ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - อัลลอฮอยู่ใหน โดย Zunnur
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
อัลลอฮอยู่ใหน โดย Zunnur

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri May 18, 2012 9:22 am    ชื่อกระทู้: อัลลอฮอยู่ใหน โดย Zunnur ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ตอนที่ 1
ความเชื่อที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณลักษณะของอัลลอฮ


มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ และการสถาพรและความศานติมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮ และแด่ครอบครัวของท่าน และเศาะหาบะฮฺของท่าน และบรรดาผู้ปฏิบัติตามด้วยดี ตลอดจวบจนถึงวันอาคิเราะฮฺ

ณ เวลานี้ อัลหัมดุลิลลาฮ การดะอฺวะฮฺเริ่มแพร่หลายทั่วทุกมุมโลก เว็ปไซต์เพื่อการดะอฺวะฮฺก็เพิ่มมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ควรชุกูรอย่างมาก แต่ในขณะเดียวนั้น การเรียกร้องไปสู่ความเชื่อ-ความเข้าใจที่เบี่ยงเบนก็แพร่กระจายมากเช่นกัน จนนำมาซึ่งความปวดร้าวในตอนท้าย คนเอาวามที่ธรรมชาติของเขาบริสุทธิ์ ก็ต้องแปดเปื้อนชุบฮาตต่างๆที่ทำให้หัวใจของพวกเขาบอดไป ส่วนหนึ่ง ก็คือ ชุบฮาตต่างๆที่เผยแพร่โดยบรรดาบล็อกเกอร์ที่ต่อต้านสะละฟีย์ ซึ่งตั้งชื่อบล็อกตัวเองว่า “อบูสะละฟีย์”(เป็นบล็อกแอนตี้สะละฟีย์ในอินโดนีเซีย-ผู้แปล)
ชุบฮาตที่มีและแข็งกร้าวมาก ก็คือ เกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขาที่ว่า อัลลอฮมีอยู่โดยปราศจากที่พำนัก-สถานที่(คือ อัลลอฮอยู่ทุกที่ ไม่ได้อยู่บนอรัช(บัลลังก์) ตามที่มีระบุอยู่ในอัล-กุรอาน-ผู้แปล) นี่คือการต่อต้านของพวกเขาต่ออะกีดะฮฺอะฮฺลุสสุนนะฮฺที่เชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า และประทับสูงเหนืออรัชของพระองค์ หวังว่า ด้วยความเชื่อเหลือและเตาฟีกจากอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา เราจะสามารถเปิดเผยความจริงที่มีอยู่ได้ โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ โปรดช่วยเหลือฉันให้ได้รับความพอพระทัยจากพระองค์ด้วยเถิด

ความเชื่อที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ

มีความเชื่อบางประการที่จำเป็นต้องยึดถือและเชื่อมันสำหรับมุสลิมคนหนึ่งเกี่ยวกับพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ ดังที่ท่านอะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อะกีดะฮฺ อัล-วะสิฏียะฮฺ ท่านกล่าวเอาไว้ว่า :

ومن الإيمان بالله الإيمان بما وصف به نفسه في كتابه وبما وصفه به رسوله محمد صلى الله عليه و سلم من غير تحريف ولا تعطيل ومن غير تكييف ولا تمثيل بل يؤمنون بأن الله سبحانه ليس كمثله شيء وهو السميع البصير

“และส่วนหนึ่งจากการศรัทธาต่ออัลลอฮ ก็คือ การศรัทธาต่อสิ่งที่อัลลอฮได้กำหนดคุณลักษณะไว้ให้แก่พระองค์เองในอัล-กุรอาน และต่อสิ่งที่เราะสูลของพระองค์ได้ระบุคุณลักษณะเอาไว้โดยมิได้ตะหฺรีฟ ตะอ์ฏีล ตักยีฟ และตัมษีล(ความหมายของคำเหล่านี้ เราจะอธิบายไว้ข้างล่างต่อไป) แต่พวกเขา(อะฮฺลิสสุนนะฮฺ)จะศรัทธาว่า ไม่มีสิ่งใดเสมือเหมือนกับอัลลอฮ และอัลลอฮทรงได้ยิน และทรงมองเห็น”[1]

เกี่ยวกับการอธิบายของท่านอะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ข้างต้นนี้ ปรากฏในคำกล่าวของอุละมาอ์คนอื่นๆด้วยเช่นกัน อิมามอะหฺมัด บิน หัมบัล เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า

لَا يُوصَفُ اللَّهُ إِلَّا بِمَا وَصَفَ بِهِ نَفْسَهُ ، أَوْ وَصَفَهُ بِهِ رَسُولُهُ ، لَا يُتَجَاوَزُ الْقُرْآنُ وَالْحَدِيثُ

“อัลลอฮจะไม่ถูกกำหนดคุณลักษณะ เว้นแต่ด้วยสิ่งที่อัลลอฮทรงกำหนดคุณลักษณะแก่พระองค์เอง หรือที่ท่านนบีได้ระบุคุณลักษณะของพระองค์เอาไว้ (ดังนั้น)อย่าได้กำหนดคุณลักษณะของอัลลอฮด้วยสิ่งอื่นจากอัล-กุรอานและอัล-หะดีษ”[2]

ในคำอธิบายข้างต้นนี้ เป็นผลที่ได้จากการวิเคราะห์และพิจารณาอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ ซึ่งเราสามารถกล่าวได้ว่า ความเชื่อที่มุสลิมคนหนึ่งจำเป็นต้องเชื่อถือนั้น เป็นดังนี้

หนึ่ง มุสลิมจะต้องเรียก(หรือเชื่อใน)พระนามของอัลลอฮอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับที่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลาได้ทรงตั้งหรือเรียก(พระนามของพระองค์เอง)ไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ และตามที่ท่านเราะสูลุลลอฮได้ตั้งหรือเรียกไว้ด้วยคำพูดของท่าน
สอง พระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮนั้น จะต้องปราศจากการตะหฺรีฟ และตะอ์ฏีล และการตักยีฟและตัมษีลด้วย

ตะหฺรีฟ คือ การเบี่ยงเบนความหมายของพระนามหรือคุณลักษณะของอัลลอฮจากความที่แท้จริงโดยปราศจากความชอบธรรม เช่น การเบี่ยงเบนความหมายของคุณลักษณะ มะหับบะฮฺ(ความรัก)สำหรับอัลลอฮ ให้กลายเป็น อิรอดะตุล ค็อยรฺ(การประสงค์ดี)
ตะอ์ฏีล คือ การปฏิเสธพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ เช่น การปฏิเสธการมีพระหัตถ์ของอัลลอฮ
ตักยีฟ คือ การระบุสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจน เช่น การกล่าวว่า ความยาวของแขนเท่ากับ 50 เซนติเมตร การตักยีฟนั้นไม่อนุญาตให้กระทำต่อคุณลักษณะของอัลลอฮได้ เพราะอัลลอฮมิได้ทรงระบุคุณลักษณะของพระองค์ด้วยการระบุอย่างชัดเจน(เป๊ะๆ-ผู้แปล)
ตัมษีล คือ การเปรียบเทียบคุณลักษณะของอัลลอฮกับคุณลักษณะของสิ่งถูกสร้าง เช่น การกล่าวว่า อัลลอฮทรงมีพระหัตถ์และเหมือนกับมือของเรา(ของมนุษย์หรือสิ่งอื่นๆ)

ทั้งสี่ประการนี้เป็นที่ต้องห้ามในการเชื่อถือศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ เพราะอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
(สูเราะฮฺอัช-ชูรอ 42 : 11)

อายะฮฺ

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ

“ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์” คือ คำตอบโต้ต่อพวกที่ทำการตักยีฟและตัมษีล คือ ที่เทียบคุณลักษณะของอัลลอฮด้วยคุณลักษณะของมนุษย์ คือ ด้วยการระบุคุณลักษณะของอัลลอฮอย่างชัดเจน ทั้งที่ผู้ที่รู้ดีที่สุดในสิ่งนั้น มีเพียงอัลลอฮ ผู้เดียวเท่านั้น

ส่วนอายะฮฺ

وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

“และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น” เป็นคำตอบโต้แก่พวกที่ทำการตะหฺรีฟและตะอ์ฏีล เพราะในอายะฮฺนี้ อัลลอฮตรัสว่า พระองค์ทรงมีคุณลักษณะแห่งการได้ยินและมองเห็น สิ่งถูกสร้างก็มีคุณลักษณะของการได้ยินและมองเห็นเช่นกัน แต่แน่นอนที่สุด ทั้งสองคุณลักษณะนี้สำหรับอัลลอฮ ย่อมแตกต่างจากสิ่งถูกสร้าง ดังนั้น ทั้งสองคุณลักษณะข้างต้นจึงมิอาจถูกตะหฺรีฟ(เบี่ยงเบน)ความหมาย และมิอาจถูกตะอ์ฏีล(ปฏิเสธความหมายของมัน)ด้วย และสิ่งนี้(การตะหฺรีฟและตะอ์ฏีล) ก็มิอาจกระทำกับคุณลักษณะอื่นๆของอัลลอฮด้วย

จงเข้าใจอายะฮฺศิฟาต(อายะฮฺที่กล่าวถึงคุณลักษณะของอัลลอฮ)อย่างตรงไปตรง โดยไม่ตีความ

เจ้าของบล๊อกอบูสะละฟีย์นั้น ครั้นทำการโต้แย้งหลักฐานของอุซตาซ อบุลเญาซาอ์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ เกี่ยวกับการประทับของอัลลอฮเหนืออรัชของพระองค์นั้น เขากล่าวว่า

“ลักษณะที่พบเห็นจากหลักฐานที่กล่าวถึงอย่างตรงไปตรงมาว่า อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงอยู่บนชั้นฟ้านั้น แน่นอนว่านั่นมิใช่ความหมายที่แท้จริง มันจำเป็นต้องถูกตีความ เพราะอัลลอฮไม่ควรถูกถามด้วยคำถามว่า : พระองค์อยู่ที่ไหน? ทรงตรัสที่ไหน? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่เคยกล่าว(ถึงสิ่งนี้)เลย ดังที่เราได้นำเสนอหลักฐานไปแล้ว”

เราอยากให้ผู้อ่านได้พิจารณาคำพูดที่เราได้ขีดเส้นข้างล่างเอาไว้

นี่คือ ฐานความเข้าใจของอบูสะละฟีย์ เมื่อต้องการตอบโต้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประทับของอัลลอฮเหนืออรัชของพระองค์ เขาเชื่อว่า หลักฐานต่างๆที่ระบุเช่นนั้น จำเป็นต้องตีความทั้งหมด คือ จะต้องเปลี่ยนความหมาย(ที่ระบุชัดเจนนั้น)ด้วยกับความหมายอื่น และอย่าได้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา(ตามที่ได้ระบุไว้ในอายะฮฺ) นี่คือความสับสน(และการเบี่ยงเบน)ของอบูสะละฟีย์ในการทำความเข้าใจพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ
ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ควาหมายของการเข้าใจอย่างตรงไปตรงมานั้น คือ การเข้าใจความหมายที่นึกคิดได้(ทันที)ในห้วงความคิด เช่น เมื่อเราพูดว่า “อลีมองเห็นสิงโต” ความหมายที่เรานึกขึ้นได้เลย ก็คือ อลีมองเห็นสัตว์ดุที่มีชื่อว่าสิงโต (คือมองเห็นตัวสิงโตจริงๆ) นี่คือความหมายของการเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา
แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ว่า สิงโต ณ ที่นั้นอาจมีความหมายเป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่น หมายความ ผู้กล้าหาญ เช่น เรากล่าวว่า “อลี สิงโตผู้พิชิตศัตรู” ความหมายตรงนี้ ก็จะไม่ใช่ ราชสีย์หรือสิงโตที่เป็นสัตว์ร้าย แต่หมายผู้กล้าหาญ เนื่องจากถูกทำให้เข้าใจได้ด้วยประโยคของมัน ดังนั้น หาเราได้ยินคำว่าสิงโตเพียงคำเดียว แน่นอนว่า ความคิดเราจะต้องนึกคิดขึ้นมาในทันทีว่า หมายความ สิงโตที่เป็นสัตว์ร้าย
ในการเข้าใจคุณลักษณะของอัลลอฮก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา สอดคล้องเหมาะสมกับความหมายที่ผุกขึ้นมาในห้วงความคิดของเรา โดยปราศจากการตีความไปยังความหมายอื่นอย่างไม่มีหลักฐาน(คือ หากไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ก็มิอาจตีความคุณลักษณะของอัลลอฮเป็นอื่นจากความหมายที่แสดงอย่างตรงไปตรงมาในอายะฮฺหรือหะดีษได้) นี่คือสิ่งที่อัลลอฮได้สั่งใช้เราเมื่อต้องการเข้าใจความหมายในอายะฮฺอัล-กุรอาน

เราลองพิจารณาอายะฮฺต่อไปนี้ให้ดี อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَإِنَّهُ لَتَنْزِيلُ رَبِّ الْعَالَمِينَ (192) نَزَلَ بِهِ الرُّوحُ الْأَمِينُ (193) عَلَى قَلْبِكَ لِتَكُونَ مِنَ الْمُنْذِرِينَ (194) بِلِسَانٍ عَرَبِيٍّ مُبِينٍ (195)

และแท้จริงมัน เป็นการประทานลงมาของพระเจ้าแห่งสากลโลก อัรรูห์ ผู้ซื่อสัตย์ ได้นำมันลงมา ยังหัวใจของเจ้าเพื่อเจ้าจักได้เป็นผู้ตักเตือนคนหนึ่ง เป็นภาษาอรับอันชัดแจ้ง
(สูเราะฮฺอัช-ชุอะรออ์ 26 : 192-195)

ดูสิ อายะฮฺเหล่านี้ยืนยันว่า อัล-กุรอานถูกประทานลงด้วยเป็นภาษาอรับอย่างชัดแจ้ง เข้าใจมันได้ในทันที

ในอายะฮฺอื่น อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

إِنَّا جَعَلْنَاهُ قُرْآَنًا عَرَبِيًّا لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ

แท้จริงเราได้ทำให้คัมภีร์เป็นกุรอานภาษาอรับ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา
(สูเราะฮฺอัซ-ซุครุฟ 43 : 3)

อายะฮฺนี้ก็เช่นกัน คือ อายะฮฺได้อธิบายว่า อัล-กุรอานนั้นถูกประทานลงด้วยเป็นภาษาอรับ ที่เข้าใจได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องการการตีความไปยังความหมายอื่น
และอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ยังสั่งใช้ให้เราปฏิบัติสิ่งที่อัลลอฮได้ทรงประทานลงมา หมายความว่า ให้สอดคล้องกับที่เราเข้าใจได้ในห้วงความคิดของตนเอง อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

اتَّبِعُوا مَا أُنْزِلَ إِلَيْكُمْ مِنْ رَبِّكُمْ وَلَا تَتَّبِعُوا مِنْ دُونِهِ أَوْلِيَاءَ

พวกเจ้าจงปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้าจากพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด
(สูเราะฮฺ อัล-อะอฺร็อฟ 7 : 3)

เมื่ออัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงประทานอัล-กุรอานเป็นภาษาอรับเพื่อให้ง่ายต่อการใคร่ครวญและเข้าใจ แล้วอัลลอฮก็สั่งใช้ให้ปฏิบัติตามมั้ง ดังนั้น จำเป็นสำหรับเราที่จะต้องเข้าใจอายะฮฺต่างๆที่มีอย่างตรงไปตรงมา ให้สอดคล้องเหมาะสมกับความหมายในภาษาอรับ เว้นแต่ชะรีอะฮฺจะมีประสงค์เป็นอื่นไป(คือ ยกเว้นจะมีหลักฐานมาสนับสนุน-ยืนยันให้ตีความเป็นอื่นได้) เรื่องนี้ก็จะถูกนำไปใช้กับอายะฮฺอื่นๆที่กล่าวถึงคุณลักษณะของอัลลอฮเช่นกัน(เช่น เกี่ยวกับพระหัตถ์ , พระพักตร์ , การประทับเหนือบังลังก์ และอื่นๆ)
การยึดมั่นอย่างตรงไปตรงมากับหลักฐานที่กล่าวถึงคุณลักษณะของอัลลอฮนั้น คือสิ่งสำคัญที่เราต้องปฏิบัติ เพราะการชี้ไปยัง(หมายถึง การสรุป)คุณลักษณะของอัลลอฮนั้น จำเป็นต้องมีหลักฐาน ไม่มีช่องว่าง(โอกาส)สำหรับความคิดที่จะทำการอธิบายหรือระบุรายละเอียดของคุณลักษณะของอัลลอฮได้
หากมีใครกล่าวว่า “อย่าเข้าใจอายะฮฺที่พูดถึงคุณลักษณะของอัลลอฮอย่างตรงไปตรงมา เพราะมันมิใช่ความหมายที่แท้จริง?” เราตอบว่า “แล้วความหมายที่แท้จริงที่พวกท่านหมายถึงนั้น คืออะไรล่ะ?”

