ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - เหลือเชื่อ !!! เสื้อเรารักนบีเป็นบิดอะห์
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
เหลือเชื่อ !!! เสื้อเรารักนบีเป็นบิดอะห์
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 11, 12, 13 ... 25, 26, 27  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 3:52 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นางอะสัน นายซอลิม และคุณอิสยาส ผู้นิยมลัทธิวะฮาบีย์ ไม่มีอะไรใหม่ พูดไร้น้ำหนักและวนเข้าป่าครับ

น้องอัลฟารูกได้เคยอ้างอิงคำพูดของอิบนุตัยมียะฮ์ว่า

ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า

واما ما يصنع للميت ويصل اليه باتفاق العلماء وهو الصدقة ونحوها فاذا تصدق عن الميت بذلك المال لقوم مستحقين لوجه الله تعالي ، ولم يطلب منهم عملا أيضا ، كان نافعا للميت وللحى يتصدق عنه باتفاق العلماء

“สำหรับ สิ่งที่ถูกทำขึ้น ให้กับมัยยิด โดยที่ผลบุญก็ถึงมัยยิด โดยมติของปวงปราชน์ และสิ่งที่ถูกทำให้แก่มัยยิดนั้น คือ การทำทาน และอื่นๆ ดังนั้น เมื่อทรัพย์ดังกล่าวที่ทำทานให้กับมัยยิด กับกลุ่มชนที่มีสิทธิ์จะได้รับ(คือบรรดามุสลิมีน) เพื่ออัลเลาะฮ์ตะอาลา โดยที่ไม่ได้มีความต้องการจากพวกเขากับการกระทำ(ทำทาน)เช่นเดียวกัน มันก็เป็นผลประโยชน์ให้กับมัยยิด และอนุญาตให้กับคนเป็น ทำการทำทานแทนมัยยิด โดยมติของปวงปราชญ์" ดู ริซาละฮ์ อิฮฺดาอ์ อัษษะวาบ ลิลนะบีย์(ซ.ล.) และมะอาฮา มะซาอิล ฟีอิหฺดาอ์ อัลกุรุบาต ลิลอัมวาต ของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ หน้า 142 ตีพิมพ์ที่ อัฏวาอ์ อัสสะลัฟ

ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวอีกว่า (ขอยกเป็นภาษาไทยเลยนะครับ เพราะคร้านจะยกเป็นอาหรับ)

وأما الأكل من الطعام ، فان كان قد صنعه الوارث من ماله لم يحرم الأكل منه..إلخ

“ สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน และหาก(ทำทาน)สิ่งที่ถูกทำขึ้น จากมรดของมัยยิดโดยที่มัยยิดเองยังมีหนี้อยู่ที่ยังไม่ได้ชดใช้และมัยยิดก็มีทายาทที่เป็นเด็กที่ดังกล่าวเป็นสิทธิของพวกเขานั้น ก็จะกินไม่ได้ “ ริซาละฮ์ อิฮฺดาอ์ อัษษะวาบ ลิลนะบีย์(ซ.ล.) และมะอาฮา มะซาอิล ฟีอิหฺดาอ์ อัลกุรุบาต ลิลอัมวาต ของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ หน้า 143 ตีพิมพ์ที่ อัฏวาอ์ อัสสะลัฟ


เราขอสนทนาวิจารณ์กับวะอาบีย์ ถึง ท้ศนะของอิบนุตัยมียะฮ์กันสักหน่อยครับ อิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า " “ สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน.."

ถามพวกวะฮาบีย์

หากทายาทของมัยยิด ทำการรวบรวมเงินของพวกเขาเอง แล้วไปทำเลี้ยงอาหารเป็นทานให้แก่มัยยิดนั้น เป็นบิดอะฮ์ตามทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์หรือไม่??? เป็นสิ่งที่หะรอมหรือไม่??

แล้วอิบนุตัยมียะฮ์เข้าใจหลักการนี้ว่าอย่างไร??

หรือว่าอิบนุตัยมียะฮ์มีหลักการที่บิดอะฮ์ตามทัศนะของวะฮาบีย์ ที่ทายาทไปเลี้ยงอาหารทำทาน??

หมายเหตุ... เราพิจารณาทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์เท่านั้น และเราก็ไม่ได้นำมาเพื่อสนับสนุนแนวทางของเราด้วย แต่เราจะถามพวกวะฮาบีย์เกี่ยวกับทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์นี้ โปรดวะฮาบีย์ช่วยแก่ต่างและชี้แจงใหลลื่น ให้กับอิบนุตัยมียะฮ์ดว้ยนะครับ

ว่างๆจะเข้ามาทวงคำถาม .....เพื่อดัดนิสัยวะฮาเบี้ยว ที่ไม่ยอมตอบคำถามของคนอื่น...ขอเผ่นก่อนนะ ไปล่ะ

Wink Wink Wink Very Happy Very Happy Very Happy Confused Confused Confused Confused Confused Confused Confused Confused Confused

_________________
ต่อต้านวะฮาบีย์บิดอะฮ์พันธ์ใหม่
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 4:07 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วะฮาบีย์ทั้งหลาย อย่าทำตัวเป็นวะฮาเบี้ยว ลื่นไหลไม่ยอมตอบคำถาม

น้องอัลฟารูกได้เคยอ้างอิงคำพูดของอิบนุตัยมียะฮ์ว่า

ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า

واما ما يصنع للميت ويصل اليه باتفاق العلماء وهو الصدقة ونحوها فاذا تصدق عن الميت بذلك المال لقوم مستحقين لوجه الله تعالي ، ولم يطلب منهم عملا أيضا ، كان نافعا للميت وللحى يتصدق عنه باتفاق العلماء

“สำหรับ สิ่งที่ถูกทำขึ้น ให้กับมัยยิด โดยที่ผลบุญก็ถึงมัยยิด โดยมติของปวงปราชน์ และสิ่งที่ถูกทำให้แก่มัยยิดนั้น คือ การทำทาน และอื่นๆ ดังนั้น เมื่อทรัพย์ดังกล่าวที่ทำทานให้กับมัยยิด กับกลุ่มชนที่มีสิทธิ์จะได้รับ(คือบรรดามุสลิมีน) เพื่ออัลเลาะฮ์ตะอาลา โดยที่ไม่ได้มีความต้องการจากพวกเขากับการกระทำ(ทำทาน)เช่นเดียวกัน มันก็เป็นผลประโยชน์ให้กับมัยยิด และอนุญาตให้กับคนเป็น ทำการทำทานแทนมัยยิด โดยมติของปวงปราชญ์" ดู ริซาละฮ์ อิฮฺดาอ์ อัษษะวาบ ลิลนะบีย์(ซ.ล.) และมะอาฮา มะซาอิล ฟีอิหฺดาอ์ อัลกุรุบาต ลิลอัมวาต ของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ หน้า 142 ตีพิมพ์ที่ อัฏวาอ์ อัสสะลัฟ

ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวอีกว่า (ขอยกเป็นภาษาไทยเลยนะครับ เพราะคร้านจะยกเป็นอาหรับ)

وأما الأكل من الطعام ، فان كان قد صنعه الوارث من ماله لم يحرم الأكل منه..إلخ

“ สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน และหาก(ทำทาน)สิ่งที่ถูกทำขึ้น จากมรดของมัยยิดโดยที่มัยยิดเองยังมีหนี้อยู่ที่ยังไม่ได้ชดใช้และมัยยิดก็มีทายาทที่เป็นเด็กที่ดังกล่าวเป็นสิทธิของพวกเขานั้น ก็จะกินไม่ได้ “ ดู ริซาละฮ์ อิฮฺดาอ์ อัษษะวาบ ลิลนะบีย์(ซ.ล.) และมะอาฮา มะซาอิล ฟีอิหฺดาอ์ อัลกุรุบาต ลิลอัมวาต ของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ หน้า 143 ตีพิมพ์ที่ อัฏวาอ์ อัสสะลัฟ


เราขอสนทนาวิจารณ์กับวะอาบีย์ ถึง ท้ศนะของอิบนุตัยมียะฮ์กันสักหน่อยครับ อิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า " “ สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน.."

