ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - ++หลักอะกีดะฮฺสลัฟ แบบฉบับผู้ศรัทธา++
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
++หลักอะกีดะฮฺสลัฟ แบบฉบับผู้ศรัทธา++
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Fri Dec 23, 2005 8:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้างอิงจากบังอะสัน

หากเล่นขุดโครตอุลามาอ จะไม่ขอยุ่งด้วย แต่ถ้าคุยกันด้วยหลักฐานจากอัลกุรอ่านและหะดิษ อันนี้อยากจะให้คุยกันอย่างเป็น บังจำได้ว่า น้องเคยกล่าวถึงการนินทาอุลามาอฺ เนื้อของอุลามาอฺคือยาพิษ ดังบทกลอนข้างล่าง
لحوم أهل العلم مسمومة ومن يعاديهم سريع الهلاك

فكن لأهل العلم عونا وإن عاديتهم يوما فخذ ما أتاك

คำนินทาอุลามาอฺดั่งยาพิษ ผู้ใดคิดเป็นศัตรูย่อมฉิบหาย

จงช่วยเหลืออุลามาอฺอย่าดูดาย แม้เป็นอริวันใดจงรับไว้บาปกรรมเอย.

ตอบ

เห้อ... บังอะสันครับ คุณไออาเอฟ เขาจะไม่คิดแบบบังอะสันนะซิ เพราะหากไม่ขุดและกลบคุณไออาเอฟแล้ว เกรงว่าเขาไม่รู้สึกนะครับ แต่บังสบายใจได้น่ะครับ ผมเน้นวิชาการ แบบมีหลักฐาน อัลกุรอาน หะดิษ อิจญูมาอ์ ไม่ได้ไปนินทาอุลามาอ์ใหนหรอก บังสบายใจเถิดครับ

_________________
นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Sat Dec 24, 2005 9:14 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ความเห็นที่ : 13 โพสต์เมื่อ : 24 ธ.ค. 2548 เวลา 14:17 น.

imron faroni


ระดับสมาชิก :
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์ : 8
Rank :


"ช่วงนี้เก้าอี้นายกเริ่มร้าว"

ชาวสลัฟไม่ส่งสัยหรอ ที่ว่านายกรวยมาก ทำไมไม่ซื้อ"เก้าอี้"ใหม่

เพราะ"เก้าอี้"มันไม่ได้หมายถึง"เก้าอี้"นั่นซิ

มันเป็นเรื่องของภาษานะครับ

เท่าที่ผมได้ศึกษามา อะกีดะฮฺของสะลัฟ(แท้) กับ อะกีดะฮฺของสะลัฟ (ใหม่) ต่างกัน นะครับ

อะกีดะฮฺของสะลัฟ(แท้)คือ "เก้าอี้"ก็คือ"เก้าอี้"แต่ไม่ใช่ table หรือ meja เพราะมันคือkao-i

อะกีดะฮฺของสะลัฟ ใหม่( neo-salaf)คือ"เก้าอี้"ก็คือ table เข้าใจมั้ย table น่ะ


ความเห็นที่ : 14 โพสต์เมื่อ : 24 ธ.ค. 2548 เวลา 14:20 น.

imron faroni


ระดับสมาชิก :
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์ : 8
Rank :


อีกนิด

อะกีดะฮฺของสะลัฟ ใหม่( neo-salaf)คือ"เก้าอี้"ก็คือ table และ table นี้ไม่เหมือนกับที่เราจิตนาการ


ความเห็นที่ : 17 โพสต์เมื่อ : 24 ธ.ค. 2548 เวลา 21:08 น.

irf


ระดับสมาชิก :
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์ : 112
Rank :


อินชาอัลลอฮฺถ้ามีเวลาเดี๋ยวผมจะเปรียบเทียบความเข้าใจของซอฮาบะฮฺ(ซึ่งนบีสอนอะกีดะฮฺให้โดยตรง)และบรรดาสลัฟ กับความเข้าใจของอะชาอิเราะฮฺว่าไม่เหมือนกัน

ดังนั้นอรัชหรือบัลลังก์ของอัลลอฮฺ กลุ่มอะชาอิเราะฮฺจึงตีความว่าเป็นตำแหน่งหรือความสูงส่ง ส่วนคำว่ามือของอัลลอฮฺกลุ่มอะชาอิเราะฮฺก็จะตีความว่าหมายถึงอำนาจ เมื่อไม่กินกับปัญญา หรือสติปัญญามนุษย์ไปไม่ถึง กลุ่มอะชาอิเราะฮฺก็จะเข้าใจว่าเป็นอุปมาซึ่งสวนทางกับควมเข้าใจของสลัฟดังที่ผมเสนอตัวอย่างไปแล้ว ว่าเขาให้คงหมายเดิมไว้ ไม่ใช่อุปมา

และความเข้าใจของอะชาอิเราะฮฺเรื่องพระเจ้านั้นคล้ายกับวิชาเทวศาสตร์ของกรีกและกลุ่มชีอะฮฺ ถ้ามีเวลาจะเสนอในโอกาสต่อไป
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Sat Dec 24, 2005 9:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7274
ข้อความ: เลิกแกล้งกล่าวให้ร้าย(หรืออาจเข้าใจผิดจริงๆ) ว่ากลุ่มซุนนะฮฺ(หรือสลาฟีย์ หรือวะฮาบีย์ จะแบรนแนมไหนก็ตาม) ไปปกปิดหลักฐาน หรือไปกลัวข้อมูลอะไรของท่านหรอกนะครับ นั่นไม่ใช่อุปนิสัยและพฤติกรรมของกลุ่มซุนนะฮฺเลย หากเขากลัวท่านจริงๆ หรือมีการปกปิดความจริง ทางเว็บเขาคงลบข้อมูลท่านออกหมดแล้วล่ะครับ! ก็กลัวคนจะรู้ความจริงไง! เปล่าเลยครับ ข้อมูลหลวมๆของท่าน น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง(ทั้งในเว็บนี้และมรดก) จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการศึกษาแสวงหาสัจธรรมต่างหากล่ะครับ ว่านี่แหละไม่ใช่! นำเสนออะชาอิเราะฮฺ ตอบโต้แนวสลาฟีย์ ทำท่าจะดูดี แต่ไปๆมาๆผักบุ้งแทบไม่มี

ส่วนทีนี้นอกจาก 4 ข้อที่ผมได้สรุปไว้ ว่า
----
1. เรื่องฟิกฮฺอย่าเข้าใจว่าเป็นความแตกแยก เพราะในหมู่ชาวซุนนะฮฺเขาต่างยอมรับกันครับ
ถ้าต่างคนต่างมีหลักฐานและเข้าใจไปตามนั้น(อย่างตรงไปตรงมา)

2. ขอหลักฐานที่ว่าสลัฟนั้นปฏิเสธศิฟาตของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอาน (คิดซะว่าเพื่อเป็นวิทยาทาน)

3. ขอหลักฐานว่าสลัฟคนใดได้แบ่งประเภทของบิดอะฮฺเป็นคนแรก

4. ให้เข้าใจว่าประเด็นของเราคือตกลงอะกีดะฮฺแบบไหนคือของสลัฟกันแน่ แนวทางแบบไหนคือของสลัฟกันแน่
ไม่ใช่เป็นการพูดถึงหรือโจมตีอุละมาอฺยุคหลัง(อิบนุตัยมียะฮฺ เชคบินบาส เชคอัลบานีย์) นี่คือประเด็น

------------------------------------------------------------------------
นั่นคือสรุปไอ้ที่ยาวๆของคราวก่อน
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.38.13


No. : 7275
ข้อความ: ประเด็นสำคัญที่เราสามารถจับจุดได้ก็คือเรื่อง นิยามของคำว่า "วะฮาบีย์"
ซึ่งมีความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป

1.) กลุ่มนักวิชาการต่างประเทศและกลุ่มนักเรียนนอกสายอัชชารีย์
โดยสรุปก็จะเข้าใจว่าวะฮาบีย์คือแนวใหม่ที่ไม่เอามัซหับ เชื่อในอาตมันของอัลลอฮฺ
ต้นกำเนิดสายมาจากอิบนุ ตัยมียะฮฺ และมาก่อตั้งลัทธิโดยมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ
2.) กลุ่มซูฟีจะเข้าใจตามแบบทิศทางประวัติตามข้างต้นเช่นกัน แต่เนื่องจากซูฟีเป็นคนละแนวกับอัชชารีย์
ซูฟีบางกลุ่มจึงเข้าใจว่าวะฮาบีย์คือพวกปฏิเสธเรื่องภายใน หรือเชื่อเรื่องเร้นลับ
และเข้าใจคำว่าชีริกผิด ซึ่งสื่อกลางและวัตถุมงคล(บะรอกัต) วะฮาบีย์ก็บอกชีริก
3.) กลุ่มชีอะฮฺจะหยิบประวัติจากที่อะชาอิเราะฮฺกล่าวถึงเนี่ยแหละครับ แล้วเอาไปเรียบเรียงในแบบของเขาว่า
อะฮฺลุซซุนนะฮฺสืบเชื้อสายมาจากพวกคอวาริจที่ต่อต้านท่านอาลี กำเนิดในราชวงศ์มุอาวียะฮฺ
มี 4 มัซหับ แต่ในต่อมาก็มีอีกพวกเกิดมาเรียกว่าวะฮาบีย์
ซึ่งเข้าใจคำว่าชีริกผิดและหุก่มกลุ่มอื่นว่ากาเฟรฺ (ชีอะฮฺจะมีหลักอะกีดะฮฺคล้ายๆซูฟีครับ เพราะที่มาเดียวกัน)
4.) กลุ่มมุสลิมบะดะอึ๊! หรือ บดอ คนยาเฮลในเมืองไทยเรานี้ครับ ทางกรุงเทพก็จะเรียกคณะใหม่
(บางคนเรียกไอ้พวกขี่อูฐ หรือไอ้พวกซุนนะฮฺ) ทางใต้จะเรียกมูดอ หรือวะห์บี!
คำนิยามของพวกเขาหมายถึง กลุ่มที่ปฏิบัติไม่เหมือนตนที่เคยทำมา จึงทำให้สร้างความแตกแยก
5.) กลุ่มนักวิชาการตะวันตกและนักวิชาการทั่วโลกที่เสพข่าวจากตะวันตก
จะเข้าใจว่าวะฮาบีย์หมายถึงพวก fundamentalist หรืออิสลามแบบรากเหล้าสมัยศาสดามุฮัมมัด
เป็นพวก extremist หรือหัวรุนแรง เคลื่อนไหวเพื่อสร้างระบบคอลิฟะฮฺ และต่อต้านโลกศิวิไลย
ต่อต้านเสรีภาพและสิทธิสตรี ต่อต้านระบบประชาธิปไตย
จึงก่อการร้ายไปทั่วโลกเพื่อทำญีฮาดกับคนที่ไม่ใช่มุสลิมที่นิยมในเสรีภาพ (นั่นเขาสร้างimageแบบนั้น)
ส่วนคำว่ามัซหับและเหตุกำเนิดมัซหับนั้นเขาไม่เข้าใจ เขาถือว่าวะฮาบีย์เป็นสำนักฮัมบาลีย์

ถือว่ามั่ว!ทั้งหมดครับ สังเกตไหมครับ ทุกกลุ่มเกลียดและต่อต้านวะฮาบีย์!
แต่ในขณะเดียวกันแต่ละกลุ่มก็เข้าใจและรู้จักวะฮาบีย์แตกต่างกันออกไป!

จะไล่เป็นข้อๆ
กลุ่ม 1. เข้าใจศาสนาผิดครับ อย่างที่ได้เสนอบ่อยๆว่ามัซหับนั้นไม่สำคัญหรอกครับ ศาสนานั้นไม่ได้ใช้ให้ยึดมัซหับ
แต่ก็ไม่ได้ห้ามให้ตามมัซหับ ที่ห้ามก็คือตะอัศศุบเท่านั้น ส่วนใครจะใช้มัซหับเป็นสะพานไปสู่ซุนนะฮฺ
หรือใครจะตามอุละมาอฺไหน จะตามทั้งหมด หรือตามคนใดคนหนึ่ง นั่นก็คือสิ่งที่สละฟุซซอและฮฺเขาเข้าใจ
แต่ถามว่ามุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบไม่มีมัซหับหรือครับ เปล่า!
เขาก็ตามอิมามอะหฺมัด ตามที่ตรงกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺ ส่วนที่ไม่ตรงก็ไม่ตาม
นี่ก็คือสิ่งที่สลัฟและชนรุ่นต่อมาเขากระทำกัน
อิมามนะวาวีย์ค้านอิมามชาฟิอีย์ในบางเรื่อง อิมามฆอซาลีย์ก็ค้านอิมามชาฟิอีย์ในบางเรื่อง
อิมามกุรตูบีก็ค้านอิมามมาลิก และอีกมากมายเลยครับ เล่าตัวอย่างแต่ละอุละมาอฺน่ะไม่จบแน่
เขาก็ถือกันมาแบบทั้งนั้น ใครอย่าได้บอกนะครับว่าวะฮาบีย์ไม่มีมัซหับ
ก็อิบนุ อับดุลวะฮาบและลูกศิษย์ในเครืออัลเชค ..เชคบินบาสใครต่อใครก็ฮัมบาลีย์ครับ
ส่วนคนที่จะดำเนินรอยตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺให้เพียวๆที่สุดเท่าที่ทำได้ ต้องเลิกตะอัศศุบมัซหับครับ
เพราะไม่งั้นมันจะกลับไปสู่ยุคตักลีด ยุคบิดอะฮฺที่เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยศคตวรรษที่ 4-5 เรื่อยมา
ส่วนหลักอะกีดะฮฺนั้นเผอิญน่ะขอกลุ่มอัชชารีย์ก็ไม่เหมือนของซุนนะฮฺ แล้วก็ไม่เคยรู้จักด้วย
เพราะไปจบอยู่แค่ที่ตำราสุดท้ายอิมามอัชชารีย์
แต่ไปจบไม่สุดที่กิตาบุลลออฮฺและซุนนะฮฺในการอธิบายของซอฮาบะฮฺและบรรดาสลัฟทั้งหลาย
ก็เผอิญน่ะอิบนุ ตัยมียะฮฺเขาสอนอะกีดะฮฺไม่เหมือนกับอุละมาอฺปลายศตวรรษที่ 3 หรือ 4 5 เรื่อยมา
แต่เขาสอนแบบเดียวกับสลัฟ ไอ้คนที่มันดื้อไม่ยอมรับมันก็ไปบอกว่าเขาอะกีดะฮฺเพี้ยน
แล้วเผอิญน่ะวะฮาบีย์ก็สอนแบบสลัฟเหมือนกัน(ก็อะฮฺลุซซุนนะฮเหมือนกันนี่) ก็ไปว่าเขาเพี้ยน
ตัวเองไม่ยอมแหกขี้ตาไปดูว่าสลัฟเขาสอนยังไง อิมามทั้ง 4 หรือทั้ง 6 หรือทั้ง 70 หรือ 100(ไม่ใช่มีแค่ 4 มัซหับ)
ไปดูซิว่าเขาสอนยังไง
(แต่จะนำเสนอหลักอะกีดะฮฺสลัฟในวโรกาสต่อไป อินชาอัลลอฮฺ)

กลุ่มที่ 2. ซูฟีเข้าใจผิดครับ วะฮาบีย์ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องภายใน ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเร้นลับ
แต่เรื่องเร้นลับไม่มีใครรู้นอกจากอัลลอฮฺ ซึ่งกุรอานยืนยัน ส่วนคนที่อ้างว่ารู้คือโกหก หรือไม่ก็ชัยฏอนหลอก
เราจะรู้เรื่องบางเรื่องได้เฉพาะที่อัลลอฮฺให้วะฮีย์มา ซึ่งจบลงที่นบีมุฮัมมัด แต่ซูฟีเข้าใจผิดว่าวะฮีย์ลงมาอีกเรื่อยๆ
ส่วนเรื่องชีริก วะฮาบีย์ก็อธิบายตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺในความเข้าใจของสลัฟ
คำว่า "สื่อ" ในกุรอานที่ให้แสวงหาสื่อ ซูฟีตีความเอง ซึ่งแตกต่างจากที่ซอฮาบะฮฺอธิบาย
ซึ่งนบีสอนพวกเขามาเฉพาะอะกีดะฮฺอย่างเดียว 13 ปี!

กลุ่มที่ 3. จะนำเสนอเรื่องชีอะฮฺในวโรกาสต่อไป

กลุ่มที่ 4. บะดะอึ๊ ได้นำเสนอมามากแล้ว

กลุ่มที่ 5. อธิบายไปแล้ว


ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.38.13


No. : 7276
ข้อความ: "อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ" เป็นชื่อที่ทุกคนอยากจอง ไม่ใช่แค่กลุ่มบะดะอึ๊ ไม่ใช่อะชาอิเราะฮฺ
ขนาดชีอะฮฺเองยังเขียนหนังสือว่า "ชีอะฮฺคือซุนนะฮฺที่แท้จริง"

ดังนั้นใครจะเรียกตัวเองยังไง ใครจะเรียกตัวเองยี่ห้อไหน อัลลอฮฺไม่ได้ตัดสนตามนั้นครับ
ผมเองกระดากและละอายที่จะเรียกตัวเองว่าอะฮฺลุซซุนนะฮฺ (และละอายแทนอีกหลายๆคน)
เพราะอุละมาอฺเขาบอกว่าอะฮฺลุซซุนนะฮฺคือกลุ่มที่รอดพ้น กลุ่มที่จะได้กินน้ำบ่อนบี (บางคนนบีตักให้กับมือ)
ดังนั้นจึงจะต้องเจริญตามรอบเท้านบีทั้งอะกีดะฮฺ แนวคิด วัสัยทัศน์(ไม่รับแนวคิดอื่นที่ไม่ใช่อิสลาม)
เรื่องอิบาดะฮฺ ขั้นตอนพิธีของอิบาดะฮฺ อัคลาคและชีวิตประจำวัน
และที่สำคัญคือคนทำบิดอะฮฺ(อิบาดะฮฺออกนอกลู่นอกทางไม่ตรงซุนนะฮฺนบี) ก็ไม่ได้กินน้ำบ่อนั้น
และลูกรั้งไว้ไม่ให้เข้าสวรรค์ แถมถูกนบีไล่อีกต่างหากวันนั้น
อาจเป็นตัวเราเอง ..(รึเปล่า)

ดังนั้นใครจะแอบอ้างตัวเป็นอะฮฺลุซซุนนะฮฺ และเรียกอะฮฺลุซซุนนะฮฺในชื่ออื่น(เช่นวะฮาบีย์)
อัลลอฮฺก็ไม่ได้พิจารณาตัดสินตามชื่อเรียกนั้นๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องแย่งชื่อกัน และไม่ต้องสาดโคลนกัน

แต่ประเด็นคือ แนวไหน? ใครแท้ไม่แท้ ..ขอหลักฐานครับ!! หลักฐาน!!
รอมานานแล้ว
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.38.13
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Sat Dec 24, 2005 9:29 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7220
ข้อความ: เรามาดูกันว่า นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ซึ่งเป็น จุฬาราชมนตรี คนปัจจุบัน ได้กล่าวไว้อย่างไรเกี่ยวกับ “ วะฮาบีย์” :

“ แต่เดิมในสังคมไทยนี้ เนื่องจากข้อจำกัดของนักวิชาการมุสลิมยังมีอยู่น้อยหรือ มีอยู่บ้าง ส่วนใหญ๋ก็มักจะไม่มีความถนัดในการใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับ อิสลามให้สังคมได้เข้าใจ ซึ่งด้วยข้อจำกัดความเหล่านั้น” วาทกรรม” อันเกี่ยวข้องกับอิสลาม จึงถูกถ่ายทอดจากนักวิชาการชาวไทยโดยการแปลจากสื่อตะวันตก องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับอิสลามที่หล่อหลอมขึ้นในสังคมไทย จึงผิดพลาดคลาดเคลื่อนมีให้เห็นอยู่เสมอๆเช่นกัน
ในบรรดาวาทกรรมเกี่ยวกับอิสลามที่มีความเข้าใจผิดกันอยู่เสมอๆนั้น คำว่า “ วะฮาบีย์” ดูเหมือนจะเป็นคำหนึ่ง ซึ่งในระยะหลังนี้มีการกล่าวถึงกันบ่อยครั้ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันว่า “ วะฮาบีย์” ก็คือลัทธิความเชื่อที่เผยแพร่โดยมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ทั้งนี้โดยได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์ซาอุดี แต่จากข้อมูลที่นำเสนอจากนักวิชาการสองท่าน คือ ซุฟอัมอุษมาน และอุษมานอิดริส ในหนังสือเล่มนี้โดยได้นำเสนอในรูปแบบงานศึกษาค้นคว้าทางวิชาการและมีการอ้างอิงที่มาของข้อมูลได้ลุ่มลึกเป็นที่น่าพอใจยิ่ง องค์ความรู้ใหม่ต่อความเข้าใจในเรื่อง “ วะฮาบีย์” นี้จะมีผลต่อความเข้าใจผิดที่มีมาช้านานและทำให้ความเข้าใจในเรื่องนี้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในทัศนะของข้าพเจ้าจึงขอชื่นชมนักวิชาการทั้งสองนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะผลงานชิ้นนี้ไม่เพียวขยายองค์ความรู้ทางด้านอิสลามศึกษาให้กวางขวางขึ้นเท่านั้น แต่คือการให้ข้อเท็จจริง และให้ความยุติธรรมกับนักปฏิรูปศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 20 อย่างมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ ท่านนี้ด้วย
อนึ่งในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ มีเหตุการณ์หลายอย่างที่สื่อไปในทางของการแสดงความรุนแรง ทั้งนี้สำแดงออกมาในนามของอิสลามและนามของขบวนการต่างๆเหล่านี้ ก็มักผูกโยงกับคำหรือวาทกรรมในทางศาสนา เช่น ญิฮาด ,เตาฮีด , ฮิซบุลลอฮฺ ,ยามาอะห์อิสลามียะห์ เป็นต้น ซึ่งขบวนการเหล่านี้มักสำแดงไปในทางของการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข่าวสารในเรื่องนี้ได้รับการประโคมโดยสื่อตะวันตก ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลามถูกวาดให้เป็นศาสนา แห่งความรุนแรงและไร้เหตุผล ซึ่งถิอเป็นเรื่องน่าหวั่นวิตกอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าเห็นว่าสถานการณ์อันวิกฤตต่ออิสลามในเวลานี้ จำจะต้องอาศัยความ ร่วมมือจากหลายฝ่ายช่วยกันชี้แจงทำความเข้าใจ อย่างน้อยในชั้นต้นนี้ต่อมุสลิมเองจะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ประทานให้มนุษยชาติเพื่อสร้างสันติภาพและความยุติธรรม ให้เกิดขึ้นในโลก เป็นศาสนาที่เพียบพร้อมด้วยเหตุผล ฉะนั้นพฤติกรรมใดๆก็ตามที่สื่อแสดงไปในทางความรุนแรง นั้นมุสลิมจะต้องช่วยกันหยุดยั้งและยับยั้ง
ในอีกทางหนึ่งจะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่บุคคลทั่วไปให้เห็นถึงเจตนารมณ์และอุดมการณ์ที่แท้จริงของอิสลาม แก้ไขการบิดบือน ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในหมู่ชนเหล่านี้ให้เข้าใจถูกต้องซึ่งในบรรดาหนังสือต่างๆที่พิมพ์เผยแพร่อยู่ในเวลานี้ หนังสือ “ ขบวนการวะฮาบีย์ นิยามและความหมาย” เล่มนี้ได้ทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่งอย่างน้อยที่สุดผู้อ่านจะเข้าใจคำว่า “ วะฮาบีย์” ชัดเจนยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้ขอส่งความปรารถนาดีและขอให้กำลังใจนักวิชาการทุกท่านที่ทำงานอุทิศเวลา กำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ทำงานรับใช้อิสลามทุกคน “

( นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์)
จุฬาราชมนตรี

ผู้ส่ง: เรียนรู้ : IP : 58.10.183.242


No. : 7221
ข้อความ: และ ดร.จรัญ มะลูลีม :

“ หนังสือ “ ขบวนการวะฮาบีย์ นิยามและความหมาย” ซึ่ง เรียบเรียงโดย ซุฟอัม อุษมาน, อุษมาน อิดรีส โดยมีนักวิชาการด้านศาสนาอิสลามคือ ผศ.ดร. อิสมาแอล อาลี, ผศ.ดร. อับดุลเลาะห์ หนุ่มสุข และ ดร. อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา เป็นบรรณาธิการที่ปรึกษา นับเป็นงานที่มีความสำคัญร่วมสมัยและเป็นงานในรูปหนังสือเล่มแรกที่มีความหมายจะอธิบายถึงสิ่งที่เรียกว่าขบวนการวะฮาบีย์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ระยะใกล้โดยเฉพาะ หลังเหตุการณ์ณ์ 9/11 ถูกนำเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องของความสุดโต่ง รุนแรง และถูกอ้างว่าอยู่เบื้องหลังแนวความคิดดังกล่าว ความคิดนี้ถูกจุดประกายและขยายตัวออกไปทั่วโลกท่ามกลางความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ศาสนา และการแย่งชิงทรัพย์ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง โลกมุสลิมต้องตกอยู่ภายใต้การตั้งรับ การเอารัดเอาเปรียบการล่าอาณานิคมยุคใหม่ การอ้างความชอบธรรม ในการรุกรานด้วยคำว่า ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและตลาดเสรี
หนังสือ “ ขบวนการวะฮาบีย์ นิยามและความหมาย” ถูกนำเสนอด้วยการจักลำดับขั้นตอน ตั้งแต่ที่มา คำสอน การบิดเบือน และกระแสวะฮาบีย์ในปัจจุบัน รวมทั้งการนำเอาคำสอนที่แท้จริงของอิสลามที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรง การคร่าชีวิตมนุษย์มากล่าวถึงได้อย่างครอบคลุมเป็นวิทยาศาสตร์
หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้นอกจากจะอยู่ที่การเปิดเผยคำสอนที่แท้จริงของ มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบแล้ว ยังอยู่ที่การอธิบายถึงแนวทางของ มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ กับมุสลิมในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการสร้างความเข้าใจให้แก่คนร่วมสังคมและต่อความคิดของผู้คนที่มีต่อสถานการณ์ความรุนแรงในที่ต่างๆของโลกรวมทั้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยว่ามิได้มาจากกระแสที่ถูกเรียกว่า วะฮาบีย์แต่อย่างใด
หนังสือ “ ขบวนการวะฮาบีย์ นิยามและความหมาย” จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จำนำเอาความสันติสุขและการอยู่ร่วมกันโดยสันติมาสู่สังคมไทย หลังจากทุกภาคส่วนของสังคมโดยรวมอยู่ในหนทางแห่งความร่มเย็นเป็นสุข และมีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมต่อไปชั่วนิรันดร์สมัย “
ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่น
ดร.จรัญ มะลูลีม
ในนาม สนพ.อิสลามิคอะเคเดมี

( จากหนังสือ “ ขบวนการวะฮาบีย์ นิยามและความหมาย” )

ผู้ส่ง: เรียนรู้ : IP : 58.10.183.242


No. : 7298
ข้อความ: สรุปคือรอให้คุณอัซฮารีกลับมาตอบ ก็ปรากฎว่ากลับมาก็ไม่ได้ตอบคำถามนะครับ
ส่วนจากข้อความที่คุณโพสต์มาตั้งแต่ no. 7288 - 7297 ผมเห็นด้วยทิ้งสิ้นเลยครับ
และก็เดิมๆซ้ำๆที่ใครๆต่างก็ยกมา รวมทั้งผมเอง (อาจเพราะคุณไม่ได้ติดตามกระทู้เว็บนี้อย่าที่ถ้วน)
เรื่องการยกเหตุการณ์ซอฮาบะฮฺเห็นไม่ตรงกันกับคำสั่งห้ามละหมาดจนกว่าจึงถึงเผ่ากุร็อยเซาะฮฺ
เขาใช้กันมาตั้งแต่ต้นเริ่มกระทู้ของเว็บนีแล้ว และล่าสุดที่ผมตอบคุณไปผมก็ได้ยกตัวอย่างนี้เช่นกัน

แต่ขออีกครั้งดียวครับ ให้ช่วยเป็นผู้อ่านผู้ฟังที่ดีนะครับ จะได้ไม่ต้องพูดอะไรซ้ำๆเรื่องเดิมๆ
เพราะคนที่เขาตั้งใจติดตามอ่านขาเข้าใจดีว่า ยังไงก็ไม่พ้น 4 ข้อที่ผมวางไว้

1. เรื่องฟิกฮฺอย่าเข้าใจว่าเป็นความแตกแยก เพราะในหมู่ชาวซุนนะฮฺเขาต่างยอมรับกันครับ
ถ้าต่างคนต่างมีหลักฐานและเข้าใจไปตามนั้น(อย่างตรงไปตรงมา)

2. ขอหลักฐานที่ว่าสลัฟนั้นปฏิเสธศิฟาตของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอาน (คิดซะว่าเพื่อเป็นวิทยาทาน)

3. ขอหลักฐานว่าสลัฟคนใดได้แบ่งประเภทของบิดอะฮฺเป็นคนแรก

4. ให้เข้าใจว่าประเด็นของเราคือตกลงอะกีดะฮฺแบบไหนคือของสลัฟกันแน่ แนวทางแบบไหนคือของสลัฟกันแน่
ไม่ใช่เป็นการพูดถึงหรือโจมตีอุละมาอฺยุคหลัง(อิบนุตัยมียะฮฺ เชคบินบาส เชคอัลบานีย์) นี่คือประเด็น

4 ข้อนี้ฉายเป็นครั้งที่สาม

ซึ่งข้อ 2 และ 3 เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ ไม่มีโอกาสเลี่ยง เพราะถ้าเลี่ยงไม่ตอบหมายถึงอะชาอิเราะฮฺ "จนมุม"
และคำตอบนี้จะต้องอย่าลืมว่าไม่ให้วกกลับไปติดบ่วงในข้อ 1 และ 4
แต่ปรากฏว่ารอมานานแล้วก็ยังไม่ได้หลักฐานนะครับ นอกจากจะได้แต่คำกล่าวอ้างลอยๆถึงประวัติความเป็นมา
ซึ่งก็ไม่รู้ใครเป็นผู้ริเริ่มเรียบเรียงให้ดูสวยหรูเป็นคนแรกว่าวะฮาบีย์เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นใหม่
และมัซหับสลาฟียะฮฺก็ไม่ใช่แนวสลัฟที่แท้จริงหรอก! อะไรทำนองนั้น
แต่ทั้งหมดคือรอคำตอบคือหลักฐานจากสลัฟ! ไม่ใช่การกล่าวโจมตีวะฮาบีย์ (ซึ่งคนละประเด็น)
ดังที่ผมได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับนายกทักษิณซึ่งตอบคำถามสนธิไม่ได้ แต่ดันไปโจมตีสนธิแทน
ซึ่งอันนี้ไม่ถือว่าเป็นคำตอบที่เขาถามครับ!



No. : 7307
ข้อความ: บังอะซันพูดว่า

แล้วสบประมาทว่า พวกนี้คงโง่ไม่มีอะไร จึงท้าทาย น้องอัล-อัซฮารีย์ และคณะ เข้าไปเว็บใหนก็ท้าทายตลอด แต่พอเขาตอบ ก็หาว่าลำเอียงบ้าง หาว่าไม่เป็นกลางบ้าง หาว่า โกหก บิดเบือนบ้าง เพราะฉะนั้น หากถูกประนามบ้างก็ควรจะโทษตัวเอง ไม่ควรโทษผู้อื่น และไว้น้องเรียนจบมา แล้วกลับมาเมืองไทย แล้วค่อยมาท้าใหม่มันไม่สายเกินไปมิใช่หรือ


ผมอ่าเว็ปด้วยความเป็นกลางนะ บังอะซัน ที่ผ่านมา

ฝ่ายบังอะซันเช่น คุณ IRFคุณ นพ คุณอารัด ชอบใช้คำหยาดเป็นส่วนมากเวลา
สนทนา โดยเฉพาะ ชอบด่าว่าคนนั้นมันโง่ระยำ ควาย บดอ บังอะซันลองอ่านกระทู้เก่าๆซิ

บังนะเข้าฝ่ายพวกเดียวกันอยุ่แล้ว จาการสังเกตุที่เป็นกลาง

คุณมูฮำมัด คุณอัลอัชอารี คนอยากรู้ ฯลฯ น้อยมากจะใช้คำหยายก่อน

ตัวอย่างเช่น..ที่1...คุณอารัช กับคุณสามารถแต่ใช้คำหยาบด่าโตะครูบางคน ถือว่าไม่สมควร ยิ่ง แต่ก็ไม่ย่าแปลกใจเพราะคุณอารัช เขาไม่มีโตะครูผ฿ชี้นำแนวทางอยู่แล้ว คงจะได้ความรู้จขากการศึกษาเองทั้งหมด เลยไม่อาศัยผู้ที่มีความรู้แบบโตะครู

ตัวอย่างที่ 2 คุณไออาเอฟ กล่าวว่าเปรียบเทียบคนอยากรู้คนนราธิวาส
ด้วยคำว่า ไอ้โง่ สอนไม่จำเหมือนพวกควาย ไอ้พวกบดอ

ตัวอย่างที3 คุณนพ ก็ใช้คำรุนแรงและเปรียบกับความหมายที่หยาบคาย

บังอะซัน บอกว่า

...เรื่องของการใช้อารมณ์ นั้น ทุกคนมีวุฒิภาวะพอที่จะรู้ว่า อะไรควร หรือไม่ควร ที่ผมไม่ห้าม เพราะพวกคุณเข้ามาสนทนาในลักษณะประกาศความเป็นคูอริหรือ ปฏิปักษ์ กับ กลุ่มที่พวกคุณประณามว่า “ พวกคณะใหม่” พวกวะฮบีย์” พวกคุณใช้คำว่า “พวก”นำหน้าตลอด อันนนี้เกิดจากการอคติของพวกโต๊ะครู รุ่นก่อนบางคน ที่ใส่ร้ายและปลูกฝังคนรุ่นหลัง ว่า “พวกที่พวกเขาเรียกว่า” พวกวะฮบีย์” เป็นพวกหลงผิด ผมเจอกับการใส่ร้ายแบบนี้มาตลอด เด็กบางคนยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลย ก็รู้จักคำว่า “พวกคณะใหม่แล้ว” นี่เป็นฝีมือของใคร แล้วคุณมุหัมหมัดและน้องอัลอัซฮารีเข้ามาตอกย้ำ ตลอด ผมจึงถือว่า คุณ เอารัช ด่านั้น มันสมน้ำสมเนื้อ แล้ว อันที่จริงคนที่ประณามคนที่เผยแผ่ อัล-กุรอ่านและอัสสุนนะฮ น่าจะได้รับการตอบแทนยิ่งกว่า คำด่าว่า”ริยำ” เสียอีก ส่วนคุณไม่นับถือ ก็ไม่ไม่เป็นไร เพราะผมทำงานศาสนามา เกือบยี่สิบปี โดยไม่ได้หวังให้ใครนับถือ แต่ ก็มีคนศึกษาศาสนาจากผมมามากมาย ทุกระยะ

บังเป็นคนแก่อายุก็มากเกือบ60ปีแล้วไม่น่าจะสนับสนุนการตอบโต้ที่ใช้คำผรุสวาท
ในการเพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะและความสะใจ.

บังอ้างว่าบังคือผู้ปฏิบัติตามคนในยุคสะลัฟทุกอย่าง ท่านบีสอนอะไรและห้ามอะไร
ก็จะทำตามและจะอดทนแม้กระทั่งกัดฟันกราก็ตาม

แล้วที่ท่านนบีสอนถึงมารยาททีประเสริฐ บังและคณะเก็บไว้ตรงไหน
ที่ท่านบีไม่สอนทำไม นำมาใช้ เช่นคำหยาบคาย
ลองยกหลักฐานจากอัลฮาดีสสักบทซิบัง คำที่ท่านนบีใช้คำหยาบผู้ที่กระทำคว่ามผิด หรือผู้ที่บังคิดว่าพวกทำบิดอะ.แล้วต้องด่าว่าเขาแบบหยาบคายตอบแทน

ที่แสดงความเห็นมานี้ ไม่ใช่เข้าข้างฝ่ายใด ..เลย..บังอย่าเข้าใจผิด

การสงสัยหรือเข้าใจผิด มันก็บาปมิใช่หรือบังครับ

วัซลาม



ผู้ส่ง: ซอบัรว์ : IP : 203.113.0.19
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Sat Dec 24, 2005 9:51 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7369
ข้อความ: เห็นกระทู้คนเข้ามาเล่นเยอะใช้โชว์ภูมิกันเยอะมาก นี่อ่านอย่างเดียวก็ปวดตาแล้ว
จะเข้ามาคุยด้วยก็ไม่มีเวลา แถมดูแล้วถ้าเราคุยด้วยเค้าก็คงจะไม่รับฟัง คุณมุหัมมัดจะเอาตัวเองถูกอย่างเดียว
แต่เตือนตรงๆว่าความรู้ยังระดับที่ไม่ควรจะกล้าที่จะยกวิชาการมาเกทับกัน
แล้วมั่วด้วยครับ ยังเดินหลงๆอยู่ จับต้นชนหลายไม่ถูก โยงกันมั่วหมด มีอะไรต้องเรียนเพิ่มอีกเยอะเลยครับ
แทนที่ว่าน่าจะพิจารณาตนเองว่าระดับเราเนี่ยแค่ยกหลักฐาน ยกอะไรมาสอนกันเตือนกันก็พอแล้วครับ

นี่แหละครับที่ปราชญ์เค้าบอกว่าความรู้มี 3 level ไอ้จำพวก level ล่างสุดนี่ชอบโอ้อวดในความรู้
อิมามฆอซาลีย์แกเคยเป็นจอมเถียงอย่างนี้แหละ พอดียุคนั้นเป็นศตวรรษแห่งความแตกแยก
เป็นยุคแห่งการกำเนิดการแบ่งแยกมัซหับ ไม่ใช่เป็นการศึกษาตามอุละมาอฺแบบในยุคสลัฟ
ไม่ใช่ใช้มัซหับเป็นสะพานไปสู่สุนนะฮฺ แต่เป็นยุคของการตะอัศศุบมัซหับและตักลีด
อิมามฆอซาลีย์แกบอกว่าพวกนักฟิกฮฺแต่ละมัซหับหยิบยกความรู้มาตีกัน ดึงตัวบทหลักฐานมาประชันกัน
ดึงวิชาความรู้มาประชัน เพื่อจะเอาชนะกันระหว่างมัซหับ หรือแม้แต่มัซหับเดียวกันเองแต่มันก็มีทัศนะย่อยๆอีก
แกเบื่อครับ เลยปลีกวิเวกออกมา ผมใช้ศัพท์แบบนี้แหละครับ เพราะมุสลิมจะได้ไม่เอาอย่าง
ว่าถ้าเราเบื่ออะไร เหนื่อยหน่ายต่ออะไรก็ต้องศอบัรฺ ไม่ใช่ฉีกกระแสออกไปเป็นตะเศาวุฟหรือศูฟีย์มันซะเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราศึกษาประวัติและวิเคราะห์ เราเห็นจากภาพที่มันเกิดมาตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน
เราก็จะเห็นได้ว่าการตักลีดและการตะอัศศุบนั้นเป็นเหตุสำคัญในเรื่องความแตกแยก
ฝ่ายที่ยึดติดมัซหับนั้นสร้างความแตกแยกให้โลกมุสลิมมาตลอด
มันก็เลยมีหลายกลุ่มที่ต้องการแก้ปัญหา โดยที่พยายามเรียกร้องให้มุสลิมกลับไปสู่สุนนะฮฺอันบริสุทธิ์
ราวกับว่านบีพึ่งตายไป และเราก็อยู่ร่วมกับบรรดาเศาะหาบะฮฺและตาบิอีน หรือที่ถูกเรียกว่าสะลาฟียะฮฺ
แต่ก็กลับกลายเป็นว่าแม้แต่กลุ่มที่ต้องการกลับไปสู่ความสามัคคีที่แท้จริง
ต้องการละทิ้งมัซหับและการเล่นพรรคเล่นพวก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน
ก็กลับกลายเป็นว่าถูกโจมตีว่าเป็นลัทธิใหม่วะฮฺฮาบีย์ หาว่าเค้ามาสร้างความแตกแยก
ทั้งที่ตัวเองนี่แหละครับชอบทะเลาะอันดับหนึ่งเลย ดื้อดึงและด้านดื้ออันดับหนึ่งเลย ไม่รับฟังใคร
แต่ตัวเองกลับโยนความชั่วให้คนอื่นว่าสร้างความแตกแยก
ผู้ส่ง: nop : IP : 58.11.70.51


No. : 7430
ข้อความ: เอาล่ะ เข้าเรื่อง

ผมได้พยายามติดตามอ่าน ติดตามรอคำตอบ ก็ได้เห็นการสนทนาระหว่างครูอะซันกับคุณมุหัมมัด
จะเห็นได้ว่ายังไงก็หนีไม่พ้นกับดักที่ผมวางไว้ 4 ข้อ

>>
1. เรื่องฟิกฮฺอย่าเข้าใจว่าเป็นความแตกแยก เพราะในหมู่ชาวซุนนะฮฺเขาต่างยอมรับกันครับ
ถ้าต่างคนต่างมีหลักฐานและเข้าใจไปตามนั้น(อย่างตรงไปตรงมา)

2. ขอหลักฐานที่ว่าสลัฟนั้นปฏิเสธศิฟาตของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอาน (คิดซะว่าเพื่อเป็นวิทยาทาน)

3. ขอหลักฐานว่าสลัฟคนใดได้แบ่งประเภทของบิดอะฮฺเป็นคนแรก

4. ให้เข้าใจว่าประเด็นของเราคือตกลงอะกีดะฮฺแบบไหนคือของสลัฟกันแน่ แนวทางแบบไหนคือของสลัฟกันแน่
ไม่ใช่เป็นการพูดถึงหรือโจมตีอุละมาอฺยุคหลัง(อิบนุตัยมียะฮฺ เชคบินบาส เชคอัลบานีย์) นี่คือประเด็น
<<

ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.186


No. : 7431
ข้อความ: ยังไม่มีหลักฐานไขปริศนาแต่อย่างใดว่าตกลงอะชาอิเราะฮฺใช่แนวสะลัฟหรือไม่? (นี่คือประเด็น)
ไม่พบว่มีการเสวนากันเรื่องนี้ แต่เป็นการยกตำรามาโปะ ยกหนังสือมาแปะ
ชาวบ้านดูแล้วนึกว่าโอโหย! นี่ความรู้เลยเนี่ย ..ไม่ใช่ครับอย่าหลงประเด็น
ผู้อ่านท่านใดมีเซ็นส์หน่อยจะจับจุดได้ว่าคุณมุหัมมัดพูดอะไรมาก็ไปติดบ่วง 4 ข้อที่ผมวางไว่
และไม่ได้ตอบคำถามนี้แต่อย่างใด

ส่วนเหตุใดที่ต้องถามคำถามนี้และเน้นตรงนี้เหรอครับ ..คำตอบคือเป็นคำถามฆ่าอะชาอิเราะฮฺให้ตายทั้งเป็น!
ก็อยู่ๆคิดดูครับมีชาย 2 คนมีนามว่ามุหัมมัดและอัซฮารี ผู้ซึ่งมั่นใจกับสถาบันที่ตนเองเรียน
ซึ่งอุละมาอฺที่ตนเรียนนั้นสอนแนวอัชอารีย์ ซึ่งทั้งสองมั่นใจว่านี่คือแนวทางสลัฟ(หรือซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ)
และได้นำมาเสนอในเว็บวะฮาบีย์(มรดกและมุรีด)ว่า อะชาอิเราะฮฺคือแนวสลัฟที่แท้จริง ส่วนวะฮาบีย์ไม่ใช่

ดังนั้นผมจึงวางบ่วงง่ายๆไว้ 4 ข้อ ซึ่งเป็นคำถามง๊ายง่าย และคำตอบควรจะออกมาง๊ายง่าย
ข้อ 1.นั้นผมวางไว้เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาออกนอกประเด็น
เพราะอุละมาอฺแต่ละคนแต่ละที่จะมีทัศนะแตกต่างกันไป ของสะอุดีย์เขาก็จะมีฟัตวาออกมาคล้ายๆกัน
ยิ่งถ้าเป็นศิษย์เชคบินบาส เชคอุษัยมีนก็จะออกมาสเต็ปเดียวกันหมด
ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องฟิกฮฺครับ ไม่ใช่ว่าถ้าเข้าใจเรื่องฟิกฮฺแบบนี้เป็นอะชาอิเราะฮฺ
หรือถ้าเป็นอย่างนี้วะฮาบีย์ ไม่เกี่ยวเลยครับ! คนละเรื่อง หลงประเด็นไปไกลเลยครับ

ส่วนข้อ 2.นี่แหละครับคือคำถามพี่น้องต้องช่วยกันติดตามคำตอบ
เพราะสองท่านนี้ก็มีความเข้าใจไม่แตกต่างอะไรไปจากอะชาอิเราะฮฺหัวโบราณ
ที่หลับหูหลับตายึดติดแนวทางของตน ไม่ลืมหูลืมตาดูว่าว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เขาเข้าใจเหมือนกลุ่มอัชอารีย์ทั่วไปว่าอัลลอฮฺไม่มีรูปกายเช่นมือ หน้า หรือประทับสถานที่หนึ่งๆได้
(มีอะกีดะฮฺเหมือนมุอฺตะซิละฮฺ และชีอะฮฺ) โดยเข้าใจว่าอัลลอฮฺมีคุณลักษณะเช่นนั้นไม่ได้เพราะไม่ใช่มัคลู๊ค!
(ตามกรอบที่สติปัญญาสามารถจะหยั่งเข้าใจ หรือตรรกะ หรือใช้ศัพท์ว่า "กินกับปัญญา"ก็ได้)
และได้บอกว่าใครที่มีความเชื่อเช่นนี้(รูปกายของอัลลอฮฺ)ก็คือพวกวะฮาบีย์ซึ่งรับต่อมาจากอิบนุ ตัยมียะฮฺ!
ดังนั้นผมจึงตั้งคำถามข้อ 2 นี้เพื่อรอคำตอบว่า ตกลงสลัฟเขาเชื่อยังไง ช่วยยกหลักฐานด้วย!
ต่อมาข้อ 3. เรื่องที่อุละมาอฺยุคหลังบอกว่าบิดอะฮฺมีประเภทหะสะนะฮฺด้วย
และคุณมุหัมมัดกับคุณอัซฮารีบอกว่าเป็นทัศนะของอุละมาอฺส่วนมากต่างหาก ไม่ใช่ส่วนน้อย
เอาล่ะ ผมไม่มีใบสำรวจสัมโนครัวว่าใครให้ทัศนะยังไง จะส่วนมากก็มากไปเหอะ
แต่ในเมื่อคุณอ้างว่าตนเองอยู่ในแนวสลัฟที่แท้จริง ผมถามว่าสลัฟคนใดล่ะที่แบ่งบิดอะฮฺไว้ว่ามีหะสะนะฮฺ
คำพูดของใครเป็นคนแรกที่หลุดปากออกมา? และถ้ามีผมก็จะได้รู้ไงว่าอ๋อเขาหมายความว่าอย่างไร
ส่วนข้อ 4. นี่ก็สำคัญ ก็เนื่องจากคุณมุหัมมัดและอัซฮารีพยายามนำเสนอว่าวะฮาบีย์หรือแนวสลาฟีย์เนี่ย
ไม่ใช่แนวสลัฟหร๊อก! แต่มันมาจากอิบนุ ตัยมียะฮฺตะหาก! แต่แนวอะชาอิเราะฮฺนี่สิสลัฟแท้ๆ!
ดังนั้นข้อพิสูจน์คือไม่ใช่ไปยกมาว่า นี่..วะฮาบีย์เหมือนอิบนุ ตัยมียะฮฺตรงนั้นตรงนี้
เพราะไอ้เรื่องนี้เขารู้กันทั่วโลกแหละครับ(ไม่ใช่รู้กันแค่ในอัซฮัร)ว่า
มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบได้สืบทอดแนวทางต่อจากเชคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ
แต่เราจะดูกันตรงนี้ครับว่า พอเอาแนวทางของอะชาอิเราะฮฺไปเปรียบเทียบกับสลัฟแล้วมันเหมือนกันไหม?
แล้วลองเอาแนวทางของวะฮาบีย์ไปเปรียบเทียบดูกับสลัฟซิว่ามันเหมือนกันไหม?
เริ่มจากอะกีดะฮฺก่อนเลยสำคัญเป็นอันดับแรก อะชาอิเราะฮฺมีอะกีดะฮฺเหมือนสลัฟไหม วะฮาบีย์ล่ะเหมือนหรือไม่?
เท่านั้นเองมันก็จะเป็นคำตอบที่ชัดเจน ไม่ต้องมีการอวดภูมิกันเรื่องอื่น ไม่ต้องออกนอกประเด็น
เอาให้มันชัดๆกันตรงนี้แหละ คนที่เขาแสวงหาความจริงเขาจะได้รู้คำตอบ

ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.186


No. : 7432
ข้อความ: สรุปง่ายๆ เข้าใจไหมครับผู้ชม?
คือถ้าพูดถึงความแตกต่างของเรื่องฟิกฮฺหรือคิลาฟียะฮฺมันก็ไปตกหลุมข้อ 1.
ส่วนถ้าจะมาพูดถึงเรื่องราวของอิบนุ ตัยมียะฮฺ เรื่องของมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เรื่องของเชคบินบาส
มันก็ไปตกหลุมที่ข้อ 4. ดังที่คุณอัซฮารีจะกลับมาพูดถึงว่าวะฮาบีย์มาจากแนวอิบนุ ตัยมียะฮฺ นั่นก็ตกหลุมอยู่ดี
(และเป็นสิ่งที่ชาวบ้านชาวช่องเขาทราบกันดี แม้แต่นักวิชาการกาเฟรฺหรือรัฐบาลของสหรัฐเองก็ตาม ไม่ใช่ประเด็น)
ดังนั้นจึงมีทางออกสำหรับอะชาอิเราะฮฺคือต้องมีหลักฐานตอบ ข้อ 2. และ 3.
ไม่งั้นที่จู่ๆมาบอกว่าอะชาอิเราะฮฺคือแนวทางสลัฟนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องเท็จ เป็นคำพูดยกเมฆ พิสูจน์ไม่ได้

ให้เข้าใจตามนี้นะครับคุณครูอะซัน อย่าไปติดบ่วงตามเขาล่ะ ต้อนเขามาให้หาหลักฐานมาตอบให้ได้นะครับ
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.186


No. : 7448
ข้อความ: อ้างอิงจากคุณไออาเอฟ

เอาล่ะ เข้าเรื่อง

ผมได้พยายามติดตามอ่าน ติดตามรอคำตอบ ก็ได้เห็นการสนทนาระหว่างครูอะซันกับคุณมุหัมมัด
จะเห็นได้ว่ายังไงก็หนีไม่พ้นกับดักที่ผมวางไว้ 4 ข้อ

>>
1. เรื่องฟิกฮฺอย่าเข้าใจว่าเป็นความแตกแยก เพราะในหมู่ชาวซุนนะฮฺเขาต่างยอมรับกันครับ
ถ้าต่างคนต่างมีหลักฐานและเข้าใจไปตามนั้น(อย่างตรงไปตรงมา)

2. ขอหลักฐานที่ว่าสลัฟนั้นปฏิเสธศิฟาตของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอาน (คิดซะว่าเพื่อเป็นวิทยาทาน)

3. ขอหลักฐานว่าสลัฟคนใดได้แบ่งประเภทของบิดอะฮฺเป็นคนแรก

4. ให้เข้าใจว่าประเด็นของเราคือตกลงอะกีดะฮฺแบบไหนคือของสลัฟกันแน่ แนวทางแบบไหนคือของสลัฟกันแน่
ไม่ใช่เป็นการพูดถึงหรือโจมตีอุละมาอฺยุคหลัง(อิบนุตัยมียะฮฺ เชคบินบาส เชคอัลบานีย์) นี่คือประเด็น
<<

ตอบ

เมื่อคุณถามมาอีก ผมก็ขอตอบ ตามที่ผมเคยตอบให้ไปแล้ว เพื่อคุณจะได้เข้าใจ ไม่ต้องมาทวงหลักฐานในตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เราสอบกันอยู่
ผมได้เคยตอบไปแล้ว No. : 7295

1. ส่วนใครคือ สะลัฟแท้ หรืออะฮฺลิสซุนนะฮ์แท้นั้น ผมขอให้คุณ ไออาเอฟ โปรดรอผมหลังอีด ซึ่งวะฮาบีย์นั้น จะยึดคำกล่าวและความเข้าใจของอิบนุตัยมียะฮ์มาเป็นหลัก ในการพิจารณาว่า นั่นคือแนวทางสะลัฟ นี้คือแนวทางสะลัฟ แล้ววะฮาบีย์ก็บอกว่า แบบนี้คือตามคำกล่าวของอิบนุตัยมียะฮ์นี้ คือแนวทางสะลัฟ และย่อมไม่เป็นที่สงสัยว่า อะไรเป็นแนวทางสะลัฟและอะไรไม่ใช่แนวทางสะลัฟนั้น เราต้องผ่านกระบวนการในการวินิจฉัยจากหลักฐานต่างๆจากอุลามาอ์ และบรรดาอุลามาอ์เหล่านั้น ก็จะบอกว่า นั่นคือแนวทางสะลัฟ นั่นคือแนวทางของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ แต่ที่แน่ๆนั้น วะฮาบีย์เชื่อว่าอิบนุตัยมียะฮ์คืออุลามาอ์ท่านหนึ่งของพวกเขาที่อยู่ในแนวทางสะลัฟ ดังนั้น ผมจะขอสนทนากับคุณ ไออาเอฟในเรื่องนี้ โดยยกอ้างบรรดาอิงตำราหรือหนังสือของอิบนุตัยมียะฮ์มาพิจารณากับคุณ เพื่อเราจะได้ไม่เป็นผู้ที่กล่าวหาหรือแอบอ้างตัวเองว่าเป็นแนวทางของสะลัฟหรืออะฮฺลิสซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮ์ แต่ผมขอให้คุณไออาเอฟ รอใจรอก่อน โดยที่อย่าเพิ่งไปตีโพยตีพาย เที่ยวไปขอหลักฐานคนนั้นคนนี้ ซึ่งช่วงนี้ คนเองก็ยังพอมีเวลาในศึกษาให้เต็มที่ได้ และหลังอีดมาเจอกัน อินชาอัลเลาะฮ์

2. สำหรับเรื่องขอหลักฐานที่ว่าสะลัฟนั้น ปฏิเสธซิฟัตของอัลเลาะฮฺที่อยู่ในอัลกุรอาน นั้น ไม่มีใครปฏิเสธหรอก แต่ผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจกับคุณไออาเอฟก่อนว่า ศิฟัตนั้น มันอยู่ในรูปแบบใด และเราเข้าใจซิฟัตของอัลเลาะฮฺอยู่ในรูปแบบใด ซึ่งประเด็นเหล่านี้ มันจะรวมอยู่ในการสนทนาประเด็นที่ว่าใครคือสะลัฟที่แท้จริง โดยผมจะยกอ้างอิงจากตำราของวะฮาบีย์เองครับ คุณไออาเอฟก็โปรดรอนะครับ

3. ส่วนเรื่องบิดอะฮ์ ที่ว่าสะลัฟท่านใดเป็นคนแบ่งคนแรกนั้น ผมอยากทำความเข้ากับคนคุณไออาเอฟก่อนว่า ประเด็นเรื่องบิดอะฮ์ ผมจะทำการสนทนาเอง และผมขอบอกบรรดาพี่น้องผู้สนทนาด้วยว่า เรื่องบิดอะฮ์นั้น ผมจะทำการสนทนาเอง ไม่ว่าคุณไออาเอฟ หรือบังอะสันจะหยิบยกอะไรมา พี่น้องก็อย่าไปสนทนาโต้ตอบให้มากมายนัก ซึ่งผมเองจะทำการสนทนาแบบในเชิงวิชาการเองครับ แต่หากมีผู้รู้ท่านใด มีความรู้ที่จะหักล้างคำอ้างของคุณอะสันและพวกพร้องวะฮาบีย์ได้ ก็โปรดนำเสนอพรางได้ครับ ดังนั้นเรื่องบิดอะฮ์นี้ ผมอยากจะทำการสนทนากับคุณไออาเอฟและบังอะสัน ที่อยู่ในเชิงวิชาการ มีระเบียบ เป็นลำดับ เป็นขั้นเป็นตอน คือเราจะสนทนาในเรื่อง คำนิยามของคำว่าบิดอะฮ์ก่อน หลังจากนั้น ก็พิจารณาเรื่องบิดอะฮ์ในระบุไว้ในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ และก็คำวินิจฉัยต่างๆของอุลามาอ์ที่มีทัศนะไม่แบ่งบิดอะฮ์และแบ่งบิดอะฮ์ จากนั้นเราก็มาดูหลักฐานของแต่ละฝ่ายและทำการวิจารณ์ในเชิงวิชาการกัน (แต่คำถามที่ว่า ใครคนแรกที่แบ่งบิดอะฮ์นั้น มันจะมีคำตอบอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว โปรดติดตาม หลังอีด ครับ )

กับคุณแมทท์นั้น คุณอาจจะเสวนากับเขาได้โดยเปิดกว้างออกไป แต่สำหรับเรานั้น คุณต้องขุดโคตรให้ลึกลงไปนะครับ خَخْ خَحْ خَخْ

หมายเหตุ

เหตุผลหนึ่งที่ผมไม่สนทนาในสี่ประเด็นที่คุณไออาเอฟ นำเสนอมานั้น ในช่วงนี้นั้น เพราะว่าพวกเรากำลังสอบอยู่ และอย่างหนึ่งก็คือ หากเราได้นำเสนอไป บางครั้งเราไม่ว่าง ก็จะมีการสนทนาที่ขาดช่วง ไม่ต่อเนื่อง แต่หากหลังอีด ผมจะว่างและก็สามารถสนทนาแบบต่อเนื่อง และสามารถขุตโครตวะฮาบีย์ได้เรื่อยๆ อย่างไม่ขาดตอน ครับ อินชาอัลเลาะฮ์


al-azhary@hotmail.com

والسلام

ผู้ส่ง: al-azhary : IP : 196.205.128.62



No. : 7460
ข้อความ: ส่วนกับดักที่ผมวางไว้ 4 ข้อ ดูเหมือนว่าเขาจะยังดิ้นหลุดออกมาไม่พ้น (ผู้อ่านเข้าใจนะครับ)
>>
1. เรื่องฟิกฮฺอย่าเข้าใจว่าเป็นความแตกแยก เพราะในหมู่ชาวซุนนะฮฺเขาต่างยอมรับกันครับ
ถ้าต่างคนต่างมีหลักฐานและเข้าใจไปตามนั้น(อย่างตรงไปตรงมา)

2. ขอหลักฐานที่ว่าสลัฟนั้นปฏิเสธศิฟาตของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอาน (คิดซะว่าเพื่อเป็นวิทยาทาน)

3. ขอหลักฐานว่าสลัฟคนใดได้แบ่งประเภทของบิดอะฮฺเป็นคนแรก

4. ให้เข้าใจว่าประเด็นของเราคือตกลงอะกีดะฮฺแบบไหนคือของสลัฟกันแน่ แนวทางแบบไหนคือของสลัฟกันแน่
ไม่ใช่เป็นการพูดถึงหรือโจมตีอุละมาอฺยุคหลัง(อิบนุตัยมียะฮฺ เชคบินบาส เชคอัลบานีย์) นี่คือประเด็น
<<

ใน No. : 7448 เข้าเลยว่าคุณอัซฮารียังไม่เข้าใจผมวาง 4 ข้อนี้ไว้ทำไม
เพราะสิ่งที่คุณจะนำมาตอบมันจะไปติดกับดักนั้นอยู่ดีครับ จะอธิบายอีกรอบ (อาจต้องพูดหลายรอบถึงจะเข้าใจ)
อย่างในข้อ 1. ตอนหลังอีด คุณจะมานำเสนอว่าวะฮาบีย์เอามาจากอิบนุ ตัยมียะฮฺ!
เอ้าพี่น้อง ถามจริงเถอะมีใครยังไม่รู้มั่งว่าวะฮาบีย์เขาสืบแนวต่อมาจากอิบนุ ตัยมียะฮฺ?
ผมก็บอกไปแล้วไงว่าเขารู้กันหมดแล้ว จอร์จ บุชยังรู้เลยครับ!
ดังนั้นสิ่งที่คุณจะนำเสนอหลังอีดนั้น มันก็ไปเข้าทางข้อ 4 ครับ ..เพราะอะไร?
เอาใหม่ฟังอีกครั้ง คำตอบคือเพราะว่า ประเด็นของเราคือ เปรียบเทียบว่าอะชาอิเราะฮฺเหมือนสลัฟไหม?
วะฮาบีย์เหมือนสลัฟไหม? อันไหนไม่เหมือนอันนั้นล่ะไม่ใช่
ประเด็นมันไม่ใช่ว่าวะฮาบีย์เขียนตำราตามแนวใคร สอนตามแบบใคร (ก็อิบนุ ตัยมียะฮฺไง) ซึ่งนั่นไม่เกี่ยว
ทำไมถึงไม่เกี่ยว? ..ก็เพราะว่า วะฮาบีย์จะสืบแนวมาจากอิบนุ ตัยมียะฮฺ
แล้วถ้าวะฮาบีย์ก็ดันไปเหมือนกับแนวสลัฟด้วย นั่นหมายความว่า
"บรรดาสลัฟ" "อิบนุ ตัยมียะฮฺ" และ "วะฮาบีย์" ก็คือแนวทางเดียวกันนั่นเอง! (ยังงงอยู่ไหม?)
ดังนั้นไม่มีประโยชน์ครับจะไปเอาตำราวะฮาบีย์(เอง)ไปเทียบกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ ว่าเหมือนกัน
แต่สิ่งที่คุณต้องนำเสนอคือ วะฮาบีย์ แตกต่างกับแนวสลัฟอย่างไร มีอะกีดะฮฺแตกต่างหรือไม่ อย่างไร
ส่วนอะชาอิเราะฮฺต่างหากที่เหมือนแนวสลัฟ อย่างนั้นอย่างนี้ ว่าไป.. คนจะได้รู้ไงล่ะว่าอะชาอิเราะฮฺนี่คือแนวสลัฟ
(อุตส่าห์ชี้โพรงให้กระรอก! แต่ไม่ทราบจับประเด็นได้หรือยัง)

อย่างในข้อ 2. นี่ก็เหมือนกัน ดูเหมือนไปเรียนอียิปต์แล้วจะเข้าใจภาษาไทยยาก
อีกครั้งนะครับ คือถ้าคุณจะเสนอตำราวะฮาบีย์ดังกล่าวเนี่ย ต้องนำเสนอหลักการสลัฟเปรียบเทียบด้วย
จะได้รู้ไงว่ามันตรงกันหรือไม่ตรง แล้วทีนี้ก็นำเสนอของฝ่ายอะชาอิเราะฮฺด้วย แล้วยกมาเปรียบเทียบกับสลัฟ
เราก็จะได้ถึงบางอ้อกันว่าตกลงอันไหนกันแน่ที่มันตรงกับแนวสลัฟ!

ส่วนข้อ 3. ก็ยินดีทำตามข้อเสนอ



ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.41
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
al-farook
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/08/2005
ตอบ: 297
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Sun Dec 25, 2005 2:42 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


ผมก็เข้ามาอ่านไม่บ่อยนัก แต่ก็อยากจะเข้ามาแนะนำอะไรกับคุณไอเอเอฟสักหน่อย เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการสนทนากับน้องอัลอัซฮะรีย์หลังอีดนี้

สิ่งที่คุณเขียนอิงถึงอัลอะชาอิเราะฮ์นั้น ผมขอแนะนำให้คุณพยายามกลับไปอ้างอิงจากบรรดาตำราเดิม ( المصادر الأصلية ) ของพวกเขา และทำการถ่ายทอดอ้างอิงอย่างมีอะมานะฮ์ ไม่ใช่เลือกจะเอาแต่สิ่งที่ใจคุณต้องการ หรือถ่ายทอดคำพูดมาจากอุลามาอ์วะฮาบีย์ จนทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดเหมือนที่คุณเป็นอยู่ และคุณพยายามกล่าวหาอัลอะชาอิเราะฮ์มีแนวทางคล้ายกรีกและกลุ่มชีอะฮ์ ผมขอหลักฐานอย่างในเชิงวิชาการนำเสนอแบบมาล่วงหน้าได้ใหม ? หากสมมุติว่า อัลอะชาอิเราะฮ์มีแนวทางในการวิเคราะห์คล้ายกรีกจริง (แค่สมมุตินะ) แต่ก็ไม่ได้รับอากิดะฮ์แบบกรีก แต่อิบนุตัยมียะฮ์ที่คุณบอกว่ามีแนวทางสะลัฟนั้น เราขอกล่าวว่าอิบนุตัยมียะฮ์กลับรับอากิดะฮ์มาจากกรีก ปรัชญาอริสโตเติล ?? อันนี้เรามีหลักฐานยืนยันจากหนังสืออิบนุตัยมียะฮ์เอง ผมก็ขอให้คุณรอเสวนากับน้องอัลอัซฮะรีย์นะ และสิ่งที่ต่างๆที่คุณกล่าวอ้างอิงถึงอัลอะชาอิเราะฮ์ หรือกรณีหนังสือเล่มสุดท้ายของอิมามอัลอัชอะรีย์นั้น บรรดารุ่นน้องของผม เขาจะมาชี้แจงและล้างทำความสะอาดในสิ่งที่คุณนำเสนอมาน่ะ

และสิ่งที่ต่างๆ ที่คุณนำเสนอมานั้น ผมอยากจะให้มีมูลที่อยู่ในเชิงวิชาการสักนิด มีจรรยามารยาทในการวิเคราะห์สนทนาในเชิงวิชาการ ( أداب البحث العلمى ) ซึ่งในประเด็นนี้ ผมจะขอนำเสนอเพื่อเป็นเงื่อนไขในการสนทนา คือมีรูปแบบการอ้างอิงที่มีอะมานะฮ์ และมีมารยาทในการสนทนา ซึ่งมีหลายข้อด้วยกัน และผมก็จะให้อัลอัซฮะรีย์นำมาเสนอเงื่อนไขต่างๆกับคุณเอง เพื่อที่การสนทนาของเราจะไม่ได้เป็นการสนทนาแบบจิ๊กโก๋ หรือเด็กวัด อย่างที่คุณกำลังสนทนาอยู่

และจากสิ่งที่ผมได้สังเกตุในการสนทนาของคุณนั้น เราจำต้องตั้งกรอบและเงื่อนไขในการสนทนาในเชิงวิชาการที่เป็นรายงานละเอียด เพื่อให้คุณรับพิจารณา?

และหากคุณจะวิจารณ์อัลอะชาอิเราะฮ์ ผมก็อยากให้คุณอ่านตำราต่างๆของอะลิสซุนนะฮ์ อัลอะชาอิเราะฮ์ให้มากๆ เพื่อคุณจะได้รู้จริงและวิจารณ์ได้ถูกจุด แต่หากคุณไปเอาคำอ้างอิงจากอุลามาอ์วะฮาบีย์ละก็ พวกเราไม่รับประกันว่ามันเป็นสัจจะธรรมหรือเปล่า ? และเราขอบอกว่านั่นคือจุดอ่อนของพวกคุณโดยที่คุณไปอ้างอิงจากอุลามาอ์วะฮาบีย์เอง และสิ่งที่คุณอิงถึงอัลอะชาอิเราะฮ์นั้น มันมีช่วงโหว่ที่ละหลวมมาก บางทีคุณอาจจะรู้ตัวเอง แต่หากคุณไม่รู้ตัว ก็คงต้องรอหลังอีดนะครับ


หลังอีดนี้ ผมขอไม่ร่วมการสนทนา แต่น้องอัลอัซฮะรีย์เขาจะเสวนากับคุณเอง สี่ ข้อ ที่คุณบอกว่าเป็นกับดักนั้น มันเป็นประเด็นพื้นฐานที่พวกเราเรียนรู้มาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น คุณก็ไม่ต้องไปโฆษณาให้มันมากมายหรอก เนื่องจากคุณจะได้เจอกับมันอย่างแน่นอน

ผมเข้ามาอ่านก็ยังนึกตกใจน้องอัลอัซฮะรีย์ไม่น้อย ที่เขาตั้งหัวข้อที่ว่า

" ขุดโคตรวะฮาบีย์ "

ผมคิดว่าหัวข้อนี้ น่าจะเป็นหัวข้อที่ 5 ต่อจาก สี่ ประเด็นที่คุณนำเสนอมานะ ผมยังแปลกใจ ที่น้องเขาจะมาสนทนาหลังอีด ทั้งที่หลังอีดนั้น เขายังสอบไม่เสร็จ ผมคิดว่าไม่ใช่หลักอีดเลย คงจะเป็นหลังอีดสักระยะหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงหลังอีดเหมือนกัน


wassalam

_________________
นักศึกษาอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์
www.sunnahstudent.com
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
AbdurRahman
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 26/07/2005
ตอบ: 185


ตอบตอบ: Mon Dec 26, 2005 2:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
ถ้าเข้ามาไม่บ่อยก็ไม่ต้องเข้ามาก็ได้บังเอ๊ย แค่นี้ก็ไม่ไหวอ่านแล้ว เด๋วพวกเค้าโต้อะไรมาระวังจะตามไม่ทันนะบัง ผมเองยังมึนเลย
wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Fri Dec 30, 2005 10:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สิ่งที่เราคุยคือเรื่องศิฟาตของอัลลอฮฺ ดังนั้นหากมีข้อมูลว่า อิบนุ ตัยมียะฮฺ รับแนวคิดกรีกเข้ามา
นั่นก็ต้องถามว่าเรื่องไหน? เรื่องที่เราคุยอยู่นี่หรือเปล่า?
ประเด็นของเราคือ อะชาอิเราะฮฺ หรือวะฮาบีย์กันแน่ ที่เหมือนสลัฟ ?
ซึ่งกลุ่มอะชาอิเราะฮฺและวะฮาบีย์ อย่างอืนเหมือนกันครับ เรื่องชีริก เรื่องเตาฮีดอะไรเหมือนกันหมด
แต่ต่างกันก็ตรงนี้แหละคือ เรื่องศิฟาต
และสาเหตุที่อบูอะซัน อัลอัชอารีย์เขียนตำรา ก็เพราะเรื่องศิฟาตนี่แหละ
ดังนั้น หากจะบอกว่าอิบนุ ตัยมียะฮฺรับแนวคิดมาจากกรีก ก็ต้องนำหลักฐานมาว่า กรีกเขาเชื่อศิฟาตพระเจ้าอย่างไร?
กรีกเชื่อว่า อัลลอฮฺมีซาต มีหน้า มีกาย เสด็จไปมาได้ หรือเปล่า?
เอาล่ะ ถ้าเขาเชื่อแบบนั้นแล้ว มันเผอิญตรงกับอิสลาม(ในแบบที่สลัฟเชื่อ)หรือเปล่า?
เอาถ้าไม่เหมือน นั่นแสดงว่าอิบนุ ตัยมียะฮฺไปเอาความเชื่อเรื่องศิฟาตแบบกรีกมา
แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ เขาไปเอาปรัชญามาเรื่องอื่น เรื่องอะไรที่ไม่เกี่ยวกับศิฟาตของอัลลอฮฺ นั่นก็แสดงว่าพาออกนอกประเด็น

เอาล่ะครับรอได้ แต่ก็อย่าสับสนนะครับ สิ่งที่เราต้องพิสูจน์คือสลัฟเขาเชื่อแบบไหน?
ไม่ใช่พิสูจน์ว่าอิบนุ ตัยมียะฮฺเขาเขื่อแบบไหน?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Sat Dec 31, 2005 3:51 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นี่เป็นสิ่งที่ คุณไออาเอฟ นำเสนอไว้ใน เวป มูรีด

No. : 7599

ในขณะที่เรารอหลักฐาน ผมก็จะนำเสนอหนังสือที่เคยเสนอไว้เว็บอื่น (ซึ่งมุหัมมัดและอัซฮารีเขาอ่านแล้ว)
แต่บางคนยังไม่ได้อ่าน ก็อ่านไปพลางๆก่อนนะครับ


จากหนังสือ “ หลักการยึดมั่นของอัสสะละฟุศศอและห์ (อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) ” (ต่อ)


การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ

การอีหม่านต่ออัลลอฮฺ คือศรัทธาอย่างเชื่อมั่นต่อการมีอยู่จริงของอัลลอฮฺ ความสงบของจิตใจที่มีต่อประการนี้เป็นความสงบที่สามารถเห็นได้จากผลที่ปรากฏออกมาทางการประพฤตินี้เป็นปฏิบัติของมนุษย์ เคร่งครัดต่อข้อบังคับใช้ของอัลลอฮฺและออกห่างสิ่งที่เป็นข้อห้ามทั้งหลาย ดังกล่าวคือรากฐานและแก่นสารของอะกีดะฮฺอิสลาม และนี้คือหลักการสำคัญอันเป็นที่มาของบรรดารุกุ่นซึ่งเกี่ยวกับอะกีดะฮฺทั้งหมด



การอีหม่านต่ออัลลอฮฺตะอาลา ประกอบด้วยการศรัทธาเชื่อมั่นต่อการมีอยู่จริงของอัลลอฮฺ ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหลายต่างก็บ่งชี้ว่าพระองค์ทรงมีอยู่อันได้แก่ ธรรมชาติ สติปัญญา ศาสนาและประสาทความรู้สึก และอีกประการหนึ่งของการอีหม่านต่ออัลลอฮฺก็คือ การอีหม่านต่อเอกภาพ(วะห์ดานียะฮฺ) การเป็นพระเจ้า(อุลูฮียะฮฺ) และพระนาม-คุณลักษณะ(อัสมาอฺ วัศ-ศิฟาต)ของพระองค์ ซึ่งข้างต้นทั้งหมดคือการยืนยันในเตาฮีด 3 ประการ พร้อมด้วยการเชื่อมั่นและการปฏิบัตินั้นคือ

1. เตาฮีดอัร-รุบูบียะฮฺ

2. เตาฮีดอัล-อุลูฮียะฮฺ

3. เตาฮีดอัล-อัสมาอฺ วัศ-ศิฟาต


1. เตาฮีดอัร-รุบูบียะฮฺ หมายถึงการเชื่อหรือศรัทธาอย่างแน่วแน่ว่า อัลลอฮฺพระองค์เดียวเท่านั้นคือผู้ทรงอภิบาลและทรงกรรมสิทธิ์ในทุกสิ่งทุกอย่าง โดยปราศจากภาคีใดๆคู่เคียงกับพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้บันดาลสร้างและเป็นผู้ทรงควบคุมและบริหารจัดการสิ่งต่างๆในโลกเพียงพระองค์เดียวและพระองค์คือผู้ทรงสร้างปวงบ่าวและผู้ทรงประทานริซกีต่างๆแก่พวกเขา ทรงให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาและทรงทำให้ตาย รวมถึงการอีหม่านต่อเกาะฎอและเกาะดัรฺ(การลิขิต)ของอัลลอฮฺและอีหม่านต่อการเป็นหนึ่งเดียวในอาตมัน(ซาต) ของพระองค์อีกด้วย

“การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก” (อัล-ฟาติฮะห์ :1)
“พึงรู้เถิดว่าการสร้างและกิจการทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์อัลลอฮฺผู้เป็นองค์อภิบาลแห่งสากลโลก” (อัล-อะอฺรอฟ :54)

“พระองค์คือผู้ทรงสร้างให้แก่พวกเจ้า ซึ่งสรรพสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมด” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ :29)

“แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ประทานปัจจัยยังชีพ(อันมากมาย) ผู้ทรงพลัง ผู้ทรงมั่นคง” (อัช-ชุรริยาต :5

เตาฮีดประเภทนี้เป็นสิ่งที่แม้แต่บรรดาผู้ปฏิเสธ(กุฟฟาร)ชาวกุร็อยชฺและผู้นับถือลัทธิศาสนาต่างๆเมื่อครั้งอดีต ล้วนต่างก็ให้การยอมรับ เพราะพวกเขาต่างก็เชื่อว่าผู้ที่สร้างโลกคืออัลลอฮฺพระองค์เดียว ดั่งที่โองการอัลกุรอานกล่าวถึงพวกเขาว่า


“และถ้าเจ้า(มุฮัมมัด)ถามพวกเขา(ว่า) ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน? แน่นอนพวกเขาก็จะกล่าวว่า อัลลอฮฺสิ” (ลุกมาน :25)

และอายะฮฺ

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า แผ่นดินนี้และผู้ที่อยู่ในนั้นเป็นของใครหากพวกท่านรู้? พวกเขาจะกล่าวว่า มันเป็นของอัลลอฮฺ! จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจะไม่พิจารณาใคร่ครวญหรือ?

จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า ใครเป็นผู้อภิบาลชั้นฟ้าทั้งเจ็ด และเป็นผู้อภิบาลบัลลังก์อันยิ่งใหญ่?

พวกเขาจะกล่าวว่า มันเป็นของอัลลอฮฺ! จงกล่าวเถิด ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่ยำเกรง(การลงโทษ)ของพระองค์หรือ?

จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) อำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างนี้อยู่ในพระหัตถ์ของผู้ใด? และพระองค์เป็นผู้ทรงปกครองและคุ้มครองและจะไม่มีใครปกป้องคุ้มครองพระองค์ หากพวกท่านรู้

พวกเขาจะกล่าวว่า มันเป็นของอัลลอฮฺ! จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ดังนั้นพวกท่านถูกหลอกลวงได้อย่างไร?


แต่ทว่าเราได้นำเอาสัจธรรมมาให้แก่พวกเขาแล้ว และแท้จริงพวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จอย่างแน่นอน” (อัล-มุอฺมินีน :84-90)


นั่นเพราะจิตใจของมนุษย์ล้วนถูกกำหนดมาด้วยธรรมชาติหนึ่งที่ยอมรับต่อการสร้างของพระเจ้าอยู่เป็นทุนเดิม แต่กระนั้นก็มีอาจยอมรับได้ว่าพวกเขามีเตาฮีดอย่างแท้จริงได้จนกว่าพวกเขาจะได้ศรัทธาต่อเตาฮีดประเภทที่ 2 ต่อจากนี้(หรือเตาฮีดอัล-อุลูฮียะฮฺ)ด้วยเท่านั้น

2. เตาฮีดอัล-อุลูฮียะฮฺ หมายถึงการให้เอกภาพแก่อัลลอฮฺด้วยการงานของปวงบ่าว(คือปวงบ่าวพึงกระทำงานต่างๆเพื่อเคารพต่อพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เตาฮีดอัล-อิบาดะฮฺ” นั้นคือการศรัทธาอย่างแน่วแน่ว่าอัลลอฮฺตะอาลาทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงผู้เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น สิ่งที่ถูกนำมาสักการบูชาอื่นนอกจากพระองค์(ไม่ว่าจะเป็นบุคคล,วัตถุ,สิ่งสมมุติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ)นั้นล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น แต่ให้เคารพบูชายอมจำนนและฏออะฮฺ(เชื่อฟัง)ต่อพระองค์อย่างสิ้นเชิง สิ่งอื่นที่มีอยู่มิอานนำมาเป็นภาคีคู่เคียงพระองค์ และมิอาจแสดงการเคารพภักดีด้วยการอิบาดะฮฺต่างๆเช่นการละหมาด ถือศีลอด จ่ายซะกาต บำเพ็ญหัจญ์ ขอดุอาอฺ ขอความช่วยเหลือ บนบาน เชือดสัตว์บวงสรวง ตะวักกัล เกรงกลัว มุ่งหวัง ให้ความรัก และแสดงอิบาดะฮฺชนิดต่างๆทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้นต่อสิ่งอื่นใดนั้นได้ แต่ต้องแสดงอิบาดะฮฺเหล่านั้นต่ออัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ทั้งด้วยความรู้สึกรัก เกรงกลัว และมุ่งหวัง(ต่อพระองค์)ควบคู่ไปพร้อมๆกัน เพราะหากอิบาดะฮฺเพียงด้วยความรู้สึกรักหรือเกรงกลัวหรือมุ่งหวังอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวย่อมถือเป็นการอิบาดะฮฺที่หลงผิด


อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า

“ขอพระองค์ทรงชี้นำเราซึ่งทางอันเที่ยงตรง” (อัล-ฟาติฮะหฺ :5)

“และผู้ใดวิงวอนขอพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮฺโดยไม่มีหลักฐานพิสูจน์แก่เขาในการนี้ แท้จริงการคิดบัญชีของเขาอยู่ที่องค์อภิบาลของเขา แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะไม่ประสพความสำเร็จ” (อัล-มุอฺมินูน :117)

เตาฮีดอัล-อุลูฮียะฮฺคือสิ่งที่บรรดาเราะซูลทั้งหมดเคยเรียกร้องเชิญชวนมา ขณะที่การปฏิเสธต่อสิ่งดังกล่าวย่อมนำสู่ความเสียหาย เช่นประชาชาติในอดีตประสบมาแล้ว

เตาฮีดนี้คือสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายของศาสนา เป็นทั้งสิ่งภายในและภายนอกของมัน เป็นสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายของการดะอฺวะฮฺของบรรดาเราะซูลทั้งหลาย เพื่อเป้าหมายนี้เองที่บรรดาเราะซูลและคัมภีร์ทั้งหลายถูกส่งลงมาและดาบแห่งการญีฮาดถูกดึงออก และบรรดามนุษย์ถูกแบ่งออกเป็นผู้ศรัทธา(มุอฺมิน)และผู้ปฏิเสธ(กาฟิรฺ) และที่ถูกแบ่งเป็นชาวสวรรค์หรือไม่ก็ชาวนรก

นี่คือความหมายคำว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ” (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่พึงเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น)

ในอายะฮฺ “และเรา(อัลลอฮฺ)มิได้ส่งเราะซูลคนใดก่อนหน้าเจ้า(มุฮัมมัด) นอกจากเราได้วะห์ยูแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเถิด” (อัล-อัมบิยาอฺ :25)

เตาฮีด อัร-รุบูบียะฮฺ เป็นเป้าหมายหนึ่งของเตาฮีดอัล-อุลูอียะฮฺ เพราะผู้ที่มีลักษณะเป็นผู้อภิบาล ผู้บันดาลสร้าง ผู้ให้ริซกี ผู้มีอำนาจสามารถบริหารจัดการให้เป็นให้ตายได้ มีลักษณะอันสมบูรณ์และปลอดจากควมบกพร่องใดๆ และมีอำนาจในทุกสิ่งทุกอย่าง แน่นอนพระองค์เท่านั้นที่คู่ควรต่อการเป็นพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว โดยปราศจากภาคีคู่เคียงใดๆ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ควรได้รับการสักการะบูชา

อัลลอฮฺตรัสว่า “และข้า(อัลลอฮฺ)มิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เคารพภักดีต่อข้า”(อัช-ชารีญาต :56)

< เราจะเห็นได้ว่าบรรดามุชริกีนจะไม่สักการบูชาพระเจ้าองค์เดียวแต่จะสักการบูชาเจ้าต่างๆหลากหลาย โดยอ้างว่าทำไปเพื่อใช้เป็นสื่อเข้าใกล้ชิดอัลลอฮฺ(ผู้เป็นเจ้าสูงสุด) ความเชื่อแบบนี้ไม่ใช่อิสลาม ไม่ใช่สัจธรรม และนี่ไม่ใช่หลักอะกีดะฮฺของบรรดาสะลัฟ แต่กลับมีกลุ่มคนที่อ้างว่าตนเป็นมุสลิมแต่กลับมีความเชื่อในลักษณะเช่นนี้ คืออัลลอฮฺเป็นเจ้าสูงสุด ส่วนวิธีการอิบาดะฮฺหรือแสวงหาความโปรดปราน หรือการขอวิงวอนต่อพระองค์นั้นต้องใช้ “สื่อ” ตามความเชื่อของกลุ่มฏอรีกัตนั้นถือว่าไม่ถูกต้องและเป็นชีริก (ดังเช่นกลุ่มที่ใช้โต๊ะตะเกี่ย, โต๊ะวลีย์ต่างๆเป็นสื่อ) โดยอ้างอายะฮฺที่ว่า ... เป็นการตีความเองโดยไม่ใช่ความหมายที่บรรดาเศาะฮาบะฮฺและบรรดาสะลัฟเขาเข้าใจ เศาะฮาบะฮฺได้เรียนรู้อะกีดะฮฺกับนบีโดยตรง และบรรดาสะลัฟรุ่นต่อมาก็สืบทอดหลักความเชื่อแบบนี้ต่อๆกันมา เขาเข้าใจดีว่าอายะฮฺนี้ไม่ได้ความว่าให้ใช้ “สื่อ” (ที่เป็นบุคคล)หรือวัตถุในการอิบาดะฮฺต่อพระองค์ แต่คำว่า “สื่อ” ในที่นี้บรรดาสลัฟเขาตัฟซีรฺว่า สื่อหมายถึง วิธีการปฏิบัติอิบาดะฮฺ(ของเราเอง)ที่จะแสวงหาความโปรดปรานและความใกล้ชิดจากพระองค์อัลลอฮฺ – คำอธิบายเสริม..อับดุลอะซิซ ผู้เรียบเรียง>

จากจุดนี้จะพบว่าในเรื่องของเตาฮีดอัล-อุลูฮียะฮฺ อะกีดะฮฺอัส-สะลัฟ หรืออะฮฺลุซซุนนะฮฺมีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆอย่างสิ้นเชิง คือจะไม่เหมือนอย่างที่บางพวกเข้าใจว่าเตาฮีดก็คือเพียงหมายความว่าไม่มีผู้สร้างใดนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น แต่สำหรับอะฮฺลุซซุนนะฮฺ ถือว่าเตาฮีดยังไม่สมบูรณ์นอกจากต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 2 ประการ ต่อไปนี้คือ

1. แสดงการอิบาดะฮฺประเภทต่างๆ ต่ออัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้นจะเอาสิทธิหรือคุณสมบัติเฉพาะใดๆของพระผู้ทรงสร้างมาใช้แก่มัคลูกไม่ได้นั้นจึง :

- ต้องเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺนั้น

- ต้องไม่นมัสการสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ

- ต้องไม่กราบกรานต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ

- ต้องไม่สาบานต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ

- ต้องไม่บนบานต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ

- ต้องไม่มอบหมายตน(ตะวักกัล)ต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ

เตาฮีดอัล-อุลูฮียะฮฺมีเป้าหมายคือให้อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว อิบาดะฮฺในที่นี้อาจเป็นได้ทั้งด้วยคำกล่าวของจิตใจหรือของลิ้นหรือการกระทำของจิตใจและของอวัยวะร่างกายก็ได้

อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) แท้จริงการละหมาดของฉัน และการอิบาดะฮฺของฉัน และการมีชีวิตของฉัน และการตายของฉัน เพื่ออัลลอฮฺผู้ทรงสร้างอภิบาลแห่งสากลโลกเท่านั้น
ไม่มีภาคีใดๆแก่พระองค์ และด้วยสิ่งนั้นแหละฉันถูกบัญชาใช้และฉันคือคนแรกในหมู่ผู้สวามิภักดิ์ทั้งหลาย” (อัล-อันอาม :162-163)

และอายะฮฺ

“พึงทราบเถิดศาสนาอันบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว” (อัช-ชุมัร :3)

2. อิบาดะฮฺนั้นต้องสอดคล้องกับคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺและคำสั่ง(ซุนนะฮฺ)ของท่านเราะซูล(ศ็อลฯ)

ฉะนั้นการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺด้วยอิบาดะฮฺ การนอบน้อมหรือการฏออะฮฺก็ตาม คือสิ่งยืนยันคำปฏิญาณ “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ” หรือความหมายในอีกนับหนึ่งก็คือ “สิ่งใดๆไม่มีสิทธิ์ถูกนำมาสักการบูชาเว้นแต่อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น”

ส่วนการเจริญรอยตามท่านเราะซูล(ศ็อลฯ) หรือการยอมรับเชื่อฟังต่อสิ่งอันเป็นคำสั่งใช้ และข้อห้ามต่างๆของท่าน คือสิ่งยืนยันประโยคหลังของคำปฏิญาณที่ว่า “มุฮัมมะดุรเราะซูลุลลอฮฺ” (มุฮัมมัดเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮฺ)

ฉะนั้นแนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ คือพวกเขาจะเคารพภักดีอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

- พวกเขาจะไม่วิงวอนขอต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ

- พวกเขาจะไม่ขอความช่วยเหลือจากสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ

- พวกเขาจะไม่มอบหมายตนแก่ผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ

- พวกเขาจะไม่เกรงกลัวผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ

- พวกเขาจะปฏิบัติตนเพื่อเข้าใกล้อัลลอฮฺด้วยการเชื่อฟังเคารพภักดี และการงานที่ดี(อะมัลศอและห์)ต่างๆ

อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า

“และพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ และจงอย่ายึดสิ่งใดมาเป็นภาคีต่อพระองค์” (อัน-นิซาอฺ :36)


3. เตาฮีดอัล-อัสมาอฺ วัศ-ศิฟาต หมายถึงการศรัทธาอย่าแน่วแน่ว่าอัลลอฮฺทรงมีบรรดาพระนามอันวิจิตรและคุณลักษณะอันสูง พระองค์ทรงมีลักษณะด้วยลักษณะอันสมบูรณ์ ทรงบริสุทธิ์จากลักษณะที่บกพร่องทั้งหลาย และทรงมีสิ่งดังกล่าวนั้นแต่เพียงพระองค์เดียว

อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ รู้จักองค์อภิบาลของพวกเขาด้วยคุณลักษณะของพระองค์ตามที่ถูกเอ่ยไว้ในอัล-กุรอาน และอัซ-ซุนนะฮฺ และให้ลักษณะพระองค์ตามที่พระองค์ทรงได้ หรือท่านเราะซูล(ศ็อลฯ)อธิบายไว้เท่านั้น

พวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงถ้อยคำต่างๆจากตำแหน่งที่แท้จริงของมันหรือบรรดาพระนามหรือโองการของพระองค์บิดเบือน(อิลหาด)ไปเป็นอื่น และจะคงยืนยันต่างๆที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺตามที่พระองค์เองทรงยืนยันเอาไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มโนภาพ ไม่เสาะแสวงหาเหตุผลใดๆ ไม่ปฏิเสธ ไม่บิดเบือน และไม่เปรียบเทียบ หลักสำคัญของพวกเขาในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดคือคำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า

“ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงมองเห็น” (อัช-ชูรอ :11)

“และสำหรับอัลลอฮฺนั้นทรงมีบรรดาพระนามอันวิจิตร ดังนั้นพวกเจ้าจงขอต่อพระองค์ด้วยพระนามเหล่านั้นเถิด และจงปล่อยบรรดาผู้ทำให้เบี่ยงเบนไปในบรรดาพระนามของพระองค์ พวกนั้นจะถูกตอบแทนในสิ่งที่พวกกระทำ” (อัล-อะอฺรอฟ :180)

อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ :

พวกเขาไม่กำหนดเจาะจงว่าคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺนั้นเป็นอย่างไร เพราะพระองค์มิทรงได้บอกให้กำหนด หนือกระทำเช่นนั้น และคงไม่มีผู้ใดที่สามารถล่วงรู้ดีไปกว่าอัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุโลมหรือทรงห้ามนั้น

อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า

“จงกล่าวเถิด(โอ้มุฮัมมัด) พวกท่านรู้ดีหรือว่าอัลลอฮฺรู้ดีกันแน่” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ :140)

“ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ายกตัวอย่าง(เปรียบเทียบ) ต่ออัลลอฮฺแท้จริงอัลลอฮฺทรงรู้ขณะที่พวกเจ้านั้นไม่รู้” (อัล-นะห์ลุ :74)

และหลังจากอัลลอฮฺตะอาลาแล้วก็ไม่มีผู้ใดอีกที่จะรู้ดีไปกว่าเราะซูลของพระองค์(ศ็อลฯ) ผู้ซึ่งอัลลอฮฺตะอาลา ได้ทรงกล่าวถึงสิทธิของท่านเอาไว้ว่า

“และเขา(มุฮัมมัด)จะไม่พูดออกมาจากอารมณ์ แท้จริงมัน(อัล-กุรอาน)นั้นมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นวะห์ยูที่ถูกประทานลงมา” (อัล-นัจญ์มุ :3-4)

อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ :

พวกเขามีความศรัทธาว่าอัลลอฮฺตะอาลา พระองค์ทรงเป็นปฐมไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนพระองค์ และทรงเป็นสุดท้ายไม่มีสิ่งใดอีกหลังจากพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้แจ้งชัด ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือพระองค์ และไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นปกปิดจากพระองค์ได้ ดั่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

“พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและองค์สุดท้าย และทรงเปิดเผยและทรงเร้นลับและพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง” (อัล-หะดีด :3)

อาตมันหรือซาตของพระองค์นั้นไม่สามารถเอาตัวของสิ่งๆมาเปรียบเปรยได้ และคุณลักษณะของพระองค์จะเอาลักษณะใดๆมาเทียบก็ไม่ได้เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง ไม่ทรงมีภาคีคู่เคียง และมิอาจเปรียบเทียบกับมัคลูกหรือสรรพสิ่งต่างๆได้

อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จะให้การยืนยันต่ออัลลอฮฺตามที่พระองค์ทรงยืนยันไว้ต่อตัวของพระองค์เอง ด้วยการยืนยันที่ปราศจากการอุปมา และบริสุทธิ์จากข้อปฏิเสธใดๆ ดังนั้นเมื่อพวกเขายืนยันต่ออัลลอฮฺตามที่อัลลอฮฺทรงยืนยันมั่นคงต่อตัวของพระองค์พวกเขาก็จะไม่พยายามเอาไปเปรียบเทียบกับสิ่งใดอีก และเมื่อพวกเขาให้ความบริสุทธิ์ต่อพระองค์ พวกเขาก็จะไม่ปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะใดๆก็ตามที่พระองค์ทรงกล่าวถึง

พระองค์ทรงครอบคลุมเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหมดและทรงประทานริซกีให้แก่ทุกสิ่งที่มีชีวิต

อัลลอฮฺตะอาลา ตรัสว่า

“พระผู้ทรงสร้างจะมีทรงรอบรู้ดอกหรือ? พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วน ผู้ทรงตระหนักยิ่ง” (อัล-มุลกุ :14)

และอายะฮฺ

“แท้จริงอัลลอฮฺ คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพอันมากมาย ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงมั่นคงยิ่ง” (อัช-ชาริยาต :5

พวกเขาศรัทธาอย่างเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงอยู่เหนือบัลลังก์ (อัล-อิสติวาอฺ อะลัลอัรชฺ และอัล-อุลูว์ เป็น 2 คุณลักษณะที่เราพึงยืนยันต่ออัลลอฮฺตามความสูงส่งของพระองค์ คำว่า “อิสติวาอฺ” ในทัศนะของชาวอัสสะลัฟ หมายถึง “อิสตะก็อรร์ :ทรงสถิตย์, ทรงพำนักอยู่” “อะลา : ทรงอยู่เหนือ” และ “อิรตะฟะอะ : ทรงยกขึ้นเหนือ” หรือ “เศาะอิตะ : ทรงขึ้นสูง” แต่ไม่ปรากฏในตัฟซีรใดๆเลยของชาวอัสสะลัฟที่อธิบายคำๆนี้ว่าหมายถึง “อิสเตาลา : เข้าครอบครอง, เข้ายึดครอง” หรือ “มะละกะ : ครอบครอง” หรือ “เกาะฮะเราะ : ปราบปราม, ชนะ, บังคับ”) ที่อยู่เหนือบนชั้นฟ้าทั้งเจ็ด ทรงแจ่มแจ้งต่อมัคลูกทั้งหลายของพระองค์ ทรงรอบรู้ครอบคลุมในทุกสิ่งทุกอย่าง เช่นดั่งที่พระองค์ทรงกล่าวถึงพระองค์เองโดยไม่มีการตัดทอนใดๆ เอาไว้ในคัมภีร์อันมีเกียรติถึง 7 อายะฮฺ (อัล-อะอฺรอฟ :54) (ยูนุส :3) (อัร-เราะอฺดุ :2) (ฏอฮา :5) (อัล-ฟุรกอน :59) (อัช-ชะญะดะฮฺ :4) (อัล-หะดีด :4)


“พระผู้ทรงกรุณาปราณี ทรงอยู่บนบัลลังก์อันมั่นคง” (ฏอฮา :5)

“แล้วพระองค์ทรงมั่นอยู่บนบัลลังก์” (อัล-หะดีด :4)

(ท่านอิสหาก บินรอฮะวียะฮฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวถึงอายะฮฺนี้ว่า “บรรดานักวิชาการต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า หมายถึง อัลลอฮฺทรงสถิตย์อยู่เหนือบัลลังก์ของพระองค์ และทรงกราบในทุกสิ่งทุกอย่างแม้นที่มีอยู่ใต้สุดของพื้นแผ่นดินชั้นที่ 7” –บันทึกโดยอิมามอัช-ชะฮะบีย์ อ้างในหนังสือ อัล-อุลู ลิลอะลียิลฆ็อฟฟารฺ)

“พวกเจ้า(คิดว่า) จะปลอดภัยกระนั้นหรือ(จากการ)ที่พระองค์ผู้ทรงสถิตย์ ณ ชั้นฟ้า จะทรงแทรกพวกเจ้าลงในแผ่นดิน แล้วเมื่อนั้นจงดูเถิด! มันเริ่มไหว
หรือพวกเจ้า(คิดว่า)จะปลอดภัย(จากการ)ที่พระองค์ผู้ทรงสถิตย์ ณ ชั้นฟ้าจะทรงหอบลมกรวดกระหน่ำพวกเจ้า แล้วในไม่ช้าพวกเจ้าจะได้รู้ว่าการเตือนสำทับของมันเป็นเช่นใด” (อัล-มุลกุ :16-17)

และอายะฮฺ

“ถ้อยคำที่ดีขึ้นสู่พระองค์ และการงานที่ดีนั้นพระองค์ทรงยกย่องมัน” (ฟาฏิร ;10)

“พวกเขากลัวพระผู้อภิบาลของพวกเขาผู้ทรงสูงส่ง(คือทรงอำนาจ)เหนือพวกเขา” (อัล-นะห์ลุ :50)

และคำกล่าวของท่านนบี(ศ็อลฯ)ในหะดีษบทหนึ่งว่า

“พวกท่านยังไม่วางใจต่อฉันอีกหรือ ทั้งๆที่ฉันคือผู้ซื่อสัตย์ของผู้ทรงอยู่ในฟากฟ้า” (อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

IRF : IP : 203.172.39.107

_________________
นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Dec 31, 2005 9:19 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
น้อง a-azhary
อะกีดะฮอัสสะลาฟียะฮ ที่คุณ ไออาเอฟ นำเสนอมา ทั้งหมดนั้น น้องควรจะอ่านและพิจารณาอย่างรอบคอบนะครับ ก่อนที่จะปฏิเสธลูกเดียว น้องเชื่ออย่างไร ไม่มีใครห้ามได้ แต่ เตือนว่า หากน้องปฏิเสธสิ่งที่คุณไออาเอฟนำเสนอมาทั้งหมดนั้น น้องจะตอบคำถามอัลลอฮว่าอย่างไร เรื่องนี้ ควรจะรอบคอบ และควรมีสติสักนิด
ขอให้ทำใจให้บริสุทธิ์ตัดคำว่า"อคติที่มีต่อวะฮบีย์"ออกไป เพราะในอิสลาม พวกเดียวเท่านั้นคือ มุสลิม
....................
วัสสลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Sat Dec 31, 2005 2:49 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

وعليكم السلام ورحمة الله

ถึงบังอะสัน

ผมเข้ามาเช็คเมล์ทางบ้านน่ะครับ จึงขอเข้ามาสัก ห้า นาที ผมรู้สึกว่า ประเด็นต่างๆที่คุณไออาเอฟนำเสนอมานั้น บังอะสันน่าจะเป็นผู้ที่รู้ที่สุดว่า ผมจะสนทนามาแนวใหน ? แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับบังอะสัน ทุกๆคน ต้องไปตอบคำถามต่ออัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) และผมก็จะทำการอ่านมันอย่างรอบครอบ และวิจารณ์ในทุกๆจุด และทุกๆ ประเด็น และจะแยกแยะระหว่าง แนวทางสะลัฟที่อุมมะฮ์อิสลามเขาเข้าใจกัน และแนวทางสะลัฟแบบฉบับของวะฮาบีย์

ผมจะวิจารณ์โดยมีการอ้างอิงคำพูดจากอัลกุรอาน หะดิษ และคำกล่าวของอุลมาอ์ และเรียบเรียง เพิ่มรายละเอียดต่างๆ ที่ผมไม่ได้นำเสนอไปอีกมากมาย และจะทำการตรวจสอบหนังสืออ้างอิง เพราะคุณไออาเอฟ บอกแต่หนังสือ โดยไม่บอกหน้าที่เท่าไหร่ เล่มที่เท่าไหร่ ซึ่งมันไม่อยู่ในเชิงวิชาการเลย แต่ผมก็พอรู้ว่าเล่มใหนบ้าง เนื่องจากเคยอ่านผ่านในสิ่งที่เขาอ้างอิงมาแล้ว คือที่สำคัญนั้น ผมอยางสนทนาในเชิงวิชาการในทุกรูปแบบ แม้กระทั้งการอ้างอิงน่ะครับ เพราะผมเคยเรียนหลักวิชา บะหัษ มาอย่างนี้

บังอะสันทราบดีน่ะครับว่า การสนทนาในเชิงวิชาการนั้น มันต้องใช้เวลาพอสมควร ก็โปรดรอไปเรื่อยๆน่ะครับ


wassalam

_________________
นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Jan 02, 2006 3:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อความของ น้องal-azhary
salam บังอะสันทราบดีน่ะครับว่า การสนทนาในเชิงวิชาการนั้น มันต้องใช้เวลาพอสมควร ก็โปรดรอไปเรื่อยๆน่ะครับ
.............................

เอาทีละนิดนะครับ ผู้อ่านจะได้ไม่มั่ว คนตอบก็จะได้มีเวลา เล่นยกมาตั้งแผง คนอ่านก็เบื่อ คนตอบก็ไม่มีเวลานะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Thu Jan 19, 2006 1:47 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7795 ข้อความ: สลามทุกท่าน

ก็ไม่ได้เข้ามาเนื่องจากรอให้เป็นเวลาหลังอีดทีเดียว
พอหลังอีดปึ๊บ ผมก็พยามหาเวลาเข้ามาเล่นเลย เพื่อหวังจะได้พบหลักฐานว่าอะชาอิเราะฮฺเป็นแนวสลัฟดังที่ถูกอ้าง
และขณะนี้เวลานี้ เค้าเรียกว่า"หลังอีด"แล้วครับ พี่น้องครับ เราก็หวังว่าคงจะได้พบหลักฐานว่า
มีซอฮาบะฮฺชื่อ...ตัฟซีรว่า มือคืออุปมาเป็นอำนาจ อรัชคืออุปมาว่าครองอำนาจ! ..จากหนังสือชื่อ...
หรือ
มีอิมาม(สลัฟ)ชื่อ...บอกว่ามือคืออำนาจ อรัชคือสูงส่งคือตำแหน่งการครองอำนาจ!...จากตำราชื่อ....
หรือมีสลัฟท่านใดบอกว่า ไม่ว่าจะใบหน้า มือ อรัช ฯลฯ ต้องเป็นอุปมาเท่านั้น จะเชื่อตามเนื้อความเดิมไม่ได้..
เพื่อจะได้รู้ว่าอะกีดะฮฺอย่างนี้(คือแบบเดียวกับอะชาอิเราะฮฺ)ว่าเป็นอะกีดะฮฺสลัฟ!

และก็ย้ำนะครับว่าประเด็นคือการพิสูจน์ว่าตกลงอะชาอิเราะฮฺเป็นแนวสลัฟจริงหรือไม่?
(ซึ่งหลักฐานสำคัญคือเรื่องศิฟาต ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ไม่ตรงกับวะฮาบีย์)
และสำคัญคือไม่ใช่ไปพิสูจน์ว่าวะฮาบีย์มาจากแนวอิบนุ ตัยมียะฮฺ เพราะอันนั้นมันของตาย เขาก็รู้กันทั้งนั้นครับ
แล้วมันก็ไม่ได้เป็นคำตอบหรือจะสื่อให้เห็นว่าวะฮาบีย์ไม่ใช่แนวสลัฟแต่ประการใด
เพราะ ในเมื่อวะฮาบีย์คือแนวเดียวกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แล้วถ้าเกิดอิบนุ ตัยมียะฮฺเป็นแนวเดียวกับสลัฟ
นั่นหมายความว่าวะฮาบีย์ก็คือแนวเดียวกับสลัฟนั่นเอง

ถึงแม้นักวิชาการวะฮาบีย์(ซะอุดีย์)แต่ละคนก็มีทัศนะแตกต่างกันในเรื่องฟิกฮฺ แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
(แล้วเรื่องฟิกฮฺเขาก็ยอมรับในความแตกต่าง)
ถึงแม้นักวิชาการคณะใหม่เมืองไทยแต่ละคนจะมีทัศนะทางฟิกฮฺแตกต่างกัน แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
(แล้วเรื่องฟิกฮฺเขาก็ยอมรับในความแตกต่าง)
ถึงแม้นักวิชาการซุนนะฮฺแต่ละคนจะมีทัศนะไม่เหมือนกัน บางทีเมืองไทยก็ไม่เหมือนซะอุดีย์
และคนที่ถูกเรียกว่าวะฮาบีย์กลับมีทัศนะทางฟิกฮฺไม่เหมือนกับมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบซะด้วยซ้ำ
แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน เพราะเรื่องฟิกฮฺมันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับหลักฐานที่แตกต่าง หรือเข้าใจต่างกัน
ในขณะเดียวกันที่เราก็มีทัศนะทางฟิกฮฺที่ไม่ค่อยตรงกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แต่เราก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
อิบนุ ตัยมียะฮฺซึ่งมีทัศนะทางฟิกฮฺอาจไม่ตรงกับ 4-5 อิมามในยุคต้นในบางเรื่อง แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าวะฮาบีย์เป็นแนวที่ไม่ยึดติดมัซหับ (จะตามก็ได้ไม่ตามก็ได้) ดังนั้นกลุ่มนี้จึงไม่มีการตะอัศศุบ
ไม่มีความจำเป็นดื้อรั้นเพื่ออนุรักษ์รักษาฟัตวาของมัซหับให้อยู่รอดตราบสิ้นวันกิยามะฮฺ!

ในชาวซุนนะฮฺ(ถึงตอนนี้จะมีคนพยามดันทุรังปรักปรำไปเรียก่ชื่ออื่นก็ตาม)ถึงแม้เราจะมีทัศนะทางฟิกฮฺต่างกัน
การปฏิบัติปลีกย่อยต่างกันบางเรื่อง(อย่างอีดนี้เราก็จะเห็นว่าบางคนยกมือทุกตักบีร แต่บางคนก็ยกครั้งเดียว)
นั่นก็เหตุเพราะว่าด้วยเรื่องหลักฐานที่เข้าใจต่างกัน (ซึ่งกล่าวไปแล้ว)
แต่สิ่งที่เหมือนกันพวกเราชาวซุนนะฮฺ ไม่ทำบิดอะฮฺมาตั้งแต่ยุคต้น ไม่มีหลักฐานว่า 4 อิมามทำบิดอะฮฺแต่งเติมศาสนา
มีหลักฐานมาก็ตามเลย ไม่ต้องประยุกต์ ไม่ต้องคิดเพิ่มเติม แต่บางเรื่องปลีกย่อยมีฝ่ายนึงมีหลักฐาน
แต่ฝ่ายนึงไม่รับ(เพราะสายรายงาน) เขาก็ถือว่าเขาไม่ทำ มันเป็นบิดอะฮฺ แต่เขาไม่ประณาม
(ดังที่เคยยกมาจาก islamqa ว่าเชคมุนัจญิด และเชคอุษัยมีนก็ไม่ประณามเรื่องกุนูตซุบฮิ)
เพราะบิดอะฮฺที่เขาประณาม ที่เขาห้ามปรามคือ บิดอะฮฺซึ่งไร้หลักฐาน! คิดเอง ประดิษฐ์เอง
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7797 ข้อความ: ถึงตรงนี้แน่นอนคุณอัซฮารีจะโต้ข้อความของผมว่า

อ้างอิงจากคุณไออาเอฟ

เพราะ ในเมื่อวะฮาบีย์คือแนวเดียวกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แล้วถ้าเกิดอิบนุ ตัยมียะฮฺเป็นแนวเดียวกับสลัฟ
นั่นหมายความว่าวะฮาบีย์ก็คือแนวเดียวกับสลัฟนั่นเอง

ตอบ

...คุณอัซฮารีจะโต้ทำนองว่าเอาอะไรมาพูด

ผมก็จะตอบว่า
หลักฐานที่ว่ามุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และอิบนุ ตัยมียะฮฺ ตลอดจนผู้ที่อยู่ในแนวทางกับกับพวกเขา
เชื่อในคุณลักษณะของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอานตามตัวอักษร ให้คงเดิม คงความหมายนั้นไว้ไม่ปฏิเสธหรืออุปมา
ดังหลักฐานที่ผมเคยยกไปแล้วว่า
ท่านอัล-วะลีด บินมุสลิมกล่าวว่า “ฉันได้ถามท่านอัล-เอาซาอีย์และท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ และท่านมาลิก บินอนัส ถึงบรรดาหะดิษที่เกี่ยวกับคุณลักษณะ และการมองเห็นดังกล่าวข้างต้นนี้ พวกเขาทั้งหมดตอบเหมือนกันว่า จงให้มันเป็นไปตามที่มีอยู่เถิด โดยมิต้องตัดทอนใดๆ”
...และหลักฐาน
เมื่อมีคนมาถามอิม่ามมาลิกถึงเรื่องการขึ้นสถิตย์บนบัลลังก์ของอัลลอฮฺว่าขึ้นอย่างไร
อิม่ามมาลิกตอบว่า “การขึ้นอยู่นั้นมิอาจล่วงรู้ได้ และวิธีการ(ของการขึ้นอยู่นั้น)ก็มิอาจจินตนาการได้ ขณะที่การอีหม่านต่อมันนั้นเป็นสิ่งวาญิบ ส่วนการถามไถ่ถึงมันนั้นเป็นบิดอะฮฺ และฉันไม่เห็นว่าเจ้าเป็นสิ่งอื่นใดเลยนอกจากเป็นผู้หลงผิดไปแล้ว”
...และหลักฐาน
ดังที่อิม่ามอบูหะนีฟะฮฺได้กล่าวว่า “ไม่เป็นการบังควรที่บุคคลหนึ่งจะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกี่ยวกับอาตมัน(ซาต)ของอัลลอฮฺ ทว่าเขาจงให้ลักษณะพระองค์ตามที่พระองค์ให้ลักษณะตัวของพระองค์เอง และเขาอย่าได้กล่าวสิ่งหนึ่งสิ่งใดในเรื่องนั้นด้วยความคิดเห็นของตนเอง ความจำเริญยิ่งเป็นของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเป็นผู้อภิบาลแห่งโลกทั้งหลาย”
...และหลักฐาน
อิม่ามนะอีม บินหัมมาด อัล-คุซาอีย์กล่าวว่า
"ผู้ใดที่ปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ได้ให้ลักษณะต่อตัวของพระองค์เอง เขาผู้นั้นก็ตกเป็นกาฟิรฺ ส่วนสิ่งที่พระองค์หรือเราะซูลของพระองค์ได้ให้ลักษณะต่อตัวของพระองค์นั้นย่อมไม่ถือเป็นการเปรียบเหมือน"
...และใครที่เชื่อตามนั้นก็คือคนที่อยู่ในแนวสลัฟ!

ถึงตรงนี้คุณอัซฮารีก็โต้แย้งว่า

อ้างอิงจากไออาเอฟ
....

ตอบ
.... คุณอัซฮารีจะโต้ผมทำนองว่า หุหุหุ มุขเก่าครับ หลักฐานพวกนี้เขารู้หมดแล้วแหละ แต่ต้องดูหลักฐานอื่นด้วย มันยังมีบทอื่นอีกที่ไม่ได้พูดอย่างนี้ ..อะไรทำนองนี้เป็นต้น
หรือคุณอัซฮารีอาจจะบอกว่าหลักฐานพวกนี้ฎออีฟเชื่อถือไม่ได้!

ผมเองก็จะขอให้คุณช่วยยกคำพูดอื่น หลักฐานอื่นของบรรดาสลัฟ ว่ามีบทอื่นไหมที่สื่อว่า
ที่อัลลอฮฺได้ให้ศิฟาตของพระองค์ไว้ในกุรอานนั้น จะต้องตีความเป็นอื่น.. ขอหลักฐานจากสลัฟ?
ซึ่งถ้ามีหลักฐานอีกที่ทำให้คุณเข้าใจเป็นอื่นก็ยกมาเลย แล้วจะบอกให้ว่ามันขัดแย้งกันกับที่ผมยกมาหรือไม่?
ซึ่งผมว่าไม่ขัดหรอก!
ตัวบทนี้มันสื่อความตรงไปตรงมา
ท่านอัล-เอาซาอีย์และท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ และท่านมาลิก บินอนัส บอกว่าให้มันคงเนื้อความเดิมไม่ต้องตัดทอน
อบูหะนีฟะฮฺบอกว่า จงให้ลักษณะพระองค์ตามที่พระองค์ให้ลักษณะตัวของพระองค์เอง อย่าไปคิดเป็นอื่น..!


ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7798 ข้อความ: และคุณอัซฮารีจะโต้ว่า

อ้างอิงจากคุณไออาเอฟ

แต่สิ่งที่เหมือนกันพวกเราชาวซุนนะฮฺ ไม่ทำบิดอะฮฺมาตั้งแต่ยุคต้น ไม่มีหลักฐานว่า 4 อิมามทำบิดอะฮฺแต่งเติมศาสนา
มีหลักฐานมาก็ตามเลย ไม่ต้องประยุกต์ ไม่ต้องคิดเพิ่มเติม

ตอบ

... คุณอัซฮารีจะโต้ว่าผมเอามาจากไหน?

ผมก็จะอธิบายดังนี้ว่า แนวทางของบรรดาอิมาม(สลัฟ)คือ - กุรอานและรับหะดีษซอเฮี้ยะฮฺ - ปฏิบัติทันที
- ถ้าคุมเครือจึงวินิจฉัย - ไม่เพิ่มเติม ต่อเติมหรือใช้ปัญญาไปคิดวิเคราะห์เกินตัวหลักฐาน
บิดอะฮฺหะสะนะฮฺ(หากหมายถึงรูปแบบพิธีกรรมที่นบีไม่ได้ทำ แต่มาคิดทำเอง)จะไม่หลุดออกมาจากพวกเขาเด็ดขาด
ส่วนถ้าบิดอะฮฺหะสะนะฮฺหากหมายถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในทางสังคม ในทางดุนยา ไม่ใช่ความหมายของชะรีอะฮฺ
อันนั้นไม่มีปัญหา นบีไม่ใช้ฝักบัวออโต้อาบน้ำละหมาด คุณทำไปเลย ไม่ใช่บิดอะฮฺในความหมายทางชะรีอะฮฺ
นบีไม่ได้นั่งเครื่องบินไปทำฮัจญ์ คุณบินไปได้เลย! นบีไม่ได้สร้างปอเนาะ คุณสร้างไปเลย! ..มันคนละเรื่องครับ

ที่อธิบายแบบนี้ก็เพราะคุณไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ
คุณบอกว่าการเรียกตนเองว่ามัซหับสลาฟียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ เพราะสลัฟเขาไม่เคยเรียกตนเองแบบนี้!
นี่ไงครับ แสดงว่าเข้าใจภาษา แต่ไม่เข้าใจชะรีอะฮฺ!
นบีไม่เคยเรียกแนวตนเองว่าแนวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ คุณเรียกไปเลย หรือคุณจะเรียกว่าซูฟี วะฮาบีย์ไม่มีปัญหา
ถ้าคำศัพท์เหล่านั้นในความคุณหมายถึงผู้เจริญรอยตามนบี(เท่านั้น) จะชื่ออะไรไม่มีปัญหาครับ อย่าแตกแถวแล้วกัน

ปัญหาใหญ่ของคุณคือไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ เพราะฉะนั้นกี่ครั้งกี่ครั้งที่นบีพูดถึงเรื่องนี้
คุณก็จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ และกี่ครั้งกี่ครั้งที่สลัฟกล่าวถึงเรื่องนี้คุณก็จะไม่เข้าใจจุดประสงค์เช่นกัน

(สรุป อะชาอิเราะฮฺแตกต่างกับวะฮาบีย์สองเรื่องหลักคือ อะกีดะฮฺ-ศิฟาต และเรื่องบิดอะฮฺ..หะสะนะฮฺ) ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7799 ข้อความ: อย่าพึ่งครับ...ผมยังพูดไม่หมด

ก่อนจะเถียงคอเป็นเอ็นเรื่องที่ว่าคุณไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "บิดอะฮฺ"
ผมจะมาชี้ให้ดูว่ามีอะไรพิสูจน์ว่าคุณไม่เข้าใจ?

แน่นอนครับว่าคุณไม่เข้าใจ เครื่องพิสูจน์คือคุณไม่เข้าใจและหาคำตอบในสิ่งซอฮาบะฮฺกระทำไม่ได้

ถ้าหากบิดอะฮฺหะสะนะฮฺทำได้จริงแล้ว ซอฮาบะฮฺห้ามปรามบุคคลเหล่านี้ทำไม?
ตัวอย่าง(ซึ่งคุณก็เจอมาบ่อยๆ และคุณจะบอกว่า หุหุหุ มุขเก่า เจอมาบ่อยแล้ว แต่มันมีหลักฐานอื่นด้วย..!)
อย่างกรณีท่านอิบนุ มัสอูด ไปต่อว่าและห้ามปรามกลุ่มคนที่นั่งซิกรุลลอฮฺในรูปแบบที่นบีไม่ได้กระทำ?
หรือกรณีท่านอิบนุ อุมัร ทักคนที่ซอละวาตนบีหลังดุอาอฺหลังจาม และห้ามเขากระทำอีก?
หรือกรณีท่านอุมาเราะฮฺ บิน รุอัยบะฮฺ สาปแช่งคอฏีปที่'ยกมือ'ดุอาอฺในคุตบะฮฺ?

ผมถามว่าเขาห้ามทำไม?
(ในเมื่อบรรดาซอฮาบะฮฺเขาเป็นผู้ที่ใจกว้าง และยอมรับกันในเรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺ)
คุณจะตอบไม่ได้ เพราะเนื่องจากความเข้าใจศาสนาของคุณไม่ตรงกับซอฮาบะฮฺนั่นเอง!

จะอธิบายให้ครับ เรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺน่ะ(มีตัวบทมาแต่เข้าใจต่างกัน)ซอฮาบะฮฺเข้ายอมรับกันได้
(ซึ่งได้บทเรียนมาจากสมัยที่นบีสั่งห้ามละหมาดอัสริจนกว่าจะไปถึงบนีกุร็อยเซาะฮฺ แล้วเข้าใจไม่ตรงกัน)
แต่เรื่องบิดอะฮฺไม่ใช่เรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺครับ! แต่มันเป็นการประดิษฐ์รูปแบบพิธีอิบาดะฮฺขึ้นใหม่
หรือนอกจากเรื่องปฏิบัติแล้วก็เป็นเรื่องแนวคิดใหม่ๆ อะกีดะฮฺใหม่ๆที่ออกนอกแนวที่นบีนำมา นั่นก็'บิดอะฮฺ'
(หลายๆคนได้ยินคำนี้แล้วแสลงหู และรู้สึกรังเกียจ ทิ่มแทงหัวใจ ทั้งๆที่เป็นคำที่นบีพูด!)


..ดังนั้นผมมีคำถามให้คุณเพิ่มแล้วนะครับ ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7800 ข้อความ: สรุปคำถามที่ผมถามไว้(ทั้งที่ยังไม่ตอบรวมกับของใหม่)คือ..

(2 ข้อ จาก 4 กับดักหนู)
1. ขอหลักฐานที่อ้างว่าอะชาอิเราะฮฺเชื่อเรื่องศิฟาตแบบดียวกับสลัฟ ?
2. สลัฟคนไหนเอ่ยออกมาเรื่องบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ..(ถ้ามี)เขาหมายถึงอะไร ?
(และ 3 ข้อ ชวนให้ไคร่ครวญ)
3. ท่านอิบนุ มัสอูด ห้ามปรามวงซิเกรฺนั่นทำไม ?
4. ท่านอิบนุ อุมัร ห้ามปรามคนซอละวาตหลังดุอาอฺหลังจามทำไม ?
5. ท่านอุมาเราะฮฺ ต่อว่าคนที่ยกมือ(ดุอาอฺ)ในคุตบะฮฺทำไม ?

เป็นคำถามที่ต้องตอบ เลี่ยงไม่ได้ ...

---------------------------------------------------------------------------


เหตุที่ผมถามเช่นนี้ต้องเข้าใจนะครับว่าเป็นการชี้แนะเรื่องความเข้าใจในชะรีอะฮฺให้คุณอัซฮารีไปในตัว
เพราะคุณอัซฮารียังไม่มีความเข้าใจในชะรีอะฮฺมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น(ของเก่า)
เราชาวซุนนะฮฺ (หรือหมู่วะฮาบีย์) คือผมและคุณแล้วไว้คุยกันต่อ คุยกันเรื่อง 'ยกมือ'ดุอาอฺ หลังละหมาด
ไม่ได้คุยกันเรื่อง 'ดุอาอฺ' หลังละหมาด
ดุอาอฺหลังละหมาดน่ะมีอยู่แล้วครับเป็นซุนนะฮฺนบี แต่ที่เราพูดคือในขณะที่ดุอาอฺนั้นมีการยกมือหรือไม่ต่างหาก?

แต่ใน No. : 7292 คุณอัซฮารีกลับยกหลักฐานนี้มา

إن رسول الله صلى الله عليه وسلم كان يتعوذ بهن دبر الصلاة..........الحديث

" แท้จริง ร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) ได้กล่าวขอความคุ้มครอง(จากอัลเลาะฮฺ)ด้วยกับมัน(ถ้อยคำต่างๆ ) ถัดจากละหมาด ว่า ผู้พระผู้อภิบาลของข้าฯ ข้าฯ ขอการคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากจากตระหนี่ และข้าขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากความขลาด และข้าฯขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ กับการที่ข้าฯ ต้องหวนกลับไปยังความต่ำต้อยของอายุไข และข้าฯ ขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากฟิตนะฮฺของดุนยา และข้าฯขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากการลงโทษของกุโบร "

ซึ่งผมจะชี้ให้เข้าใจว่าหะดีษนี้พูดถึงการดุอาอฺหลังละหมาดครับ ไม่ใช่หะดีษที่เป็นหลักฐานเรื่องยกมือ
แล้วก็ไม่รู้จะยกหะดีษดุอาอฺหลังละหมาดมาทำไม เพราะไม่พบว่ามีคิลาฟเลย เขาก็รู้กันทั่วโลกว่าหลังละหมาดมีดุอาอฺ
แล้วอีกอย่างคุณก็ไปนำเอาคำบอกเล่าขานเล่าต่อของ ด๊อกเตอร์ มุหัมมัด สะอีด ร่อมะฏอน อัลบูฏีย์
ซึ่งนำเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมาเล่าก็ไม่รู้ว่าไปพบมัซหับสลาฟีย์คนหนึ่งมาตำหนิเรื่องขอดุอาอฺหลังละหมาด!
ซึ่งน่าจะเป็นการกุเรื่องมาโจมตีใส่ร้ายสลาฟีย์ หรือ Discredit มากกว่า ว่าพวกนี้ไม่รู้เรื่องแล้วมาทำเคร่ง!
เพราะไม่เคยพบว่ามีสลาฟีย์ที่ไหนเขาสอนว่าห้ามดุอาอฺหลังละหมาด!
ถึงถ้ามีก็คงเป็นเพราะผิดพลาดว่าเขาอาจไม่เคยเจอหลักฐาน แต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะหลักฐานดุอาอฺนั้นมีมากมาย

ดังนั้นจะแนะให้ครับ วิธีการยกหลักฐานให้ตรงบริบท ตรงเหตุการณ์..
สมมุติ มีสอบ หรือมีอาจารย์ อ้าวนายอัซฮานี ยกหลักฐานมาซิ เรื่องการยกมือดุอาอฺหลังละหมาด...?
คุณอัซฮารีก็ต้องยกบทเหล่านี้ครับ
หลักฐานที่ 1
"บ่าวคนใดก็ตามที่!ยื่นมือของเขาทั้งสองของเขาทุกๆหลังนมาซ!พร้อมกล่าวว่า
'โอ้อัลลอฮฺ พระเจ้าของฉัน.." บันทึกโดยอิบนุ สุนนีย์ จากหนังสือ "อะมะลุลเยามิ
วัลลัยละติ" เลขที่138

หลักฐานที่ 2
จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน ซุบัยร์ เล่าว่า
"แท้จริง เขาเห็นชายผู้หนึ่งยกมือทั้งสองของเขาเพื่อขอดุอาอฺก่อนนมาซเสร็จ
ดังนั้นเมื่อเขานมาซเสร็จ เขาก็กล่าวแก่ชาวผู้นั้นว่า แท้จริงท่านรสูลลุลลอฮฺ
จะ!ไม่ยกมือทั้งสองของท่าน ยกเว้นแต่หลังละหมาด!เท่านั้น" อัฎฎ็อบรอนีย์บันทึกใน
หนังสือ "อัลมุอฺญะมุลกุบรอ" เล่ม 13 หน้า 129

นี่ครับถึงเรียกว่าหลักฐานว่าด้วยเรื่องยกมือ..
แต่ปัญหาคือคุณต้องบอกว่าหะดีษหะซัน!
ส่วนผมไม่ใช่อาลิมหะดีษ ผมก็ต้องตักลีดมุหะดิษีนที่ผมเชื่อถือไว้วางไว้ ผมถือว่าหะดีษนี้ฎออีฟ ผมก็ไม่ปฏิบัติ
ส่วนคนที่ต้องการปฏิบัติ ต้องการอนุรักษ์ไว้ก็ต้องบอกว่าหะซันครับอย่างน้อยๆ
และถ้าคุณอัซฮารีถือว่าหะดีษที่ว่ายกมือนี้หะซันหรือซอเฮียะฮฺด้วยความบิรสุทธิ์ใจก็ไม่มีใครห้ามได้ครับ
ผมเองก็ไม่ตำหนิ และโปรดทราบครับ นักวิชาการซุนนะฮฺเขาไม่ประณามกันเรื่องยกมือไม่ยกมือนี่
(ส่วนหลังละหมาดซุนนะฮฺนั้นมีหลักฐานใช้ได้ครับ)


ดังนั้นจากที่คุณอัซฮารีพูดใน No. : 7293 ว่า
"จากสิ่งที่ผมได้เคยนำเสนอไปนี้ ผมคิดว่าวะฮาบีย์คงไม่ชอบใจนัก ก็เพราะว่าเรามีความเห็นในเรื่องการยกมือหลังละหมาดแตกต่างกับพวกเขา"

ความหมายของคุณคือแนวทางวะฮาบีย์มีทัศนะว่าไม่มียกมือหลังละหมาด! (อันนี้ก็มั่ว)
แล้วก็บอกว่าวะฮาบีย์ไม่ชอบคนที่เห็นแตกต่างคือคนที่ยกมือ! (นี่ก็มั่ว)
ก็ถ้าคุณแคะขี้ตาแล้วอ่านซะหน่อยก็จะเห็นว่าคนที่ผมโต้เถียงอยู่ด้วยนั้นก็คณะใหม่วะฮาบีย์นั่นแหละครับ
เขาชื่อคุณแล้วไว้คุยกันต่อ เป็นลูกศิษย์ทางเชคอาลี นักวิชาการสลาฟีย์ซึ่งเผยแพร่ในไทยมานมนาน
ซึ่งทางเซ็ตนี้ส่วนใหญ่จะถือทัศนะที่ว่า'อนุญาตให้ยกมือหลังละหมาด'
ดังนั้นที่คุณบอกว่าวะฮาบีย์เขาไม่ยกมือน่ะ เข้าใจผิดไปหลงประเด็นไปกันใหญ่แล้วครับ
แต่คงไม่ใช่เป็นเพราะแกล้งสร้างความสับสนให้ชาวบ้านอะวาม และเป่าหูยั่วยุให้เขาเกลียดวะฮาบีย์อย่างไร้เหตุผล
และสับสนงงงวยว่าวะฮาบีย์คือใคร ..คงไม่เป็นอีหรอบนะครับ?
เพราะนี่ขนาดยังไม่กลับมาเป็นโต๊ะครูเลยก็เป่าหูชาวบ้านให้ฟิตนะฮฺซะแล้ว (คุณไม่ทำอย่างนั้นแน่)
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Thu Jan 19, 2006 1:49 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7891
ข้อความ: ทำไมผมจึงกล้ากล่าวว่าคุณคนอยากรู้จะไม่เข้าใจในสิ่งผมพูด หรือใครก็ตาม
ไม่ว่าจะคุณอัซอารีเลย มุหัมมัดเอย คุณอะซันเอย คุณคนอยากรู้เขาไม่เข้าใจในเนื้อหาหรอกครับ
สักแต่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการโต้แย้งด้วยเท่านั้นเอง ไม่ได้ดูถูก แต่ดูถูกต้อง(ต่างหาก)
ดูจากการพูดจากให้ร้ายผมว่าผมไปบอกว่าคนที่ตามมัซหับคือคนทำบิดอะฮฺ
หรือหาว่าผมไปบอกว่าอิมามชาฟิอีย์ไม่ใช่แนวสลัฟ ! ก็ไม่ทราบไปเอามาจากไหน? หรือไปเข้าใจยังไง?
นั่นแสดงว่าความดื้อรั้นทำให้สมองคนเราถูกปิดนั่นเอง
มันเลยไม่มีวันเข้าใจอะไร เหมือนคนตาบอดที่ไม่มีวันนึกภาพสีสันออก


---------------------------------------

คุณมุหัมมัดได้ต่อว่าพวกที่เข้ามาเชียร์ผม
ผมขอตอบว่า ให้อ่านอย่างเป็นกลาง(ไม่เข้าข้างตนเอง ไม่มั่นจนตนเองเกินไปอย่างตอนนี้)
จะเห็นได้ว่าคนที่มาแสดงความเห็นเหล่านั้นไม่ได้เชียร์ผมหรอกครับ ผมเห็นว่าเขาพูดแบบรำคาญด้วยซ้ำ
ว่าเมื่อไหร่มันจะเลิกทะเลาะซะที มันไม่เลิกหรอกครับ!(ตอบให้เลย) สำหรับคนที่ต้องการอวดภูมิ โชว์power
แล้วโชว์ไม่สำเร็จ เข้ามวยหลวมโดนสวนเข้าน็อคกลางเวที (หาหลักฐานที่ตรงเป้ามาตอบไม่ได้ทั้งที่เลยอีดมานานแล้ว)

วิเคราะห์อย่างนี้ครับ พวกคุณอยากเยี่ยมไทยแลนด์ก็เริ่มท่องเว็บในไทย ก็เข้ามาที่เว็บเหล่านี้
เผอิญก็มาเจอเว็บเชคริฎอ เจออ.มุรีด เจอมรดก ก็เกิดอารมณ์หมั่นไส้!
สืบเนื่องจากก่อนไปเรียน คุณก็อยู่ในแนวคณะเก่าบะดะอึ๊นี่แหละ ซึ่ง(สายนี้)เขาก็มักส่งไปเรียนอัซฮัร
ถึงแม้จะคนละแนวกับบะดะอึ๊ แต่ก็พอใกล้เคียงและเอาความรู้มาถูไถมาค้ำยันหลอกชาวบ้านไปวันๆ
เพื่อรักษาระบอบการเมืองสังคมมุสลิมในไทยไว้ คือระบอบโต๊ะอิมามหนุนกก.อิสลาม อันมีจุฬาเป็นประมุข!

พอพวกคุณเริ่มเห็นไอ้พวกนี้ด่ากลุ่มคณะเก่าบะดะอึ๊ คุณก็เกิดหมั่นไส้ ทำนองว่าเดี๋ยะๆเดี๋ยวจะสั่งสอนมันซะหน่อย!
พอดเข้า โอ้โหย! โชว์ power อย่างดีครับ เรียบเรียงสำนวนดึงดูด Discredit วะฮาบีย์ กวนก่อน!
ป่วนวะฮาบีย์ก่อน กวนมันก่อน กวนให้ขุ่น!.. อาศัยจังหวะที่ชาวบ้านไม่เข้าใจไม่รู้จักนิยามของวะฮาบีย์
ก็เข้ามาสร้างกระแสสร้างความสับสน และกล่าวให้ร้ายจะมุมไหนก็เอาไปก่อน (นี่นิสัยเหมือนนักการเมืองนะเนี่ย)

แต่ผมเป็นพวกรู้ทันเกมการเมืองครับ นิสัยคุณก็ไม่ต่างไปจากโต๊ะครูบะดะอึ๊ที่ชอบนำจุดเสียมาสร้างภาพลบให้ผู้อื่น
ต่างกันตรงที่คุณเป็นคนรุ่นใหม่ได้เรียนวิชาสามัญของไทยมาเยอะกว่าคนรุ่นเก่า
ดังนั้นการพูดการจา การเรียบเรียงคำพูดมันดูเหมือนคนมีความรู้ ดูแล้วน่าเชื่อถือ
และมีจิตวิทยาในการนำเสนอข้อมูล และการสร้างภาพ รวมทั้งการให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม(แต่ยังไม่เนียนเท่าไหร่)
ผมก็เป็นเหมือนสื่อมวลชนที่คอยบอกให้พ่อแม่พี่น้องให้รู้เท่าทันเกม อย่าโดนเขาพาหลง

ผมล็อคไว้เฉพาะประเด็นที่เขาท้าทายคือ "อะชาอิเราะฮฺ" หรือ "วะฮาบีย์" เป็นแนวสลัฟ?
เพื่อจะได้ไม่ให้ประชาชนผู้เสพข่าวสับสนและหลงประเด็นไปเรื่องอื่น
เพราะเขาพยามกวนมั่ว เอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาหาเรื่องโต้กัน และถือโอกาสโชว์ความรู้ไปในตัว
ซึ่งจะสังเกตได้ว่าผมพยามไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ปล่อยให้คุณอะซันเขาว่าไป แล้วเราก็นั่งดู
เพราะพอคุณอัซอารีกับคุณอะซันโต้กันเรื่องฟิกฮฺ นั่นก็มีเหตุผลทั้งคู่
ดังที่ผมเรียนให้ทราบว่าผมไม่เถียงเรื่องฟิกฮฺ และนั่นไม่ใช่ความแตกต่างของ "อะชาอิเราะฮฺ" กับ "วะฮาบีย์"
อุละมาอฺของอะชาอิเราะฮฺเขาก็มีทัศนะทางฟิกฮฺที่หลากหลาย อุละมาอฺวะฮาบีย์เขาก็มีทัศนะที่หลากหลาย
เราอย่าไปหลงตามสิ่งที่เขาพยามจะมาสร้างกระแสความวุ่นวายและความสับสน

ผมจึงแยกออกมาให้เห็นความแตกต่างหลักๆ คือ 1 ซิฟาต 2 บิดอะฮฺ
สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องซิฟาต ซึ่งเรื่องนี้คือเหตุแห่งการกำเนิดมัซหับอะชาอิเราะฮฺ (ดังที่ผมเล่าไปแล้ว)
แต่ผมเปิดใจ(อย่างไม่ต้องแกล้งสร้างภาพว่าตนใจกว้าง และกล่าวให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามว่าใจแคบ)
ซึ่งผมรอรับฟังคำตอบซึ่งเป็นหลักฐานมายืนยันว่าอะกีดะฮฺของอะชาอิเราะฮฺถูกต้อง ถ้ามีแล้วจะรับไปพิจารณาทันที
ว่าซอฮาบะฮฺท่านใด บอกว่ามือหมายถึงอำนาจ อรัชหมายถึงครองอำนาจ ในตำราชื่อ...
หรือมีสลัฟคนไหนว่าไว้ ในตำราชื่อ...

แค่เนี้ยะ รอตั้งแต่ก่อนอีด มาหลังอีดก็นานแล้วก็ยังไม่มี ...
มีแต่คำตอบสไตล์ทักษิณ คือเบ่งข่มไว่ก่อน แต่จริงๆไม่มีอะไรจะตอบ
คุณก็ชอบตอบทำนองว่า !หลักฐานที่คุณ(หมายถึงผม)ยกมาเขารู้กันนานแล้ว แต่มันยังมีอันอื่นอีก!
..(แต่แล้วเขาก็ปล่อยไว้แค่นั้น และไม่ได้ยกหลักฐานอะไรมาทั้งสิ้น)
หรือพอเขาจี้ตรงจุด ก็บอกทำนอง ..!นี่มุขเก่า! หรือ ...!พวกวะฮาบีย์ชอบเอ้าอันนี้มาอ้าง!..
..(แล้วเขาก็ปล่อยไว้แค่นั้น ไม่มีข้อมูลโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น)

ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7892
ข้อความ: ใน No. : 7826 เขาตอบแบบนี้ครับ

ข้อความ: อ้างจากไออาเอฟ

สรุปคำถามที่ผมถามไว้(ทั้งที่ยังไม่ตอบรวมกับของใหม่)คือ..

(2 ข้อ จาก 4 กับดักหนู)
1. ขอหลักฐานที่อ้างว่าอะชาอิเราะฮฺเชื่อเรื่องศิฟาตแบบดียวกับสลัฟ ?
2. สลัฟคนไหนเอ่ยออกมาเรื่องบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ..(ถ้ามี)เขาหมายถึงอะไร ?
(และ 3 ข้อ ชวนให้ไคร่ครวญ)
3. ท่านอิบนุ มัสอูด ห้ามปรามวงซิเกรฺนั่นทำไม ?
4. ท่านอิบนุ อุมัร ห้ามปรามคนซอละวาตหลังดุอาอฺหลังจามทำไม ?
5. ท่านอุมาเราะฮฺ ต่อว่าคนที่ยกมือ(ดุอาอฺ)ในคุตบะฮฺทำไม ?

เป็นคำถามที่ต้องตอบ เลี่ยงไม่ได้ ...

ตอบ

แม้คุณไม่ถามผม ผมก็จะนำเอามาตีแผ่อยู่แล้วล่ะครับ โดยเฉพาะสิ่งที่คุณถามเนี่ย ผมขอแนะนำคุณน่ะ ก่อนจะทำการสนทนาเรื่องอะไร คุณจำเป็นต้องอ่านทั้งแนวทางของคนอื่นด้วย สำหรับผมแล้ว เรื่องบิดอะฮ์ที่วะฮาบีย์เขียนไว้ ผมก็ต้องอ่านอย่างยิ่ง เพื่อจะทำการสนทนากับคุณได้อย่างสะดวกไงล่ะครับ แม้ที่ผ่านมาคุณจะพูดเองเออเอง แล้วสรุปเองว่า ผมไม่เข้าใจเรื่องบิดอะฮ์ ??? ผมว่าคุณเนี่ยมันเข้าขั้นเหมือนกัน แต่เสียใจด้วย ที่ผมจะสนทนาในเชิงวิชการแบบหนักๆในเวปนายมุรีดนี้ไม่ได้หรอกครับ เวปมรดกฯ แก้ไขเสร็จเมื่อไหร่ เตรียมตัวสนทนาได้น่ะ บังอะสันด้วยน่ะครับ แต่คุณอารัช ต้องปรับปรุงเรื่องอัคลาค แล้วก็เข้ามาร่วมสนทนากับผมน่ะครับ

___________________________________

นั่นคือคำตอบของอัซอารีครับ

เขาไม่เชิงเลี่ยงคำถามครับ แต่เขาพยามจะเบ่งข่ม
แต่ขอโทษครับ คุณจะไปยกอะไรอธิบายมาร้อยแปดพันอย่าง แต่ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ตกม้าตายครับ!

ทำไม? ...จำไว้ครับ กุรอานไม่ขัดกับกุรอาน หะดีษไม่ขัดกับหะดีษ หะดีษไม่ขัดกุรอาน
โดยมีผู้สืบทอดความเข้าใจคือซอฮาบะฮฺที่เรียนรู้จากนบีโดยตรง
โดยไม่มีความเข้าใจอะไรที่ขัดกันในเรื่องหลักๆ แต่พวกเขาจะมีสิ่งที่ขัดกันในเรื่องปลีกย่อยเท่านั้น
ดังนั้นเราจะอธิบายหลักการอะไร จะเช็คว่ามันเป็นการเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เข้าใจแบบเข้าข้างตัวเองนั้น
เราต้องเอาไปเช็คกับซอฮาบะฮฺ
เช่นเรื่องบิดอะฮฺนบีห้ามโดยเด็ดขาด เน้นย้ำเสมอ และที่คนเรามันมาเถียง มาสอนกันผิดๆว่าบิดอะฮฺคืออย่างงั้นอย่างงี้
เพื่อที่จะเลี่ยงว่าบิดอะฮฺที่นบีห้ามน่ะไม่ใช่บิดอะฮฺแบบที่เราทำ!
ดังนั้นเราจะเช็คว่าตัวเราเข้าใจนิยามของบิดอะฮฺถูกต้องหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ไปท่องจำตัวอักษรแบบนกแก้วนกขุนทอง
แต่เราต้องเอาไปเช็คกับซอฮาบะฮฺด้วย ดูซิว่าไอ้ที่เขาเข้าใจน่ะมันตรงกะที่เราเข้าใจหรือเปล่า?

เอ้า...เอาวิธีตรวจสอบไป..ดังนี้ ว่าเราจะเช็คว่าเราเข้าใจหรือไม่ เราต้องตอบในสิ่งนั้นได้
ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่าไม่เข้าใจ

ยกตัวอย่าง
สมมติ มีคนข้างบ้านย่องเข้ามาในห้องคุณตอนไม่อยู่บ้าน แล้วพอดีคุณกลับมาพอดี
ปรากฏว่าในมือเขาถือแหวนเพ็ชรคุณอยู่ คุณก็ถามว่า"ถือแหวนเพ็ชรผมทำไม"?
ไอ้เพื่อนบ้านคุณก็อธิบายหมดว่า ที่เข้ามาในบ้านเพราะเห็นมีแขกมาเลยเดินมาบอกว่าคุณ(เจ้าของบ้าน)ไม่อยู่
แล้วที่เข้ามาในห้องเพราะแมววิ่งเข้ามาเลยเข้ามาไล่กลับบ้าน แต่คำถามที่คุณถามคือ"ถือแหวนเพ็ชรผมทำไม"?
ตรงนี้เขาไม่ได้ตอบ...! ตอบนู่นตอบนี่ได้หมด(ในสิ่งที่เขาไม่ได้ถาม) แต่ที่เขาถามดันตอบไม่ได้..

นี่แหละครับ

ส่วนตัวอย่างเรื่องศาสนา วิธีเช็คความเข้าใจว่าถูกหรือผิด

เช่นมีชีอะฮฺคนมด เขาอธิบายนู่นอธิบายนี่แต่อายะฮฺนี้อธิบายไม่ได้ หรือไม่เคลียร์
(9:100) "บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง"

นั่นแสดงว่าความเข้าใจที่เขาอธิบายมาที่มันไปขัดกับอายะฮฺนี้ แล้วไม่สามารถอธิบายได้
แสดงว่าความเข้าใจของเขาที่อธิบายมานั้นผิด!

อีกตัวอย่าง
มีคนนึง(ที่เรารู้จักกันในแวดวงอินเตอร์เน็ต) เขาบอกว่าเอากุรอานอย่างเดียว หะดีษไม่ต้องตาม
ใครตามนบีถือเป็นชีริก! เขาเคยบอกอย่างนั้น
เขาพยามยกเหตุผลนู่นนี่อธิบาย ประกอบกับยกกุรอานมาอธิบายตามความเห็นของเขา
เพื่อหาข้อสรุปว่า มุสลิมห้ามตามนบี! ให้ตามได้แค่กุรอานอย่างเดียว!
แต่ไปๆมาๆเขาไม่สามารถอธิบายกุรอานอายะฮฺนี้ไม่ได้
(3:32) "จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า พวกท่านจงเชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลเถิด แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงชอบผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย"

และเวลาจะตอบก็ไปยกกุรอานบทอื่นมาตอบ ซึ่งไม่ได้มีการอธิบายกุรอานอายะฮฺนี้แต่อย่างใด
แสดงว่าให้ที่เขายกกุรอานบทอื่นมาอธิบาย มันเป็นการอธิบายเข้าข้างปัญญาความคิดตนเอง
แล้วมันเป็นการเข้าใจผิด! เพราะมันไปขัดกับอายะฮฺนี้ ถ้าเข้าใจแบบที่ถูกน่ะมันจะไม่ขัด และตอบได้


ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7893
ข้อความ: จากเหตุการณ์โต้เถียงกันทั้งหมดที่ผ่านมา มันคือการเพาะจุดดำในหัวใจของคุณอัซอารีและคุณมุหัมมัด
เป็นการกระทบกระทั่งซึ่งทำให้เกิดอคติ และเกิดสิ่งฝังใจและจดจำ

คนเราบางทีเดินหลงไปเพราะอคติในเรื่องฝังใจเล็กๆน้อยๆที่กระทบจิตใจตน
ในสังคมเราเห็นว่ามีผู้หญิงบางคนโดนผู้ชายหลอก เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่กระทบจิตใจ
แต่ผลคือ บางคนก็ประชดด้วยการเป็นเลสเบี้ยนซะเลย! เห็นไหมครับ..กระทบใจนิดเดียว แต่หลงไปไกล!
ส่วนผู้หญิงบางคนกลายเป็นนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิ(ในการทำชั่ว)ของสตรี
เขียนหนังสือ "ผู้ชายเลวกว่าหมา" จัดรายการล้างสมองผู้หญิง สร้างกระแสให้ผู้หญิงออกมาเก่งกว่าผู้ชาย
ต่อต้านแนวคิดหรือลัทธิศาสนาหรือวัฒนะธรรมที่ไม่เปิดโอกาสและปิดกั้นสิทธิ(ในการทำชั่ว)ของสตรี
เห็นไหมครับ...เดินหลงยาว จากเรื่องไอ้แค่กระทบกระเทือนจิตใจนิดหน่อยๆก็ทำให้ตัวเองเป็นคนไร้สมองซะแล้ว

มาดูคุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดบ้าง เมื่อมีการทะเลาะเบาะแว้ง บวกกันกับอคติเดิมที่ไมอยู่
ทำให้อารมณ์ความเกลียดมันพุ่ง ทำให้เกลียดวะฮาบีย์เข้าไปใหญ่ ....กูจะจองล้างจองผลาญไปตลอดชีวิต!
เชิญครับ แต่อย่าแบบหลบๆนะ เคยเข้าใจผิดนึกว่าตนเองเก่งในเว็บมรดก
จบกลับมาน่ะขอให้เดินเข้าไปครับ เข้าไปลุยถึงมูลนิธิเลย กล้าๆหน่อย..แล้วจะเจอของดี!
คงจะไม่ได้ประเภทนักท่องเว็บ หรือนักเล่นกระทู้แล้วล่ะครับคราวนี้..
แต่ถ้าโดนซัดเซลงจากเวทีก็อย่าไปเพิ่มปมด้อยเพิ่มความเก็บกดความเกลียดแค้นให้ตนเองล่ะครับ!
เดี๋ยวชีวิตนี้หัวใจจะมีแต่ความเกลียดชังและชีวิตไม่มีความสุข เหมือนกับที่ยิวเห็นภาพมุสลิมอิบาดะฮฺที่ไบตุลลอฮฺ
รู้ว่านบีมุฮัมมัดเป็นนบีที่เตารอดกล่าวถึง แต่ตนเองก็แกล้งหลอกตัวเองและไม่ยอมรับความถูกต้อง!
มันก็จะมีแต่เพิ่มความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยามากขึ้น

แล้วเห็นอุละมาอฺสซะอุดี อาระเบียเป็นอุละมาอฺที่คนนับถือเชื่อฟังเยอะมาที่สุดในโลกก็อย่าอิจฉาริษฉา
เห็นเว็บของพวกเขามีคนติดตามกันเยอะที่สุดในโลกก็อย่าอิจฉาริษยา อย่าไปเกลียดชังล่ะครับ
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7894
ข้อความ: ผมดูจากบทความที่ให้กำลังผม เปรียบเทียบกับบุคคลที่เชียร์คุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดมาตั้งแต่ต้นก็คือคนอยากรู้
ผมรู้สึกปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่ง เพราะถ้าผมเป็นคุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดผมคงนอนเอาเท้าก่ายหน้าผาก
คงน้อยใจตัวเองแย่ว่านี่หรือกองเชียร์ตูคือไอ้พวกแบบนี้หรือ? แล้วก็ต้องทบทวนตัวเองอย่างหนัก
และอย่างน้อยๆทางออกที่ดีเพื่อความถูกต้อง ผมคงต้องจะพิจารณาตัวเอง ดีกว่าไปมัวคิดหาคำพูดเอาชนะไอ้เวรIRF

คุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดก็คือชนชั้นปกครอง ส่วนคุณคนอยากรู้ก็คือผู้ถูกปกครอง
มันฉายภาพให้เห็นกันชัดตั้งแต่ยังไม่กลับมาเป็นโต๊ะครู บาบอ หรือประมุขของมุสลิม
ชนชั้นปกครองจะใช้วิชาความรู้มาสร้างความสับสนหลอกล่อ สับขาหลอกให้ชาวบ้านงงงวยซะก่อน
แล้วต้องสร้างความน่าเชื่อถือด้วย และอย่าบอกหมด เรียนมายังไงไม่บอก ถ้ามีสิ่งที่อัซฮัรเขาสอนว่าผิด
แต่พอมานี่ชาวบ้านเขาว่าไม่ผิด ก็เงียบๆไว้ไม่ต้องบอกเขา เดี๋ยวมันจะไม่เชื่อง
แต่จะพูดในสิ่งที่ตรงกันอย่างเนี้ย กระแสต่อต้านวะฮาบีย์ ตัวเองเรียนมาก็ต่อต้านวะฮาบีย์
ถึงแม้จะเป็นวะฮาบีย์ที่เป็นคนละนิยามความหมายกันก็ตาม แต่เอาล่ะกูเอาตรงนี้แหละมาสร้างกระแส
หาแนวร่วมจากชนชั้นถูกปกครอง

ไม่ได้ดูถูก แต่ดูถูกต้อง!
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7895
ข้อความ: นายกทักษิณไม่เคยตอบคำถามสนธิ และนักวิชาการ และฝ่ายค้าน เพราะตัวเองเลวจริง เลวอย่างมีหลักฐาน
แต่จะใช้วิธี Discredit สนธิและฝ่ายตรงข้ามต่างนานา หาว่าเขาจ้างคนมาดูมามั่ง หัวละ 300
พอเราดูแฟนๆสนธิก็ระดับนักศึกษา พ่อค้านักธุรกิจ นักวิชาการ และส.ว. (คนพวกนี้ถูกเงิน 300 จ้างมา?)
แต่แล้วตัวรัฐบาลเองก็จ้างม็อบจากภาคเหนือหัวละ 300 ก็ถูกแฉโดยมีหลักฐานมีกล้องจับ
ตั้งแต่เริ่มนัดหมาย รวมตัว นั่งรถ ลำเลียงพล ถูกจ้างมาเพื่อป่วนแฟนๆรายการสนธิ
นอกจากนั้นแล้วก็มีทีวี วิทยุ ที่เป็นลิ่วล้อคอยหนุนเชียร์นายก เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลบให้ฝ่ายตรงข้าม
ทำยังไงก็ดีให้ชาวบ้านมองว่าพวกต่อต้านนายกนี่สร้างความแตกแยก สร้างความวุ่นวาย
ป่วนเมือง ไร้สติไร้เหตุผล แม้แต่วันเด็กก็ไม่หยุด!
แต่จะโยนชั่วให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องสร้างภาพลักษณ์ดีๆให้ตนเองด้วย ต้องยกตัวเองด้วย
บรรดาเบ๊คือสื่อทีวี วิทยุต้องทำไงก็ได้ให้ชาวบ้านมองว่านายกไม่สนใจเสียงนกเสียงกา(เพราะตอบไม่ได้ไง)
ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่เอานายกคนนี้แล้วจะเอาคนไหน!

เช่นเดียวกันคุณอัซฮารี คุณมุหัมมัดไม่ได้ตอบคำถาม แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ดีๆให้ตัวเอง
และสร้างภาพลบให้ฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนั้นแล้วเวลาตอบไม่ได้ โต้ไม่ได้ก็จะใช้วิธีเบ่งหรือข่มทับ

อย่างนายกทักษิณเขาจะมีคำพูดแบบนี้ครับเวลาตอบโต้ไม่ได้

(อันนี้ตอบโต้ฝ่ายค้าน)
"ฝ่ายค้านมีหน้าที่ค้านมันก็ค้านอย่าเดียว"!

(อันนี้ตอบโต้นักวิชาการ)
"กลับไปดูตำรามาใหม่ไป"!

(พอเขาพูดย้ำในนโยบายผิด เช่นเรื่องภาคใต้)
"นักวิชาการอย่าแผ่นเสียงตกร่อง"!

แล้วส่วนคุณอัซฮารีล่ะมาแบบไหน?

ทำนองนี้ครับ

(เวลาเขายกหลักฐานมาให้)
"หลักฐานที่คุณว่าผมเห็นมานานแล้วครับ แต่มันยังหลักฐานอื่นด้วย ไม่ใช่ยกมาอันเดียวแล้วมาสรุป"!
..แล้วก็ไม่มีคำตอบ

(เวลาเขาจี้ตรงจุด)
"อันนี้มุขเก่าครับ พวกวะฮาบีย์ชอบยกมาอ้าง"!
..แล้วก็ไม่มีคำตอบ
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189

No. : 7896
ข้อความ: นายกทักษิณเป็นประเภท "ด้ามพร้ามันไม่คม ต้องฟันให้หนัก"!
หมายถึงไม่มีอะไรจะสู้ไง หลักฐานก็ไม่มีโต้ เหตุผลก็ไม่มี เลยต้องฉะมันหนักๆ ข่มทับมันไป
ใครจะเป็นบุคคลประเภทนี้ก็เออเถอะ ถ้าไม่อยากเป็นก็เวลาถามต้องตอบ
ถ้าตอบไม่ได้ก็บอกว่าไม่ได้ ไม่มีใครว่าไม่มีใครดูถูก แต่ถ้ามัวกลัวเสียฟอร์ม ขึ้นเวทีแล้วจะหนีลงมันก็อาย
อย่างนี้มีแต่จะยิ่งเสียหมากันเข้าไปใหญ่ ไม่มีหลักฐานก็ง่ายๆบอกว่าไม่
เพราะถึงจะหลบหลีกไปแค่ไหน ผมก็จะตามจี้ให้ตรงจุดอยู่อย่างนี้แหละ
ไม่ใช่เอาชนะครับ เพราะเรื่องมันจบไปนานแล้ว คนอ่านเขาตัดสินกันได้ คนที่เป็นกลางไม่ใช่อย่างคนอยากรู้
เขารู้ว่าเขารอหลังอีดจะมีคำตอบ แต่ปรากฏว่าไม่มี..
และแทนที่จะเป็นการออกมายอมรับแต่กลับตะแบ็ง ดันทุรังไถสีข้างอยู่นั่นแหละ

ส่วนคุณคนอยากรู้ไม่ใช่ประเภทด้ามพร้าไม่คมครับ เพราะไม่ใช่มีดพร้า แต่เป็นไม้กวาด!
เอาไม้กวาดไปฟันมันฟันไม่เข้าให้หรอกครับ เลยต้องทุบๆตีๆให้มันหนักคอยป่วนเขาอยู่อย่างนี้แหละ
แล้วไม่มีจุดหมายด้วยครับ หวังแค่ระบายนัฟซูเท่านั้นเอง

ส่วนผมล่ะไม่ไหน อ๋อผมเป็นผู้ยิงคำถามจี้ต่อมฟิตเราะฮฺ คนที่รู้ถูกรู้ผิดแล้วแกล้งหลอกตัวเองไม่ยอมรับ
ไม่ใช่คำถามมีดพร้าคมๆครับ เราไม่ใช่นักวิชาการ
แต่มันเป็นการเอาเข็มจี้แทงใจดำ เพื่อจะเอาสัจธรรมมาทิ่มแทงแก่ผู้ดิ้อร้นดังคำถามเหล่าแหละครับ

(2 ข้อ จาก 4 กับดักหนู)
1. ขอหลักฐานที่อ้างว่าอะชาอิเราะฮฺเชื่อเรื่องศิฟาตแบบดียวกับสลัฟ ?
2. สลัฟคนไหนเอ่ยออกมาเรื่องบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ..(ถ้ามี)เขาหมายถึงอะไร ?
(และ 3 ข้อ ชวนให้ไคร่ครวญ)
3. ท่านอิบนุ มัสอูด ห้ามปรามวงซิเกรฺนั่นทำไม ?
4. ท่านอิบนุ อุมัร ห้ามปรามคนซอละวาตหลังดุอาอฺหลังจามทำไม ?
5. ท่านอุมาเราะฮฺ ต่อว่าคนที่ยกมือ(ดุอาอฺ)ในคุตบะฮฺทำไม ?

ตอบไม่ได้แล้วตะแบ็ง ...เสียหมาครับ!
แต่ถ้าตอบไม่ได้ แล้วยอมรับความจริงฮีโร่ครับ! น่าชื่นชม

ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.189


(from mureed.com)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Thu Feb 16, 2006 3:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

กระทู้นี้ ห่างหายไปนาน เลยต้องยกขึ้นมาอีก และรู้สึกว่า ไออาเอฟเขาจะพูดเอาฝ่ายเดียว ยังไงกระทู้ เตาฮีด ภาค 1 และภาค 2 ก็ถูกระงับไปแล้ว แต่ก็ยังมีของนายไออาเอฟที่ยังเหลืออยู่

ผมก็ขอก๊อบ นำการสนทนาของ น้องอัล-อัซฮะรีย์ ที่ได้ทำการสนทนากับคุณไออาเอฟ ที่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลต่างๆในกระทู้นี้โดยตรง แต่เมื่อน้องเขาเข้ามาวิจารณ์ในสิ่งที่ไออาเอฟนำเสนอมา เขากลับเงียบฉี่เลี่ยงประเด็น ไอ้กระผมนั้น มันชอบอะไรๆที่มีเคลียร์หน่อยอะนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็จะทำการ ก๊อบทบทวนสิ่งที่น้องเขาได้สนทนาไว้ เกี่ยวกับการชี้แจงที่ตรงกับกระทู้นี้ ดังต่อไปนี้ครับ

ถึงคุณไออาเอฟ ผมจะเริ่มทำการสนทนาและตอบในสิ่งที่คุณตั้งคำถามให้กับผม และผมก็จะตอบไปเรื่อยๆ ทีละประเด็น กรุณาโปรดอย่ารีบร้อนแบบขอคำตอบทั้งทีเดียวเลย เพราะมันมีปัญหาเรื่องเวลา แต่สิ่งที่ผมจะถามคุณนั้น คุณจะต้องตอบคำถามผมเช่นเดียวกัน


อ้างอิงจากไออาเอฟ

ดังหลักฐานที่ผมเคยยกไปแล้วว่า
ท่านอัล-วะลีด บินมุสลิมกล่าวว่า “ฉันได้ถามท่านอัล-เอาซาอีย์และท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ และท่านมาลิก บินอนัส ถึงบรรดาหะดิษที่เกี่ยวกับคุณลักษณะ และการมองเห็นดังกล่าวข้างต้นนี้ พวกเขาทั้งหมดตอบเหมือนกันว่า จงให้มันเป็นไปตามที่มีอยู่เถิด โดยมิต้องตัดทอนใดๆ"

ตอบ

ความจริงแล้ว ผมเองก็รอดูคุณไออาเอฟว่าเขาจะเอาอย่างไร ซึ่งประเด็นต่างๆที่เขาถามผมมานี้ ผมได้ตอบในการสนทนาแล้วในกระทู้นี้ แต่คุณไออาเอฟก็ไม่รู้เรื่อง มัวแต่ไปทวงคำถามสร้างภาพไปวันๆ หากคุณได้อ่านคำสนทนาของผมที่ผ่านมานั้น มันล้วนแต่มีคำตอบให้ทั้งสิ้น และผมก็บอกว่าสิ่งที่ต่างๆที่คุณอ้างมานั้น ผมก็ผ่านมาแล้ว แต่คุณกลับไปบอกว่าผมแค่พูดอวดเบ่ง ทั้งที่ผมก็ชี้แจงไปแล้วกับบังอะสัน แต่คุณทำเป็นหนวกบอดใบ้โดยไม่ใช้สติปัญญาใคร่ควรค้นหาอ่านในสิ่งที่ผมได้เคยนำเสนอไป

เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า

ก่อนอื่นผมขอวิจารณ์การแปลแบบของคุณไออาเอฟที่วะฮาบีย์ต่างให้การเชียร์และชมเชยกันสักหน่อย

คุณไออาเอฟ แปลว่า "จงให้มันเป็นไปตามที่มีอยู่เถิด"

ที่ทั้งภาษาอาหรับกล่าวว่า

أمروها كما جاءت

ซึ่งหมายความว่า"พวกท่านจงผ่านมันไป เฉกเช่นที่มันได้มี(ระบุ)มา"

แต่แปลนั้นมาว่า "จงให้มันเป็นไปตามที่มีอยู่" นั้น มีอยู่อย่าไร? อันนี้ผมไม่ทราบ หรือว่าให้มีอยู่แบบความหมายที่วะฮาบีย์เขาจะเอาอันนี้ค่อยว่ากัน แต่ถ้าแปลว่า" พวกท่านจงผ่านมันไป เฉกเช่นที่มันได้มี(ระบุ)มา" อันนี้ไม่มีปัญหา เนื่องจากเราผ่านมันไป โดยมอบหมายทั้งหมดให้กับอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ทั้งในแง่ความหมายและวิธีการ

คุณไอเอฟแปลอีกว่า "โดยมิต้องตัดทอนใดๆ"

อันนี้ผมไม่ทราบว่าเขาไปเอาความหมายแบบนี้มาจากใหน หรือสายรายงานใหน? บรรดาอิมาม อัลเอาซะอีย์ อิมามซุฟยาน บินอุยัยนะฮ์ และอิมามมาลิก ได้กล่าวอย่างนี้หรือเปล่า??? ทั้งที่สายงานที่ซอเฮี๊ยะหฺนั้นกล่าวว่า

بلا كيفية

"โดยไม่มีวิธีการ"

แต่หากมีสายรายงานอื่นอีกก็โปรดยกมายืนยัน ไม่เช่นนั้น คุณจะถูกข้อหาโกหกบิดเบือนคำพูดของบรรดาอุลามาอ์

จากคำกล่าวของ ท่านอัล-วะลีด บิน มุสลิม นี้ ผมได้เคยนำเสนอสนทนาไปแล้ว ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้

และอัลเลาะฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการมีของบรรดามัคโลคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะใดก็ตาม อัลเลาะฮฺทรงตรัสว่า

ليس كمثله شيء وهو السميع البصير

ความว่า” ไม่มีสิ่งใดคล้าย เสมือนกับพระองค์ และพระองค์ทรงได้ยินยิ่ง และทรงเห็นยิ่ง” อัชชุรอ 11


มีอุลามาอฺบางส่วนเข้าใจว่าอายะฮฺนี้ปฏิเสธเพียงแค่การเหมือน( المثيل ) เท่านั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นเช่นนั้น เพราะอักษร ك ของคำว่า كمثله นั้น เขาเรียกว่า كاف التشبيه ก๊าฟที่ให้ความหมายถึงความคล้ายคลึง ดังนั้นอายะฮฺดังกล่าวนี้ จึงปฏิเสธความหมายของการเหมือนและความคล้ายคลึงไปพร้อมๆ กัน


แต่อิบนุตัยมียะฮฺและสลัฟ(วะฮาบีย์)ปัจจุบันนั้น ได้ยืนยันการมี تشبيه คือการคล้ายคลึงระหว่างอัลเลาะฮฺและมัคโลค คือพวกเขากล่าวว่า อัลเลาะฮฺทรงนั่ง สัมผัส อยู่บนมัคโลค(อะรัช) ถึงขนาดว่าบรรดามะลาอิกะฮฺต้องหนักอึ้ง ซึ่งคำเชื่อดังกล่าวนี้ ไม่มีอุลามาอฺซะลัฟท่านใดเชื่อและกล่าวอย่างนี้ ดังนั้น ผมก็เฝ้าขอหลักฐานจากคุณอะสัน(และไออาเอฟอีกคน)เกี่ยวกับ การที่อัลเลาะฮฺนั่ง الجلوس สถิตสัมผัสหนักอึ้งอยู่บนอะรัช ว่ามีสะลัฟท่านใดที่กล่าวแบบนี้ คุณอะสันบอกว่ามีหลักฐานเพียบแต่คุณอะสันยกมากี่ทีๆ ก็ไม่ตรงประเด็นสักที


คำว่า تشبيه นั้นหมายถึง

هو إثبات المماثلة بين الله تعالى وبين شىء من خلقه بوجه من الوجوه
หมายถึง “คือการยืนยันถึงการเหมือนระหว่างอัลเลาะฮฺและสิ่งหนึ่งจากบรรดามัคโลคของพระองค์ ด้วยหนทางใดหนทางหนึ่ง จากบรรดาหนทางต่างๆ”


ดังนั้นคำว่า بوجه من الوجوه คือมีการเหมือนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเหมือนในลักษณะเดียวสักทีก็ตาม นั่นก็ถือว่า تشبيه แล้ว เช่นการบอกว่า อัลเลาะฮฺนั่ง الجلوس สถิตสัมผัสหนักอึ้งอยู่บนอะรัช คำกล่าวแบบนี้ถือว่าอันตรายครับ


ท่าน อิบนุ บันนา อัลบุฆดาดีย์ อัลฮัมบาลีย์ กล่าวว่า “สำหรับพวก อัลมุชับบิฮะฮฺ المشبه และพวกอัลมุญัสสิมะฮฺ المجسمة นั้น คือพวกเขาได้ทำให้บรรดาซีฟัต คุณลักษณะของอัลเลาะฮฺนั้น เหมือนกับบันดาลักษณะของมัคโลค” ดู หนังสือ อัลมุคตาร ฟี อุซูล อัซซุนนะฮฺ หน้า 77 ตีพิมพ์ที่ศูนย์หนังสือ อัลอุลูม วะ อัลหิกัม มะดีนะฮฺ อัลมุเนาวะเราะฮฺ


ท่านอิมาม อัล-บัยฮะกีย์ได้กล่าวรายงานไว้ในหนังสือ อุสสุนันอัลกุบรอของท่าน ว่า

أخبرنا محمد بن عبد الله الحافظ ثنا أبو بكر محمد أحمد بن بالويه ثنا محمد بن بشر بن مطرثنا الهيثم بن الخارجة ثنا الوليد بن مسلم قال : سئل الأوزاعى ومالك وسفيان الثورى والليث بن سعد عن هذه الأحاديث التى جاءت فى التشبيه فقالوا : أمروها كما جاءت بلا كيفية .

" ได้บอกเล่ากับเรา โดยมุฮัมมัด บิน อับดิลลาฮฺ อัลหาฟิซฺ ได้เล่ากับเรา โดยอบูบักร มุฮัมมัด อะหฺมัด บาลุวัยฮฺ ได้บอกเล่ากับเรา โดยมุฮัมมัด บิน บิชรฺ ได้บอกเล่ากับเรา โดยมะฏ๊อร ได้บอกเล่ากับเราโดย อัลฮัยษัม บิน อัลคอริญะฮฺ ได้บอกเล่ากับเรา โดย อัลวะลีด บิน มุสลิม เขากล่าวว่า " ท่านอัลเอาซฺะอีย์ ท่านมาลิก ท่านซุฟบาน อัษเษารีย์ และท่านเลัยษ์ บิน ซะอัด ได้ถูกถามจากบรรดาฮะดิษที่มีมาในการตัชบีฮฺ(มีการคล้ายคลึ่งระหว่างอัลเลาะฮฺและมัคโลค) ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า "พวกท่านจงผ่านมันไป เฉกเช่นที่มันได้มี(ระบุ)มา โดยไม่(รู้ว่าวิธีการ)มีอย่างไร " ดู สุนัน กุบรอ ของท่าน อัลบัยฮะกีย์ เล่ม 2 หน้า 3


แต่คำกล่าวของบรรดาอุลามาอฺสลัฟที่ซอเฮี๊ยะฮฺนี้ คุณอะสันไม่เคยให้ความสนใจมันเลยครับเท่าที่ผมสนทนามา คุณอะสันโปรดพิจารณาครับต่อไปครับ


1. คำว่า التى جاءت فى التشبيه ย่อมชี้ให้เห็นถึงความถูกต้องในสิ่งที่อุลามาอฺ อะฮฺลิสซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺจาก อัลอะชาอิเราะฮฺและอัลมะตูรีดียะฮฺได้กล่าวไว้ว่า “บรรดาตัวบทที่ทำให้คิดว่ามีความคล้ายคลึง تشبيه ได้นั้นหากมันได้ถูกตีความบนความหมายแบบผิวเผิญที่เข้าไปอยู่ในสมองของเรา” เมื่อเป็นเช่นนี้ อุลามาอฺซะลัฟอัซซอและหฺมีจุดยืนอย่างไรหรือครับ ? ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาคำกล่าวของอุลามาอฺซะลัฟต่อไปว่า


2. คำว่า : أمروها كما جاءت “ท่านจงผ่านมันไป เฉกเช่นที่มันได้มี(ระบุ)มา” หมายถึง การผ่านตัวบทนั้นไป โดยไม่ต้องพิจารณาให้ลึกถึงความหมายของมัน และมอบหมายความหมายที่แท้จริงให้กับอัลเลาะฮฺ(ซ.บ.)แต่เพียงผู้เดียว เช่นอายะฮฺทีว่า

الرحمن على العرش إستوى

คำว่า إستوى นั้น อุลามาอฺซะลัฟอัซซอและหฺ ได้อ่านผ่านพ้นมันไป เหมือนกับที่มันได้ถูกระบุมา โดยมอบความหมายที่แท้จริงให้กับอัลเลาะฮฺ(ซ.บ.)เท่านั้น แต่อิบนุตัยมียะฮฺและพวกสลัฟ(วะฮาบีย์)ปัจจุบัน บอกว่า إستوى นั้น คือการนั่ง الجلوس สถิตสัมผัสหนักอึ้งอยู่บนอะรัช ซุบฮานัลเลาะฮฺ แบบนี้ไม่ใช่หนทางของซะลัฟซอและหฺ


รายงานจากหนทางของ อบูบักร อัตฏ๊อบอีย์ เขากล่าวว่า “ มัซฮับอะฮฺลิสซุนนะฮฺ เกี่ยวกับคำตรัสของอัลเลาะฮ(ซ.บ.) ที่ว่า الرحمن على العرش إستوىนั้นคือไม่รู้วิธีการอย่างไร ? และมีรายงานอันมากมายในเรื่องนี้ จากบรรดาอุลามาอฺสะลัฟ และก็เป็นแนวทางของอิมามชาฟิอีย์และอิมามอะหฺมัด” ดู ฟัตหฺ อัลบารีย์ เล่ม 13 หน้า 143 แล้วอิบนุตัยมียะฮฺและสลัฟ(วะฮาบีย์)ปัจจุบันนั้น พวกเขาตามอิมามชาฟิอีย์และอิมามอะหฺมัดหรือเปล่าครับเนี่ย?

และว่าคำว่า "จงผ่านมันไป" นั้น ( إمرارها) คือผ่านพ้นมันไป โดยไม่หยุดมาพิจารณา โดยมอบความหมายของมันให้กับอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) นี้คือ การมอบหมายแบบสะลัฟที่แท้จริง และเป็นหลักการข้อแรกของอัลอะชาอิเราะฮ์


3. بلا كيفية “โดยไม่รู้วิธีการว่าเป็นอย่างไร” คือปฏิเสธวิธีการว่าเป็นอย่างไรกับซาตฺและซีฟัตของอัลเลาะฮฺ

ท่านอะหฺมัด บิน อับดิลและฮฺ อัลอะญะลีย์ได้กล่าวไว้ใน ตารีค ของเขาว่า บิดาของฉันเล่าวว่า ท่าน รอบิอะฮฺ(อาจารย์ของอิมามมาลิก)กล่าวว่า

سئل كيف إستوى ؟ فقال الكيف غير معقول ، وعلى الرسول البلاغ وعلينا التصديق

“เขาได้ถูกถามว่าอัลเลาะฮฺทรง إستوى อย่างไร ? เขากล่าวว่า วิธีการอย่างไรนั้น ไม่สามารถคิดไปถึงได้ และบนท่านร่อซูล ต้องเผยแพร่ และจำเป็นบนเราต้องเชื่อ” ดู ซิยัร อะอฺลาม อันนุบะลาอฺ เล่ม 6 หน้า 90

ได้ระบุไว้ในหนังสือ ฏ่อบ่าก๊อต อัลหะนาบิละฮฺ ของท่าน อบี ยะอฺลา ว่า

أن الإمام أحمد يقول : والله تعالى لم يلحقه تغير ولا تبدل ولا يلحقه الحدود قبل خلق العرش ولا بعد خلق العرش

ความว่า" แท้จริง อิมามอะหฺมัด กล่าวว่า อัลเลาะฮฺ ตะอาลา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มาเกี่ยวพันกับพระองค์ และไม่มีขอบเขตมาเกี่ยวพันกับพระองค์ ไม่ว่าก่อนสร้างอะรัชหรือหลังการสร้างอะรัชแล้ว" ฏ่อบ่าก๊อต อัลหะนาบิละฮฺ เล่ม 2 หน้า 297

ท่านอิมาม อัซซะฮะบีย์ ได้กล่าวว่า "สิ่งที่ถูกรักษาไว้ จากคำพูดของอิมามาลิก(ร.ห.) คือการรายงานของ อัล-วะลีด บิน มุสลิม แท้จริงเขาได้ถามอิมามมาลิกเกี่ยวบรรดาหะดิษซีฟาต ท่านอิมามาลิกตอบว่า "ท่านจงทำการผ่านมันไป เฉกเช่นที่มันได้มี(ระบุ)มา โดยไม่มีการอธิบาย" ดู (ซิยัส อะลาม อันนุบะลาอ์ เล่ม 8 หน้า 105)

ท่านหาฟิซฺ อิบนุ หะญัร ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ฟัตหุลบารีย์ ว่า " ท่านอัลบัยฮะกีย์ ได้กล่าวสายรายงาน ที่ซอเฮี๊ญะหฺ จากอะหฺมัด บิน อบีอัลหะวารีย์ จากท่านซุฟยาน บิน อุยัยนะฮ์ ซึ่งท่านซุฟยานกล่าวว่า ทุกๆสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงพรรณากับพระองค์เองในอัลกุรอานนั้น การอธิบายมันคือการอ่านมันและหยุดนิ่งจากมัน" (ขอโทษที่ผมลืมเขียนอ้างอิง วันหลังจะนำมาให้ อินชาอัลเลาะฮ์)

แต่อิบนุตัยมียะฮฺและวะฮาบีย์ปัจจุบันนั้นไม่ยอมหยุดนิ่ง ไม่ยอมทำการอ่านผ่านมันไป แต่พวกเขากลับไปกระดิกปากบอกว่ากล่าวว่าอัลเลาะฮฺทรงนั่ง الجلوس สถิตสัมผัสหนักอึ้งอยู่บนอะรัช ดังนั้นผมขอถามไออาเอฟบ้างว่า

1. คุณแปลอีกว่า "โดยมิต้องตัดทอนใดๆ" ไปเอาสายรายงานที่มีความหมายจากคำพูดของบรรดาอุลามาอ์ทั้ง 3 ท่านมาจากใหน??

2. แล้วมีสะลัฟท่านใหนบ้างหรือที่บอกว่า "อัลอิสติวาอ์" ที่อัลเลาะฮ์ทรงพรรณาไว้ให้กับพระองค์นั้น คือการนั่ง

3. แล้วคำว่า พระองค์หนักอึ้งนั้น มันเป็นสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงพรรณาเอาไว้ให้กับพระองค์เองหรือไม่? และผู้ที่กล่าวว่าพระองค์ทรงหนักอึ้งนั้น หุกุ่มว่าอย่างไร?
สามข้อนี้เป็นกับดักแมวครับ ที่จำเป็นต้องตอบโดยหลีกเลี่ยงไม่พ้น (เหมือนกับที่เขาเคยพูดกับผมเอาไว้)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3  ถัดไป
หน้า 2 จากทั้งหมด 3

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.16 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004