ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - ถึง คุณ Matt ผู้กลอกกลิ้ง
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
ถึง คุณ Matt ผู้กลอกกลิ้ง
ไปที่หน้า 1, 2, 3  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
nuroiya
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 28/12/2003
ตอบ: 41


ตอบตอบ: Sun Jun 20, 2004 9:20 pm    ชื่อกระทู้: ถึง คุณ Matt ผู้กลอกกลิ้ง ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดี คุณ Matt ค่ะ

ดิฉันขอแยกกระทู้มาให้ชัดเจน เกี่ยวกับวิธีการละหมาด ได้โพสต์ถามคุณมาหลายรอบแล้วน่ะค่ะ แต่คุณก็ไม่เคยตอบซักที กลิ้งไปกลิ้งมา คุณยังไม่ต้องไปตอบเรื่องอื่น ๆ หรอก คุณเอาเรื่องง่าย ๆ ก่อนเถอะ ดิฉันจะเอาคำถามเก่ามาถามคุณ

ดิฉันได้อ่านแล้วเข้าใจว่าไม่มีใครหน้าไหนที่จะหาญกล้าปฏิเสธ อัล-กุรอาน หรอก แต่จะต้องนำ ฮะดีษ ศอเฮียะห์ ของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม มาประพฤติปฏิบัติเป็นรูปแบบ

ตัวอย่างเช่น เวลาเราจะละหมาด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราจะต้องยกมือตักบีรอย่างไร เราจะต้องรู่กัวะอย่างไร เราจะต้องสู่หยูดอย่างไร เราจะต้องตะฮิยัตอย่างไร และเวลาคุณละหมาด คุณอ่านอะไรบ้าง ดิฉันอยากรู้ค่ะ ถ้าต้องการถามดิฉันว่าอ่านอะไรบ้าง แจ้งมาค่ะ จักบอก......ให้


_________________
"จงยึดมั่นในสายเชือก(ศาสนา)ของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกัน และอย่าได้แตกออก หรือแตกต่างจากศาสนาของอัลลอฮฺ"
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์
addullslam
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2004
ตอบ: 672


ตอบตอบ: Sun Jun 20, 2004 11:17 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสะลามมุอะลัยกุม
อ่านดูมานานแล้ว
สมควรแล้ว ชื่อ
เห็นด้วยที่จะต้องใช้วิธีนี้
วัสสะลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 12:05 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามุอฺลัยกุม

ผมว่าถ้าคุณ Matt นำเสนอคำตอบที่ได้มาจากอัลกุรอานที่คุณ nuroiya ถามเรื่องการละหมาดนั้นได้ ผมคิดว่าจะได้คะแนนเสียง และพวกหางเครื่อง หรือพวกแดนเซอร์ มาเป็นพวกอีกเพียบเชียวล่ะครับ จะได้ตาสว่างกันทั้งโลกเลยดีมั้ย ซึ่งมุสลิมประมาณสิบกว่าศตวรรษมาแล้วไม่สามารถค้นพบได้ คุณ Matt อาจจะได้เป็นบุคคลสำคัญหรือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลยก็ว่าได้ พยายามหน่อยละกันนะครับ อย่าให้เสียคน เอ๊ย! เสียความเป็นคนที่ยึดมั่นในบัญญัติแห่งพระเจ้าเลยนะขอรับกระพ้ม

วัสสล้ามุ บิลค็อยรี่ บินนู๊รี่ กฺอลบีอีมาน
[
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 2:42 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามุอะลัยกุม ครับ คุณนูรอยะ(nuroiya)

“ ถึง คุณ Matt ผู้กลอกกลิ้ง”..คุณนูรอยะ ตั้งชื่อผมเสียงดงามเลย ผมเกรงว่า “ท่านอจารย์ ” ต่างๆจะอิจฉาผมนะครับ เพราะว่า การอธิบาย ของผมวางอยู่บนหลักการของ อัลกุรอาน และ บางครั้ง ผมอ้างและยกตัวอย่าง “ฮะดีษ ซอเอียะ” ตามกติกาของท่านวิทยากร เปี๊ยบเลย