ถามพวกวะฮาบีย์

หะดิษของท่านญะรีร มันหลุดสายตาของอิบนุตัยมียะฮ์ไปได้อย่างไง ถึงพูดออกมาว่า "สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน" ???

หรือว่าหะดิษของท่านญะรีรนั้น บรรดาอุลามาอ์และอิบนุตัยมียะฮ์ ไม่ได้เข้าใจเหมือนกับที่วะฮาบีย์เข้าใจ???

หากทายาทของมัยยิด ทำการรวบรวมเงินของพวกเขาเอง แล้วไปทำเลี้ยงอาหารเป็นทานให้แก่มัยยิดนั้น เป็นบิดอะฮ์ตามทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์หรือไม่??? เป็นสิ่งที่หะรอมหรือไม่??

แล้วอิบนุตัยมียะฮ์เข้าใจหลักการนี้ว่าอย่างไร?? หรือว่าอิบนุตัยมียะฮ์มีหลักการที่บิดอะฮ์ตามทัศนะของวะฮาบีย์ ที่ทายาทไปเลี้ยงอาหารทำทาน??

หมายเหตุ... เราพิจารณาทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์เท่านั้น และเราก็ไม่ได้นำมาเพื่อสนับสนุนแนวทางของเราด้วย แต่เราจะถามพวกวะฮาบีย์เกี่ยวกับทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์นี้ โปรดวะฮาบีย์ช่วยแก่ต่างและชี้แจงใหลลื่น ให้กับอิบนุตัยมียะฮ์ดว้ยนะครับ

ว่างๆจะเข้ามาทวงคำถาม .....เพื่อดัดนิสัยวะฮาเบี้ยว ที่ไม่ยอมตอบคำถามของคนอื่น...ขอเผ่นก่อนนะ ไปล่ะ

Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Confused Confused Confused Confused Confused Confused Confused Confused Confused Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy

_________________
ต่อต้านวะฮาบีย์บิดอะฮ์พันธ์ใหม่
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
adeel
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 172


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 10:10 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้าว...ลนลาน รีบเข้ามากลบกลื่นจนคว้าผิดคว้าถูก ฮ่าๆๆๆ

คว้าคำอิบนุตัยมียะฮ์ มาอ้าง ลืมไปหรือเปล่า ว่าเขาไว้อย่างไร

งงเหลือหลาย....ทิ้งอิหม่ามชาฟีอี ยึดอิบนุตัยมียะห์อย่างเหนี่ยวแน่น


นายมุหัมมัด เป็นวะฮาบี หรือนี่ ขำวะ

ฮ่าๆๆๆๆๆ เอิกๆๆๆ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
adeel
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 172


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 10:15 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้อ !!! แต่ขำไม่ออก

ใส่ร้ายนะบีไว้อะนะนายมูหัมมัด ว่าไงละ

กลบเกลื่อนๆๆ เฉยเลย

ยังไม่โดนอัชฮารีย์ตบบ้องหู สลบคาเท้าหรือ ฮึฮึฮึๆๆๆ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
adeel
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 172


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 12:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นายมุหัมมัดจะกล่าวหาพวกเราว่าเป็นวะฮาบีย์ วะฮาเบี้ยว ก็เชิญตามสบาย
บังอะสัน คุณฟาอิส ผม และคนอื่น ไม่เคยประกาศว่ายึดอิหม่ามอับดุลวะฮาบ หรือยึดอิบนุตัยมียะฮ์ แบบผูกขาดไม่ลืมหูลืมตา


บังอะสันแกบอกไปแล้วว่า

ท่านนบีกล่าวว่า
لا طاعة لمخلوق في معصية الخالق"

ไม่มีการเชื่อฟังมัคลูค ในการฝ่าฝืนต่อพระผู้ทรงสร้าง
[رواه أحمد وصححه السيوطي والألباني]


สรุปสั้นๆ คือ ตามในสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับคำสอนศาสนา ครับ
ส่วนที่ไม่ตาม คือ เมื่อเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นบิดอะฮ แต่ไม่ได้หมายถึงเป็นปฏิปักษ์ แต่อัลลอฮย่อมเหนือกว่าสิ่งใด


นี่คือจุดยืนของพวกเรา

แต่ใครหว่า บอกจะตามอิหม่ามชาฟีอี แต่ไม่ตามซะแล้ว อ้างอิบนุตัยมียะฮ์เฉยเลย ฮ่าๆๆ

นายมุหัมมัดผู้หิวโหยนี่ จะกินบุญบ้านคนตายให้ได้ ยกฮาดีสสำนวนเท็จมาอ้างว่านบีก็เคยกินบุญบ้านคนตาย วันแรกที่ฝังมัยยิตซะด้วย โกหกใส่นะบียังไม่พอ ยังโกหกใส่อิบนุตัยมียะฮ์อีกว่า

ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า


“สำหรับ สิ่งที่ถูกทำขึ้น ให้กับมัยยิด โดยที่ผลบุญก็ถึงมัยยิด โดยมติของปวงปราชน์ และสิ่งที่ถูกทำให้แก่มัยยิดนั้น คือ การทำทาน และอื่นๆ ดังนั้น เมื่อทรัพย์ดังกล่าวที่ทำทานให้กับมัยยิด กับกลุ่มชนที่มีสิทธิ์จะได้รับ(คือบรรดามุสลิมีน) เพื่ออัลเลาะฮ์ตะอาลา โดยที่ไม่ได้มีความต้องการจากพวกเขากับการกระทำ(ทำทาน)เช่นเดียวกัน มันก็เป็นผลประโยชน์ให้กับมัยยิด และอนุญาตให้กับคนเป็น ทำการทำทานแทนมัยยิด โดยมติของปวงปราชญ์" ดู ริซาละฮ์ อิฮฺดาอ์ อัษษะวาบ ลิลนะบีย์(ซ.ล.) และมะอาฮา มะซาอิล ฟีอิหฺดาอ์ อัลกุรุบาต ลิลอัมวาต ของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ หน้า 142 ตีพิมพ์ที่ อัฏวาอ์ อัสสะลัฟ

อิบนุตัยมียะห์พูดเรื่องการทำศอดะเกาะหรือการบริจาคทานแก่กลุ่มชนที่มีสิทธิ์จะได้รับ มันเกี่ยวอะไรกับการกินบุญบ้านคนตายหว่า ขับรถคันหรูไปสวาปาม เดินชักแถวไปกินกัน คนเหล่านี้คือผู้มีสิทธิ์ได้รับตามอิบนุตัยมียะห์บอกอย่างนั้นหรือ

มั่วๆๆๆ อีกแล้วนายหัวมุหัมมัด ฮ่าๆๆๆ

โกหกใส่นะบียังไม่พอ ดันโกหกใส่อิบนุตัยมียะฮ์อีก
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 2954


