล่าวได้ทั้งหมด เพราะจะทำให้แตกประเด็นมากขึ้นไปอีก แต่ผมจะยกบางเงื่อนไข เพื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจดังนี้ครับ

1. การกิยาสนั้น จะไม่ต้องไปขัด หรือค้านกับ อัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และอิจญฺมาอ์ เช่น การอนุญาติให้ละทิ้งหมาดในขณะเดินทาง โดยไปกิยาส(เทียบเคียง) กับการอนุญาติให้ละศีลอดได้ในขณะเดินทาง โดยอ้างว่า ทั้งสองอยู่ในสภาพของการเดินทาง ซึ่งการกิยาสแบบนี้ ถือว่าเป็นการกิยาสที่โมฆะ เนื่องจากบรรดานักปราชน์ต่างลงมติว่า ไม่อนุญาติให้ทำการละทิ้งละหมาดในขณะที่เดินทาง

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะกล่าวไม่ได้ว่า การกิยาสในเรื่องอิบาดะฮ์นั้น คือการบัญญัติหุกุ่มขึ้นมาใหม่ หรือ ทำตนเทียบเท่าร่อซูล(ซ.ล.) เนื่องจากการกิยาสต้องไม่ขัดกับอัลกุรอานและคำกล่าวของร่อซูล(ซ.ล.) เพราะการกิยาส ต้องอิงเทียบ หรือพาดพิงไปยังหุกุ่มที่มาจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และอิจญฺมาอ์ และการกิยาสก็เป็นหลักฐานรองลงมาในระดับที่ 4 ซึ่งจะทำอย่างไร ก็ไม่เทียบเท่า หลักฐานจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และอิจมาอ์

ดังนั้น เมื่อมีอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ มาระบุถึงหุกุ่มใดหุกุ่มหนึ่ง ก็ไม่สามารถใช้กิยาสได้ ซึ่งหากทำากรกิยาสโดยขัดกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั้น ก็ย่อมถือว่า เป็นการกิยาสที่ไม่ถูกต้องและอาจจะถูกกล่าวหาว่า บัญญัติหุกุ่มขึ้นมา ฉะนั้น การกิยาสในเรื่องอิบาดะฮ์หรือไม่ใช่เรื่องอิบาดะฮ์ หากว่าได้ทำการกิยาสโดยมีความถูกต้องตามเงื่อนไขแล้ว ก็ไม่มีอุลามาอ์สะละฟุสศอลิหฺท่านใด กล่าวว่ามันคือการเทียบกับร่อซูล (ซ.ล.) หรือวางบทบัญญัติขึ้นมาในศาสนา

2. การกิยาส ต้องเป็นสิ่งที่ มีเหตุผลเกิดขึ้นมา ( معقول المعنى ) ซึ่งเหตุผลนี้ เขาเรียกว่า (العلة ) ดังนั้น องค์ประกอบหนึ่งของการกิยาส ก็คือ ต้องมี เหตุผลของหุกุ่ม (علة الحكم) ฉะนั้น เราจะทำการกิยาสในเรื่องอิบาดะฮ์ที่ไม่สามารถรู้เหตุผลนั้น ย่อมไม่ได้ เช่น จำนวนร่อกะอัตของละหมาด 5 เวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่หาเหตุผลไม่ได้ ว่าทำไมถึงต้อง มี 4 ร่อกะอัต มี 3 ร่อกะอัต ซึ่งเราจะทำละหมาดสุนัตขึ้นมาเอง โดยมี 3 ร่อกะอัต ด้วยการนำมากิยาสกับละหมาดมัฆริบนั้น ย่อมไม่ได้เด็ดขาด เพราะ 3 ร่อกะอัตนั้น เป็นสิ่งที่หาเหตุผลไม่ได้

อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่นการ ยกหะดัษเล็ก และหะดัษใหญ่ ด้วยน้ำสะอาด ซึ่งเราจะเอาน้ำส้ม หรือน้ำมุสตะมัลที่ใช้แล้ว มาทำการยกหะดัษ โดยกิยาสว่า น้ำสะอาดก็เป็นของเหลวและน้ำส้มก็เป็นของเหลว แล้วนำมายกหะดิษนั้น ย่อมไม่ได้ เนื่องจากว่า หะดัษ นั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ทราบว่าต้องล้างมันเพราะเหตุใดเพราะมันไม่มีตัวตน ? แต่มันเป็นหุกุ่มหนึ่งที่หลักศาสนากำหนดขึ้น แต่หะนะฟีย์ เอาน้ำส้ม และน้ำมุสตะมัลที่ใช้แล้ว มากิยาสกับ น้ำสะอาดได้ เกี่ยวกับกรณี การเปลื้องหรือล้างนะยิสสิ่งสกปรก โดยน้ำสะอาด และน้ำส้มนั้น สามารถเปลื้องสิ่งสกปรกออกไปได้ เนื่องจากสิ่งสกปรกนั้น เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร และปลดเปลื้องมันออกไปได้อย่างไร ?