หนึ่ง หากพวกท่านหมายถึง การเข้าใจความหมายที่ระบุไว้ในหลักฐาน ด้วยการเข้าใจคุณลักษณะดังกล่าวของอัลลอฮอย่างสอดคล้องเหมาะสมกับพระองค์ โดยปราศจากการตัมษีลแล้วละก็ นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งนี้จำเป็นที่บ่าวทุกคนจะต้องน้อมรับและศรัทธา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่อัลลอฮจะอธิบายถึงคุณลักษณะต่างๆของพระองค์ แล้วสิ่งนั้นกลับมิใช่สิ่งที่พระองค์ประสงค์ และไม่ได้อธิบายมันแก่ปวงบ่าวของพระองค์
สอง หากความหมายที่แท้จริงที่หมายถึงนั้น คือ การเข้าใจคุณลักษณะของอัลลอฮด้วยการตัมษีล นี่ไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้อง และแท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงจากอัล-กิตาบและอัส-สุนนะฮฺที่ได้อธิบายถึงคุณลักษณะของอัลลอฮ เพราะการเข้าใจเช่นนี้นั่น คือ ความเข้าใจแห่งการปฏิเสธและเป็นโมฆะ อีกทั้งยังค้านกับหลักฐานและอิจญ์มาอ์(มติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์)ด้ว�“คุณลักษณะของอัลลอฮจำเป็นต้องถูกตีความ” สิ แท้จริงแล้ว มันเป็นคำชี้แจ้งที่ผิดไปจากอิจญ์มาอ์ โปรดพิจารณามติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์ ต่อไปนี้ให้ดีเถิด

การเข้าใจคุณลักษณะของออัลลอฮอย่างตรงไปตรงมานั้น คือ อิจญ์มาอ์(มติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์)

อัล-อิมาม อัล-ค็อฏฏอบีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “แนวทางการศรัทธาของสะลัฟต่อคุณลักษณะของอัลลอฮ คือ การยืนยันและเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาปฏิเสธการระบุรูปแบบ(กัยฟิยะฮฺ)ของคุณลักษณะดังกล่าว และพวกเขาจะไม่ทำการตัชบิฮฺ(การเปรียบเทียบคุณลักษณะของอัลลอฮกับคุณลักษณะของสิ่งถูกสร้าง)”[/color][4]

อัล-หาฟิซ อิบนุ อับดิลบัรรฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “อะฮฺลุสสุนนะฮฺมีมติเอกฉันท์กในการยืนยันคุณลักษณะของอัลลอฮตามที่มีอยู่ในอัล-กิตาบและอัส-สุนนะฮฺ พวกเขาเข้าใจมันตามความเป็นจริงของมัน และไม่เข้าใจมันด้วยการอุปมา-เปรียบเทียบ แต่พึงทราบเถิดว่า พวกเขาจะไม่กล่าวถึงรูปแบบของคุณลักษณะดังกล่าว(เช่น การจินตนาการภาพว่า พระหัตถ์ และพระพักตร์ หรือคุณลักษณะอื่นๆของอัลลอฮนั้นเป็นแบบไหน? อย่างไร?)
แตกต่างจากพวกญะฮฺมียะฮฺ , มุอฺตะซิละฮฺ และเคาะวาริจญ์ พวกเขาปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ พวกเขาจะไม่เข้าใจไปตามความหมายที่แท้จริงของมัน พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาที่ยืนยันในคุณลักษณะของอัลลอฮนั้นคือ มุตะชาบิหะฮฺ (พวกที่เปรียบเทียบอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้าง)
แต่สำหรับพวกที่ยืนยันในคุณลักษณะของอัลลอฮ(หมายถึง อะฮฺลุสสุนนะฮฺ)นั้น จะถือว่า พวกเขามุอฺตะซิละฮฺ(และอื่นๆ)นั่นแหล่ะที่ปฏิเสธอัลลอฮในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า”[5]

ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “บรรดาชนรุ่นแรกของอุมมะฮฺ(สะละฟุล อุมมะฮฺ)และอิมามทั้งหลายได้มีมติเอกฉันท์ว่า หลักฐานต่างๆที่กล่าวถึงคุณลักษณะของอัลลอฮนั้น จำเป็นต้องเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา ด้วยคุณลักษณะที่คู่ควรสำหรับพระองค์ โดยปราศจากการตะหฺรีฟ และพึงทราบไว้ว่า การเข้าใจคุณลักษณะของอัลลอฮอย่างตรงไปตรงมานั้น มิได้หมายความว่า เราได้ทำการเทียบเคียงอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้างแต่อย่างใด”[6]

แล้วทำไมเราถึงต้องเข้าใจหลักฐานต่างๆที่พูดถึงคุณลักษณะของอัลลอฮ(เช่น พระหัตถ์ , พระพักตร์ , ความโกรธกริ้ว , การประทับเหนืออรัช และอื่นๆ)อย่างตรงไปตรงมาด้วย

คำตอบ :

เป็นไปไม่ได้สำหรับอัลลอฮที่จะกล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วสิ่งนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ หรือมันกลับสวนทางกับความจริงของมัน โดยปราศจากคำอธิบาย(หรือคำชี้แจง)
การระบุคุณลักษณะสำหรับอัลลอฮนั้น ต้องมีหลักฐาน และการเบนความหมายของคุณลักษณะของพระองค์จากความหมายที่ปรากฏชัด(ในอายะฮฺหรือหะดีษ)นั้น ก็จำเป็นต้องมีหลักฐานเช่นกัน นี่คือมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ

คำใส่ไคล้ : การกำหนดคุณลักษณะของอัลลอฮ ถือเป็นการตัชบิฮฺ(การเปรียบเทียบอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้าง)

นี่คือคำใส่ไคล้อื่นอีกประการหนึ่งจากอบูสะละฟีย์ในบทความบางบทของเขาต่อผู้ที่เชื่อว่า อัลลอฮทรงประทับอยู่เหนือชั้นฟ้า เขากล่าวว่า พวกที่เชื่อในคุณลักษณะเช่นนั้น ถือเป็น มุญัสสิมะฮฺ หรือ มุชับบิหะฮฺ หมายถึง พวกเขาที่เปรียบเทียบอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้าง

และนี่คือสิ่งที่ท่านอะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ได้กำหนดเกณฑ์(คุณลักษณะของพวกเขามุอฺตะซิละฮฺและญะฮฺมิยะฮฺ)เอาไว้ โดยท่านได้กล่าวว่า “พวกมุอฺตะซิละฮฺ , ญะฮฺมิยะฮฺ และพวกที่คล้ายคลึงพวกเขาที่ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮนั้น พวกเขากล่าวว่า ทุกคนที่กำหนด(เชื่อใน)คุณลักษณะสำหรับอัลลอฮนั้น ถือเป็นมุญัสสิมะฮฺ หรือมุชับบิหะฮฺ ใช่เพียงแค่นั้น บางคนในหมู่พวกเขายังกล่าวว่า บรรดาอิมามคนสำคัญที่มีชื่อเสียง(เช่น อิมามมาลิก , อิมามชาฟิอีย์ , อิมามอะหฺมัด และผู้เจริญรอยตามพวกท่าน)เป็นมุญัสสิมะฮฺหรือมุชับบิหะฮฺ”
นี่คือเจ้าของบล๊อกอบูสะละฟีย์ผู้เจริญรอยตามแนวทางมุอฺตะซิละฮฺและญะฮฺมิยะฮฺ ไม่แตกต่างอะไรเลยระหว่างเขากับคนกลุ่มนั้น แต่สบายใจเถิด อัลหัมดุลิลลาฮ คำใส่ไคล้เช่นนี้ ถูกตอบโต้จากบรรดาอุละมาอ์รุ่นก่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พิจารณาคำกล่าวของพวกเขาต่อไปนี้ให้ดีเถิด

ท่านนุอัยมฺ บิน หัมมาด อัล-หาฟิซ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ผู้ใดเปรียบเทียบอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้าง เขาเป็นกาฟิร ผู้ใดปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮที่พระองค์ทรงกำหนดให้แก่พระองค์เอง เขาเป็นกาฟิร แต่ทว่า การกำหนดคุณลักษณะตามที่พระองค์ทรงกำหนดให้แก่พระองค์เอง หรือที่เราะสูลของพระองค์ได้ทรงกำหนด(แจ้ง)ไว้นั้น ไม่ใช่การตัชบิฮฺ”

ท่านอิสหาก บิน เราะหุวะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ที่เรียกว่าตัชบิฮฺ คือ เมื่อเรากล่าวว่า ‘พระหัตถ์ของอัลลอฮเหมือนกับมือของเรา หรือการได้ยินของพระองค์เหมือนกับการได้ยินของเรา’ นี่แหล่ะที่เรียกว่า ตัชบิฮฺ แต่ทว่า หากเรากล่าวตามสิ่งที่อัลลอฮทรงตรัสเอาไว้ คือ กล่าวว่า อัลลอฮทรงมีพระหัตถ์ การได้ยิน และการมองเห็น และเราไม่กล่าวว่า ‘ลักษณะพระหัตถ์ของพระองค์เป็นอย่างไร?’ และไม่กล่าวว่า ‘คุณลักษณะของอัลลอฮนั้นเหมือนกับคุณลักษณะของเรา’ เช่นนี้ ไม่ใช้การตัชบิฮฺ เพราะพึงทราบเถิดว่า อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
(สูเราะฮฺอัช-ชูรอ 42 : 11)


ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “หากการเชื่อในการอยู่เหนือ(สิ่งถูกสร้างทั้งมวล)สำหรับอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา หมายถึงการตัชบิฮฺ ทุกคนที่เชื่อในคุณลักษณะอื่นๆสำหรับอัลลอฮ เช่น การเชื่อว่าอัลลอฮทรงอำนาจ , อัลลอฮทรงได้ยิน หรืออัลลอฮทรงมองเห็น คนที่เชื่อเช่นนี้ ก็จะต้องถูกเรียกว่าเป็นมุชับบิหะฮฺด้วย แต่ทว่า ไม่มีมุสลิมคนใดในวันนี้ที่อ้างตนเป็นอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ กล่าวว่า ผู้ที่เชื่อในคุณลักษณะดังกล่าวสำหรับอัลลอฮนั้น เป็นมุชับบิหะฮฺ ซึ่งต่างจากพวกที่ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ นั่นคือ พวกมุอฺตะซิละฮฺ”[7]

สรปแล้ว หากเราที่กล่าวว่า อัลลอฮทรงประทับอยู่เหนือชั้นฟ้า เป็นพวกมุชับบิหะฮฺ ดังนั้นท่านก็จะต้องกล่าวแก่คนที่เชื่อในคุณลักษณะแห่งการได้ยิน การมองเห็น และการมีอยู่ของอัลลอฮ ว่าเป็นมุชับบิหะฮฺด้วย เพราะคุณลักษณะเหล่านี้ ก็มีอยู่กับสิ่งถูกสร้างเช่นกัน แต่ว่า แน่นอน ท่านจะหลีกหนี และไม่กล่าวเช่นนั้น

ดังนั้น การที่เรากล่าวว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล นั่นมิได้หมายความว่า อัลลอฮทรงเหมือนกับสิ่งถูกสร้าง ดังนั้นเราจึงไม่ใช่มุชับบิหะฮฺ ดังที่ท่านอ้าง(ใส่ร้าย)

คนที่ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ หรือกล่าวว่า ‘อัลลอฮมิได้อยู่เหนือชั้นฟ้า’ เพราะ(เชื่อว่า)เรามิอาจเข้าใจอายะฮฺต่างๆที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาได้ แต่ต้องเข้าใจตามความอื่น(ที่ได้ตีความไป) พวกเขานั่นแหล่ะคือมุชับบิหะฮฺ? การใส่ร้ายนี้ก็จะกลับกัน?

หลักฐานก็คือ พึงทราบไว้ว่า ทุกๆคนที่ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮนั้น พวกเขาได้ทำการปฏิเสธก่อนที่จะทำการเปรียบเทียบคุณลักษณะของอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้าง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการคิดว่า “หากเรายืนยันในคุณลักษณะแห่งพระหัตถ์ , พระพักตร์ และคุณลักษณะอื่นๆแก่อัลลอฮ นี่เท่ากับว่า เราได้ทำการเปรียบเทียบอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้าง”

และเพื่อให้คุณลักษณะของอัลลอฮไม่เหมือนกับสิ่งถูกสร้าง พวกเขาจึงปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ คือ ปฏิเสธคุณลักษณะพระหัตถ์ , พระพักตร์ และคุณลักษณะอื่นๆ นี่คือความคิดเริ่มแรกของพวกมุอ์ฏิละฮฺ(พวกปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ )จนกระทั่งบรรดาอุละมาอ์กล่าวว่า “กุลลุ มุอ์ฏีล มุชับบิฮฺ” หมายถึง ทุกคนที่ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮนั้น คือผู้ที่เปรียบเทียบอัลลอฮกับสิ่งถูกสร้าง(ทำการตัชบิฮฺ) เพราะกลัวที่จะเปรียบเทียบอัลลอฮ สุดท้ายพวกเขาจึงปฏิเสธคุณลักษณะของพระองค์ แล้วใครล่ะ คือมุชับบิหะฮฺ หรือมุญัสสิมะฮฺตัวจริง?

ในตอนต่อไปของบทความเรื่องนี้ เราจะนำเสนอเสนอหลักฐานต่างๆจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺเกี่ยวกับการประทับของอัลลอฮเหนือชั้นฟ้า
อัลลอฮเท่านั้นที่ทรงประทานเตาฟีก ขออัลลอฮประทานความง่ายดายในการนำเสนอบทความตอนต่อไป
________________________________________
[1] อัล-อะกีดะฮฺ อัล-วาสิฏียะฮฺ , อะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ อิบนุ ตัยมียะฮฺ , หน้า 8 , ดารุลอะกีดะฮฺ , พิมพ์ครั้งที่ 1 , ปีฮิจเราะฮฺที่ 1426
[2] อะกอวิลุษ ษิกูต ฟี ตะอ์วีลิล อัสมาอ์ วัศ-ศิฟาต วัล-อายาติ อัล-มุหฺกะมาต วัล-มุตะชาบิหาต , มัรอีย์ บิน ยูสุฟ อัล-หัมบะลีย์ อัล-มักดิสีย์ , ตรวจทานโดย ชุอัยบฺ อัล-อัร-เนาษฺ , หน้า 234 , มุอัสสะสะฮฺ อัร-ริสาละฮฺ , พิมพ์ครั้งที่ 1 , ปีฮิจเราะฮฺที่ 1406
[3] คำอธบายนี้ เรานำมาจาก ตักรีบุต ตัดมูริยะฮฺ , ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน , หน้า 45-46 , ดารุล อาษาร , พิมพ์ครั้งที่ 1 , ปีฮิจเราะฮฺที่ 1422
[4] ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ ลิล อะลิยยิล เฆาะฟาร , อัล-หาฟิซ ชัมสุดดีน อัซ-ซะฮะบีย์ , ตรวจทานโดย ชัยคฺ มุหัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ , หน้า 38 , อัล-มักตับ อัล-อิสลามีย์ , พิมพ์ครั้งที่ 2 , ปีฮิจเราะฮฺที่ 1412
[5] อ้างแล้ว
[6] ตักรีบุต ตัดมูรียะฮฺ หน้า 46
[7] ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หน้า 67« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 12, 2012, 08:09:37 am โดย zunnur@islamicsibling » บันทึกการเข้า
http://www.fityatulhaq.net/forum/index.php?topic=2845.0

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย asan เมื่อ Fri May 18, 2012 9:47 am, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri May 18, 2012 9:23 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ตอนที่ 2

1,000 หลักฐานบ่งชี้ว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล


มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ การสถาพรและความศานติมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮ และครอบครัวของท่าน และเศาะหาบะฮฺของท่าน และผู้ปฏิบัติตามพวกท่านด้วยความดีงาม จวบจนวันกิยามะฮฺ

ต่อไปนี้ เราจะนำเสนอหลักฐานต่างๆที่กล่าวว่า อัลลอฮทรงประทับอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหมด เพื่อเป็นการตอบโต้อบูสะละฟีย์ที่สร้างความสงสัยและเคลือบแคลงใจแก่ความเชื่อเช่นนี้ โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดช่วยเหลือข้าพระองค์ให้ได้รับความพึงพอพระทัยจากพระองค์ด้วย

อุละมาอ์คนสำคัญของมัซฮับชาฟิอีย์ระบุว่ามีหลักฐาน 1,000 ชิ้น

มากมายเหลือเกินผู้ที่อ้างตนเป็นชาฟิอิยยะฮฺ(ผู้ปฏิบัติตามมัซฮับชาฟิอีย์) แต่กลับห่างไกลเหลือเกินจากอะกีดะฮฺ-หลักความเชื่อที่บรรดาอุละมาอ์ชาฟิอิยยะฮฺยึดถือกัน โปรดพิจารณาสิ่งที่ท่านอะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ นำเสนอต่อไปนี้ให้ดี

قَالَ بَعْضُ أَكَابِرِ أَصْحَابِ الشَّافِعِيِّ : فِي الْقُرْآنِ " أَلْفُ دَلِيلٍ " أَوْ أَزْيَدُ : تَدُلُّ عَلَى أَنَّ اللَّهَ تَعَالَى عَالٍ عَلَى الْخَلْقِ وَأَنَّهُ فَوْقَ عِبَادِهِ . وَقَالَ غَيْرُهُ : فِيهِ " ثَلَاثُمِائَةِ " دَلِيلٍ تَدُلُّ عَلَى ذَلِكَ

“อุละมาอ์คนสำคัญของมัซฮับชาฟิอีย์บางส่วนกล่าวว่า ในอัล-กุรอานพบ 1,000 หลักฐานหรือมากกว่านั้นที่บ่งชี้ว่า อัลลอฮทรงประทับอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล และส่วนหนึ่งของพวกเขากล่าวว่า มี 300 หลักฐานที่ชี้ชัดถึงเรื่องนี้”[1]

จำนวนมากจริงๆที่อ้างต้นเป็นชาฟิอิยยะฮฺ แต่กลับปฏิเสธ เมื่อ(มีหลักฐาน)ปรากฏชัดว่า อัลลอฮทรงประทับอยู่ข้างบน ทั้งๆที่ความเชื่อนี้ได้รับการสนับสนุนด้วย 1,000 หลักฐาน น่าแปลกใจจริงๆ!