แต่คำตอบที่ผมได้รับซิครับ “กลิ้งไปกลิ้งมา” มากกว่าผมมากทีเดียว, เพราะคำตอบเหล่านั้นยืนอยู่บนหลักการที่ไม่มีพื้นฐาน ที่มนุษย์ ธรรมดาประดิษฐ์ขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มีความตั้งใจจะคุยกับคุณอยู่แล้ว เพราะผมเห็นสัญญาลักษณ์ ของกระทู้คุณแล้ว รูป “เป็ด” ทำให้นึกถึงอาหารไทย จำพวกแกงเป็ด ย่าง, ผมทำขายที่ร้านอาหารผม ฝรั่งชอบทานครับ, ขอโฆษณา หน่อยนะครับ

“ถ้ามีโอกาส ไปอเมริกา เชิญทาน “เป็ดอบ” ที่ร้าน “Matt Cuisine” ร้านอาหารไทยมุสลิม(แท้ๆ) ร้านเดียว ใน East Tennessee USA”

เหลือบไปเห็นคุณ Yahoo เข้า “วะอะลัยกุมสลาม” ครับ ยินดีจริงที่อย่างน้อยก็มีมุสลิมที่ให้สลาม พี่น้องมุสลิมที่มีความคิดต่างกัน เช่นคุณ Yahoo

ก่อนที่ผมจะคุยเรื่องหลักการทำละหมาดอัลกุรอานสอนว่าอย่างไร? ผมขอกล่าว โดย ทั่วๆไปก่อน หวังว่าคุณ “นูรอยะ” อดทนรอได้นะครับ...

ผมคิดว่า ข้อเขียนผมคงไม่ทำให้คุณเกลียดผมจนคิดว่าผมเป็น “กาเฟร” ผม ต้อง การ ให้ สุภาพ สตรี ไทย มุสลิม เข้าใจหลักการของอิสลามที่แท้จริง ที่ไม่เคยได้ถูกสอนมาก่อน และยิ่ง สุภาพสตรีไทย มีความ อ่อนหวาน และนิ่มนวล ซึ่งเป็น ลักษณะของ หญิงไทยอยู่แล้ว ย่อมเป็นการง่า่ย ที่จะถูกหลอกด้วยหลักการ ที่ไม่มีอยู่ ในกฎบัญญัติในอัลกุรอาน

สำหรับหญิง มุสลิมเรา ที่อยู่ ในครอบครัว ที่ ผู้ปกครอง เอาใจใส่และ อบรมทั้ง เรื่องศาสนา และ ให้ ความรู้ ทางสังคมที่ สมดุล กัน แล้ว ย่อมมีความสามารถที่จะ ต่อสู้ กับ ทุกสถานการณ์ ในสังคม และตอบโต้ ความ เลวร้ายต่างๆได้ ด้วยความรู้ และ ความศรัทธา

เกือบทุกๆ ศาสนา “ยังมีความเชื่ิอเก่าๆ ว่า “ผู้หญิงเป็นผู้ที่ไม่มีความเสมอภาคกันในเรื่องศาสนา” เป็นที่น่าเสียดายที่ ในสังคมมุสลิมเรา บรรดาครูบาอาจารย์ ที่สอน ศาสนา ใช้ ระบบ Double Standard คือ สอนให้ผุ้หญิง มีความรู้สึกด้อย กว่า ผู้ชาย โดย ใช้ “หลักการที่ ไม่มีเหตุผลสนับสนุน โดยคิดว่า “ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความสกปรกเวลามีรอบเดือน” ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิง จึงถูกจำกัดสิทธิ ต่างๆ ในการปฏิบัติ ภารกิจทางศาสนา ตัวอย่างเช่น เวลามีรอบเดือน, “แตะต้อง อัลกุรอานไม่ได้”, ทำละหมาดไม่ได้, ฯลฯ และ ที่หลอกกันอยู่ทุกๆวันนี้ คือถ้าภรรยาไม่ยอมหลับนอนกับสามี ไม่ว่าด้วย เหตุผลใด จะถูก อำนาจ สาปแช่ง หรือ เป็นบาป” การสอนเช่นนี้ เป็นวิธีการสอน ที่มีมาก่อนยุคอิสลาม

