ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - เปิดหน้ากากรอฟิเฎาะจากการเสวนาใน facebook
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
เปิดหน้ากากรอฟิเฎาะจากการเสวนาใน facebook
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Apr 21, 2012 12:14 pm    ชื่อกระทู้: เปิดหน้ากากรอฟิเฎาะจากการเสวนาใน facebook ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1. เมื่อชีอะฮรอฟิเฎาะ กล่าวหาว่า อิหม่ามบุคอรีและมุสลิม กุหะดิษ และกล่าวหานบีมุหัมหมัดว่า "ป่าเถือน"


เมื่อชีอะฮรอฟิเฎาะ กล่าวหาว่า อิหม่ามบุคอรีและมุสลิม กุหะดิษ และกล่าวหานบีมุหัมหมัดว่า "ป่าเถือน"

ข้างล่างเป็นข้อความชีอะฮชื่อ Yuse Ty อ้าง


พฤติกรรมนบีแบบฉบับ......นักรายงานฮาดิษผู้ยิ่งใหญ่

وقال زهير : حدثنا سماك بن حرب ، عن معاوية بن قرة ، عن أنس : أن نفرا من عرينة أتوا رسول الله صلى الله عليه وسلم فبايعوه ، وقد وقع في المدينة الموم - وهو البرسام - فقالوا : هذا الوجع قد وقع يا رسول الله ، فلو أذنت لنا فرحنا إلى الإبل . قال : نعم ، فاخرجوا وكونوا فيها . فخرجوا ، فقتلوا أحد الراعيين وذهبوا بالإبل ، وجاء الآخر وقد جرح ، قال : قد قتلوا صاحبي وذهبوا بالإبل . وعنده شباب من الأنصار قريب من عشرين ، فأرسلهم إليهم وبعث معهم قائفا يقتص أثرهم . فأتي بهم فقطع أيديهم وأرجلهم وسمر أعينهم . أخرجه مسلم

ท่านซุฮัยร์กล่าวว่า ท่านสิมาก บิน ฮะร็อบ รับรายงานมาจากมุอาวียะฮ์ บิน กุรเราะฮ์ จากท่านอะนัส กล่าวว่า แท้จริง คนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาจากอะรีนะฮ์ เพื่อมาหาท่านรอซูล ศ แล้วพวกเขาก็ให้สัตยาบันต่อท่าน ขณะนั้น ในเมืองมะดีนะฮ์มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคชนิดหนึ่งเรียกว่า บัรซาม แล้วพวกเขากล่าวว่า โรคภัยนี้เกิดขึ้นแล้ว โอ้ท่านรอซูล ศ ดังนั้น ถ้าหากท่านอนุญาตให้แก่เรา พวกเราจะเดินทางไปกับอูฐ ท่านกล่าวตอบ ตกลง แล้วพวกเขาก็ออกเดินทางและอยู่ในการเดินทาง เมื่อพวกเขาออกไปแล้ว พวกเขาก็ได้ฆ่าคนเลี้ยงอูฐคนหนึ่ง แล้วนำอูฐเดินทางหนีไป คนเลี้ยงอูฐอีกคนกลับมาด้วยอาการบาดเจ็บ รายงานว่า เพื่อนของฉันถูกฆ่าเสียแล้ว และพวกเขาได้นำอูฐหนีไปแล้ว ขณะนั้น มีคนหนุ่มชาวอันศอรอยู่กับท่าน(นบี)เกือบ ๒๐ คน ดังนั้นท่านจึงส่งคนเหล่านั้นไปตามหาพวกเขาและได้ส่งคนสะกดรอยพวกเขาไปด้วย แล้วคนเหล่านั้น ก็สามารถนำตัวพวกเขามาได้ ดังนั้นท่าน(นบี)จึงตัดมือและเท้าของพวกเขา และควักลูกตาของพวกเขา รายงานโดย มุสลิม
ไม่ใช่เฉพาะแต่อิมามมุสลิมเท่านั้น ที่บันทึกเรื่องนี้ อิมามบุคอรีเองก็บันทึกไว้ด้วยเช่นกัน เรารู้สึกฉงน สนเท่ห์ยิ่งนัก เป็นไปได้อย่างไร มหาบุรุษผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างนบีมุฮัมมัด ศ จะทรมาณคนผิด ด้วยกรรมวิธีที่ผิดเพี้ยนและแสนจะพิสดารเยี่ยงนั้น ? ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักศาสนา และไม่เข้ากับสติปัญญาของวิญญูชน เพราะท่านมีสิทธิสั่งประหารชีวิตคนผิดเหล่านั้นเสียในทันทีก็ได้อยู่แล้ว
ทั้งท่านบุคอรี ท่านมุสลิม สองจอมปราชญ์ของอิสลาม บันทึกเรื่องนี้มาได้อย่างไร เพราะถ้าเป็นผู้ศรัทธาต่อท่านนบี ศ เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีความรู้สึกต่อต้าน จะคัดค้านและไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด เพราะว่า ในบุคลิกภาพท่านนบี ศ ของเราไม่ใช่คนใจคออมหิตเช่นนั้น ขนาดฆาตรกรที่สังหารท่านฮัมซะฮ์ลุงของท่านอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน ท่านก็ยังมิได้แก้แค้นด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมเช่นนั้นเลย
………………


ขอชี้แจง ข้ออ้างข้างต้นว่า

ข้างต้น คือ พฤติกรรมเลวของชีอะฮรอฟิเฎาะ ที่กล่าวหา อิหม่ามบุคอรี มุลิม ว่ากุหะดิษ และ กล่าวหา ท่านนบีว่า ป่าเถือน วัลอิยาซุบิลลัฮ
ทำไมคุณไม่เอาที่มาและสาเหตุของมันว่าเป็นอย่างไร มาดูข้อเท็จจริงข้างล่าง


فقتلوا الراعي الذي كان يرعى تلك الإبل -وكان راعياً مسلماً- ومثلوا به، فجدعوا أنفه، وفقئوا عينيه، وبقروا بطنه، وقطعوا أطرافه، ثم هربوا بالإبل، وصاروا بهذا محاربين لله ولرسوله.

พวกเขาได้ฆ่าคนเลี้ยงอูฐ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงอูฐนั้น และปรากฏว่า คนเลี้ยงอูฐนั้นเป็นมุสลิม และพวกเขาได้ประจานเขาผู้นี้ โดย ตัดจมูก , ขวักลูกตาทั้งสอง และ ผ่าท้อง และตัดส่วนข้างของเขา หลังจากนั้นพวกเขาก็นำอูฐหนี้ไป ด้วยกรณีพวกเขากล่าวเป็นผู้ประการทำสงครามกับอัลลอฮ และรอซูลของพระองค์ - ดู อุมดะตุลอะหกาม ของ อิบนุญิบรีล เล่ม 2 หน้า 67

มาดูโทษของคนประกศทำสงครามกับอัลลอฮและรอซูล

إِنَّمَا جَزَاءُ الَّذِينَ يُحَارِبُونَ اللَّهَ وَرَسُولَهُ وَيَسْعَوْنَ فِي الْأَرْضِ فَسَادًا أَنْ يُقَتَّلُوا أَوْ يُصَلَّبُوا أَوْ تُقَطَّعَ أَيْدِيهِمْ وَأَرْجُلُهُمْ مِنْ خِلَافٍ أَوْ يُنْفَوْا مِنَ الْأَرْضِ ذَلِكَ لَهُمْ خِزْيٌ فِي الدُّنْيَا وَلَهُمْ فِي الْآخِرَةِ عَذَابٌ عَظِيمٌ

แท้จริงการตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ทำสงครามต่ออัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์ และพยายามบ่อนทำลายในแผ่นดิน นั้นก็คือการที่พวกเขาจะถูกฆ่า หรือถูกตรึงบนไม่กางเขน หรือมือของพวกเขาและเท้าของพวกเขาจะถูกตัดสลับข้างหรือถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดิน นั้นก็คือพวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกนี้ และจะได้รับการลงโทษอันใหญ่หลวงในปรโลก
- อัลมาอีดะฮ/33

สาเหตุข้างต้น สืบเนื่องจาก มีชาวอุร็อยนะฮ์ จำนวน 8 คน ได้มาหาร่อซูลุลลอฮ์เพื่อรับนับถืออิสลามแล้วเกิดไม่สบายขึ้นเนื่องจากผิดอากาศ ร่อซูลุลลอฮ์จึงให้พวกเขาไหดื่มปัสสาวะอูฐและน้ำนมอูฐซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนซะกาต เพื่อเป็นการรักษาอาการป่วยของพวกเขา ครั้นเมื่อพวกเขาหายป่วยแล้วก็ทำการฆ่าคนเลี้ยงอูฐด้วยการตัดมือ ตัดเท้า และแทงตา จนกระทั่งตาย เมื่อท่านนะบีทราบจึงได้สั่งให้ทำการติดตาม เพื่อลงโทษพวกเขาเช่นเดียวกับที่พวกเขาได้กระทำกับคนเลี้ยงอูฐ แล้วชาวอุร็อยนะฮ์ดังกล่าวก็ถูกตามล่าและถูกลงโทษตามคำสั่งของท่านนะบี

ในเศาะเฮียะมุสลิม บทว่าด้วย หุกุม ของบรรดาผู้ทำสงครามและพวกขบถต่อศาสนา ระบุว่า

عَنْ أَنَسٍ قَالَ
إِنَّمَا سَمَلَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَعْيُنَ أُولَئِكَ لِأَنَّهُمْ سَمَلُوا أَعْيُنَ الرِّعَاءِ


รายงานจากอะนัส กล่าวว่า “ ความจริงท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัสลัม ได้ควักลูกตาพวกเขาเหล่านั้น เพราะพวกเขาควักลูกของคนเลี้ยงอูฐคนนั้น
……………..

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Apr 21, 2012 3:01 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติม


عَنْ أَنَسٍ ، أَنَّ نَاسًا كَانَ بِهِمْ سَقَمٌ ، قَالُوا : يَا رَسُولَ اللَّهِ ، آوِنَا أَطْعِمْنَا ، فَلَمَّا صَحُّوا ، قَالُوا : إِنَّ الْمَدِينَةَ وَخِمَةٌ ، فَأُنْزَلَهُمُ الْحَرَّةَ فِي ذَوْدٍ لَهُ ، قَالَ : اشْرَبُوا مِنْ أَلْبَانِهَا ، فَلَمَّا صَحُّوا قَتَلُوا رَاعِيَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَاسْتَاقُوا ذَوْدِهِ ، فَبَعَثَ فِي آثَارِهِمْ فَقَطَّعَ أَيْدِيَهُمْ وَأَرْجُلَهُمْ وَسَمَلَ أَعْيُنَهُمْ ، فَرَأَيْتُ الرَّجُلَ مِنْهُمْ يَكْدِمُ الْأَرْضَ بِلِسَانِهِ حَتَّى يَمُوتَ

รายงานจากอะนัส ว่า แท้จริงบรรดาผู้คนกำลังเจ็บป่วย โดยที่พวกเขากล่าวว่า “โอ้รซูลุลลอฮ ได้โปรดให้ที่พักแก่เรา ได้โปรดให้อาหารแก่เราเถิด แล้วเมื่อพวกเขาเริ่มดีขึ้น พวกเขากล่าวว่า “เมืองมะดีนะฮ ไม่สะดวก (ขาดแคลนอาหาร) แล้วท่านนบีได้ให้ความกรุณาพวกเขาไปยัง ฝูงอูฐของท่าน ที่ หัรเราะฮ (ฃานเมืองมะดีนะฮ) แล้วกล่าวว่า “พวกท่านจงดื่มจากนมของมัน (นมของอูฐที่นั่น) แล้วเมื่อพวกหายดี พวกเขาได้ฆ่า คนเลื้องสัตว์ (คนเลี้ยงอูฐ)ของท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และวพวกได้ พาฝูงอูฐของท่านนบีหนีไป แล้วนบีก็ได้ส่งคนติดตามร่องรอยพวกเขา (เมื่อจับได้) นบีได้ตัดมือ ,ตัดเท้า และ ควากลูกตาของพวกเขา (อะนัสกล่าวว่า) ข้าพเจ้าได้เห็นชายคนหนึ่งจากพวกนั้น เลียพื้นดินด้วยลิ้นของเขา (เนื่องจากอากาศร้อนจัดและความเจ็บปวด)จนกระทั้งสิ้นชีวิต – บันทึกโดย บุคอรี กิตาบุตฏิบ ดู ฟัตหุลบารี หะดิษ หมายเลข 5361 กิตาบุตฏิบ
…………….