หลักฐานที่เข้มแข็งจากอัล-กุรอานและหะดีษอัน-นะบะวีย์

ต่อไปนี้ เราจะได้พบกับหลักฐานต่างๆที่เราได้นำมาจากการนำเสนอของท่านอิบนุ อบิลอิซซฺ อัล-หะนะฟีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ในชัรหฺ อัล-อะกีดะฮฺ อัฏ-เฏาะหาวิยะฮ�“หลักฐานต่างๆที่ชัดเจนชี้ชัดว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล หลักฐานต่างๆเหล่านี้มีมากจนอาจจะถึง 20 ชนิดหลักฐาน”[3]

นี่เพียงแค่ชนิดของหลักฐานที่บ่งชี้การอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหมดของอัลลอฮเท่านั้น ยังไม่รับจำนวนหลักฐานจากชนิดของหลักฐานดังกล่าวเลย หากชนิดหลักฐานดังกล่าวได้ถูกแจกแจงรายละเอียดแล้ว ก็อาจจะได้จำนวน 1,000 หลักฐานดังที่อุละมาอ์มัซฮับชาฟิอีย์ได้กล่าวไว้ข้างต้นเป็นแน่ ต่อจากนี้ เราจะนำเสนอชนิดของหลักฐานที่ท่านอิบนุ อบิลอิซซฺ ได้กล่าวไว้ และเราเพิ่มเติม(นำเสนอ)ตัวอย่างหลักฐานด้วย หวังว่าสิ่งนี้จะช่วยเปิดหัวใจแก่เจ้าของบล๊อกอบูสะละฟีย์ที่คอยสร้างความสับสันในเรื่องนี้

หนึ่ง หลักฐานชัดแจ้งที่ชี้ชัดว่า อัลลอฮทรงอยู่ข้างบน โดยการใช้คำว่า “เฟากอ” และนำหน้าด้วยคำว่า “มิน” เช่นดำรัสของอัลลอฮที่ว่า

يَخَافُونَ رَبَّهُم مِّن

พวกเขากลัวพระเจ้าของพวกเขา ที่อยู่เหนือพวกเขา
(สูเราะฮฺอัน-นะหลฺ 16 : 50)

สอง หลักฐานชัดเจนที่บอกว่า อัลลอฮทรงอยู่ข้างน ด้วยการใช้คำว่า “เฟากอ” โดยไม่มีคำว่า “มิน” นำหน้า เช่น อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَهُوَ الْقَاهِرُ فَوْقَ عِبَادِهِ

และพระองค์คือผู้ทรงอำนาจ อยู่เหนือปวงบ่าวของพระองค์
(สูเราะฮฺอัล-อันอาม 6 : 18 , 61)

สาม หลักฐานชัดแจ้งที่บอกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นไปยังพระองค์ ด้วยการใช้คำว่า “ตะอฺรุญู” เช่น ดำรัสของอัลลอฮ ที่ว่า

تَعْرُجُ الْمَلَائِكَةُ وَالرُّوحُ إِلَيْهِ

มลาอิกะฮฺและอัร-รูหฺ(ญิบรีล) จะขึ้นไปหาพระองค์
(สูเราะฮฺอัล-มะอาริจญ์ 70 : 4)

สี่ หลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นไปยังพระองค์ ด้วยการใช้คำว่า “เศาะอะดา-ยัศอะดู” นี่ย่อมบ่งชี้ว่า อัลลอฮทรงอยู่ข้างบนและเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรงอยู่ข้างล่างเช่นเดียวกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ดังเช่นที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า

إِلَيْهِ يَصْعَدُ الْكَلِمُ الطَّيِّبُ

คำกล่าวที่ดีย่อมจะขึ้นไปสู่พระองค์
(สูเราะฮฺฟาฏิร 35 : 10)

และยังมีตัวอย่างจากหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากท่านอิบนุอุมัร ท่านเราะสูลกล่าวว่า

اِتَّقُوْا دَعْوَةَ المَظْلُوْمِ فَإِنَّهَا تَصْعُدُ إِلَى اللهِ كَأَنَّهَا شَرَارَةٌ

“จงระวังการวิงวอนขอของผู้ถูกอธรรม (เพราะ)คำวิงวอนนั้นจะขึ้นไปยังอัลลอฮดังเช่นประกายไฟ�“ดั่งเช่นประกายไฟ” คือ ถึงอย่างรวดเร็ว เพราะนี่คือดุอาอ์ของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์คับขัน(ต้องการอย่างเร่งด่วน)[5]

ห้า หลักฐานชัดเจนที่ชี้ชัดว่า สิ่งถูกสร้างบางอย่างถูกยกขึ้นไปยังพระองค์ ด้วยการใช้คำว่า “เราะฟะอา” สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ถูกยกขี้นไปยังอัลลอฮ ย่อมบ่งชี้ว่า อัลลอฮทรงอยู่ข้างบน

อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

بَلْ رَفَعَهُ اللَّهُ إِلَيْهِ

หามิได้ อัลลอฮได้ทรงยกเขา (อีซา) ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก
(สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 158)

เช่นกัน อัลลอฮทรงตรัสว่า

إِذْ قَالَ اللَّهُ يَا عِيسَى إِنِّي مُتَوَفِّيكَ وَرَافِعُكَ إِلَيَّ

จงลำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ ตรัสว่าโอ้อีซา! ข้าจะเป็นผู้รับเจ้าไปพร้อมด้วยชีวิตและร่างกายของเจ้า และจะเป็นผู้ยกเจ้าขึ้นไปยังข้า
(สูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 3 : 55)

ห้า หลักฐานชัดเจนที่กล่าวว่า อัลลอฮทรง “อุลุวฺ” อย่างแน่นอน. ความ อุลุวฺ ของอัลลอฮนี้ หมายถึงความสูงส่งในเชิงซาต(หมายถึง อาตมันของอัลลอฮทรงอยู่ข้างบนเหนือทุกสรรพสิ่ง) ส่วนคำว่า ก็อดรฺ หมายถึง อัลลอฮทรงสูงส่งในความประสงค์ของพระองค์ และคำว่า ชัรฟฺ หมายถึง อัลลอฮทรงสูงส่งในคุณลักษณะต่างๆของพระองค์ ดังที่อัลลอฮทรงตรัสไว้ว่า

وَهُوَ الْعَلِيُّ الْعَظِيمُ

และพระองค์ทรงสูงส่ง อีกทั้งทรงยิ่งใหญ่
(สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 255)

และเช่นเดียวกัน ในอายะฮฺ

وَهُوَ الْعَلِيُّ الْكَبِيرُ

และพระองค์เป็นผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงยิ่งใหญ่
(สูเราะฮฺสะบะอ์ 34 : 23)

إِنَّهُ عَلِيٌّ حَكِيمٌ

ท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงปรีชาญาณ
(สูเราะฮฺอัช-ชูรอ 42 : 51)

และบ่อยครั้งที่เรากล่าวซิกรฺขณะสุญูดว่า

سُبْحَانَ رَبِّىَ الأَعْلَى

มหาบริสุทธิ์ยิ่งพระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ผู้ทรงสูงส่� “สูงส่ง-สูงสุด” นี้ คือส่วนหนึ่งจากหลักฐานที่บ่งชี้ว่า อาตมันของอัลลอฮนั้นทรงสูงส่ง หมายถึง อัลลอฮทรงอยู่ข้างบน

เจ็ด หลักฐานที่กล่าวว่า อัล-กิตาบ(อัล-กุรอาน)ถูกประทานลงมาจากพระองค์ สิ่งหนึ่งที่ถูกประทานลงมา ย่อมมาจากข้างบนสู่ข้างล่าง อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า

تَنْزِيلُ الْكِتَابِ مِنَ اللَّهِ الْعَزِيزِ الْحَكِيمِ

คัมภีร์นี้เป็นการประทานลงมาจากอัลลอฮ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ
(สูเราะฮฺอัซ-ซุมัร 39 : 1)

تَنْزِيلُ الْكِتَابِ مِنَ اللَّهِ الْعَزِيزِ الْعَلِيمِ

คัมภีร์นี้เป็นการประทานลงมาจากอัลลอฮ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้
(สูเราะฮฺฆอฟิร 40 : 2)

تَنْزِيلٌ مِنَ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ

(อัลกุรอานนี้) เป็นการประทานลงมาจากพระผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
(สูเราะฮฺฟุศศิลัต 41 : 2)

تَنْزِيلٌ مِنْ حَكِيمٍ حَمِيدٍ

เป็นการประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
(สูเราะฮฺฟุศศิลัต 41 : 42)

قُلْ نَزَّلَهُ رُوحُ الْقُدُسِ مِنْ رَبِّكَ بِالْحَقِّ

จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด วิญญาณบริสุทธิ์ได้นำมัน(โองการอัลกุรอาน)ลงมาจากพระเจ้าของเจ้าด้วยความจริง
(สูเราะฮฺอัน-นะหลฺ 16 : 102)

إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةٍ مُبَارَكَةٍ إِنَّا كُنَّا مُنْذِرِينَ

แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ แท้จริงเราเป็นผู้ตักเตือน
(สูเราะฮฺอัด-ดุคอน 44 : 3)

แปด หลักฐานชัดเจนที่ชี้ชัดเป็นการเฉพาะว่า สิ่งถูกสร้างบางชนิดมีอยู่ ณ ที่พระองค์ และสิ่งนี้ย่อมบ่งชี้ว่า สิ่งถูกสร้างบางชนิดอยู่ใกล้ชิดอัลลอฮมากกว่าสิ่งถูกสร้างชนิดอื่น เช่นในดำรัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ว่า

إِنَّ الَّذِينَ عِنْدَ رَبِّكَ

แท้จริงบรรดา ผู้ที่อยู่ที่พระเจ้าของเจ้านั้น...
(สูเราะฮฺอัล-อะอฺร็อฟ 7 : 206)

และเช่นเดียวกัน ในดำรัสของอัลลอฮ ที่ว่า

وَلَهُ مَنْ فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ وَمَنْ عِنْدَهُ

และเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และผู้ที่อยู่ ณ ที่พระองค์(หมายถึง มลาอิกะฮฺ)
(สูเราะฮฺอัล-อัมบิยาอ์ 21 : 19)

ดูอายะฮฺเหล่านี้สิ อัลลอฮได้สร้างความแตกต่างระหว่างคำว่า “ละฮู มัน...” ที่บ่งชี้ถึงการครอบครองทั้งหมดของอัลลอฮ(คือ อยู่กับอัลลอฮทั้งหมด) และคำว่า “มัน อินดะฮู...” ซึ่งบอกว่ามลาอิกะฮฺและบ่าวของพระองค์อยู่ ณ ที่พระองค์เป็นการเฉพาะ

อีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า

لَمَّا قَضَى اللَّهُ الْخَلْقَ كَتَبَ فِى كِتَابِهِ ، فَهْوَ عِنْدَهُ فَوْقَ الْعَرْشِ إِنَّ رَحْمَتِى غَلَبَتْ غَضَبِى

“ครั้นที่อัลลอฮทรงกำหนดแก่สิ่งถูกสร้างของพระองค์นั้น พระองค์ทรงบันทึกลงในบันทึกของพระองค์ ซึ่งมันอยู่เหนือบัลลังก์ ว่า : แท้จริง ความเมตตาของข้ามาก่อนความโกรธกริ้วของข้า�เก้า หลักฐานชัดเจนที่กล่าวว่า “อัลลอฮ ฟิส สะมาอ์” สำหรับอะฮฺลิสสุนนะฮฺแล้ว ความหมายของคำว่า “ฟิส สะมาอ์” ในที่นี้มีสองความหมาย

1-คำว่า “ฟี” ในที่นี้หมายถึง “อะลา” หมายถึง อยู่เหนือ/อยู่ข้างบน คำว่า “ฟิส สะมาอ์” จึงหมายถึง อยู่เหนือฟากฟ้า
2-คำว่า “สะมาอ์” ในที่นี้หมายถึง อัล-อุลุวฺ(ความสูง) คำว่า “ฟิส สะมาอ์” ก็จะหมายถึง อยู่ที่สูง

ทั้งสองความหมายข้างต้นนั้นมิได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด และอย่าใดเข้าใจว่า คำว่า “ฟิส สะมาอ์” หมายถึง ทรงอยู่ในฟากฟ้า ดังที่คนบางกลุ่มเข้าใจ คำว่า “ฟิส สะมาอ์” นั้นมีความหมายเป็นไปตามที่เราได้อธิบายไว้แล้วข้างต้น

ตัวอย่างหลักฐานดังกล่าว ก็คือคำตรัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ที่ว่า

أَأَمِنْتُمْ مَنْ فِي السَّمَاءِ أَنْ يَخْسِفَ بِكُمُ الْأَرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ

พวกเจ้าจะปลอดภัยละหรือ จากการที่พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้า(หมายถึง ทรงสถิตอยู่เหนือฟากฟ้า)จะให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าแล้วขณะนั้นมันจะหวั่นไหว
(สูเราะฮฺอัล-มุลกฺ 67 : 16)

และในหะดีษ

الرَّاحِمُونَ يَرْحَمُهُمُ الرَّحْمَنُ ارْحَمُوا أَهْلَ الأَرْضِ يَرْحَمْكُمْ مَنْ فِى السَّمَاءِ

“ผู้ที่เมตตาจะได้รับความเมตตาจากผู้ทรงเมตตา (ดังนั้น)จงเมตตาต่อชาวโลกเถิด (แล้ว)แล้วผู้ที่อยู่ ณ ฟากฟ้า(อัลลอฮ)ก็จะเมตตาพวกท่าน�สิบ หลักฐานชัดเจนที่กล่าวว่า อัลลอฮทรง อิสตะวา(ประทับ)บนอรัช. อรัช-บัลลังก์ คือ สิ่งถูกสร้างของอัลลอฮที่อยู่สูงที่สุด ตัวอย่างในเรื่องนี้ เช่นในอายะฮฺที่ว่า

الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى

ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์
(สูเราะฮฺฏอฮา 20 : 5)


สิบเอ็ด หลักฐานที่บ่งชี้ว่า บัญญัติให้ยกมือเมื่อขอดุอาอ์ ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า

إِنَّ رَبَّكُمْ تَبَارَكَ وَتَعَالَى حَيِىٌّ كَرِيمٌ يَسْتَحْيِى مِنْ عَبْدِهِ إِذَا رَفَعَ يَدَيْهِ إِلَيْهِ أَنْ يَرُدَّهُمَا صِفْرًا

“แท้จริง พระผู้อภิบาลของพวกท่าน ตะบาเราะกะ วะตะอาลา ทรงละเอียดและมีเกียรติยิ่ง พระองค์ทรงละอายต่อปวงบ่าวของพระองค์ เมื่อบ่าวยกมือ(วิงวอนขอ)ต่อพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงคืนแก่มัน(มือทั้งสอง)ในสภาพที่ว่างเปล่า�สิบสอง หลักฐานที่บอกว่า อัลลอฮทรงเสด็จลงมายังชั้นฟ้าแห่งดุนยาในทุกค่ำคืน ทุกคนรับทราบว่า การลงมา ก็คือ การมาจากที่ข้างบนสู่ข้างล่าง ในเรื่องนี้ มีระบุอยู่ในหะดีษมุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ ว่า

يَنْزِلُ رَبُّنَا تَبَارَكَ وَتَعَالَى كُلَّ لَيْلَةٍ إِلَى السَّمَاءِ الدُّنْيَا حِينَ يَبْقَى ثُلُثُ اللَّيْلِ الآخِرُ يَقُولُ مَنْ يَدْعُونِى فَأَسْتَجِيبَ لَهُ مَنْ يَسْأَلُنِى فَأُعْطِيَهُ مَنْ يَسْتَغْفِرُنِى فَأَغْفِرَ لَهُ

“พระผู้อภิบาลของเรา ตะบาเราะกะ วะตะอาลา จะเสด็จลงมาในทุกค่ำคืนยังชั้นฟ้าดุนยา จงกระทั่งเมื่อเหลือเวลาหนึ่งในสามของช่วงท้ายของกลางคืน พระองค์จะตรัสว่า : ผู้ใดก็ตามที่วิงวอนต่อข้า ข้าจะตอบรับเขา ผู้ใดก็ตามขอจากข้า ข้าจะให้เขา ใครก็ตามที่ขออภัยโทษจากข้า ข้าจะอภัยให้เขา�สิบสาม แสดงสัญลักษณ์ด้วยการชี้ไปยังท้องฟ้า ซึ่งบ่งบอกว่า อัลลอฮทรงอยู่ข้างบน ดังที่มีปรากฏในรายงานของมุสลิทในหะดีษที่ยาว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้เมื่อผู้คนได้รวมตัวกันอย่างมากมาย ในวันที่ประเสริฐ และในสถานที่ที่ประเสริฐ

قَالُوا نَشْهَدُ أَنَّكَ قَدْ بَلَّغْتَ وَأَدَّيْتَ وَنَصَحْتَ. فَقَالَ بِإِصْبَعِهِ السَّبَّابَةِ يَرْفَعُهَا إِلَى السَّمَاءِ وَيَنْكُتُهَا إِلَى النَّاسِ ; اللَّهُمَّ اشْهَدِ اللَّهُمَّ اشْهَدْ ثَلاَثَ مَرَّاتٍ

ผู้คนที่มาชุมนุมกล่าวว่า “เราเป็นพยานว่า ท่านได้ทำการเผยแพร่ ปฏิบัติ และมอบคำตักเตือนแล้ว” ท่าน(นบี)จึงกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วชี้ของท่านไปยังฟากฟ้า ว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดเป็นพยาน โอ้อัลลอฮ โปรดเป็นพยาน” (ท่านกล่าวสามครั้ง)[11]


สิบสี่ หลักฐานที่กล่าวว่า “อัยนัลลอฮ-อัลลอฮอยู่ที่ไหน?” ตัวอย่างคือ หลักฐานจากหะดีษที่รายงานโดยท่านมุอาวิยะฮฺ บิน อัล-หะกัม อัส-สุลัยมีย์ ด้วยสำนวนของมุสลิม
ฉันมีทาสคนหนึ่งที่เคยเลี้ยงแพะของฉันในพื้นที่ระหว่างอุฮุดและอัล-ญะวานิยยะฮฺ วันหนึ่งเขาได้กระทำความผิดบางอย่าง เขาได้ออกโดยเอาแพะไปตัวหนึ่ง ฉันเป็นมนุษย์ธรรมดา แน่นอนว่าต้องมีอารมณ์โกรธ ฉันจึงตบหน้าเขา แล้วท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็มา(เห็น) และสิ่งนี้ทำให้ฉันกังวลใจ ฉันจึงอธิบายกับท่านว่า ‘โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ ฉันควรปล่อยทาสของฉันคนนี้เป็นอิสระไหม?’ ‘พาเขามาหาฉัน’ ท่านเราะสูลุลลอฮฯ กล่าว ฉันจึงรีบพาเขามาหาท่าน แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้ถามทาสของฉันคนนี้ว่า

أَيْنَ اللَّهُ

“อัลลอฮอยู่ที่ไหน?”