ผมมีความตั้งใจที่จะให้สุภาพสตรีมุสลิมไทยเข้าใจถึงสิทธิของหญิงที่มีบัญญัติไว้ ในอัลกุรออาน อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ในการที่จะ เข้า ใจสิ่งเหล่านี้ได้ เราจะ ต้องมีศรัทธา ที่แท้จริง ต่อ “อัลลอฮ์”, มีความศรัทธาต่อ อัลกุรอาน ว่าทุกๆบัญญัติ ในอัลกุรอาน นั้นเป็นความจริง โดยเชื่อว่า “เราจะไม่ใช้สิ่งแปลกปลอม เข้า มา เจือปน ในโองการของอัลลอฮ์ เราจะต้อง ยึดหลักปฏิบัติ เบื้องต้น (ซุนนะห์) ของท่าน รอซูลล์ ที่ ใช้อัลกุรอาน เป็น แนวทางในทางดำเนิน ชีวิตของท่าน เช่น เดียวกัน มุสลิม ก็ต้อง ยึด อัลกุรอาน เป็น แนวทาง ในการ ดำ เนิน ชีวิต โดยไม่ใช้สิ่ง อื่นใด มาเทียบเคียง เปรียบ ประดุจ ยึด สายเชือก เส้นเดียว กับ ท่านรอซูลล์,ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะห์ 103

“และพวกเจ้าจงยึดสายเชือก(อิสลาม,อัลกุรอาน) ของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน และจำรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีแต่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรู แล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วย ความเมตตาของพระองค์ และพวกเจ้าเคยปรากฏอยู่บนปากหลุมแห่งไฟนรก แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากปากหลุมแห่งนรกนั้น ในทำนองนั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าซึ่งบรรดาโองการของพระอง๕เพื่อว่าเพวกเจ้าจะได้รับแนวทางอันถูกต้อง”

และถ้าคุณ เชื่อ ใน “ ฮะดีษของ ซอเอียะบุคอรี” ซึ่ง ส่วนใหญ่ของมุสลิมมีความศรัทธาว่า “มี ความ เทียบเท่ากับอัลกุรอาน” หรือเป็น “วะฮีย์” เล่มที่สองแล้ว (การเชื่อเช่นนั้น เป็น ชิริก), เืพื่อพิสูจน์ ให้คุณ เห็น ผมจะยก “ฮะดิษ” นั้นมาให้คุณดู ดังนี้...

ฮะดีษ ศอเฮียะห์ บุคอรีย์, หมวด 9, เล่ม 92, เลขที่ 374
“บรรยายโดย....อะนัสบินมาลิก: ว่า เขาได้ยินท่าน อุมมาร์ กล่าว ขณะที่ท่านยืน อยู่บน แท่น “คุตอบะห์” ของท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ในเวลาเช้า, หลังจาก วันที่ท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว, เมื่อฝูงชนกล่าวปฏิญาณให้การรับรอง ต่อ อะบูบาคร์.... ท่านอุมมาร์ผู้นั้น กล่าวว่า, ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลออ์, โดยยกนื้วชี้้ของมือขวา ขึ้น และลดนิ้วชี้นั้นลงเมื่อท่าน กล่าว “ชาฮาดะห์”, จบต่อหน้า อาบูบาคร์, และกล่าว, “ว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง”, พระองค์อัลลอฮ์, ได้ทรงเลือก ท่านรอซูลล์ ให้อยู่กับพระองค์ บนสรวงสวรรค์ แทนที่จะให้อยู่กับ
พวกเราบนโลกมนุษย์, สิ่งนี้คือหนังสือ(อัลกุรอาน) ที่พระองค์ ฮัลลอฮ์ ได้ใช้ เป็น หลัก แนะแนวทางปