ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - การแบ่งเตาฮีดออกเป็น อุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ?
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
การแบ่งเตาฮีดออกเป็น อุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ?
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 27, 28, 29, 30  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
มุหัมมัด
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 06/11/2005
ตอบ: 210


ตอบตอบ: Mon Jan 16, 2006 4:41 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ถึงคุณมุสลิมครับ

ตัวบทที่คุณยกอ้างอิงมานั้น สมควรที่จะละอายตนเองบ้างก็ดีนะครับ อย่ายกตัวบทดังกล่าวมายืนยันในอากิดะฮ์ของตนเลย น้องอัลอัซฮะรีย์เขาอธิบายไปแล้ว

ถึงคุณอะสัน

หะดิษอาฮาดนั้น จะนำมาอ้างเรื่องอากิดะฮ์ได้หรือครับ ใหนล่ะครับ หลักฐานของคุณ ที่อนุญาติเอาหะดิษอาฮาด มาอ้างในเรื่องอากิดะฮ์ ?? โปรดยกหลังฐานมาซิหน่อยซิครับ ทั้งที่อุลามาอ์ส่วนมากเขาไม่เอาหะดิษอาฮาดมาอ้างเรื่องอากิดะฮ์ โดยเฉพาะในเรื่องของอัลเลาะฮ์


wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Konyakroo
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 16/01/2006
ตอบ: 244


ตอบตอบ: Mon Jan 16, 2006 1:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สลามบังฮะซัน ไหนๆบังก็เชิญผมมาตามคำเรียกร้องแล้วครับ...

บังครับใครๆก็พูดได้นะบังและอายะที่บังยกมานั้นบังเล่นยกมากึ่งๆกลางๆนะครับ..ทำไมไม่ท้าวความเรื่องตั้งแต่แรกเลยละว่าสิ่งที่อัลลอฮ์(ซบ)ในโองการนี้...พระองค์กล่าวถึงเรื่องอะไร ต้องการสื่อความหมายกับชนกลุ่มใด และทำไมไม่กล่าวด้วยละว่าขณะนั้นท่านบีกำลังเผยแพร่ศาสนาอยู่กับชนเผ่าใด และที่ท่านนบีต้องการยกเอาคำพูดนี้มาเพื่ออะไร และเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตอนไหน
และที่บังเล่นยกอายะนี้..ห้วนๆเข้าข้างและสนับสนุนความคิดและความเชื่อของตัวเองที่ว่าอัลลอฮ์(ซบ)ต้องพึ่งพาอารัชโดยนั่งอยู่บนฟากฟ้านั่นมันรู้สึกว่าจะเข้าข้างตัวเองมากไปแล้วนะบังอิ/.อิ/อิ
أَأَمِنتُم مَّن فِي السَّمَاء أَن يَخْسِفَ بِكُمُ الأَرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ
[67.16] พวกเจ้าจะปลอดภัยละหรือ จากการที่พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้าจะให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าแล้วขณะนั้นมันจะหวั่นไหว
أَمْ أَمِنتُم مَّن فِي السَّمَاء أَن يُرْسِلَ عَلَيْكُمْ حَاصِباً فَسَتَعْلَمُونَ كَيْفَ نَذِيرِ
[67.17] หรือว่าพวกเจ้าจะปลอดภัยจากการที่พระผู้ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้า จะทรงส่งลมหอบก้อนกรวดให้กระหน่ำมายัง พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าการตักเตือนของข้าเป็นเช่นใด ?

โองการนี้อัลลอฮ์(ซบ)เพียงลงวาฮีเพื่อให้มายังท่านนบีเพื่อสั่งสอนผู้ไม่เชื่อฟังว่าและดื้อดึงเรื่องกาการมีอยู่จริงของพระองค์และการทรงมีอำนาจและทรงปรีชาญาณนะครับโดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในสมัยของท่านบีฮูด(อล)

แล้วทำไมบังฮะซันไม่ดูและยกอายะนี้ด้วยละครับถ้าไม่ยึดติดตามความเข้าใจของตนเอง

"และทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ย่อมเป็นสิทธิของอัลลฮ์...ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะหันไปทางทิศใดก็ตาม ณ.ที่นั้นย่อมเป็นที่สถิตย์ของอัลลอฮ์"
นี้ก็มาจากอัลกรุอ่านเหมือนกัน ถ้าเชื่อตามอายะนี่คราวนี้คงจะยุ่งละซิบัง
เพราะอัลลออ์นั้นสถิตย์อยู่ทั้งตะวันออกและตะวันตก

อายะนี้บอกให้รู้ไม่ใช่หรือครับว่าอัลลอฮ์ผวบ)ไม่ได้นั่งประทับอยู่บนอารัชตลอดไปหรืออย่างเดียว..ตามที่บังความเข้าใจ...
***หรืออายะนี้บังจะแปลความหมายเป็นอย่างอื่นอีก ก็ตามแต่ใจต้องการนะผมว่าบังต้องมีทางออกจนได้นั่นแหละ บังนี่ลื่นเหมือนปลาไหลอยู่แล้วนะ(มาอัฟนะบังล้อเล่นบ้างน้าอิอิออิ)

++++ดังนั้นอุลามะอาชาอิเราะ เขาฉลาดครับเขาไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดในชนกลุ่มหลัง โดยเฉพาะเราๆท่านๆนี่แหละ ซึ่งในยุคสุดท้ายนี้คนมีความรู้ที่เก่งจริงๆนั้นจะแทบไม่มี
จะคงเหลือผู้ที่รู้งูๆปลาๆแล้วยกโน้นนิดอ้างนี้หน่อยมาประกอบคำพูด นะอูซูบิลแล..

แต่ก็ไม่วายทุกวันนี้ระดับความเข้าใจหรือการรู้จักในการมีอยู่ของพระองค์กลับถูกละเลย
ของ เด็กๆหรือคนอาวามทั่วไปถ้ามีใครบอกอัลลอฮ์มีแน่และทรงนั่งอยู่บนอารัช
รับรองครับบัง เกือบ100%ต้องเข้าใจว่า อัลลออ์จะต้องมีก้นแน่เพราะยืนแล้วคงจะเมื่อยเลยต้องหาที่นั่ง
คืออารัชที่พระองค์สร้างไว้สำหรับนั่ง อะ.ถ้าเข้าใจยังนี้..อัลลอฮ์(ซบ)ก็ต้องพึงพาอารัชอีก เห็นไหมว่า
ไม่สิ้นสุดในการให้ความหมาย ดังนั้นการให้ความหมายขออุลามะอาชาอิเราะ ที่ไม่แปลความหมายเหมือนที่บังยกอายะข้างตนนั้น ว่าพระองค์ทรงประทับบนอารัชนั้น ใครๆก็เข้าว่าพระองค์นั่งเหมือนมนุษย์ทั่วไปนั่นแหละครับ


ฉนั้นมันถูกต้องแล้วสำหรับการให้ความหมายว่า..แท้จริงองค์อภิบาลของพวกเจ้าทั้งหลายคือ อัลลอฮ์ผู้ทรงบันดาลฟากฟ้าและแผ่นดิน ใน6วันหลังจากพระองค์ได้ทรงใช้อำนาจเหนือบัลลังก์จัดการบริหารกิจการทุกอย่าง(10:30)
ดังนั้นระดับสติปัญญานิดนิดเพราะมัคโลคที่พระองค์ให้มาใช้ในโลกนี้เท่านั้น มันจึงเหมาะสมและถูกต้องแล้วครับบัง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Jan 16, 2006 10:12 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อความของคุณKonyakroo(คนอยากรู้)
และที่บังเล่นยกอายะนี้..ห้วนๆเข้าข้างและสนับสนุนความคิดและความเชื่อของตัวเองที่ว่าอัลลอฮ์(ซบ)ต้องพึ่งพาอารัชโดยนั่งอยู่บนฟากฟ้านั่นมันรู้สึกว่าจะเข้าข้างตัวเองมากไปแล้วนะบังอิ/.อิ/อิ
أَأَمِنتُم مَّن فِي السَّمَاء أَن يَخْسِفَ بِكُمُ الأَرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ
[67.16] พวกเจ้าจะปลอดภัยละหรือ จากการที่พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้าจะให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าแล้วขณะนั้นมันจะหวั่นไหว
أَمْ أَمِنتُم مَّن فِي السَّمَاء أَن يُرْسِلَ عَلَيْكُمْ حَاصِباً فَسَتَعْلَمُونَ كَيْفَ نَذِيرِ
[67.17] หรือว่าพวกเจ้าจะปลอดภัยจากการที่พระผู้ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้า จะทรงส่งลมหอบก้อนกรวดให้กระหน่ำมายัง พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าการตักเตือนของข้าเป็นเช่นใด ?
................................
ตอบ
คุณนี่ก็แปลก ก็พวกคุณปฏิเสธว่า อัลลอฮทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้า แล้วผมก็ยกข้อความในอายะฮอัลกุรอ่าน มาแสดงให้คุณเห็น แต่คุณกลับมาอ้างข้างๆคูๆว่าเอามาครึ่งๆกลางๆ แล้วคำว่า
أَأَمِنتُم مَّن فِي السَّمَاء
แปลว่าอย่างไร ท่านนบี ศอลฯ และเหล่าเศาะหาบะฮ ตีความไปเป็นอย่างอื่นหรือเปล่า ถ้ามีคุณนำเสนอมา อย่าใช้ความเห็นตัวเอง
..............................
คุณกล่าวว่า
แล้วทำไมบังฮะซันไม่ดูและยกอายะนี้ด้วยละครับถ้าไม่ยึดติดตามความเข้าใจของตนเอง

"และทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ย่อมเป็นสิทธิของอัลลฮ์...ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะหันไปทางทิศใดก็ตาม ณ.ที่นั้นย่อมเป็นที่สถิตย์ของอัลลอฮ์"
นี้ก็มาจากอัลกรุอ่านเหมือนกัน ถ้าเชื่อตามอายะนี่คราวนี้คงจะยุ่งละซิบัง
เพราะอัลลออ์นั้นสถิตย์อยู่ทั้งตะวันออกและตะวันตก
......................
ตอบ
อ้าว ..การเชื่อตามที่อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงบอกไว้ ยุ่งละซิด้วยหรือน้องบ่าว แล้ว ถ้ากลัวจะยุ่งและสร้างความ สับสนแก่อุมมะฮ ทำไมท่านบี ศอลฯจึงไม่อธิบาย อยากถามหน่อย ท่านนบีมุหมุหัมหมัด ศอลฯ ถูกส่งมาทำหน้าทีอรรถาธิบายอัลกุรอ่านใช่ไหม? (ตอบด้วย) แสดงว่า คุณ และสหายเก่งกว่าท่านนบี ศอลฯและเหล่าเศาะหาบะฮใช่ไหม ? เฮ้อ..น้องเอ๋ย...สงสารตัวเองเถิด
.............................................
คุณคนอยากรู้กล่าวว่า

อายะนี้บอกให้รู้ไม่ใช่หรือครับว่าอัลลอฮ์ผวบ)ไม่ได้นั่งประทับอยู่บนอารัชตลอดไปหรืออย่างเดียว..ตามที่บังความเข้าใจ...
***หรืออายะนี้บังจะแปลความหมายเป็นอย่างอื่นอีก ก็ตามแต่ใจต้องการนะผมว่าบังต้องมีทางออกจนได้นั่นแหละ บังนี่ลื่นเหมือนปลาไหลอยู่แล้วนะ(มาอัฟนะบังล้อเล่นบ้างน้าอิอิออิ)

