ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - การกล่าวหา"บิดอะฮ์"
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
การกล่าวหา"บิดอะฮ์"
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ประวัติศาสตร์อิสลาม
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
f1
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/12/2010
ตอบ: 261


ตอบตอบ: Mon Jan 17, 2011 11:59 pm    ชื่อกระทู้: การกล่าวหา"บิดอะฮ์" ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

"การกล่าวหาบิดอะฮ์ นายิสที่ต้องกำจัด"
_________________
go die to no grass
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
f1
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/12/2010
ตอบ: 261


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 12:01 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แสดงข้อคิดเห็นได้ครับ Very Happy
_________________
go die to no grass
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 12:38 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คำพูด:
การกล่าวหาบิดอะฮ์ นายิสที่ต้องกำจัด


น้อง f1 ใช้คำพูดบงบอกเหมือนว่าตัวเองชอบทำนะคับ เลยเดือดร้อนแทนผู้อื่น
แล้วเรื่อง กุนูตในซุบฮิ ว่าไง ยังทำอยู่ไหม



คำพูด:
แสดงข้อคิดเห็นได้ครับ


มันแน่นอนอยู่แล้ว


บิดอะห์คืออะไร

ต่อคำถามนี้ เชื่อว่าในยุคสมัยนี้ผู้ใหญ่หลายคนคงต้องเคยได้ยินและรู้จักคำๆ นี้ดี แต่เพื่อให้เป็นพื้นฐานความเข้าใจที่ดีและถูกต้องของทั้งหมดคงต้องชี้แจงความหมายของคำว่า บิดอะห์โดยสังเขปเสียก่อน

บิดอะห์ คืออุตริกรรมในศาสนาอิสลาม ซึ่งหมายความว่า ความเชื่อใดก็แล้วแต่, อิบาดะฮ์ใดก็ตามที่ถือกำเนิดขึ้นมาในศาสนา โดยมีได้อิงกับตัวบทหลักฐานที่ชัดเจน หรือในลักษณะชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น และเกิดขึ้นหลังพ้นยุคสมัยของท่านรอซูลุลลอฮ์และบรรดาคอลีฟะห์ทั้งสี่ โดยมีความเชื่อความเข้าใจหรือการยึดถือปฏิบัติเยี่ยงเดียวกับศาสานาที่แท้จริงของอัลลอฮ์ เช่น เชื่อว่าหากทำอุตริกรรมดังกล่าวแล้วอัลลอฮ์จะตอบแทนความดีให้ หรือเมื่อไม่ทำจะต้องถูกลงโทษ เป็นต้น



ฮู่ก่มหรือข้อสรุปชี้ขาดต่อเรื่องบิดอะห์

สำหรับข้อสรุปชี้ขาด หรือฮู่ก่ม ของการประดิษฐ์และต่อเติมสิ่งที่เป็นความเชื่อหรือการปฏิบัติใหม่ๆ และแอบอ้างว่าเป็นศาสนาอิสลามหรือมีในศาสนาอิสลามให้ถือข้อสรุปชี้ขาดที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานจากท่านรอซูลุลลอฮ์ดังนี้ กล่าวคือ บิดอะห์หรืออุตริกรรมในศาสนาอิสลามทุกชนิดถือเป็นการหลงผิดหรือนอกรีต ( ดอลาละห์ ) และเป็นสิ่งต้องห้ามหรือความผิดร้ายแรงอุกฉกรรจ์ มีโทษสถานหนัก
ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงมีโอวาทว่า

“พวกท่านพึงระวังสิ่งที่เป็นถูกอุปโลกน์ทั้งหลายในศาสนาเถิด ทั้งนี้เพราะทุกสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ในศาสนาเป็นอุตริกรรมทั้งสิ้น และทุกอุตริกรรมในศาสนาล้วนเป็นความหลงผิด (นอกรีต) และทุกความหลง (นอกรีต) ย่อมต้องอยู่ในนรกอย่างแน่นอน” บันทึกโดยอะหมัดและอัตติรมิซีย์
ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงมีโอวาทอีกว่า

“สิ่งที่ชั่วช้าที่สุดคือสิ่งที่ถูกอุกโลกน์ขึ้นมาในศาสนาและทุกสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ในศาสนาเป็นอุตริกรรมทั้งสิ้น” บันทึกโดยมุสลิม

มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ยังสับสนและไม่เข้าใจความหมายและข้อเท็จจริงของบิดอะห์ อย่างแท้จริง และมักเข้าใจผิดไปเองว่า ทุกอย่างที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ไม่เคยกระทำไว้ หากใครนำมาปฏิบัติ ถือว่าผู้นั้นทำบิดอะห์ โดยมิได้แยกแยะว่า ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือไม่อย่างไร ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งก็มักง่าย ไม่ถือว่ามีบิดอะห์ในศาสนาเลย และยังเชื่อว่าอุตริกรรมในศาสนาทั้งหมดเป็นความดี, เป็นสิ่งดี แม้สิ่งที่ถูกอุกโลกน์ขึ้นมาในศาสนานั้นจะชัดเจนและร้ายแรงเพียงใดก็ตาม ซ้ำร้ายยังเรียกบิดอะห์ว่าเป็นซุนนะห์เลยก็มี ในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงชี้แจงและกำชับอยู่เสมอว่า “สิ่งที่ชั่วช้าที่สุดคือสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาในศาสนา และทุกสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ในศาสนาเป็นอุตริกรรมทั้งสิ้น”