และเช่น เราจะเอาสิ่งหนึ่งไปกิยาส กับ พิกัตของซะกาต หรือ จำนวนพิกัตของกัฟฟาเราะห์(เสียค่าปรับ) หรือจำนวนร่อกะอัตของละหมาดห้าเวลานั้นไม่ได้ เนื่องจากทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นหุกุ่มที่สติปัญญาไม่สามารถรับรู้ถึงเหตุผลของมันได้เลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะไปบอกว่า ใหนลองยกตัวอย่าง การทำฮัจญฺ ไปกิยาสกับเรื่องซากาตหน่อยซิ หรือลองยกตัวอย่างเรื่องการละหมาด ไปกิยาสกับเรื่องซากาตหน่อยซิ ซึ่งการถามแบบนี้ ถือว่าเป็นการถามที่ไม่ถูกต้องตามแนวทางของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ วัล ญะมาอะฮ์ และไม่เข้าใจเรื่องการกิยาสที่สะลัฟได้ทำแบบฉบับเอาไว้

_________________
นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Sat Mar 18, 2006 3:38 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้ามาอ่านข้อความของสมาชิกที่โพ้สกันเข้ามาไหร่นัก และถ้าเข้าก็ไม่ไหวอ่าน แต่เมื่อทีมงานแจ้งให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จำเป็นต้องเข้ามา
เมื่อเอ่านข้อความบางช่วงบางตอนก็ตกใจและเสียใจว่า เวบไซต์เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม เพื่อการเผยแพร่ศาสนาและแลกเปลี่ยนความรู้ ได้กลายเป็นเวบของชาวตลาดไปแล้ว มีการเหน็บแนม ด่ากันไปด่ากันมา โดยคนที่มีภูมิปัญญา มีวิชาความรู้ โดยไม่ใส่ใจมารยาทที่พึงปฏิบัติต่อกัน
ที่จริงพวกเราก็โตๆกันแล้ว และแม้บางท่านจะยังเป็นนักศึกษาอยู่แต่ก็ย่อมมีวุฒิภาวะ ที่สามารถเรียนรู้เรื่องมารยาทและกาละเทสะว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ผมไม่ยินดีที่จะให้พวกท่านคุยกันด้วยภาษาเช่นนี้ ที่นี่ แต่ถ้าท่านต้องการที่จะสนทนากันต่อ ก็ต้องด้วยวิชาการและมารยาทแห่งอิสลาม หากทำตามข้อเสนอนี้ได้กรุณาแจ้งผมก่อนตามชื่อที่ login นี้ แล้วผมจะเปิดกระทู้ให้สนทนาต่อ

อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Tue Mar 21, 2006 3:08 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

อ้างถึงข้อความของคุณ al-farook: ท่าน วิทยากร (อ.ฟาริด) ครับ ผมให้การรับรองในนามนั กศึกษาทุกคน และจะตักเตือนมิตรสหาย ของเราทุกคน ในการสนทนาให้อยู่ในเช ิงวิชาการครับ

ขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ และขอความกรุณาช่วยดูแลซึ่งกันและกันด้วย
ผมได้เปิดกระทู้ “อยากทราบถึงชีวิตของสตรีมุสลิมในตะวันออกกลาง” ให้ท่านได้สนทนากันต่อแล้ว เรียนเชิญที่กระทู้ได้เลยครับ
ส่วนกระทู้ “มัซฮับสะละฟีย์และมัซฮับทั้งสี่ (ภาคที่ 2)” นั้นมีความยาวมากกว่าในภาคที่ 1 ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในการโพ้สข้อความและในการเข้าชม ฉะนั้นผมจึงแบ่งกระทู้ใหม่ เป็นภาคที่ 3 และตรึงกระทู้ภาคที่ 2 ไว้ด้านบนเพื่อให้ท่านได้สืบข้อมูล

เรียนเชิญทุกท่านสนทนากันต่อในภาคที่ 3 ได้เลยครับ

อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 2920


ตอบตอบ: Sat Mar 10, 2012 7:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Exclamation
เข้ามาอับเดทกระทู้ เพื่อพี่น้องจะได้อ่านกัน

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 31, 32, 33
หน้า 33 จากทั้งหมด 33

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.11 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004