ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - หะดิษตัลกีนสอนคนตายในหลุมศพ
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
หะดิษตัลกีนสอนคนตายในหลุมศพ

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 1:51 pm    ชื่อกระทู้: หะดิษตัลกีนสอนคนตายในหลุมศพ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

asan

สอนคนตาย บิดอะฮที่ไม่ยอมตาย

มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องศึกษา ศาสนา ที่มาจากอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ ที่เกี่ยวกับ ด้านอะกีดะอ ,ด้านอิบาดะฮ, ด้านการธุรกิจ สังคม คุรธรรม จริยธรรม และอื่นๆที่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ เมื่อศึกษาแล้วก็นำวิชาความรู้ดังกล่าวมาปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่ออัลลฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเพื่อให้พระองค์ทรงโปรดปรานในสิ่งที่เขาปฏิบัติ และเพื่อให้ประสบความสำเร็จในโลกนี้และโลกหน้า

สำหรับผู้มีความรู้ในด้านศาสนา ก็จำเป็นจะต้องนำความรู้ดังกล่าว ไปเผยแผ่ ไปสอนผู้ที่ไม่รู้ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจศาสนาที่ถูกต้อง , มีความเชื่อ(อะกิดะฮ)ที่ถูกต้อง และ ปฏิบัติศาสนกิจอย่างถูกต้องตามที่อัลลอฮและศาสดาของพระองค์สอนไว้ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าหดหู่ ที่มีผู้รู้บางส่วน กลับส่งเสริมให้มีการสอนคนตายอีกด้วย โดยเฉพาะสอนคำตอบให้แก่คนตาย(มัยยิต)ในหลุมศพ เพื่อให้คนตายได้คำตอบที่จะไปตอบคำถามมลาอิกะฮ มุงกัร-นะกีร ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่า เมื่อตอบคำถามได้แล้ว ก็จะไม่ถูกลงโทษในกุบูร และบ้างเชื่อว่า เมื่อมีคนสอนคำตอบให้มัยยิตแล้ว มลาอิกะฮทั้งสองท่านก็จะชวนกันกลับ โดยอ้างหะดิษเฏาะอีฟ ต่อไปนี้

عن سعيد بن عبد الله الأودي قال‏ شهدت أبا أمامة وهو في النزع فقال‏ إذا أنا مت فاصنعوا بي كما أمر رسول الله صلى الله عليه وسلم فقال ‏
‏"‏إذا مات أحد من إخوانكم فسويتم التراب على قبره فليقم أحدكم على رأس قبره ثم ليقل‏ ‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يسمعه ولا يجيب‏.‏ ثم يقول‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يستوي قاعداً‏.‏ ثم يقول‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يقول‏ أرشدنا رحمك الله - ولكن لا تشعرون - فليقل‏ اذكر ما خرجت عليه من الدنيا شهادة أن لا إله إلا الله وأن محمداً عبده ورسوله وأنك رضيت بالله رباً وبالإسلام ديناً وبمحمد نبياً وبالقرآن إماماً فإن منكراً ونكيراً يأخذ كل واحد منهما بيد صاحبه ويقول‏ انطلق بنا ما نقعد عند من لقن حجته فيكون الله حجيجه دونهما‏"‏‏.‏ فقال رجل‏ يا رسول الله فإن لم يعرف أمه‏؟‏ قال‏ ‏"‏فينسبه إلى حواء يا فلان بن حواء‏"‏‏.‏

رواه الطبراني في الكبير وفي إسناده جماعة لم أعرفهم‏

จากสะอีด บุตร อับดุลลอฮ อัลเอาดีย กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้มาหาท่านอบีอุมามะฮ โดยที่เขา กำลังไกล้จะเสียชีวิต

เมื่อฉันได้เสียชีวิต พวกท่านจงจัดการเกี่ยวกับฉัน ดังที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ได้ใช้กับเรา ให้จัดการกับบรรดาผู้ตายของเรา ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ได้ใช้กับเราโดยท่านกล่าวว่า " เมื่อคนใดจากพี่น้องของพวกท่านได้เสียชีวิต พวกท่านจงทำให้ดินบนกุบูรของเขาเรียบเสมอ และคนหนึ่งจากพวกท่าน จงยืนทางปลายของกุบูรของเขา หลังจากนั้น เขาจงกล่าวว่า "โอ้ ชายผู้หนึ่ง(ที่ชื่อ....) บุตร ของนางผู้หนึ่ง(ที่ชื่อ....) ดังนั้น เขาก็ได้ทำให้มัยยิดได้ยิน โดยที่มัยยิดก็จะไม่ทำการตอบสนอง หลังจากนั้น เขาก็กล่าวอีกว่า โอ้ ชายผู้หนึ่ง บุตร ของนางผู้หนึ่ง แล้วมัยยิดก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง จากนั้นเขากล่าวว่า โอ้ ชายผู้หนึ่ง บุตร ของนางผู้หนึ่ง ดังนั้น มัยยิดจึงกล่าวว่า ท่านจงชี้แนะแก่เราด้วยเถิด ขออัลเลาะฮ์ทรงเมตตาต่อท่าน โดยที่พวกท่านทั้งหลายไม่รู้ตัวหรอก ดังนั้น เขากล่าวว่า "ท่าน(มัยยิด) จงกล่าวกับถ้อยคำที่ท่านดำรงอยู่บนมัน โดยที่ท่านได้จากลาออกจากโลกดุนยา กับคำปฏิญานว่า แท้จริง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะฮ์ และมุหัมมัดนั้นเป็นบ่าว และเป็นศาสนาทูตของพระองค์ และแท้จริง ฉันได้พอใจด้วยกับการที่อัลเลาะฮ์ทรงเป็นผู้อภิบาล และด้วยกับอิสลามนั้น คือศาสนา และนบีมุหัมมัด คือ ศาสนทูต และอัลกุรอานคือ อิมาม ดังนั้น มุงกัรและนากิร ต่างจูงมือมิตรสหายของเขาแล้วท่านหนึ่งกล่าวว่า ท่านจงเดินไปกับเราเถิด ไม่มีอะไรที่จะทำให้เรานั่ง(สอบถาม) เกี่ยวกับผู้ที่ถูกสอนกับหลักฐาน(ที่ชี้เป็นถึงเป็นผู้ศรัทธา)ของเขาแล้ว (หมายถึงเขาได้ตอบคำถามของมุงกัรนะกีรแล้ว) " ดังนั้น มีชายคนหนึ่ง ถามท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ว่า หากเขา(ผู้อ่านตัลกีน) ไม่รู้จักมารดาผู้ตายล่ะครับ ? ท่านร่อซูลตอบว่า ก็ให้เขาอ้างไปยังมารดาของที่ชือ เฮาวาอ์ คือ(กล่าวว่า) โอ้ ชายผู้หนึ่ง(ชื่อ...) บุตร ของพระนางเฮาวาอ์ - รายงานโดย อัฎฎอ็บรอนีย ในอัลกะบีร และในสายสืบของมัน มีบรรดาผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จักพวกเขา - ดูมัจญมัวะซะวาอิด เล่ม 3 บทว่าด้วย การตัลกีนมัยยิต หลังจากฝัง (باب تلقين الميت بعد دفنه)

วิจารณืหะดิษข้องต้น

1. อัลอิซ บิน อับดุสสลาม กล่าวว่า "

لم يصح في التلقين شيء وهو بدعة

ไม่มี (หะดีษ) ที่เศาะหีหฺในเรื่องตัลกีนแม้แต่หะดีษเดียว และมันคือ (การกระทำที่) บิดอะฮฺ (ฟะตาวาอัลอิซ บิน อับดุสสลาม หน้า 427)

2. เจ้าของหนังสือเอานุลมะอฺบูด กล่าวว่า

والتلقين بعد الموت قد جزم كثير أنه حادث

และการอ่านตัลกีนหลังจากเสียชีวิต แท้จริงได้มีอุละมาอฺจำนวนมากยืนยันว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ (8/268)

3. ศ็อนอานีย์ไม่ได้พูดลอยๆ แต่ท่านยังอ้างว่ามีระบุในหนังสืออัลมะนารด้วยว่า

إن حديث التلقين لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه

แท้จริง หะดีษตัลกีน บรรดาผู้รู้เกี่ยวกับหะดีษไม่สงสัยเลยถึงความเป็นหะดีษเมาฎูอฺของมัน (สุบุลุสสลาม 2/113)
4. อิหม่ามนะวาวีย์กล่าวว่า
"إسناده ضعيف
?สายสืบของมัน เฎาะอีฟ - อัลมัจญมัวะ (5/274)
5. อัศศอนอานีย์ กล่าวว่า

"يتحصل من كلام أئمة التحقيق أنه حديث ضعيف، والعمل به بدعة

และอัศศอ็นอานีย ได้กล่าว ว่า
"สรุปจากคำพูดของบรรดาผู้นำที่ได้รับการรับรอง ว่า แท้จริง มันเป็นหะดิษเฎาะอีฟ และการนำมันมาปฏิบัตินั้น เป็นบิดอะฮ - สุบุลุสสลาม 2/161

6. อิบนุกอ็ยยิม กล่าวว่า

ولم يكن يجلس - أي رسول الله صلى الله عليه وسلم - يقرأ عند القبر ولا يلقن الميت كما يفعله الناس اليوم ] زاد المعاد 1/522
และไม่ประกฎว่า ท่าน หมายถึงท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่าน(อัลกุรอ่าน) ณ ทีหลุมศพ และท่านไม่ได้อ่านตัลกีนแก่มัยยิต ดังที่ผู้คนในปัจจุบันทำกัน ? ซาดุ้ลมะอาด 1/522

หะดิษข้างต้นมันยังขัดกับความเป็นจริงที่อัลกุรอ่านและหะดิษที่เศาะเฮียะระบุไว้ว่า อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา คือ ผู้ทรงบันดาลให้ผู้ศรัทธา สามารถตอบคำถามมลาอิกะฮในกุบูรได้ ไม่ใช่เพราะการสอนคำตอบของครูผู้สอนคนตายบนหลุมศพ โปรดมาพิจารณาดูหลักฐานต่อไปนี้
1. อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตาอาลาตรัสว่า

يُثَبِّتُ اللّهُ الَّذِينَ آمَنُواْ بِالْقَوْلِ الثَّابِتِ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَفِي الآخِرَةِ

อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยุ่ทั้งในโลกนี้(*1*) และในปรโลก(*2*)

(1) พระองค์ทรงให้พวกเขาหนักแน่นด้วยคำกล่าว ?ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ? และคำกล่าวแห่งการศรัทธาในโลกนี้
(2) คือเมื่อมะลัก 2 ท่านถามเขาในกุบูร ดังมีหลักฐานจากหะดีษว่า ?เมื่อมุสลิมถูกถามในกุบูรเขาจะปฏิญาณยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮ? นั่นคือพระดำรัสของอัลลอฮ ตะอาลา ที่ว่า ?อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่น

2. หลักฐานอัสสุนนะฮ

روى البخاري، عن براء بن عازب رضي اللّه عنه، أن رسول اللّه صلى اللّه عليه وسلم قال‏ ‏ ‏(‏المسلم إذا سئل في القبر شهد أن لا إله إلا اللّه وأن محمداً رسول اللّه، فذلك قوله‏ ‏{‏يثبت اللّه الذين آمنوا بالقول الثابت في الحياة الدنيا وفي الآخرة‏}‏‏)‏

รายงานโดย บุคอรี จาก บะรออ บุตร อาซิบ (ร.ฎ)ว่า แท้จริง ท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า " มุสลิมนั้น เมื่อเขาถูกถามในหลุมศพ(กุบูร) เขาก็ปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าอืนใด นอกจากอัลลอฮ และแท้จริง มุหัมหมัด ๕อ ศาสนทูตของอัลลอฮ ดังกล่าวนั้น คือ คำดำรัสของอัลลอฮที่ว่า
?อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยุ่ทั้งในโลกนี และในปรโลก? - อิบรอฮีม/27 ดูมุคตะศอรอิบนิกะษีร
ผู้อ่านที่เคารพรักครับ โปรดพิจารณาดูเถิดว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นศาสนา หรือ เป็นเนื้องอกที่เข้ามาทำลายความบริสุทธ์ของศาสนา

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 1:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

asan

อ้างจาก: ezzulla ที่ 05 มีนาคม 50 , 22:37
وقد اباح ابن تيمية التلقين بعد الدفن وقال بعد ان عرض اراء الفقهاء وهدا اعدل الاقوال
และอิบนุ ตัยมียะฮ์ ได้อนุมัติการอ่านตัลกีนหลังจากการฝัง และท่านได้กล่าว
หลังจากได้นำเสนอทัศนะของบรรดาอุลามาอ์วิชาฟิกห์ ว่า และนี่คือคำพูดที่เที่ยงตรงยิ่ง

หนังสือฟัตวาย์ อิบนุ ตัยมียะฮ์ เล่มที่ 24 หน้าที่ 298

----------------
และมีข้อความตอนหนึ่งในคำพูดของอิบนุตัยมียะฮคือ

تلقينه بعد موته ليس واجبا بالإجماع ولا كان من عمل المسلمين المشهور بينهم على عهد النبى وخلفائه

การตัลกีนมัยยิต หลังจากฝัง ไม่เป็นวาญิบ โดยมติของปวงปราชญ์ และ ไม่ได้เป็นการกระทำของบรรดามุสลิม ที่แพร่หลาย ในสมัยของท่านนบี และบรรดาเคาะลิฟะฮของท่าน - หนังสือฟัตวา อิบนุ ตัยมียะฮ์ เล่มที่ 24 หน้าที่ 298
..........
สรุปว่า คงจะแอบทำกัน จึงไม่เป็นที่แพร่หลาย และก็แปลก ทำไมถ้าเป็นคำสอนนบีจริง ทำไม่จึงไม่แพร่หลาย และทำไมตอนที่ ท่านหญิงเคาะดียะฮ และบุตรชายของท่าน อิบรอฮีมเสียชีวิต ไม่ปรากฏรายงานว่าท่านอ่านตัลกีนให้แก่คนทั้งสอง
asan
الصحيح من قولي العلماء في التلقين بعد الموت أنه غير مشروع، بل بدعة، وكل بدعة ضلالة، وما رواه الطبراني في الكبيرعن سعد بن عبد الله الأودي عن أبي أمامة رضي الله عنه في تلقين الميت بعد دفنه، ذكره الهيثمي في الجزء الثاني والثالث من مجمع الزوائد، وقال: في إسناده جماعة لم أعرفهم

ที่ถูกต้อง จากทัศนะทั้งสองของอุลามาอฺ ในประเด็นการอ่านตัลกีน หลังจากตาย ว่า มันไม่มีบัญญัติให้กระทำ แต่ทว่า เป็นบิดอะฮ และทุกบิดอะฮนั้น เป็นการหลงผิด และสิ่ง(หะดิษ)รายงานโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลกะบีร (เล่ม 8 หน้า 298-299 หะดิษหมายเลข 7979) จากสะอีด บิน อับดุลลอฮ อัล-เอาดีย์ จากอบีอุมามะฮ (ร.ฎ) ในการตัลกีนมัยยิต หลังจากฝัง ,อัลหัยษะมีย์ ได้ระบุมันไว้ใน ยุซที่ 2และ 3 จากหนังสือ มัจญมะอุซซะวาอิด โดยกล่าวว่า "ในบรรดาสายรายงานของมัน มีผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จักพวกเขา - ฟะตาวาคณะกรรมการถาวรฯ 9/92

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 1:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ตัลกีนคนตายเป็นบิดอะฮ มาดูคำอธิยายหะดิษตัลกีน

الصواب في هذه المسألة أن التلقين ليس مشروعا بل الأظهر أنه بدعة؛ لأنه لم يثبت عن النبي-عليه الصلاة والسلام- والتلقين في هذا الباب من أجلِّ العبادات وأعظمها، يعني: تخصيص نوع من التلقين في هذا الموطن، فهو عبادة تحتاج إلى دليل، والقاعدة في باب العبادات أنَّا لا نقول هذا مشروع إلا بدليل

ที่ถูกต้อง ในประเด็นปัญหานี้ คือ แท้จริง การอ่านตัลกีน ไม่มีบัญญัติให้กระทำ แต่ที่ชัดเจนที่สุด แท้จริงมันเป็นบิดอะฮ เพราะไม่มีรายงานรับรองจากท่านนบี และการอ่านตัลกีน ในกรณีนี้นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอิบาดะฮที่มีเกียรติ และเป็นอิบาดะฮที่สำคัญ หมายถึง การจำกัดชนิดการอ่านตัลกีน ในที่นี้ เพราะ มันคือ อิบาดะฮ ที่ต้องอาศัยหลักฐาน และกฏ ในเรื่องอิบาดะฮนั้น เราจะไม่กล่าว ว่านี้คือ สิ่งที่ถูกบัญญัติให้กระทำ นอกจากต้องมีหลักฐาน
http://www.taimiah.net/Display.asp?ID=136&t=book50&pid=1&f=1blm00127.htm&printer



หะดิษตัลกีน เป็นหะดิษที่นอกจากหะดิษเฎาะอีฟแล้วบางท่านระบุว่าเป็นหะดิษปลอมด้วยซ้ำ
ดังที่ท่านอัลบานีย์กล่าวว่า


.قلت -- وهذا إسناد ضعيف جداً لم أعرف أحداً منهم غير عتبة بن السكن . قال الدار قطني : متروك الحديث . وقال البيهقي - واهٍ منسوب إلى الوضع

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า "และนี้เป็นสายรายงานที่อ่อนมาก ข้าพเจ้าไม่รู้จัก(ประวัติ)พวกเขาแม้แต่คนเดียว นอกจากอุตบะอ อิบนุส สะกัน ,อัดดารุ้ลกุฏนีย์กล่าวว่า "เป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้งหะดิษของเขา และอัลบัยฮะกีย์กล่าวว่า " (อุตบะฮ) อ่อนมาก ถูกอ้างว่าเป็นผู้ที่ปลอมหะดิษรายหนึ่ง - อัสสิลสิละฮ อัฏเฏาะอีฟะฮ 2/64-65

อิหม่ามอัสสะยูฏีย์ (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

التلقين لم يثبت فيه حديث صحيح ولا حسن ، بل حديثه ضعيف باتفاق المحدثين ، ولهذا ذهب جمهور الأمة إلى أن التلقين بدعة ، وآخر من أفتى بذلك الشيخ عز الدين بن عبد السلام وإنما استحبه ابن الصلاح وتبعه النووي نظراً إلى أن الحديث الضعيف يتسامح به في فضائل الأعمال

การอ่านตัลกีน ไม่ปรากฏว่ามีหะดิษเศาะเฮียะ และหะดิษฮะซัน ยืนยัน ในนั้น แต่ในทางกลับกัน หะดิษของมัน(การอ่านตัลกีน)เป็นหะดิษเฎาะอีฟ โดยมติเอกฉันท์ของบรรดานักหะดิษ และเพราะเหตุนี้ อุมมะฮส่วนมาก มีทัศนะว่า การอ่านตัลกีนนั้น เป็นบิดอะฮ และท้ายสุดของผู้ที่ฟัตวาด้วยดังกล่าวนั้น(หมายถึงฟัตวาว่าเป็นบิดอะอ) คือ เช็คอิซซุดดีน บุตร อับดุสสลาม และแท้จริง อิบนุศเศาะลาหฺและ อันนะว่าวีย์ได้ตามเขา ถือว่าชอบให้กระทำมัน โดยพิจารณาว่า หะดิษเฏาะอีฟ ได้รับการอนุโลม ในเรื่องบรรดาคุณค่าของอามั้ล - อัลหาวี ลิ้ลฟะตาวา เล่ม 2 หน้า 191

เช็คอัลบานีย์กล่าวว่า

بل قوله هو الصواب لأن التلقين مع ضعف حديثه مخالف لهديه صلى الله عليه وسلم فإنه ثبت أنه كان إذا دفن الميت وقف على قبره يدعو له بالتثبيت ويستغفر له ويأمر الحاضرين بذلك فما خالفه فهو بدعة دون شك وقد جزم بذلك الإمام الصنعاني