เขาตอบว่า

فِى السَّمَاءِ

“อยู่เหนือฟากฟ้า”

แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ถามต่อไปอีกว่า “ฉันคือใคร?” ทาสของฉันตอบว่า “ท่านคือศาสนฑูตของอัลลอฮ”
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

أَعْتِقْهَا فَإِنَّهَا مُؤْمِنَةٌ

“ปล่อยเขาให้เป็นอิสระเถิด แท้จริงเขาคือผู้ศรัทธา”[12]

อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ กล่าวว่า “นี่คือความเห็นของฉัน ว่า ผู้ใดก็ตามที่ถูกถามว่า อัลลอฮอยู่ที่ไหน? ก็จะถูกฉายภาพให้แก่เขาด้วยธรรมชาติของเขาว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า ในรายงานนี้มี 2 เรื่องสำคัญ คือ [1]อนุญาตให้คนๆหนึ่งถามว่า ‘อัลลอฮอยู่ที่ไหน?’ แล�
แล้วท่านอัซ-ซะฮะบีย์ ก็กล่าวว่า “ผู้ใดปฏิเสธสองสิ่งนี้ หมายความว่า เขาได้สิ่งที่สวนทางท่านมุศเฏาะฟา(ท่านนบีมุหัมมัด) ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม”[13]


สิบห้า หลักฐานที่กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยืนยันความถูกของคนที่กล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเขาอยู่เหนือฟากฟ้า และท่านกล่าวว่า คนดังกล่าวคือผู้ศรัทธา ตัวอย่างก็คือ หะดีษที่กล่าวไว้ในข้อที่สิบสี่ข้างต้น


สิบหก หลักฐานที่บอกว่า อัลลอฮทรงเล่าถึงฟิรเอานฺใช้บันไดที่ขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเพื่อมองดูพระเจ้าของมูซา แล้วฟิรเอานฺก็ปฏิเสธของความเชื่อของมูซาเกี่ยวกับการมีอยู่ของอัลลอฮเหนือฟากฟ้า อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَقَالَ فِرْعَوْنُ يَا هَامَانُ ابْنِ لِي صَرْحًا لَعَلِّي أَبْلُغُ الْأَسْبَابَ (36) أَسْبَابَ السَّمَاوَاتِ فَأَطَّلِعَ إِلَى إِلَهِ مُوسَى وَإِنِّي لَأَظُنُّهُ كَاذِبًا

และฟิรเอานฺกล่าวว่า โอ้ฮามานเอ๋ย! จงสร้างหอสูงให้ฉันเพื่อฉันจะได้บรรลุถึงทางที่จะขึ้นไป ทางที่จะขึ้นไปสู่ชั้นฟ้าทั้งหลาย เพื่อฉันจะได้เห็นพระเจ้าของมูซา และแท้จริง ฉันคิดอย่างแน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนโกหก
(สูเราะฮฺฆอฟิร 40 : 36-37)

อิบนุ อบิลอิซซฺ กล่าวว่า “พวกญะฮฺมียะฮฺที่ปฏิเสธการอยู่สูงเหนือฟากฟ้าของซาต(อาตมัน)ของอัลลอฮนั้น แท้จริงแล้วพวกเขาคือผู้ปฏิบัติตามฟิรเอานฺ ส่วนผู้ที่ยืนยัน(เชื่อ)ในการอยู่สูงเหนือฟากฟ้าของซาตของอัลลอฮนั้น พวกเขาคือผู้เจริญรอยตามท่านนบีมูสาและเป็นผู้ปฏิบัติตามท่านนบีมุหัมมัด”[14]


สิบเจ็ด เรื่องราวที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เล่าไว้ว่า ท่านได้พบเจอกับนบีมูซา อะลัยฮิสลาม และพระองค์อัลลอฮ ครั้นเหตุการณ์อิสรออ์ มิอฺร็อจญ์ ขณะนั้นท่านต้องการขอลดเวลาการละหมาด ท่านจึงขึ้นไปหาอัลลอฮและกลับมายังนบีมูซาอีกครั้ง(ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งเวลาการละหมาดลดลงเหลือ 5 เวลาจาก 50 เวลา-ผู้แปล)[15]
เหตุการณ์อิสรออ์ มิอฺร็อจญ์ นี้ชี้ชัดมากกว่า อัลลอฮทรงอยู่ข้างบน


สิบแปด มีรูปแบบที่แตกต่างมากมายของหลักฐานจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺที่บ่งชี้ว่า ชาวสวรรค์จะมองเห็นอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา. ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ชาวสวรรค์จะมองเห็นอัลลอฮ ดั่งที่พวกเขามองเห็นดวงจันทร์ในคืนจันทร์เพ็ญ โดยปราศจากเมฆบดบัง ชาวสวรรค์มองเห็นอัลลอฮ และอัลลอฮทรงอยู่เหนือพวกเขา

ดังกล่าวนี้ คือ ตัวอย่างรูปแบบหลักฐานที่ยืนยันว่า อัลลอฮทรงอยู่สูงเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล และมิได้อยู่ทุกๆที่ ดังที่คนบางกลุ่มได้สร้าง(และเผยแพร่)ความสับสันและคลางแคลงใจ« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 12, 2012, 08:27:18 am โดย zunnur@islamicsibling » บันทึกการเข้า

http://www.fityatulhaq.net/forum/index.php?topic=2845.0

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri May 18, 2012 9:30 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วิพากษ์อบูสะละฟีย์

หลังจากที่ได้นำเสนอตัวอย่างหลักฐานจำนวนมากมายที่ยืนยันว่า อัลลอฮทรงอยู่สูงเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวลแล้วนั้น เราจะขอวิพากษ์ต่องานเขียนของอบูสะละฟีย์ ในหัวข้อที่มีชื่อว่า “วิพากษ์หลักเชื่อมั่นในเรื่องพระเจ้าของพวกวะฮฺฮาบีย์สะละฟีย์” เนื้อหาสำคัญก็คือ เขายืนยันว่า อัลลอฮทรงมีอยู่โดยปราศจากที่ประทับ หมายความว่า เขาปฏิเสธความเชื่อที่ว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้าด้วยกับข้อโต้แย้ง(เหตุผล)บางประการที่เขาได้นำเสนอขึ้นมา

วิพากษ์หนึ่ง

หนึ่งในคำโต้แย้งของอบูสะละฟีย์ ก็คือ เขาปฏิเสธความถูกต้อง(เศาะฮีหฺ)ของหะดีษญาริยะฮฺ หมายถึง หะดีษที่รายงานโดยท่านมุอาวิยะฮฺ บิน อัล-หะกัม อัส-สุลัยมีย์ ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ถามทาสของเขาว่า อัลลอฮอยู่ที่ไหน? โดยอ้างว่า หะดีษดังกล่าวนี้ มุฎเฏาะริบ(หมายถึง หะดีษที่รายงานจากหลายสายรายงานและแต่ละสายรายงานนั้น ความเข้มแข็งอยู่ในระดับเดียวกัน โดยไม่สร้างที่จะรวมหรือเสริมความเข็มแข็งให้แก่กันได้) จนกระทั่งได้กล่าวว่า คำถามที่ว่า อัลลอฮอยู่ที่ไหน? นั้น ไม่ใช่คำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แต่เป็นส่วนเพิ่มเติมจากผู้รายงาน!
สำหรับคำตอบนั้น แม้ว่าเราอยากจะชี้แจ้งถึงมุฎเฏาะริบที่เขาได้ตั้งข้อกังขาไว้ก็ตาม แต่เพื่อความรวบรัดของการวิพาก์นี้ เราขอตอบเพียงว่า หากหะดีษญาริยะฮฺที่ถามว่าอัลลอฮอยู่ที่ไหนนั้นเป็นหะดีษเฎาะอีฟ งั้นก็เก็บมันไหวเถิด แต่จะว่าอย่างไรกับหลักฐานอื่นๆ ทั้งจากอัล-กุรอานและหะดีษของท่านนบี ที่บ่งชี้อย่างชัดเจนที่สุดว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือสิ่งถูกสร้าง? จะเอาหลักฐานพวกนี้ไปไว้ที่ไหน? หรือว่าต้องถูกตีความอีก? หากต้องถูกตีความไปจากหลักฐานที่ยืนยันว่าอัลลอฮอยู่ข้างบนอีกล่ะก็....ก็เพียงพอแล้วกับคำโต้แย้งของเราที่ได้นำเสนอไปแล้วในตอนแรก เชิญกลับไปอ่านได้ในบทความตอนที่ 1

วิพากษ์สอง

เขายังกล่าวอีกว่า “ความเชื่อที่ว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้านั้น คือ ความเชื่อของฟิรเอานฺ ซึ่งอัล-กุรอานได้แฉเอาไว้ อัลลอฮทรงตรัสว่า

.وَ قالَ فِرْعَوْنُ يا هامانُ ابْنِ لي صَرْحاً لَعَلِّي أَبْلُغُ الْأَسْبابَ * أَسْبابَ السَّماواتِ فَأَطَّلِعَ إِلى إِلهِ مُوسى وَ إِنِّي لَأَظُنُّهُ كاذِباً وَ كَذلِكَ زُيِّنَ لِفِرْعَوْنَ سُوءُ عَمَلِهِ وَ صُدَّ عَنِ السَّبيلِ وَ ما كَيْدُ فِرْعَوْنَ إِلاَّ في تَبابٍ .

และฟิรเอานฺกล่าวว่า โอ้ฮามานเอ๋ย! จงสร้างหอสูงให้ฉันเพื่อฉันจะได้บรรลุถึงทางที่จะขึ้นไป ทางที่จะขึ้นไปสู่ชั้นฟ้าทั้งหลาย เพื่อฉันจะได้เห็นพระเจ้าของมูซา และแท้จริงฉันคิดอย่างแน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนโกหก เช่นนั้นแหละ การงานที่ชั่วช้าของเขาได้ถูกทำให้เพริศแพร้วแก่ฟิรเอานฺ และเขาถูกปิดกั้นจากแนวทาง (ของอัลลอฮ) และแผนการของฟิรเอานฺนั้นมิใช่อื่นนอกจากอยู่ในความหายนะ(สูเราะฮฺฆอฟิร 40 : 36-37)”

นี่เป็นการอรรถธิบายจากไหนกัน? มิใช่ว่าฟิรเอานฺหรอกหรือที่ปฏิเสธความเชื่อของนบีมูซาที่เชื่อว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า? ดังนั้น แท้จริงแล้ว ฟิรเอานฺต่างหากที่ปฏิเสธการอยู่เหนือชั้นฟ้าของอัลลอฮ แล้วไปเอามาจากไหนกันว่า นั่นคือความเชื่อของฟิรเอานฺ? แท้จริง นี่คือการใส่ร้ายที่หามีหลักฐานรองรับไม่! เขาไม่ได้ชี้หลักฐานสำหรับข้อใส่ไคล้นั้นเลย แต่เขาเข้าใจผิดอย่างมหันต์ อีกทั้งห่างไกลจากความเข้าใจอุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ ดั่งเช่นท่านอิบนุ อบิลอิซซฺ อัล-หะนะฟีย์ ด้วย!!

ลองพิจารณาคำกล่าวของท่านอิบนุ อบิลอิซซฺ เกี่ยวกับอายะฮฺดังกล่าวอีกครั้ง ท่านอิบนุ อบิลอิซซฺ กล่าวว่า “พวกญะฮฺมียะฮฺที่ปฏิเสธการอยู่สูงเหนือฟากฟ้าของซาต(อาตมัน)ของอัลลอฮนั้น แท้จริงแล้วพวกเขาคือผู้ปฏิบัติตามฟิรเอานฺ ส่วนผู้ที่ยืนยัน(เชื่อ)ในการอยู่สูงเหนือฟากฟ้าของซาตของอัลลอฮนั้น พวกเขาคือผู้เจริญรอยตามท่านนบีมูสาและเป็นผู้ปฏิบัติตามท่านนบีมุหัมมัด” และก่อนหน้านี้ ท่านอิบนุ อบิลอิซซฺ ก็ได้กล่าววา “ฟิรเอานฺนั้นปฏิเสธมูซาที่บอกว่า พระเจ้าของเขาอยู่เหนือชั้นฟ้า”[16]

ท่านอะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ ก็ได้กล่าวเช่นกันว่า

كَذَّبَ مُوسَى فِي قَوْلِهِ إنَّ اللَّهَ فَوْقَ السَّمَوَاتِ

“ฟิรเอานฺปฏิเสธมูซา ที่กล่าวว่า แท้จริง อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า”[17]

ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านก็ลองพิจารณาดูเถิดว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ปฏิบัติตามฟิรเอานฺ!!

เพื่อมิให้ตอนที่สองนี้ยาวเกินไป เราจะนำเสนอประเด็นต่างๆต่อไปในตอนที่สาม ยังมีชุบฮาตอีกมากมายที่จำเป็นต้องตอบโต้ ซึ่งเราจะคลี่คลายออกมาในตอนต่อไป ในตอนที่สามนั้น อินชาอัลลอฮ เราจะนำเสนอความเชื่อของบรรดาเศาะหาบะฮฺ , บรรดาอุละมาอ์มัซฮับ และอุละมาอ์คนอื่นๆที่สนับสนุน(ยืนยัน)ความเชื่อที่ว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างของพระองค์ทั้งมวล

ขออัลลอฮทรงประทานความง่ายดายในการนำเสนอต่อไป อัลลอฮเท่านั้นคือผู้ทรงประทานเตาฟีก



________________________________________
[1] ดู มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา , อะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ , 5/121 , ดารุล วะฟาอ์ , พิมพ์ครั้งที่ 3 , ปีฮิจเราะฮฺที่ 1426 และดูใน บะยานุ ตัลบีสิล ญะฮฺมียะฮฺ , อะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ , 1/555 , มัฏบะอะตุล หุกูมะฮฺ , พิมพ์ครั้งที่ 1 , ปีฮิจเราะฮฺที่ 1392
[2] ดู ชัรหฺ อัล-อะกีดะฮฺ อัฏ-เฏาะหาวียะฮฺ , อิบนุ อบิลอิซซฺ อัล-หะนะฟีย์ , คำนิยมโดย ดร.อับดุลลอฮ บิน อับดุลมุหฺสิน อัต-ตุรกีย์ และชุอัยบฺ อัล-อัรเนาษฺ , 2/437-442 , มุอัสสะสะฮฺ อัร-ริสาละฮฺ , พิมพ์ครั้งที่ 2 , ปีฮิจเราะฮฺที่ 1421
[3] บันทึกโดยอัล-หากิม , ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า หะดีษนี้เศาะฮีหฺ ใน สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะหีหะฮฺ หมายเลขที่ 871
[5] ฟัยดุล เกาะดีร ชัรหฺ อัล-ญามิอฺ อัศ-เศาะฆีร , อัล-มุนะวีย์ , 1/184 , เมากิอฺ ยะอฺสูบ
[6] บันทึกโดยมุสลิม หมายเลขที่ 772
[7] บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลขที่ 3194 และมุสลิม หมายเลขที่ 2751
[8] บันทึกโดยอบูดาวูด หมายเลขที่ 4941 และอัต-ติรมีซีย์ หมายเลขที่ 1924 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า หะดีษนี้เศาะฮีหฺ
[9] บันทึกโดยอบูดาวูด หมายเลขที่ 1488 ชัยคฺ อัล-อัลบานีนย์กล่าวไว้ใน เศาะฮีหฺ วะ เฎาะอีฟ สุนัน อบีดาวูด ว่า หะดีษนี้เศาะฮีหฺ
[10] บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลขที่ 1145 และมุสลิม หมายเลขที่ 758
[11] บันทึกโดยมุสลิม หมายเลขที่ 1218
[12] บันทึกโดยอะหฺมัด 5/447 , มาลิกในอัล-มุวัฏฏออ์ 666 , มุสลิม 537 , อบูดาวูด 3282 , อัน-นะสาอีย์ ในอัล-มุจญ์ตะบา 3/15 , อิบนุ คุซัยมะฮฺ 178-180 , อิบนุ อบีอาศิม ในอัส-สุนนะฮฺ 1/215 , อัล-ละลิกะอีย์ ในอุศูล อะฮฺลิสสุนนะฮฺ 3/392 , อัซ-ซะฮะบีย์ ในอัล-อุลุวฺ 81
[13] มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ , ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ , อัซ-ซะฮะบีย์ , ตรวจทานโดย ชัยคฺ มุหัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ , หน้า 81 , อัล-มักตับ อัล-อิสลามีย์ , พิมพ์ครั้งที่ 2 , 1412
[14] ชัรหฺ อัล-อะกีดะฮฺ อัฏ-เฏาะหาวียะฮฺ 2/441
[15] หะดีษ มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม
[16] ดู ชัรหฺ อัล-อะกีดะฮฺ อัฏ-เฏาะหาวียะฮฺ 2/441
[17] มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา 3/225


http://www.fityatulhaq.net/forum/index.php?topic=2845.0

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri May 18, 2012 9:35 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัลลอฮอยู่ที่ไหน?
ตอนที่ 3 : บรรดาเศาะหาบะฮฺและตาบิอีน เชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล
โดย มุหัมมัด อับดุฮฺ ตัวสิกัล
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ การสถาพรและความศานติมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮ และครอบครัวของท่าน และเศาหาบะฮฺของท่านทุกคน

ท่านผู้ติดตาม Rumaysho.com ที่อัลลอฮทรงเมตตาทุกท่าน ในตอนแรก เราได้นำเสนอไปแล้วเกี่ยวกับการเชื่อมั่นต่อพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ และในตอนที่สองนั้น เราได้นำเสนอหลักฐานต่างๆที่ยืนยันการประทับอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวลของอัลลอฮ
และในตอนที่สามนี้ เราจะนำเสนอหลักฐานผ่านรายงานของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และตาบิอีน ที่ยืนยันว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล ซึ่งเป็นหลักความเชื่อที่เป็นมติเอกฉันท์ของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ หวังว่า บทความนี้จะสามารถเปิดใจอบูสะละฟีย์และคนอื่นๆที่มีคล้ายคลึง ที่ยังคงสงสัยในการมีอยู่ของอัลลอฮเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวลของพระองค์

พยานหลักฐานจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม

หนึ่ง ท่านอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ยืนยันความถูกต้องของคนเลี้ยงแกะที่เชื่อว่า พระเจ้าของเขาทรงอยู่เหนือฟากฟ้า
ในหะดีษของซัยดฺ บิน อัสลัม เขากล่าวว่า

مر ابن عمر براع فقال هل من جزرة فقال ليس هاهنا ربها قال ابن عمر تقول له أكلها الذئب قال فرفع رأسه إلى السماء وقال فأين الله فقال ابن عمر أنا والله أحق أن أقول أين الله واشترى الراعي والغنم فأعتقه وأعطاه الغنم

(วันหนึ่ง)อิบนุ อุมัร เดินผ่านคนเลี้ยงแพะคนหนึ่ง แล้วเขาก็กล่าวว่า “มีสัตว์ตัวไหนเชือดได้บ้าง?” คนเลี้ยงแพะตอบว่า “เจ้าของมันไม่ได้อยู่ที่นี่” อิบนุ อุมัร กล่าวว่า “บอกกับเจ้าของไปว่า มีหมาป่ามากินมัน” คนเลี้ยงแพะจึงหันศรีษะ(ใบหน้า)ของตนเองไปยังท้องฟ้า พร้อมกับถามท่านอุมัรว่า “อัลลอฮอยู่ที่ไหน?” ท่านอิบนุ อุมัร ตอบไปว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันมีสิทธิ์มากกว่าที่จะถามท่านว่า อัลลอฮอยู่ที่ไหน?”