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 2:57 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นายมุหัมหมัดกล่าวว่า
ถามพวกวะฮาบีย์
หะดิษของท่านญะรีร มันหลุดสายตาของอิบนุตัยมียะฮ์ไปได้อย่างไง ถึงพูดออกมาว่า "สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน
.......................
ตอบ
มุหัมหมัดกำลังลากอิบนุตัยมียะฮ ให้ไปแปะเปื้อนกับพิธีกรรมกินบุญคนตาย 3 วัน 7 วัน
แบบไม่มีอย่างอาย มาดูคำพูดของอิบนุตัยมียะฮ
وأما صنعة أهل الميت طعاماً يدعون الناس إليه : فهذا غير مشروع وإنما هو بدعة ، بل قد قال جرير بن عبدالله رضي الله عنه : " كنا نعد الاجتماع إلى أهل الميت وصنعتهم الطعام للناس من النياحة"
สำหรับการที่ครอบครัวผู้ตายทำอาหาร เชิญผู้คนมานั้น นี้คือ ไม่มีบัญญัติใช้ และความจริงมันเป็น บิดอะฮ แต่ทว่าแท้จริง ญะรีร บุตร อับดุลลอฮ (ร.ฎ)กล่าวว่า “พวกเรานับว่า การชุมนุมกันที่ครอบครัวผู้ตายและพวกเขาทำอาหาร ให้ผู้คนกินกันนั้น เป็นสวนหนึ่งจาก นิยาหะฮ – ดู مجموع الفتاوي" (24/316
ขอแถมคำพูดอิบนุกอ็ยยิม ลูกศิษย์ของท่าน ได้กล่าวว่า
وكان من هديه صلى الله عليه وسلم تعزية أهل الميت ، ولم يكن من هديه أن يجتمع للعـزاء ويقرأ له القرآن لا عند قبره ولا غيره ، وكل هذا بدعة حادثة مكروهة
และปรากฏว่า ส่วนหนึ่งจาก ทางนำของท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น คือ การปลอบใจครอบครัวผู้ตาย และไม่ได้เป็นทางนำของท่านนบี คือ การชุมนุมกันเพื่อปลอบใจ และ ได้มีการอ่านอัลกุรอ่านกัน ให้แก่มัยยิต ไม่ว่าจะอ่านกันที่กุบูร และที่อื่นจากนั้นก็ไม่ใช่ทางนำ และทั้งหมดนี้ เป็นบิดอะฮ ที่เกิดขึ้นใหม่ ที่น่ารังเกียจ –
زاد المعاد في هدي خير العباد لابن القيم ( 1 / 527 ) تحقيق / شعيب الأرناؤط و عبدالقادر الأرنؤط
.......................
คุณมุหัมหมัด ครับ พวกเราไม่ใช่เป็นคนคลั่งและผูกติดแน่น กับอุลามาอ คนหนึ่งคนใดเหมือนอย่างพวกคุณ แต่เราจะยอมรับในทัศนะของเขา ที่มีการอ้างอิงหลักฐานเท่านั้น อีกอย่าง พวกคุณ มีอะกีดะฮ ว่ามัซฮับเสมือนรุกุนอีหม่าน ที่ต้องศรัทธา อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนถึงขนาด คำว่า”อุศอ็ลลี” ก็ยังเป็นสุนัต ทั้งที่เป็นเพียง ทัศนะ เท่านั้น โดยไม่ได้มีแบบอย่างของท่านนบี พวกคุณควรจะทำความเข้าใจ หลักศรัทธา ข้อที่ 4 เสียใหม่ มิเช่นนั้น พวกคุณไม่มีวันเข้าถึงแก่นของศาสนาหรอกครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 3:33 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นายอะดีล(แต่เขาซอลิมกับเราเหมือนกับน้องอัลอัซฮะรีย์ว่าไว้) การเลี้ยงอาหารเป็นทานนั้น มันไม่ใช่ซอดาเกาะฮ์ หรือครับอะดีลวะฮาเบี้ยวตัวจริง?? การทำซอดาเกาะฮ์เป็นทาน "เป็นการทำบุญ" หรือทำบาปนายอะดีล แล้วเราเรียกว่าการเลี้ยงอาหารเป็นทานนั้น คือ "การทำบุญ" นั้นผิดตามภาษาไทยหรือครับนายอะดีล แต่การเลี้ยงอาหารเป็นทาน เป็นการ "ทำบาปบิดอะฮ์ตกนรก" ตามทัศนะของวะฮาบีย์ครับท่านพี่น้อง ฮ่าๆๆ ของดีๆของประเสริฐๆ เช่น การซิกิรอย่างเป็นพิธีมีระเบียบเรียบร้อย เช่น การอ่านอัลกุรอาน การกล่าวลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ การอิสติฆฟาร การดุอา หากทั้งหมดสิ่งดีๆประเสริฐๆเหล่านี้ นำมาทำรวมกันโดยไม่ขัดกับหลักการของศาสนา ผลลัพท์ออกมา เป็น "บิดอะฮ์นรก" ตามทัศนะของวะฮาบีย์ครับท่านพี่น้อง ขอให้วะฮาบีย์จำเริญ...ครับ..

เรื่องที่นายอะดีลว่าผมตกนรกเพราะโกหกใส่ท่านนบีนั้น อย่าสรุปเอาเองซินายอะดีล นายเข้าใจหลักเอง แล้วหุกุ่มผมโกหกใส่ท่านนบี หากคุณเชื่ออย่างนั้น สงสัย อิบนุกอยยิม ต้องลงนรกก่อนผมล่ะครับนายอะดีล เพราะไปโกหกใส่โดยเพิ่มเติมหะดิษนบีที่รายงานโดยท่านอะหฺมัดด้วยเหมือนกัน??? เพราะที่คุณกล่าวหาผมนี้ ผมไม่อยากจะยุ่งด้วย ให้น้องอัลฟารูกมาจัดการดีกว่า เพื่อจะได้สั่งสอนคุณเกี่ยวกับมารยาทในการพิจารณาหะดิษ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ให้เตรียมลงนรก แง๊กๆๆ

นายอะดีลเอ๋ย.. ประเด็นที่นายกล่าวหาผมนั้น ผมเองก็จะเงียบๆไป เพราะไม่อยากเอาอิบนุกอยยิมซึ่งเป็นอุลามาอ์ที่วะฮาบีย์ชมชอบมายกประเด็นด้วย ดังนั้น หากจะกล่าวว่าผมโกหกใส่นบี แล้วตกนรกนั้น ก็อย่าลืมเอาอิบนุกอยยิมไปลงนรกพร้อมๆผมด้วยนะครับ แง๊กๆๆ (อะดีลมันงงว่า อิบนุกอยยิมไปโกหกใส่นบีด้วยตอนใหน??) อันนี้ให้น้องๆขอผมจัดให้อะดีลตาสว่างๆ แง๊กๆๆ

มัซฮับอิมามชาฟิอีย์ที่เราตามนั้น คือตามแบบ ญาอิซฺ(เลือกตามโดยสมัครใจ) ไม่ใช่ตามอิมามชาฟิอีย์แบบวายิบ(จำเป็นต้องตามแบบผูกขาด) นั่นคือสิ่งที่เราได้ชี้แจงพวกวะฮาบีย์ไปมากต่อมากเลย แต่พวกวะฮาบีย์ทำเป็นพวกวะฮาเบี้ยว ไม่ยอมเข้าใจหลักการตามมัซฮับ และการตามมัซฮับนั้น เราก็ไม่ไปว่ามัซฮับอื่นที่ต่างกับเราว่า"ทำบิดอะฮ์" เหมือนกับที่พวกวะฮาบีย์มันทำกันในปัจจุบัน เพราะพฤติกรรมอย่างนี้ มันไม่มีแบบฉบับของสะลัฟ และเป็นการกระทำของพวกบิดอะฮ์วะฮาบีย์