++++ดังนั้นอุลามะอาชาอิเราะ เขาฉลาดครับเขาไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดในชนกลุ่มหลัง โดยเฉพาะเราๆท่านๆนี่แหละ ซึ่งในยุคสุดท้ายนี้คนมีความรู้ที่เก่งจริงๆนั้นจะแทบไม่มี
จะคงเหลือผู้ที่รู้งูๆปลาๆแล้วยกโน้นนิดอ้างนี้หน่อยมาประกอบคำพูด นะอูซูบิลแล.
.............................
ตอบ
ช่างเป็นคำพูดที่อยากหัวเราะให้ฟันหัก(แต่ฟันไม่ค่อยมีให้หัก) นี่แสดงว่า คุณบอกว่า ท่านนบี ศอลฯและเหล่าเศาะหาบะอ โง่ซิถ้า ที่ไม่รู้จักอรรถาธิบายให้คนรุ่นหลังเข้าใจ แต่..มีพวกอาชาอีเราะฮ ที่อวดอ้างฉลาด มาชาอัลลอฮ
.....................................
คุณคนอยากรู้กล่าวว่า
ฉนั้นมันถูกต้องแล้วสำหรับการให้ความหมายว่า..แท้จริงองค์อภิบาลของพวกเจ้าทั้งหลายคือ อัลลอฮ์ผู้ทรงบันดาลฟากฟ้าและแผ่นดิน ใน6วันหลังจากพระองค์ได้ทรงใช้อำนาจเหนือบัลลังก์จัดการบริหารกิจการทุกอย่าง(10:30)
ดังนั้นระดับสติปัญญานิดนิดเพราะมัคโลคที่พระองค์ให้มาใช้ในโลกนี้เท่านั้น มันจึงเหมาะสมและถูกต้องแล้วครับบัง
.............................................
ตอบ
เห็นไหมล่ะ ท่านผู้ชม
อายะฮที่ว่า
نَّ رَبَّكُمُ اللّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ نَّ رَبَّكُمُ اللّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ يُدَبِّرُ الأَمْرَ مَا مِن شَفِيعٍ إِلاَّ مِن بَعْدِ إِذْنِهِ ذَلِكُمُ اللّهُ رَبُّكُمْ فَاعْبُدُوهُ أَفَلاَ تَذَكَّرُونَ
[10.3] แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านคือ อัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในเวลา 6 วัน แล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ ทรงบริหารกิจการ ไม่มีผู้ให้ความช่วยเหลือคนใด เว้นแต่ต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์ นั่นคืออัลลอฮ์ พระเจ้าของพวกท่าน พวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์เถิด พวกท่านมิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ?
...........
แล้วคำว่า "แล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ ("ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ ) คุณคนอยากรู้มาเปลี่ยนความหมายว่า
"หลังจากพระองค์ได้ทรงใช้อำนาจเหนือบัลลังก์"
...................
นี่คือ การบังอาจตีความอัลกุรอ่าน โดยที่ท่านบี ศอลฯ ไม่ได้ตีความ นี่คือ การลบหลู่ว่า ท่านบี ศอลฯ ไม่มีความละเอียดถี่ถ้วนในการอธิบายอัลกุรอ่าน
ดูคำพูดคุณคนอยากรู้กล่าวซิครับ(ฉายซ้ำ)

ดังนั้นอุลามะอาชาอิเราะ เขาฉลาดครับเขาไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดในชนกลุ่มหลัง

......................................................
ถ้อยคำข้างต้น อ่านแล้วรู้สึกเป็นห่วงคุณผู้มีนามว่า Konyakroo จริงๆ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Jan 16, 2006 10:34 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติมหน่อย
) عن الشافعي أنه قال: نثبت هذه الصفات التي جاء بها القرآن، ووردت بها السنة، وننفي التشبيه عنه، كما نفى عن نفسه، فقال: { لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ} [سورة الشورى: الآية 11] [السير للذهبي ج20 ص341] 6)
จากอัชชาฟิอี แท้จริง ท่านกล่าวว่า" เรารับรองบรรดาสิฟาตเหล่านี้ ที่มีมาในอัลกุรอ่านและปรากฏในอัสสุนนะฮ และเราปฏิเสธการเปรียบเทียบ ดังเช่นที่พระองค์ทรงปฏิเสธจากพระองค์เอง โดยตรัสว่า "(ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์" great อัชชูรอ/11 - อัสสิยะรุ ลิซซะฮะบีย์ เล่ม 20 หน้า 341
..................
พวกคุณคงจะบอกว่า อัซซะฮะบีย เชื่อไม่ได้ อีกละซิ แล้วช่วยบอกหน่อยอิหมามชาฟิอีตีความว่าอย่างไรครับ คุณผู้มีนามว่า คนอยากรู้ ห้ามเล่นสำนวนปลิ้วไปอื่น นะครับน้องบ่าว
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue Jan 17, 2006 7:11 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณคนอยากรู้กล่าวว่า
แล้วทำไมบังฮะซันไม่ดูและยกอายะนี้ด้วยละครับถ้าไม่ยึดติดตามความเข้าใจของตนเอง
"และทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ย่อมเป็นสิทธิของอัลลฮ์...ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะหันไปทางทิศใดก็ตาม ณ.ที่นั้นย่อมเป็นที่สถิตย์ของอัลลอฮ์"
นี้ก็มาจากอัลกรุอ่านเหมือนกัน ถ้าเชื่อตามอายะนี่คราวนี้คงจะยุ่งละซิบัง
เพราะอัลลออ์นั้นสถิตย์อยู่ทั้งตะวันออกและตะวันตก
.....................................
ตอบ
อายะฮที่คุณกล่าวถึงคือ

وَلِلّهِ الْمَشْرِقُ وَالْمَغْرِبُ فَأَيْنَمَا تُوَلُّواْ فَثَمَّ وَجْهُ اللّهِ إِنَّ اللّهَ وَاسِعٌ عَلِيمٌ
[2.115] และทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ดังนั้นพวกเจ้าจะผินไปทางไหน ที่นั่นแหละคือพระพักตร์ของอัลลอฮ์ แม้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
....................
โองการนี้ คุณต้องรู้ที่มาที่ไปว่าสืบเนื่องมาจากอะไร ที่อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงประทานอายะฮนี้ อายะฮนี้พูดถึงกิบลัตในการละหมาด อนึ่ง ในการที่อัลลอฮ ทรงใช้คำว่า “พระพักต์” แทนคำว่า กิบลัต เพื่อให้สมกับความเป็นจริง กล่าวคือ การที่มนุษย์ผินหน้าไปยังพระองค์ขณะที่ทำการละหมาดนั้น ก็ย่อมผินไปยังพระพักต์ของพระองค์ – โปรดดูรายละเอียดจากตัฟสีรอัลมะรอฆีย์ เล่ม 1 และ ตัฟสีรกุรอ่านนุลกะรีม เล่ม 1 หน้า 357-358 ของสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ
....................
ทีนี้มาดูคำอธิบาย
..........................................
( فَثَمَّ وَجْهُ اللَّهِ إِنَّ اللَّهَ وَاسِعٌ عَلِيمٌ ) فيه < 1-64 > إثبات الوجه لله تعالى, على الوجه اللائق به تعالى, وأن لله وجها لا تشبهه الوجوه, وهو - تعالى - واسع الفضل والصفات عظيمها, عليم بسرائركم ونياتكم
ที่นั้นแหละคือ พระพักต์ของอัลลอฮ) ในนั้น เป็นการรับรองพระพักต์ของอัลลอฮ(ซ.บ) ตามรูปแบบที่เหมาะสมกับพระองค์ และแท้จริงอัลลอฮทรงมีพระพักต์ โดยที่ไม่มีเหล่าใบหน้าที่มาเปรียบเทียบกับมันได้ และพระองค์นั้น สูงส่ง ทรงกว้างขวางแห่งความโปรดปรานและทรงยิ่งใหญแห่งบรรดาคุณลักษณะทั้งหลาย ทรงรอบรู้ความลับและการเจตนาของพวกท่าน – ตัฟสีรอัสสะอดีย์ เล่ม 1 หน้า 64
...................
ดังนั้นคงไม่มีใครปัญญหาอ่อนถึงขนาดเข้าใจว่าอัลลอฮ(ซ.บ)อยู่ไปทั่วทุกทิศหรอกครับ เพราะเหตุนี้ท่านนบี ศอลฯ จึงไม่ต้องอธิบาย แต่ก็น่าสงสารอัลอะชารียะฮนะ เขาฉลาด จึงตีความกันทุกเรื่อง
....................
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
fais
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 01/09/2005
ตอบ: 84


ตอบตอบ: Tue Jan 17, 2006 11:11 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
"และทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ย่อมเป็นสิทธิของอัลลฮ์...ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะหันไปทางทิศใดก็ตาม ณ.ที่นั้นย่อมเป็นที่สถิตย์ของอัลลอฮ์"
......................
อายะห์นี้แสดงว่า พระองค๋ อัลเลาะห์ ซบ.ทรงไม่มีสิ่งใดเหมือนและไม่เหมือนสิ่งใดๆ
มนุษย์หรือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาย่อมจะไม่มีใน สีฟัตนี้ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การได้ยินของพระองค์ อัลเลาะห์ ซบ. ถ้าคุณเอามาคิดว่าการที่จะได้ยินนั้นก็ต้องมีหูมาประกอบ ถ้าไม่มีหูก็จะไม่ได้ยินเหมือนกับสัตว์บางชนิด และอะไรละที่มีหูแล้วก็ได้ยินทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันและอะไรละที่ได้ยินเสียงกระซิบของหัวใจของทุกๆหัวใจในเวลาเดียวกัน คำตอบก็คือไม่มี นั้นแหละแสดงว่าพระองค์ อัลเลาะห์ ซบ.ลัยสา กามิสลีฮี ซัยอน และเช่นเดียวกันการลงของพระองค์ก็ย่อมจะไม่เสมอเหมือนสิ่งใดๆ จะลงโดยไม่ย้ายสถานที่พระองค์ก็ย่อมทำได้ ฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องมาเปลียนและตีความ อะยะห์ของพระองค์ให้เป็นอย่างอื่น ที่พระองค์อัลเลาะห์ ทรงประทานมาอย่างไรคุณก็รับไปอยางนั้น และอย่าคิดเด็ดขาดว่าพระองค์อัลเลาะห์ ซบ.นั้นไม่รอบคอบที่ประทานอายะห์มาปล่อยให้คนอาวามต้องสับสนแบบนี้
.........................
หรือคนอาวามทั่วไปถ้ามีใครบอกอัลลอฮ์มีแน่และทรงนั่งอยู่บนอารัช
รับรองครับบัง เกือบ100%ต้องเข้าใจว่า อัลลออ์จะต้องมีก้นแน่เพราะยืนแล้วคงจะเมื่อยเลยต้องหาที่นั่ง
.........................
นี้เป็นแนวความคิดของ อะห์ลีล กาลาม และ ยาฮูดี ที่กล่าวว่าพระองค์สร้างโลก ภานใน 6 วันและวันที่ 7 พระองค์เหนือก็เลยหยุดสักวัน โดยใช้ความคิดของตนเองเพื่อพยายามจะเข้าใจ สีฟัต อัลเลาะห์ มันจะยิ่งแย่หากคุณไม่นำอัลกุรอ่านและฮะดิษ มาอธิบายให้เขาฟัง

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Konyakroo
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 16/01/2006
ตอบ: 244


ตอบตอบ: Tue Jan 17, 2006 1:40 pm    ชื่อกระทู้: การแบ่งเฮีดออกเป็น ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
ท่านผู้อ่านทั้งหลายครับกระทู้ที่ผมชี้แจงกับบังฮาซันนั้นจริงๆผมได้พิมเสร็จแล้วครั้งหนึ่งแต่พอส่งไปเมื่อสักครู่นี้ กลับโดนลบไปแล้วครับทั้งที่ไม่มีคำหยาบใดๆเลย..บ่อยครั้งเลยเป็นแบบนี้..
นี่คืออุปสรรค..ในการนำเสนอ..บางครั้งท้อถอยครับ...แต่ที่ยืนหยัดได้ทุกวันนี้เพื่อต้องการยืนข้างผู้อยู่ในแนวมัสหับครับจะไม่ถูกโดนหลอก จากลูกหลาน....อินนุตัยมียะ...เพื่อ...การป้องการมุตะญิดของอุลมะผู้ทรงเกียติรของอัลลอฮ์ ทีผ่านมาในอดีต..ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไปครับ...
อุปสรรคอย่างที่สองคือการสื่อความหมายระหว่างบังกับผม ซึ่งมีทัศนะที่แตกต่างกัน
บังตักลีดตนั้นามคำสอนของท่านอิหม่ามอิบนุตัยมียะ ซึ่งเป็นอุลามะท่านหนึ่ง แต่อยู่ในสมัยหลังท่านอีหม่ามอัชชาฟีอีย์ หลายร้อยปี
ดังนั้น การซึมซาบถึงรากลึกและฝังใจของบัง กับทัศนคติกับผู้ที่ตักลีดตามมัสหับของอีหม่าม ทั้ง4 โดยเฉพาะอีม่ามชาฟีอิย์ มันเลยสวนทางกัน
3.ความไม่เข้าใจในเรื่องการให้ความหมายและการไม่อยากทำความเข้าใจกับผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทัศนะของตน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามมันก่อให้เกิดความลำบาก ถึงบางครั้งพยามยามจะดึงของสูงคืออัลลออ์และท่านนบีมาข้างล่าง เพื่อต้องการยุยงหรือชี้แนะว่าผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตนคือผู้ดื้อดึงเช่นหาว่า..ไปเปลี่ยนอัลกรุอ่านและอัลฮาดีสเองบ้าง..ฯลฯ
เป็นการไม่สมควรที่จาบจ้วงพระองค์แบบใช้คำฟุมเฟือยทางด้านความคิดและคำพูด
ไม่มีหรอกครับ เรื่องการบังคับให้ใครมายึดในทัศนะหนึ่งทัศนะใด แต่เราแค่พูดว่า..มันจำเป็นสำหรับคนที่มีความรู้น้อยหรือคนเอาวามในการที่เขาจะต้องตามทัศนะหนึ่งทัศนะใด เพราะถ้าเช่นนั้น..บุคคลนั้น กระทำการลงไปที่เกี่ยวกับบทบัญญัติโดยที่ตัวเอง
ก็ไม่รู้ เช่นในทัศนะหนึ่งถือว่า การรจับอวัยวะเพศโดยที่มันแข็งตัวแล้วแต่อสุจิไม่ออกถือว่าไม่เสียนำละหมาดเพราะมันก็คืออวัยวะของเราส่วนหนึ่ง...และเขาก็ไปละหมาดต่อ......โดยอ้างว่าทุกส่วนของร่างกายไม่เป็นายิส....ฉนั้นเขาก็ไปละหมาดร่วมกับอีกทัศนะหนึ่ง โดยที่เขาไม่รู้..
ทั้งที่การมีทัศนะนั้นมันก่อให้เกิดความสะดวกสะบายแก่บ่าวของพระองค์..นี่คือตัวอย่าง1ใน100
ทีสร้างความสับสนให้กับเราๆท่าน..
ในเมื่อพูดกัยนไม่เข้าใจกันก่อนแล้วเราจะสื่อความหมายได้อย่างไร...ผมพยายามอธิบายให้รู้ต้นสายปลายเหตุ บังก็บอกว่าให้เอาสิ่งที่อัลลออ์และท่านนบีเท่านั้นมาเสนอไม่นั้นถือว่าจะไม่รับฟัง..
แปลว่าพูดกันไปพูดกันมาสมมุติผมนพูดเหตุการ์ณ์สมัยนี้ แต่บังไม่ฟังบังต้องพูดเหตุการณ์สมัยโน้นเท่านั้น ถึงจะฟัง..
วกกลับมาในเรื่องวิชาการบ้างบังฮาซัน ครับผมไม่แปลกใจเลยนะว่าทำไมคุณมูฮำมัดและคุณอัชอารี บอกว่าคุยกับบังแล้วเหนื่อย..บังลื่นไปเรื่อย...จับไม่ค่อยติด...
แต่ผมก็ต้องทำใจ..นะสักวันหนึ่งพระองค์คงจะเปลียนแปลงตัวบังเองไม่ช้าก็เร็ว และผมนี่แหละจะยกมือขอดุอาให้บังอีกแรงหนึ่ง..