ท่านรอซูลุลอฮ์ทรงมีโอวาทอีกว่า

“ใครก็ตาม ที่อุตริ ทำสิ่งที่ไม่มีในศาสนา (แบบอย่าง) ของเราอุตริกรรมนั้นย่อมต้องถูกปฏิเสธ” บันทึกโดยบุครีย์และมุสลิม

จากบทโอวาทของท่านรอซูลุลลอฮ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่าบิดอะห์ที่ศาสนาปฏิเสธและไม่ยอมรับได้แก่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเท่านั้น
การอุตริกรรม (บิดอะห์) ในศาสนาทุกประเภทเป็นความหลงผิด (นอกรีต) แม้ผู้คนส่วนมากจะนิยมหรือเข้าใจและคิดว่าเป็นสิ่งดีก็ตาม
ท่านอับดุลลอฮิบนุมัร เคยกล่าวว่า

“พวกท่านพึงระวังการบิดอะห์(อุตริ) ในศาสนาเถิด เพราะการบิดอะห์ในศาสนาทุกประเภทเป็นความหลงผิด แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะเห็นดีก็ตาม”

จากคำพูดของซอฮาบีย์อับดุลลอฮิบนุอุมัร ซึ่งเป็นสาวกผู้ใกล้ชิดของท่านรอซูลลอฮ์ ทำให้เราเข้าใจได้อย่างดีและถูกต้องว่า ในศาสนา-บัญญัตินั้นจะไม่มีการแบ่งหรือจำแนกบิดอะห์อุตริกรรมในศาสนา ออกเป็นบิดอะห์ดี และบิดอะห์ไม่ดีเป็นอันขาด เพราะในฮะดีษที่ท่านรอซูลลุลลอฮ์กล่าวไว้ก็มิได้แยกแยะหรือจำแนกประเภทของบิดอะห์ไว้ แต่บอกและชี้แจ้อย่างชัดเจนว่า บิดอะห์ในศาสนาทุกอย่างหรือทุกประเภทเป็นความหลงผิดและเป็นสิ่งนอกรีต ดังนั้นใครก็มากำหนดว่าบิดอะห์ทุกอย่างหรือทุกประเภทเป็นความหลงผิดและเป็นสิ่งนอกรีต ดังนั้นใครจะมากำหนดว่าบิดอะห์อย่างนั้นดีอย่างนี้ไม่ดีไม่ได้เป็นอันขาด ทั้งนี้การกำหนดว่าสิ่งใดดีและสิ่งใดไม่ดีนั้นต้องเป็นไปตามการกำหนดของอัลลอฮ์และการกำหนดของท่านรอซูลุลลอฮ์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองท่านอิหม่ามอัชชาฟีอีย์ได้กล่าวสำทับเพื่อเป็นสติในเรื่องนี้ว่า


“ใครคิดหรือกำหนดสิ่งดี-ในศาสนา-เอาเอง ถือว่าผู้นั้นหาญกล้าบัญญัติศาสนาด้วยตนเอง”


ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่า ในศาสนบัญญัตินั้นไม่มีบิดอะห์ดีและไม่ดีเป็นอันขาด เพราะจากฮาดีษของท่านรอซูลุลอฮ์และคำพูดของซอฮาบะห์ตลอดจนบรรดานักปราชญ์ล้วนชี้ชัดเหมือนกันว่า บิดอะห์ในศาสนานั้นมีประเภทเดียว คือบิดอะห์ที่หลงผิด หรือบิดอะห์ฏอลาละห์ และทุกความหลงผิดต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน และหากมีใครมาแอบอ้างว่ามีบิดอะห์บางอย่าง บางประเภทเป็นสิ่งที่ดีและไม่ใช่ความหลงผิด เราคงต้องคิดและเชื่ออีกว่าในไม่ช้าคนๆ นั้นคงต้องหาญกล้าบอกและอ้างอีกว่า มีความหลงผิดบางชนิดที่ต้องถูกลงโทษในนรก และความลงผิดบางชนิดที่ไม่ต้องถูกลงโทษในนรก วัลอิยาซุบิลลาฮ์