นายอะดีลกล่าวว่า

อิบนุตัยมียะห์พูดเรื่องการทำศอดะเกาะหรือการบริจาคทานแก่กลุ่มชนที่มีสิทธิ์จะได้รับ มันเกี่ยวอะไรกับการกินบุญบ้านคนตายหว่า ขับรถคันหรูไปสวาปาม เดินชักแถวไปกินกัน คนเหล่านี้คือผู้มีสิทธิ์ได้รับตามอิบนุตัยมียะห์บอกอย่างนั้นหรือ

ผมขอตอบว่า

ท่านผู้อ่านครับ ไอ้กระผมนั้น อุตาสาห์ ทำอักษรสีและทำให้อักษรใหญ่ขึ้น เพื่อเน้นประเด็นในการถาม แต่นายอะดีล ลื่นไหลเลี่ยงที่จะตอบมันครับ แต่เท่าที่นายอะดีลตอบแบบข้างๆคูๆมานั้น มันเป็นคำตอบของผู้ที่ไม่เข้าใจศาสนา การบริจาคทานนั้น มีทั้งวายิบและสุนัต ทานวายิบ เช่น ซะกาต ก็ให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ที่รับทานวายิบนั้นได้ แต่การทำทาน(ศอดาเกาะฮ์สุนัต) นั้น ผู้ที่มีสิทธิ์ยิ่งคือ บรรดามุสลิมมีน ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการซอดาเกาะฮ์ได้ และก็มีหะดิษมายืนยันในการอนุญาติให้ทานซอดาเกาะฮ์ เช่นการเลี้ยงอาหารเป็นทาน แก่คนรวยและคนจนได้เช่นกัน ดังนั้น ทานวายิบ และสุนัต ก็สามารถทำแทนผู้ตาย และทำให้กับผู้ตายได้อย่างไม่ต้องสงสัย หากเป็นพ่อแม่ก็ได้รับโดยตรง และหากเป็นผู้อื่นก็ได้รับผลบุญเช่นเดียวกัน

การกล่าวอ้างอิบนุตัยมียะฮ์นั้น เราไม่ใช่เพื่อที่จะมาสนับสนุนแนวทางของเรา เนื่องจากเรามีหลักฐานชัดเจนและอธิบายไปชัดเจนแล้ว แม้วะฮาบีย์มันจะไม่รับฟังก็ตาม แต่เราเอาคำวินิจฉัยของอิบนุตัยมียะฮ์มาอ้างอิงนั้น สำหรับเป็นหลักฐานให้กับพวกวะฮาบีย์ อิบนุตัยมียะฮ์บอกว่าไม่เป็นบิดอะฮ์ไม่หะรอม แต่เวลาพวกเราทำ วะฮาบีย์กลับบอกว่าหะรอมบิดอะฮ์ แปลกแต่จริง..

พี่น้องทั้งหลายครับ นั่นคือคำตอบของนายอะดีลที่ในแก่ต่างให้อิบนุตัยมียะฮ์ แต่อีกคำพูดหนึ่งของอิบนุตัยมียะฮ์นั้น วะฮาบีย์ทั้งหมดในกระทู้นี้ กลายเป็นวะฮาเบี้ยว ไม่ยอมตอบ คือ
ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวอีกว่า (ขอยกเป็นภาษาไทยเลยนะครับ เพราะคร้านจะยกเป็นอาหรับ)

وأما الأكل من الطعام ، فان كان قد صنعه الوارث من ماله لم يحرم الأكل منه..إلخ

“ สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน และหาก(ทำทาน)สิ่งที่ถูกทำขึ้น จากมรดของมัยยิดโดยที่มัยยิดเองยังมีหนี้อยู่ที่ยังไม่ได้ชดใช้และมัยยิดก็มีทายาทที่เป็นเด็กที่ดังกล่าวเป็นสิทธิของพวกเขานั้น ก็จะกินไม่ได้ “ ดู ริซาละฮ์ อิฮฺดาอ์ อัษษะวาบ ลิลนะบีย์(ซ.ล.) และมะอาฮา มะซาอิล ฟีอิหฺดาอ์ อัลกุรุบาต ลิลอัมวาต ของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ หน้า 143 ตีพิมพ์ที่ อัฏวาอ์ อัสสะลัฟ


เราขอสนทนาวิจารณ์กับวะอาบีย์ ถึง ท้ศนะของอิบนุตัยมียะฮ์กันสักหน่อยครับ อิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า " “ สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน.."

ถามพวกวะฮาบีย์

หะดิษของท่านญะรีร มันหลุดสายตาของอิบนุตัยมียะฮ์ไปได้อย่างไง ถึงพูดออกมาว่า "สำหรับการรับประทานอาหารนั้น หากว่าทายาทได้กระทำ(ปรุง)มันขึ้นมาจากทรัพย์สินของพวกเขา ก็ไม่หะรอมที่จะรับประทานจากมัน" ???

หรือว่าหะดิษของท่านญะรีรนั้น บรรดาอุลามาอ์และอิบนุตัยมียะฮ์ ไม่ได้เข้าใจเหมือนกับที่วะฮาบีย์เข้าใจ???

หากทายาทของมัยยิด ทำการรวบรวมเงินของพวกเขาเอง แล้วไปทำเลี้ยงอาหารเป็นทานให้แก่มัยยิดนั้น เป็นบิดอะฮ์ตามทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์หรือไม่??? เป็นสิ่งที่หะรอมหรือไม่??

แล้วอิบนุตัยมียะฮ์เข้าใจหลักการนี้ว่าอย่างไร?? หรือว่าอิบนุตัยมียะฮ์มีหลักการที่บิดอะฮ์ตามทัศนะของวะฮาบีย์ ที่ทายาทไปเลี้ยงอาหารทำทาน??

หมายเหตุ... เราพิจารณาทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์เท่านั้น และเราก็ไม่ได้นำมาเพื่อสนับสนุนแนวทางของเราด้วย แต่เราจะถามพวกวะฮาบีย์เกี่ยวกับทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์นี้ โปรดวะฮาบีย์ช่วยแก่ต่างและชี้แจงใหลลื่น ให้กับอิบนุตัยมียะฮ์ดว้ยนะครับ

ว่างๆจะเข้ามาทวงคำถาม .....เพื่อดัดนิสัยวะฮาเบี้ยว ที่ไม่ยอมตอบคำถามของคนอื่น...ขอเผ่นก่อนนะ ไปล่ะ


Laughing Laughing Laughing Laughing Laughing Laughing Laughing Confused Confused Confused Confused Confused Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Rolling Eyes Rolling Eyes

_________________
ต่อต้านวะฮาบีย์บิดอะฮ์พันธ์ใหม่
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
adeel
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 172


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 5:58 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นายมุหัมมัด กล่าวว่า

เราพิจารณาทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์เท่านั้น และเราก็ไม่ได้นำมาเพื่อสนับสนุนแนวทางของเราด้วย

และเราก็ไม่พิจารณาทัศนะอิหม่ามชาฟีอีด้วยเช่นกัน เพราะเราไม่ตาม ฮ่าๆๆๆ แต่เราลงทุนยัดใส้ฮาดีสเพื่อเป็นหลักฐานว่า นบีก็กินบุญบ้านคนตาย วันที่ฝังมัยยิตซะด้วย