การกระทำของพวกนั้นที่ ปล้น ฆ่า มุสลิม คนของท่านนบีและชิงอูฐของท่านนบีไป คนขบถต่อศาสนาและประกาศเป็นศัตรูกับรอซูล สมแล้วที่จะได้รับโทษแบบนี้

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Apr 22, 2012 1:03 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

2. เมื่อชีอะฮตัดตอนหะดิษกล่าวหาอบูบักร์ ว่าไม่ยอมมอบทรัพย์สินมรดกของนบี ให้แก่ฟาฏิมะฮ


فَأَبَى أَبُو بَكْرٍ أَنْ يَدْفَعَ إِلَى فَاطِمَةَ مِنْهَا شَيْئًا فَوَجَدَتْ فَاطِمَةُ عَلَى أَبِى بَكْرٍ فِى ذَلِكَ فَهَجَرَتْهُ ، فَلَمْ تُكَلِّمْهُ حَتَّى تُوُفِّيَتْ ، وَعَاشَتْ بَعْدَ النَّبِىِّ - صلى الله عليه وسلم - سِتَّةَ أَشْهُرٍ ، فَلَمَّا تُوُفِّيَتْ ، دَفَنَهَا زَوْجُهَا عَلِىٌّ لَيْلاً ، وَلَمْ يُؤْذِنْ بِهَا أَبَا بَكْرٍ وَصَلَّى عَلَيْهَا
ท่านอบูบักรได้ปฏิเสธที่จะส่งมอบให้กับท่านหญิงฟาติมะฮ์ ไม่ว่าสิ่งใดจากมัน(คือมรดกของนบี) ท่านหญิงฟาติมะฮ์จึงโกรธเคืองท่านอบูบักรในสิ่งนั้น นางได้จากเขาไป แล้วนางไม่เคยพูดกับเขาอีกเลยจนนางเสียชีวิต นางเสียชีวิตหลังท่านนบี(ศ.จากไป)หกเดือน เมื่อนางเสียชีวิต ท่านอะลีสามีนางได้ฝังนางในตอนกลางคืน
เศาะหิ๊หฺบุคอรี หะดีษที่ 4240 และ 4241

.............

ชี้แจง

ชีอะฮนำเอาหะดิษของบุคอรีโดยตัดมาท่อนกลาง เพื่อบิดเบือน ที่นี้มาดูสาเหตุดังกล่าวที่ระบุไว้ ที่ระบุในตอนแรกของหะดิษคือ

أَنَّ فَاطِمَةَ عَلَيْهَا السَّلَام بِنْتَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَرْسَلَتْ إِلَى أَبِي بَكْرٍ تَسْأَلُهُ مِيرَاثَهَا مِنْ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مِمَّا أَفَاءَ اللَّهُ عَلَيْهِ بِالْمَدِينَةِ وَفَدَكٍ وَمَا بَقِيَ مِنْ خُمُسِ خَيْبَرَ فَقَالَ أَبُو بَكْرٍ إِنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ لَا نُورَثُ مَا تَرَكْنَا صَدَقَةٌ إِنَّمَا يَأْكُلُ آلُ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي هَذَا الْمَالِ وَإِنِّي وَاللَّهِ لَا أُغَيِّرُ شَيْئًا مِنْ صَدَقَةِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنْ حَالِهَا الَّتِي كَانَ عَلَيْهَا فِي عَهْدِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَلَأَعْمَلَنَّ فِيهَا بِمَا عَمِلَ بِهِ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَأَبَى أَبُو بَكْرٍ أَنْ يَدْفَعَ إِلَى فَاطِمَةَ مِنْهَا شَيْئًا

แท้จริงฟาติมะฮ (อะลัยฮัสสลาม) บุตรสาวของนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ส่งคนไปยังอบูบักร์ เพื่อขอเขา(อบูบักร)เกี่ยวกับส่วนแบ่งมรดกของนางจากรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากสิ่งที่อัลลอฮได้ประทานให้แก่เขา (จากทรัพย์สินที่ยึดได้จากข้าศึกโดยไม่มีการรบ)ที่นครมะดีนะฮ และที่เมืองฟะดัก และส่วนแบ่งทรัพย์สินหนึ่งในห้า(ที่ยึดได้จากข้าศึก จากการทำสงครามที่คอ็ยบัร แล้วอบูบักร กล่าวว่า “แท้จริงรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “เราจะไม่ให้มีการสืบมรดกสิ่งใดก็ตามที่เราทิ้งเอาไว้เป็นทาน(เศาะดะเกาะฮ) “ ความจริงวงศ์วานของมุฮัมหมัด ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะได้กินในทรัพย์สินนี้ และฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันจะไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็ตามจากเศาะดะเกาะฮของ ซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากสภาพของมันที่เป็นอยู่ในสมัยของรซูลุลลอฮศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และขอยืนยันว่า ฉันจะปฏิบัติ ในทรัพย์สินนั้น ตามที่ซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ปฏิบัติกับมันเอาไว้ แล้วอบูบักร์ ไม่ยอมมอบสิ่งใดจากมันแก่ท่านหญิงฟาฎิมะฮ ......

...........

นี้คือ สาเหตุที่ท่านอบูบักร์ ไม่มอบทรัพย์สินดังกล่าวแก่ฟาฏิมะฮเพราะ ท่านนบีได้สั่งเอาไว้ ว่าทรัพย์สินนั้น จะทำเป็นมรดกไม่ได้ แต่วงศ์วานของท่านนบีสามารถที่จะกินทรัพย์ส่วนนั้นได้

และในช่วงท้ายของหะดิษ ระบุว่า
فَقَالَ عَلِيٌّ لِأَبِي بَكْرٍ مَوْعِدُكَ الْعَشِيَّةَ لِلْبَيْعَةِ فَلَمَّا صَلَّى أَبُو بَكْرٍ الظُّهْرَ رَقِيَ عَلَى الْمِنْبَرِ فَتَشَهَّدَ وَذَكَرَ شَأْنَ عَلِيٍّ وَتَخَلُّفَهُ عَنْ الْبَيْعَةِ وَعُذْرَهُ بِالَّذِي اعْتَذَرَ إِلَيْهِ ثُمَّ اسْتَغْفَرَ وَتَشَهَّدَ عَلِيٌّ فَعَظَّمَ حَقَّ أَبِي بَكْرٍ وَحَدَّثَ أَنَّهُ لَمْ يَحْمِلْهُ عَلَى الَّذِي صَنَعَ نَفَاسَةً عَلَى أَبِي بَكْرٍ وَلَا إِنْكَارًا لِلَّذِي فَضَّلَهُ اللَّهُ بِهِ وَلَكِنَّا نَرَى لَنَا فِي هَذَا الْأَمْرِ نَصِيبًا فَاسْتَبَدَّ عَلَيْنَا فَوَجَدْنَا فِي أَنْفُسِنَا فَسُرَّ بِذَلِكَ الْمُسْلِمُونَ وَقَالُوا أَصَبْتَ وَكَانَ الْمُسْلِمُونَ إِلَى عَلِيٍّ قَرِيبًا حِينَ رَاجَعَ الْأَمْرَ الْمَعْرُوفَ

แล้วอาลีกล่าวแก่อบูบักรฺ ว่า “เวลาแห่งการมุบายะอะฮต่อท่าน รอจนกว่าจะค่ำ แล้ว เมื่ออบูบักร ละหมาดซุฮรี เสร็จ เขาได้ขึ้นบนมิมบัร แล้วเขาได้กล่าวปฏิญาน แล้วได้ระบุเกี่ยวกับเรื่องราวของอาลีและการที่เขาทำการมุบายะอะฮ(ให้สัตยาบันรับรอง)ภายหลัง และ เหตุผลของเขา ที่เขาได้อ้างต่อ เขา(อบูบักร )ต่อมา อาลีได้ กล่าวอิสติฆฟัร และได้กล่าวปฏิญาน แล้วได้ เทิดทูลเกียรติของอบีบักร์ แล้ว ได้เล่าวว่า “ ที่เขาทำไป ไม่ได้อิจฉาอบูบักร์ และไม่ได้คัดค้าน สิ่งที่อัลลอทรงประทานความโปรดปรานกับเขา(อบูบักร) แต่เราเห็นว่า ในเรื่องนี้(การสืบมรดก) เราสมควรที่จะได้ส่วนแบ่ง แล้วเขาได้กระทำต่อเราตามอำเภอใจ แล้วเรารู้สึกโกรธเขา ,บรรดามุสลิมทั้งหลายก็รู้สึกดีใจ แล้วกล่าวว่า “ ท่านทำถูกต้องแล้ว” และบรรดามุสลิม ได้เข้าใกล้อาลี เมื่อเขาได้กลับมาสู่สิ่งที่ดี (คือเหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี) –
---------
คือ ตอนแรกท่านอาลีและครอบครัวเข้าใจว่า มีสิทธิ์ในมรดกจากทรัพย์สินรซูลุลลอฮและเข้าใจว่าอบูบักรทำตามอำเภอใจ จึงรู้สึกโกรธ แต่ต่อมาก็เข้าใจกัน และกลับมาดีกันเหมือนเดิม และท่านอาลีได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอบูบักร์ ด้วย

อิบนุกะษีร กล่าวว่า

وقد اتفق الصحابة - رضي الله عنهم - على بيعة الصديق في ذلك الوقت، حتى علي بن أبي طالب، والزبير ابن العوام.

บรรดาเหล่าเศาะหาบะฮ (ร.ฎ) ได้มีมติต่อการให้สัตยาบัน อบูบักร อัศเศาะดีก ในเวลานั้น แม้กระทั่ง อาลี บิน อบี ฏอลิบ และ อัซซุบัยรฺ บิน อัลอะวาม (ก็ได้ให้สัตยาบันด้วย) – อัลบิดายะฮ วัลนิฮายะฮ เล่ม 6 หน้า 306

.....................

ความอคติและความเกลียดจังที่มีต่อเหล่าศอหาบะฮ จึงหาวิธีต่างๆนาๆเพื่อที่จะทำลาย น่าเสียดายพีน้องมุสลิมบางคน ถูกฝังหัวให้เกลียดเศาะหาบะฮ ทั้งๆที่ตนเองไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลย นะอูซุบิลละฮ



เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านอบูบักร์ รักษาเจตนารมณ์ของท่านรอซูลที่ว่า

لَا نُورَثُ مَا تَرَكْنَا صَدَقَةٌ

เราจะไม่ให้สืบมรดกต่อ สิ่งใดก็ตามที่เราทิ้งเอาไว้เป็นเศาะเกาะฮ

, عَنْ عَائِشَةَ , عَنْ أَبِي بَكْرٍ قَالَ : سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ , يَقُولُ : " إِنَّا مَعْشَرَ الأَنْبِيَاءِ لا نُورَثُ , مَا تَرَكْنَا صَدَقَةٌ " .

รายงานจากอาอีฉะฮ จากอบีบักร์ กล่าวว่า ข้าเจ้าได้ยิน รซูลุลลอฮ กล่าวว่า “ เราบรรดานบี ไม่มีการสืบมรดก ,สิ่งที่เราทื้งไว้เป็นเศาะดะฮเกาะฮ - เป็นหะดิษเศาะเฮียะดูสายรายงาน

(1) عائشة بنت عبد الله
| (2) عروة بن الزبير
| | (3) محمد بن مسلم
| | | (4) معمر بن راشد
| | | | (5) عبد الرزاق بن همام
| | | | | (6) إسحاق بن إبراهيم
| | | | | | (7) الكتاب: مسند إسحاق بن راهويه [الحكم: إسناده متصل، رجاله ثقات، على شرط الإمام مسلم، رجاله رجال الإمام البخاري]
……………….

ท่านอบูบักร์ เป็นบุคคลที่ท่านนบียกย่อง แต่ชีอะฮ ทำลาย มาชาอัลลอฮ


_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย asan เมื่อ Sun Apr 22, 2012 1:14 am, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Apr 22, 2012 1:09 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

3. เมื่อชีอะฮเอาหะดิษต่อไปนี้ กล่าวหาอบูบักรฺ ว่าทำให้ฟาติมะฮโกรธ เป็นผลให้นบีโกรธ ด้วย


อัลบุคอรีรายงานว่า ความโกรธของฟาติมะฮ์คือ ความโกรธของรอซูลุลเลาะฮ์

أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ - صلى الله عليه وسلم - قَالَ فَاطِمَةُ بَضْعَةٌ مِنِّى ، فَمَنْ أَغْضَبَهَا أَغْضَبَنِى

แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า : ฟาติมะฮ์คือก้อนเนื้อหนึ่งที่มาจากฉัน ดังนั้นผู้ใดได้ทำให้นางโกรธเคือง ก็เท่ากับทำให้ฉันโกรธเคือง
เศาะหิ๊หฺบุคอรี หะดีษที่ 3714 และ 3767

ขอชี้แจง

ความจริง ผู้ที่ทำให้ฟาฏิมะฮโกรธ ไม่ใช่อบูบักรฺ แต่ เป็น อาลี บิน อบีฏอลิบ ด้วยสาเหตุดังนี้




عن الزهري ، قال : حدثني علي بن حسين : أن المسور بن مخرمة ، قال : إن علياًّ خطب بنت أبي (جهل ) فسمعت بذلك فاطمة . فأتت رسول الله صلى الله عليه وسلم . فقالت : يزعم قومك أنك لاتغضب لبناتك وهذا علي ناكح بنت أبي (جهل) . فقام رسول الله صلى الله عليه وسلم فسمعته حين تشهد يقول : أما بعد أنكحت أبا العاص بن الربيع فحدثني وصدقني ، وإن فاطمة بضعة مني وإني أكره أن يسوءها . والله لا تجتمع بنت رسول الله صلى الله عليه وسلم وبنت عدو الله عند رجل واحد فترك علي الخطبة

รายงานจากอัซซะฮะรีย์ กล่าวว่า อาลี บุตร หุสัยน์ ได้เล่าฉัน ว่า มิรวัร บุตร มัคเราะมะฮ กล่าวว่า “ แท้จริงอาลีได้สู่ขอ บุตรสาวของอบียะฮัล แล้วเมื่อท่านหญิงฝาติมะฮ ได้ยินเรื่องดังกล่าว นางก็ได้ไปหาท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า “ แท้จริงพวกฟ้องของท่าน เข้าใจว่าท่านไม่โกรธ แทนบุตรสาวของท่าน และนี้คือ อาลี กำลังจะแต่งงานกับบุตรสาวของอบียะฮัล แล้วรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยืนขึ้น ข้ะเจ้าได้ยินท่านกล่าวปฏิญาน แล้วกล่าวว่า อนึง ความจริง ฉันได้จัดการแต่ง ให้แก่ อบูอัลอาศ บุตร อัรรอเบียะ แล้วเขาได้สนทนากับฉันและเขาได้เชื่อฉัน และแท้จริงฟาติมะฮ เป็น เป็นส่วนหนึ่งของฉัน และฉันไม่ชอบที่จะให้เขาทำให้นางไม่พอใจ และขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ บุตรสาวของศาสนทูตของอัลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะไม่รวมกับบุตรสาวศัตรูของอัลลอฮ ที่สามีคนเดียวกัน ต่อมาอาลีก็ได้ถอนหมั้นนั้น
- รายงานโดย บุคอรี ดู ฟัตหุ้ลบารี เล่ม 7 หน้า 85 หะดิษหมายเลข 3729
และในอีกรายงานหนึง กล่าวว่า

إن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: فاطمة بضعة مني فمن أغضبها أغضبني

แท้จริง ท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ ฟาติมะฮ เป็นส่วนหนึ่งของฉัน ดังนั้น ผู้ใดทำให้นางโกรธ เขาก็ทำให้ฉันโกรธด้วย”- รายงานโดย บุคอรี ดู ฟัตหุ้ลบารีย์ เล่ม 7 หน้า 78 หะดิษหมายเลข 3714


หลักฐานที่แสดงว่า ท่านหญิงฟาติมะฮ ไม่ได้โกรธ อบูบักร



عن الشعبي أنه قال: (لما مرضت فاطمة أتاها أبو بكر الصديق فاستأذن عليها، فقال علي: يافاطمة هذا أبو بكر يستأذن عليك؟ فقالت: أتحب أن آذن له؟ قال: نعم، فأذنت له فدخل عليها يترضاها، فقال: والله ما تركت الدار والمال، والأهل والعشيرة، إلا إبتغاء مرضاة الله، ومرضاة رسوله، ومرضاتكم أهل البيت، ثم ترضاها حتى رضيت

จากอัชชุอบีย์ กล่าวว่า “ เมื่อท่านหญิงฟาติมะฮป่วย ท่านอบูบักร อัศเศาะดีก ได้มาหานางแล้วขออนุญาตเข้าพบนาง แล้วท่านอาลี กล่าวว่า “ โอ้ ฟาติมะฮ นี้คือ อบูบักร ขออนุญาตเข้าพบเธอ ได้ไหม ? แล้วนางกล่าวว่า “ ท่านชอบที่จะให้ดิฉันอนุญาตแก่เขาไหม ? อาลีกล่าวว่า “ ครับ” แล้วนางก็อนุญาตให้เขา(อบูบักร) แล้วเขาก็ได้เข้าพบนาง สร้างความพอใจให้แก่นาง แล้วเขา(อบูบักร)กล่าวว่า “ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ ฉันไม่ได้ทิ้ง บ้าน ,ทรัพย์สิน, ภรรยาและครอบครัว ไว้เพื่อสิ่งใด นอกจากเพื่อแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮ, เพื่อความพอใจของ รอซูลของพระองค์และ เพื่อความพอใจของพวกท่าน ที่เป็นอะฮลุ้ลบัยต์ เท่านั้น ต่อมา มันก็ได้ทำความพอใจแก่นาง จนกระทั้งนางได้พอใจ – ดูอัสสุนนันอัลกุบรอ ของท่านอัลบัยฮะกีย์ เล่ม 6 หน้า 301

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Apr 22, 2012 1:21 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

4. ชีอะฮ ผู้ใช้นามแฝงว่า วันวาน ยังว่างเปล่า นำหะดิษต่อไปนี้อ้างว่านบีสาปแช่งมุอาวียะฮ


หลายคนบอกว่าพวกเราชอบด่าทอซอฮาบะ แตท่านนบีกลับสาปแช่งคอลีฟะ ที่ มุอาวียะฮ์,อบูสุฟยานและยะซีด

อัลฮัยษะมี มุหัดดิษซุนนี่รายงานว่า
437 - وعَنْ سَفِيْنَة أَنَّ النَّبِيَّ صلى اللهُ عليه و سلم كاَنَ جَالِسًا فَمَرَّ رجلٌ عَلَى بَعِيْرٍ وَبَيْنَ يَدَيْهِ قَائِدٌ وَخَلْفَهُ سَائِقٌ فَقَالَ : " لَعَنَ اللهُ الْقَائِدَ وَالسَّائِقَ وَالرَّاكِبَ "
رواه البزار ورجاله ثقات
الكتاب : مجمع الزوائد ومنبع الفوائد المؤلف : نور الدين علي بن أبي بكر الهيثمي
الناشر : دار الفكر، بيروت - 1412 هـ عدد الأجزاء : 10
الراوي : سفينة مولي رسول الله المحدث : الهيثمي المصدر : مجمع الزوائد رقم الحديث : 437 خلاصة الدرجة : رجاله ثقات.

สะฟีนะฮ์ (คนรับใช้ท่านรอซูล) เล่าว่า : แท้จริงท่านนบี(มุฮัมมัด ศ.)นั้นนั่งอยู่ แล้วมีชายคนหนึ่งผ่านมา (โดยชายคนนั้นได้)นั่งอยู่บนอูฐ มีคนเดินนำหน้าเขาและหลังเขามีคนจูง ท่าน(นบี)จึงกล่าวดุอาอ์ว่า ขออัลลอฮ์ทรงละอ์นัต(สาปแช่ง) คนจูง คนลาก และคนขี่ด้วยเถิด
อัลฮัยษะมีกล่าวว่า รายงานโดยอัลบัซซ้าร และนักรายงานหะดีษบทนี้ เชื่อถือได้
อ้างอิงจากหนังสือมัจญ์มะอุซ-ซะวาอิด โดยอัลฮัยษะมี หะดีษที่ 437
ดูตัวบทหะดีษได้ที่เวป
www.al-eman.com/Islamlib/viewchp.asp?BID...CID=7&SW=437#SR1

..........

หะดิษข้างต้น ระบุสายรายงานดังนี้

حديث سفينة رضي الله عنه روى البزار في مسنده ( 9/ 286) حدثنا السكن بن سعيد قال حدثنا عبدالصمد قال حدثنا أبي وحدثنا حماد بن سلمة عن سعيد بن جهمان عن سفينة رضي الله عنه أن النبي ? كان جالساً فمر رجل على بعير وبين يديه قائد وخلفه سائق فقال : لعن الله القائد والسائق والراكب

วิจารณ์

1. السكن بن سعيد (อัสสะกัน บิน สะอีด ) เป็นอาจารย์ของ อัลบัซซาร ท่าน อัลหัยษะมีย์ ได้กล่าวว่า
شيخ البزار السكن بن سعيد لم أعرفه

อาจารย์ของอัลบัซซาร บุตร สะอีด ฉันไม่รู้จักเขา – มัจญมัวะอัซซะวาอีด เล่ม 7 หน้า 395
เพราะฉะนั้น แปลกนะครับที่ท่านบอกว่า “บรรดาผู้รายงานหะดิษเชื่อถือได้

2. หะดิษไม่ได้ระบุชื่อมุอาวิยะฮ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Apr 22, 2012 1:49 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

5. เมื่อชีอะฮ กล่าวหาอิหม่ามมาลิก และดูหมิ่นว่าท่านหญิงอาอีฉะฮ ให้ชายหนุ่มกินนม

ชีอะฮนามแฝง ยูส รี อ้างว่า



รื่องการให้นมเด็กหนุ่มในบ้านท่านหญิงอาอิชะฮ์ มีหลักฐานเพิ่มเติมในหนังสือของอิมามมาลิก อีกว่า

أخرج مالك في الموطأ ج2ص605 بتحقيق محمد فؤاد عبد الباقي : ( عن ابن شهاب أنه سئل عن رضاع الكبير فقال : أخبرني عروة بن الزبير أن أبا حذيفة بن عتبة بن ربيعة وكان من أصحاب رسول الله (ص) وكان قد شهد بدرا -إلى أن قال - فأخذت بذلك عائشة أم المؤمنين فيمن كانت تحب أن يدخل عليها من الرجال ، فكانت تأمر أختها أم كلثوم بنت أبي بكر الصديق وبنات أخيها أن يرضعن من أحبت أن يدخل عليها من الرجال وأبى سائر أزواج النبي (ص) أن يدخل عليهن بتلك الرضاعة أحد من الناس وقلن لا والله ! )


อิมามมาลิกได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัลมุวัฏเฏาะ เล่ม ๒ หน้า ๖๐๕ โดยการตรวจทานรับรองความถูกต้องของท่านมุฮัมมัด ฟุอาด อับดุลบากีย์ว่า รายงานจากอิบนุชิฮาบกล่าวว่า ท่านได้ถูกถามเรื่องการให้นมแก่ผู้ใหญ่ ดังนั้น ท่านกล่าวว่า ท่านอุรวะฮ์ บิน ซุเบรได้เล่าแก่ฉันว่า อะบาฮุซัยฟะฮ์ บิน อุตบะฮ์ บิน รอบีอะฮ์ ผู้เป็นศอฮาบะฮ์คนหนึ่งของท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ และได้ร่วมรบในสงครามบะดัร เขา(อุรวะฮ์)ได้เล่าต่อไปจนถึงตอนหนึ่งว่า ท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชนได้ถือปฏิบัติเรื่องนี้ ต่อผู้ที่นางชอบจะให้เขาเข้าหานาง จากบรรดาผู้ชายโดยนางได้สั่งให้น้องสาวของนาง คือ อุมมุลกุลซูม บินต์ อะบี บักร์ อัศศิดดีก และบรรดาบุตรสาวของนาง(อุมมุลกุลซูม) ให้นมแก่ผู้ที่นางชอบจะให้เขาเข้าหานาง จากบรรดาผู้ชาย แต่ภรรยาคนอื่นๆของท่านนบี ศ จะปฏิเสธ ไม่ยอมให้คนใดเข้าหาพวกนางโดยวิธีการให้นมแบบนั้นเลย และพวกนางกล่าวว่า ไม่มีเลย ขอสาบานต่ออัลลอฮ์
ตำราคุณภาพอีกเล่มหนึ่งในอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ก็คือ “อัลมุวัฏเฏาะ” ของอิมามมัซฮับมาลิกีย์ ๑ ใน ๔ มัซฮับ ของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ตำรานี้ได้สนับสนุนหลักฐานในศอฮีฮ์มุสลิม จนเรารู้สึกสลดหดหู่ในความคิดและทัศนะทั้งของผู้บันทึก ผู้รายงาน ผู้ตรวจทาน และผู้จัดพิมพ์ตำราเล่มนี้

ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์

ทำไมหนังสืออัลมุวัฏเฏาะของอิมามมาลิกจึงใช้ถ้อยคำที่ละเมิดต่อท่านหญิงอาอิชะฮ์มารดาแห่งศรัทธาชนถึงเพียงนั้น และที่น่าฉงนก็คือ พวกวาฮาบีย์ไม่เคยออกมากล่าวหาเจ้าของหนังสืออัลมุวัฏเฏาะว่า ประณามท่านหญิงอาอิชะฮ์ ทั้งๆที่ในตำราเล่มนี้ มีถ้อยคำที่กล่าวถึงมารดาแห่งศรัทธาชนอย่างน่าเกลียด

ขอชี้แจงว่า


ชีอะฮคงคิดลามกกับท่านหญิงอาฮีฉะ ความจริงอยากจะบอกชีอะฮ ที่พยายามทำลายเกียรติของท่านหญิงอาอีฉะฮว่า
มีข้อความใหนในหะดิษ บอกว่าให้นมโดยดูดจากหัวนม ความจริงการให้นมผู้ใหญ่ เขาบีบนมใส่ภาชนะให้ดื่ม เพราะผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่มะหรอม จะไปสัมผัสกับเพศตรงข้ามที่ไม่ใช่สามีภรรยาไม่ได้ ที่นี้มาดูหะดิษต่อไปนี้


حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ أَخِي الزُّهْرِيِّ ، عَنْ أَبِيهِ ، قَالَ : " كَانَ يَحْلُبُ فِي مِسْعَطٍ أَوْ إِنَاءٍ قَدْرَ رَضْعَةٍ فَيَشْرَبُهُ سَالِمٌ كُلَّ يَوْمٍ ، خَمْسَةَ أَيَّامٍ ، وَكَانَ بَعْدُ يَدْخُلُ عَلَيْهَا وَهِيَ حَاسِرٌ ، رُخْصَةً مِنْ رَسُولِ اللَّهِ لِسَهْلَةَ بِنْتِ سُهَيْلٍ

มุหัมหมัด บิน อับดุลลอฮ บิน อะคีย์ อัซซะฮรีย์ ได้เล่าเราจากบิดาของเขาว่า “ เขาได้รีดนมใส่ในกล่อง หรือภาชนะ ในปริมาณต่อการให้นมครั้งหนึ่ง แล้วให้สาลิม ดื่มทุกวัน ห้าครั้ง และปรากฏหลังจาก ที่เขาเข้าไปยังนาง โดยที่นางรู้สึกเหนื่อยใจ กับข้อผ่อนปรนจากรซูลุลลอฮ แก่สะฮละฮ บุตรสาว สุอัยลิน – อัฏเฏาะกอตกุบรอ ของ อิบนิสะอัด หะดิษหมายเลข 8 หน้า 271 และอัลอิศอบะฮ ของอิบนหะญัร เล่ม 7 หน้า 716
...........

ในที่นี้หมายถึง บีบนมจากเต้าแล้วใส่ภาชนะ นำไปให้สาลิมดื่ม ไม่ใช่ดื่มจากหัวนม


อิบนุอับดุลบีร กล่าวว่า

هكذا إرضاع الكبير كما ذكر: يحلب له اللبن ويسقاه. وأما أن تلقمه المرأة ثديها –كما تصنع بالطفل– فلا

ดังนั้น การให้นมผู้ใหญ่ ดังที่ได้ระบุไว้ คือ รีดนมให้เขาและให้เขาดื่ม สำหรับการที่ผู้หญิง ให้เขาดูดหัวนมของนาง เหมือนที่นางกระทำกับทารกนั้น ไม่ใช่ – ดูอัตตัมฮีด เล่ม 8 หน้า 527

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Apr 22, 2012 2:01 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

6. เมื่อชีอะฮระบุว่า “อัลกุรอ่านในปัจจุบันไม่สมบูรณ์

มาดูกัน


محمد بن يحيى، عن أحمد بن محمد، عن ابن محبوب، عن عمرو بن أبي المقدام عن جابر قال: سمعت أبا جعفر عليه السلام يقول: ما ادعى أحد من الناس أنه جمع القرآن كله كما أنزل إلا كذاب، وما جمعه وحفظه كما نزله الله تعالى إلا علي بن أبي طالب عليه السلام والائمة من بعده عليهم السلام
มุหัมหมัด บิน ยะหยา จากอะหมัด บิน มุหัมหมัด จาก อิบนุมะหบูบ จาก อัมริน บิน อบี อัลมิกดาม จากญาบีร กล่าวว่า “ฉันได้ยิน อบูยะอฺฟัร อะลัยฮิสสลาม กล่าวว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดอ้างว่า เขาได้รวบรวมอัลกุรอ่านทั้งหมด ตามที่ได้ถูกประท่านลงมา นอกจากเขาเป็นจอมโกหก และไม่มีผู้ใดรวบรวม และท่องจำมัน ตามที่อัลลอฮตาอาลา ได้ประทานมันลงมา นอกจาก อาลี บิน อาบีฏอลิบ อะลัยฮิสสลาม และบรรดาอิหม่าม อะลัยฮิมุสสลาม หลังจากเขา – ดูอัลกาฟี ของกุลัยนี เล่ม 1 หน้า 229 บทว่าด้วย باب انه لم يجمع القرآن كله الا الائمة عليهم السلام وانهم يعلمون علمه كله

เอามาจากเว็บชีอะฮรอฟิเฎาะฮของแท้ ไม่แอบอ้างคือ

http://mezan.net/books/kafi/kafi1/html/ara/books/al-kafi-1/99.html

จึงมีคำถามมายังชาวชีอะฮรอฟิเฎาะผู้ทรงเกียรติว่า

1. ยอมรับและเชื่อตามหะดิษข้างต้นหรือไม่ ?
2. ณ ปัจจุบันนี้พวกท่านใช้คัมภีร์อัลกุรอ่านฉบับใหน ใครเป็นผู้รวบรวม
3. คัมภีรอัลกุรอ่านที่ท่านอาลีและอิหม่ามสิบสองรวบรวม เวลานี้อยู่ที่ใหน สำนักพิมพ์ใดเป็นผู้พิมพ์

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 23, 2012 10:00 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

7. ชีอะฮนำหะดิษต่อไปนี้มากล่าวหาว่า "การแต่งตั้งเคาะลิฟะฮอบูบักรทำด้วยความบังเอิญ

การเลือกตั้งคอลีฟะคือเรื่องบังเอิญ มุหัดดิษซุนนี่ระบุว่า บัยอัตอบูบักรคือเรื่องบังเอิญ

عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ قَالَ كُنْتُ أُقْرِئُ رِجَالاً مِنَ الْمُهَاجِرِينَ مِنْهُمْ عَبْدُ الرَّحْمَنِ بْنُ عَوْفٍ ، فَبَيْنَمَا أَنَا فِى مَنْزِلِهِ بِمِنًى ، وَهْوَ عِنْدَ عُمَرَ بْنِ الْخَطَّابِ فِى آخِرِ حَجَّةٍ حَجَّهَا ، إِذْ رَجَعَ إِلَىَّ عَبْدُ الرَّحْمَنِ فَقَالَ لَوْ رَأَيْتَ رَجُلاً أَتَى أَمِيرَ الْمُؤْمِنِينَ الْيَوْمَ فَقَالَ يَا أَمِيرَ الْمُؤْمِنِينَ هَلْ لَكَ فِى فُلاَنٍ يَقُولُ لَوْ قَدْ مَاتَ عُمَرُ لَقَدْ بَايَعْتُ فُلاَنًا ، فَوَاللَّهِ مَا كَانَتْ بَيْعَةُ أَبِى بَكْرٍ إِلاَّ فَلْتَةً ،

อิบนุอับบาสเล่าว่า : ฉันกำลังอ่านให้บรรดาชายจากพวกมุฮาญิรีนฟัง ส่วนหนึ่งจากพวกเขาคืออับดุลเราะหฺมานบินอูฟ ขณะนั้นฉันอยู่ในบ้านของเขาที่มินา ซึ่งเขาอยู่กับท่านอุมัรบินคอตตอบในฮัจญ์ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ทำมัน ทันใดนั้นอับดุลเราะห์มานได้ย้อนกลับมาหาฉัน แล้วเขากล่าวว่า หากฉันเห็นชายคนหนึ่งมาหาท่านอมีรุลมุอ์มินีนในวันนี้ แล้วเขากล่าวถามว่า โอ้ท่านอมีรุลมุอ์มินีน (คอลีฟะฮ์คนต่อไป)สำหรับท่านจะอยู่กับฟุลาน(นามสมมุติเช่นนายก.)หรือ ?
(มีชายคนหนึ่ง)กล่าวว่า หากอุมัรตายฉันจะให้(บัยอัต)สัตยาบันกับชายคนหนึ่ง(ไม่ได้เอ่ยชื่อ)แน่นอน ขอสาบานต่ออัลเลาะฮฺว่า การให้สัตยาบันต่ออบูบักรมิใช่อื่นใดเลยนอกจากมันคือเรื่องบังเอิญ
เศาะหิ๊หฺบุคอรี หะดีษที่ 6830

37042 - حدثنا غندر عن شعبة عن سعد بن إبراهيم قال سمعت عبيد الله بن عبد الله بن عتبة يحدث عن بن عباس عن عبد الرحمن بن عوف قال حج عمر فأراد أن يخطب الناس خطبة فقال عبد الرحمن بن عوف إنه قد اجتمع عندك رعاع الناس وسفلتهم فأخر ذلك حتى تأتي المدينة قال فلما قدمت المدينة دنوت قريبا من المنبر فسمعته يقول إني قد عرفت ان أناسا يقولون إن خلافة أبي بكر فلتة وإنما كانت فلتة ولكن الله وقى شرها إنه لا خلافة إلا عن مشورة
مصنف ابن أبي شيبة ح : 37042
المؤلف : أبو بكر عبد الله بن محمد بن أبي شيبة الكوفي الناشر : مكتبة الرشد - الرياض
الطبعة الأولى ، 1409 تحقيق : كمال يوسف الحوت

อิบนุอับบาสรายงาน จากอับดุลเราะห์บินอูฟเล่าว่า : ท่านอุมัรได้ประกอบพิธีหัจญ์ แล้วท่านอุมัรต้องการทำการปราศรัยกับประชาชน อับดุลเราะห์มานกล่าวว่า แท้จริงพวกคนพาลและคนต่ำได้มารวมกันที่ท่าน ดังนั้นท่านจงรั้งสิ่งนั้นไว้ก่อน จนกว่าท่านจะไปที่เมืองมะดีนะฮ์
เขาเล่าว่า : พอฉันเข้ามาที่มะดีนะฮ์ ฉันเข้าไปใกล้มิมบัร แล้วฉันได้ยินเขา(อุมัร)กล่าว(ปราศรัย)ว่า ฉันรู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งพูดว่า การเป็นคอลีฟะฮ์ของท่านอบูบักรนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ และแท้จริงมันเป็นเรื่องกะทันหันจริงๆ แต่ขอให้อัลลอฮ์ทรงปกป้องความชั่วร้ายของมันด้วย เพราะว่าจะไม่มีการรับตำแหน่งคอลีฟะฮ์เช่นนั้นอีก นอกจาก(วิธี) ชูรอเท่านั้น
อ้างอิงจาก มุศอนนัฟ อิบนิอบีชัยบะฮ์ หะดีษที่ 37042

http://www.facebook.com/groups/218832978139460/389728007716622/?notif_t=group_activity


คำชี้แจง


فَوَاللَّهِ مَا كَانَتْ بَيْعَةُ أَبِى بَكْرٍ إِلاَّ فَلْتَةً ،
แน่นอน ขอสาบานต่ออัลเลาะฮฺว่า การให้สัตยาบันต่ออบูบักรมิใช่อื่นใดเลยนอกจากมันคือเรื่องบังเอิญ
……….

ความจริงความหมายข้างต้น ชีอะฮเอง แปลคำว่า “َ فَلْتَةً ว่า หมายถึง เรื่องบังเอิญ

ชีอะฮจะแปลหะดิษโดยมีอคติอยู่ในใจตลอด เพราะงานของชีอะฮ คือ หาจุดที่ต้องการจะทำลายความเชื่อถือ เหล่าเศาะหาบะฮ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบูบักร ,อุมัร และท่านอุษมาน ขอชี้แจงให้พี่น้องซุนนีย์ทราบว่า คำว่า “ “َ فَلْتَةً

وفي حديث عمر : أن بيعة أبي بكر كانت فلتة ; وقى الله شرها . قال ابن سيده : قال أبو عبيد : أراد فجأة ، وكانت كذلك لأنها لم ينتظر بها العوام ، إنما ابتدرها أكابر أصحاب سيدنا محمد رسول الله ، صلى الله عليه وسلم ، من المهاجرين وعامة الأنصار

ในหะดิษอุมัร ที่ว่า แท้จริงการทำสัตยาบันนั้น เป็นด้วยความรีบเร่งแต่ขอให้อัลลอฮ์ทรงปกป้องความชั่วร้ายของมันด้วย ,อิบนุสัยยิดะฮ กล่าวว่า “อบูอุบัย หมายถึง ด้วยความรีบด่วน และมันปรากฏเช่นนั้น เพราะว่า การกระทำอย่างรีบเร่งนั้น เขาไม่ได้รอคนทั่วไป ความจริง บรรดาเหล่าเศาะหาบะฮอวุโสของนายของเรามุหัมหมัด ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากบรรดาชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรโดยทั่วไป ได้รีบด่วนมัน
- ดู ลิสานุลออัรบิ ของ อิบนุมันซูร หมวดอักษร ฟา เล่ม 11 หน้า 214 และเฆาะรีบบุลหะดิษ ของอัลคิฏอบีย์ หะดิษหมายเลข 746 حديْثُ عُمَرَ بْنِ الْخَطَّابِ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ ...

..................

การให้สัตยาบัน ครั้งนี้ บรรดาเหล่าเศาะหาบะฮคนสำคัญๆและ บรรดาชาวอันศอรทั้วไป เขาได้รีบด่วน ซึ่งเขารู้ว่า การกระทำเช่นนี้ ก็ไม่มีใครคัดค้าน และตอนนั้นอบูบักร์อวุโสและเหมาะสมที่สุด จึงไม่จำเป็นจะต้องรอให้มีการชูรอ ในการสัตยาบันครั้งนั้น

และการแต่งตั้งเคาะลิฟะฮอบูบักร์ ถือว่า เป็นฉันทานุมัติของเหล่าเศาะหาบะฮ

عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ سَمِعْتُ عُمَرَ يَقُولُ لِأَبِي بَكْرٍ يَوْمَئِذٍ اصْعَدْ الْمِنْبَرَ فَلَمْ يَزَلْ بِهِ حَتَّى صَعِدَ الْمِنْبَرَ فَبَايَعَهُ النَّاسُ عَامَّةً

จากอะนัส บิน มาลิก ว่า ได้ยินอุมัร กล่าวแก่อบูบักรในวันนั้นว่า “ท่านจงขึ้นมินบัรเถิด แล้วเหตุการณืยังคงดำเนินอยู่จนกระทั้งเขาได้ขึ้นมินบัร แล้วบรรดาประชาชนทั้งหมดได้ให้สัตยาบันต่อเขา(ต่ออบูบักร) - ดูเศาะเฮียะบุคอรี

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 23, 2012 10:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติม
فَوَاللَّهِ مَا كَانَتْ بَيْعَةُ أَبِى بَكْرٍ إِلاَّ فَلْتَةً ،
แน่นอน ขอสาบานต่ออัลเลาะฮฺว่า การให้สัตยาบันต่ออบูบักรมิใช่อื่นใดเลยนอกจากมันคือเรื่องบังเอิญ
……….
ความจริงความหมายข้างต้น ชีอะฮเอง แปลคำว่า “َ فَلْتَةً
ว่า หมายถึง เรื่องบังเอิญ

ชีอะฮจะแปลหะดิษโดยมีอคติอยู่ในใจตลอด เพราะงานของชีอะฮ คือ หาจุดที่ต้องการจะทำลายความเชื่อถือ เหล่าเศาะหาบะฮ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบูบักร ,อุมัร และท่านอุษมาน ขอชี้แจงให้พี่น้องซุนนีย์ ทราบว่า คำว่า “ “َ فَلْتَةً

وفي حديث عمر : أن بيعة أبي بكر كانت فلتة ; وقى الله شرها . قال ابن سيده : قال أبو عبيد : أراد فجأة ، وكانت كذلك لأنها لم ينتظر بها العوام ، إنما ابتدرها أكابر أصحاب سيدنا
محمد رسول الله ، صلى الله عليه وسلم ، من المهاجرين وعامة الأنصار

ในหะดิษอุมัร ที่ว่า แท้จริงการทำสัตยาบันนั้น เป็นด้วยความรีบเร่งแต่ขอให้อัลลอฮ์ทรงปกป้องความชั่วร้ายของมันด้วย ,อิบนุสัยยิดะฮ กล่าวว่า “อบูอุบัย หมายถึง ด้วยความรีบด่วน และมันปรากฏเช่นนั้น เพราะว่า การกระทำอย่างรีบเร่งนั้น เขาไม่ได้รอคนทั่วไป ความจริง บรรดาเหล่าเศาะหาบะฮอวุโสของนายของเรามุหัมหมัด ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากบรรดาชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรโดยทั่วไป ได้รีบด่วนมัน
- ดู ลิสานุลออัรบิ ของ อิบนุมันซูร หมวดอักษร ฟา เล่ม 11 หน้า 214 และเฆาะรีบบุลหะดิษ ของอัลคิฏอบีย์ หะดิษหมายเลข 746 حديْثُ عُمَرَ بْنِ الْخَطَّابِ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ ...

..................

การให้สัตยาบัน ครั้งนี้ บรรดาเหล่าเศาะหาบะฮคนสำคัญๆและ บรรดาชาวอันศอรทั้วไป เขาได้รีบด่วน ซึ่งเขารู้ว่า การกระทำเช่นนี้ ก็ไม่มีใครคัดค้าน และตอนนั้นอบูบักร์อวุโสและเหมาะสมที่สุด จึงไม่จำเป็นจะต้องรอให้มีการชูรอ ในการสัตยาบันครั้งนั้น


فَقَالَ عُمَرُ بَلْ نُبَايِعُكَ أَنْتَ فَأَنْتَ سَيِّدُنَا وَخَيْرُنَا وَأَحَبُّنَا إِلَى رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَأَخَذَ عُمَرُ بِيَدِهِ فَبَايَعَهُ وَبَايَعَهُ النَّاسُ

แล้วอุมัร กล่าวว่า “ ยิ่งไปกว่านั้น เราให้สัตยาบันต่อตัวท่านเอง เพราะท่านคือ นายของเรา ,คนดีในหมู่พวกเรา และเป็นที่รักยิ่งในหมู่พวกเราแก่รซูลุลลอฮ แล้วอุมัรจับมือ เขา(อบูบักร) แล้วเขาได้ให้สัตยาบันต่ออบูบักรและบรรดาประชาชน ก็ได้ให้สัตยาบันต่อเขา- ดูเศาะเฮียะบุคอรี หะดิษหมายเลข 3467 เล่ม 3 หน้า 1342 ว่าด้วยเรื่อง كتاب فضائل الصحابة
.............
ประชาชนพร้อมใจกันให้สัตยาบันต่อตำแหน่งเคาะลิฟะฮอบูบักร แต่ชีอะฮไม่ยอม ไม่ยอมท่าเดียว และใครว่าอย่างไรชีอะฮก็ไม่ยอม



_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed Apr 25, 2012 2:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

8. ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตที่บ้านของใคร

ชีอะฮรอฟีเราะฮ ได้อ้างประวัติของท่านหญิงฟาติมะฮ(ร.ฎ) ซึ่งมีใจความยาวมาก ส่วนหนึ่งจากเรื่องนั้นคือเขาอ้างว่ารายงานจากญาบีรว่า
وكان بيتها سلام الله عليها ملاصق بيت رسول الله صلى الله عليه
آله الذي ينفرد به لنفسه من أزواجه

ปรากฏว่าบ้านของนาง(ฟาฏิมะฮ) ขอความสันติของอัลลอฮจงประสบแด่นางว่า อยู่ติดกับบ้านของรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม วะอาลิฮี ซึ่ง ตัวของท่านรซูลุลลอฮ อยู่ตามลำพังด้วยมัน ปราศจากบรรดาภรรยาของท่าน – บิหารุลอัลวาร ของอัลลามะฮอัลมัจญลิสีย์ เล่ม 43 หน้า 56

..............
จากหลักฐานข้างต้น ชีอะฮรอฟิเฎาะเอามาเป็นหลักฐานว่า ท่านนบี เสียชีวิตที่บ้านของท่านหญิงฟาติมะฮ

หะดิษข้างต้น เป็นหะดิษที่ชีอะฮรอฟิเฎาะฮ สร้างขึ้นมาเอง โดยอ้างว่ามาจากท่านญาบีร บิน อับดุลลอฮ อันอันศอรีย์

ความจริงบ้านของท่านอาลีนั้น อยู่ในบริเวณมัสยิด ประตูบ้านของท่านอะลีอยู่ทางด้านมัสยิด เวลาเข้าบ้าน ก็ต้องเข้าทางประตูมัสยิด เพราะไม่มีประตูอื่น ดังที่ท่านหาฟิซอิบนุหะญัร อธิบายหะดิษต่อไปนี้

أَنَّ النَّبِيَّ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - قَالَ : لَا يَحِلُّ لِأَحَدٍ أَنْ يَطْرُقَ هَذَا الْمَسْجِدَ جُنُبًا غَيْرِي وَغَيْرُكَ

แท้จริงนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้มัสยิดนี้เป็นทางเดิน โดยที่เขามีญะนาบะฮ อื่นจากฉันและท่าน(หมายถึงอาลี)
อัลฟาฟิซอิบนุญะญัรกล่าวว่า

وَالْمَعْنَى أَنَّ بَابَ عَلِيٍّ كَانَ إِلَى جِهَةِ الْمَسْجِدِ وَلَمْ يَكُنْ لِبَيْتِهِ بَابٌ غَيْرُهُ فَلِذَلِكَ لَمْ يُؤْمَرْ بِسَدِّهِ ، وَيُؤَيِّدُ ذَلِكَ مَا أَخْرَجَهُ إِسْمَاعِيلُ الْقَاضِي فِي " أَحْكَامِ الْقُرْآنِ " مِنْ طَرِيقِ الْمُطَّلِبِ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ حَنْطَبٍ " أَنَّ النَّبِيَّ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - لَمْ يَأْذَنْ لِأَحَدٍ أَنْ يَمُرَّ فِي الْمَسْجِدِ وَهُوَ جُنُبٌ إِلَّا لِعَلِيِّ بْنِ أَبِي طَالِبٍ لِأَنَّ بَيْتَهُ كَانَ فِي الْمَسْجِدِ

และหมายความว่า “ประตูของอาลี หันไปทางทิศทางของมัสยิด และบ้านของเขาไม่มีประตูอื่น เพราะเหตุดังดังกล่าว มันจึงไม่ถูกสั่งให้ปิดกั้น และ สิ่งที่บันทึกโดย อิสมาอีลอัลกอฎีย์ ในอะหกามุลกุรอ่าน จากสายรายงานของอัลมุฎเฎาะลิบ บินอิบดุลลอฮ บิน หันฏับ ได้ยืนยันดังกล่าว คือ แท้จริงนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่อนุญาตให้บุคคลใด ผ่านในมัสญิด โดยที่เขามีญะนาบะฮ ยกเว้น อาลี บิน อาบีฏอลิบ เพราะบ้านของเขา อยู่ในบริเวณมัสยิด – ดูฟัลหุลบารีย์ กิตาบฟะฎอิลุศเศาะหาบะฮ หะดิษหมายเลข 3454

........

หะดิษที่ยืนยันว่า ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตที่บ้านท่านหญิงอะอีฉะฮและฝังที่บ้านของนางคือ

،
จากฮิชาม จากอุรวะฮ จากอาอีฉะฮ กล่าวว่า إِنْ كَانَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَيَتَعَذَّرُ فِي مَرَضِهِ أَيْنَ أَنَا الْيَوْمَ أَيْنَ أَنَا غَدًا اسْتِبْطَاءً لِيَوْمِ عَائِشَةَ فَلَمَّا كَانَ يَوْمِي قَبَضَهُ اللَّهُ بَيْنَ سَحْرِي وَنَحْرِي وَدُفِنَ فِي بَيْتِي
ปรากฏว่ารซูลุลลฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่ออยู่ในการป่วย ท่านจะขอโทษ(บรรดาภรรยาในเรื่องการทิ้งเวรของพวกนาง) (แล้วท่านได้ถามว่า) วันนี้ฉันจะอยู่ที่ใหน? พรุ่งนี้ฉันจะอยู่ที่ใหน? เป็นการแสดงให้เห็นว่าล่าช้าก่อนที่จะถึงวันของอาอีฉะฮ แล้วเมื่อวันของฉันมาถึง อัลลอฮก็ได้เก็บชีวิตของท่าน ในสภาพที่อยู่ระหว่างหน้าอกและต้นคอของดิฉัน และท่านถูกฝังที่บ้านของดิฉัน – รายงานโดยบุคอรี

อีกหะดิษหนึ่ง

عَنْ هِشَامٍ ، عَنْ أَبِيهِ ، أَنّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَمَّا كَانَ فِي مَرَضِهِ جَعَلَ يَدُورُ فِي نِسَائِهِ ، وَيَقُولُ : " أَيْنَ أَنَا غَدًا أَيْنَ أَنَا غَدًا " , حِرْصًا عَلَى بَيْتِ عَائِشَةَ ، قَالَتْ عَائِشَةُ : فَلَمَّا كَانَ يَوْمِي سَكَنَ
จากฮิชาม จากบิดาของเขา ว่า รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขณะอยู่ในการป่วย ท่านได้เริ่มเปลี่ยนเวร ไปอยู่กับบรรดาภรรยาของท่าน โดยท่านกล่าวว่า “พรุ่งนี้ฉันจะอยู่ที่ใหน? พรุ่งนี้ฉันจะอยู่ที่ใหน? ท่านปรารถนาที่จะอยู่บ้านอาอีฉะฮ ,อาอีฉะฮ ได้กล่าวว่า เมื่อเป็นวันของฉัน ท่านก็จะเงียบ(ไม่ถามอีกเลย) – ดูเศาะเฮียะบุคอรี صحيح البخاري » كِتَاب الْمَنَاقِبِ » بَاب فَضْلِ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا
อิบนุกะษีร กล่าวว่า

" قد علم بالتواتر: أنه عليه الصلاة والسلام دفن في حجرة عائشة التي
كانت تختص بها، شرقي مسجده، في الزاوية الغربية القبلية من الحجرة، ثم دفن بعده أبو بكر، ثم عمر(رض).
แท้จริงเป็นที่รู้กันด้วยการรายงานหลายกระแสว่า นบี ขออัลลอฮประทานพรและความสันติแด่ท่าน ถูกฝังที่ห้องของอาอีฉะฮ ซึ่งเป็นห้องที่เฉพาะสำหรับนาง อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของมัสยิดของท่านในมุมทิศตะวันตกของห้อง ต่อมา อบูบักรฺและอุมัร (ร.ฏ)ได้ถูกฝัง(ที่นั้น)หลังจากท่านนบี – อัสสิยาเราะฮอัลนะบะวียะฮ ของอิบนุกะษีร เล่ม 4 หน้า 541

.............

เพราะฉันไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตในอ้อมกอดของท่านหญิงอาอีฉะฮ ถูกฝังที่บ้านของท่านหญิงอาอีฉะ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Apr 29, 2012 5:00 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

9. อายะฮตัฏฮีร

Love Islam กล่าวว่า "แท้จริง อัลลอฮ์ทรงตองการขจัดความผิดที่เป็นบาปให้พ้นไปจากพวกเจ้า โอ้ บรรดาวงศ์วาน (ของนบี) และพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง" (ซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ : 33)
.......
อายะฮ์นี้หมายความว่าอย่างไรคับ ช่วยอทิบายให้ละเอียดได้รึป่าวคับ ผมอยากเข้าใจ ตามความเปนจิงในทัศนะของพวกคุน ^^
………….

ขอชี้แจงว่า
ชีอะฮ
จะเอาท่อนท้ายของอายะฮนี้มา เพื่อต้องการจะบิดเบือนว่า คำว่า “ครอบครัวนบี” หมายถึง ลูกหลานอาลี กับท่านหญิงฟาฏิมะฮเท่านั้น และต้องการจะบอกว่า “อิหม่ามสิบสองที่มาจากอะฮลุลบัยต “มะอศูม” ได้รับการปกป้องให้บริสุทธิ์จากบาปทั้งปวง มาดูอายะฮเต็มๆ อัลลอฮตรัสว่า

وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَى وَأَقِمْنَ الصَّلَاةَ وآتِينَ الزَّكَاةَ وَأَطِعْنَ اللَّهَ وَرَسُولَهُ إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอและอย่าได้โออวดความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงการละหมาดและจ่ายซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ อัลลอฮฺเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นะบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ – อัลอะฮซาบ/33
........

ต้นอายะฮอัลลอฮ ซ.บ กล่าวกับบรรดาภรรยานบี ศอ็ลฯ สอนพวกนางว่า จงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอและอย่าได้โออวดความงาม.
.....
إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا ) : وَهَذَا نَصٌّ فِي دُخُولِ أَزْوَاجِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي أَهْلِ الْبَيْتِ هَاهُنَا; لِأَنَّهُنَّ سَبَبُ نُزُولِ هَذِهِ الْآيَةِ

อัลลอฮฺเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นะบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ – อัลอะฮซาบ/33) และนี้คือ ตัวบทที่แสดงให้เห็นว่า บรรดาภรรยานบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้าอยู่ใน คำว่า อะฮลุลบัยตฺ” ณ ที่นี้ด้วย เพราะพวกนาง เป็นสาเหตุแห่งการประทานอายะฮนี้ลงมา – ตัฟสีรอิบนุกะษีร

ตอนต้นของอายะฮ อัลลอฮ ตรัสว่า

وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَى وَأَقِمْنَ الصَّلَاةَ وآتِينَ الزَّكَاةَ وَأَطِعْنَ اللَّهَ وَرَسُولَهُ

และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอและอย่าได้โออวดความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงการละหมาดและจ่ายซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์
………

ตอนต้นของอายะฮ อัลลอฮทรงสอนบรรดาภรรยาของท่านนบี ให้ปฏิบัติตนดังนี้
ข้อ 1. ห้ามไม่ให้โอ้อวดความงาม ให้อยู่กับเย้ากับเรือน
ข้อ 2. ให้ปฏิบัติละหมาด
ข้อ 3. ให้บริจาคซะกาต
ข้อ 4. และให้เชื่อฟังสามี คือท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ
แล้วตอนปลายของอายะฮ พระองค์ได้ทรงบอกจุดประสงค์ ดังกล่าวว่า

إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

อัลลอฮฺเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นะบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ – อัลอะฮซาบ/33)
………

หมายถึงสอนให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้สะอาดจากบาป อายะฮนี้ไม่ได้หมายถึงการขจัดความโสมม หรือ การปกป้องให้บริสุทธิ์จากความผิดตลอดกาล หรือมะอ์ศูม อย่างที่ชีอะฮอ้าง ในทางกลับกัน ในอายะฮ เป็นคำสั่งให้บรรดาผู้ที่อายะฮนี้ลงมาแก่พวกนาง(หมายถึงภรรยานบี) โดยให้พวกนางตั้งมั่น ต่อการภักดีต่ออัลลอฮ เพื่อพวกนางจะได้รับการขจัดให้สะอาดจากบาป และอายะฮนี้แม้จะลงมาเพื่อสอนภรรยานบี แต่คำสอนนี้ครอบคลุมถึงบรรดาสตรีทุกคน ให้ประพฤติตนดังที่พระองค์ทรงสอนไว้


อิหม่ามอัลบัฆวีย์ อธิบายว่า

أَرَادَ بِالرِّجْسِ : الْإِثْمَ الَّذِي نَهَى اللَّهُ النِّسَاءَ عَنْهُ ، قَالَهُ مُقَاتِلٌ . وَقَالَ ابْنُ عَبَّاسٍ : يَعْنِي : عَمَلَ الشَّيْطَانِ وَمَا لَيْسَ لِلَّهِ فِيهِ رِضًى

คำว่า “อัรริจญสุ”(ความโสโครก) หมายถึง บาป ที่อัลลอฮห้ามบรรดาผู้หญิง(ให้ห่างใกล)จากมัน มุกอติล ได้กล่าวมันไว้ และ อิบนุอับบาส กล่าวว่า “หมายถึง การกระทำของมารร้าย และสิ่งที่อัลลอฮไม่ทรงพอพระทัยในสิ่งนั้น – ดูตัฟสีรอัลบัฆวีย์ อรรถาธิบายอายะฮที่ 33 ซูเราะฮอัลอะหซาบ
...........