บังฮาซันกล่าว
เห็นไหมล่ะ ท่านผู้ชม
อายะฮที่ว่า
نَّ رَبَّكُمُ اللّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ نَّ رَبَّكُمُ اللّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ يُدَبِّرُ الأَمْرَ مَا مِن شَفِيعٍ إِلاَّ مِن بَعْدِ إِذْنِهِ ذَلِكُمُ اللّهُ رَبُّكُمْ فَاعْبُدُوهُ أَفَلاَ تَذَكَّرُونَ
[10.3] แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านคือ อัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในเวลา 6 วัน แล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ ทรงบริหารกิจการ ไม่มีผู้ให้ความช่วยเหลือคนใด เว้นแต่ต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์ นั่นคืออัลลอฮ์ พระเจ้าของพวกท่าน พวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์เถิด พวกท่านมิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ?
...........
แล้วคำว่า "แล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ ("ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ ) คุณคนอยากรู้มาเปลี่ยนความหมายว่า
"หลังจากพระองค์ได้ทรงใช้อำนาจเหนือบัลลังก์"
...................
***นี่คือ การบังอาจตีความอัลกุรอ่าน โดยที่ท่านบี ศอลฯ ไม่ได้ตีความ นี่คือ การลบหลู่ว่า ท่านบี ศอลฯ ไม่มีความละเอียดถี่ถ้วนในการอธิบายอัลกุรอ่าน ***

****เอาละนะไหนก็เป็นโจทย์โดยไม่ได้เต็มใจเมื่อเจอกับคนพาลมันก็ต้องพาลตอบ อิอิอิ..****(พูดเล่น)

อายะฮที่ว่า
نَّ رَبَّكُمُ اللّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ نَّ رَبَّكُمُ اللّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ يُدَبِّرُ الأَمْرَ مَا مِن شَفِيعٍ إِلاَّ مِن بَعْدِ إِذْنِهِ ذَلِكُمُ اللّهُ رَبُّكُمْ فَاعْبُدُوهُ أَفَلاَ تَذَكَّرُونَ

[10.3] แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านคือ อัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในเวลา 6 วัน แล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ ทรงบริหารกิจการ ไม่มีผู้ให้ความช่วยเหลือคนใด เว้นแต่ต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์ นั่นคืออัลลอฮ์ พระเจ้าของพวกท่าน พวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์เถิด พวกท่านมิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ?

ฉายเป็นรอบที่99แล้วนะบังเรื่องนี่คนฉายและดูตายกันมาหลายร้อยปีแล้ว..ผมกับบังก็มาฉายกันอีกรอบ
เอามาดูกัน...ว่าคนแก่เช่นบังใส่ร้ายป้ายสีเด็กๆอย่างผมยังไง...ท่านผู้อ่านที่เป็นกลางตัดสินด้วย
.....บังครับ..ความรู้ระดับผมนี้...มิได้บังอาจไปตีความหรือให้ความหมายอัลกรุอ่านหรือลบหลู่ หาว่าท่านนบีไม่มีความละเอียดถี่ถ้วนในการอธิบายอัลกรุอ่าน..หรอกครับ..ดูเอาเถิดพี่น้อง ช่างไม่ยุติรธรมเลย..เลยที่บังกล่าวเช่นนี้ จริงแล้วเราพูดถึงการให้ความอย่างนี้มันเป็นการให้ความหมายที่ถูกต้องและไม่เสี่ยงในการเข้าใจผิดๆกับผู้ที่ไม่มีความรู้ลึกๆหรือคนเอาวามทั่วไปแถมยังปกป้องจากการเข้าใขผิดของคนต่างศาสนิกไม่ว่ายิว คริสตร์หรือกลุ่มชนอื่นๆ และการให้ความหมายนี้ก็มาจากอุลามะของอัลลออ์(ซบ)ที่ประทานยสติปัญญามาให้ พระองค์ทรงรู้ดีกว่ายุคสุดท้ายผู้ที่อะเล็มหรือผู้ที่รู้แทบจะไม่มี ยังคงเหลือผู้ที่รู้ไม่จริง หรือรู้นิดๆหน่อย..และไปให้ความหมายที่ไม่ถูกต้อง ..กับคนรุ่นหลัง
การให้ความหมายแบบนี้เป็นที่ยอมรับของอุลามะในยกนั้นด้วยซ้ำ ว่ามันไม่เสี่ยงในอากีดะของการรู้จักในชาตและซีฟัตของพระองค์... แต่บังกลับไปเข้าใจว่าผมไปเปลี่ยนความหมายเสียเอง

บังฮาซันครับโปรดพิจรณาอย่างมีสติและรอบคอบนสักครั้งเถอะ
พระองค์กล่าวว่า**1.แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านคือ อัลลอฮ์***
นี่คือคำดำรัสของพระองค์ที่บอกและสอนให้เรารู้ว่า ไม่มีพระจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์(ซบ)องค์เดียวเท่านั้น ไมมีเจ้าใดอีกแล้วมาเทียบเคียงได้
และพระองค์ยังทรงกล่าวต่อว่า...2.***ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในเวลา 6 วัน **
พระองค์คือผู้ทรงสามารถทรงปรีชาญาณ เป็นผู้สร้างชั้นฟ้าต่างๆทั้งหลายและแผ่นดินทั้งหลาย เป็นเวลา6วันหรือ6วาระ ...
3. หลังจากนั้นแล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์
ตรงนี้คือประเด็นท่านผู้อ่านครับ..บังว่าหลังจากนั้น คือเมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระองค์ทรงประทับบนบังลังก์..หลังจาก6วันนั้นใช่ใหมครับ...และนี่คือคนอื่นๆและคนที่อาวามส่วนมากที่ผมสำผัสและพูดคุยเขาใจเช่นนี้จริงโดยเฉพาะคนมุอัลลัฟเข้าใจคล้ายกับบัง..ว่าการประทับ ก็คือนั่งมั่น.นั่นเอง และในพจนานุกรมก็แปลว่า..การนั่ง หรือทรงด้วยครับซึ่ง ใช้กับกษัตริย์หรือสิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น..และคำว่าสถิตย์แปลว่าการอยู่อาศัย หรือสิงที่อยู่ในที่นั้นโดยไม่เคลื่อนที่ ใช้กับสิ่งที่มองไม่เห็น เช่นวิญาณต่างๆ แต่คำว่าการนั่ง ตามความเข้าใจของท่านอินุตัยมียะเป็นแบบนี้จริงๆนะบัง
จากหนังสือ อินุตัยมียะ เขียนโดย ดอกเตอร์ มูฮำมัด ยูซุฟ ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโอนเอียงทางอิบนุตัยมียะ หน้า 102-105 กล่าว่า
แม้จะอย่างไร ก็ตาม ขณะที่เขา(ท่านอีหม่ามอะมหัด ตะกียุดดีน)ถุกนำตัวไปยังศาลดดยถูกกล่าวหาถึงการเชื่อมั่นว่า พระผู้เป็นเจ้านั่นนั่งมั่น(นั่งจริงๆ)อยู่บนบังลังก์ และสามารถชี้นิ้วไปข้างบนได้ และตรัสด้วยอักษรและเสียง **นี่คืออากีดะของอิบนุตัยมียะ และในหนังสือหลัการเชื่อมถือศัรทธาของ อัลวาฏียะเล่มเขียว...

บังเข้าใจว่า..แล้วหลังจากนั้นพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์

แต่ทำไม..เมื่อพระองค์นั่งหรือสถิตย์หรือประทับแล้ว พระองค์ยังกล่าวต่อเนื่องอีกว่าพระองค์ทรงบริหารกิจการทุกอย่างอีกละแสดงว่า พระองค์ไม่ได้สถิตย์หรือนั่งหรือประทับเหมือนที่บังเข้าใจนะวิ.ว่าแล้ว....หลังจากนั้นพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ [/
นี่แสดงว่าอาชาอีเราะ อลามะยุคโน้นเขาพิถีพิถันในการให้ความหมาย จากคำว่าสถิตย์เป็น การใช้อำนาจหรือการปกครอง เพื่อการบริหารกิจการต่างๆ

พระองค์ยังกล่าวต่ออีว่า .4...ไม่มีผู้ให้ความช่วยเหลือคนใด เ
..เรานั่นต้องขอเป็นทีพึงพาต่อพระองค์ เสมอ..แสหรับพระองค์นั้นไม่มีการพึ่งพาใดๆทั้งสิ้นแม้กระทั่งอารัชหรือที่ประทับ....ฉนั้นเราเท่านั้นที่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์
ผมก็จะยกมือขอดุอาต่อพระองค์ขอให้พระองค์เปิดทางสว่างกับบังด้วยถิด เพราะเรื่องนี่มันเกี่ยวกับหลักอากีดะฮ์เลยนะ ถ้าอากีดะอะไรๆที่อยู่ทีหลังก็พลาดหมดเช่นกัน

5.เว้นแต่ต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์...นั่นคืออัลลอฮ์ พระเจ้าของพวกท่าน
ทุกอย่างที่ขอหรือที่ได้รับหรือยังไม่ได้เรา มันก็เป็นพระประสงค์ของพระองค์ทั้งนั้น ว่าจะอนุมัติหรือไม่ แม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจของแต่ละคน
6. พวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์เถิด
ฉนั้นจำเป็นเหลือเกินที่เราจะพูดสิ่งใดหรือให้ความยใดๆที่ตรงเปะโดยขาดความรอบคอบนี้มันอันตรายมาก
7.พวกท่านมิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ?
ในตัวของสูเจ้าเจ้าหรือสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ที่อัลลออ์(ซบ)ให้เกิดมา มันเป็ฯอุทาหรณ์ให้เราได้คิดและไตร่ตรองให้สมดุลกับสติปัญญาที่พระองค์ให้มา ไม่ใช่ว่าเมื่อตัวอักษรออกมาเเบบใดฉันก็จะแปลแบบนี้ ไม่มีการตาวี้ลคำอีกแล้ว ทั้งที่มันเป็นการเสี่ยงในทางความเข้าใจต่อชนรุ่นหลังสักเพียงใด ฉันก็จะไม่คิด โดยเอาจุดยืนหรือพื้นฐานด้านความรู้ของตัวเองเป้นที่วัดว่าทุกคนต้องเข้าเหมือนกันหมด....มาชาอัลลออ์ ซุบหานัลลออ์ อัลลอฮูอักบัซร์

ส่วนคุณฟาอิสจะเข้าใจยังไงก็แล้วแต่ แต่คุณนั้นยังเข้าใจเรื่องชาตและซีฟัตอัลลออ์อยู่มากครับ
คุณอัชอารีและคุณมูฮำมัดคงจะสร้างความเข้าใจให้คุณอีกทีนะครับ อิงชาอัลลอฮ์



wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ทีมงานสื่ออนุรักษ์
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 25/02/2004
ตอบ: 47


ตอบตอบ: Tue Jan 17, 2006 2:58 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

เรื่อง ขอให้ทบทวน
เรียนคุณ Konyakroo


ตามที่คุณกล่าวว่า “ท่านผู้อ่านทั้งหลายครับกระทู้ที่ผมชี้แจงกับบังฮาซันนั้นจริงๆผมได้พิมเสร็จแล้วครั้งหนึ่งแต่พอส่งไปเมื่อสักครู่นี้ กลับโดนลบไปแล้วครับทั้งที่ไม่มีคำหยาบใดๆเลย..บ่อยครั้งเลยเป็นแบบนี้..นี่คืออุปสรรค..ในการนำเสนอ..บางครั้งท้อถอยครับ”

ทีมงานสื่ออนุรักษ์ขอชี้แจงว่า ในช่วงวันอีดนั้น เวบของเรามีปัญหาและหยุดทำการไปชั่วคราว ทำให้ข้อมูลขาดหายไปบางส่วน แต่หลังจากที่เรากู้เสร็จและเปิดให้บริการยังไม่มีกระทู้ใดๆ หรือข้อความใดๆ ที่เราลบออก

ฉะนั้นการที่คุณกล่าวว่า “พิมพ์เสร็จแล้วครั้งหนึ่งส่งไปเมื่อสักครู่นี้โดนลบ” จึงเป็นการให้ร้ายทีมงานสื่ออนุรักษ์อย่างร้ายแรง

จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านทบทวนก่อนที่จะโพสข้อความใด ๆ และทีมงานสื่ออนุรักษ์ยังยืนยันว่า เราใจกว้างเสมอ หากท่านสมาชิกจะนำเสนอข้อมูลวิชาการ

ทีมงานสื่ออนุรักษ์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed Jan 18, 2006 7:01 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อความของคุณKonyakroo
นี่คืออุปสรรค..ในการนำเสนอ..บางครั้งท้อถอยครับ...แต่ที่ยืนหยัดได้ทุกวันนี้เพื่อต้องการยืนข้างผู้อยู่ในแนวมัสหับครับจะไม่ถูกโดนหลอก จากลูกหลาน....อินนุตัยมียะ...เพื่อ...การป้องการมุตะญิดของอุลมะผู้ทรงเกียติรของอัลลอฮ์ ทีผ่านมาในอดีต
..........................................
ตอบ
โถ..น่าสงสารจัง น้องบ่าวเรา ลูกหลานอิบนุตัยมียะฮ คนใหนหลอกหรือจ้ะ เดี่ยวปะป๋าจะตีเอง แฮะๆๆๆ
คุณ คนอยากรู้ครับ.. อิบนุตัยมียะฮ และอิหม่ามทั้งสี่ ต่างก็เป็นอุลามาอฺแห่งโลกอิสลามที่มีบุญคุณต่อชาวมุสลิมอย่างมหาศาล และ ท่านเหล่านี้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ ท่านเหล่านี้ พยายามเรียกร้องให้ยึดมั่นในอัล-กรอ่านและอัสสุนนะฮ
وقال ابن حزم : وقد ذكرنا أن مالكاً وأبا حنيفة والشافعي لم يُقلِّدوا ، ولا أجازوا لأحد أن يقلِّدهم ، ولا أن يقلِّد غيرهم
และอิบนุฮัซมินกล่าวไว้ว่า “และเราได้กล่าวไว้แล้วว่า แท้จริง อิหม่ามมาลิก อบูหะนีฟะฮและอิหม่ามชาฟิอี นั้น พวกเขาไม่ได้ตักลิด(เชื่อตามความเห็นผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน) และพวกเขาไม่อนุญาตให้บุคคลใดตักลิดตามพวกเขาและไม่อนุญาตให้ตักลิดตามผู้อื่นอื่นจากพวกเขา – ดู الإحكام في اصول الأحكام 6|314
وقال الشافعي: كل ما قلت وكان عن النبي صلى الله عليه وسلم خلاف قولي مما يصح ، فحديث النبي صلى الله عليه وسلم أولى ، فلا تقلدوني
และอิหม่ามชาฟิอีกล่าวว่า “ ทุกคำพูดของข้าพเจ้า ปรากฏว่า มีหะดิษที่เศาะเฮียะ ขัดแย้งกับคำพูดของข้าพเจ้า ดังนั้น หะดิษของท่านนบี ศอลฯ จึงสมควรกว่า(ที่จะนำมาปฏิบัติ) แล้วอย่าตักลิดตามข้าพเจ้า - ดู آداب الشافعي ومناقبه ، ص 68. حلية الاولياء 9|106 ، 107. توالي التأسيس ، ص 107. مناقب الإمام الشافعي ، ص 359. أعلام الموقعين 2|285. البداية والنهاية 10|265. تذكرة الحفاظ 1|362. سير أعلام النبلاء 10|33 ، 34 ، 35
.........................................
จึงสรุปว่า ไม่มีใครหลอกKonyakroo(คุณคนอยากรู้)หรอกครับ แต่ คุณ เป็นลูกหลานชาฟิอีที่หัวดื้อ ต่างหากล่ะครับ


คุณคนอยากรู้กล่าวว่า
จากหนังสือ อินุตัยมียะ เขียนโดย ดอกเตอร์ มูฮำมัด ยูซุฟ ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโอนเอียงทางอิบนุตัยมียะ หน้า 102-105 กล่าว่า
แม้จะอย่างไร ก็ตาม ขณะที่เขา(ท่านอีหม่ามอะมหัด ตะกียุดดีน)ถุกนำตัวไปยังศาลดดยถูกกล่าวหาถึงการเชื่อมั่นว่า พระผู้เป็นเจ้านั่นนั่งมั่น(นั่งจริงๆ)อยู่บนบังลังก์ และสามารถชี้นิ้วไปข้างบนได้ และตรัสด้วยอักษรและเสียง **นี่คืออากีดะของอิบนุตัยมียะ และในหนังสือหลัการเชื่อมถือศัรทธาของ อัลวาฏียะเล่มเขียว
..........................
ตอบ
มันไม่แปลกหรอกรับ เพราะคนที่ยืนหยัดอยู่บนความจริง ย่อมได้รับการทดสอบจากอัลลอฮเสมอ คุณอ่านประวัติอิหม่าม 4 หรือยัง อิหม่ามอะหมัดก็เคยติดคุก เพราะท่านยืดหยัดบนความถูกต้อง ส่วนคนที่นอนสบายอิ่มหมีพีมัน ใครจะว่าอย่างไรก็ได้ กูตาม(ตักลิด)หมด ขอให้เป็นตัวหนังสืออาหรับก็แล้วกัน แบบนี้ แน่นอนสบายครับท่าน ลองมาอ่านหะดิษนี้ซิครับ

أشد الناس بلاء الأنبياء ثم الأمثل فالأمثل يبتلى الرجل على حسب دينه فإن كان في دينه صلبا اشتد بلاؤه و إن كان في دينه رقة ابتلي على قدر دينه فما يبرح البلاء بالعبد حتى يتركه يمشي على الأرض و ما عليه خطيئة " ‌رواه البخاري

บรรดามนุษย์ ที่ได้รับการทดสอบที่รุนแรงที่สุด คือ บรรดานบี ต่อมาก็ ผู้ทีมีระดับใกล้เคียงกัน แล้วก็ที่มีระดับใกล้เคียงกัน บุคคลจะถูกทดสอบตามความศรัทธาในศาสนาของเขา แล้วหากเขามีความศรัธาในศาสนาของเขาเข้มแข็ง การทดสอบ(บะลาอฺ)ก็จะรุนแรงและหากการศรัทธาของเขาในศาสนาอ่อนแอ การทดสอบก็เป็นไปตามขีดความศรัทธาในศาสนาของเขา ดังนั้น การทดสอบยังคงประสบกับบ่าวของอัลลอฮ ตลอดเวลา จนกระทั้งเขาเดินอยู่บนโลกนี้ โดยไม่มีความผิดหลงเหลืออยู่เลย – รายงานโดย บุคอรี
..................
จึงเรียนให้คุณคนอยากรู้ทราบว่า หากคุณเป็นคนอ่อนแอและขี้ขลาด ก็ไม่มีวันที่จะยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องได้หรอบครับ
..........................................................
คุณ คนอยากรู้กล่าวว่า
วกกลับมาในเรื่องวิชาการบ้างบังฮาซัน ครับผมไม่แปลกใจเลยนะว่าทำไมคุณมูฮำมัดและคุณอัชอารี บอกว่าคุยกับบังแล้วเหนื่อย..บังลื่นไปเรื่อย...จับไม่ค่อยติด...
แต่ผมก็ต้องทำใจ..นะสักวันหนึ่งพระองค์คงจะเปลียนแปลงตัวบังเองไม่ช้าก็เร็ว และผมนี่แหละจะยกมือขอดุอาให้บังอีกแรงหนึ่ง..
………………………..
ตอบ
ถ้าจำไม่ผิด คุณเคยบอกว่า บังอะสันเป็นคนลื่นเหมือนปลาไหล แต่อย่าลืมนะ แกงคั่วปลาไหล มันเป็นอาหารแสลงสำหรับ คนเป็นรีดสีดวงทวาร กินเข้าไปรับรองนั่งไม่ติดแน่ ฮะฮา..... แต่ที่บังอะสัน ตื้นตันจนน้ำตา(เกือบจะ)ไหลคือ ที่น้องบอกว่า จะขอดุอาให้บังอะสัน อันนี้ ญะซากัลลอฮุค็อยรอ้น แต่... ขอเถอะนะ ...อย่าขอดุอาให้บังอะสันกลับไปทำบิดอะฮอีกเลย ขอร้อง
และขอฝากหน่อยคือ การสนธนาพยายามให้เป็นวิชาการหน่อยนะครับ อย่าได้ออกมาบ่นรำพึง รำพันอีกเลย เพราะบังเป็นคนขี้สงสารคนอยู่ด้วย คือ มันเศร้านะ
...............
บังอะสัน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
fais
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 01/09/2005
ตอบ: 84


ตอบตอบ: Wed Jan 18, 2006 8:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
โปรดพิจารณา

ليس كمثله شىء، وهو السميع البصير
“พระองค์ไม่มีสิ่งใดที่เหมือน เหมือนกับพระองค์
ทั้งที่พระองค์ทรงได้ยินยิ่งและทรงเห็นยิ่ง”
...................................
الرحمن على العرش استوى
พระเจ้าผู้ทรงเมตตาทรงประทับอยู่บนบัลลังก์
ซูเราะฮฺ อัรเราะอฺดฺ (Ar-Rahdu) อายะหฺที่ 2 (13:2)
... แล้วทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์(*1*) ...
ซูเราะฮฺ ฏอฮา (Ta-Ha) อายะหฺที่ 5 (20:5)
... ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์(*1*) ...
ซูเราะฮฺ อัลฟุรกอน (Al-Furqan) อายะหฺที่ 59 (25:59)
... แล้วพระองค์ทรงสถิตย์อยู่บนบังลังก์ ...
ซูเราะฮฺ อัซซัจญดะฮฺ (As-Sajda) อายะหฺที่ 4 (32:4)
... แล้วพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ ...
ซูเราะฮฺ อัลหะดีด (Al-Hadid) อายะหฺที่ 4 (57:4)
... แล้วพระองค์ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์ ...
ซูเราะฮฺ อัลมุลกฺ (Al-Mulk) อายะหฺที่ 16 (67:16)
... จากการที่พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ...
ซูเราะฮฺ อัลมุลกฺ (Al-Mulk) อายะหฺที่ 17 (67:17)
... หรือว่าพวกเจ้าจะปลอดภัยจากการที่พระผู้ทรงสถิตย์อยู่ ...
ซูเราะห์ อัรเราะห์มาน-27)และใบหน้าของพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า เจ้าของความสูงส่งและการยกย่อง จะคงอยู่เรื่อยไป
ซูเราะห์ เกาะศ็อศ -88)ทุกสิ่งพินาศ นอกจากใบหน้าของพระองค์เท่านั้น
ซูเราะห์ -ศ้อด-75)อะไรเล่าที่ห้ามเจ้า ไม่ให้ก้มกราบแก่สิ่งที่ฉันสร้างขึ้นด้วยสองมือของฉัน
ซูเราะห์ -อัลอิมรอน-55)โอ้อีซา (นบี)แท้จริง ฉัน(อัลเลาะห์)นี้เป็นผู้ทำให้เจ้าหลับไป และเป็นผู้ที่ยกเจ้าขึ้นมายังฉัน
ซูเราะห์ -อันนีซาอ-158)แต่ทว่า อัลเลาะห์ได้ทรงยก(อีซา)ขึ้นไปยังพระองค์
ซูเราะห์ -ฟาฎีร-10)ยังพระองค์ คำพูดที่ดีจะขึ้นไป และการงานที่ดีจะยกมันขึ้นไป
..................
1-พระผู้เป็นเจ้าของเราจะลงมายังฟากฟ้าที่ใกล้สุดทุกคำคืน ขณะที่เศษหนึ่งส่วนสามสุดท้ายของเวลาคำคืนยังเหลืออยู่
แล้วพระองค์จะตรัสว่าใครจะร้องขอต่อฉันบ้าง แล้วฉันก็จะตอบรับแก่เขา ใครจะถามขอต่อฉันบ้าง แล้วฉันจะให้แก่เขา
ใครจะขอการอภัยโทษต่อฉันบ้าง แล้วฉันจะอภัยให้แก่เขา (บุคอรีและมุสลิม)
...................................
2-พวกท่านไม่มีความมั่นใจต่อฉัน(มูฮัมมัด)ทั้งๆที่ฉันเป็นผู้ที่ได้รับความมั่นใจของผู้ที่อยู่ในฟากฟ้า(อัลเลาะห์)
(หะดิษเศาะเฮียะ)
......................
3-เมื่อคนหนึ่งคนใดของพวกท่านได้ลุกขึ้นไปละหมาด เขาก็อย่าได้ถมน้ำลายไปทางหน้าของเขา และทางขวามือของเขา เพราะว่า อัลเลาะห์ทรงอยู่ทางหน้าของเขา แต่ทว่า ให้ถมไปทางซ้ายมือของเขา หรือใต้เท้าของเขา(บุคอรีและมุสลิม)
.....................
4-อัลเลาะห์ อยู่ที่ใหน? เธอกล่าวว่า อยู่ในฟากฟ้า ท่านกล่าวว่า ฉันเป็นใคร เธอกล่าวว่า ท่านเป็นฑูต(รอซูล)ของอัลเลาะห์ ท่านกล่าวว่า จงปล่อยเธอให้เป็นอิสระ เพราะว่าเธอนั้น เป็นผู้ศรัทธา(มุสลิม)
....................
5-นรกยังคงมีวัตถุถูกโยงลงไป และมันก็กล่าวว่า มีอะไรเพิ่มอีกไหม? จนกว่าพระผู้เป็นเจ้าแห่งเกียรติยศ
จะทรงเอาเท้าของพระองค์มาเหยียบลงในมัน-และในอีกรายงานหนึ่ง-ทรงเอาเท้าของพระองค์มาเหยียบลงบนมัน
แล้วบางส่วนของมันจะรวมเข้าหายังอีกบางส่วน แล้วมันจะกล่าวว่า พอแล้ว พอแล้ว(บุคอรี-มุสลิม)
..................
6-และบัลลังก์อยู่บนน้ำ และอัลเลาะห์ทรงอยู่บนบัลลังก์ และพระองค์ทรงรู้ถึ่งสิ่งที่พวกท่านอยู่บนมัน(อบูดาวูด)
..................
ลองมาพิจารณาตรงๆ คำว่า ليس كمثله شىء،
และคำว่า"มอคอลาฟาตูฮู ตาอาลาลิลฮาวาดิส"
คำสองคำนี้ต่างกันอย่างไร และอันไหนที่ให้ความหมายที่ดีกว่า และอูลามะ ทีคิดสีฟัต 20 ทำไมไม่เอาจากอัลกุรอ่าน
มาใช้ประกอบการเรียนการสอน? คิดว่าของตัวเองดีกว่าหรือว่าอย่างไร?
ทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่ผมพอจะหามาได้ในขนะนี้ และผมคิดว่ามันเพียงพอแล้วที่จะเข้าใจในสีฟัตของอัลเลาะห์ โดยที่ไม่ต้องมาทำการเปลียนแปลงคำที่มีมาทั้งจากอัลกุรอ่านและฮะดิษ โดยที่เชื่อมโยงไปกับอายะห์ที่ว่า
ليس كمثله شىء، وهو السميع البصير
ท่านอิบนีตัยมียะได้บันทึกในกีตาบของท่านตามที่ AL-AZHARY กล่าวอ้างนั้นถ้าไปดูในกีตาบอื่นๆของท่านก็
จะเห็นว่าไม่เหมือนกับที่คุณ AL-AZHARY กล่าวอ้างมาเลย อาจจะเป็นหนึ่งในกีตาบที่มี อิสรออีลลียะห์เข้าแทรกแทรงก็ได้
ส่วนผู้อื่นจะกล่าวอย่างไรนั้นเป็นสิทธิของเขา เพราะ ฮีดายะห์จากพระองค์ ต่อมนุษย์นั้นจะไม่เหมือนกัน
ซึ่งแล้วแต่พระองค์จะชี้ทางให้ใคร อย่างไรนั้นอยู่ที่พระองค์เพียงผู้เดียว และผมไม่คิดว่าจะมีใครในโลกนี้จะเข้าใจ สีฟัตของอัลเลาะห์เหนือกว่าหรือมากกว่าท่าน ศาสนฑูต ศ.ล และที่ท่านได้กล่าววัจจนะทั้งหมดนั้นเพื่อที่จะสอนบุคคลทั้วไป
ซึ่งในขนะนั้นจะเรียกว่าเป็นผู้คนอาวาวเสียส่วนใหญ่และไม่รู้หนังสือ เขียนไม่เป็นอ่านไม่ออก แถมศาสนาก่อนหน้านั้น
(ที่พวกเขานับถือกัน)ก็เป็นศาสนาที่บูชาเจว็ด แต่ที่ผมสงสัยอยู่อย่างเดียวก็คือ ทำไมไม่มีซอฮาบัต ท่านใด
ได้ถามถึ่งเรื่อง สีฟัตของอัลเลาะห์เหมือนกับเราๆท่านได้ถกเถียงกันในขนะนี้ มีใครรู้บ้างมั้ยช่วยตอบหน่อย
ดังที่พวกเราทราบแล้วว่าโลกนั้นมันกลมและพระองค์ก็ได้ตรัสว่า على ซึ่งเราจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคำว่าعلىนี้จะแปลเป็นอื่นไม่ได้นอกจากว่าพระองค์ليس كمثله شىء، เป็นข้างบนที่ไม่มีอะไรเหมือน
และท่านนบี ซ.ล ได้กล่าวว่าพระองค์(อัลเลาะห์)จะลงมายังฟากฟ้าที่ใกล้สุดทุกคำคืน อันนี้เมื่อพิจารณาว่า
กลางคืนของประเทศไทยจะตรงกับกลางวันของ ประเทศอเมริกา เพราะฉะนั้นการสถิตย์และการลงของพระองค์ย่อมจะไม่เหมือนสิ่งใดليس كمثله شىء، และเช่นเดียวกันกับ ฮะดิษที่ 3 ของบทนี้ เมื่อมาพิจารณาแล้วจะเห็นว่าทุกคน
จะละหมาดในเวลาไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นการกล่าวว่า "อัลเลาะห์ทรงอยู่ทางหน้าของเขา "ก็จะเป็นอื่นไปไม่ได้
นอกจากว่าอัลเลาะห์ ซบ. นั้นليس كمثله شىء،
.................
เรามาพิจารณาเรื่องนี้กันดีกว่า ว่าทำไมพระองค์ทรงระบุในอัลกุรอ่าน
คำ ความหมาย จำนวนครั้งที่นับได้ในกุรอาน
Al-Dunya โลกนี้ 115
Al-Akhira โลกหน้า 115
Al-Malaikah มาลาอิกัต 88
Al-Shayateen ไซตอน 88
Al-Hayat การมีชีวิต 145
Al-Maout การตาย 145
Al-Rajul ผู้ชาย 24
Al-Marha ผู้หญิง 24
Al-Shahar เดือน 12
Al-Yaom วัน 365
Al-Bahar ทะเล 32*
Al-Bar แผ่นดิน 13*
น่าจะมีประโยชย์แก่ตัวท่านมากกว่า พบคำตอบแล้วช่วยโพสมาให้อ่านด้วยนะครับ
wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ซุกกรี
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 06/01/2006
ตอบ: 26


ตอบตอบ: Wed Jan 18, 2006 9:07 pm    ชื่อกระทู้: การแบ่งเตาฮีด ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

บังฮาซันครับ
ไม่ใช่เฉพาะ ปลาไหลอย่างเดียวนะครับที่กินไม่ได้สำหรับผู้เป็นรัดดวงทวาร เนื้อไก่เนื้อวัวก็เหมือนกันครับ แต่ถ้ากินผักเยอะน่าจะลดการเจ็บที่ทวารเวลาเจ็บถ่ายครับ

ผมจะถามบังสักข้อนะไหนๆบังก็มีวิชาความรู้มากในค่ายนี้
ริดสีดวงชนิดไหน ที่หมอไหวไม่ชอบ

ตอบมาด้วยนะครับ มีรางวัลให้
บังออกอาการสงสารผม โถน่ารักจัง
บังว่า
Razz โถ..น่าสงสารจัง น้องบ่าวเรา ลูกหลานอิบนุตัยมียะฮ คนใหนหลอกหรือจ้ะ เดี่ยวปะป๋าจะตีเอง แฮะๆๆๆ

Twisted Evil ตอบได้ให้เท่าไหร่ละ ก็บังและพรรคพวกไง ที่ออกมาโจมตีทัศนะอื่นๆที่ไม่ตรงกับทัศนะของบัง
แหมทำเป็นไม่รู้เรื่อง..เดี่ยวๆๆเถอะ ..มันน่า...

คุณ คนอยากรู้ครับ.. อิบนุตัยมียะฮ และอิหม่ามทั้งสี่ ต่างก็เป็นอุลามาอฺแห่งโลกอิสลามที่มีบุญคุณ ต่อชาวมุสลิมอย่างมหาศาล และ ท่านเหล่านี้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ ท่านเหล่านี้ พยายามเรียกร้องให้ยึดมั่นในอัล-กรอ่านและอัสสุนนะฮ


บังฮะซันครับ ก็น้านนะซิบัง...ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ..และขอถามกลับว่าแล้วทำไมบังกับคณะและ
สหายของโจมตี และเสียดสี ทับถมว่าทัศนะของท่านอีหม่าม บางทั่น เช่นตัวบทของฮาดีส การให้ความหมายไม่ถูกต้องบ้าง ....ที่ถูกต้องคือใครละ

นี่ถ้าบังยอมรับว่าทั้งอีหม่ามทั้ง4และอิบนตัยมียะ ต่างเป็นอุลามมะแห่งโลก ผมว่า เว็บต่างพยามยามเผยแพร่ทัศนะของตนเองที่ว่าสุดยอดคงไม่มีในเมืองไทยหรอก จริงหรือไม่จริง ตอบซิบัง

สลามคุณฟาอิส Laughing

เอ้าโน้นไปกันใหญ่แล้ว ยกมาเสียยืดยาว หลักฐานที่คุณยกมานั้นเขา มุตะญิดเสร็จไปตั้งแต่สมัยอีหม่ามทั้ง4แล้วครับพ่อคู้น ทูนหัว แหมช่างขยันจัง ไม่ยอมฟังกันเลยนะ ยกมามากแบบนี้ขนมาทั้งเล่มเลยไม่ดีกว่า เหรอพี่บ่าว....อิอิอิ
Very Happy Laughing Very Happy
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ซุกกรี
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 06/01/2006
ตอบ: 26


ตอบตอบ: Wed Jan 18, 2006 9:30 pm    ชื่อกระทู้: การแบ่งเฮีด ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

จึงสรุปว่า ไม่มีใครหลอกKonyakroo(คุณคนอยากรู้)หรอกครับ แต่ คุณ เป็นลูกหลานชาฟิอีที่หัวดื้อ ต่างหากล่ะครับ


salam

บังฮะซันกล่าว่า

คุณคนอยากรู้กล่าวว่า
จากหนังสือ อินุตัยมียะ เขียนโดย ดอกเตอร์ มูฮำมัด ยูซุฟ ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโอนเอียงทางอิบนุตัยมียะ หน้า 102-105 กล่าว่า
..แม้จะอย่างไร ก็ตาม ขณะที่เขา(ท่านอีหม่ามอะมหัด ตะกียุดดีน)ถุกนำตัวไปยังศาลโดยถูกกล่าวหาถึงการเชื่อมั่นว่า พระผู้เป็นเจ้านั่นนั่งมั่น(นั่งจริงๆ)อยู่บนบังลังก์ และสามารถชี้นิ้วไปข้างบนได้ และตรัสด้วยอักษรและเสียง **นี่คืออากีดะของอิบนุตัยมียะ....
..........................
บังตอบ ว่า...
Crying or Very sad มันไม่แปลกหรอกรับ เพราะคนที่ยืนหยัดอยู่บนความจริง ย่อมได้รับการทดสอบจากอัลลอฮเสมอ คุณอ่านประวัติอิหม่าม 4 หรือยัง อิหม่ามอะหมัดก็เคยติดคุก เพราะท่านยืดหยัดบนความถูกต้อง ส่วนคนที่นอนสบายอิ่มหมีพีมัน .

พี่น้องครับ Wink ได้เห็นหลักฐานจากข้อความข้างบนแล้วใช่ไหมครับ ว่าบังฮะซันพูดว่ายังไง

Evil or Very Mad ในที่สุดบังฮาซันก็ยอมรับว่า บังมีอากีดะเดียวกับสื่งที่อิบนุตัยมียะกล่าวไว้ข้างต้นครับว่าพระผู้เป็นเจ้านั่นนั่งมั่น(นั่งจริงๆ)อยู่บนบังลังก์ และสามารถชี้นิ้วไปข้างบนและตรัสด้วยอักษรและเสียง...ชัดเจนไหมครับท่านผู้อ่าน...ไม่ต้องตีความอะไรอีกแล้วครับ

ผมข้อย้ำอีกครั้งว่า...บังฮะซันและสหายทั้งหลาย มีอากีดะเหกมือนของคำกล่าวยอมรับของท่านอิหม่าม อิบนุตัยมียะ ทุกประการครับ นะอูซูบิลแลฯ

Crying or Very sad บังและสหายเชื่อไปได้ยังไงว่าอัลลออ์นั่นต้องนั่งมั่นบนบัลลังก์ อัลลอฮูอักบัซร์

Crying or Very sad บังแสหายเชื่อได้ถึงขนาดทีว่าอัลลอฮ์นั้นมีนิ้วและชี้ไปข้างบนหรือครับ

Crying or Very sad บังเชื่อจริงๆหรือว่าอัลลออ์ตรัสด้วยอักษรและเสียง

ถ้าเช่นนั้น การเสวนาของผม ก็คงไม่ต้องการ ถามอะไรแล้วครับเพราะคำตอบข้างบนนั้นมันชัดเจนและเป็นหลักฐาน ทางลายลักษณ์อักษรแล้วครับ

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ซุกกรี
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 06/01/2006
ตอบ: 26


ตอบตอบ: Wed Jan 18, 2006 9:36 pm    ชื่อกระทู้: การแบ่งเตาฮีด ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คนอยากรู้ครับผมขอเสริมแทนคุณ และตั้งใจเข้ามาเพื่อที่จะน้องหะสันให้คามัดเลยครับ

จึงขอเสียบแทนคำตอบของคุณ อ่านมานานแล้วหมั่นใส้นะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Thu Jan 19, 2006 1:29 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณชุกรีกล่าวว่า
บังฮะซันครับ ก็น้านนะซิบัง...ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ..และขอถามกลับว่าแล้วทำไมบังกับคณะและ
สหายของโจมตี และเสียดสี ทับถมว่าทัศนะของท่านอีหม่าม บางทั่น เช่นตัวบทของฮาดีส การให้ความหมายไม่ถูกต้องบ้าง ....ที่ถูกต้องคือใครละ
นี่ถ้าบังยอมรับว่าทั้งอีหม่ามทั้ง4และอิบนตัยมียะ ต่างเป็นอุลามมะแห่งโลก ผมว่า เว็บต่างพยามยามเผยแพร่ทัศนะของตนเองที่ว่าสุดยอดคงไม่มีในเมืองไทยหรอก จริงหรือไม่จริง ตอบซิบัง
.............................................
ตอบ
เอ...มาแปลก ใครล่ะท่าน โจมตีท่านอิหม่ามชาฟิอี ถ้าจะโจมตี บ้างก็คงจะเป็นพวกชาฟิอียะฮ ที่ชอบเอาบิดอะฮ มาใส่ยี่ห้อชาฟิอี เท่านั้นแหละน้อง ส่วนอิหม่ามชาฟิอี ให้ให้การเคารพและให้เกียรติท่านมากกว่าพวกคุณ สังเกตได้จากที่ท่าน ห้ามไม่ให้เราตักลิดยึดติดกับความเห็นของท่าน ดังที่ท่านกล่าวว่า

ما قلتُ وكان النبي (صلى الله عليه وآله) قد قال بخلاف قولي، فما صحّ من حديث النبي أولى ولا تقلدوني
สิ่งที่ข้าพเจ้าพูด และปรากฏว่า ท่านบี ศอลฯได้กล่าวไว้ ขัดแย้งกับคำพูดของข้าพเจ้า ดังนั้น สิ่งที่มีรายงานเศาะเหียะจากหะดิษของท่านนบี ย่อมดีกว่า และอย่าตักลิดตามข้าพเจ้า - โปรดดู
آداب الشافعي ومناقبه: ابن أبي حاتم الرازي: ص 93.
………………..
ดังนั้น ใครกันแน่ที่ทำให้ท่านอิหม่ามชาฟิอีเสียชื่อล่ะท่านชุกรี
...............................................................................................................
คุณชุกรีกล่าวว่า
ลองมาพิจารณาตรงๆ คำว่า ليس كمثله شىء،
และคำว่า"มอคอลาฟาตูฮู ตาอาลาลิลฮาวาดิส"
คำสองคำนี้ต่างกันอย่างไร และอันไหนที่ให้ความหมายที่ดีกว่า และอูลามะ ทีคิดสีฟัต 20 ทำไมไม่เอาจากอัลกุรอ่าน
มาใช้ประกอบการเรียนการสอน? คิดว่าของตัวเองดีกว่าหรือว่าอย่างไร?
ทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่ผมพอจะหามาได้ในขนะนี้ และผมคิดว่ามันเพียงพอแล้วที่จะเข้าใจในสีฟัตของอัลเลาะห์ โดยที่ไม่ต้องมาทำการเปลียนแปลงคำที่มีมาทั้งจากอัลกุรอ่านและฮะดิษ โดยที่เชื่อมโยงไปกับอายะห์ที่ว่า
ليس كمثله شىء، وهو السميع البصير
ท่านอิบนีตัยมียะได้บันทึกในกีตาบของท่านตามที่ AL-AZHARY กล่าวอ้างนั้นถ้าไปดูในกีตาบอื่นๆของท่านก็
จะเห็นว่าไม่เหมือนกับที่คุณ AL-AZHARY กล่าวอ้างมาเลย อาจจะเป็นหนึ่งในกีตาบที่มี อิสรออีลลียะห์เข้าแทรกแทรงก็ได้
.......................................................
ตอบ
“ แล้วสีฟัตยี่สิบ ทำไมไมเอาจากอัลกุรอ่าน มาใช้ประกอบการสอน คิดว่าตัวเองดีกว่าหรืออย่างไร” ประโยคนี้ผมอยากจะถามคุณอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมหนังสือที่สอนเกียวกับสีฟัตยี่สิบ จึงไม่เอาหลักฐานจากอัลกุรอ่านและหะดิษมาประกอบ ลองไปดูหนังสือ มะตันอุมมุลบะรอฮีล หนังสือ ฟะรีดะฮ หนังสือ อะกีดะตุลนาญีน ว่ามีอัลกุรอ่านและอัลหะดิษประกอบเป็นหลักฐานกี่อายะฮ กี่บท เกื่อยจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ คุณอย่าคิดว่าผมไม่เรียนนะครับ ผมเด็กปอเนาะเหมือนกัน
.................................................................
คุณชุกรีกล่าวว่า
คนอยากรู้ครับผมขอเสริมแทนคุณ และตั้งใจเข้ามาเพื่อที่จะน้องหะสันให้คามัดเลยครับ
จึงขอเสียบแทนคำตอบของคุณ อ่านมานานแล้วหมั่นใส้นะครับ
............................
ตอบ
เห็นพวกคุณบอกว่า จะนอ็คผมทั้งนานแล้ว ที่จริงไม่อยากจะให้ใช้คำนี้ เพราะนี้มันสนทนากันเรื่อง ศาสนา แต่..ขอบอกเสียก่อนว่า คุณต้องมีความอิคลาศในการเผยแผ่ศาสนาด้วย ไม่ใช่คิดจะเอาชนะ คุณเอาหลักฐานที่ถูกต้อง แล้วมาอธิบายให้เพี้ยน แล้วบอกว่า ข้าจะเข้ามานอ็คบังอะสัน แทนบังมุหัมหมัด แน่ใจหรือน้องว่ามัดตัวเองหนัก เฮ้อ..อย่างนี้ก็มีด้วย อยากจะเรียนให้นอ้งชุกรีทราบว่า เว็บนี้ เขาเผยแผ่อัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ แล้วพวกคุณก็เข้ามาท้าทาย และโจมตีว่า เป็นพวกวะฮบีบ้าง พวกมุญัสสิมะฮบ้าง พวกที่มีอากิดะฮไม่ถูกต้องบ้าง พวกสลัฟใหม่บ้าง สารพัดกล่าวหา เพราะฉะนัน แม้แต่ก้าวเดียว ก็ไม่มีถอย จำไว้นะน้อง หากพวกคุณ บอกว่า การที่เราเชื่อตามที่อัลกุรอ่านบอกว่า อัลลอฮทรงประทับบนบัลลังค์ และอยู่บนฟากฟ้านั้นผิด ทั้งที่อัลกุรอ่านบอกไว้เช่นนั้น และอัลหะดิษก็บอกไว้ แต่พวกคุณเอาตีความให้กินกับปัญญาของพวกคุณ ทั้งสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่อง อจินตัย คือ ปัญญาเราไม่สามารถจิตตนาการเข้าไปถึงลักษณะที่แท้จริงของมันได้ เพราะพระองค์ทรงไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ลองมาดูนักวิชาการยุคสลัฟกล่าวไว้
الإمام الأوزاعي ت 157 هـ
قال: "كنا والتابعون متوافرون نقولwhistling#1575;ن الله عز وجل فوق عرشه ونؤمن بما وردت به السنة من صفاته"
อิหม่ามเอาซาอีย์(ฮ.ศ.157)กล่าวว่า “ พวกเราและบรรดาตาบิอูนเป็นส่วนมาก กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงเป็นเลิศยิ่ง ทรงอยู่บนอะรัชของพระองค์ และเราศรัทธาในสิ่งทีอัสสุนนะ ได้รายงานมา เกียวกับบรรดา คุณลักษณะของพระองค์ - โปรดดู
انظرwhistling#1605;ختصر العلو للذهبي 137 والأسماء والصفات للبيهقي ، وفتح الباري 13/417

الإمام ابن خزيمة صاحب الصحيح ت 311 هـ
قال: من لم يقل بأن الله فوق سمواته وأنه على عرشه بائن من خلقه وجب أن يستتاب فإن تاب وإلا ضربت عنقه ثم القي على مزبلة لئلا يتأذى بنتن ريحه أهل القبلة ولا أهل الذمة
อิหม่ามอิบนุคุซัยมะฮ เจ้าของหนังสืออัศเศาะเหียะ (ฮ.ศ.311) กล่าวว่า
ผู้ใดไม่กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ ทรงอยู่บนฟากฟ้าของพระองค์ และแท้จริงพระองค์ทรงอยู่บนอะรัชของพระองค์ แตกต่าง(แยกออกจาก)มัคลูคของพระองค์ จำเป็นที่จะต้องใช้ให้เขาได้สารภาพผิด(เตาบะฮต่ออัลลอฮ)เสีย ถ้าเขาสารภาพผิด และถ้าไม่(สารภาพผิด) คอของเขาจะถูกตัด หลังจากนั้นก็พาไปทิ้งที่กองขยะ เพื่อไม่ให้กลิ่นเหม็นของมัน สร้างความเดือดร้อนให้แก่อะฮลุลกิบลัต(มุสลิม)และอะฮลุซซิมมีย์(กาเฟรซิมมี) - โปรดดู
درء التعارض 6/ 264
قال عنه الذهبي في السير: 14/ 365
...........................................................................
อยากเรียนว่า การถกเถียงกันเรื่องสิฟาตอัลลอฮนั้น มันทรมานใจยิ่งนัก แต่ก็จำเป็นเมื่อ พวกเราถูกกล่าวหาว่า เชื่อแบบผิดๆ บางคนกล่าวหาว่ารุนแรงยิ่งกว่านั้น เราจึงจำใจต้องอธิบายครับท่านผู้อ่าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
IRF
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 10/12/2005
ตอบ: 155


ตอบตอบ: Thu Jan 19, 2006 2:02 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

No. : 7795 ข้อความ: สลามทุกท่าน

ก็ไม่ได้เข้ามาเนื่องจากรอให้เป็นเวลาหลังอีดทีเดียว
พอหลังอีดปึ๊บ ผมก็พยามหาเวลาเข้ามาเล่นเลย เพื่อหวังจะได้พบหลักฐานว่าอะชาอิเราะฮฺเป็นแนวสลัฟดังที่ถูกอ้าง
และขณะนี้เวลานี้ เค้าเรียกว่า"หลังอีด"แล้วครับ พี่น้องครับ เราก็หวังว่าคงจะได้พบหลักฐานว่า
มีซอฮาบะฮฺชื่อ...ตัฟซีรว่า มือคืออุปมาเป็นอำนาจ อรัชคืออุปมาว่าครองอำนาจ! ..จากหนังสือชื่อ...
หรือ
มีอิมาม(สลัฟ)ชื่อ...บอกว่ามือคืออำนาจ อรัชคือสูงส่งคือตำแหน่งการครองอำนาจ!...จากตำราชื่อ....
หรือมีสลัฟท่านใดบอกว่า ไม่ว่าจะใบหน้า มือ อรัช ฯลฯ ต้องเป็นอุปมาเท่านั้น จะเชื่อตามเนื้อความเดิมไม่ได้..
เพื่อจะได้รู้ว่าอะกีดะฮฺอย่างนี้(คือแบบเดียวกับอะชาอิเราะฮฺ)ว่าเป็นอะกีดะฮฺสลัฟ!