แล้วยังจะมีใครกล้าทำบิดอะห์อีกกระนั้นหรือ? เมื่อรู้และทราบดีแล้วว่าการทำบิดอะห์ (อุตริกรรม)เป็นการกล่าวร้ายและกล่าวโทษต่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ว่าปิดบังอำพรางหลักการศาสนา บกพร่องในหน้าที่เผยแพร่ศาสนา และเป็นการตำหนิต่ออัลลอฮ์โดยตรง เพราะบิดอะห์นั้นเป็นการเสริมเติมต่อสิ่งที่มีอยู่ในศาสนาด้วยความเชื่อหรือการปฏิบัติในลักษณะใหม่ๆ เหมือนว่าศาสนาของอัลลอฮ์แต่เดิมนั้นยังไม่สมบรูณ์ จึงต้องมีการเติมต่อให้เกิดความครบถ้วนสมบรูณ์ยิ่งขึ้น
อัลลอฮ์ทรงมีดำรัสว่า

“วันนี้เราได้ทำให้ศาสนาของพวกท่านครบสมบูรณ์แล้ว และเราได้ให้ความโปรดปรานของเราต่อพวกท่านอย่างสมบูรณ์-ถ้วนหน้า-เช่นกัน และเราพอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกท่าน” บทอัลมาอิดะห์/3
ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ามิเคยละเลยต่อสิ่งใดที่อัลลอฮ์ทรงมีบัญชาใช้ต่อพวกท่าน โดยมิได้บอกกล่าว (ใช้ให้ทำ) และข้าพเจ้ามิเคยละเลยต่อสิ่งใดที่อัลลอฮ์ทรงมีบัญชาห้ามต่อพวกท่านโดยมิได้บอกกล่าว (ห้ามมิให้ทำ)”

ผลตอบแทนที่ผู้ทำบิดอะห์ (อุตริกรรม) จะได้รับ

1 - บิดอะห์ที่กระทำนั้นจะถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และถูกส่งกลับโดยมิได้รับผลตอบแทนความดีแต่อย่างใด ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงกล่าวว่า
“ใครก็ตาม ที่อุตริทำสิ่งไม่มีศาสนา (แบบอย่าง) ของเรา อุตริกรรมนั้นย่อมต้องถูกปฏิเสธ” และในบางรายงานระบุว่า “ใครที่อุตริ(บิดอะห์) ทำสิ่งที่ไม่ใช่ศาสนาให้เป็นเรื่องในเรื่องศาสนา สิ่งที่ทำไปนั้นจะถูกส่งกลับ” คือไม่ถูกตอบรับโดยเด็ดขาด

2 - การทำอุตริ (บิดอะห์) เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ มีโทษสถานหนัก คือ ถูกลงโทษในไฟนรก พร้อมกันนั้นต้องแบกรับความผิดจากการอุตริ (บิดอะห์) ของผู้อื่นที่เอาเยี่ยงอย่างบิดอะห์จากเขาไป ท่านรอซุลุลลอฮ์ทรงกล่าวว่า

“พวกท่านพึงระวังสิ่งที่เป็นถูกอุปโลกน์ทั้งหลายในศาสนาเถิด ทั้งนี้เพราะทุกสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ในศาสนาเป็นอุตริกรรมทั้งสิ้น และทุกอุตริกรรมในศาสนาล้วนเป็ความผิด (นอกรีต) และทุกความผิด (นอกรีต) ย่อมต้องอยู่ในนรกอย่างแน่นอน” บันทึกโดยอะหมัดและอัตติรมิซีย์
และท่านรอซูลุลลอฮ์ กล่าวอีกว่า

“ผู้ใดชี้นำ-เป็นเหตุ-ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องแบกรับความผิดของตนเองและความผิดของผู้อื่นด้วยเช่นกันจวบจนวันกียามะห์ โดยมิขาดตกบกพร่องแต่ประการใด”
และอัลลอฮ์ทรงมีดำรัสว่า

“พวกเขาต้องได้รับกรรมชั่วตอบแทนอย่างสาสม-ครบถ้วน-ในวันกียามะห์ และจะต้องรับกรรมชั่วของเหล่าชนต่างๆ ที่พวกเขาชักชวนให้หลงผิดอีกด้วย” บทอันนะหฺลิ/25

3 - การเตาบะห์ หรือการสำนึกผิดเพื่อขอกลับเนื้อกลับตัว จะถูกปิดกั้น (อัลลอฮ์ไม่รับการเตาบะห์) ท่านรอซูลุลอฮ์กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงปิดกกั้น-ไม่รับ-การเตาบะห์ของผู้ทำบิดอะห์ทุกคน จนกว่าเขาจะทิ้งการทำบิดอะห์นั้นเสีย” บันทึกโดยอัตติรมีซีย์



والله أعلم بالصواب
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 12:45 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

บทความ โดย อ.ฟาริด เฟ็นดี้
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 12:47 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คำพูด:
"การกล่าวหาบิดอะฮ์ นายิสที่ต้องกำจัด"


สิ่งที่ อ.ฟาริด ไลงไว้ในบทความของท่าน ทำให้คำพูดที่ เอาแต่ความคิด
ของน้อง f1 ผิดถนัด
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
f1
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/12/2010
ตอบ: 261