หลังจากที่ท่านอิบนุ อุมัรได้แลเห็นความศรัทธาของคนเลี้ยงแพะแล้ว ท่านจึงซื้อตัวเขามา พร้อมกับสัตว์เหล่านั้น(จากเจ้าของ) แล้วท่านอิบนุ อุมัรก็ปล่อยคนเลี้ยงแพะให้เป็นอิสระ และมอบสัตว์นั้นให้แก่เขา[1]

สอง ท่านอิบนุ อับบาส เชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งเจ็ด
ท่านอิบนุ อับบาส ได้พบเจอกับท่านหญิงอาอิชะฮฺก่อนจะเสียชีวิต ท่านอิบนุ อับบาส ถามว่า

كنت أحب نساء رسول الله صلى الله عليه وسلم ولم يكن يحب إلا طيبا وأنزل الله براءتك من فوق سبع سموات

“ท่านคือหญิงที่เป็นที่รักยิ่งของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านมิได้ถูกรักเว้นแต่เพราะความดีงาม(ที่มีอยู่ที่ตัวท่าน) และอัลลอฮยังประทานสิ่ง(หมายถึง อายะฮฺอัล-กุรอาน)ยืนยันความบริสุทธิ์ของท่านจากข้างบนเหนือชั้นฟ้าชั้นที่เจ็ดด้วย”[2]

และในรายงานอื่นๆ จากอิบนุล มุบาร็อก จากสุลัยมาน อัต-ตัยมีย์ จากนัฎเราะฮฺ ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า

ينادي مناد بين يدي الساعة أتتكم الساعة - فيسمعه الأحياء والأموات - ثم ينزل الله إلى السماء الدنيا

“ในวันกิยามะฮฺจะมีผู้ประกาศว่า ‘สิ่งใดหรือที่มากยังพวกท่านในวันกิยามะฮฺ?’ ผู้มีชีวิตและตายต่างได้ยินเรื่องดังกล่าว แล้วอัลลอฮก็ทรงเสด็จลงมายังชั้นฟ้าดุนยา”[3]

ในรายงานอื่นอีกเช่นกัน ท่านอิบนุ อับบาส กล่าวว่า

إذا نزل الوحي سمعت الملائكة صوتا كصوت الحديد

“ขณะที่วะฮีย์ลงมานั้น ฉันได้ยินเสียงมลาอิกะฮฺ เฉกเช่นเสียงของเหล็ก”[4]

หากกล่าวว่า วะฮีย์ถูกประทานลงมา และวะฮีย์นั้นมาจากอัลลอฮ นี่ย่อมบ่งชี้ว่า อัลลอฮทรงอยู่ข้างบน เพราะสิ่งหนึ่งที่ลงมานั้น ย่อมมาจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง

ผู้เขียนขอกล่าวว่า “ยังมีคำพูดของบรรดาเศาะหาบะฮฺอีกมากมายที่ชี้ว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า เหนืออรัชของพระองค์ ซึ่งสามารถเห็นได้จากหะดีษต่างๆที่พวกเขานำ(รายงาน)มา ที่เราได้นำเสนอไปในตอนที่สอง เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรที่บรรดาเศาะหาบะฮฺจะรายงานหะดีษดังกล่าวมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แต่พวกเขากลับไม่ได้เข้าใจและเชื่อตามนั้น”

พยานหลักฐานจากตาบิอีน เราะหิมะฮุมุลลอฮ

หนึ่ง ท่านกะอบฺ อัล-อะหฺบาร[5] เราะหิมะฮุลลอฮ ยอมรับในการพูดถึงการมีอยู่ของอัลลอฮในคัมภีร์เตารอต
จากกะอบฺ อัล-อะหฺบาร กล่าวว่า อัลลอฮ อัซซะ วะญัลละ ตรัสไว้ในเตารอตว่า

أنا الله فوق عبادي وعرشي فوق جميع خلقي وأنا على عرشي أدبر أمور عبادي ولا يخفى علي شيء في السماء ولا في الأرض

“แท้จริง ข้าคืออัลลอฮ ข้าอยู่เหนือปวงบ่าวทั้งมวลของข้า บัลลังก์ของข้าอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหมดของข้า ข้าอยู่เหนือบัลลังก์ของข้า ข้าคือผู้ควบคุมการงานทุกอย่างของปวงบ่าวของข้า ทุกสรรพสิ่งทั้งในชั้นฟ้าและแผ่นดินไม่เป็นที่เร้นลับสำหรับข้า”[6]

สอง มัสรูก[7] เราะหิมะฮุลลอฮ เชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งเจ็ด
มัสรูก เราะหิมะฮุลลอฮ เล่าจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา

حدثتني الصديقة بنت الصديق حبيبة حبيب الله، المبرأة من فوق سبع سموات.

“หญิงศิดดี้ก บุตสาวของศิดดี้ก ผู้เป็นที่รักในหมู่ผู้เป็นที่รักทั้งหลายของอัลลอฮ ผู้ได้รับการยืนยันความบริสุทธิ์จาก(อัลลอฮ)ผู้อยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งเจ็ด”[8]

สาม อุบัยดฺ บิน อุมัยรฺ[9] เล่าว่า อัลลลอฮทรงเสด็จลงมายังชั้นฟ้าดุนยาในช่วงหนึ่งส่วนสามสุดท้ายของกลางคืน
อุบัยดฺ บิน อุมัยรฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า

ينزل الرب عزوجل شطر الليل إلى السماء الدنيا فيقول من يسألني فأعطيه من يستغفرني فأغفر له حتى إذا كان الفجر صعد الرب عزوجل أخرجه عبد الله بن الإمام أحمد في كتاب الرد على الجهمية تصنيفه

“อัลลอฮ อัซซะวะญัล ทรงเสด็จลงมายังชั้นฟ้าดุนยาในช่วงครึ่งหนึ่งของกลางคืน และทรงตรัสว่า ‘ใครก็ตามที่วิงวอนขอต่อข้า ข้าจะให้เขา ใครก็ตามที่ขออภัยโทษต่อเขา เขาจะอภัยให้เขา’ และเมื่ออรุณรุ่ง อัลลอฮก็จะทรงขึ้นไป”
(รายงานโดย อับดุลลอฮ บิน อิมามอะหฺมัด ในหนังสือของท่านที่มีเนื้อหาตอบโต้พวกญะฮฺมียะฮฺ)[10]

สี่ ท่านเกาะตาดะฮฺ อัส-สะดูสีย์[11] เราะหิมะฮุลลอฮ เล่าถึงความเชื่อของบนีอิสรออีล
เกาะตาดะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า นบีอิสรออีล กล่าวว่า

يا رب أنت في السماء ونحن في الأرض فكيف لنا أن نعرف رضاك وغضبك قال إذا رضيت استعملت عنكم عليكم خياركم وإذا غضبت إستعلمت عليكم شراركم

“โอ้พระผู้อภิบาล พระองค์อยู่เหนือชั้นฟ้าและเราอยู่บนแผ่นดิน เราจะอยู่ได้อย่างไรว่า ท่านพอพระทัยหรือโกรธกริ้ว?” พระองค์ตรัสว่า “หากข้าพอพระทัย ข้าจะประทานสิ่งดีงามแก่พวกเจ้า และหากข้าโกรธกริ้ว ข้าก็จะส่งสิ่งเลวร้ายไปยังพวกท่าน”[12]

ห้า ท่านมาลิก บิน ดีนาร ยอมรับว่า อัลลอฮคือกะลามุลลอฮ(ดำรัสของอัลลอฮ)ที่มาจากเหนืออรัช
จากมาลิก บิน ดีนาร กล่าวว่า

خذوا فيقرأ ثم يقول : إسمعوا إلى قول الصادق من فوق عرشه

“จงยึดเอาสิ่งนี้(อัล-กุรอาน)ไว้เถิด แล้วท่านก็อ่านมัน และกล่าวว่า : ท่านทั้งหลายพึงฟังดำรัสของผู้ทรงสัจจริง(หมายถึง อัลลอฮ)จากเหนือบัลลังก์ของพระองค์เถิด”[13]

หก อุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองบัศเราะฮฺ(สุลัยมาน อัต-ตัยมีย์) ครั้นเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของอัลลอฮ.
ฮารูน บิน มะอฺรูฟ กล่าวว่า ฎ็อมเราะฮฺกล่าวแก่เราจากเศาะดาเกาะฮฺ เขากล่าวว่า เขาได้ยินท่านสุลัยมาน อัต-ตัยมีย์ กล่าวว่า

لو سئلت أين الله لقلت في السماء

“หากฉันถูกถามว่า อัลลอฮอยู่ที่ไหน? ฉันก็จะตอบว่า (พระองค์ทรง)อยู่เหนือฟากฟ้า”[14]

เจ็ด รอบิอะฮฺ บิน อบีอับดิรเราะหฺมาน[15] เราะหิมะฮุลลอฮ ถูกถามเกี่ยวกับการ อิสตะวาอ์-ประทับ/สถิตย์
สุฟยาน อัษ-เษารีย์ กล่าวว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ร่วมกับรอบิอะฮฺ บิน อบีอับดิรเราะหฺมาน แล้วมีชายคนหนึ่งถามท่านว่า

الرحمن على العرش استوى كيف استوى

“พระผู้ทรงกรุณาทรง อิสตะวา เหนือบัลลังก์ , ทรงอิสตะวา อย่างไร?”

ท่านรอบิอะฮฺ ตอบว่า

الإستواء غير مجهول والكيف غير معقول ومن الله الرسالة وعلى الرسول البلاغ وعلينا التصديق

“อิสตะวา นั้น ความหมายของมันเป็นสิ่งชัดเจน ส่วนอย่างไรนั้น ไม่อาจคิดภาพได้ สาส์น(วะฮีย์)จากอัลลอฮ และหน้าที่ของท่านเราะสูลนั้น เพียงแค่การเผยแผ่ ส่วนหน้าที่ของเรานั้น คือการยืนยัน(ยอมรับสาส์นดังกล่าวนั้น)”[16]

แปด อัยยูบ อัส-สิคติยานีย์[17] เราะหิมะฮุลลอฮ ตอบโต้ผู้ที่กล่าวว่าบนชั้นฟ้านั้นไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
หะมาด บิน ซัยดฺ กล่าวว่า เขาได้ยินอัยยูบ อัส-สิคติยานีย์ พูดถึงพวกมุอฺตะซิละฮฺ ว่า

إنما مدار القوم على أن يقولوا ليس في السماء شيء

“มุอฺตะซิละฮฺนั้น คือต้นกำเนิดของกลุ่มชนที่กล่าวว่า บนชั้นฟ้านั้นไม่มีสิ่งใดอยู่เลย”[18]

ผู้เขียนขอกล่าวว่า “ดูความเหมือนกันของอบูสะละฟีย์และคนที่เหมือนกับเขาที่กล่าวว่า อัลลอฮทรงมีอยู่โดยปราศจากสถานที่ หรือกล่าวว่า อัลลอฮทรงมีอยู่ แต่ไม่ใช่เหนือฟากฟ้า มิใช่ว่าสิ่งนี้เหมือนกันเลยกับพวกมุอฺตะซิละฮฺ คิดสิ! ในบทความตอต่อไป เราจะนำเสนอคำพูดของบรรดาอุละมาอ์ และมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺที่ยืนยันว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล หวังว่า มันจะช่วยเปิดประตูหัวใจของผู้ที่สงสัยในเรื่องนี้”

อัลหัมดุลิลลาฮิล ละซี บินิอฺมะติฮี ตะติมมุศ ศอลิหาต


_______________________________
[1] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 311 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า สายรายงานนี้ดี ใน มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หมายเลขที่ 95 หน้า 127
[2] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 335
[3] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 296 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า สายรายงานนี้ถูกต้องตามเงื่อนไขของมุสลิม ในมุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หมายเลขที่ 94 หน้าที่ 126
[4] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 295 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า นักรายงานหะดีษนี้เชื่อถือได้ ในมุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หมายเลขที่ 93 หน้าที่ 126
[5] ท่านคือ ตาบิอีนอาวุโสรุ่นที่สอง เสียชีวิตในช่วงท้ายของการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน. ท่านอิบนุ หะญัร กล่าวว่า ท่านเป็นนักรายงานที่น่าเชื่อถือ
[6] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 315 อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ กล่าวว่า สายรายงานเศาะฮีหฺ และท่านอิบนุล ก็อยยิม ก็ได้กล่าวไว้เช่นกันในอิจญ์ติมาอุล ญุยูช อัล-อิสลามียะฮฺ ว่า สายรายงานนี้เศาะฮีหฺ
[7] ท่านเป็นหนึ่งในตาบิอีนอาวุโส รุ่นที่ 2 ท่านอิบนุหะญัร กล่าวว่า ท่านคือผู้ที่ถูกยอมรับ(มักบูล)
[8] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 317 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า สายรายงานนี้เศาะฮีหฺ ตามเงื่อนไขของอัล-บุคอรีย์และมุสลิม และสายรายงานที่ไปถึงอบูศ็อฟวานนั้นก็ถูกต้อง. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หน้า 128
[9] ท่านคือหนึ่งในตาบิอีนอาวุโส รุ่นที่สอง ท่านอิบนุ หะญัร กล่าวว่า เป็นมติเอกฉันท์ในความน่าเชื่อถือของท่าน
[10] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 320
[11] ท่านเป็นตาบิอีน ที่เชี่ยวชาญในการตัฟสีร
[12] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 336 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า สายรายงานนี้หะสัน ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หน้า 131
[13] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 348 อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ กล่าวว่า ที่ถูกรายงานไว้ในอัล-หิยะฮฺนั้นเป็นสายรายงานที่เศาะฮีหฺ. ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า ที่รายงานนี้ถูกกล่าวว่าเป็นรายงานหะสันนั้น เป็นเพราะความใจกว้าง. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หน้า 131
[14] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 357 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า ผู้รายงานรายงานนี้เชื่อถือได้ ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลุวฺ หน้า 133
[15] ท่านเป็นตาบิอีนอาวุโส แลเป็นอาจารย์ของอิมามมาลิก
[16] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 352 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์กล่าวว่า รายงานนี้เศาะฮีหฺ ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลวฺ หน้า 132
[17] ท่านเป็นตาบิอีนอาวุโส รุ่นที่ห้า และเป็นอุละมาอ์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นนักอิบาดะฮฺ
[18] ดู อัล-อุลุวฺ อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หมายเลขที่ 354


http://www.facebook.com/notes/zunnur-abu-hanzalah/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3/423784557636051

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri May 18, 2012 9:38 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัลลอฮอยู่ที่ไหน?
ตอนที่ 4 : 4 มัซฮับ มีมติพ้องกันว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า
โดย มุหัมมัด อับดุฮฺ ตัวสิกัล
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ การสถาพรและความศานติมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮ และครอบครัวของท่าน และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านทุกคน
ท่านผู้ติดตาม Rumayso.com ที่อัลลอฮทรงคุ้มครองรักษาทั้งหลาย ในโอกาสนี้ เรายังคงอยู่กับเนื้อหาหลักฐายที่ยืนหยัดหลักความเชื่อที่ว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล ซึ่งสิ่งที่เราจะนำเสนอต่อไปนั้น ก็คือ คำกล่าวของอิมามมัซฮับทั้งสี่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราพบว่า อิมามมัซฮับทั้งสี่นั้น มีมติเอกฉันท์เห็นพ้องกันในเรื่องนี้ และคนอย่างอบูสะละฟีย์ที่เลื่อมใสในอะกีดะฮฺญะฮฺมียะฮฺนั้น ห่างไกลจากหลักอะกีดะฮฺของพวกท่านเหล่านั้น ขออัลลอฮทรงประทานเตาฟีก

ท่าที่ที่แข็งกร้าวของท่านอบูหะนีฟะฮฺ[1] ต่อผู้ที่ไม่รู้ว่าอัลลอฮอยู่ที่ไหน

อิมามอบูหะนีฟะฮฺกล่าวไว้ใน ฟิกฮุล อักบัร

من انكر ان الله تعالى في السماء فقد كفر

“ผู้ใดปฏิเสธการที่อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้านั้น เขาเป็นกาฟิร”[2]

จากอบูมุฏิอฺ อัล-หะกัม บิน อับดิลลาฮ อัล-บัลคิยฺ เจ้าของหนังสือ อัล-ฟิกฮุล อักบัร[3] ท่านกล่าวว่า

سألت أبا حنيفة عمن يقول لا أعرف ربي في السماء أو في الأرض فقال قد كفر لأن الله تعالى يقول الرحمن على العرش استوى وعرشه فوق سمواته فقلت إنه يقول أقول على العرش استوى ولكن قال لا يدري العرش في السماء أو في الأرض قال إذا أنكر أنه في السماء فقد كفر رواها صاحب الفاروق بإسناد عن أبي بكر بن نصير بن يحيى عن الحكم

ฉันถามอบูหะนีฟะฮฺเกี่ยวกับคำพูดของคนๆหนึ่งที่กล่าวว่า “ฉันไม่รู้ว่าพระเจ้าของฉันอยู่ที่ไหน บนฟากฟ้าหรือบนแผ่นดิน?” อิมามอบูหะนีฟะฮฺจึงตอบว่า “บุคคลดังกล่าวนั้นเป็นกาฟิรแล้ว เพราะพระองค์อัลลอฮเองทรงมีดำรัสว่า

الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى

“ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์” [4] และอรัชฺของพระองค์นั้นอยู่เหนือฟากฟ้า” คนนั้นยังกล่าวอีกว่า “ฉันว่า อัลลอฮต้องอยู่บนอรัช” แต่คนๆนี้ไม่รู้ว่าอรัชอยู่ที่ไหน อยู่บนฟากฟ้าหรือบนดิน ท่านอบูหะนีฟะฮฺก็กล่าวว่า “หากคนดังกล่าวปฏิเสธว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า เขาก็เป็นกาฟิร”[5]

อิมามมาลิก บิน อนัส[6] อิมามแห่งแผ่นดินฮิจญ์เราะฮฺ(ดารุลฮิจญ์เราะฮฺ)เชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า

จากอับดุลลอฮ บิน อะหฺมัด บิน หัมบัล เมื่อครั้นทำการตอบโต้ความเชื่อของพวกญะฮฺมียะฮฺนั้น เขาได้กล่าวว่า อิมามอะหฺมัดกล่าวจาก ชุร็อยฮฺ บิน อัน-นุอฺมาน จากอับดุลลอฮ บิน นาฟิอฺ เขากล่าวว่า อิมามมาลิก บิน อนัส กล่าวว่า

الله في السماء وعلمه في كل مكان لا يخلو منه شيء

“อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า ส่วนความรอบรู้ของพระองค์นั้นมีอยู่ในทุกพื้นที่ ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นจากความรอบรู้ของพระองค์(คือ ไม่มีสิ่งใดที่อัลลอฮไม่รู้-อัลลอฮทรงรู้ทุกอย่าง)”[7]

รายงานจากยะหฺยา บิน ยะหฺยา อัต-ตัยีย์ , ญะอฺฟัร บิน อับดิลลาฮ และอุละมาอ์กลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า

جاء رجل إلى مالك فقال يا أبا عبد الله الرحمن على العرش استوى كيف استوى قال فما رأيت مالكا وجد من شيء كموجدته من مقالته وعلاه الرحضاء يعني العرق وأطرق القوم فسري عن مالك وقال الكيف غير معقول والإستواء منه غير مجهول والإيمان به واجب والسؤال عنه بدعة وإني أخاف أن تكون ضالا وأمر به فأخرج

“มีชายคนหนึ่งมาหาอิมามมาลิก แล้วกล่าวว่า ‘โอ้ อบาอับดิลลาฮ(หมายถึง อิมามมาลิก) อัลลอฮทรงตรัสว่า ‘ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์’[8] แล้วพระองค์ทรงอิสตะวาอย่างไร?’ มีกล่าวขึ้นว่า ‘ฉันเคยเห็นอิมามาลิกทำสิ่งใดเช่นเดียวกับที่ชายคนนี้ได้พบเจอ เส้นเลือดของท่านเห็นชัดขึ้น(หมายถึง อิมามมาลิกโกรธมาก) และชายคนนั้นก็นิ่งเงียบไป’ เมื่อความโกรธของท่านเย็นลงแล้ว ท่านก็กล่าวขึ้นว่า


الكَيْفُ غَيْرُ مَعْقُوْلٍ وَالإِسْتِوَاءُ مِنْهُ غَيْرُ مَجْهُوْلٍ وَالإِيْمَانُ بِهِ وَاجِبٌ وَالسُّؤَالُ عَنْهُ بِدْعَةٌ وَإِنِّي أَخَافُ أَنْ تَكُوْنَ ضَالاًّ

“การอิสตะวา(ประทับ)เป็นที่รู้กัน ส่วนวิธีการไม่เป็นที่ทราบ การศรัทธาต่อมัน(การประทับบนบัลลังก์)เป็นความจำเป็น การถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นสิ่งอุตริ ฉันกลัวว่า ท่านจะเป็นคนที่หลงทาง” แล้วคนดังกล่าวก็ถูกสั่งให้ออกไป[9]

นี่คือถ้อยคำที่ถูกต้องจากอิมามมาลิก คำพูดของท่านนั้นเหมือนกันเลยกับคำกล่าวของท่านรอบิอะฮฺที่เราเคยนำเสนอไปแล้ว นี่แหล่ะความเชื่อของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ

อิมามอัช-ชาฟิอีย์[10] เชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า

ชัยคุลอิสลาม กล่าวว่า อบูยะอฺลา อัล-เคาะลีล บิน อับดุลลอฮ อัล-หาฟิซ ได้เล่าแก่เรา ท่านกล่าวว่า อบุลกอศิม บิน อัล-กอมะฮฺ อัล-อับหะรีย์ ได้เล่าแก่เรา ท่านกล่าวว่า อับดุรเราะหฺมาน บิน อบีหาติม อัร-รอซิยะฮฺ ได้บอกแก่เรา จากอบูชุอัยบฺ และอบูเษารฺ จากอบูอับดิลลาฮ มุหัมมัด บิน อิดรีส อัช-ชาฟิอีย์(อิมามชาฟิอีย์) ท่านกล่าวว่า

القول في السنة التي أنا عليها ورأيت اصحابنا عليها اصحاب الحديث الذين رأيتهم فأخذت عنهم مثل سفيان ومالك وغيرهما الإقرار بشهادة ان لااله الا الله وان محمدا رسول الله وذكر شيئا ثم قال وان الله على عرشه في سمائه يقرب من خلقه كيف شاء وان الله تعالى ينزل الى السماء الدنيا كيف شاء وذكر سائر الاعتقاد

“คำกล่าวในอัส-สุนนะฮฺที่ฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน และนักการหะดีษเชื่อถือกัน รวมถึงที่สุฟยาน , มาลิก และคนอื่นๆยอมรับกันนั้น คือ : เราปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และมุหัมมัดคือศาสนฑูตของอัลลอฮ”
แล้วอิมามอัช-ชาฟีอีย์ ก็กล่าวว่า “แท้จริง อัลลอฮทรงประทับอยู่เหนืออรัชของพระองค์ที่อยู่เหนือฟากฟ้าทั้งหลาย แต่แม้กระนั้น พระองค์ก็ทรงใกล้กับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลาทรงเสด็จลงมายังฟากฟ้าแห่งดุนยาตามที่พระองค์ทรงประสงค์” แล้วท่านท่านก็กล่าวถึงความเชื่ออื่นๆอีกบางอย่าง[11]


อิมามอะหฺมัด บิน หัมบัล[12] เชื่อว่า อัลลอฮมิได้อยู่ทุกๆที่ แต่ทรงประทับอยู่เหนืออรัชของพระองค์

อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “คำบอกกล่าวจากอิมามอะหฺมัด เกี่ยวกับการประทับของอัลลอฮสูงเหนือสิ่งถูกสร้างนั้นมีอยู่อย่างมากมาย เพราะท่านคือผู้ปกป้องสุนนะฮฺ อดทนต่อบททดสอบ ขอให้ท่านได้เป็นชาวสวรรค์ อิมามอะหฺมัดกล่าวว่า คนที่กล่าวว่าอัล-กุรอานเป็นสิ่งถูกสร้างนั้นเป็นกาฟิร ดังที่มีรายงานมากมายจากท่านในเรื่องนี้ และท่านยังยืนยันการรุอฺยะฮฺ(การมองเห็นอัลลอฮในวันอาคิเราะฮฺ)และการอุลุวฺ(การอยู่สูงของอัลลอฮเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล)”[13]

อิมามอะหฺมัด บิน หัมบัล เคยถูกถามว่า
ما معنى قوله وهو معكم أينما كنتم و ما يكون من نجوى ثلاثه الا هو رابعهم قال علمه عالم الغيب والشهاده علمه محيط بكل شيء شاهد علام الغيوب يعلم الغيب ربنا على العرش بلا حد ولا صفه وسع كرسيه السموات والأرض

อะไรคือความหมายของดำรัสของอัลลอฮที่ว่า وَهُوَ مَعَكُمْ أَيْنَ مَا كُنْتُمْ และพระองค์ทรงอยู่กับพวกเจ้าไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใด [14] และดำรัสที่ว่า مَا يَكُونُ مِنْ نَجْوَى ثَلَاثَةٍ إِلَّا هُوَ رَابِعُهُمْ การซุบซิบกันในสามคนจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่พระองค์จะทรงเป็นที่สี่ของพวกเขา[15] ท่านตอบว่า “ความหมายของการอยู่ร่วมดังกล่าว ก็คือ ความรอบรู้ของอัลลอฮ อัลลอฮทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับและเปิดเผย ความรู้ของอัลลอฮครอบคลุมทุกสรรพสิ่งทั้งที่มองเห็นและเร้นลับ แต่พระผูอภิบาลของเรานั้นประทับอยู่เหนืออรัช โดยไม่มีขอบเขตและลักษณะ(คือไม่ทราบขอบเขตและลักษณะของการประทับ) กุรสีย์ของพระองค์แผ่ไพศาลทั่วชั้นฟ้าและแผ่นดิน”

รายงานจากยูสุฟ บิน มูซา อัล-เฆาะดาดียฺ กล่าวว่า

قيل لأبي عبد الله احمد بن حنبل الله عز و جل فوق السمآء السابعة على عرشه بائن من خلقه وقدرته وعلمه بكل مكان قال نعم على العرش و لايخلو منه مكان

อิมามอะหฺมัด บิน หัมบัล เคยถูกถามว่า “อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งเจ็ด เหนืออรัชของพระองค์ แยกจากสิ่งถูกสร้างอของพระองค์ ในขณะที่เดชานุภาพและความรอบรู้ของพระองค์นั้นทรงอยู่ในทุกพื้นที่หรือ?” อิมามอะหฺมัด ตอบว่า “ถูกต้องแล้ว อัลลอฮทรงอยู่เหนืออรัช และไม่มีที่ใดหลุดรอดจากความรอบรู้ของพระองค์”[16]

อบูบักรฺ อัล-อัษรอม กล่าวว่า มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัล-ก็อยสีย์ ได้เล่าจากอิบนุล มุบาร็อก ครั้นมีคนถามท่านว่า

كيف نعرف ربنا

“เราจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าของเราอย่างไร?”

ท่านอิบนุล มุบาร็อก ตอบว่า

في السماء السابعة على عرشه

“พระองค์ทรงอยู่เหนือชั้นฟ้าที่เจ็ด เหนืออรัชของพระองค์”

อิมามอะหฺมัด กล่าวว่า

هكذا هو عندنا

“เราก็(เชื่อ)เช่นนั้นเหมือนกัน”[17]


ไม่ควรสงสัยอีกแล้ว

นั่นคือคำกล่าวของอิมามมัซฮับทั้งสี่ท่าน อันเป็นถ้อยคำที่ชัดแจ้งเห็นชัดว่า พวกเขาเชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือฟากฟ้า เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล และแท้จริงแล้ว นี่คือมติเอกฉันท์(อิจญ์มาอ์)ของอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺทุกคน แล้วทำไมอะกีดะฮฺนี้จึงยังถูกสงสัยเคลือบแคลงใจจากคนที่ห่างไกลจากสัจธรรมอีกเล่า?
นี่คือหลักฐานแห่งอิจญ์มาอ์ของปวงอุละมาอ์ ที่ท่านอิสหาก บิน เราะหุวะฮฺ ได้นำเสนอเอาไว้

قال أبو بكر الخلال أنبأنا المروذي حدثنا محمد بن الصباح النيسابوري حدثنا أبو داود الخفاف سليمان بن داود قال قال إسحاق بن راهويه قال الله تعالى الرحمن على العرش استوى إجماع أهل العلم أنه فوق العرش استوى ويعلم كل شيء في أسفل الأرض السابعة

“อบูบักร อัล-ค็อลลาล กล่าวว่า อัล-มะรูซียื ได้เล่าแก่ฉันว่า เขากล่าวว่า มุหัมมัด บิน ศอบะฮฺ อัน-นัยสะบูรีย์ ได้เล่าแก่เราว่า เขากล่าวว่า อบูดาวูด อัล-เคาะนัฟ สุลัยมาน บิน ดาวูด ได้เล่าแก่เราว่า เขากล่าวว่า อิสหาก บิน เราะหุวะฮฺ กล่าวว่า ‘อัลลอฮ สุบหานะฮุวะตะอาลา ทรงตรัสว่า , الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَىผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ [18] บรรดาอุละมาอ์มีมติเอกฉันท์ว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนืออรัชและอิสตะวา-ประทับอยู่เหนือมัน แต่ทว่า พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้างล่าง แม้จะอยู่ใต้ผืนดินชั้นที่เจ็ดก็ตาม’”[19]

เมื่อครั้งที่ อิมาม อัซ-ซะฮะบีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้นำเสนอคำกล่าวของอิสหากข้างต้นนั้น ท่านได้กล่าวว่า

اسمع ويحك إلى هذا الإمام كيف نقل الإجماع على هذه المسألة كما نقله في زمانه قتيبة المذكور

“จงฟังถ้อยคำของอิมามที่เป็นหนึ่งเดียวกันนี้เถิด ดูว่าท่านได้นำเสนออิจญ์มาอ์ในประเด็นปัญหานี้ว่ามีอยู่จริงอย่างไร เฉกเช่นที่อิจญ์มาอ์นี้ได้ถูกนำเสนอไว้โดยกุตัยบะฮฺในยุคสมัยของท่าน”[20]

ข้อโต้แย้ง : อบูสะละฟีย์เพียงแค่ทำการใส่ร้าย

เราจะขอหยิบยกคำพูดของเขาส่วนหนึ่งที่ได้นำเสนอไว้ในบล็อกของเขาเองในชื่อเรื่องว่า “พวกมุญัสสิมะฮฺโกหกในนามของอิมามมาลิก” เขาได้นำเสนอสิ่งต่อไปนี้ เมื่อทำการอธิบายคำพูดของอิมามมาลิกในข้างต้น
อิบนุ ลุบบาน ได้อธิบายคำพูดของอิมามมาลิกข้างต้น ดังที่ได้กล่าวไว้ใน อิฏอฟ อัส-สะดาฮฺ อัล-มุตตะกีน 2/82 ว่า

كيف غير معقول أي كيف من صفات الحوادث وكل ما كان من صفات الحوادث فإثباته في صفات الله تعالى ينافي ما يقتضيه العقل فيجزم بنفيه عن الله تعالى ، قوله : والاستواء غير مجهول أي أنه معلوم المعنى عند أهل اللغة ، والإيمان به على الوجه اللائق به تعالى واجب ؛ لأنه من الإيمان بالله وبكتبه ، والسؤال عنه بدعة ؛ أي حادث لأن الصحابة كانوا عالمين بمعناه اللائق بحسب وضع اللغة فلم يحتاجوا للسؤال عنه ، فلما جاء من لم يحط بأوضاع لغتهم ولا له نور كنورهم يهديه لصفات ربه يسأل عن ذلك، فكان سؤاله سببا لاشتباهه على الناس وزيغهم عن المراد.

“การอิสตะวา(ประทับ)เป็นที่รู้กัน ส่วนวิธีการไม่เป็นที่ทราบ การศรัทธาต่อมัน(การประทับบนบัลลังก์)เป็นความจำเป็น การถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นสิ่งอุตริ ฉันกลัวว่า ท่านจะเป็นคนที่หลงทาง
‘วิธีการไม่เป็นที่ทราบ’ เพราะ‘อย่างไร’นั้นเป็นลักษณะของสิ่งถูกสร้าง และทุกสิ่งที่เป็นคุณลักษณะของสิ่งถูกสร้างนั้น หากถูกกำหนดให้เป็นคุณลักษณะของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลาแล้ว มันก็จะขัดแย้งกับสติปัญญา มันจึงจำเป็นต้องขจัดออกไปจากอัลลอฮ คำกล่าวของท่านที่ว่า ‘การอิสตะวา(ประทับ)เป็นที่รู้กัน’ คือ มันเป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักภาษาในความหมายของมัน การศรัทธาตามความหมายที่เหมาะสมสำหรับอัลลอฮนั้นเป็นวาญิบ เพราะมันถือเป็นการศรัทธาต่ออัลลอฮคัมภีร์ของพระองค์
และ ‘การถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นสิ่งอุตริ’ คือ มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในสมัยเศาะหาบะฮฺนั้น พวกเขาต่างทราบดีถึงความหมายของมันที่เหมาะสมกับความหมายทางภาษา ดังนั้น พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องถามไถ่ถึงมันอีก และเมื่อมีคนที่ไม่มีความสามารถทางภาษาของพวกเขาเองและไม่มีรัศมีเช่นเดียวกับรัศมีของเศาะหาบะฮฺที่จะนำทางพวกเขาให้รู้จักคุณลักษณะของพระเจ้าของพวกเขา มันจึงได้เกิดคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และการถามนั้นเอง ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความสับแก่มนุษย์และทำให้พวกเขาเบี่ยงเบนออกจากสิ่งที่มุ่งหมาย”

มีรายงานอีกเช่นกันว่า อิมามมาลิก กล่าวว่า

الرحمن على العرش استوى كما وصف به نفسه ولا يقال كيف ، وكيف عنه مرفوع…

“ผู้ทรงกรุณาปรานีทรงอิสตะวา(ประทับ)เหนืออรัช เช่นที่พระองค์ทรงกำหนดคุณลักษณะให้แก่พระองค์เอง และไม่อนุญาตให้กล่าวว่า : อย่างไร? และถูกยกขึ้นไปอย่างไร?”
(อ่านต่อได้ อิตหาฟ อัส-สาดะฮฺ 2/82 , ดัฟอุ ชุอฺบะฮฺ อัต-ตัชบิฮฺ : อิบนุล เญาซีย์ 71-72)

คำกล่าวข้างต้นนี้ ได้ตบหน้ากลุ่มมุญัสสิมะฮฺอย่างรุนแรง!!
ผู้เขียนขอกล่าวว่า “คำกล่าวของอิมามมาลิกนั้นมีอยู่จริง และคำอธิบายจากอิบนุ ลุบบาน ก็มีอยู่จริงเช่นกัน ความหมายจากคำกล่าวของท่านทั้งสอง ก็คือ ความหมายของอิสตะวานั้นเป็นที่รู้กัน ส่วนอัลลอฮทรงอิสตะวาอย่างไรนั้นไม่มีใครรู้ เพราะเราไม่ได้ถูกแจ้งให้ทราบถึงเรื่องนี้ เราเกรงว่าอบูสะละฟีย์เองนั่นแหล่ะที่จะไม่เข้าใจในสิ่งที่อิมามมาลิกและอิบนุลุบบานหมายความถึง จนกระทั่งว่า ในบทความอื่นๆ อบูสะละฟีย์ได้ใส่ร้ายต่อสิ่งที่ไม่ใช่(ความจริง)เลย..

ในบทความอื่นๆ อบูสะละฟีย์ กล่าวว่า : .
“นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง! มัซฮับวะฮฺฮาบีย์/สะละฟีย์ นั้นได้เผยแพร่และทำให้ชาวมุสลิมเชื่อว่า อัลลอฮทรงมีรูปร่าง.....ทำการละหมาด , นั่งอยู่บนอรัช ที่แบกโดยแพะป่าจำนวน 8 ตัว หรือแบกโดยมลาอิกะฮฺ 4 ท่านที่มีรูปร่างแตกต่างกัน บางท่านรูปร่างเหมือนสิงโต ส่วนท่านอื่นๆนั้นก็มีรูปแรงเหมือนสัตว์อื่นๆ...และสิ่งต่างๆจากอะกีดะฮฺที่ชั่วร้ายที่กล่าวว่า อัลลอฮทรงมีรูปร่างและมีคุณลักษณะของสิ่งถูกสร้าง....”