แต่ คำพูดของเขา(ของอิบนุอับดิสสลาม) คือ ที่ถูกต้อง เพราะว่า การอ่านตัลกีน โดยที่หะดิษของมันเฏาะอีฟนั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับทางนำของท่านนบี เพราะ ได้ปรากฏว่า ท่านนบี นั้นเมื่อ มัยยิต ถูกฝัง ท่านก็ยืนที่หลุมศพของเขา ขอดุอา ให้เขาได้รับความั่นคงและขออภัยโทษให้แก่เขา และท่าน ได้ใช้ ให้บรรดาผู้ที่มาร่วม ให้ทำอย่างนั้น ดังนั้น สิ่งใดที่ขัดแย้งกับมัน มันก็คือ บิดอะฮ โดยไม่ต้องสงสัย และแท้จริงอิหม่ามอัศศอ็นอานีย์ได้กล่าวไว้อย่างนั้นอย่างหนักแน่น - อัล-อายาตอัลบัยยินาต 1/61
............
ในหะดิษเศาะเฮียะ สอนให้ขอดุอาและอิสติฆฟาร(ขออภัยโทษ)แก่มัยยิต แต่ หะดิษอบีอุมามะฮ ที่เฎาะอีฟสอนให้บอกคำตอบแก่มัยยิต มันคนละเรื่องกันเลย จะอ้างว่า มาสนับสนุนกันได้อย่างไร

asan

เพิ่มเติม.....
อัศศอ็นอานีย์กล่าวว่า
وقال في المنار : إن حديث التلقين هذا حديث لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه . وأنه أخرجه سعيد بن منصور في سنه عن ضمرة بن حبيب عن أشياخ له من أهل حمص فالمسئلة حمصية
وأما جعل " اسألوا له التثبيت فإنه الآن يسأل " : شاهداً له فلا شهادة فيه

และ(เจ้าของหนังสืออัลมะนัร )ได้กล่าวไว้ในอัลมะนัรว่า "แท้จริง หะดิษตัลกีน บทนี้(หะดิษอบีอุมามะอ) ไม่เป็นที่สงสัยใดๆเลยสำหรับผู้ที่รู้เรื่องหะดิษ ในเรื่อง การเป็นหะดิษเก๊ ของมัน และแท้จริง สะอีด บุตร มันศูร ได้บันทึกมันในสุนันของท่าน จากฎอ็มเราะฮ บิน หะบีบ จากบรรดาอาจารย์ของเขา ที่เป็นชาวหัมศิน ดังนั้น ประเด็นปัญหานี้เกี่ยวกับชาวหัมศิน และสำหรับ การนำเอาหะดิษที่ว่า "พวกท่านจงขอความมั่นคงให้แก่เขา เพราะขณะนี้ เขาถูกสอบสวนอยู่" มาสนับสนุนมัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)นั้น ย่อมไม่สามารถเอามาสนับสนุนในนั้นได้ - สุบุลุสสลาม 1/72

وكذلك أمر عمرو بن العاص بالوقوف عند قبره مقدار ما ينحر جزور ليستأنس بهم عند مراجعة رسل ربه لا شهادة فيه على التلقين وابن القيم جزم في الهدى بمثل كلام المنار

และในทำนองเดียวกัน อัมริน บุตร อัลอาศ ได้สั่งเสียให้หยุด ณ หลุมศพของเขา ในระยะเวลาประมาณว่าเชือดแกะหนึ่งตัว(โดยแบ่งเนื้อเสร็จ) เพื่อเขา(มัยยิต)จะได้รับความอบอุนใจด้วยพวกเขา ขณะที่บรรดาทูตของพระเจ้าของเขากำลังสอบสวน ในมัน(ในหะดิษนี้)จึงไม่ใช่เป็นการสนับสนุน การอ่านตัลกีน และอิบนุกอ็ยยิม ก็ได้แสดงความมั่นใจเช่นเดียวกับคำพูดของเจ้าของหนังสืออัลมะนัร -- สุบุลุสสลาม 1/72

بل قال في كتاب الروح - ويتحصل من كلام أئمة التحقيق أنه حديث ضعيف والعمل به بدعة ولا يغتر بكثرة من يفعله
แต่ทว่าเขา(อิบนุกอ็ยยิม)ได้กล่าวใน อัรรูหฺ ว่า และสรุปจากคำพูดของบรรดานักวิชาการชั้นนำที่ได้รับการรับรองว่าแท้จริง"มัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)เป็นหะดิษเฎาะอีฟ และการปฏิบัติด้วยมันนั้น เป็นบิดอะฮ อย่าไปหลงกล เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่เขาทำกัน" -- สุบุลุสสลาม 1/72

.................
พิจารณากันเถอะครับ ว่า จะเอาหะดิษอ่อนปวกเปียก(เฎาะอีฟ ญิดดัน)นี้ มาใช้ดีหรือไม่

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 1:57 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

asan

มาดูคำวิจารณ์หะดิษอบีอุมามะฮต่อ

อัศศอ็นอานีย์ กล่าวว่า

قال المصنف إسناده صالح وقد قوّاه الضياء في أحكامه . قلت قال الهيثمي بعد سياقه ما لفظه أخرجه الطبراني في الكبير وفي إسناده جماعة لم أعرفهم . وفي هامشه : فيه عاصم بن عبد الله ضعيف : ثم قال : والراوي عن أبي أمامة سعيد الأزدي بيض له أبو حاتم وقال الأثرم قلت لأحمد بن حنبل : هذا الذي يصنعونه إذا دفن الميت يقف الرجل ويقول : يا فلان ابن فلانة قال : ما رأيت أحداً يفعله إلا أهل الشام حين مات أبو المغيرة

ผู้เรียบเรียงหนังสือ(หมายถึง อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์) กล่าวว่า "สายรายงานของมันดี และอัฎฎิยาอฺ ได้ให้น้ำหนักมัน ใน อะหฺกามของท่าน . และข้าพเจ้า(อัศศอ็นอานีย์)ขอกล่าวว่า "อัลหัยษะมีย์ ได้กล่าวหลังจากอธิบายความหมายของสิ่งที่ได้กล่าวมันเป็นถ้อยคำ ว่า "บันทึกโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลกะบีร และในสายรายงานของมัน มีผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จัก .และในขยายความของมัน(ระบุว่า) ในมัน(สายรายงาน) มี อาศิม บุตร อับดุลลอฮ เป็นผู้ที่หลักฐานอ่อน หลังจากนั้น เขาได้กล่าวว่า "และผู้รายงาน จากอบีอะมามะฮ คือ สะอีด อัลอัซดีย์ ซึ่ง อบูหาติมได้คัดลอกชื่อเขาไว้(โดยไม่ได้วิจารณ์) และอัลอัษรอม กล่าวว่า "ข้าพเจ้ากล่าวแก่ อะหมัด บิน หัมบัล ว่า " นี้คือที่พวกเขาทำมันอยู่ เมื่อมัยยิตถูกฝังเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีคนหนึ่งยืนขึ้น พร้อมกล่าวว่า "โอ้คนนั้น บุตร คนนั้น... (ท่านมีความเห็นอย่างไร?) ท่านอะหมัดจึงกล่าวว่า " ฉันไม่เคยพบคนใดทำมันเลย นอกจาก ชาวเมืองชาม เมื่อท่านอบูมุฆีเราะฮได้เสียชีวิต - สุบุลุสสลาม 2/72 หะดิษหมายเลข 49 บาบุ้ลญะนาอิซ
................
จากข้อความข้างต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การอ่านตัลกีน เป็นประเพณีของชาวเมืองชาม ซึ่งอาจจะอาศัยหะดิษเฎาะอีฟจากอบีอุมามะฮ เป็นหลักฐานก็ได้ เพราะหากเป็นหะดิษเศาะเฮียะแล้ว แน่นอน การปฏิบัติย่อมแพร่หลายในหมูเศาะหาบะฮ โดยเฉพาะเคาะลิฟะฮอัรรอชิดีน ย่อมไม่ละเลยอย่างแน่นอน หากเป็นสุนนะฮของท่านนบีจริง

asan

มาดูเรื่อง ตัลกีนมัยยิต ต่อ

หลังจากท่านอับดุรเราะหมานอัลญะซีรีย์ ได้ระบุหะดิษอบีอุมามะฮ ท่านจึงกล่าวว่า

وهذا التلقين مستحب عند الشافعية والحنابلة وخالف المالكية والحنفية فانظر مذهبيهما تحت الخط ( الحنفية قالوا - التلقين بعد الفراغ من الدفن لا ينهى عنه ولا يؤمر به وظاهر الرواية يقتضي النهي عنه
المالكية قالوا - التلقين بعد الدفن وحاله مكروه وإنما التلقين يندب حال الاحتضار فقط كما ذكر

และนี้คือ การอ่านตัลกีน ที่ชอบให้กระทำ ในทัศนะของ ผู้ที่สังกัดมัซฮับชาฟีอีและสังกัดมัซฮับหัมบะลี และต่างกับผู้ที่สังกัดมัซฮับ มาลิกและมัซฮับหะนะฟี โปรดดูทัศนะทั้งสองมัซฮับข้างใต้เส้นนี้
1. หะนะฟียะฮ - พวกเขากล่าวว่า การอ่านตัลกีน หลังจากฝังมัยยิต ไม่มีคำสั่งห้ามและไม่มีคำสั่งใช้ และทีปรากฏตามรายงาน หมายถึง การห้ามไม่ให้กระทำ
2. มาลิกียะฮ - พวกเขากล่าวว่า การอ่านตัลกีน หลังจากฝังมัยยิต และ ขณะที่ฝัง นั้น เป็นมักรูฮ และความจริง การตัลกีน สุนัตให้กระทำ ในขณะที่ใกล้จะถึงแก่ความตายเท่านั้น ดังที่ได้ระบุแล้ว
- ฟิกฮอะลัลมะซาฮิบิลอัรบะอะฮ 1/775

........................
จากข้อความข้างต้นเห็นได้ชัดว่า หากท่านนบีสอนให้กระทำการอ่านตัลกีนหลังจากฝังมัยยิต โดยมีหะดิษที่เศาะเฮียะ มุสลิมทุกยุค ทุกสมัย ย่อมรับรู้และเป็นที่แพร่หลาย โดยไม่มีใครปฏิเสธอย่างแน่นอน แต่ที่มีทัศนะแตกต่าง เพราะ ส่วนหนึ่งยึดเอาหะดิษเฏาะอีฟ และหะดิษปลอม มาเป็นหลักฐาน

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 1:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านอัลบานีย์กล่าวว่า

فالعجب من قول الحافظ في " التلخيص " ( 5 / 243 ) بعد أن عزاه للطبراني : " و إسناده صالح , و قد قواه الضياء في " أحكامه " و أخرجه عبد العزيز في " الشافي " . و الراوي عن أبي أمامة سعيد الأزدي بيض له ابن أبي حاتم " ! فأنى لهذا

الإسناد الصلاح و القوة و فيه هذا الرجل المجهول

แล้วที่น่าแปลก เกี่ยวกับคำพูดของท่านหาฟิซใน "อัตตัลคิส" (5/243) หลังจากที่ท่านได้อ้างอิงมันแก่ท่านอัฏฏอ็บรอนีย์ ว่า "และสายรายงานของมันดี,และแท้จริง อัฏฏิยาอฺ ได้ระบุในอัลอะหฺกามของท่านว่า ว่าสายรายงานแข็งแรง "และอับดุลอะซิซ ได้บันทึกมัน ใน "อัชชาฟีย์" และผู้ที่รายงานจากอบีอุมามะฮ คือ สะอีด อัลอัซดีย์ ซึ่งอิบนุอบีหาติม ได้คัดลอกชื่อเขา (โดยไม่ได้วิจารณ์) " ดังนั้น สำหรับสายรายงานนี้ ดีและแข็งแรงได้อย่างไร ทั้งที่ในสายรายงาน คนคนนี้ ไม่เป็นที่รู้จัก ? - อัฏเฏาะอีฟะฮ 2/65
...........
การกล่าวถึงบุคคล โดยไม่วิจารณ์ประวัติ แบบนี้ ตามหลักวิชาหะดิษ เรียกบุคคลนั้นว่า "มัจญฮูล" ซึ่งหากมีคนแบบนี้อยู่ในสายรายงานหะดิษบทใด ก็ถือว่า หะดิษบทนั้น เฏาะอีฟ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 2:00 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

MPW.SO

ก่อนที่จะมีส่วนร่วมในส่วนอื่นๆ ผมขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือ ?อัตตัลคีสอัลหะบีร? ของอิบนุหะญัร อันเป็นที่มาของคำว่า ‎وإسناده صالح وقد قواه الضياء في أحكامه...‏‎ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และเราสามารถพาดพิงหุกมต่างๆต่อหะดีษที่มีระบุอยู่ในหนังสือนี้ว่าเป็นหุกมของอัลหาฟิซได้มากน้อยเพียงใด?‎
‎- ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าหนังสือ ?อัตตัลคีสอัลหะบีร? เป็นหนังสือที่อัลหาฟิซย่อสรุปมาจากหนังสือ อัลบัดรุลมุนีรของอิบนุลมัลักกินอีกทอดหนึ่งที่ได้ทำการตัครีจหะดีษชัรหุลวะญีซของอิมามอัรรอฟิอีย์ ซึ่งอันนี้คิดว่าเป็นที่รู้กันของทุกคนอยู่แล้ว
‎- อิบนุหะญัรระบุในบทนำของหนังสืออัตตัลคีสว่า ได้พบหนังสือตัครีจหะดีษชัรหุลวะญีซของอุละมาอฺรุ่นหลังกลุ่มหนึ่ง ในจำนวนนั้นได้แก่
‎1.‎ อิซซุดดีน บิน ญะมาอะฮฺ
‎2.‎ อบูอุมามะฮฺ บิน อันนักกอช
‎3.‎ อิบนุลมุลักกิน
และการตัครีจของแต่ละท่านจะมีประโยชน์และเพิ่มเติมที่ไม่มีระบุในการตัครีจของท่านอื่น แต่การตัครีจที่ดีที่สุดคือการตัครีจของอิบนุลมุลักกิน แต่เนื่องจากเนื้อหามันยาวมาก ดังนั้นท่านจึงนำหนังสือของอิบนุลมุลักกินมาย่อสรุปให้สั้นลง พร้อมกับคงไว้ซึ่งใจความเดิมตามที่อิบนุลมุลักกินได้เขียนไว้ พร้อมกับนำเอาประโยชน์ของการตัครีจในหนังสือของอิบนุลญะมาอะฮฺ และอิบนุ อันนักกอชมาเพิ่มเติมเข้าไป และนำเอาประโยชน์เพิ่มเติมจากหนังสือตัครีจของอัซซัยละอีย์มาใส่ด้วย ท่านกล่าวว่า
فرأيت تلخيصه في قدر ثلث حجمه مع الالتزام بتحصيل مقاصده ‏
‎?ดังนั้นฉันเห็นว่าควรคัดย่อมันให้สั้นลงจนเหลือเพียงหนึ่งส่วนสามของเนื้อทั้งหมด พร้อมกับบังคับตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายของเนื้อหา (เดิม)‎
‎- จากเหตุผลข้างต้น จึงไม่อาจจะพาดพิงหุก่มต่างๆเกี่ยวกับสถานะของหะดีษที่มีระบุอยู่ในหนังสืออัตตัลคีสว่า เป็นหุก่มที่อิบนุหะญัรจะตัดสินชี้ขาดไว้ และพึงพอใจกับหุก่มดังกล่าว เพราะหน้าที่ของท่านเพียงแค่นำเอาใจความของหนังสือเดิมมาทำการสรุปรวบยอด และถอดใจความของมันมาสร้างสำนวนใหม่ที่สั้นกว่าเดิมและได้ใจความเดียวกันเท่านั้นเอง ดังที่เราเข้าใจจากคำพูดของท่านในบทนำของหนังสือ
‎- เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผมจึงขอนำเสนอนัศหรือสำนวนที่มีระบุในหนังสือเดิม (อัลบัดรุลมุนีร) มาเทียบกับสำนวนของอิบนุหะญัรในหนังสือ (อัตตัลคีส) ให้เราได้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วหุก่มดังกล่าวไม่ใช่เป็นหุก่มที่ได้จากการศึกษาสายรายงานของอิบนุหะญัรเอง แต่เป็นหุก่มที่ท่านได้สรุปรวบยอดจากความหมายของหนังสือเดิมต่างหาก ดังนี้
อิบนุลมุลักกินกล่าวว่า
‏ (... إسناده لا أعلم به بأسا، ... وقال أبو حاتم: سعيد الأزدي عن أبي أمامة الباهلي روى عنه "..." سمعت أبي ‏يقول ذلك، ... قلت: لكن حديثه هذا له شواهد يعتضد بها ... ومنها ما رواه سعيد بن منصور في سننه عن راشد ‏بن سعد وضمرة بن حبيب وحكم بن عمير، قالوا (إذا سوي على الميت قبره ...)‏
قلت: لكن قال الأثرم، قلت لأبي عبد الله ? يعني ابن حنبل -فهذا الذي تصنعونه إذا دفن الميت !... يشير بذلك ‏إلى حديث أبي أمامة السالف.‏
‎(ดูหนังสืออัลบัดรุลมุนีร เล่ม 5 หน้า 334 ? 339)‎
ข้อความข้างต้นสอดคล้องชนิดคำต่อคำกับที่มีระบุอยู่ในหนังสืออัตตัลคีส นอกจากบางประโยคเท่านั้นเอง ดังคำชี้แจงต่อไปนี้
‎1. คำกล่าวของอิบนุหะญัรที่ว่า ‎‏(وإسناده صالح)‏‎ หมายความว่า ?และสายรายงานของมันอยู่ในระดับที่ดี? คำนี้ตามทัศนะของอิบนุ‎หะญัรจะหมายความว่า ?เป็นสายรายงานที่ไม่อ่อนมาก และสามารถนำมาเป็นตัวยืนเพื่อหาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนเพื่อยกระดับให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่หะสันเป็นอย่างน้อย? (ดูเพิ่มเติมในหนังสือ เกาะวาอิด อัตตะหฺดีษ หน้า 90 และชัรหฺนัคบะตุลฟิกรฺ หน้า 25)‎
คำถามก็คือ อิบนุหะยัรเอาคำว่า ‎‏(إسناده صالح)‏‎ นี้มาจากไหน มันจะเป็นคำพูดของอิบนุหะญัรเอง เพื่อบ่งบอกว่า ?สายรายงานของหะดีษอบีอุมามะฮฺเป็นสายรายงานที่ไม่อ่อนมากและสามารถยกระดับให้ดีขึ้นเมื่อมีสายรายงานอื่นมาพยุง หรือว่าเป็นคำย่อสรุป‎จากคำพูดของอิบนุลมุลักกินอีกทอดหนึ่ง ?‎
คำตอบคือ คำนี้เป็นย่อสรุปจากคำพูดของอิบนุลมุลักกิน ไม่ใช่คำตัดสินชี้ขาดของอิบนุหะญัรเกี่ยวกับสถานะของสายรายงานหะดีษอบีอุมามะฮฺ ซึ่งท่านได้สรุปความจากคำพูดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า‎
إسناده لا أعلم به بأسا... لكن حديثه هذا له شواهد يعتضد بها
‎?สายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนี้ ฉันไม่รู้ว่ามันมีปัญหา (หรือเปล่า)... แต่ว่า สำหรับหะดีษนี้มีชะวาฮิด (พยานจากหะดีษอื่นๆ) ‎ที่ทำให้มันสามารถยกระดับ (ให้ดีขึ้น)‎
คำชี้แจง
‎1.‎ คำพูดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า (ฉันไม่รู้ว่ามันมีปัญหา หรือเปล่า) นี้บ่งบอกว่าท่านไม่รู้จักสถานะด้านความน่าเชื่อถือของนักรายงานที่รายงานหะดีษอบูอุมามะฮฺ ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของอัลหัยษะมีย์ ในหนังสือมัจมะอฺอัซซะวาอิดที่กล่าวว่า ‎في ‏إسناده جماعة لم أعرفهم‎ ?ในสายรายงานมีนักรายงานกลุ่มหนึ่งที่ฉันไม่รู้จักเขา? ‎
‎2.‎ ในเมื่อมีนักรายงานที่มัจฮูลอยู่ทำไมอิบนุลมุลักกินจึงระบุว่าสามารถใช้เป็นตัวยืนเพื่อหาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนได้? ‎คำตอบก็คือ ตามทัศนะที่ถูกต้อง บรรดานักรายงานที่มัจฮูลเราไม่สามารถจะหุก่มว่ะดีษของเขาอ่อน หรือถูกทิ้ง หรือถูกต้อง (ตะวักกุฟ) จนกว่าจะเป็นที่ประจักษ์แก่เราว่าสถานะที่แท้จริงเขาพวกเขาเป็นอย่างไร แต่เมื่อใดมีสายรายงานอื่นที่มีสายรายงานที่ดี หรือมีน้ำหนักมากกว่า และเนื้อหาของมันมีความหมายเดียวกันกับหะดีษข้างต้น หรือความหมายของมัน‎ส่วนใหญ่สอดคล้องกับหะดีษข้างต้น จึงจะถือว่าหะดีษที่รายงานโดยนักรายงานที่มีมัจฮูลสามารถยกระดับขึ้นไปอยู่ในระดับที่ดีกว่าเดิม และการยกระดับดังกล่าวไม่ได้หมายความเป็นการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของนักรายงานที่มัจฮูลเหล่านั้น แต่เป็นการยืนยันถึงความมีน้ำหนักของเนื้อหาที่พวกเขารายงานต่างหาก ดังนั้นเมื่อใดที่เราสามารถค้นพบว่า นักรายงานคนใดในสายรายงานดังกล่าวมีสถานะที่อ่อนมากๆ หรืออ่อนประเภทที่ไม่สามารถนำมาอิอฺติบัรได้ หะดีษดังกล่าวก็จะตกไปเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟญิดดัน หรือเฎาะอีฟที่ไม่สามารรถสรรหาสายรายงานอื่นๆมาค้ำจุนและสนับสนุนทันที ‎
‎3.‎ คำชี้แจงในข้อสองนี้เองที่เป็นที่มาของคำสรุปที่อิบนุหะญัรระบุในอัตตัลคีสว่า ?อิสนาดุฮุศอลิห์? เพราะคำว่า ?ศอลิหฺ? ‎ตามทัศนะของอิบนุหะญัร จะหมายถึงหะดีษที่มีสายรายงานที่ไม่อ่อนมาก และสามารถนำมาพยุงและยกระดับได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (ดูคำอธิบายในข้อ 1 บนสุด) วัลลอฮุอะอฺลัม
‎4.‎ ในเมื่อเราสามารถหาข้อสรุปได้ว่า มีนักรายงานหะดีษอบีอุมามะฮฺ บางท่านมีสถานะที่มัตรูก และได้ข้อสรุปว่าหะดีษอบูอุมามะฮฺมีสายรายงานที่ ?เฎาะอีฟญิดดัน? ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถนำมาอิอฺติบัรเพื่อยกระดับของมันให้ดีขึ้น ด้วยการสรรหาสายรายงานอื่นที่มีความหมายเดียวกันมาพยุง คำพูดของอิบนุหะญัรที่ว่า ?อิสนาดุฮุศอลิหฺ? หรือคำพุดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า ?ละฮู ชะวาฮิด ยะอฺดิดุ บิฮา? นี้จึงไม่มีค่าใดๆอีกต่อไป วัลลอฮุอะอฺลัม

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 2:04 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

MPW.SO

ต่อครับ

คำต่อมาคือ คำพูดของอิบนุหะญัรที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ?และแท้จริงอัดฎิยาอ์ได้ระบุว่ามันมีสายรายงานที่แข็งแรงในหนังสืออะหฺกามของท่าน? ซึ่งเป็นอีกประโยคหนึ่งที่อิบนุหะญัรได้เพิ่มเติมจากเนื้อหาเดิม ซึ่งท่านได้นำเอามาจากหนังสือตัครีจของท่านอื่นๆเล่มใดเล่มหนึ่ง ตามที่ท่านได้เกริ่นไว้ในบทนำ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ข้อชี้แจง
‎1. ที่จริงคำนี้ไม่ได้หมายความว่า ท่านอัดฎิยาอ์ได้บันทึกลงในหนังสือของท่านอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้นแข็งแรง แต่เนื่องจากว่าอุละมาอ์พบว่า ท่านอัดฎิยาอ์ได้บันทึกหะดาอบูอุมามะฮฺ หรือหะดีษตัลกีนนี้ไว้ในหนังสืออะหฺกามของท่าน ซึ่งท่านได้ระบุในบทนำว่า จะรวบรวมเอาหะดีษเศาะหีหฺเท่านั้น (รวมถึงหะดีษหะสันด้วย) ไว้ในหนังสือของท่าน ‎ดังนั้นทุกๆหะดีษที่มีระบุในหนังสืออะหฺกามของท่าน อุละมาอฺจึงระบุว่าเป็นหะดีษที่ท่านได้คัดเลือกไว้แล้วว่ามีสายรายงานที่เข้มแข็ง นี่คือที่มาของคำพูดของอุละมาอฺที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ดังนั้นคำพูดที่ว่า ?ท่าน อัล-หาฟิซฺ อัฏฏิยาอ์ ‎‎(ฏิยาอุดดีน) กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-อะหฺกามของท่านว่า หะดิษนี้ ‎قوى ‏‎ มีน้ำหนัก" จึงไม่ถูกต้อง

‎2. เราอย่างลืมว่า หะดีษต่างๆที่ท่านได้บันทึกลงไปในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺของท่านนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามและการอิจญ์ติฮาดของท่าน ซึ่งย่อมมีที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ท่านตั้งไว้ และย่อมมีที่ไม่สอดคล้อง ถึงแม้จะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม
อัลกัตตานีย์กล่าวในหนังสือ (อัรริสาละฮฺ อัลมุสตัฏเราะฟะฮฺ หน้า 22) ว่า
‎?หนังสืออะหฺกามของอัดฎิยาอ์ถูกเรียงตามลำดับมุสนัด ตามหุรูฟมุอฺญัม ไม่ใช่ตามหัวข้อ (บาบ) ต่างๆ... แต่ท่านหนังสือไม่สมบูรณ์ ‎‎(ท่านเขียนไม่จบ) ท่านยึดมั่นกับหะดีษที่เศาะหีหฺ และท่านได้ระบุบางหะดีษที่ไม่เคยมีผู้ใดกล่าวว่าเศาะหีหฺมาก่อน และแน่แท้มัน‎สามารถยอมรับได้ในสิ่งนั้น นอกจากบางหะดีษทีน้อยมากที่ได้ถูกตำหนิ?‎
มีระบุในหนังสือ (อัลอัจญ์วิบะฮฺ อัลฟาฎิละฮฺ หน้า 153) หลังจากที่ได้ยกคำพูดของอัลกัตตานีย์ข้างต้นว่า ?บางทีอัลหาฟิซ อัดฎิยาอ์ ‎อัลมักดิสีย์ อาจจะยังไม่ทันปฏิบัติตามคำสัญญาที่ได้ให้ ไว้ว่ายึดมั่นกับสิ่งที่เศาะหีหฺเท่านั้น เพราะท่านไม่ทันได้เขียนหนังสือจนเสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่งมีเวลาที่จะมาขัดเกลาและตรวจสอบ เพราะแท้จริง (เราพบว่า) มีบางหะดีษที่เฎาะอีฟและมุนกัรระบุอยู่ในหนังสือ?‎
และส่วนหนึ่งของหะดีษที่มีระบุในหนังสือดังกล่าวที่ไม่เป็นไปตามคำยืนยันของอัลหาฟิซอัดฎิยาอ์ คือหะดีษ
ركعتان من متأهل خير من ثنتين وثمانين ركعة من العزب
‎?การละหมาดสองร็อกอัตจากผู้ที่มีครอบครัว (แต่งงาน) แล้ว มีความประเสริฐกว่า การละหมาดจำนวน 82 ร็อกอัต จากผู้ที่ยังไม่มีครอบครัว (โสด)? (อัลมุคตาเราะฮฺ 117/1, ดู รายละเอียดเพิ่มเติมในอัลสัลสะละฮฺ อัดเฎาะอีฟะฮฺ เลขที่ 640)‎
อัลหาฟิซ อิบนุหะญัรกล่าวใน อัฏรอฟ อัลมุคตาเราะฮฺว่า ‎
هذا حديث منكر ما لإخراجه معنى
‎?นี่เป็นหะดีษที่มุนกัร ไม่มีความหมายสำหรับการบันทึกหะดีษนี้ (ลงในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺ)? (ดู อัลละอาลีย์ อัลมัศนูอะฮฺ ของอัสสุยูฏีย์ เล่ม 2 หน้า 160)หมายความว่า ไม่สามารถยึดหะดีษนี้เป็นบรรทัดฐาน เพียงเพราะว่ามันมีระบุอยู่ในหนังสือของอัดฎิยาอ์ ‎ว่ามันถูกต้องและมีน้ำหนัก ‎
และยังมีหะดีษอื่นๆอีกมากมายที่อัดฎิยาอ์ได้บันทึกไว้ในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺของท่าน และได้รับการคัดค้านจากอุละมาอฺ (ดูตัวอย่างหะดีษที่ถูกคัดค้านในหนังสือ ฟัยฎุลเกาะดีร ของอัลมุนาวีย์ 1/85, 142, 469)‎
ดังนั้น การที่หะดีษอบูอุมามะฮฺมีระบุอยู่ในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺหรือหนังสืออัลอะหิกามของอัดฎิยาอ์ จึงมิได้หมายความว่าเป็นการยืนยันถึงความมีน้ำหนักของสายรายงานเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า สายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้น เป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟญิดดัน หรือมุนกัรตามทัศนะของอัลบานีย์ ซึ่งเราสามารถยืมเอาคำพูดของอิบนุหะญัรข้างต้นมา ‎ตอบโต้ต่อผู้ที่อ้างคำกล่าวของอุละมาอ์ที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ว่า
هذا حديث منكر ما لإخراجه معنى
‎?นี่เป็นหะดีษที่มุนกัร (หรือเฎาะอีฟญิดดัน) ไม่มีความหมายสำหรับการบันทึกหะดีษนี้ (ลงในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺ)? วัลลอฮุอะอ์‎ลัม