แต่เราจะถามพวกวะฮาบีย์เกี่ยวกับทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์นี้ โปรดวะฮาบีย์ช่วยแก่ต่างและชี้แจงใหลลื่น ให้กับอิบนุตัยมียะฮ์ดว้ยนะครับ

ผิดแล้วละนายมุหะหมัด พวกเราไม่เคยมีใครประกาศว่า สังกัดอิบุนตัยมียะฮ์แบบผูกขาด และไม่เคยรับรองว่า ทัศนะอิบนุตัยมียะฮ์ถูกทั้งหมด บังอะสันบอกไว้แล้วไงว่า

ตามในสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับคำสอนศาสนา ครับ
ส่วนที่ไม่ตาม คือ เมื่อเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นบิดอะฮ แต่ไม่ได้หมายถึงเป็นปฏิปักษ์ แต่อัลลอฮย่อมเหนือกว่าสิ่งใด


นี่คือจุดยืนของเรา ไม่อ่านหรือไง ฉะนั้นถ้าอิบนุตัยมียะฮ์แสดงทัศนะไม่ถูกต้อง เราจะแก้ตัวแก้ต่างให้ทำไม ผิดหวังละซินายมุหะมัดเอ้ย..แต่เอ..คำของอิบนุตัยมียะฮ์ต้นหลังนี้ยกมามันด้วนๆ ชอบกล หมกอะไรไว้อะเปล่า อั่นแน่...

นายมุหะมัด กล่าวว่า

เรื่องที่นายอะดีลว่าผมตกนรกเพราะโกหกใส่ท่านนบีนั้น อย่าสรุปเอาเองซินายอะดีล

เฮ้ย..ผมไม่ได้ว่าเองครับ แต่นะบีว่าไว้ว่า

ผู้ใดเจตนาโกหกต่อฉัน จงเตรียมที่นั่งสำหรับเขาในนรก

ก็เมื่อฮะดีษในต้นฉบับมันไม่มี สำนวนที่นายมุหะมัดยกมา ก็รู้ทั้งรู้ว่าเติมคำ เปลี่ยนความหมาย ยังดันทุรัง แล้วบอกว่า

สงสัย อิบนุกอยยิม ต้องลงนรกก่อนผมล่ะครับนายอะดีล เพราะไปโกหกใส่โดยเพิ่มเติมหะดิษนบีที่รายงานโดยท่านอะหฺมัดด้วยเหมือนกัน

นั่นแน่..ยอมรับแล้วหรือไงว่าผิด แต่ข้าผิด อิบนุกอยยิมก็ผิดด้วย ขอเอี่ยวด้วยว่างั้นเถอะ ฮ่าๆๆๆ แง๊กๆๆ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 2954


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 8:38 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นายมุหัมหมัด สังกัดมัซฮับชาฟิอี ปลอม กล่าวว่า
แล้วอิบนุตัยมียะฮ์เข้าใจหลักการนี้ว่าอย่างไร?? หรือว่าอิบนุตัยมียะฮ์มีหลักการที่บิดอะฮ์ตามทัศนะของวะฮาบีย์ ที่ทายาทไปเลี้ยงอาหารทำทาน??
หมายเหตุ... เราพิจารณาทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์เท่านั้น และเราก็ไม่ได้นำมาเพื่อสนับสนุนแนวทางของเราด้วย แต่เราจะถามพวกวะฮาบีย์เกี่ยวกับทัศนะของอิบนุตัยมียะฮ์นี้ โปรดวะฮาบีย์ช่วยแก่ต่างและชี้แจงใหลลื่น ให้กับอิบนุตัยมียะฮ์ดว้ยนะครับ
ว่างๆจะเข้ามาทวงคำถาม .....เพื่อดัดนิสัยวะฮาเบี้ยว ที่ไม่ยอมตอบคำถามของคนอื่น...ขอเผ่นก่อนนะ ไปล่ะ
...........................................
ตอบ
อิบนิตัยมียะฮ เข้าใจหะดิษญะรีร ครับ มาอ่านซิครับนายมุหัมหมัด
มุหัมหมัดกำลังลากอิบนุตัยมียะฮ ให้ไปแปะเปื้อนกับพิธีกรรมกินบุญคนตาย 3 วัน 7 วัน
แบบไม่มีอย่างอาย มาดูคำพูดของอิบนุตัยมียะฮ

وأما صنعة أهل الميت طعاما يدعون الناس إليه، فهذا غير مشروع وإنما هو بدعة، بل قد قال جرير بن عبد الله‏whistling#8207; كنا نعد الاجتماع إلى أهل الميت، وصنعتهم الطعام للناس من النياحة‏

สำหรับการที่ครอบครัวผู้ตายทำอาหาร เชิญผู้คนมานั้น นี้คือ ไม่มีบัญญัติใช้ และความจริงมันเป็น บิดอะฮ แต่ทว่าแท้จริง ญะรีร บุตร อับดุลลอฮ (ร.ฎ)กล่าวว่า “พวกเรานับว่า การชุมนุมกันที่ครอบครัวผู้ตายและพวกเขาทำอาหาร ให้ผู้คนกินกันนั้น เป็นสวนหนึ่งจาก นิยาหะฮ – ดู مجموع الفتاوي" (24/316

อิบนุตัยมียะฮ กล่าวอีกว่า
وإنما المستحب إذا مات الميت أن يُصْنَع لأهله طعام‏.‏ كما قال / النبي صلى الله عليه وسلم ـ لما جاء نعي جعفر بن أبي طالب ـ‏whistling#8207; ‏(‏اصنعوا لآل جعفر طعاماً، فقد أتاهم ما يشغلهم‏)‏‏.
และที่จริง สิ่งที่ชอบให้กระทำ คือ เมื่อ มัยยิตได้ตายลง ให้มีการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของเขา ดังที่ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวเอาไว้เมื่อข่าวการเสียชีวิตของยะอฺฟัร บุตร อบีฏอลิบ ว่า “พวกท่านจงทำอาหารให้แก่ครอบครัวยะอฺฟัร แท้จริง สิ่งทีททำให้พวกเขามีความทุกข์ ได้มาประสบกับพวกเขา –
مجموع الفتاوي" (24/316
.................................
อิบนุตัยมียะฮ มีทัศนะสอดคล้องกับท่านอิหมามชาฟิอี เพราะท่านอิหม่ามชาฟิอี (ขออัลลอฮ เมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า
وَاُحِبُّ لِجِيْرَانِ الْمَيِّتِ اَوْذِيْ قَرَابَتِهِ اَنْ يَعْمَلُوْا لاَهْلِ الْمَيِّتِ فِىْ يَوْمِ يَمُوْتُ وَلَيْلَتِهِ طَعَامًا مَا يُشْبِعُهُمْ وَاِنَّ ذَلِكَ سُنَّةٌ
และข้าพเจ้าชอบให้เพื่อนบ้านมัยยิตและญาติใกล้ชิดของเขา ทำอาหารให้แก่ครอบครัวผู้ตาย ให้พวกเขากินให้อิ่ม ในวันและคืนที่เขาตาย และแท้จริง ดังกล่าวนั้น เป็นสุนนะฮ........ อัลอุม เล่ม 1 หน้า 247
................
สรุปว่า นอกจากจะเป็นปรปักษ์กับอิบนุตัยมียะฮแล้ว มุหัมหมัดยังแอบอ้าง ว่าตัวเองสังกัดมัซฮับชาฟิอีด้วย ทั้งๆที่ บิดอะฮที่มุหัมหมัดทำ ท่านอิหม่ามชาฟิอีไม่รู้เรื่องด้วยเลย ช่างน่าเวทนาจริง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Sat Apr 22, 2006 9:41 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

หลักจากที่คุณอะสันโกหกมดเท็จใส่อิมามชาฟิอีย์ (ร.ฏ.)แล้ว และคุณอะสันก็เอาหะดิษของท่านฏอวูส ทำบุญเลี้ยงหรือให้อาหารเป็นทาน โยนขยะ และเอาหะดิษเรื่องของท่านอุมัรสั่งเสียให้เลี้ยงอาหาร 3 วัน เขี่ยด้วยเท้ากระเด็นไปข้างทางแล้ว คุณอะสันก็ยกอ้างอิงหลักฐานจากหนังสือของพวกกาเฟร มุชริกีน ที่มีนามว่า นายแปลก สนธิรักษ์ พี่น้องร่วมอุดุมการณ์ของคุณอะสัน ในการเอามาโต้หักล้าง หลักฐานการกระทำของบรรดาซอฮาบะฮ์ และคำสั่งเสียของท่านอุมัร!!! พูดง่ายๆก็คือ คุณอะสันเจอทางตันไปใหนไม่รอด เมื่อก่อนบอกจะตามสะลัฟ จะตามคอลิฟะฮ์ผู้ทรงธรรม แต่ตอนนี้กูไม่เอาแล้ว เพราะว่ามันไม่ตรงกับอารมณ์ของกูจะเอา ว่างั้นเถอะ จงจำเริญเถิดคุณอะสัน...!!! แง๊กๆ

และที่ซอฮาบะฮ์เลี้ยงอาหารเป็นทาน 7 วันนั้น พวกเขาตามพุทธ ตามฮินดูหรือเปล่า ??? การที่ท่านอุมัรสั่งให้ทำอาหารเลี้ยง 3 วันนั้น เป็นการตามฮินดู ตามพุทธหรือเปล่าคุณอะสัน ??? คำถามนี้จะตอบได้หรือเปล่าครับคุณอะสัน ?? หากคุณตอบว่า ซอฮาบะฮ์ทำทานเลี้ยงอาหาร 7 วันเพราะตาม พุทธและฮินดูนั้น คุณอะสันไปกล่าวกะลีเมาะฮ์ใหม่น่ะ และหากคุณอะสันกล่าวว่า ท่านอุมัรสั่งให้เลี้ยงอาหารสามวันเป็นการตามพุทธและฮินดูนั้น คุณอะสันกลับไปกล่าวกะลิเมาะฮ์ใหม่นะ


ท่านผู้อ่านครับ คุณอะสันได้อ้างอิงจากหนังสือของอุลามาอ์มัซฮับอิมามชาฟิอีย์ สี่ ห้า ท่าน ซึ่งทั้งหมดนั้น มีทัศนะที่ตรงกัน อ้างไปกี่คนๆก็ไม่มีอะไรใหม่ ดังนั้น การที่ผมจะทำการอ้างอิงทีละหลักฐานที่อะสันอ้างมานั้น ผมคงไม่ทำ แต่ผมจะอธิบายโต้ตอบ และสร้างความเข้าใจ กับหลักฐานต่างๆที่คุณอะสันยกมาทั้งหมดโดยรวม ตามแนวทางของอุลามาอ์มัซฮับชาฟิอีย์นะครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยครับ


คุณอะสันก็กลับมาสนทนาแบบไม่เข้าใจอีกเหมือนเคย แล้วเข้าใจแบบหลอกลวงผู้อ่าน (หลังจากที่โกหกและลวงวะฮาบีย์ด้วยกันเองมาแล้ว) แล้วก็มาเหมาเอาว่า ไอ้ที่บ้านเรากันนั้น มันอยู่ข่ายกับ สิ่งที่บิดอะฮ์ตกนรก มันเป็นไว้อาศัยโศกเศร้า และอีกสารพัดอย่าง ที่คุณอะสันจะกุเสกสรรค์ปั้นแต่งให้พวกพี่น้องมุสลิมในเมืองไทย โดยให้เข้าอารมณ์ที่ตัวเองจะเอา ซึ่งการกระทำของคุณอะสันนั้น ไม่ใช่เพื่ออะไรหรอกครับ ก็แค่อยากหุกุ่มพวกที่ไม่ใช่วะฮาบีย์ทำบิดอะฮ์ตกนรกเท่านั้นเอง เพราะถ้าหากคุณอะสันหวังดีกับพี่น้องมุสลิมจริงๆแล้ว คุณอะสันคงต้องรับฟังพวกเราบ้างล่ะครับ หรือคุณอะสันคงยอมเข้าใจและแยกประเด็นในสิ่งที่เราชี้แจงบ้างแหละครับ แต่นี่คุณอะสันไม่ยอมเข้าใจ ทำบอด ทำหูหนวก เอาบรรดานิ้วอุดหูตัวเอง แล้วบอกว่า ข้างงงวยไม่เข้าใจในสิ่งที่เราอธิบายชี้แจงเว้ย..

สิ่งที่เราเข้าใจตรงกันบรรดามัซฮับก็คือ "การที่ผู้คนมารวมตัวกันโดยไว้อาลัยและปลอบใจที่บ้านครอบครัวมัยยิดและครอบมัยยิดก็ทำอาหารเลี้ยงบริการนั้น" ย่อมเป็นบิดอะฮ์ที่มักโระฮ์ คือบิดอะฮ์ที่ไม่สมควรกระทำแต่หากทำก็ไม่เป็นโทษหรือเป็นบิดอะฮ์ที่ไม่ทำนั้นดีแต่หากทำก็ไม่เป็นโทษ" นั่นคือความเข้าใจของบรรดามัซฮับ แต่พวกวะฮาบีย์บอกว่ามันเป็นบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลงตกนรกนั้น ผมไม่ทราบว่าพวกเขาไปเข้าใจและทำการอุตริหุกุ่มขึ้นแบบนี้มาจากบรรดาสะลัฟท่านใหน??

ในหนังสือ อิอานะฮ์ อัฏฏอลิบีน กล่าวระบุไว้ว่า

ويكره لأهل الميت الجلوس للتعزية ، وصنع طعام يجمعون الناس عليه ، لما روى أحمد عن جرير بن عبد الله الجبلى ، قال : كنا نعد الإجتماع إلى أهل الميت وصنعهم الطعام بعد دفنه من النياحة...ويستحب لجيران أهل الميت...أن يصنعوا لأهله طعاما يكفيهم يوما وليلة ، وأن يلحوا عليهم فى الأكل . ويحرم صنعه للنائحة، لأنه إعانة على معصية

"มักโระฮ์(ไม่ทำดีแต่หากทำก็ไม่เป็นไร) สำหรับครอบครัวมัยยิด กับการนั่งเพื่อให้ทำการปลอมใจ และ(ครอบครัวมัยยิด)ทำอาหารโดยที่พวกเขาทำการรวมผู้คน(ที่มาไว้มาปลอบใจ)มารับประทานอาหาร เพราะมีร่องรอยที่รายงานโดย ท่านอะหฺมัด จากท่าน ญะรีร บิน อับดิลลาฮ์ อัล-ญะบะลีย์ เขากล่าวว่า เราถือว่า การรวมตัวไปยังบ้านมัยยิดและการที่ครอบมัยยิดทำอาหารหลังจากฝังมัยยิดแล้วนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากการไว้อาลัย.....และสุนัติให้กับเพื่อนบ้านของครอบครัวมัยยิด กับการทำอาหารให้แก่ครอบครัวมัยยิด ให้เพียงพอกับพวกในวันหนึ่งและคืนหนึ่ง และทำการคะยั้นคะยอให้พวกเขารับประทาน และหะรอมทำอาหารแก่หญิงที่ทำการคร่ำครวญไว้อาลัย เพราะมันเป็นการช่วยเหลือกับสิ่งที่ฝ่าฝืน " ดู เล่ม 2 หน้า 227 ดารุลฟิกรฺ