ผู้เขียนขอตอบว่า “ผู้ที่กล่าวว่าอัลลอฮทรงมีรูปร่างนั้นคือใคร? หลักฐานอยู่ที่ไหน?”

และเขายังกล่าวร้ายต่อเราอีกว่า “อัลลอฮทรงนั่งอยู่บนอรัช ที่แบกโดยแพะป่าจำนวน 8 ตัว หรือแบกโดยมลาอิกะฮฺ 4 ท่านที่มีรูปร่างแตกต่างกัน บางท่านรูปร่างเหมือนสิงโต ส่วนท่านอื่นๆนั้นก็มีรูปแรงเหมือนสัตว์อื่นๆ”

ผู้เขียนขอกล่าวตอบว่า “หลักฐานที่ยืนยันว่าเราเคยกล่าวเช่นนั้นอยู่ที่ไหน? อยู่ในหนังสือเล่มใด? นี่คือการใส่ร้ายและกล่าวหากันอย่างชัดเจน และเขาเองก็ไม่กล้าชี้หลักฐานจากคำใส่ความที่เขาพามาด้วย”

เพื่อว่าท่านจะสามารถแยกแยะออกได้ระหว่างการระบุคุณลักษณะของอัลลอฮกับการกล่าวถึงคุณลักษณะดังกล่าวว่าเป็นเช่นไร ลองพิจารณาคำพูดของอิสหาก บิน เราะหุวยะฮฺ ที่เราได้นำเสนอไว้ในตอนแรกของบทความชุดนี้ให้ดีๆ ท่านกล่าวไว้ว่า

“ที่เรียกว่าตัชบิฮฺ คือ เมื่อเรากล่าวว่า ‘พระหัตถ์ของอัลลอฮเหมือนกับมือของเรา หรือการได้ยินของพระองค์เหมือนกับการได้ยินของเรา’
นี่แหล่ะที่เรียกว่า ตัชบิฮฺ แต่ทว่า หากเรากล่าวตามสิ่งที่อัลลอฮทรงตรัสเอาไว้ คือ กล่าวว่า อัลลอฮทรงมีพระหัตถ์ การได้ยิน และการมองเห็น และเราไม่กล่าวว่า ‘ลักษณะพระหัตถ์ของพระองค์เป็นอย่างไร?’ และไม่กล่าวว่า ‘คุณลักษณะของอัลลอฮนั้นเหมือนกับคุณลักษณะของเรา’ เช่นนี้ ไม่ใช้การตัชบิฮฺ เพราะพึงทราบเถิดว่า อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
(สูเราะฮฺอัช-ชูรอ 42 : 11)

ดังนั้น พึ่งทราบเถิดว่า การกล่าวว่า อัลลอฮทรงอิสตะวาบนอรัชเหนือชั้นฟ้าที่เจ็ดนั้น มิได้หมายความว่า เราได้ทำการเปรียบเทียบกับสิ่งถูกสร้าง แต่ทว่า เราเชื่อมั่นในคุณลักษณะอันประเสริฐ และสิ่งถูกสร้างนั้นเต็มไปด้วยความต่ำต้อยนัก และนั่นแหล่ะคือพฤติกรรมอันสกปรกของพวกญะฮฺมียะฮฺ ที่ชอบใส่ความในสิ่งที่ไม่ใช่เลย ใครก็ตามที่ระบุคุณลักษณะของอัลลอฮ(ตามที่มีระบุไว้ในอัลกุรอานและสุนนะฮฺ) พวกเขาก็จะใส่ร้ายทันทีว่าเป็นพวกมุญัสสิมะฮฺ

ชัยคฺ อะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ กล่าวว่า

فالمعتزلة والجهمية ونحوهم من نفاة الصفات يجعلون كل من أثبتها مجسما مشبها ومن هؤلاء من يعد من المجسمة والمشبهة من الأئمة المشهورين كمالك والشافعي وأحمد وأصحابهم كما ذكر ذلك أبو حاتم صاحب كتاب الزينة وغيره

“พวกมุอฺตะซิละฮฺ , ญะฮฺมียะฮฺ และจำพวกเดียวกับพวกเขาที่ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮนั้น พวกเขาจะกล่าวถึงทุกคนที่ยืนยันในสิ่งนั้น(คุณลักษณะของอัลลอฮ)ว่าเป็นมุญัสสิมะฮฺหรือมุชับบิหะฮฺ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาบางครั้งยังเอ่ยชื่อบรรดาอิมามที่มีชื่อเสียง เช่น อิมามาลิก อิมามอัช-ชาฟิอีย์ อิมามอะหฺมัด และผู้เจริญตามพวกเขา ว่าเป็นมุญัสสิมะฮฺหรือมุชับบิหะฮฺด้วย ดังที่เรื่องนี้ได้ถูกกล่าวเอาไว้โดยอบูหาติม ผู้ประพันธ์หนังสืออัซ-ซีนะฮฺ และอุละมาอ์คนอื่นๆด้วย”[22]

นั่นแหล่ะคือการใส่ร้ายของพวกญะฮฺมียะฮฺ!!

เราขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยการนำเสนอคำกล่าวของอบูนุอัยมฺ อัล-อัศบะหานีย์ ผู้ประพันธ์หนังสืออัล-หิลยะฮฺ ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า “วิธีการของเรา คือ (เป็นไปตาม)แนวทางชีวิตของผู้ปฏิบัติตามอัล-กิตาบ , อัส-สุนนะฮฺ และอิจญ์มาอ์ ในบรรดาหลักความเชื่อที่พวกเขายึดถือนั้น คือ (เป็นไปตาม)หะดีษเศาะหีฮฺจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ระบุว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนืออรัช และพวกเขาเชื่อมั่นว่าอัลลอฮทรงประทับอยู่เหนืออรัชของพระองค์”
พวกเขายืนยันในสิ่งนี้โดยไม่ทำการตักยีฟ , ตัมษีล และตัชบีฮฺ อัลลอฮทรงแยกออกจากสิ่งถูกสร้าง และสิ่งถูกสร้างก็แยกออกจากพระองค์ อัลลอฮมิอาจรวมและเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งถูกสร้างได้ อัลลอฮทรงประทับอยู่เหนืออรัชฺของพระองค์บนชั้นฟ้า และมิได้พำนักอยู่บนแผ่นดินนี้พร้อมสิ่งถูกสร้างของพระองค์”[23]

หวังว่า บทความชิ้นนี้จะเป็นข้อใคร่ครวญแก่บรรดาผู้แสวงหาความจริง ในตอนต่อไป เราจะนำเสนอคำกล่าวของอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺที่ตอบโต้ความเข้าใจแบบญะฮฺมียะฮฺเช่นที่อบูสะละฟีย์ได้กล่าวเอาไว้ว่า “อัลลอฮทรงดำรงอยู่โดยไม่มีสถานที่” ขออัลลอฮทรงประทานความง่ายดาย

___________________________________________
[1] อิมาม อบูหะนีฟะฮฺ มีชีวิตในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 80-150
[2] ดู อิษบะตุ ศิฟาตุล อุลูวฺ , อิบนุ กุดามะฮฺ อัล-มักดีสีย์ หน้า 116-117 , ดารุส สะละฟียะฮฺ , คูเวต , พิมพ์ครั้งที่ 1 ปีฮิจเราะฮฺที่ 1406. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ , อัซ-ซะฮะบียฺ , ตรวจทานโดย ชัยคฺ มุหัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ หน้า 137 , อัล-มักตับ อัล-อิสลามีย์
[3] ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้ให้บทเรียนที่ทรงคุณค่าไว้ใน มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ คำพูดของอัซ-ซะฮะบีย์ในที่นี้บ่งชี้ว่า หนังสือฟิกฮุล อักบาร มิใช่ของอิมามอบูหะนีฟะฮฺ และนี่ถือเป็นสิ่งที่แตกต่างกับความเข้าใจที่แพร่หลายในหมู่ผู้ยึดถือในมัซฮับหะนะฟีย์ (ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 136)
[4] (สูเราะฮฺฏอฮา 20 : 5)
[5] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร , อัซ-ซะฮะบีย์ หน้า 135-136 , มักตับ อัฎวาอุส สะลัฟ , ริยาฎ , พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 1995
[6] อิมามมาลิก มีชีวิตอยู่ในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 93-179
[7] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 138
[8] (สูเราะฮฺฏอฮา 20 : 5)
[9] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 378
[10] อิมามอัช-ชาฟิอีย์ มีชีวิตอยู่ในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 150-204
[11] ดู อิษบะตุ ศิฟะตุล อุลูวฺ หน้า 123-123 และมีกล่าวไว้ใน อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 165
[12] อิมามอะหฺมัด บิน หัมบัล มีชีวิตอยู่ในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 164-241
[13] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 176 และดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 189
[14] (สูเราะฮฺอัล-หะดีด 57 : 4)
[15] (สูเราะฮฺอัล-มุญาดะละฮฺ 58 : 7)
[16] ดู อิษบะตุ ศิฟะตุล อุลูวฺ หน้า 116
[17] ดู อิษบะตุ ศิฟะตุล อุลูวฺ หน้า 118
[18] (สูเราะฮฺฏอฮา 20 : 5)
[19] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 179 ดู มุคตะศ็อรฺ อัล-อุลูวฺ หน้า 194
[20] อ้างแล้ว
[21] ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 67
[22] มินฮาจญ์ อัส-สุนนะฮฺ อัน-นะบะวียยะฮฺ ฟี นักดี กะลามิช ชีอะฮฺ วัล-เกาะดะรียะฮฺ , อะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ 2/44 , มุอัสสะสะฮฺ กุรฏูบะฮฺ , พิมพ์ครั้งที่ 1 ปีฮิจเราะฮฺที่ 1406
[23] มัจญ์มูอ์ อัล-ฟะตาวา , อะหฺมัด บิน อับดุลหะลีม อัล-หะรอนีย์ 5/60 , ดารุล ฟะวาอ์ , พิมพ์ครั้งที่ 3 ปีฮิจเราะฮฺที่ 1426


http://www.facebook.com/notes/zunnur-abu-hanzalah/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-4/451323231548850

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri May 18, 2012 9:44 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัลลอฮอยู่ที่ไหน?
ตอนที่ 5 : ผู้ใดไม่เชื่อว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า เขาคือญะฮฺมียะฮฺ
โดย มุหัมมัด อับดุฮฺ ตัวสิกัล
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur


มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ การสถาพรและความศานติมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮ วงศ์วานของท่าน และเศาะหาบะฮฺของท่าน
พึงทราบ ชุบฮาตหรือข้อสงสัยต่างๆที่มาจากอบูสะละฟีย์อันเป็นความเกลียดชังที่มีต่องานดะอฺวะฮฺของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ อัส-สะละฟิยยะฮฺ แท้จริงแล้ว เป็นมรดกตกทอดที่มาจากแนวคิดของกลุ่มหลงผิดญะฮฺมียะฮฺ มาจากรากความเข้าใจของพวกเขา บรรดาอุละมาอ์จึงประกาศเตือนให้ออกห่างจากความคิดที่หลงผิดดังกล่าว จนกระทั่ง ในหนังสือ อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ ได้นำเสนอคำกล่าวจากอุละมาอ์ยุคก่อนที่ได้พูดถึงอันตรายของแนวความคิดของพวกญะฮฺมียะฮฺ สิ่งนั้นแหล่ะ ที่เราจะนำเสนอในบทความตอนนี้และตอนต่อไป อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ได้นำเสนอคำพูดดังกล่าวจากอุละมาอ์คนสำคัญ ก็เพื่อตอบโต้คำพูดของพวกญะฮฺมียะฮฺและผู้ปฏิบัติตาม เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อว่าอัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า และไม่เชื่อว่าอัลลอฮทรงประทับ ณ เบื้องสูง บนอรัชของพระองค์
และอาจจะมีผู้คนจำนวนมากในหมู่พวกเขาที่ยังคงสงสัย อันเนื่องจากไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของอายะฮฺต่างๆที่กล่าวว่า อัลลอฮทรงอยู่ร่วมกับเรา หรืออัลลอฮนั้นอยู่ใกล้ ทั้งหมดนี้ได้รับการตอบกลับเป็นที่เรียบร้อยในคำอธิบายจากบรรดาอุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่อไปนี้ และอัลลอฮทรงประทานเตาฟีกแก่อัล-หักกฺเท่านั้น!!

อัล-เอาซาอีย์ อบูอัมรฺ อับดุรเราะหฺมาน บิน อัมรฺ [1] ผู้รู้แห่งเมืองชาม

قال أبو عبد الله الحاكم أخبرني محمد بن علي الجوهري ببغداد قال حدثنا إبراهيم بن الهيثم البلدي قال حدثنا محمد بن كثير المصيصي قال سمعت الأوزاعي يقول كنا والتابعون متوافرون نقول إن الله عزوجل فوق عرشه ونؤمن بما وردت به السنة من صفاته

อบูอับดิลลาฮ อัล-หากิม กล่าวว่า มุหัมมัด บิน อลี อัล-เญาฮะรีย์ ได้เล่าแก่ฉันที่เมืองแบกแดด เขากล่าวว่า อิบรอฮีม บิน อัล-หัยษัม อัล-บะละดีย์ ได้เล่าให้แก่เรา เขากล่าวว่า มุหัมมัด บิน กะษีร อัล-มิสสิสียฺ ได้เล่าแก่เรา เขากล่าวว่า ฉันได้ยินอัล-เอาซาอีย์ กล่าวว่า “เราและผู้ปฏิบัติตามเรานั้นกล่าวว่า แท้จริง อัลลอฮุ อัซซะวะญัล ทรงอยู่เหนืออรัชของพระองค์ เราศรัทธาต่อคุณลักษณะของพระองค์ที่อัส-สุนนะฮฺได้ระบุเอาไว้” [2]

وروى أبو إسحاق الثعلبي المفسر قال سئل الأوزاعي عن قوله تعالى ثم استوى على العرش قال هو على عرشه كما وصف نفسه

รายงานจากอบูอิสหาก อัษ-ษะอฺละบีย์(นักตัฟสีร) เขากล่าวว่า อัล-เอาซาอีย์ เคยถูกถามเกี่ยวกับดำรัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ที่ว่า

ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ

“แล้วพระองค์ทรงประทับสูงเหนือบัลลังก์ของพระองค์” อัล-เอาซาอีย์ กล่าวว่า “อัลลอฮทรงอยู่เหนืออรัชของพระองค์ ดั่งที่พระองค์ทรงกำหนดลักษณะให้แก่พระองค์เอง” [3]

มุกอฏิล บิน หัยยาน [4] ผู้รู้แห่งคุรอซาน มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับอัล-เอาซาอีย์

روى عبد الله بن أحمد بن حنبل في كتاب السنة له عن أبيه عن نوح بن ميمون عن بكير بن معروف عن مقاتل بن حيان في قوله تعالى ما يكون من نجوى ثلاثة إلا هو رابعهم قال هو على عرشه وعلمه معهم

รายงานโดยอับดุลลอฮ บิน อะหฺมัด บิน หัมบัล ในหนังสืออัส-สุนนะฮฺของเขา จากบิดาของเขา(อิมามอะหฺมัด) จากนูหฺ บิน มัยมูน จากบุกัยรฺ บิน มะอฺรูฟ จากมุกอฏิล บิน หะยยาน เมื่อมุกอฏิลพูดถึงอายะฮฺ

مَا يَكُونُ مِنْ نَجْوَى ثَلَاثَةٍ إِلَّا هُوَ رَابِعُهُمْ

“การซุบซิบกันในสามคนจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่พระองค์จะทรงเป็นที่สี่ของพวกเขา” (อัล-มุญาดะละฮฺ 58 : 7) ท่านกล่าวว่า “อัลลอฮทรงประทับอยู่เหนืออรัชของพระองค์ ในขณะที่ความรู้ของพระองค์นั้นอยู่ร่วมกับสิ่งถูกสร้างเสมอ” [5]

وروى البيهقي بإسناده عن مقاتل بن حيان قال بلغنا والله أعلم في قوله تعالى هو الأول والآخر هو الأول قبل كل شيء والآخر بعد كل شيء والظاهر فوق كل شيء والباطن أقرب من كل شيء وإنما قربه بعلمه وهو فوق عرشه مقاتل هذا ثقة إمام معاصر للأوزاعي ما هو بإبن سليمان ذاك مبتدع ليس بثقة

รายงานจากอัล-บัยหะกีย์ ด้วยสายรางานจากเขา จากมุกอฏิล บิน หัยยาน ท่านกล่าวว่า : “อัลลอฮคือผู้เข้าใจดียิ่งในดำรัสของพระองค์ที่ว่า

هُوَ الْأَوَّلُ وَالْآَخِرُ

“พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและองค์สุดท้าย…” (อัล-หะดีด 57 : 3) ความหมายของคำว่า อัล-เอาวะลุ-องค์แรก คือ ก่อนทุกสรรพสิ่ง ส่วนคำว่า อัล-อาคิรุ-องค์สุดท้าย หมายถึง หลังจากทุกสรรพสิ่ง อัซ-ซอฮิร-ทรงเปิดเผย คือ เหนือทุกสรรพสิ่ง อัล-บาฏิน คือ ใกล้กว่าทุกสิ่ง ความใกล้ชิดอัลลอฮนั้น คือ ด้วยกับความรู้ของพระองค์ ในขณะที่พระองค์เองนั้นทรงประทับอยู่เหนืออรัชของพระองค์”

อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ กล่าวว่า “มุกอฏิล คือ อุละมาอ์ที่เชื่อถือได้ และเขาคืออิมามที่ยิ่งใหญ่ร่วมสมัยกับอัล-เอาซาอีย์” [6]

สุฟยาน อัษ-เษารีย์ [7] ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยของเขา

روى غير واحد عن معدان الذي يقول فيه ابن المبارك هو أحد الأبدال قال سألت سفيان الثوري عن قوله عزوجل وهو معكم أينما كنتم قال علمه

รายงานจากชายคนหนึ่งจากมิอฺดาน ซึ่งอิบนุล มุบาร็อก ก็กล่าวเรื่องนี้เช่นกัน เขากล่าวว่า เขาได้ถามสุฟยาน อัษ-เษารีย์เกี่ยวกับดำรัสของอัลลอฮ อุซซะวะญัล ที่ว่า

وَهُوَ مَعَكُمْ أَيْنَ مَا كُنْتُمْ

“และพระองค์ทรงอยู่กับพวกเจ้าไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใด”(อัล-หะดีด 57 : 4) สุฟยาน อัษ-เษารีย์กล่าวว่า ที่หมายถึงนั้นคือ ความรู้ของอัลลอฮ (คือ ความรู้ของอัลลอฮอยู่กับพวกเจ้า มิใช่อาตมันของพระองค์) [8]

ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองคุรอซาน อับดุลลอฮ บิน อัล-มุบาร็อก กล่าวว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือชั้นฟ้าที่เจ็ด

صح عن علي بن الحسن بن شقيق قال قلت لعبد الله بن المبارك كيف نعرف ربنا عزوجل قال في السماء السابعة على عرشه ولا نقول كما تقول الجهمية إنه هاهنا في الأرض فقيل هذا لأحمد بن حنبل فقال هكذا هو عندنا

รับรองเศาะฮีหฺจากอลี บิน อัล-หะสัน บิน ชากิก เขากล่าวว่า “ฉันกล่าวกับอับดุลลอฮ บิน อัล-มุบาร็อก ว่า เราจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าของเราได้อย่างไร?” อิบนุล มุบาร็อก ตอบว่า “พระเจ้าของเราอยู่บนชั้นฟ้าที่เจ็ด เหนืออรัชของพระองค์ เราจะไม่กล่าวเช่นที่พวกญะฮฺมียะฮฺเชื่อว่า อัลลอฮทรงอยู่ที่นี่ หมายถึง บนหน้าแผ่นดิน” หลังจากนั้น มีผู้ถามถึงความเห็นของอิมามอะหฺมัด บิน หัมบัล เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอิบนุล มุบาร็อก ตอบว่า “เช่นนั้นแหล่ะ เขาก็มีความเห็นเหมือนเรา”

وروى عبد الله بن أحمد في الرد على الجهمية بإسناده عن ابن المبارك أن رجلا قال له يا أبا عبد الرحمن قد خفت الله من كثرة ما أدعو على الجهمية
قال لا تخف فإنهم يزعمون أن إلهك الذي في السماء ليس بشيء

รายงานจากอับดุลลอฮ บิน อะหฺมัด ครั้นทำการตอบโต้พวกญะฮฺมียะฮฺ ด้วยสายรายงานของเขาจากอิบนุล มุบาร็อก เขาเล่าวว่า มีชายคนหนึ่งกล่าวกับอิบนุล มุบาร็อก ว่า “โอ้ อบูอับดิรเราหฺมาน(อิบนุล มุบาร็อก) การรู้จักอัลลอฮได้กลายเป็นสิ่งที่คลุมเครือ อันเนื่องมาจากความคิดต่างๆที่พวกเขาญะฮฺมียะฮฺได้อ้างขึ้น” ท่านตอบว่า “อย่าได้กังวล พวกเขาอ้างว่าอัลลอฮอัลลอฮเหมือนกับพระเจ้าของท่าน ซึ่งแท้จริงแล้ว พระองค์ทรงอยู่เหนือชั้นฟ้า แต่พวกเขากล่าวว่า อัลลอฮมิได้อยู่เหนือชั้นฟ้า” [10]

อับบาด บิน อัล-เอาวาม [11] มุหัดดิษจากเมืองวาสิษ

قال عباد بن العوام كلمت بشرا المريسي وأصحابه فرأيت آخر كلامهم ينتهي إلى أن يقولوا ليس في السماء شيء أرى أن لا يناكحوا ولا يوارثوا

อับบาด บิน อัล-เอาวาม กล่าวว่า “ฉันเคยกล่าวกับบัชรฺ อัล-มุรอสีย์และผู้ตามเขา ฉันเห็นพวกเขากล่าวว่า ‘ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือชั้นฟ้า’ ฉันเห็นว่า คนประเภทนี้มิอาจแต่งงานและให้สืบทอดมรดกได้” [12]

ชัยคุล อิสลาม ยะซีด บิน ฮารูน [13]

قال الحافظ أبو عبد الرحمن بن الإمام أحمد في كتاب الرد على الجهمية حدثني عباس العنبري أخبرنا شاذ بن يحيى سمعت يزيد بن هارون وقيل له من الجهمية قال من زعم أن الرحمن على العرش استوى على خلاف ما يقر في قلوب العامة فهو جهمي

อัล-หาฟิซ อบูอับดิรเราะหฺมาน บิน อัล-อิมาม อะหฺมัด ในหนังสือตอบโต้พวกญะฮฺมียะฮฺ เขากล่าวว่า อับบาส อัล-อัมบะรีย์ เล่าแก่ฉัน เขากล่าวว่า ชัดซฺ บิน ยะหฺยา เล่าแก่เราว่า เขาได้ยินยะซีด บิน ฮารูน ถูกถามเกี่ยวกับพวกญะฮฺมียะฮฺ. ยะซีด กล่าวว่า “ใครที่อ้างว่าพระผู้ทรงกรุณาอยู่สูงเหนืออริช แต่กลับสวนทางต่อสิ่งที่หัวใจ(ของมนุษย์)ส่วนใหญ่เชื่อมั่น เขาคือ ญะฮฺมีย์(พวกญะฮฺมียะฮฺ)” [14]

สะอีด บิน อะมีร อัฎ-ฎูบะอีย์ [15] ผู้รู้แห่งเมืองบัศเราะฮฺ
قال عبد الرحمن بن أبي حاتم حدثنا أبي قال حدثت عن سعيد ابن عامر الضبعي أنه ذكر الجهمية فقال هم شر قولا من اليهود والنصارى قد إجتمع اليهود والنصارى وأهل الأديان مع المسلمين على أن الله عزوجل على العرش وقالوا هم ليس على شيء

อับดุรเราะหฺมาน บิน อบีหาติม กล่าวว่า บิดาของฉันเล่าให้แก่เรา เขากล่าวว่า ฉันได้รับการเล่าจากสะอีด บิน อะมีร อัฎ-ฎุบะอีย์ว่า เขาได้พูดถึงพวกญะฮฺมียะฮฺ โดยกล่าวว่า “พวกญะฮฺมียะฮฺนั้นเลวยิ่งกว่าพวกยิวและคริศต์ เป็นที่ทราบกันดีว่า ยิวและคริศต์และศาสนาอื่นๆนั้นอยู่ร่วมกับมุสลิมในมติเอกฉันท์ว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือรัชฺ แต่พวกญะฮฺมียะฮฺกลับกล่าวว่า อัลลอฮมิได้อยู่เหนือสิ่งใดๆ” [16]

อับดุรเราะหฺมาน บิน มะหฺดีย์ [17] อิมามผู้ยิ่งใหญ่

ابن مهدي قال إن الجهمية أرادوا أن ينفوا أن يكون الله كلم موسى وأن يكون على العرش أرى أن يستتابوا فإن تابوا وإلا ضربت أعناقهم

อับดุรเราะหฺมาน บิน มะหฺดีย์ กล่าวว่า พวกเขาญะฮฺมียะฮฺต้องการปฏิเสธการสนทนากันระหว่างอัลลอฮกับนบีมูสา ปฏิเสธการประทับเหนืออรัชของพระองค์ คนประเภทนี้ จะต้องบอกให้กลับเนื้อกลับตัว(เตาบะฮฺ) หากไม่(ยอมเตาบะฮฺเสีย)แล้ว คอของพวกเขาจะต้องถูกตัดออก [18]

วะฮบฺ บิน ญะรีร [19] ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่จากเมืองบัศเราะฮฺ

محمد بن حماد قال سمعت وهب بن جرير يقول إياكم ورأي جهم فإنهم يحاولون أنه ليس شيء في السماء وما هو إلا من وحي إبليس ما هو إلا الكفر

มุหัมมัด บิน หัมมาด กล่าวว่า เขาได้ยินวะฮบฺ บิน ญะรีร กล่าวว่า “จงระมัดระวังความคิดของพวกญะฮฺมียะฮฺ แท้จริง พวกเขาพลิกแพลงความหมายว่า เหนือชั้นฟ้านั้นไม่มีสิ่งใดอยู่เลย(หมายถึงว่า อัลลอฮมิได้อยู่เหนือชั้นฟ้า) แท้จริง ความคิดเช่นนี้มิใช่อื่นใด นอกจากวะฮีย์ที่มาจากอิบลีส และมันมิใช่อื่นใดนอกจากการกุฟรฺ” [20]

อัล-เกาะอฺนะบีย์ [21] ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของเขา

قال بنان بن أحمد كنا عند القعنبي رحمه الله فسمع رجلا من الجهمية يقول الرحمن على العرش استوى فقال القعنبي من لا يوقن أن الرحمن على العرش استوى كما يقر في قلوب العامة فهو جهمي أخرجهما عبد العزيز القحيطي في تصانيفه والمراد بالعامة عامة أهل العلم كما بيناه في ترجمة يزيد بن هارون إمام أهل واسط ولقد كان القعنبي من أئمة الهدى حتى لقد تغالى فيه بعض الحفاظ وفضله على مالك الإمام

บุนาน บิน อะหฺมัด กล่าวว่า “ฉันเคยอยู่ข้างอัล-เกาะอฺนะบีย์ เขาฟังชายคนหนึ่งที่มีความคิดญะฮฺมียะฮฺกล่าวดำรัสของอัลลอฮที่ว่า

الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى

“ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์” [22] อัล-เกาะอฺนะบีย์จึงกล่าวว่า “ใครที่ไม่เชื่อว่าอัร-เราะหฺมานทรงประทับอยู่เหนืออัรช เฉกเช่นที่บรรดาอุละมาอ์ได้เชื่อถือกัน เขาก็คือ ญะฮฺมีย์” [23]

อัล-หุมัยดีย์ [24] (อับดุลลอฮ บิน อัซ-ซุบัยรฺ อัล-กุร็อยชีย์ อัล-อะสะดีย์ อัล-หุมัยดีย์) ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองมักกะฮฺ ลูกศิษย์สุฟยาน บิน อุยัยนะฮฺ และเป็นครูของอิมามอัล-บุคอรีย์

อัล-หุมัยดีย์ กล่าวว่า

أصول السنة عندنا فذكر أشياء ثم قال وما نطق به القرآن والحديث مثل وقالت اليهود يد الله مغلولة غلت أيديهم ومثل قوله والسموات مطويات بيمينه وما أشبه هذا من القرآن والحديث لا نزيد فيه ولا نفسره ونقف على ما وقف عليه القرآن والسنة ونقول الرحمن على العرش استوى ومن زعم غير هذا فهو مبطل جهم

อะกีดะฮฺพื้นฐานที่เราเชื่อถือ (แล้วท่านก็กล่าวบางสิ่งบางอย่าง) อายะฮฺอัล-กุรอานหรือหะดีษที่กล่าวว่า

وَقَالَتِ الْيَهُودُ يَدُ اللَّهِ مَغْلُولَةٌ غُلَّتْ أَيْدِيهِمْ

“และชาวยิวนั้นได้กล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮ์นั้นถูกล่ามตรวน มือของพวกเขาต่างหากที่ถูกล่ามตรวน” [25] หรือดำรัสของอัลลอฮที่ว่า

وَالسَّماوَاتُ مَطْوِيَّاتٌ بِيَمِينِهِ

“และชั้นฟ้าทั้งหลายจะม้วนกลิ้งด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์” [26] ตลอดอายะฮฺและหะดีษที่คล้ายคลึงกันนี้ เราจะไม่เพิ่มเติมและจะไปอรรถาธิบาย(ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร?) เพียงพอแล้วสำหรับเราในการนิ่งเงียบ ตามที่อัล-กุรอานและหะดีษและอัส-สุนนะฮฺได้ระบุไว้(โดยไม่กล่าวว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเช่นไร?) และเราเชื่อว่า

الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى

“ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์” [27] ผู้ใดไม่เชื่อตามนี้ เขาก็คือ พวกญะฮฺมียะฮฺที่มีแต่ความมดเท็จ [28]

บทสรุป

บรรดาอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺตลอดทุกยุคสมัยมีมติเอกฉันว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนืออรัช และไม่มีใครแม้แต่คนเดียวจากพวกเขาที่กล่าวว่า อัลลอฮมิได้อยู่บนอรัชของพระองค์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครสักคนจะนำเสนอจากบรรดาอุละมาอ์ที่กล่าวว่า อัลลอฮมิได้อยู่เหนืออรัชฺ ทั้งด้วยหลักฐานหรือความชัดเจน
หลักฐานจากอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่งนั้น เราจะนำเสนอในตอนต่อไป อินชาอัลลอฮ รวมไปถึง สิ่งคลุมเครือที่พวกญะฮฺมียะฮฺได้พ้นออกไปเกี่ยวกับการอิสตะวาของอัลลอฮ , อัลลอฮทรงดำรงอยู่โดยไม่มีสถานที่ และอื่นๆ เราก็จะนำเสนอต่อไปในตอนหน้าเช่นกัน

ขออัลลอฮทรงประทานความง่ายดาย
______________________________________
[1] อัล-เอาซาอีย์ มีชีวิตก่อนปีฮิจเราะฮฺที่ 157
[2] บันทึกโดย อัล-บัยหะกีย์ ในหนังสืออัล-อัสมาอ์ วัศ-ศิฟาต และดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 136 , อิบนุ ตัยมียะฮฺ กล่าวไว้ใน อัล-อะกีดะฮฺ อัล-หะมะวียะฮฺว่า สายรายงานถูกต้อง และลูกศิษย์ของท่าน(หมายถึง อิบนุล ก็อยยิม) ก็ได้ปฏิบัติตาม ใน อัล-ญุยูช อัล-อิสลามียะฮฺ
[3] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 137
[4] มุกอฏิล บิน หัยยาน มีชีวิตในยุคเดียวกันกับอิมามอัล-เอาซาอีย์ ท่านมีชีวิตก่อนปีฮิจเราะฮฺที่ 150
[5] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็ออฟาร หน้า 137 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า สายรายงานหะสัน คำกล่าวนี้ระบุไว้ในหนังสืออัส-สุนนะฮฺ หน้า 71 บันทึกโดย อบูดาวูด ใน มะสาอิลของท่าน หน้า 263 จากอิมามอะหฺมัด และรายงานจากอัล-ละลิกะอีย์ 2/92 , อัล-บัยหะกีย์ หน้า 430-431 จากรายงานดังกล่าวของท่าน และจากอัฎ-เฎาะหาก สายรายงานนี้ยังเป็นสายรายงานของอัล-อะญุรีย์ หน้า 289 ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูว หน้า 138
[6] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 137 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า ในสายรายงานที่นำเสนอโดยอัล-บัยหะกีย์ หน้า 430-431 มีอิสมาอีล บิน กุตัยบะฮฺ. อิบนุ อบีหาติม มิได้ทำการตะอ์ดีลและญัรหฺแต่อย่างใด และมีรายงานเช่นกัน โดยอบูมุหัมมัด อับดุลลอฮ บิน มุหัมมัด บิน มูสา อัล-กะอฺบีย์ รอวีย์จากรายงานนี้มาจากเขา เขาเป็นครูของอัล-หากิม. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 138
[7] สุฟยาน อัษ-เษารีย์ มีชีวิตอยู่ในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 97-161
[8] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 137-138
[9] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 149 รายงานนี้ได้รับการรับรองเศาะฮีหฺโดย อิบนุตัยมียะฮฺ ใน อัล-หะมะวียะฮฺ และอิบนุล ก็อยยิม ในอัล-ญุยูช. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 152
[10] ดู อัล-อุลูวฺ ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 150. ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า มีบันทึกในอัส-สุนนะฮฺ หน้า 7 จากอะหฺมัด บิน นัศรฺ จากมาลิก ได้เล่าแก่ฉันจากชายคนหนึ่งจากอิบนุล มุบาร็อก นักรายงานทั้งเชื่อถือได้ ยกเว้น ผู้ที่มิได้ระบุชื่อ. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 152
[11] อับบาด บิน อัล-เอาวาม มีชีวิตอยู่ในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 185
[12] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 151
[13] ยะซีด บิน ฮารูน มีชีวิตอยู่ก่อนปีฮิจเราะฮฺที่ 296
[14] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 157 . อับดุลลอฮ บิน อะหฺมัด บันทึกไว้ในอัส-สุนนะฮฺ หน้า 11-12 ด้วยสายรายงานของเขา ส่วนอัซ-ซะฮะบีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัร-ร็อด อะลัล ญะฮฺมียะฮฺ , อับดุลลอฮ กล่าวว่า อับบาส บิน อัล-อาซิม อัล-อัมบะรีย์ เคยเล่าว่า กามิม ซัดซฺ บิน ยะหฺยา เคยเล่าให้แก่เรา. รายงานยังมีบันทึกโดยอบูดาวูดในมะสาอิล หน้า 268 เขากล่าวว่า อะหฺมัด บิน สินาน เคยเล่าแก่เรา เขากล่าวว่า ฉันได้ยิน ซัดซฺ บิน ยะหฺยา. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 168
[15] สะอีด บิน อะมีร อัฎ-ฏุบะอีย์ มีชิวิตในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 122-208
[16] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 157 และมุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 168
[17] อับดุรเราะหฺมาน บิน มะหฺดีย์ มีชีวิตในช่วงปีฮิจเราะฮฺที่ 125-198
[18] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 159 และมีบันทึกโดย อับดุลลอฮ หน้า 10-11 จากสายรายงานของเขา โดยกล่าวรวบรัด. อิบนุล ก็อยยิม รับรองเศาะฮีหฺรายงานนี้ในอัล-ญุยูช. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 170
[19] วะฮบฺ บิน ญะรีร เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 206
[20] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 159 รายงานนี้ได้รับการรับรองเศาะฮีหฺโดย อิบนุล ก็อยยิม ในอัล-ญุยูช. ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 170
[21] อัล-เกาะอฺนะบีย์ เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 221
[22] สูเราะฮฺฏอฮา 20 : 5
[23] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 166. บุนาน บิน อะหฺมัด มิได้มีปัญหาอะไร ชีวประวัติของเขามีระบุไว้ในตารีค บัฆดาด . ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 178
[24] อัล-หุมัยดีย์ เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 219
[25] สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5 : 64
[26] สูเราะฮฺอัซ-ซุมัร 39 : 67
[27] สูเราะฮฺฏอฮา 20 : 5
[28] ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 168. อิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้รับรองเศาะฮีหฺรายงานนี้จากหุมัยดีย์ ในหนังสือของเขา “มุฟะศ็อล อัล-อิอฺติก็อด” ดู มุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 180


http://www.facebook.com/notes/zunnur-abu-hanzalah/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-5/452814328066407

ขอขอบคุณ ผู้เขียนและผู้แปล คือ Zunnur Abu Hanzalah และขออัลลอฮตอบแทนความดีงามแก่ท่านทั้งสอง

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.23 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004