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 1:23 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แล้วอะซานใส่หูเด็กแรกเกิดล่ะ
_________________
go die to no grass
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 1:37 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านอบูรอฟิอฺ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ เล่าว่า :
رأيت رسول الله صلى الله عليه وسلم أذن في أذن الحسن بن علي حين ولدته فاطمة بالصلاة.
“ฉันเห็นท่านเราะสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อะซาน -เหมือนกับอะซานเพื่อทำการละหมาด- ที่หูของอัล-หะสัน อิบนุ อะลีย์เมื่อครั้นที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺได้คลอดเขา”

ตัครีจญ์หะดีษ
หะดีษบันทึกโดยอบูดาวูดในหนังสือ “อัส-สุนัน” เลขที่ : 5105, อัต-ติรมิซีย์ในหนังสือ “อัล-ญามิอฺ” เลขที่ : 1514, อะหฺมัดในหนังสือ “อัล-มุสนัด” เลขที่ : 27186 และ 27194, อัฏ-เฏาะยาลิสีย์ ในหนังสือ “อัล-มุสนัด” เลขที่ : 1013, อับดุรฺรอซฺซากฺ ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เลขที่ : 7986, อัล-หากิม ในหนังสือ “อัล-มุสตัดร็อก” เลขที่ : 4893, อัฏ-เฏาะบะรอนีย์ ในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-กะบีรฺ” เลขที่ : 931, อิบนุอบิดดุนยา ในหนังสือ “อัล-อิยาล” เลขที่ : 54, และอัล-บัยหะกีย์ ในหนังสือ “ชุอับ อัล-อีมาน” เลขที่ : 8252และ8253.
ทั้งหมดรายงานด้วยสายรายงานถึงสุฟยาน อัษ-เษารีย์ จากอาศิม อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ จากอุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ อบีรอฟิอฺ จากท่านอบูรอฟิอฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ.

ข้อมูลนักรายงานหะดีษ
1. สุฟยาน อัษ-เษารีย์ (เสียชีวิตฮ.ศ. 161)
ท่านอิบนุหะญัรฺกล่าวว่า: “ษิเกาะฮฺ หาฟิซ ฟะกีหฺ อาบิด อิหม่าม ฮุจญะฮฺ”
2. อาศิม อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ (เสียชีวิตฮ.ศ 132)
อุละมาอฺส่วนใหญ่มีทัศนะว่าเขานั้นเฎาะอีฟ
ท่านยะหฺยา อิบนุ มะอีนกล่าวว่า : “เฎาะอีฟ”
ท่านอัล-บุคอรีย์ และอบูหาติมกล่าวว่า : “มุงกะรุลหะดีษ”
ท่านอิบนุหิบบานกล่าวว่า : “เขาเป็นผู้ที่มีความจำไม่ดี มีความคลาดเคลื่อนมาก มีความผิดพลาดอย่างน่าเกลียด ดังนั้นเขาจึงสมควรถูกละทิ้ง (ในการรายงานหะดีษจากเขา) เนื่องจากมีความผิดพลาดมาก”
ท่านอิบนุคุซัยมะฮฺกล่าวว่า : “ฉันไม่เอาเขามาเป็นหลักฐานเพราะเขามีความจำไม่ดี”
ท่านอิบนุหะญัรฺกล่าว่า : “เฎาะอีฟ”
ส่วนท่านอัล-อิจญ์ลีย์มีทัศนะว่า: “เขานั้นไม่เป็นไร”
แต่ทัศนะของอุละมาอฺส่วนใหญ่ที่มีต่อาศิม อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ ที่ว่าเขานั้นเฎาะอีฟถือเป็นทัศนะที่มีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากมีจำนวนมากกว่า อีกทั้งพวกเขายังมีคำอธิบายว่าทำไมเขาถึงเฎาะอีฟ ดังจะเห็นได้จากคำพูดของอิบนุหิบบาน และอิบนุคุซัยมะฮฺ ซึ่งการตัจญ์รีหฺ ที่มีการอธิบายย่อมมีน้ำหนักมากกว่าการเตาษีกฺ ที่ไม่มีการอธิบายเมื่อมันค้านกัน

3. อุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ อบีรอฟิอฺ
ท่านอิบนุหะญัรฺกล่าวว่า: “ษิเกาะฮฺ”

4. อบูรอฟิอฺ
ท่านเป็นคนรับใช้ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตในตอนต้นของสมัยคิลาฟะฮฺของท่านอะลีย์ อิบนุอบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ.