ชาวชีอะฮรอฟิเฎาะ วันๆเอาที่หาช่องเพื่อที่จะชงของดีๆ เพื่อสัมปทานให้แก่อะฮลุลบัยต์ ตามความเข้าใจของตนลูกเดียว โดยไม่พิจารณาว่า ความเป็นมาของอายะฮเป็นอย่างไร

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue Sep 09, 2014 5:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

หะดิษที่ชีอะฮไม่ตาม ไม่สนใจเพราะไม่ถูกกับชตาตน

وعن مالكٍ أنَّه بلَغَه أنَّ رسولَ اللَّه صلَّى الله عليه وسلَّمَ قال: ((تَركتُ فيكُم أمرَينِ، لن تضِلُّوا ما تَمسَّكتُم بهما: كِتابَ اللَّه، وسُنَّةَ نَبيِّه
จากมาลิก ว่า มีรายงานถึงมายังเขาว่า แท้จริงรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ กล่าวว่า “ข้าได้ทิ้งให้แก่พวกท่นสองประการ พวกท่านจะไหมหลงผิด ตราบใดที่พวกท่านยึดด้วยมันทั้งสองคือ กิตาบุลลอฮ และสุนนะฮนบีของพระองค์
อิบนุอับดุลบัร(ร.ฮ) กล่าวว่า
وَهَذَا أَيْضًا مَحْفُوظٌ مَعْرُوفٌ مَشْهُورٌ ، عَنِ النَّبِيِّ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - ، عِنْدَ أَهْلِ الْعِلْمِ شُهْرَةً يَكَادُ يُسْتَغْنَى بِهَا عَنِ الْإِسْنَادِ ،
หะดิษนี้อีกเช่นกัน เป็นหะดิษมะหฟูด (ถูกจดจำ) มะอรูฟ(เป็นที่รู้จัก) มัชฮูร(เป็นที่แพร่หลาย) จากนบี สอ็ลฯ ,ในทัศนะนักวิชาการนั้น แพร่หลายจนเกือบจะไม่ต้องอาศัยสายรายงานก็ได้ - ดู อัตตัมฮีด 24/332
อีกหะดิษ
นบี ศอ็ลฯ สั่งไว้ดังนี้

عَن العِرْبَاضِ بْنِ سَارِيَةَ قَالَ وَعَظَنَا رَسُوْلُ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ يَوْمًا بَعْدَ صَلاةِ الغَدَاةِ مَوْعِظَةً بَلِيْغَةً ذَرَفَتْ مِنْهَا العُيُوْنُ وَوَجِلَتْ مِنْهَا القُلُوْبُ فَقَالَ رَجُلٌ اِنَّ هَذِهِ مَوْعِظَةُ مُوَدِّعٍ فَمَاذَا تَعْهَدُ اِلَيْنَا يَارَسُوْلَ اللهِ قَالَ أُوْصِيْكُمْ بِتَقْوَى اللهِ وَالسَمْعِ وَالطَاعَةِ وَاِنْ عَبْدٌ حَبَشِيٌّ فَاِنَّهُ مَنْ يَعِشْ مِنْكُمْ يَرَى اِخْتِلافًا كَثِيْرًا وَاِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ الأُمُوْرِ فَاِنَّهَا ضَلالَةٌ فَمَنْ أدْرَكَ ذَلِكَ مِنْكُمْ فَعَلَيْهِ بِسُنَّتِي وَسُنَّةِ الخُلَفَاء ِالرَاشِدِيْنَ المَهْدِيِّيْنَ عَضُّوا عَليْهَا بِالنَوَاجِذ
“อัลอิรบาฏ บินซารียะห์ รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้ให้ข้อเตือนแก่พวกเราในวันหนึ่งหลังจากละหมาดยามสาย (ละหมาดดุฮา) ด้วยข้อเตือนที่กินใจจนทำให้น้ำตาคลอ และหัวใจสะท้าน มีชายคนหนึ่งได้กล่าวว่า นี่คือข้อเตือนอำลา ฉะนั้นได้โปรดสั่งเสียแก่พวกเราเถิดโอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ ท่านกล่าวว่า ฉันขอสั่งเสียพวกท่านให้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ พร้อมทั้งเชื่อฟังและภักดี แม้ว่าผู้สั่งใช้พวกท่านจะเป็นบ่าวแห่งเอธิโอเปียก็ตาม เพราะผู้ใดในหมู่พวกท่านที่มีชีวิตอยู่ต่อจากนี้ เขาจะได้เห็นการขัดแย้งอย่างมากมาย และพวกท่านพึงระวังสิ่งใหม่ในศาสนา เพระมันคือความหลงผิด ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกท่านที่พบเหตุดังกล่าว ก็จำเป็นแก่เขาจะต้องยึดซุนนะห์ของฉัน และซุนนะห์ของบรรดาคอลีฟะห์ที่ปราดเปรื่องและได้รับทางนำ พวกท่านจงยึดมันด้วยฟันกราม” สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 2600
……..
สี่เคาะลิฟะฮที่นบี ศอ็ลฯสั่งเสียให้ปฏิบัติตาม ชีอะฮ เอามาคนเดียว นอกนั้นเขี่ยทิ้ง แถมใส่ร้าย และดิสเครดิต ตกลงใครคือสุนนะฮที่แท้จริงครับ ท่าน

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue Sep 09, 2014 5:25 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เอกภาพ อ้างว่า
2.1- อินนิกะซีรกล่าวว่า
เชค(อาจารย์)ของเราท่านซะฮ์บี (อุลามาผู้ลือชื่อด้านตรวจสอบสายรายงานฮะดิษของซุนนะห์) กล่าวว่า ฮะดิษนี้(ษะก่อลัย)เป็นฮะดิษศ่อเอี้ยะ

قال شيخنا ابو عبدالله الذهبي: و هذا حديث صحيح
البدايه و النهايه لإبن كثير، ج5، ص228
........................
ชี้แจง

ท่านชีอะฮเอกภาพครับ อย่าเอาอิบนุกะษีร มาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ชีอะฮครับ
อิบนุกะษีรไม่ได้เชื่อแบบท่านหรอก
อิบนุกะษีร ถือว่าหะดิษที่บอกว่า “อุปมาครอบครัวของฉัน ในหมู่พวกท่าน เสมือนหนึ่ง เรือโนอา
อิบนุกะษีร บอกว่าสายรายงานเฏาะอีฟ แต่ชีอะฮเอามาเป็นหลักฐาน
وَقَالَ الْحَافِظُ أَبُو يَعْلَى : حَدَّثَنَا سُوَيْدُ بْنُ سَعِيدٍ ، حَدَّثَنَا مُفَضَّلُ بْنُ عَبْدِ اللَّهِ ، عَنْ أَبِي إِسْحَاقَ ، عَنْ حَنَشٍ قَالَ : سَمِعْتُ أَبَا ذَرٍّ وَهُوَ آخِذٌ بِحَلْقَةِ الْبَابِ يَقُولُ : يَا أَيُّهَا النَّاسُ ، مَنْ عَرَفَنِي فَقَدْ عَرَفَنِي ، وَمَنْ أَنْكَرَنِي فَأَنَا أَبُو ذَرٍّ ، سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - يَقُولُ : " إِنَّمَا مَثَلُ أَهْلِ بَيْتِي فِيكُمْ مَثَلُ سَفِينَةِ نُوحٍ ، [ ص: 204 ] مَنْ دَخَلَهَا نَجَا ، وَمَنْ تَخَلَّفَ عَنْهَا هَلَكَ " .
هَذَا بِهَذَا الْإِسْنَادِ ضَعِيفٌ
ดู อิบนุกะษีร ๗/๒๐๓
ชีอะ ช่างเลือกเอา แต่ไม่เนียนพอ
อิบนุกะษีร อธิบายว่า

