ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - เสวนาเรื่องมัซฮับ ของอะสัน หมัดอะดั้ม(บอร์ดมุสลิมไทยในอดีค)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
เสวนาเรื่องมัซฮับ ของอะสัน หมัดอะดั้ม(บอร์ดมุสลิมไทยในอดีค)
ไปที่หน้า 1, 2, 3  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:29 pm    ชื่อกระทู้: เสวนาเรื่องมัซฮับ ของอะสัน หมัดอะดั้ม(บอร์ดมุสลิมไทยในอดีค) ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

وَأَنَّ هَـذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيماً فَاتَّبِعُوهُ وَلاَ تَتَّبِعُواْ السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ ذَلِكُمْ وَصَّاكُم بِهِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

[6.153] และแท้จริงนี้คือทางของข้าอันเที่ยงตรงพวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากทางของพระองค์ นั่นแหละที่พระองค์ได้สั่งเสียมันไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรง


قال ابن عباس في قوله‏; ‏{‏ولا تتبعوا السبل فتفرق بكم عن سبيله‏}‏ أمر اللّه المؤمنين بالجماعة ونهاهم عن الاختلاف والتفرقة، وأخبرهم أنه إنما هلك من كان قبلهم بالمراء والخصومات في دين اللّه، وقال الإمام أحمد بن حنبل عن عبد اللّه بن مسعود رضي اللّه عنه قال‏خط رسول اللّه صلى اللّه عليه وسلم خطاً بيده ثم قال‏; ‏(‏هذا سبيل اللّه مستقيماً‏)‏، وخط عن يمينه وشماله ثم قال‏ ‏(‏هذه السبل ليس منها سبيل إلا عليه شيطان يدعو إليه‏)‏، ثم قرأ‏ ‏{‏وأن هذا صراطي مستقيماً فاتبعوه ولا تتبعوا السبل فتفرق بكم عن سبيله‏}‏ ‏"‏رواه أحمد والحاكم والنسائي، وقال الحاكم‏; صحيح ولم يخرجاه‏


ท่านอิบนุอับบาส ได้กล่าวเกี่ยวกับคำดำรัสของอัลลอฮที่ว่า (และอย่าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากทางของพระองค์) ว่า อัลลอฮทรงบัญชาแก่มวลผู้ศรัทธาทั้งหลายให้ให้ความสำคัญกับหมู่คณะ และห้ามพวกเขาไม่ให้ขัดแย้งและแตกแยกกัน และทรงบอกพวกเขาว่า ประชาติก่อนพวกเขานั้น ได้รับความวิบัติ เพราะทะเลาะวิวาทและโต้เถียงกัน ในเรื่อง ศาสนาของอัลลอฮ และท่านอิหม่ามอะหมัด บุตร หัมบัล ได้รายงานจาก อับดุลลอฮ บุตรมัสอูด (ร.ฎ) ว่า เขากล่าวว่า ท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ขีดเส้นเส้นหนึ่ง ด้วยมือของท่าน แล้วกล่าวว่า ?นี้คือ แนวทางของอัลลอฮ อันเที่ยงตรง? และท่านได้ขีดเส้นไปทางด้านขวาและด้านซ้ายของท่าน แล้วกล่าวว่า ?นี้คือ หลายๆทาง ซึ่งไม่มีแนวทางใดจากหลายๆทางนั้น นอกจากมีชัยฏอน เชิญชวน ไปสู่แนวทางนั้น แล้วท่านก็อ่านอายะฮที่ว่า ? และแท้จริงนี้คือทางของข้าอันเที่ยงตรงพวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากทางของพระองค์? ? รายงานโดย อะหมัด อัลหากิมและอัลนะสาอีย์ และอัลหากิม กล่าวว่า เป็นหะดิษเศาะเฮียะ โดยที่อิหม่ามบุคอรีและมุสลิม ไม่ได้บันทึกมันไว้ ? ดูมุคตะศอ็รตัฟสีรอิบนิกะษีร อรรถาธิบายอายะฮที่ 153 ซูเราะฮอันอันอาม

.....................................

อายะฮนี่ แสดงให้เห็นว่า แนวทางแห่งศาสนาอิสลาม นั้นมีหนึ่งเดียว ไม่มีหลายๆแนวทาง เพราะการแตกเป็นหลายๆแนวทางนั้น เป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งและแตกแยก
และการแบ่งศาสนาป็นหลายนิกาย ก็เป็นมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง และ อิหม่ามทั้งสี่ก็ไม่ได้เป็นตัวการแบ่งนิกาย นิกายคือ สิ่งที่พวกตะอัศศุบมัซฮับอุปโลกน์ขึ้นมา แล้วอ้างอีหม่ามทั้งสี่




إِنَّ الَّذِينَ فَرَّقُواْ دِينَهُمْ وَكَانُواْ شِيَعاً لَّسْتَ مِنْهُمْ فِي شَيْءٍ إِنَّمَا أَمْرُهُمْ إِلَى اللّهِ ثُمَّ يُنَبِّئُهُم بِمَا كَانُواْ يَفْعَلُونَ

[6.159] แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนาของพวกเขา และพวกเขาได้กลายเป็นนิกายต่าง ๆ นั้นเจ้า (มุฮัมมัด) หาใช่อยู่ในพวกเขาแต่อย่างใดไม่แท้จริงเรื่องราวของพวกเขานั้น ย่อมไปสู่อัลลอฮ์แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน- อันอันอาม/159
คือ พวกเขาไม่ได้แยกตัวออกจากศาสนาของพวกเขา แต่ พวกเขาแบ่งแยกศาสนาของพวกเขา ออกเป็นนิกาย เช่น โรมันแคธอลิค โปรเตสแตนต์ ออร์โธดอกส์ เป็นต้น

ในตัฟสีรอัสสะอดีย์ ได้อธิบายอายะฮข้างต้นว่า

ودلت الآية الكريمة أن الدين يأمر بالاجتماع والائتلاف، وينهى عن التفرق والاختلاف في أهل الدين، وفي سائر مسائله الأصولية والفروعية

อายะฮอันทรงเกียรตินี้ แสดงให้รู้ว่า แท้จริง ศาสนา ใช้ให้ร่วมกัน และมีความสมานฉันท์ และห้ามการแตกแยกและขัดแย้งกัน ในบรรดาผู้ที่นับถือ ศาสนา ในในบรรดาประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับศาสนา ทั้งที่เป็นหลักการศาสนาและข้อปลีกย่อย - ดูตัฟสีร อัสสะอดีย เล่ม 8 อรรถาธิบาย อายะฮ 159 ซูเราะฮอันอันอาม
ในตัฟสีรอัลบัฆวีย อธิบายอายะฮข้างต้นว่า
أي: جعلوا دين الله وهو واحد-دين إبراهيم عليه السلام الحنفية-أدياناً مختلفة، فتهود قوم وتنصر قوم، يدل عليه قوله عز وجل: وكانوا شيعا ً، أي: صاروا فرقاً مختلفة وهم اليهود والنصارى في قول مجاهد و قتادة و السدي .

กล่าวคือ พวกเขา ทำให้ ศาสนาของอัลลอฮ ซึ่งเป็นศาสนาหนึ่งเดียว -คือ ศาสนาอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ที่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ให้กลายเป็นศาสนาต่างๆที่แตกต่างกัน แล้ว พวกหนึ่ง เป็นยะฮูดี และพวกหนึ่งเป็นนะศอรอ ซึ่งคำดำรัสของอัลลอฮ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงสูงส่ง ได้แสดงบอกมันไว้ คือ ?และพวกเขาได้กลายเป็นนิกายต่างๆ กล่าวคือ พวกเขากลายเป็น พวกที่แตกต่างกัน และพวกเขาคือ พวกยะฮูดี และ นะศอรอ ในทัศนะของ มุญฮิด เกาะตาดะฮและอัสสุดดีย ? ดูตัฟสีรอัลบัฆวีย์ อรรถาธิบาย อายะฮ 159 ซูเราะฮอันอันอาม
......................
ผมไม่ได้มีเจตนาว่า อิหม่ามทั้งสี แบ่งแยกนิกาย หรอกครับ ผมต้องการชีให้เห็นว่า การแบ่งแยกศาสนาเป็นนิกายหรือมัซฮับ แล้วพวกนั้นสังกัดนิกายนั้น พวกนี้สังกัดนิกายนี้ นี้มันเป็นพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับ พวกยะฮูดีและนะศอรอ ที่อัลลอฮกล่าวไว้
และมีคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัฟสีรข้างต้นว่า

وقيل: هم أصحاب البدع والشبهات من هذه الأمة. وروي عن عمر بن الخطاب رضي الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال لعائشة: يا عائشة إن الذين فارقوا دينهم وكانوا شيعاً هم أصحاب البدع والشبهات من هذه الأمة .

มีผู้กล่าวว่า พวกเขาคือ ชาวบิดอะฮ และ พวกที่มีความคลุ่มเครือ(ในศาสนา ) จากประชาชาตินี้ และมีรายงานจากอุมัร บุตร อัลคอ็ฏฏอ็บ(ร.ฏ)ว่า แท้จริงท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอลฯ กล่าวแก่ท่านหญิงอาอิฉะฮว่า แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนาของพวกเขา และพวกเขาได้กลายเป็นนิกายต่าง ๆ นั้น พวกเขาคือ ชาวบิดอะฮและผู้ที่มีความคลุมเครือ(ในศาสนา)จากประชาตินี้
- ? ดูตัฟสีรอัลบัฆวีย์ อรรถาธิบาย อายะฮ 159 ซูเราะฮอันอันอาม

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย asan เมื่อ Wed May 23, 2012 1:45 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:32 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

وأخرج أبو داود , والترمذي عن الحارث بن عمرو عن أناس من أهل حمص من أصحاب معاذ { عن معاذ أن رسول الله صلى الله عليه وسلم لما بعثه إلى اليمن قال له : كيف تقضي إذا عرض لك قضاء ؟ قال : أقضي بكتاب الله , قال : فإن لم تجد في كتاب الله ؟ قال : فبسنة رسول الله , قال : فإن لم تجد في سنة رسول الله , ولا في كتاب الله ؟ قال : أجتهد رأيي , ولا آلو , فضرب رسول الله صلى الله عليه وسلم صدره , وقال : الحمد لله الذي وفق رسول رسول الله لما يرضي رسول الله

ท่านอบูดาวูดและท่านอัตติรมีซีย์ ได้บันทึจากท่าน อัลหาริษ บุตรอัมริน จากบรรดาผู้คนชาวหัมศิน จากบรรดาสหายของมุอาซ จากมุอาซว่า"ในขณะที่ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ส่งมุอาซฺไปยังเยเมน ท่านร่อซูลกล่าวว่า "ท่านจะตัดสินอย่างไรหากมีมีคดีหนึ่งเกิดขึ้นกับท่าน ?" เขากล่าวว่า "ฉันจะตัดสินด้วยกับสิ่งที่อยู่ในกิตาบุลลอฮ์" ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์กล่าวว่า "หากไม่มีระบุไว้ในกิตาบุลลอฮ์ล่ะ?" เขากล่าวว่า "ก็ด้วยซุนนะฮ์ของร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)" ท่านนบีกล่าวว่า "หากไม่มีระบุไว้ในซุนนะฮ์ของร่อซูลุลเลาะฮ์ล่ะ?" เขาตอบว่า "ฉันก็จะทำการวินิจฉัยกับความเห็นของฉัน โดยฉันจะไม่ทำให้บกพร่อง" ดังนั้น ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้ตบอกของมุอาซฺ แล้วกล่าวว่า การสรรเสริญเป็นอภิสิทธิ์ของอัลเลาะฮ์ผู้ทรงชี้นำทูตของร่อซูลุลลอฮ์ให้กับสิ่งที่ทำให้ร่อซูลุลลอฮ์พอใจ"-
...ดู นัศบุรรอยะฮฟีตัครีจอะหาดีษฮิดายะฮ เล่ม 1 หน้า 39 บทว่าด้วยเรื่อง มารยาทของผู้ตัดสินคดี(كتاب أدب القاضي)

หะดิษข้างต้นกล่าวถึงเรื่อง การตัดสินคดีความ ซึ่งเกี่ยวเรื่องทางด้านสังคม การเมือง การปกครอง ปัญหาการการพิพาททางด้านสังคม นั้น ย่อมหลากหลาย ไม่มีสิ้นสุด ทุกคดีที่เกิดขึ้นแต่ละยุคแต่ละสมัย มันไม่ได้เหมือนกับที่เกิดขึ้นในยุคของท่านนบีเสมอไป เพราะฉะนั้นคดีใด ไม่ปรากฏการตัดสินเอาไว้ในอัลกุรอ่านและหะดิษ ก็ให้ผู้พิพากษาใช้การวินิจฉัยของตน ดังหะดิษที่ว่า


أخرج البخاري , ومسلم عن أبي قيس مولى عمرو بن العاص عن عمرو بن العاص أنه سمع رسول الله صلى الله عليه وسلم يقول : { إذا حكم الحاكم فاجتهد , فأصاب فله أجران , وإذا حكم وأخطأ فله أجر

บันทึกโดยบุคอรี ,มุสลิมจากอบีกอยสฺ ทาสของอัมริน บุตรอัลอาศ จากอัมริน บุตร อัลอาศ ว่า แท้จริง เขาได้ยินรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า " เมื่อผู้พิพากษาตัดสินคดี แล้วเขาได้ทำการวินิจฉัยอย่างเต็มความสามารถ แล้วปรากฏว่าถูกต้อง เขาก็ได้รับการตอบแทนสองเท่า และเมื่อเขาตัดสิน และเกิดการผิดพลาด เขาก็ได้รับการตอบแทนหนึ่งเท่า
- จากหนังสือที่อ้างอิงแล้ว
........................

เพราะฉะนั้นจะเอาหะดิษนี้ มาอ้างเรื่องการอิจญติฮาดในเรื่องอิบาดะฮไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน และไม่ใช่หลักฐานที่มาอ้างเรื่อง การสังกัดมัซฮับ และไม่ใช่หลักฐานให้ตามความเห็นของผู้รู้ โดยปราศจากหลักฐาน

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:33 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เราไม่ได้พูดว่าห้ามไม่ให้ตามอุลามมาอฺ แต่การตามอุลามาอฺนั้น เราจะมาเทียบชั้นกับท่านนบีไม่ได้ ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

إِنَّ الْعُلَمَاءَ وَرَثَةُ الْأَنْبِيَاءِ إِنَّ الْأَنْبِيَاءَ لَمْ يُوَرِّثُوا دِينَارًا وَلَا دِرْهَمًا إِنَّمَا وَرَّثُوا الْعِلْمَ فَمَنْ أَخَذَ بِهِ أَخَذَ بِحَظٍّ ‏ ‏وَافِرٍ

แท้จริงบรรดาผู้รู้(อุละมาอฺ)นั้น เป็นทายาทของบรรดานบี แท้จริงบรรดานบีนั้น ไม่ได้ทิ้งดินารและไม่ได้ทิ้งดิรฮัมไว้ให้เป็นมรดก ความจริง พวกเขาได้ทิ้งวิชาความรู้ไว้เป็นมรดก ดังนั้นใคร เอามันไว้ ผู้นั้นก็ได้ประสบโชคอันเต็มเปี่ยม -รายงานโดยอัตติมิซีย์
........................
ความหมายหะดิษขอชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่า ทายาททางวิชาการของบรรดานบี นั้น เขาจะต้องรับวิชาความรู้จากบรรดานบี ไปถ่ายทอดให้แก่ผู้ไม่รู้ ส่วนวิชาความรู้ที่เกิดจากการอิจญติฮาดด้วยปัญญาของพวกเขา ในเรื่องศาสนา ย่อมมีผิด มีถูก ซึ่งต่างกับบรรดานบี ที่ได้รับการปกป้องจากอัลลอฮจากความผิดพลาดในการถ่ายทอดคำสอนศาสนา อัลกุรอ่าน ได้ระบุว่า

قل انما أنا بشر مثلكم يوحي الي

จงกล่าวเถิด แท้จริง ฉันเป็นมนุษย์ปุถุชน เหมือนพวกท่าน มีโองการ(วะหยู)แก่ฉัน

เพราะฉะนั้น ตามนบี และตามอุลามาอฺแตกต่างกัน

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:35 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านนบีสอนว่า
طلب العلم فريضة على كل مسلم
การแสวงหาวิชาความรู้ เป็นข้อบังคับแก่มุสลิมทุกคน -รายงานโดยอิบนิมาญะฮ จากอะนัส

การศึกษาศาสนาเป็นหน้าที่มุสลิมทุกคน จะอ้างว่า เราคนอาวาม ต้องตักลิดตามอุลามาอฺ เราต้องไม่ลืมว่า ศาสนาสอนให้เราแสวงหาสัจธรรม สอนให้ตามอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ เพราะฉะนนั้นเราคนอาวามก็ต้องศึกษาสิ่งเหล่านี้กับผู้รู้
ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
من يُرِدِ اللهُ به خيراً يفقهه في الدين

ผู้ใดอัลลอฮต้องการให้เขาได้รับความดีงาม พระองค์จะให้เขามีความเข้าใจในศาสนา -รายงานโดยมุสลิม กิตาบุลอิลมิ

ความเข้าใจในศาสนา ไม่ใช่หมายถึง ปิดตาให้คนอื่นป้อน คือเขาจะต้องลืมตาให้เห็น ให้รู้ด้วยว่า สิ่งที่อุลามาอฺป้อนนั้น คือ อะไร ศาสนานาทีมาจากอัลลอฮและจากรอซูลของพระองค์หรือเปล่า


وقال ابن عباس في قوله : { اتبعوا ما أنزل إليكم من ربكم } , الكتاب والسنة

และอิบนุอับบาสได้กล่าวในคำตรัสของอัลลอฮที่ว่า ("พวกเจ้าจงปฏิบัติตาม สิ่งที่ถูกประทานให้แก่พวกเจ้า จากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า) หมายถึง อัลกิตาบ และอัสสุนนะฮ
- قواعد الأحكام في مصالح الأنام เกาะวาอิดุลอัลอะหกาม ฟี มะศอลิหิลอะนาม เล่ม 1 หน้า 19

เพราะฉะนั้น ผู้เรียนต้องลืมตาดูด้วยว่า สิ่งที่อุลามาอฺป้อน และเขาบริโภคเข้าไปคือ อะไร อัลกุรอ่าน และอัสสุนนะฮ หรือเปล่า หรือ บิดอะฮ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:37 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อิบนิตัยมียะอ( ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)

واتباع شخص لمذهب شخص بعينه لعجزه عن معرفة الشرع من غير جهته إنما هو مما يسوغ له ، ليس هو مما يجب على كل أحد إذا أمكنه معرفة الشرع بغير ذلك الطريق ، بل كل أحد عليه يتقي الله ما استطاع ، ويطلب علم ما أمر الله به ورسوله ، فيفعل المأمور ، ويترك المحظور ، والله أعلم {أهـ.

และการที่บุคคลหนึ่ง ปฏิบัติตามมัซฮับ(ทัศนะ)ของบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะเขาไม่มีความสามารถ รู้เรื่องศาสนาได้อื่นจากวิธีนั้น แท้จริง มันคือ ส่วนหนึ่งจากสิ่งที่อนุญาตให้แก่เขาเทานั้น มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นแก่ทุกคน เมื่อเขาสามารถ รู้ศาสนา ด้วยอื่นจากหนทางดังกล่าวนั้น แต่ทว่า ทุกคน จำเป็นจะต้องยำเกรงต่ออัลลอฮ เท่าที่เขาสามารถ และ เขาจะต้องแสวงหา ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อัลลอฮและรอซูลของพระองค์ทรงใช้ แล้วปฏิบัติตามสื่งที่ถูกใช้ และละทิ้งสิ่งที่ถูกห้าม - วัลลอฮุอะลัม - อัลฟะตาวา 20/116
..............
เพราะฉะนั้น ทุกคนจะต้องพัฒนาตัวเอง ต้องพยายามแสวงหาสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่อ้างแต่ว่า เราคนอาวาม วาญิบต้องตามมัซฮับหนึ่งมัซฮับใดโดยเฉพาะเท่านั้น