ผู้อ่านลองมาพิจารณาดูสิ่งที่เราได้เคยชี้แจงไปนะครับ ซึ่งมันแตกต่างจากสิ่งดังกล่าว คือ

1. เมืองไทยบ้านเรานั้น บรรดาพี่น้องมุสลิมได้ช่วยเหลือครอบมัยยิดและช่วยทำอาหารแก่ครอบมัยยิด ไม่ว่าจะทำเลี้ยง 1 วันตามที่ท่านร่อซูลุลลเลาะฮ์(ซ.ล.)ส่งเสริม และช่วยทำอาหารเลี้ยงเป็นทานแก่มัยยิด 3 วัน ตามที่ท่านอุมัรสั่งเสีย หรือ 7 วัน ตามที่บรรดาซอฮาบะฮ์ชอบที่จะกระทำ

2. การทำบุญเลี้ยงอาหารที่เมืองไทยบ้านทำนั้น เพื่อมีเป้าหมายเป็นทานศอดะเกาะฮ์ให้กับมัยยิดแก่ผู้ที่ถูกเชิญมาโดยที่พวกเขาทำการขอดุอาอ์ อ่านอัลกุรอาน อิสติฆฟารให้แก่มัยยิด ไม่ใช่ทำอาหารเพื่อบริการแก่ผู้ที่มาทำการปลอมใจหรือ"ไว้อาลัยตามที่วะฮาบีย์พยายามเข้าใจกันเพื่อจะจ้องหุกุ่มพี่น้องมุสลิมด้วยกัน"

แล้วรูปแบบใดล่ะ ที่ถือว่าเป็นการไว้อาลัยโดยที่สามารถผนวกเข้าไปอยู่ในคำกล่าว ของท่าน ญะรีร บิน อับดิลลาฮ์ ในหนังสือ อิอานะฮ์ อัฏฏอลิบีน ได้รูปแบบของอาหรับเอาไว้ว่า

فى العرف الخاص فى بلدة لمن بها من الأشخاص إذا إنتقل إلى دار الجزاء وحضر معارفه وجيرانه العزاء، جرى العرف بأنهم ينتظرون الطعام، ومن غلبة الحياء على أهل الميت يتكلفون التكليف التام، ويهيئون لهم أطعمة عديدة، ويحضرونها لهم بالمشقة الشديدة

"ในประเพณีที่เฉพาะ ในเมืองหนึ่ง ให้กับบรรดาบุคคลต่างๆที่อยู่เมืองนั้น คือ เมื่อมีผู้ที่กลับไปสู่โลกแห่งการตอบแทน(กลับไปสู่ความเมตตาของอัลเลาะฮ์) โดยที่บรรดาคนรู้จักและบรรดาเพื่อนบ้านก็มากัน(ที่บ้านครอบครัวมัยยิด)เพื่อจะทำการปลอบใจ ประเพณีนั้นก็มีอยู่ว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ได้รอรับอาหารกัน และจากความละอายอย่างยิ่งที่มีต่อครอบครัวมัยยิดนั้น พวกเขาจึงรับภาระในการใช้จ่ายแบบเสร็จสรรพ แล้วครอบครัวมัยยิดก็ทำการตระเตรียมอาหารให้แก่พวกเขาหลายอย่าง และครอบครัวมัยยิดก็นำอาหารเหล่านั้นมาให้กับพวกเขาด้วยความลำบากอย่างมาก" ดู เล่ม 2 หน้า 228

เมื่อเราอ่านมันอย่างเข้าใจแล้ว เราจะเห็นถึงความแตกต่าง จากสิ่งที่เมืองไทยบ้านเรากระทำ และบรรดาผู้รู้มัซฮับชาฟิอีย์บ้านเรา ก็เข้าใจในตำราของพวกเขา ว่าหลักการนั้นมันเป็นอย่างไร ? ซึ่งคนเมืองไทยบ้านเรานั้น เมื่อมีพี่น้องมุสลิมเสียชีวิต พวกเขาก็จะมาเยี่ยมมัยยิด โดยนำเงินมาซอดาเกาะฮ์ช่วยเหลือแก่ครอบครัวมัยยิด ไม่ใช่มานั่งรออาหารจากครอบมัยยิด หรือรุมกิน (อย่างที่วะฮาบีย์จ้องจะเข้าใจเพื่อกล่าวร้ายหุกุ่มต่อพี่น้องมุสลิม ) ตอนมาเยี่ยมมัยยิดก็ทำการช่วยเหลือเป็นเงินซอดาเกาะฮ์แล้วครับ และก็มีเงินช่วยเหลือที่เป็นระบบสมาชิกอีกเป็นหมื่น ที่บรรดาพี่น้องมุสลิมสมัครใจช่วยเหลือกัน แล้วบรรดาพี่น้องมุสลิมก็นำเงินเหล่านั้นมาซื้ออาหารและช่วยกับปรุงให้แก่ครอบครัวมัยยิด ในวันแรก ตามที่ท่านร่อซูล(ซ.ล.)ส่งเสริม และอีก 3 วันโดยตามท่านอุมัร หรือ 7 วันโดยตามบรรดาซอฮาบะฮ์ ซึ่งดังกล่าวนั้น หากครอบครัวมัยยิดอนุญาติให้บรรดาพี่น้องมุสลิมช่วยทำอาหารให้แก่ครอบครัวมัยยิดเพื่อเป็นทานสำหรับมัยยิด โดยเชิญพี่น้องมุสลิมมารับประทานอาหารเพื่อเป็นทานแก่มัยยิด ไม่ใช่เชิญมาเพื่อทำการปลอบใจหรือไว้อาลัยแต่อย่างใด และในเมืองไทยนั้น พี่น้องมุสลิมไม่มีใครใจดำนั่งรอครอบครัวมัยยิดทำอาหารให้หรอกครับ พวกวะฮาบีย์ทั้งหลายโปรดทราบด้วย และพวกวะฮาบีย์โปรดทราบด้วยว่า บรรดาพี่น้องมุสลิมบ้านเราไม่ใจดำปล่อยให้มัยยิดต้องทำอาหารเพียงลำพังโดยปล่อยให้ครอบมัยยิดออกค่าใช้จ่ายกันเองหรอก และความจริงที่เกิดขึ้นก็คือบรรดาพี่น้องมุสลิมให้การช่วยเหลือและปรุงอาหารให้อย่างไม่ทอดทิ้งและนิ่งดูดาย ดังนั้น สิ่งที่วะฮาบีย์ชอบยกเมฆมาเพื่อจะโจมตีพี่น้องมุสลิมเพื่อกล่าวหาบิดอะฮ์ลงนรกนั้นคงเป็นมุกเก่าๆที่เราต่างรู้ดีครับ