وَلَا تُنْكَرُ الْوَصَاةُ بِأَهْلِ الْبَيْتِ ، وَالْأَمْرُ بِالْإِحْسَانِ إِلَيْهِمْ ، وَاحْتِرَامِهِمْ وَإِكْرَامِهِمْ ، فَإِنَّهُمْ مِنْ ذُرِّيَّةٍ طَاهِرَةٍ ، مِنْ أَشْرَفِ بَيْتٍ وُجِدَ عَلَى وَجْهِ الْأَرْضِ ، فَخْرًا وَحَسَبًا وَنَسَبًا ، وَلَا سِيَّمَا إِذَا كَانُوا مُتَّبِعِينَ لِلسُّنَّةِ النَّبَوِيَّةِ الصَّحِيحَةِ الْوَاضِحَةِ الْجَلِيَّةِ ، كَمَا كَانَ عَلَيْهِ سَلَفُهُمْ ، كَالْعَبَّاسِ وَبَنِيهِ ، وَعَلِيٍّ وَأَهْلِ بَيْتِهِ وَذُرِّيَّتِهِ ، رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمْ أَجْمَعِينَ .
การสั่งเสียเกี่ยวกับ อะฮลุลบัยตฺนั้น ,การสั่งให้ทำความดีกับพวกเขา,การให้เกียรติและการยกย่องพวกเขานั้น ไม่ได้ถูกปฏิเสธ เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง จากลูกหลานที่บริสุทธิ์ จากบ้านที่มีเกียรติ ที่ถูกพบในหน้าแผ่นดินนี้ ในด้านชื่อเสียง ,เกียรติยศและวงศตระกูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขา ปฏิบัติตาม สุนนะฮแห่งนบี ที่เศาะเฮียะที่ชัดเจน ดังที่บรรพชนยุคก่อนของพวกเขาได้ยืนหยัดอยู่บนมัน เช่น อัลอับบาส และลูกหลานของเขา ,อาลี ,ครอบครัวของเขา และลูกหลานของเขา(ร.ฎ)ทั้งหมด – ดู อิบนุกะษีร ๗/๒๐๑
...........
อิบนุกะษีร
ได้อ้างถึงและชมเชยอะฮลุลบัยตฺ แต่ท่านเข้าใจไม่เหมือนชีอะฮ เพราะอิบนุกะษีร ได้อ้างถึงอับบาสและลูกหลานอับบาสด้วย ท่านเอกภาพครับ ลูกของอิหม่ามอาลี ที่เกิดจากนางเคาละฮ ชีอะฮเอาไปไว้ไหนครับ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue Sep 09, 2014 5:27 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เอกภาพ ชัยศิริ Ah-lulquran Was-sunnah
เอกภาพ ชัยศิริ สำหรับผมคิดว่านิกายทีถูกต้องที่สุด คือนิกายชีอะห์ผู้ปฏิบัติตามลูกหลานแห่งนบี(ศ็อลฯ) เพราะเป็นนิกายเดียวทีท่านนบีรับรองไว้ ดังจะเห็นได้จากวจนะของท่านนบี(ศ็อลฯ)ว่า
ایها الناس انی ترکت فیکم ما ان اخذتم به لن تضلوا، کتاب الله و عترتی اهل بیتی"؛
“โอ้ ประชาชนเอ๋ย แท้จริงฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่ของพวกท่าน ถ้าหากพวกท่านยึดมั่นต่อสิ่งนั้น จะไม่มีวันหลงทางเด็ดขาด,ได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และอิตรัตอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน” (ทายาทของนบี )
…………….
เป็นหะดิษเฏาะอีฟครับท่าน
...............
ความจริงห้องนี้ ผมสังเกตมีแต่พวกชีแอบ..เอ้ยชีอะฮ เป็นส่วนมาก เลยไม่น่าจะชื่อห้องซุนนะฮ น่าจะตั้งชื่อว่า “ใครคือชีอะฮที่แท้จริง” มากกว่า คุณเอกภาพก็คงเป็นอุลามาอฺใหญ่อยู่ในห้องนี้ พอไม่ว่างก็เห็นมีผู้หญิงออกมาทำหน้าที่แทน
ทีนี้มาดูหะดิษที่นายเอกภาพชงใส่ไข่ให้คณะชีอะฮกดไลน์
หะดิษข้างต้น เฎาะอีฟ ดังที่วิจารณืข้างล่าง
[إسناده ضعيف] أخرجه الحاكم (4577)، والشجري في ((ترتيب الأمالي)) (712). وفي سنده: محمَّد بن سَلمة بن كُهَيل؛ واهٍ. ينظر: ((الثقات)) لابن حبان (10505)، ((ميزان الاعتدال)) للذهبي (7614).
حديثُ جابرِ بن عبد الله رضي الله عنهما: ((يا أيُّها الناس، إني تركتُ فيكم ما إنْ أخذتُم به لن تضلُّوا: كتاب الله، وعِترتي أهْلَ بَيتي))
.....
เป็นหะดิษ เฎาะอีฟ เป็นหะดิษมุงกัร
5]) [إسناده ضعيف] أخرجه الترمذي (3786)، والطبراني في ((المعجم الكبير)) (3/66) (2680)، قال الترمذي: حسنٌ غريبٌ من هذا الوجه. وقال الطبراني في ((المعجم الأوسط)) (5/89): (لم يَروِ هذا الحديثَ عن جعفر بن محمَّد إلَّا زيدُ بن الحسن الأنماطي)، وزيد هذا قال عنه أبو حاتم: منكَر الحديث، وقال الذهبي: ضُعِّف. وضعَّفه ابن حجر. ينظر: ((الجرح والتعديل)) لابن أبي حاتم (2533)، ((الكاشف)) للذهبي (1731)، ((تقريب التهذيب)) لابن حجر (2127).
......................
تركـت فيــكم مـا إن أخـذتـم بـه لـن تضــلوا: كتـاب الله وعترتي أهل بيتي
............
เป็นหะดิษที่ถูกปฏิเสธ
أخرجه الترمذي، كتاب المناقب، باب مناقب أهل البيت حديث (3786) و فيه زيد الأنماطي وهو منكر الحديث [المعجم الكبير للطبراني 3/180].
……………..
حديث أبي سعيدٍ الخُدريِّ رضي الله عنه: ((إنِّي قد تركتُ فيكم ما إنْ أخذتم به، لن تضلُّوا بعدي: الثَّقلَينِ - أحدهما أكبرُ مِن الآخَر - كتاب الله، حبْلٌ ممدود من السَّماء إلى الأرض، وعِترتي أهل بيتي، ألَا وإنهما لن يَفترِقَا حتى يرِدَا عليَّ الحوضَ))
…. [إسناده ضعيف] أخرجه أحمد (11578)، وابن أبي عاصم في ((السنة)) (1553)، وأبو يَعلَى (1140)، والطبراني في ((المعجم الكبير)) (3/65) (2678)، والبغوي في ((شرح السنة)) (3914) واللفظ له. وفي سنده عطية العوفي ضعفه أحمد، وأبو حاتم الرازي وقال ابن حبان: لا يحل الاحتجاج به ولا كتابة حديثه إلا على جهة التعجب. وقال ابن حجر: صدوق يخطئ كثيرا وكان شيعيًّا مدلسًا. ينظر: ((الجرح والتعديل)) لابن أبي حاتم (6/383)، ((المجروحين)) لابن حبان (2/176)، ((تقريب التهذيب)) لابن حجر (4616)
…………
หะดิษอัษษะเกาะลัยนฺ เป็นหะดิษเฎาะอีฟ หะดิษมุงกัร เอามาเป็นหลักฐานไม่ได้ ชีอะฮพยายามชงเพื่อจะเอามาเป็นหลักฐาน แต่หะดิษที่เศาะเฮียะ ที่ให้ยึดเอา อัลกุรกุรอ่าน และ อัสสุนนะฮ ชีอะฮกลับมองไม่เห็น เช่น
حديث عبد الله بن عبَّاس رضي الله عنهما: ((تركتُ فيكم أيُّها الناس، ما إنِ اعتصمتم به، فلن تضلُّوا أبدًا: كتاب الله، وسُنَّة نبيِّه
[صحيح] أخرجه الحاكم في ((المستدرك))، والمروزيُّ في ((السُّنة)) (68)، والعُقيلي في ((الضعفاء الكبير)) (2/250)، (318)، والبيهقي في ((دلائل النبوة)) (5/449).

قال الحاكم: احتجَّ البخاريُّ بأحاديث عِكرمة، واحتجَّ مسلمٌ بأبي أُويس، وسائرُ رُواته متَّفق عليهم. وقال المنذريُّ في ((الترغيب والترهيب)) (1/61): أصلُه في الصَّحيح. وجوَّد طريقَه ابنُ الملقِّن في ((البدر المنير)) (6/693)، وصحَّح إسنادَه ابنُ القيِّم في ((تهذيب السنن)) (7/279)، وصحَّحه ابن العربي في ((أحكام القرآن)) (4/250)، والألبانيُّ في ((صحيح الترغيب)) (40).

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue Sep 09, 2014 5:29 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เอกภาพ ชัยศิริ งั้นผมขอเปิดประเด็นเเรกก่อนนะครับ

1- พวกคุณ(ชาวซุนนะห์)พูดเองมิใช่หรือว่า "ฮะดิษที่อยู่ในบุคคอรี และมุสลิม เชื่อถือได้หมด" กล่าวง่ายๆว่า "ศ่อเอี้ยะหมด" ดังนั้นฮะดิษบทนี้อยู่ในศ่อเอียะมุสลิม แล้วคุณบอกว่า ฏออีฟ อย่างนี้ไม่ขัดกันหรือครับ ?
صحيح مسلم ، ج4، ص1873 ج7، ص123
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
อิหม่ามนะวาวียเจ้าของเศาะฮียะมุสลิมว่าอย่างไรครับ ครับท่านชีอะฮเอกภาพ
ท่านเอกภาพครับ ในเศาะเฮียะมุสลิม หะดิษมีแบบนี้ครับ
عن زيد بن أرقم رضي الله عنه عن النبي صلى الله عليه وسلم أنه قام خطيباً بماء يدعى خماً بين مكة والمدينة، فحمد الله وأثنى عليه ووعظ وذكر، ثم قال: أما بعد: ألا أيها الناس إنما أنا بشر يوشك أن يأتي رسول ربي فأجيب، وأنا تارك فيكم ثقلين، أولهما: كتاب الله فيه الهدى والنور فخذوا بكتاب الله واستمسكوا به، فحث على كتاب الله ورغب فيه، ثم قال: وأهل بيتي أذكركم الله في أهل بيتي أذكركم بالله في أهل بيتي، أذكركم الله في أهل بيتي، فقال له حصين بن سبرة: ومن أهل بيته يا زيد، أليس نساؤه من أهل بيته؟ قال: نساؤه من أهل بيته، ولكن أهل بيته من حرم الصدقة بعده، قال: ومن هم؟ قال: هم آل علي، وآل عقيل، وآل جعفر، وآل عباس، قال: كل هؤلاء حرم الصدقة؟ قال: نعم

รายงานจากเซด บุตร อัรกอ็ม ได้กล่าวว่า วันหนึ่ง รซูลุลลอฮ ได้ยืนขึ้น กล่าวสุนทรพจน์(คุฏบะฮ)ท่ามกลางพวกเรา ณ หุบเขาคุมม์ ซึ่งอยู่ระหว่างมักกะฮ และมะดีนะฮ ท่านได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮและชมเชยพระองค์ ,ท่านได้สั่งสอนและตักเตือน หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า “ อนึ่ง..โอ้มนุษย์ทั้งหลาย ความจริงฉันเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทูตของพระผู้อภิบาลของฉัน ใกล้จะมาแล้ว (หมายถึงความตายใกล้จะถึงแล้ว – ผู้แปล) และ ฉันก็ตอบรับ แท้จริงฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่าน สองประการที่หนักหน่วง ประการแรกคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่งและทรงเลิศยิ่ง ในนั้น มีทางนำและรัศมี ดังนั้นพวกท่านจงยึดเอาคัมภีร์ของอัลลอฮและจงยึดมั่นต่อมันเถิด และท่านได้เร่งเร้าให้ปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮและส่งเสริมให้รักมัน และท่านได้กล่าวว่า(ประการที่สอง) คือ ครอบครัวของฉัน “ฉันขอตักเตือนพวกท่าน ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ ในเรื่อง ครอบครัวของฉัน ,ฉันขอตักเตือนพวกท่าน ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ ในเรื่อง ครอบครัวของฉัน,ฉันขอตักเตือนพวกท่าน ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ ในเรื่อง ครอบครัวของฉัน และหุศัยนฺ บุตร ซับเราะฮ ได้กล่าวแก่เขาว่า“โอ้..เซด และใครล่ะที่เป็นครอบครัวของท่านนบี ? บรรดาภรรยาของท่านไม่ได้เป็นครอบครัวของท่านนบีดอกหรือ? เขา(เซด)กล่าวว่า “บรรดาภรรยาของนบี เป็นส่วนหนึ่งจากครอบครัวของครัวของท่าน แต่ครอบครัวของท่านจริงๆคือ ผู้ที่ต้องห้ามไม่ให้รับเศาะดะเกาะฮ(ซะกาต)ภายหลังจากท่าน และเขา(หุศัยนฺ) กล่าวว่า “ พวกเขาเหล่านั้นคือใคร? เขา(เซด)กล่าวว่า “ พวกเขาคือ วงศ์วานของอาลี ,วงศ์วานของอะกีล,วงศ์วานของยะอฺฟัรและวงศ์วานของอับบาส เขา(หุศัยนฺ)กล่าวว่า “พวกเขาเหล่านี้ ถูกห้ามไม่ให้รับเศาะดะเกาะฮใช่ไหม? เขา(เซด บิน อัรก็อม)กล่าวว่า “ครับ” - หะดิษรายงานโดยอิหม่ามมุสลิม
........
หะดิษข้างต้นแสดงให้เห็นว่า คำว่า "อะฮลุลบัยต์"(ครอบครัว)ของนบี ไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกหลานของอาลี ตามที่ชีอะฮ สัมปทานเอาไว้เท่านั้น ภรรยานบี ทุกคนก็คือ ครอบครัวของนบี รวมถึงคนอื่นๆที่ท่านนบี ได้ห้ามไม่ให้รับซะกาตหลังจากท่านเสียชีวิตไปแล้วด้วย

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.21 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004