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

asan

وقال أبو عبد الله بن خويز منداد البصري المالكي : التقليد معناه في الشرع الرجوع إلى قول لا حجة لقائلة عليه , وذلك ممنوع منه في الشريعة , والاتباع : ما ثبت عليه حجة . وقال في موضع آخر من كتابه : كل من اتبعت قوله من غير أن يجب عليك قبوله بدليل يوجب ذلك فأنت مقلده , والتقليد في دين الله غير صحيح , وكل من أوجب الدليل عليك اتباع قوله فأنت متبعه , والاتباع في الدين مسوغ , والتقليد ممنوع

และอบูอับดุลลอฮ บุตร คุวัยซฺ มันดาด อัลบะเศาะรี อัล-มาลิกีย์ กล่าวว่า " การตักลีด ความหมายในทางศาสนาคือ การกลับไปหาคำพูดใดๆ ที่ไม่หลักฐานสำหรับผู้ที่กล่าวคำพูดนั้น และดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งถูกห้ามในศาสนาบัญญัติ และคำว่า"อิตบาอฺคือ (การตาม)สิ่งที่ปรากฏหลักฐานยืนยัน และเขา(อบูอับดุลลอฮ)ได้กล่าวเอาไว้ในที่อื่นจากหนังสือของเขาว่า
" ทุกๆผู้ที่ท่านได้ตามคำพูดของเขา โดยไม่ได้จำเป็นแก่ท่านจะต้องรับรองเขา ด้วยหลักฐานว่าจำเป็นดังกล่าว ท่านก็คือ มุกอ็ลลิด(ผู้เชื่อตาม)เขา และการตักลีดในศาสนาของอัลลอฮนั้น ไม่ถูกต้อง และทุกผู้ที่ทำถูกต้องตามหลักฐาน ก็จำเป็นแก่ท่านต้องตามคำพูดของเขา ท่านก็คือ ผู้ที่เจริญรอยตามเขา และการอิตติบาอ(เจริญรอยตาม)ในศาสนานั้น เป็นสิ่งอนุญาต และการตักลิด(การเชื่อตาม)นั้น เป็นสิ่งต้องห้าม

- อะลามุลมุวักกิอีน เล่ม 1 หน้า 138 อัตตักลิด วัลอิตติบาอฺ ฟิดดีน

asan

ومن ادعى وجوب تقليد العامي للمفتي فقد ادعى الباطل وقال قولا لم يأت به قط نص قرآن ولا سنة ولا إجماع ولا قياس , وما كان هكذا فهو باطل لأنه قول بلا دليل , بل البرهان قد جاء بإبطاله , قال تعالى ذاما لقوم قالوا : { إنا أطعنا سادتنا وكبراءنا فأضلونا السبيلا

และผู้ใดอ้างว่า คนอาวาม(คนทั่วไป)ต้องตักลิดตามมุฟตี แท้จริง เขาได้อ้างเรื่องเท็จ และเขาได้กล่าวคำพูด ที่ไม่ปรากฏหลักฐานจาก อัลกุรอ่าน อัสสุนนะฮ ,อิจญมาอฺและกิยาส แม้แต่น้อย และสิ่งที่ปรากฏเช่นนี้ มันเป็นเท็จ เพราะว่า แท้จริงมันเป็นคำพูดโดยปราศจากหลักฐาน แต่ตรงกันข้าม มีหลักฐาน ที่มาหักล้างมัน ,อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงตรัสไว้เป็นการตำหนิคนพวกหนึ่ง ซึ่งพวกเขากล่าวว่า(แท้จริงพวกเราได้เชื่อฟังหัวหน้าของเราและผู้อวุโสของเรา แล้วพวกเขาทำให้เราหลงทาง) - อัลมะหัลลา บิลอะษัร เล่ม 1 หน้า 85

asan

وقد نهى الأئمة الأربعة عن تقليدهم , وذموا من أخذ أقوالهم بغير حجة ; فقال الشافعي : مثل الذي يطلب العلم بلا حجة كمثل حاطب ليل , يحمل حزمة حطب وفيه أفعى تلدغه وهو لا يدري , ذكره البيهقي

และความจริง อิหม่ามทั้งสี่ ได้ห้ามตักลีด(เชื่อตาม)พวกเขา และพวกเขาตำหนิผู้ที่ยึดเอาคำพูดของพวกเขาโดยปราศจากหลักฐาน แล้วท่านอิหม่ามชาฟิอีย์กล่าวว่า" อุปมาผู้ที่ศึกษาหาความรู้ โดยไม่มีหลักฐาน อุปมัยดังเช่น คนหาไม้ฟืนยามค่ำคืน ,เขาแบกมัดของไม้ฟืน และในนั้นมีงูจะกัดเขาอยู่ โดยที่เขาไม่รู้ ,อัลบัยฮะกีย์ได้ระบุเอาไว้
- อะอฺลามุลมุวักกิอีน เล่ม 1 หน้า 139
.............
ระวังงูจะกัดเอานะท่านผู้อาวามทั้งหลาย

คิดนอกละหมาด

ขออัลลอฮฺ {ซบ} ทรงโปรดให้ความเข้าใจที่เที่ยงแท้แก่ผมและทุกท่านด้วย

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:42 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

asan

وقد فرق أحمد بين التقليد والاتباع فقال أبو داود : سمعته يقول : الاتباع أن يتبع الرجل ما جاء عن النبي صلى الله عليه وسلم وعن أصحابه , ثم هو من بعد في التابعين مخير , وقال أيضا : لا تقلدني ولا تقلد مالكا ولا الثوري ولا الأوزاعي , وخذ من حيث أخذوا

และความจริง อิหม่ามอะหมัด ได้แบ่งแยกระหว่าง การตักลิด(การเชื่อตาม)และ การอิตติบาอฺ(การเจริญรอยตาม) โดยที่ท่านอบูดาวูดได้กล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้ยินเขา(อะหมัด)กล่าวว่า "อัลอิตติบาอฺ คือ การที่คนนั้น เขาได้ตามสิ่งที่มาจากท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และจากบรรดาสาวกของท่าน หลังจากนั้น คือ ผู้ที่อยู่สมัยหลังจากนั้น ในการตามนั้น ให้มีทางเลือก และเขา(อะหมัด)ได้กล่าวไว้อีกว่า"อย่าตักลีดตามข้าพเจ้า,อย่าตักลิดตามมาลิก,อย่าตักลิดตามอัษเษารีย์และอย่าตักลิดตามอัลเอาซาอีย์ และให้เอา ตามที่พวกเขาเอามา -อะอฺลามุลมุวักกิอีน เล่ม 1 หน้า 139


ท่านอิบนุกอ็ยยิม (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า
إن العامي لا يتصور أن يصح له مذهب ، ولو تصور ذلك لم يلزمه ولا لغيره ، ولا يلزم أحد قط أن يتمذهب بمذهب رجل من الأمة بحيث يأخذ أقواله كلها ويدع أقوال غيره ،وهذه بدعةٌ حدثت في الأمة لم يقل بها أحد من أئمة الإسلام ، وهم أعلى رتبة وأجل قدراً وأعلم بالله ورسوله من أن يلزموا الناس بذلك ،وأبعد منه قول من قال يلزمه أن يتمذهب بمذهب عالم من العلماء وأبعد منه قول من قال يلزمه أن يتمذهب بأحد المذاهب الأربعة . أعلام الموقعين 4/ 262

แท้จริง คนทั่วไป(คนอาวาม)นั้น อย่าได้คิดไปว่า มัซฮับของเขาถูกต้อง และถ้าเขาคิดไปอย่างนั้น เขาก็ไม่ยึดติดกับมันและไม่ยึดติดอื่นจากมัน และคนหนึ่งคนใด จะไม่ยึดติด โดยการสังกัดมัซฮับ ของคนใดจากจากอุมมะฮเท่านั้น โดยที่ยึดเอาคำพูดของเขาทั้งหมด และทิ้งบรรดาคำพูดของผู้อื่น และนี้คือ ?บิดอะฮ? ที่เกิดขึ้นในประชาชาตินี้ ,ไม่มีคนใดจากบรรดาผู้นำ(อิหม่าม)แห่งอิสลาม กล่าวอย่างนั้น (หมายถึงสังกัดมัซฮับโดยเฉพาะ) และพวกเขา คือผู้ที่อยู่ในฐานะที่สูงส่งและมีความเป็นเลิศ ในบารมี และมีความรู้ ในอัลลอฮและรอซูลของพระองค์ ยิ่งกว่า การทีพวกเขายึดติดอยู่กับมนุษย์ ด้วยดังกล่าวนั้น และ คำพูดของผู้ที่กล่าวว่า จำเป็นต้องสังกัดมัซฮับอุลามาอฺ ห่างใกลจากเขา(อิหม่ามแห่งอิสลาม) ยิ่งนัก และคำพูดของผู้ที่กล่าวว่า ต้องสังกัดมัซฮับหนึ่งมัซฮับใดจากสี่มัซฮับ ก็ห่างใกลจากเขายิ่งนัก(เช่นกัน) - ดูหนังสือ อะอฺลามุ้ลมุวักกิอีน เล่ม 4 หน้า 262
......................
สรุปจากคำพูดของท่านอิบนุกอ็ยยิม คือ การยึดติดกับมัซฮับใดมัซฮับหนึ่งโดยเฉพาะนั้น เป็น บิดอะอ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 23, 2012 1:43 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัลมะอศูมีย์ กล่าวว่า

واتباع المذاهب الفقهية الأربعة لا حرج فيه إذا كان المسلم ليس عنده من العلم ما يستطيع به استنباط الأحكام من الكتاب والسنة , لكن متى ظهر له أن الصواب خلاف مذهبه فالواجب عليه اتباع الصواب وترك مذهبه

การตามบรรดามัซฮับฟิกฮทั้งสี่ นั้นไม่เป็นไร เมื่อปรากฏว่า มุสลิมคนนั้นไม่มีความรู้ ที่สามารถ ค้นคว้า หุกุมต่างๆจากอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ ได้ แต่.....เมื่อความถูกต้อง ได้ปรากฏแก่เขา ซึ่งขัดแย้งกับมัซฮับของเขา ดังนั้น วายิบแก่เขาต้องตามความถูกต้อง และให้ทิ้งมัซฮับของเขา
- มุสลิมต้องตามมัซฮับหรือไม่ หน้า 38
..............................
นี้คือ การส่งเสริมให้ตามความถูกต้อง ไม่ใช่การยึดติดกับมัซฮับ โดยไม่ยอมปลดลอ็คตัวเอง เมื่อเห็นว่ามัซฮับของตนไม่หลักฐานที่ถูกต้องในประเด็นนั้นๆ

asan

อิบนุตัยมียะฮ(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

" قد ذم الله تعالى في القرآن من عدل عن اتباع الرسل إلى ما نشأ عليه من دين آبائه وهذا هو التقليد الذي حرمه الله ورسوله وهو : أن يتبع غير الرسول فيما خالف فيه الرسول ، وهذا حرام باتفاق المسلمين على كل أحد ; فإنه لا طاعة لمخلوق في معصية الخالق , والرسول طاعته فرض على كل أحد من الخاصة والعامة في كل وقت وكل مكان ; في سره وعلانيته وفي جميع أحواله . . . . وقد أوجب الله طاعة الرسول على جميع الناس في قريب من أربعين موضعا من القرآن .
وتقليد العاجز عن الاستدلال للعالم يجوز عند الجمهور . . . والتقليد المحرم بالنص والإجماع : أن يعارض قول الله ورسوله بما يخالف ذلك كائنا من كان المخالف لذلك " انتهى .

แท้จริงอัลลอฮซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตำหนิผู้ที่หันเหออกจากการปฏิบัติตามบรรดารอซูล ไปสู่สิ่ง เขาได้รับการปลูกฝังบนมัน จากศาสนาของบรรพบุรุษของเขา และนี้คือ การตักลิด(การเชื่อตาม)ที่อัลลอฮและรอซูลของพระองค์ได้ห้ามไว้ กล่าวคือ การตามอื่นจากรอซูล ในสิ่งที่ขัดแย้งกับรอซูล และกรณีนี้ เป็นสิ่งต้องห้ามแก่ทุกคน โดยมติเห็นฟ้องของบรรดามุสลิม แท้จริง ไม่มีการเชื่อฟังมัคลูค(มนุษย์) ในการฝ่าฝืนต่อพระผู้สร้าง(อัลลอฮ) และการเชื่อฟังต่อรอซูลนั้น เป็นข้อบังคับแก่ทุกคน ทั้งที่เป็นบุคคลเฉพาะ หรือคนทั่วไป(คนอาวาม) ในทุกเวลาและสถานที่ ,ในที่ลับและที่เปิดเผย และในทุกสภาพการณ์ .......และความจริงอัลลอฮได้ทรงกำหนดให้ การตามรอซูล เป็นหน้าที่ แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งระบุไว้ประมาณ สี่สิบแห่ง จากอัลกุรอ่าน

และการตักลิด ของผู้ที่ไม่สามารถอ้างอิงหลักฐาน ต่อผู้มีความรู้นั้น เป็นที่อนุญาตในทัศนะนักปราชญ์ส่วนใหญ่ .....และการตักลิดที่ต้องห้าม โดยหลักฐาน จากตัวบทและ อัลอิจญมาอฺนั้น คือ การปฏิบัติที่สวนทางกับคำพูดของอัลลอฮและรอซูลของพระองค์ ด้วยสิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งนั้น (การตักลิดนั้นต้องห้าม)ตราบใดเที่เขาเป็นผู้ขัดแย้งดังกล่าวนั้น
- มัจญมัวะฟะตาวา เล่ม 19 หน้า 260-266
.....................
เพราะฉะนั้นใครจะตามมัซฮับใหนก็ตาม ต้องตามในสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกับคำพูดของอัลลอฮและรอซูล ไม่ใช่เชื่อตามสิ่งที่ปู่ยาตายายนับถือมาโดยอ้างมัซฮับ ที่ไม่ตรงกับคำสอนอัลลอฮและรอซูล

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
abdooh
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 08/06/2012
ตอบ: 188


ตอบตอบ: Sat Jun 09, 2012 10:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตามอัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบีซ.ล. เพราะมีเพียงสองส่ิงนี้เท่านั้นที่ถูกต้องแน่นอน นักวิชาการอิสลามทุกท่านมีทัศนะเช่นนี้ คำถาม แล้วไฉนพวกเขาจึงเห็นต่างกันในหลายประเด็นในส่วนปลีกย่อย นั้นเพราะหลายปัจจัย ผู้มีความสามารถจะวิเคราะห์เองได้ต้องใช้ความสามารถนั้นวิเคราะห์หาส่ิ่งใกล้เคียงความถูกต้องที่สุดมาปฏิบัติ โดยไม่อคติ ไม่ตั้งธงล่วงหน้า เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ผู้นั้นจะผิดพลาดได้ง่าย และจะมัวแต่เอาชนะผู้อื่น ไม่ยอมรับผู้อื่น จนนึกว่าส่ิงที่ตนทำเท่านั้นที่ถูกต้อง ส่ิงอื่นหรือคิดแบบอื่นหลงผิด เป็นบิดอะฮ์ ทั้งที่นักวิชาการอิสลามต่างก็ใช้อัลกุรอานและซุนนะฮ์ทั้งนั้น(โดยส่วนใหญ่) ผมว่า หากผู้รู้อ่านหนังสือมากกว่าที่เป็นอยู่ อ่านด้วยความใฝ่รู้ มิใช่หวังทำลายหรือเอาชนะ ผู้รู้ท่านนั้นจะเป็นผู้รู้ที่ยอดเยี่ยมที่แท้จริง
คนตาม ก็ต้องพยายามศึกษาศาสนาให้มากที่สุด เพื่อพัฒนาศาสตร์ทางศาสนาของตนให้ลึกและกว้างมากขึ้น หากไม่มีความสามารถก็ต้องศึกษาขั้นพื้นฐานจากอาจารย์
อาจารย์มีทั้งแบบอาจารย์ที่สอนโดยตรง หรืออาจารย์ของอาจารย์ หรือสูงกว่านั้น บางคนบอกว่า ฉันตามอาจารย์มุรีด บางคนบอกอาจารย์ฟารีด บางคนบอกอาจารย์ ก. ข. ...
บางคนอ้างว่าตามอาจารย์ของอาจารย์ เพราะอาจารย์ที่สอนเลื่อมใสในอาจารย์ของเขา จึงบอกให้ลูกศิษย์สังกัดกับอาจารย์ของตน อย่างนี้แหล่ะ ที่เป็นที่มาบางส่วนของมัซฮับทั้งสี่
สรุปว่า อุละมาอ์ โดยเฉพาะอีหม่ามทั้งสี เป็นผู้ตามอัลกุรอานและซุนนะฮ์ มีความเชี่ยวชาญศาสตร์ต่างๆทางศาสนาอย่างกว้างขวาง จึงเป็นที่ยอมรับทั้งในยุคสะลัฟซอและห์ตราบจนถึงปัจจุบัน
เมื่อใดที่คนส่วนมาก ละทิ้งพวกเขา เชื่อถือเฉพาะนักวิชาการยุคหลัง โดยเฉพาะยุคนี้ที่ความรู้ที่เขาพูดหรือเขียนนั้น มิได้อยู่ในตัว แต่เชื่อตามนักวิชาการบางกลุ่ม(เช่น บางคนคลั่งไคล้นักวิชาการอียิปต์ บ้างก็สายซาอุ) หรือความรู้ของพวกเขาส่วนมากอยู่ในตำราหรือคอมพิวเตอร์มิได้อยู่ในความจำ ลองตรองดูเถิดว่า ตามนักวิชาการคนไหนดีกว่ากัน
หากจะอ้างว่า ต้องตามนบีซ.ล.เท่านั้น ผู้นั้นต้องไม่เปิดส่ิงใดนอกจากตำราบันทึกหะดีษ และวิเคราะห์ทุกเรื่องทางศาสนาด้วยตนเอง นั่นแหล่ะตามนบีแน่ หากไปอ้างนาย ก. นาย ข. ก็ต้องเป็นพวกไม่ตามซุนนะฮ์ ต้องอ่านเฉพาะตัวบทหะดีษเท่านั้น แล้ววิเคราะห์เอง จึงเป็นผู้ตามซุนนะฮ์ร้อยเปอร์เซ็น หากใครอ่านเรื่องราวทางศาสนาจากเว๊ปนี้ หรือเว๊ปใดๆ หรือไปเรียนกับคุณอะสัน แล้วอ้างว่า เว๊ปนั้นสอน.. หรือนาย ก.สอน... เราจะบอกว่าเขาไม่ตามนบีได้ไหม ..... พอดีดึกแล้ว มีเวลาผมจะมาเขียนใหม่ السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Jun 10, 2012 5:40 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

abdooh บันทึก:
السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตามอัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบีซ.ล. เพราะมีเพียงสองส่ิงนี้เท่านั้นที่ถูกต้องแน่นอน นักวิชาการอิสลามทุกท่านมีทัศนะเช่นนี้ คำถาม แล้วไฉนพวกเขาจึงเห็นต่างกันในหลายประเด็นในส่วนปลีกย่อย นั้นเพราะหลายปัจจัย ผู้มีความสามารถจะวิเคราะห์เองได้ต้องใช้ความสามารถนั้นวิเคราะห์หาส่ิ่งใกล้เคียงความถูกต้องที่สุดมาปฏิบัติ โดยไม่อคติ ไม่ตั้งธงล่วงหน้า เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ผู้นั้นจะผิดพลาดได้ง่าย และจะมัวแต่เอาชนะผู้อื่น ไม่ยอมรับผู้อื่น จนนึกว่าส่ิงที่ตนทำเท่านั้นที่ถูกต้อง ส่ิงอื่นหรือคิดแบบอื่นหลงผิด เป็นบิดอะฮ์ ทั้งที่นักวิชาการอิสลามต่างก็ใช้อัลกุรอานและซุนนะฮ์ทั้งนั้น(โดยส่วนใหญ่) ผมว่า หากผู้รู้อ่านหนังสือมากกว่าที่เป็นอยู่ อ่านด้วยความใฝ่รู้ มิใช่หวังทำลายหรือเอาชนะ ผู้รู้ท่านนั้นจะเป็นผู้รู้ที่ยอดเยี่ยมที่แท้จริงالسلام عليكم ورحمة الله وبركاته


Question
เท่าที่ผมอ่านข้อความที่คุณ อับดุฮ เขียนมา ผมว่า มันเป็นหลักการหรือความเข้าใจส่วนตัวคุณมากกว่า และแสดงว่า คุณไม่ได้ทำความเข้าใจ หรือ อาจจะไม่อ่านตำรา แต่ คุณฟังเขามา คุณยอมรับว่า "มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตามอัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบีซ.ล. เพราะมีเพียงสองสิงนี้เท่านั้นที่ถูกต้องแน่นอน แล้วทำไมคุณไม่ใช้สิ่งนี้เป็นบบรรทัดฐานในการตามอุลามาอฺล่ะ คุณตรวจสอบสิ่งที่คุณปฏิบัติด้วยสองประการนี้ไหม ? คุณลองถามตัวเอง " ขอเรียนให้คุณอับดุฮ ทราบว่า ส่วนการเห็นต่างกันในประเด็นการอิจญติฮาด นั้น เป็นเรื่องธรรมดา แต่ หากประเด็นใดที่มีหลักฐานชัดเจน แล้วเห็นต่างกับหลักฐานชัดเจน แบบนี้ ไม่ถูกต้อง เมื่อคุณรู้ว่า มุสลิมต้องตามอัลกุรอ่านและหะดิษ เพราะฉะนั้นคุณต้องดูว่า อุลามาอฺคนใหนมีทัศนะตรงกับอัลกุรอ่านหรือหะดิษ และอุลามาอฺคนใหนใช้ความคิดเห็นของตนเอง คุณสามารถรู้ได้หากคุณศึกษาจริง แต่...ถ้าคุณใช้หลักการตักลิด มัซฮับ หรือ ตะอัศศุบ (ยึดติด) อุลามาอฺ คุณก็ยังคงมีความคิดแบบนี้ต่อไป คุณปักธงว่าคุณจะต้องปฏิบัติตามอุลามาอฺที่ถ่ายทอดคำสอนที่ตรงกับอัลกุรอ่านและสุนนะฮ คุณก็จะได้รับทางนำ แต่ถ้าคุณปักธง ตามอุลามาอฺที่คุณชอบ คุณก็อยู่ในความดำมืด ต่อไป

อิบนุกอ็ยยิม ได้ระบุว่า


قَالَ الْفُضَيْلُ بْنُ عِيَاضٍ : الْعَمَلُ الْحَسَنُ هُوَ أَخْلَصُهُ وَأَصْوَبُهُ ، قَالُوا : يَا أَبَا عَلِيٍّ مَا أَخْلَصُهُ وَأَصْوَبُهُ ؟ قَالَ : إِنَّ الْعَمَلَ إِذَا كَانَ خَالِصًا وَلَمْ يَكُنْ صَوَابًا لَمْ يُقْبَلْ ، وَإِذَا كَانَ صَوَابًا ، وَلَمْ يَكُنْ خَالِصًا لَمْ يُقْبَلْ ، حَتَّى يَكُونَ خَالِصًا صَوَابًا ، وَالْخَالِصُ : مَا كَانَ لِلَّهِ ، وَالصَّوَابُ : مَا كَانَ عَلَى السُّنَّةِ ، وَهَذَا هُوَ الْمَذْكُورُ فِي قَوْلِهِ تَعَالَى فَمَنْ كَانَ يَرْجُو لِقَاءَ رَبِّهِ فَلْيَعْمَلْ عَمَلًا صَالِحًا وَلَا يُشْرِكْ بِعِبَادَةِ رَبِّهِ أَحَدًا وَفِي قَوْلِهِ وَمَنْ أَحْسَنُ دِينًا مِمَّنْ أَسْلَمَ وَجْهَهُ لِلَّهِ وَهُوَ مُحْسِنٌ فَلَا يَقْبَلُ اللَّهُ مِنَ الْعَمَلِ إِلَّا مَا كَانَ خَالِصًا لِوَجْهِهِ ، عَلَى مُتَابَعَةِ أَمْرِهِ ، وَمَا عَدَا ذَلِكَ فَهُوَ مَرْدُودٌ عَلَى عَامِلِهِ ، يُرَدُّ عَلَيْهِ أَحْوَجَ مَا هُوَ إِلَيْهِ هَبَاءً مَنْثُورًا ، وَفِي الصَّحِيحِ مِنْ حَدِيثِ عَائِشَةَ عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ " كُلُّ عَمَلٍ لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَ رَدٌّ " وَكُلُّ عَمَلٍ بِلَا اقْتِدَاءٍ فَإِنَّهُ لَا يَزِيدُ عَامِلَهُ مِنَ اللَّهِ إِلَّا بُعْدًا ، فَإِنَّ اللَّهَ تَعَالَى إِنَّمَا يُعْبَدُ بِأَمْرِهِ ، لَا بِالْآرَاءِ وَالْأَهْوَاءِ .


อัลฟุฎัยลุ บิน อิยาฎ กล่าว เกี่ยวกับ "อะมั้ลที่ดี"ว่า คือ ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องของมัน ,พวกเขากล่าวว่า "โอ้อบูอาลี อะไรคือ ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องของมัน? เขากล่าวตอบว่า “ การงาน(อะมั้ล)นั้น เมื่อมีความบริสุทธิ์ใจ โดยปรากฏว่าไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ถูกรับ และเมื่อปรากฏว่า ถูกต้อง โดยที่ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ มันก็ไม่ถูกรับ จนกว่ามันจะบริสุทธิ์ใจและและถูกต้อง และบริสุทธิ์ใจนั้น คือ สิ่งที่กระทำเพื่ออัลลอฮ และความถูกต้องนั้นคือ สิ่งที่ตรงตามสุนนะฮ นี้คือ สิ่งที่ถูกระบุไว้ในคำตรัสของอัลลอฮที่ว่า “ผู้ใดหวังที่จะพบกับพระผู้อภิบาลของเขา เขาจงประกอบการงานที่ดี และจงอย่านำคนใดมาหุ้นส่วน กับการเคารพภักดี ต่อพระผู้อภิบาลของเขา “และผู้ใดเล่าจะมีศาสนาดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮฺ และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี”

ดังนั้น อัลลอฮจะไม่ทรงรับ การงาน นอกจาก สิ่ง ที่บริสุทธิ์ใจเพื่อพระองค์ และปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ และอื่นจาก(เงื่อนไข)ดังกล่าวนั้น มันก็จะถูกตีกลับไปยังผู้กระทำ และมันสมควรจะถูกตีกลับไปบนเขาผู้นั้น ในสภาพที่เป็นฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย และในหะดิษเศาะเฮียะรายงานจากท่านหญิงอาอีฉะฮ จากท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
ทุกการงาน ที่ไม่ใช่กิจการศาสนาของเราอยู่บนมัน มันถูกปฏิเสธ และทุกการงานที่ไม่ปฏิบัติตาม ผู้กระทำจะไม่ได้รับการเพิ่มพูนจากอัลลอฮ นอกจากความห่างใกล แท้จรงอัลลอฮตะอาลานั้น จะถูกเคารพภักดี ด้วยคำสั่งของพระองค์ ไม่ใช่ด้วยความเห็นและด้วยการตามอารมณ์ – ดูมะดาริญุสสาลิกีน ของอิบนุกอ็ยยิม เล่ม 1 หน้า 105
..............
เพราะฉะนั้น คุณ อับดุฮ ต้องมีหลักการในการปฏิบัติ และการตามผู้รู้ในเรื่องศาสนา คุณจะต้องรู้ว่า อะไรคือเงื่อนไขของอะมั้ลที่อัลลอฮรับ อะไรคือถูก อะไรคือผิด ในทัศนะอิสลาม ผมอยากให้คุณยกตัวอย่างในสิ่งที่คุณปฏิบัติและหลักฐานในสิ่งที่คืออ้าง มากกว่าเข้ามาบ่นและพูด โดยไม่มีหลักการ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
abdooh
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 08/06/2012
ตอบ: 188