ท่านยะหฺยา อิบนุมะอีนกล่าวว่า: เมื่อฉันกล่าวว่า “เขาเฎาะอีฟ” แล้ว ดังนั้นเขาไม่ใช่บุคคลที่น่าเชื่อถือ และไม่ให้บันทึกหะดีษของเขา (ดู: มะอฺริฟะฮฺ อันวาอฺ อิลมิ อัล-หะดีษ โดยอิบนุศเศาะลาหฺ, หน้า : 61)
ท่านอิหม่ามอัล-บุคอรีย์กล่าวว่า: “ใครก็ตามที่ฉันระบุว่าเขานั้นมุงกะรุลหะดีษ ดังนั้นแล้วไม่อนุญาตให้รายงาน(หะดีษ)จากเขา” ( ดู : มีซานุล อิอฺติดาล 1/6 )
ตัจญ์รีหฺคือ การกล่าวถึงข้อบกพร่องของนักรายงานหะดีษไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความน่าเชื่อถือและความจำ เช่นคำกล่าวที่ว่า เฎาะอีฟ ลัยยิน เขาคือจอมโกหก เป็นต้น
เตาษีกคือ การกล่าวถึงความน่าเชื่อถือของนักรายงานหะดีษ เช่นคำกล่าวที่ว่า ษิเกาะฮฺ หุจญะฮฺ มุตกิน หาฟิซ เศาะดูก เป็นต้น
อัรฺ-ร็อฟอฺ วะ อัต-ตักมีล (1/118)
ตักรีบุตตะฮฺซีบ (433)
ษิเกาะฮฺ ตามมาตรฐานของอิบนุหะญัรฺ คือความน่าเชื่อถือของนักรายงานที่อยู่ในระดับดี.
ตักรีบุตตะฮฺซีบ (738)
สถานะของหะดีษ
ท่านอัต-ติรมิซีย์กล่าวว่าหะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่หะสันเศาะหี้หฺ
แต่ดังที่ได้ทราบมาข้างต้นแล้วว่าในสายรายงานนั้นมีนักรายงานที่เฎาะอีฟ นั่นคือท่านอาศิม อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ แต่ทำไมท่านอัต-ติรฺมิซีย์จึงหุก่มว่าหะดีษข้างต้นเป็นหะดีษที่หะสันเศาะหี้หฺ ?
ทั้งนี้ก็อาจเนื่องมาจาก–วัลลอฮุ อะอฺลัม- ท่านอัต-ติรฺมิซีย์มีทัศนะว่าอาศิมนั้น “เศาะดูก ” โดยอ้างคำพูดของท่านอัล-บุคอรีย์ซึ่งท่านได้กล่าวถึงอาศิมว่า “เศาะดูก”
แต่ที่ถูกต้องแล้วท่านอิหม่ามอัล-บุคอรีย์กล่าวว่าเขานั้น “มุงกะรุลหะดีษ” ต่างหาก ดังที่บรรดาอุละมาอฺได้กล่าวอ้างคำพูดของท่านไว้ในหนังสือต่าง ๆ อีกทั้งท่านอิหม่ามอัล-บุคอรีย์เองก็ยังได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน นั่นคือหนังสือ “ตารีค อัลกะบีรฺ” ว่า อาศิมนั้น “มุงกะรุลหะดีษ”
ท่านอัล-หากิมกล่าวว่า: สายรายงานหะดีษนี้ถูกต้อง
แต่ท่านอัซ-ซะฮะบีย์ติงว่า: อาศิมนั้นเฎาะอีฟ
และท่านอิบนุหะญัรเมื่อท่านได้พูดถึงหะดีษของอบูรอฟิอฺ ท่านกล่าวว่า: และจุดรวมของสายรายงานหะดีษบทนี้คืออาศิม อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ และเขานั้นเฎาะอีฟ
ดังนั้นหะดีษบทนี้จึงถือเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟ
อนึ่งการที่มีนักวิชาการบางท่านมีทัศนะว่าหะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่หะสัน โดยอ้างทัศนะของชัยคฺอัล-อัลบานีย์ ซึ่งท่านได้กล่าวว่าหะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่หะสัน แต่แท้ที่จริงแล้วท่านได้เปลี่ยนจากทัศนะนี้ และกล่าวว่าหะดีษอบูรอฟิอฺเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟ


والله أعلم بالصواب
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 1:39 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติม

และมีหะดีษอีกบทหนึ่งจากท่านอบูรอฟิอฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านได้กล่าวว่า:
" أن النبي صلى الله عليه وسلم أذن في أذن الحسن والحسين رضي الله عنهما حين ولدا ، وأمر به"
“ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อะซานที่หูของอัล-หะสันและอัล-หุสัยนฺ เมื่อครั้นทั้งสองได้ถือกำเนิด และท่านได้สั่งใช้ให้ปฏิบัติเช่นนั้น”

หะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่เฎาะอีฟเช่นกัน เพราะเป็นหะดีษที่มีสายรายงานถึงอาศิม อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺเช่นกัน อีกทั้งนักรายงานจากท่านอาศิม นั่นคือหัมมาด อิบนุ ชุอัยบฺมีสถานะที่ “เฎาะอีฟ”
ท่านอบูดาวูดถูกถามถึงหัมมาด อิบนุ ชุอัยบฺ แล้วท่านได้ตอบว่า : “พวกเขา (บรรดานักหะดีษ) ต่างได้ละทิ้งหะดีษของเขา”


...............................................................................................................................................