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Jun 16, 2012 2:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอต่อครับ

‎สมมุติว่า คำว่า ‎إسناده صالح‎ นี้เป็นคำพูดหรือการหุกมสายรายงานของท่านอิบนุหะญัรจริง แต่เราก็อย่าลืมว่า ท่านได้หุก่มหะดีษนี้เช่นกันในหนังสือนะตาอิจุลอัฟการของท่านว่า
حديث غريب وسند الحديث من الطريقين ضعيف جدا
‎?เป็นหะดีษที่แปลก และสายรายงานของหะดีษจากทั้งสองสายรายงาน เฎาะอีฟญิดดัน (อ่อนมาก)? (ดู อัลฟุตูหาต ‎อัรร็อบบานียะฮฺ ของ อัลอัลลาน, เล่ม 4 หน้า 196)‎

ดังนั้น การที่เรารับเอาทัศนะที่ว่า ‎إسناده صالح‎ เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจต่อทัศนะหลัง และยืนยันอย่างเป็นนี่คือ‎ทัศนะของอิบนุหะญัรที่เราต้องยึดมั่นไว้เกี่ยวกับสายรายงานของหะดีษอบุอุมามะฮฺ จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ‎แต่ที่ถูกต้องคือ เราจำเป็นต้องศึกษาและหาข้อสรุปให้ได้ว่า ทัศนะไหนกันแน่ที่เป็นทัศนะที่อิบนุหะญัรพอใจที่สุด ‎และเป็นทัศนะสอดคล้องกับหลักการศึกษาทางวิชาการมากที่สุด เมื่อเราได้ข้อสรุปแล้ว เราจึงค่อยกำหนดจุดยืนที่เปี่ยมด้วยความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น พร้อมกับชี้แจงเหตุผลที่เป็นวิชาการว่าทำไมเราถึงรับเอาคำพูดของท่านคำนี้มาเป็นบรรทัดฐานและทำไมเราถึงละทิ้งคำพูดของท่านอันนั้น และปฏิเสธว่าไม่น่าจะใช่ทัศนะที่ท่านพึงพอใจ‎ที่สุด

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงขอสรุปว่า ตามหลักการศึกษาทางวิชาการแล้ว คำพูดของอิบนุหะญัรที่มีน้ำหนักมากกว่าน่าจะเป็นคำพูดประโยคหลังของท่านที่ว่า ?เป็นหะดีษที่แปลก และสายรายงานของหะดีษจากทั้งสองสายรายงาน เฎาะอีฟญิดดัน (อ่อนมาก)? ด้วยเหตุผลหลักสองประการ‎
‎1.‎ เป็นทัศนะที่สอดคล้องกับหลักการศึกษาทางวิชาการมากที่สุด
‎2.‎ ถ้าเราสังเกตจากประวัติการเขียนหนังสือของท่านระหว่าง ระยะเวลาที่ท่านเขียนหนังสือ ?อัตตัลคีส? กับระยะเวลาที่ท่านเขียนหนังสือ ?นะตาอิญุลอัฟการ? เราพบว่า หนังสืออัตตัลคีสถูกเขียนขึ้นก่อนปี ฮ.ศ. 820 ‎เพราะมีระบุในเล่มแรกของฉบับเมนูสคริปว่า ท่านเขียนเสร็จภายในปี 819 และมีการตรวจทานภายในปี ฮ.ศ. ‎‎820 (ดู หนังสือ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ วะดิรอสะตุมุศ็อนนะฟาติฮี หน้า 381)
ในขณะที่หนังสือ ?นะตาอิญุลอัฟการ? หรือ ?อะมาลีอัลอัซการ? ท่านได้เริ่มเขียนเมื่อวันอังคารที่ 7 เดือนเศาะฟัร ปี ฮ.ศ. 837 และ‎ท่านได้เขียนต่อไปอย่างต่อเนื่องและหยุดชะงักลงเนื่องเพราะอาการป่วยของท่านเมื่อวันอังคารที่ 15 เดือนซุลเกาะดะฮฺ ปี ฮ.ศ. 852 ซึ่งเป็นปีที่ท่านเสียชีวิต (ดู หนังสือ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ วะดิรอสะตุมุศ็อนนะฟาติฮี หน้า 318, 378)
ดังนั้น จึงเท่ากับว่าทัศนะเก่าของท่านที่ค้านกับทัศนะใหม่ที่มีระบุในหนังสือเล่มล่าสุดนี้ เป็นทัศนะที่ท่านได้ยกเลิกและโมฆะไปแล้ว และส่วนหนึ่งของทัศนะเก่าที่ได้ถูกยกเลิกด้วยทัศนะใหม่ที่มีระบุในหนังสือนะตาอิญุลอัฟการซึ่งเป็นหนังสือเล่มล่าสุดก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตนี้คือ ทัศนะของท่านเกี่ยวกับหะดีษอบีอุมามะฮฺที่มีระบุในหนังสืออัตตัลคีสที่ว่า ‎إسناده صالح‎ วัลลอฮุอะอฺลัม

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.14 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004