ตอบตอบ: Sun Jun 10, 2012 1:01 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมให้คุณคิดไปเองว่าตามธรรมชาติของคุณและพวกว่า ผมคงไปฟังเขามา ก็ไม่เป็นไรนั่นคือธรรมชาติที่ผมรับรู้มาจนเคยชิน กับพวกที่มักอ้างว่าศาสนาที่เที่ยงแท้อยู่กับตนเอง โดยใช้รูปแบบเดิมๆ ใช้ทัศนะอย่างบ้าคลั่ง
ผมบอกแล้วว่า ทุกคนต้องตามท่านนบีซ.ล.อย่างเคร่งครัด หากมีส่ิงใดขัดกับซุนนะฮ์ที่ถูกต้องและชัดเจน(มิใช่เอาทัศนะจอมปลอมมาอ้างอย่างมากมายข้างต้น) ผมและทุกคนต้องทิ้งส่ิงอื่นๆทั้งหมด ผมบอกคุณแล้วอีกเช่นกันว่า อย่าเอาทัศนะมาอ้าง(แม้นว่าคุณจะอ้างว่ามันอยู่บนหลักการก็ตาม) ให้เอาซุนนะฮ์ท่านนบีซ.ล.เท่านั้น ขอย้ำซุนนะฮ์เท่านั้น ที่ถูกต้องและชัดเจนมาหักล้างภาพรวมของคำสั่งใช้กว้างๆ หรือเพราะมันไม่มี แต่คุณยังคงดื้อและบ้าคลั่งกับทัศนะ จึงหาคำพูดของผู้ที่ไม่ใช่นบีซ.ล.มาหักล้้างคำพูดของท่านนบีซ.ล. หยิบยกมาเถิด ผมคนหนึ่งแหล่ะที่จะเป็นคนแรกหากทราบว่า มีหะดีษถูกต้องและชัดเจนระบุเช่นที่คุณและพวกคิดเองอย่างคุณตัดสิน จะปฏิบัติตามท่านนบีซ.ล.โดยไม่รีรอเลย เพราะผมคือผู้หนึ่งจากผู้ที่ต้องปฏิบัติตามซุนนะฮ์อย่างเคร่งครัด ไม่คลั่งทัศนะ ไม่ถือว่ามัซฮับใดๆในโลกนี้ถูกต้องทุกเรื่อง จะเป็นมัซฮับทั้งสี มัซฮับบินบาซ มัซฮับซาอุ มัซฮับอียิปต์ มัซฮับฟาริด มัซฮับมุรีด มัซฮับริฎอ หรือมัซฮับใดๆ จะเรียกส่ิงนั้นว่ามัซฮับ หรือจะข้ามหัวผู้สอนแล้วพูดให้หรูว่ามัซฮับนบี ไม่มีใครหรอกถูกต้องทุกเรื่องนอกจากท่านนบีซ.ล.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Jun 10, 2012 5:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เหมือนเดิม ตุณยังคงใช้อคติของคุณอธิบาย และกล่าวหาคนอื่น เพราะฉะนั้น ผมของถามว่า "คุณสังกัดมัซฮับชาฟิอีใช่ไหม? ถ้าคุณว่าใช่ ผมถามว่าอะไรบ้างที่คุณคิดว่าคุณเชื่อและปฏิบัติเหมือนอิหม่ามชาฟิอีย์ แล้วเรามาเสวนากัน โดยหลักวิชาการ แต่ถ้าคุณไม่สนใจตอบ ผมจำเป็นต้องลบ เพราะผมไม่ว่างที่จะมาทะเลาะกับคุณ
_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
abdooh
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 08/06/2012
ตอบ: 188


ตอบตอบ: Sun Jun 10, 2012 7:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมไม่ใช่คณะเก่า แต่หากคุณต้องการลบเพราะจะหนีความจริง นั่นคือสิทธิ์ของคุณที่เป็นคนดูแล คุณเองนั่นแหล่ะที่ตอบคำถามผมไม่ได้แม้แต่คำตอบเดียว หากจะต้องการเสวนาต่อ ผมยินดีเสมอ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
abdooh
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 08/06/2012
ตอบ: 188


ตอบตอบ: Sun Jun 10, 2012 7:31 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอโทษครับที่ลืมตอบคำถามคุณ ผมมิได้สังกัดมัซฮับใดๆที่ตายตัว ผมแสวงหาสิ่งที่ใกล้เคียงส่ิงถูกต้องที่สุด โดยกระบวนการทางวิชาการศาสนา ขอย้ำว่า ตรงนี้ผมคุยกับคุณได้เสมอ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Jun 10, 2012 8:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

abdooh บันทึก:
ขอโทษครับที่ลืมตอบคำถามคุณ ผมมิได้สังกัดมัซฮับใดๆที่ตายตัว ผมแสวงหาสิ่งที่ใกล้เคียงส่ิงถูกต้องที่สุด โดยกระบวนการทางวิชาการศาสนา ขอย้ำว่า ตรงนี้ผมคุยกับคุณได้เสมอ


...............

กระบวนทางวิชาการคุณใช้หลักการอะไรครับ และหลักการที่คุณถือ คุณยึดจากตำรานิติศาสตร์อิสลามเล่มใหน ความจริงที่ผมลบผมไม่ได้กลัว คำพูดที่คุณถามเพราะตอบอย่างไร คุณก็มีแต่หลักกู ไม่ใช่หลักการ และผมไม่จำเป็นที่จะตอบคำตอบแบบที่คุณถามเลย เพราะผู้อ่านเขารู้ว่า คุณไม่มีหลักวิชาการสักนิด คุณบอกว่าคุณไม่สักกัดมัซฮับ ผมเลยสงสัยว่า คุณน่าจะเป็นชีอะฮ เพราะคนที่เขาไม่สักัดมัซฮับ เขามีหลักการอ้างอิงตำราทั้งนั้น และคนที่สังกัดมัซฮับเขาก็มีตำราอ้างอิง แต่คุณไม่มีเลย คุณบอกว่าพูดตามหลักการ ก็หลักการของคุณ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 3

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.25 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004