หะดีษบันทึกโดยอัฏ-เฏาะบะรอนีย์ในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-กะบีรฺ” เลขที่: 926.
สุอาลาต อัล-อาญุรฺรีย์ (1/289), ลิสานุลมีซาน (3/270), อัล-กามิล ฟี ดุอะฟาอฺ อัรฺ-ริญาล (3/15)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 1:41 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพราะฉะนั้น ไม่มีหลักฐานที่ เป็นหะดีษ ศอเฮีย เลยสักบท
และที่ สำคัญ ไม่อนุญาติให้ นำหะดีษฎออีฟมาใช้คับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
f1
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/12/2010
ตอบ: 261


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 1:57 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คำถาม : การอะซาน ใส่หูเด็กเกิดใหม่
อัสสลามมุอะลัยกุม อ.มุรีด ขอเรียนถามอาจารย์ ดังนี้ค่ะ 1. มีหลักฐานให้ อะซานใส่หู เด็กที่เกิดใหม่ หรือไม่ 2. ถ้ามี หลักฐานให้ทำ 2.1 รูปแบบที่ถูกต้อง คือ อย่างไร 2.2 ควรอะซาน เมื่อใด 2.3 ใครที่เหมาะจะเป็นผู้อะซาน ขอ อัลลอฮ์ ( ซุบฮ์ ) ประทานความเมตตา และ ความจำเริญ แด่อาจารย์ และคณะทำงานทุกท่านค่ะ

by: มุสลิมะห์ - - 12/2/2004

คำตอบ :

วะ อะลัยกุมุสสลามครับคุณมุสลิมะฮฺ ผมขอตอบคำถามของคุณเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ 1. หลักฐานที่ให้อะซานหูขวาแก่เด็กทารกมีหะดีษจากท่านอบูรอฟิอฺซึ่งเล่าไว้ว่า “ ฉันเห็นท่านรสูลุลลอฮฺอะซานนมาซที่หูของท่านหะสันขณะที่ท่านหญิงฟาฏิมะ ฮฺคลอดเขาออกมา “ (บันทึกโดยติรฺมิซีย์,อบูดาวูด และบัยหะกีย์, ท่านเชคอัลบานีย์กล่าวว่า เป็นหะดีษที่หะสัน) ดังนั้นหะดีษข้างต้นจึงเป็นหลักฐานให้เรากระทำการอะซานที่ขวาข้างขวาของเด็ก ทารกแรกเกิดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องอิกอมะฮฺหูข้างซ้ายเพราะหะดีษที่กล่าว ถึงเรื่องการอิกอมะฮฺที่หูซ้ายของเด็กทารกนั้นล้วนเป็นหะดีษเฎาะอีฟ (หลักฐานอ่อน) ทั้งสิ้น 1.1 รูปแบบคือ ให้กล่าวเหมือนการกล่าวเพื่ออะซานนมาซที่หูข้างขวาของเด็กแรกเกิดเพียงอย่าง เดียว โดยไม่ต้องอิกอมะฮฺที่หูข้างซ้าย 1.2 ควรอะซานเมื่อใดนั้น จากตัวบทของหะดีษ ท่านรสูลุลลอฮฺอะซานเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว ฉะนั้นอนุญาตให้เราเริ่มอะซานที่หูขวาของเด็กได้ตั้งแต่คลอดออกมาเลยครับ 1.3 ใครที่เหมาะสมในการอะซาน ประเด็นนี้เราได้รับจากหะดีษข้างต้นเช่นกัน เพราะท่านหะสันเป็นลูกของท่านอลีย์ และเป็นหลานของท่านรสูล แต่บุคคลที่อะซานกลับเป็นท่านรสูล นั่นก็หมายรวมว่าการอะซานนั้นผู้เป็นพ่อของเด็กจะอะซานเองหรือจะวานให้ผู้ อื่นอะซานก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นหุกุมที่ศาสนาเปิดโอกาสให้กระทำโดยมิได้เจาะจงบุคคลใดครับ (วัลลอฮุอะอฺลัมบิศเศาะวาบ) วัสสลาม
by: มุรีด ทิมะเสน - mureed@mureed.com - 13/2/04 03:12

_________________
go die to no grass
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 2:05 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ก๊อกๆๆ น้อง f1 น้องอ้างบทความของ อ.มุรีด และ อ.มุรีด อ้างจากเชคอัลบานีย์ว่าเชคอัลบานีย์กล่าวว่าเป็นหะดีษ หะซัน
แต่นั้นในอดีตครับ และครั้งหลัง เชคอัลบานีย์แกออกมาฟัตวาครั้งที่ 2 ว่า หะดีษนี้ ฎออีฟ คับ