ผมจะเล่าเหตุการณ์หนึ่งให้ฟัง ซึ่งไม่บังคับวะฮาบีย์ให้เชื่อ

ปู่ของน้องอัลฟารูก ซึ่งเป็นคนที่อาเล็มใหญ่ มีลูกศิษย์มากมาย ได้เสียชีวิต ก็ได้รับการช่วยเงินที่พี่น้องมุสลิมที่ร่วมเป็นสมาชิกเป็นหมื่นแล้วในวันแรก เพื่อช่วยครอบครัวของปู่น้องเขา และก็มีการทำการเลี้ยงอาหารถึง 7 วันด้วยกัน โดยมีบรรดาหมู่บ้านมุสลิมถิ่นอื่นโทรมาจองวันกันเลยครับ วันแรกก็เป็นของพี่น้องในหมู่บ้านเองแล้วช่วยเหลือกันทำอาหารแก่ครอบมัยยิดและเลี้ยงเป็นทาน วันต่อไปหมู่บ้านถิ่นอื่นที่โทรจองไว้ ก็ช่วยกันทำอาหารแล้วยกคันรถทุกกันมาให้แก่ครอบมัยยิด และวันต่อไปหมู่บ้านถิ่นอื่นก็ช่วยกันทำอาหารของหวานมาให้ครอบครัว จนถึงวันที่ 7 หมู่บ้านที่เป็นลูกศิษย์เอกของปู่น้องอัลฟารูกก็ล้มวัวให้หนึ่งตัวให้แก่ครอบครัวมัยยิด แต่นั่นแหละครับ คนอาเล็มเสียชีวิต ก็สะดวกอย่างนี้แหละ แต่คนธรรมดาก็ต้องว่ากันไปตามที่พี่น้องมุสลิมช่วยเหลือไว้ ดังนั้นพวกวะฮาบีย์ก็อย่าไปร้อนตัวในการกระทำการเกิดขึ้นในหมู่บ้านของน้องอัลฟารูกเลยนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องในหมู่บ้านของเขา การที่คุณอะสันได้สนทนากับน้องอัลฟารูกนั้น ก็ถือว่าได้สนทนากับลูกหลานคนอาเล็มแล้วล่ะครับ แล้วเป็นไงครับกับการสนทนากับน้องเขา ล้มลุกคลุกคลาน สมใจอยากหม้ายล่ะ

ท่านอิมามรอมลีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ นะฮายะตุลมั๊วะตาจญฺ ว่า

ويكره كما فى الأنوار وغيره أخذا من كلام الرافعى والمصنف أنه بدعة لأهله صنع طعام يجمعون الناس عليه قبل الدفن وبعده لقول جرير : كنا نعد ذلك من النياحة، والذبح والعقر عند القبر مذموم للنهى

" และถือว่าเป็นมักโระฮ์ - เสมือนที่ระบุไว้ในหนังสือ อัลอันวารและอื่นๆ - โดยเอามาจาก คำกล่าวของ ท่านอัรรอฟิอีย์และผู้ประพันธ์หนังสือมินฮาจ(คืออิมามนะวาวีย์) ว่า มันเป็นบิดอะฮ์((ที่มักโระฮ์ - ต้องวงเล็บไว้ด้วยครับเกรงว่าวะฮาบีย์จะหลอกฉวยโอกาศไปกล่าวว่าเป็นบิดอะฮ์ที่หะรอมลุ่มหลง เนื่องจากอะสันตัดส่วนหน้าออกไปเพื่อหมกเม็ด และนั่นแหละคืองานของอะสันล่ะครับและการหมกเม็ดของวะฮาบีย์นี้ ก็ไม่ใช่เป็นการอ้างอิงผิดพลาดของวะฮาบีย์หรอกครับ แต่มันเป็นหลักการหนึ่งของวะฮาบีย์ในเชิงปฏิบัติ)) ให้กับครอบครัวมัยยิด ที่ทำอาหารโดยที่ผู้คนก็รวมกันรับประทานอาหารนั้น ไม่ว่าจะก่อนฝังหรือหลังฝังมัยยิด เพราะคำกล่าวของท่านญะรีรที่ว่า "เราถือว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากการไว้อาลัย" และการเชือดสัตว์ที่กุบูร ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกตำหนิ เป็นได้มีบัญญัติห้ามมัน" ดู เล่ม 3 หน้า 42 ตีพิมพ์ มุสต่อฟา หะละบีย์

วะฮาบีย์ทั้งหลายคงทราบกันนะครับว่า พี่น้องมุสลิมต่างช่วยกันปรุงอาหารให้ ไม่ใช่ครอบมัยยิดทำกันเอง ดังนั้น หากครอบครัวมัยยิดกระทำการเลี้ยงอาหารตามลำพัง ก็เป็นสิ่งที่บิดอะฮ์มักโระฮ์ แต่ยิ่งไปกว่านั้น หากครอบครัวมัยยิดไม่มีความสามารถกระเสือกกระสนจะทำบุญให้ได้ โดยไปกู้ยืมเงินมาทำ ก็ย่อมเป็นสิ่งที่หะรอม เหมือนกับที่น้องอัลฟารูกได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว เนื่องจากมันเป็นโทษและสร้างความเดือนร้อนให้แก่ครอบครัวมัยยิดเอง ซึ่งท่าน อัลลามะฮ์ ญะมัล ได้กล่าวไว้ใน บัรหฺ อัลมันฮัจญฺ ว่า

"แต่ทั้งหมดดังกล่าวนั้น อาจกลายเป็นหะรอม หากเอามาจากทรัยพ์ที่ถูกอายัดไว้ หรือจากทรัพย์ที่ใช้หนี้แก่มัยยิด หรือทรัพย์ที่ทำให้เกิดโทษ(เดือนร้อน) และเหมือนกับสิ่งดังกล่าว" ดู อิอานะฮ์ อัฏฏอลิบีน เล่ม 2 หน้า 228

พวกวะฮาบีย์ทั้งหลายครับ พวกคุณคงไม่ยกอ้างสิ่งดังกล่าวโดยไปใส่ใคล้แต่พี่น้องมุสลิมบ้านเรานะครับ เพราะมันบาป

ดังนั้น บรรดาพี่น้องมุสลิมต้องให้การช่วยเหลือแก่ครอบมัยยิด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามเท่าที่มีความสามารถ ซึ่งหากครอบครัวมัยยิดกระเสือกกระสนจะทำบุญให้ได้โดยใช้ค่าใช้จ่ายแบบหมดเนื้อหมดตัวและต้องไปกู้มาจนเป็นความเดือดร้อนให้กับตัวพวกเขาเองนั้น เราต้องทำการห้ามปรามและหยุดยั้งครอบครัวมัยยิดเหล่านั้น ซึ่งท่าน อะหฺมัด บิน ซัยนีย์ ดะหฺลาน กล่าวฟัตวาไว้ว่า

"ไม่เป็นที่สงสัยว่า การห้ามผู้คนจากการทำบิดอะฮ์ที่น่าตำหนินี้ เป็นการฟื้นฟูซุนนะฮ์ และทำให้ตายกับบิดอะฮ์(คือการที่ไปรวมตัวกันปลอมใจและรอเลี้ยงอาหารจากครอบครัวผู้ตาย) และเป็นการเปิดประตูแห่งความดี และเปิดประตูแห่งความชั่ว เพราะแท้จริง บรรดาผู้คน(ครอบครัวผู้ตาย) ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากจนอาจจะทำให้การทำอาหารนั้นเป็นสิ่งที่หะรอม" ดู อิอานะฮ์ อัฏฏอลิบีน เล่ม 2 หน้า 228

และไอ้ที่บิดอะฮ์น่าตำหนิหรือบิดอะฮ์มักโระฮ์นั้น ด้วยกับหนทางใดหรือที่ถือว่าเป็นการไว้อาลัย เพราะท่านอัล-หาฟิซฺ อิบนุหะญัร อัลฮัยต