และก็ย้ำนะครับว่าประเด็นคือการพิสูจน์ว่าตกลงอะชาอิเราะฮฺเป็นแนวสลัฟจริงหรือไม่?
(ซึ่งหลักฐานสำคัญคือเรื่องศิฟาต ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ไม่ตรงกับวะฮาบีย์)
และสำคัญคือไม่ใช่ไปพิสูจน์ว่าวะฮาบีย์มาจากแนวอิบนุ ตัยมียะฮฺ เพราะอันนั้นมันของตาย เขาก็รู้กันทั้งนั้นครับ
แล้วมันก็ไม่ได้เป็นคำตอบหรือจะสื่อให้เห็นว่าวะฮาบีย์ไม่ใช่แนวสลัฟแต่ประการใด
เพราะ ในเมื่อวะฮาบีย์คือแนวเดียวกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แล้วถ้าเกิดอิบนุ ตัยมียะฮฺเป็นแนวเดียวกับสลัฟ
นั่นหมายความว่าวะฮาบีย์ก็คือแนวเดียวกับสลัฟนั่นเอง

ถึงแม้นักวิชาการวะฮาบีย์(ซะอุดีย์)แต่ละคนก็มีทัศนะแตกต่างกันในเรื่องฟิกฮฺ แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
(แล้วเรื่องฟิกฮฺเขาก็ยอมรับในความแตกต่าง)
ถึงแม้นักวิชาการคณะใหม่เมืองไทยแต่ละคนจะมีทัศนะทางฟิกฮฺแตกต่างกัน แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
(แล้วเรื่องฟิกฮฺเขาก็ยอมรับในความแตกต่าง)
ถึงแม้นักวิชาการซุนนะฮฺแต่ละคนจะมีทัศนะไม่เหมือนกัน บางทีเมืองไทยก็ไม่เหมือนซะอุดีย์
และคนที่ถูกเรียกว่าวะฮาบีย์กลับมีทัศนะทางฟิกฮฺไม่เหมือนกับมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบซะด้วยซ้ำ
แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน เพราะเรื่องฟิกฮฺมันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับหลักฐานที่แตกต่าง หรือเข้าใจต่างกัน
ในขณะเดียวกันที่เราก็มีทัศนะทางฟิกฮฺที่ไม่ค่อยตรงกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แต่เราก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
อิบนุ ตัยมียะฮฺซึ่งมีทัศนะทางฟิกฮฺอาจไม่ตรงกับ 4-5 อิมามในยุคต้นในบางเรื่อง แต่เขาก็มีอะกีดะฮฺเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าวะฮาบีย์เป็นแนวที่ไม่ยึดติดมัซหับ (จะตามก็ได้ไม่ตามก็ได้) ดังนั้นกลุ่มนี้จึงไม่มีการตะอัศศุบ
ไม่มีความจำเป็นดื้อรั้นเพื่ออนุรักษ์รักษาฟัตวาของมัซหับให้อยู่รอดตราบสิ้นวันกิยามะฮฺ!

ในชาวซุนนะฮฺ(ถึงตอนนี้จะมีคนพยามดันทุรังปรักปรำไปเรียก่ชื่ออื่นก็ตาม)ถึงแม้เราจะมีทัศนะทางฟิกฮฺต่างกัน
การปฏิบัติปลีกย่อยต่างกันบางเรื่อง(อย่างอีดนี้เราก็จะเห็นว่าบางคนยกมือทุกตักบีร แต่บางคนก็ยกครั้งเดียว)
นั่นก็เหตุเพราะว่าด้วยเรื่องหลักฐานที่เข้าใจต่างกัน (ซึ่งกล่าวไปแล้ว)
แต่สิ่งที่เหมือนกันพวกเราชาวซุนนะฮฺ ไม่ทำบิดอะฮฺมาตั้งแต่ยุคต้น ไม่มีหลักฐานว่า 4 อิมามทำบิดอะฮฺแต่งเติมศาสนา
มีหลักฐานมาก็ตามเลย ไม่ต้องประยุกต์ ไม่ต้องคิดเพิ่มเติม แต่บางเรื่องปลีกย่อยมีฝ่ายนึงมีหลักฐาน
แต่ฝ่ายนึงไม่รับ(เพราะสายรายงาน) เขาก็ถือว่าเขาไม่ทำ มันเป็นบิดอะฮฺ แต่เขาไม่ประณาม
(ดังที่เคยยกมาจาก islamqa ว่าเชคมุนัจญิด และเชคอุษัยมีนก็ไม่ประณามเรื่องกุนูตซุบฮิ)
เพราะบิดอะฮฺที่เขาประณาม ที่เขาห้ามปรามคือ บิดอะฮฺซึ่งไร้หลักฐาน! คิดเอง ประดิษฐ์เอง
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7797 ข้อความ: ถึงตรงนี้แน่นอนคุณอัซฮารีจะโต้ข้อความของผมว่า

อ้างอิงจากคุณไออาเอฟ

เพราะ ในเมื่อวะฮาบีย์คือแนวเดียวกับอิบนุ ตัยมียะฮฺ แล้วถ้าเกิดอิบนุ ตัยมียะฮฺเป็นแนวเดียวกับสลัฟ
นั่นหมายความว่าวะฮาบีย์ก็คือแนวเดียวกับสลัฟนั่นเอง

ตอบ

...คุณอัซฮารีจะโต้ทำนองว่าเอาอะไรมาพูด

ผมก็จะตอบว่า
หลักฐานที่ว่ามุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และอิบนุ ตัยมียะฮฺ ตลอดจนผู้ที่อยู่ในแนวทางกับกับพวกเขา
เชื่อในคุณลักษณะของอัลลอฮฺที่อยู่ในกุรอานตามตัวอักษร ให้คงเดิม คงความหมายนั้นไว้ไม่ปฏิเสธหรืออุปมา
ดังหลักฐานที่ผมเคยยกไปแล้วว่า
ท่านอัล-วะลีด บินมุสลิมกล่าวว่า “ฉันได้ถามท่านอัล-เอาซาอีย์และท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ และท่านมาลิก บินอนัส ถึงบรรดาหะดิษที่เกี่ยวกับคุณลักษณะ และการมองเห็นดังกล่าวข้างต้นนี้ พวกเขาทั้งหมดตอบเหมือนกันว่า จงให้มันเป็นไปตามที่มีอยู่เถิด โดยมิต้องตัดทอนใดๆ”
...และหลักฐาน
เมื่อมีคนมาถามอิม่ามมาลิกถึงเรื่องการขึ้นสถิตย์บนบัลลังก์ของอัลลอฮฺว่าขึ้นอย่างไร
อิม่ามมาลิกตอบว่า “การขึ้นอยู่นั้นมิอาจล่วงรู้ได้ และวิธีการ(ของการขึ้นอยู่นั้น)ก็มิอาจจินตนาการได้ ขณะที่การอีหม่านต่อมันนั้นเป็นสิ่งวาญิบ ส่วนการถามไถ่ถึงมันนั้นเป็นบิดอะฮฺ และฉันไม่เห็นว่าเจ้าเป็นสิ่งอื่นใดเลยนอกจากเป็นผู้หลงผิดไปแล้ว”
...และหลักฐาน
ดังที่อิม่ามอบูหะนีฟะฮฺได้กล่าวว่า “ไม่เป็นการบังควรที่บุคคลหนึ่งจะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกี่ยวกับอาตมัน(ซาต)ของอัลลอฮฺ ทว่าเขาจงให้ลักษณะพระองค์ตามที่พระองค์ให้ลักษณะตัวของพระองค์เอง และเขาอย่าได้กล่าวสิ่งหนึ่งสิ่งใดในเรื่องนั้นด้วยความคิดเห็นของตนเอง ความจำเริญยิ่งเป็นของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเป็นผู้อภิบาลแห่งโลกทั้งหลาย”
...และหลักฐาน
อิม่ามนะอีม บินหัมมาด อัล-คุซาอีย์กล่าวว่า
"ผู้ใดที่ปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ได้ให้ลักษณะต่อตัวของพระองค์เอง เขาผู้นั้นก็ตกเป็นกาฟิรฺ ส่วนสิ่งที่พระองค์หรือเราะซูลของพระองค์ได้ให้ลักษณะต่อตัวของพระองค์นั้นย่อมไม่ถือเป็นการเปรียบเหมือน"
...และใครที่เชื่อตามนั้นก็คือคนที่อยู่ในแนวสลัฟ!

ถึงตรงนี้คุณอัซฮารีก็โต้แย้งว่า

อ้างอิงจากไออาเอฟ
....

ตอบ
.... คุณอัซฮารีจะโต้ผมทำนองว่า หุหุหุ มุขเก่าครับ หลักฐานพวกนี้เขารู้หมดแล้วแหละ แต่ต้องดูหลักฐานอื่นด้วย มันยังมีบทอื่นอีกที่ไม่ได้พูดอย่างนี้ ..อะไรทำนองนี้เป็นต้น
หรือคุณอัซฮารีอาจจะบอกว่าหลักฐานพวกนี้ฎออีฟเชื่อถือไม่ได้!

ผมเองก็จะขอให้คุณช่วยยกคำพูดอื่น หลักฐานอื่นของบรรดาสลัฟ ว่ามีบทอื่นไหมที่สื่อว่า
ที่อัลลอฮฺได้ให้ศิฟาตของพระองค์ไว้ในกุรอานนั้น จะต้องตีความเป็นอื่น.. ขอหลักฐานจากสลัฟ?
ซึ่งถ้ามีหลักฐานอีกที่ทำให้คุณเข้าใจเป็นอื่นก็ยกมาเลย แล้วจะบอกให้ว่ามันขัดแย้งกันกับที่ผมยกมาหรือไม่?
ซึ่งผมว่าไม่ขัดหรอก!
ตัวบทนี้มันสื่อความตรงไปตรงมา
ท่านอัล-เอาซาอีย์และท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ และท่านมาลิก บินอนัส บอกว่าให้มันคงเนื้อความเดิมไม่ต้องตัดทอน
อบูหะนีฟะฮฺบอกว่า จงให้ลักษณะพระองค์ตามที่พระองค์ให้ลักษณะตัวของพระองค์เอง อย่าไปคิดเป็นอื่น..!


ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7798 ข้อความ: และคุณอัซฮารีจะโต้ว่า

อ้างอิงจากคุณไออาเอฟ

แต่สิ่งที่เหมือนกันพวกเราชาวซุนนะฮฺ ไม่ทำบิดอะฮฺมาตั้งแต่ยุคต้น ไม่มีหลักฐานว่า 4 อิมามทำบิดอะฮฺแต่งเติมศาสนา
มีหลักฐานมาก็ตามเลย ไม่ต้องประยุกต์ ไม่ต้องคิดเพิ่มเติม

ตอบ

... คุณอัซฮารีจะโต้ว่าผมเอามาจากไหน?

ผมก็จะอธิบายดังนี้ว่า แนวทางของบรรดาอิมาม(สลัฟ)คือ - กุรอานและรับหะดีษซอเฮี้ยะฮฺ - ปฏิบัติทันที
- ถ้าคุมเครือจึงวินิจฉัย - ไม่เพิ่มเติม ต่อเติมหรือใช้ปัญญาไปคิดวิเคราะห์เกินตัวหลักฐาน
บิดอะฮฺหะสะนะฮฺ(หากหมายถึงรูปแบบพิธีกรรมที่นบีไม่ได้ทำ แต่มาคิดทำเอง)จะไม่หลุดออกมาจากพวกเขาเด็ดขาด
ส่วนถ้าบิดอะฮฺหะสะนะฮฺหากหมายถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในทางสังคม ในทางดุนยา ไม่ใช่ความหมายของชะรีอะฮฺ
อันนั้นไม่มีปัญหา นบีไม่ใช้ฝักบัวออโต้อาบน้ำละหมาด คุณทำไปเลย ไม่ใช่บิดอะฮฺในความหมายทางชะรีอะฮฺ
นบีไม่ได้นั่งเครื่องบินไปทำฮัจญ์ คุณบินไปได้เลย! นบีไม่ได้สร้างปอเนาะ คุณสร้างไปเลย! ..มันคนละเรื่องครับ

ที่อธิบายแบบนี้ก็เพราะคุณไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ
คุณบอกว่าการเรียกตนเองว่ามัซหับสลาฟียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ เพราะสลัฟเขาไม่เคยเรียกตนเองแบบนี้!
นี่ไงครับ แสดงว่าเข้าใจภาษา แต่ไม่เข้าใจชะรีอะฮฺ!
นบีไม่เคยเรียกแนวตนเองว่าแนวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ คุณเรียกไปเลย หรือคุณจะเรียกว่าซูฟี วะฮาบีย์ไม่มีปัญหา
ถ้าคำศัพท์เหล่านั้นในความคุณหมายถึงผู้เจริญรอยตามนบี(เท่านั้น) จะชื่ออะไรไม่มีปัญหาครับ อย่าแตกแถวแล้วกัน

ปัญหาใหญ่ของคุณคือไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ เพราะฉะนั้นกี่ครั้งกี่ครั้งที่นบีพูดถึงเรื่องนี้
คุณก็จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ และกี่ครั้งกี่ครั้งที่สลัฟกล่าวถึงเรื่องนี้คุณก็จะไม่เข้าใจจุดประสงค์เช่นกัน

(สรุป อะชาอิเราะฮฺแตกต่างกับวะฮาบีย์สองเรื่องหลักคือ อะกีดะฮฺ-ศิฟาต และเรื่องบิดอะฮฺ..หะสะนะฮฺ) ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7799 ข้อความ: อย่าพึ่งครับ...ผมยังพูดไม่หมด

ก่อนจะเถียงคอเป็นเอ็นเรื่องที่ว่าคุณไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "บิดอะฮฺ"
ผมจะมาชี้ให้ดูว่ามีอะไรพิสูจน์ว่าคุณไม่เข้าใจ?