เวลาเอามา เอามาให้หมดซิครับ


คำถามที่ : 12290
คำถาม : อะซานใส่หูเด็ก หลักฐานมันขัดแย้งกันหรอคับ อ.มูรีด
อัสลามูอาลัยกุม ครับ อ.มูรีด
จากที่ผมได้อ่าน หลายๆคำถาม เกี่ยวกับ การอะซานใส่หูเด็ก เช่นคำถามที่ 70
อ.ได้บอกว่า หลักฐานเป็น หะดีษหะซัน

แต่ผมได้ดาวน์โหลดไฟล์ word จาก http://www.mureed.com/article/Arbirl/001-Azan.doc
ในไฟล์นี้ได้บอกว่า หลักฐานเป็นหะดีษเฏาอีฟ ไม่มีหะดีษไหนสามารถยกระดับเป็น หะดีษฮะซันได้เลย

ฝาก อ.มูรีด ตรวจสอบสักนิดน่ะคับ ว่าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

by: Hanafee - hanafee_mahmood@hotmail.com - 22/6/2009

คำตอบ :

วะอะลัยกุมุสสลามครับ

คำตอบ ในอดีตเชคอัลบานีย์ ได้ระบุว่าหะดีษข้างต้นเป็นหะดีษหะสัน แต่พอในช่วงหลังเชคอัลบานีย์ก็ฟัตวาออกมาใหม่ว่า หะดีษข้างต้นเป็นหะดีษเฎาะอีฟ ฉะนั้น เราก็ต้องนำคำตอบของเชคอัลบานีย์ล่าสุดที่ได้วินิจฉัยไว้นั่นเอง สรุปคือ หะดีษที่ระบุถึงการอะซานหูขวา และอิกอมะฮฺหูซ้าย หรือหะดีษที่ระบุว่าอะซานหูขวาเพียงอย่างเดียวนั้น ล้วนแล้วเป็นหะดีษที่เฏาะอีฟทั้งสิ้นนะครับ. والله أعلم
by: มุรีด ทิมะเสน - mureed@mureed.com - 24/6/09 23:16
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 2:08 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้าวว่าไง มีไหมหะดีษที่ศอเฮียนะ
ถ้าไม่มีจะได้จบหัวข้อนี้เสีย แล้วจะเอาหัวข้ออะไรต่อก็ได้
แต่ขอด้วยหลักฐานแบเนีย ดีกว่าคุยไปเรื่อยไม่มีจุดจบ

ว่าไงมีไหม หลักฐานถ้าไม่มี ก้อสงสัยประเด่นไหนอีก

ทำบุญให้คนตายดีไหม

والله أعلم بالصواب
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
f1
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/12/2010
ตอบ: 261


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 2:15 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขั้นตอนหลังจากให้กำเนิดบุตร

สิ่งที่ควรทำหลังจากให้กำเนิดบุตร

1. ให้แจ้งข่าวดี เพราะอัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ว่า

أَنَّ اللَّهَ يُبَشِّرُكَ بِيَحْيَى

ความว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีให้กับท่านด้วยกับยะห์ยา”

2. ให้อาซานใส่หูขวา และอิกอมะฮ์ใส่หูซ้ายเด็ก

ได้มีฮาดิษของท่านอบีรอเฟียะอฺว่า

“แท้จริงฉันเห็นท่านศาสดาอาซานละหมาดใส่หูท่านฮาซัน อิบนุ อาลี ในขณะที่พระนางฟาติมะห์ให้กำเนิด”

และมีสุนัตให้อ่านอัลกุรอานบทอาละอิมรอนโองการที่ 36 ว่า

وَإنِّى أُعِيْذُها بِكَ وَذُرِّيَّتَهَا مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ

3. ให้ป้ายเพดานปากด้วยกับอินทผลัม

ได้มีฮาดิษของท่านอบีมูซาว่า

“ลูกชายของฉันได้ถูกให้กำเนิด แล้วฉันก็ได้นำตัวไปหาท่านนะบี แล้วท่านได้ตั้งชื่อให้ว่า อิบรอฮีม และได้ป้ายเพดานปากด้วยกับอินทผลัม”


สิ่งที่ควรทำในวันที่ 7 หลังคลอดบุตร

1. โกนผมไฟ

โกนผมไฟ และให้บริจาคเป็นเงินเท่ากับน้ำหนักของเส้นผมที่โกน

ศาสดามูฮัมมัดได้กล่าวกับพระนางฟาติมะห์เมื่อคลอดท่านฮาซันว่า

“จงโกนผมฮาซันและจงจ่ายซอดาเกาะฮ์ เท่ากับน้ำหนักของเส้นผมเป็นเงินให้กับคนยากจน”

2. ตั้งชื่อเด็ก

โดยอนุญาตให้ตั้งชื่อได้ในวันที่ 1 หรือวันที่ 3 จนวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันทำอากีเกาะฮ์

ท่านนะบีได้กล่าวว่า

“ในคืนนั้นลูกของฉันถูกให้กำเนิด แล้วฉันก็เรียกชื่อเขาว่า อิบรอฮีม”

3. ทำการขลิบอวัยวะเพศ

ซึ่ง เวลาของการขลิบ บางทรรศนะได้กล่าวว่า จะต้องอยู่ในช่วงสัปดาห์แรกจากการเกิด บางทรรศนะกล่าวว่า ให้ขลิบก่อนบรรลุนิติภาวะ และที่ถูกต้องและประเสริฐที่สุด คือ วันที่ 7 หลังจากถูกให้กำเนิด

ได้มีฮาดิษของท่านญาบีรว่า

“ท่านศาสดามูฮัมมัดได้ทำอากีเกาะฮ์ ในกับท่านฮาซันและฮูเซ็น และได้ทำการขลิบอวัยวะเพศของทั้งสองในวันที่ 7”

แน่นอนการขลิบสำหรับผู้ชายถือว่าเป็นวายิบ สำหรับผู้หญิงคือสุนัต

ลักษณะของแกะที่จะนำมาทำอากีเกาะฮ์ ต้องครบ 1 ปีเต็ม และจะต้องไม่มีตำหนิ และสามารถที่จะนำเอาอูฐหรือวัวมาทำอากีเกาะฮ์ได้

ให้ ทำการกล่าว “باسم الله ، اللهم منك وإليك عقيقة فلان” ขณะเชือด และให้เชือดขณะพระอาทิตย์ขึ้น ท่านอิหม่ามนาวาวีย์ได้ให้น้ำหนักว่า ควรที่จะเชือดอากีเกาะห์หลังจากโกนผมไฟ เพราะได้ปฏิบัติตามการกล่าวอย่างเป็นลำดับของฮาดิษที่ว่า

“เด็ก นั้นถูกประกันด้วยกับอากีเกาะฮ์ของเขา ซึ่งอากีเกาะฮ์ของเขาจะถูกเชือดแทนเขาในวันที่ 7 (ของวันที่เด็กเกิด) และเด็กจะถูกโกนผมไฟ และถูกตั้งชื่อ (ในวันนั้น)”

ให้ ฟันเนื้ออากีเกาะฮ์โดยไม่ให้กระดูกแตก เพื่อเป็นการทำให้เกิดลางดีด้วยกับการมีอวัยวะที่สมบูรณ์และปราศจากข้อตำหนิ ของเด็ก (อ้างอิงหนังสือ: อัลวาซีต ฟีลมัซฮับ เล่มที่ 7 หน้าที่152-153 หนังสือ ตั้วะฟะตุ้ลอะวัซย์)

ท่าน อิบนุ อัซซิบาฆได้กล่าวว่า หากว่ากระดูกแตก ก็ไม่ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามแต่อย่างได้ (เพราะการถือลางดีนั้นท่านนบีสนับสนุน แต่การถือลางร้ายนั้นท่านนบีห้ามเด็ดขาด)

ให้นำเนื้ออากีเกาะฮ์ มาทำเป็นอาหารและนำไปแจกจ่ายให้กับคนยากจน



โดย อะห์หมัด มุสตอฟา อาลี โต๊ะลง

_________________
go die to no grass
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kolis_mala
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2010
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 3:50 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณ f1 จะเอาก๊อปเอาหะดีษ อบูรอเฟีย มาอ้างอีกก็ไม่ม่มีประโยชน์หรอก เพราะเราได้วิจารย์ไปแล้วว่าเป็นหะดีษ ฎออีฟ คุณจะเอาหะดีษฎออีฟมาเป็นหลักฐานกระนั้นหรือ

อย่ามั่วอีกซิคุณจะก๊อปของใครมา มันไม่ทำให้หะดีษดังกล่าวศอเฮียได้หรอกคับ ผมว่าคุณยอมรับเสียเถิดว่าไม่มี สิ่งที่มาจากท่านนบีให้อาซานและอีกอมะห์ สำหรับเด็กแรกเกิดคับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
f1
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/12/2010
ตอบ: 261


ตอบตอบ: Tue Jan 18, 2011 1:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

บังอะสันและผู้ร่วมกระทู้ทุกท่านคงได้เห็นพฤติกรรมของนายkolisกันแล้วนะครับว่ายึดติดกับโต๊ะครูที่ตนชื่นชอบเท่านั้น ส่วนที่ตรงข้ามกับของตัวเองกลายเป็น"ฎออีฟ"หมด ผมว่าคนที่ฎออีฟคือนายkolisมากกว่า อาจจะถึงขั้น"เมาดั๊วะ"เสียด้วยซ้ำ อาการคุณหนักแล้วล่ะครับแบบนี้ Confused
_________________
go die to no grass
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ประวัติศาสตร์อิสลาม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 4

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.05 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004