แน่นอนครับว่าคุณไม่เข้าใจ เครื่องพิสูจน์คือคุณไม่เข้าใจและหาคำตอบในสิ่งซอฮาบะฮฺกระทำไม่ได้

ถ้าหากบิดอะฮฺหะสะนะฮฺทำได้จริงแล้ว ซอฮาบะฮฺห้ามปรามบุคคลเหล่านี้ทำไม?
ตัวอย่าง(ซึ่งคุณก็เจอมาบ่อยๆ และคุณจะบอกว่า หุหุหุ มุขเก่า เจอมาบ่อยแล้ว แต่มันมีหลักฐานอื่นด้วย..!)
อย่างกรณีท่านอิบนุ มัสอูด ไปต่อว่าและห้ามปรามกลุ่มคนที่นั่งซิกรุลลอฮฺในรูปแบบที่นบีไม่ได้กระทำ?
หรือกรณีท่านอิบนุ อุมัร ทักคนที่ซอละวาตนบีหลังดุอาอฺหลังจาม และห้ามเขากระทำอีก?
หรือกรณีท่านอุมาเราะฮฺ บิน รุอัยบะฮฺ สาปแช่งคอฏีปที่'ยกมือ'ดุอาอฺในคุตบะฮฺ?

ผมถามว่าเขาห้ามทำไม?
(ในเมื่อบรรดาซอฮาบะฮฺเขาเป็นผู้ที่ใจกว้าง และยอมรับกันในเรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺ)
คุณจะตอบไม่ได้ เพราะเนื่องจากความเข้าใจศาสนาของคุณไม่ตรงกับซอฮาบะฮฺนั่นเอง!

จะอธิบายให้ครับ เรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺน่ะ(มีตัวบทมาแต่เข้าใจต่างกัน)ซอฮาบะฮฺเข้ายอมรับกันได้
(ซึ่งได้บทเรียนมาจากสมัยที่นบีสั่งห้ามละหมาดอัสริจนกว่าจะไปถึงบนีกุร็อยเซาะฮฺ แล้วเข้าใจไม่ตรงกัน)
แต่เรื่องบิดอะฮฺไม่ใช่เรื่องความแตกต่างทางฟิกฮฺครับ! แต่มันเป็นการประดิษฐ์รูปแบบพิธีอิบาดะฮฺขึ้นใหม่
หรือนอกจากเรื่องปฏิบัติแล้วก็เป็นเรื่องแนวคิดใหม่ๆ อะกีดะฮฺใหม่ๆที่ออกนอกแนวที่นบีนำมา นั่นก็'บิดอะฮฺ'
(หลายๆคนได้ยินคำนี้แล้วแสลงหู และรู้สึกรังเกียจ ทิ่มแทงหัวใจ ทั้งๆที่เป็นคำที่นบีพูด!)


..ดังนั้นผมมีคำถามให้คุณเพิ่มแล้วนะครับ ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9

No. : 7800 ข้อความ: สรุปคำถามที่ผมถามไว้(ทั้งที่ยังไม่ตอบรวมกับของใหม่)คือ..

(2 ข้อ จาก 4 กับดักหนู)
1. ขอหลักฐานที่อ้างว่าอะชาอิเราะฮฺเชื่อเรื่องศิฟาตแบบดียวกับสลัฟ ?
2. สลัฟคนไหนเอ่ยออกมาเรื่องบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ..(ถ้ามี)เขาหมายถึงอะไร ?
(และ 3 ข้อ ชวนให้ไคร่ครวญ)
3. ท่านอิบนุ มัสอูด ห้ามปรามวงซิเกรฺนั่นทำไม ?
4. ท่านอิบนุ อุมัร ห้ามปรามคนซอละวาตหลังดุอาอฺหลังจามทำไม ?
5. ท่านอุมาเราะฮฺ ต่อว่าคนที่ยกมือ(ดุอาอฺ)ในคุตบะฮฺทำไม ?

เป็นคำถามที่ต้องตอบ เลี่ยงไม่ได้ ...

---------------------------------------------------------------------------


เหตุที่ผมถามเช่นนี้ต้องเข้าใจนะครับว่าเป็นการชี้แนะเรื่องความเข้าใจในชะรีอะฮฺให้คุณอัซฮารีไปในตัว
เพราะคุณอัซฮารียังไม่มีความเข้าใจในชะรีอะฮฺมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น(ของเก่า)
เราชาวซุนนะฮฺ (หรือหมู่วะฮาบีย์) คือผมและคุณแล้วไว้คุยกันต่อ คุยกันเรื่อง 'ยกมือ'ดุอาอฺ หลังละหมาด
ไม่ได้คุยกันเรื่อง 'ดุอาอฺ' หลังละหมาด
ดุอาอฺหลังละหมาดน่ะมีอยู่แล้วครับเป็นซุนนะฮฺนบี แต่ที่เราพูดคือในขณะที่ดุอาอฺนั้นมีการยกมือหรือไม่ต่างหาก?

แต่ใน No. : 7292 คุณอัซฮารีกลับยกหลักฐานนี้มา

إن رسول الله صلى الله عليه وسلم كان يتعوذ بهن دبر الصلاة..........الحديث

" แท้จริง ร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) ได้กล่าวขอความคุ้มครอง(จากอัลเลาะฮฺ)ด้วยกับมัน(ถ้อยคำต่างๆ ) ถัดจากละหมาด ว่า ผู้พระผู้อภิบาลของข้าฯ ข้าฯ ขอการคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากจากตระหนี่ และข้าขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากความขลาด และข้าฯขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ กับการที่ข้าฯ ต้องหวนกลับไปยังความต่ำต้อยของอายุไข และข้าฯ ขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากฟิตนะฮฺของดุนยา และข้าฯขอความคุ้มครองด้วยกับพระองค์ จากการลงโทษของกุโบร "

ซึ่งผมจะชี้ให้เข้าใจว่าหะดีษนี้พูดถึงการดุอาอฺหลังละหมาดครับ ไม่ใช่หะดีษที่เป็นหลักฐานเรื่องยกมือ
แล้วก็ไม่รู้จะยกหะดีษดุอาอฺหลังละหมาดมาทำไม เพราะไม่พบว่ามีคิลาฟเลย เขาก็รู้กันทั่วโลกว่าหลังละหมาดมีดุอาอฺ
แล้วอีกอย่างคุณก็ไปนำเอาคำบอกเล่าขานเล่าต่อของ ด๊อกเตอร์ มุหัมมัด สะอีด ร่อมะฏอน อัลบูฏีย์
ซึ่งนำเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมาเล่าก็ไม่รู้ว่าไปพบมัซหับสลาฟีย์คนหนึ่งมาตำหนิเรื่องขอดุอาอฺหลังละหมาด!
ซึ่งน่าจะเป็นการกุเรื่องมาโจมตีใส่ร้ายสลาฟีย์ หรือ Discredit มากกว่า ว่าพวกนี้ไม่รู้เรื่องแล้วมาทำเคร่ง!
เพราะไม่เคยพบว่ามีสลาฟีย์ที่ไหนเขาสอนว่าห้ามดุอาอฺหลังละหมาด!
ถึงถ้ามีก็คงเป็นเพราะผิดพลาดว่าเขาอาจไม่เคยเจอหลักฐาน แต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะหลักฐานดุอาอฺนั้นมีมากมาย

ดังนั้นจะแนะให้ครับ วิธีการยกหลักฐานให้ตรงบริบท ตรงเหตุการณ์..
สมมุติ มีสอบ หรือมีอาจารย์ อ้าวนายอัซฮานี ยกหลักฐานมาซิ เรื่องการยกมือดุอาอฺหลังละหมาด...?
คุณอัซฮารีก็ต้องยกบทเหล่านี้ครับ
หลักฐานที่ 1
"บ่าวคนใดก็ตามที่!ยื่นมือของเขาทั้งสองของเขาทุกๆหลังนมาซ!พร้อมกล่าวว่า
'โอ้อัลลอฮฺ พระเจ้าของฉัน.." บันทึกโดยอิบนุ สุนนีย์ จากหนังสือ "อะมะลุลเยามิ
วัลลัยละติ" เลขที่138

หลักฐานที่ 2
จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน ซุบัยร์ เล่าว่า
"แท้จริง เขาเห็นชายผู้หนึ่งยกมือทั้งสองของเขาเพื่อขอดุอาอฺก่อนนมาซเสร็จ
ดังนั้นเมื่อเขานมาซเสร็จ เขาก็กล่าวแก่ชาวผู้นั้นว่า แท้จริงท่านรสูลลุลลอฮฺ
จะ!ไม่ยกมือทั้งสองของท่าน ยกเว้นแต่หลังละหมาด!เท่านั้น" อัฎฎ็อบรอนีย์บันทึกใน
หนังสือ "อัลมุอฺญะมุลกุบรอ" เล่ม 13 หน้า 129

นี่ครับถึงเรียกว่าหลักฐานว่าด้วยเรื่องยกมือ..
แต่ปัญหาคือคุณต้องบอกว่าหะดีษหะซัน!
ส่วนผมไม่ใช่อาลิมหะดีษ ผมก็ต้องตักลีดมุหะดิษีนที่ผมเชื่อถือไว้วางไว้ ผมถือว่าหะดีษนี้ฎออีฟ ผมก็ไม่ปฏิบัติ
ส่วนคนที่ต้องการปฏิบัติ ต้องการอนุรักษ์ไว้ก็ต้องบอกว่าหะซันครับอย่างน้อยๆ
และถ้าคุณอัซฮารีถือว่าหะดีษที่ว่ายกมือนี้หะซันหรือซอเฮียะฮฺด้วยความบิรสุทธิ์ใจก็ไม่มีใครห้ามได้ครับ
ผมเองก็ไม่ตำหนิ และโปรดทราบครับ นักวิชาการซุนนะฮฺเขาไม่ประณามกันเรื่องยกมือไม่ยกมือนี่
(ส่วนหลังละหมาดซุนนะฮฺนั้นมีหลักฐานใช้ได้ครับ)


ดังนั้นจากที่คุณอัซฮารีพูดใน No. : 7293 ว่า
"จากสิ่งที่ผมได้เคยนำเสนอไปนี้ ผมคิดว่าวะฮาบีย์คงไม่ชอบใจนัก ก็เพราะว่าเรามีความเห็นในเรื่องการยกมือหลังละหมาดแตกต่างกับพวกเขา"

ความหมายของคุณคือแนวทางวะฮาบีย์มีทัศนะว่าไม่มียกมือหลังละหมาด! (อันนี้ก็มั่ว)
แล้วก็บอกว่าวะฮาบีย์ไม่ชอบคนที่เห็นแตกต่างคือคนที่ยกมือ! (นี่ก็มั่ว)
ก็ถ้าคุณแคะขี้ตาแล้วอ่านซะหน่อยก็จะเห็นว่าคนที่ผมโต้เถียงอยู่ด้วยนั้นก็คณะใหม่วะฮาบีย์นั่นแหละครับ
เขาชื่อคุณแล้วไว้คุยกันต่อ เป็นลูกศิษย์ทางเชคอาลี นักวิชาการสลาฟีย์ซึ่งเผยแพร่ในไทยมานมนาน
ซึ่งทางเซ็ตนี้ส่วนใหญ่จะถือทัศนะที่ว่า'อนุญาตให้ยกมือหลังละหมาด'
ดังนั้นที่คุณบอกว่าวะฮาบีย์เขาไม่ยกมือน่ะ เข้าใจผิดไปหลงประเด็นไปกันใหญ่แล้วครับ
แต่คงไม่ใช่เป็นเพราะแกล้งสร้างความสับสนให้ชาวบ้านอะวาม และเป่าหูยั่วยุให้เขาเกลียดวะฮาบีย์อย่างไร้เหตุผล
และสับสนงงงวยว่าวะฮาบีย์คือใคร ..คงไม่เป็นอีหรอบนะครับ?
เพราะนี่ขนาดยังไม่กลับมาเป็นโต๊ะครูเลยก็เป่าหูชาวบ้านให้ฟิตนะฮฺซะแล้ว (คุณไม่ทำอย่างนั้นแน่)
ผู้ส่ง: IRF : IP : 203.172.39.9
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 27, 28, 29, 30  ถัดไป
หน้า 28 จากทั้งหมด 30

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.16 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004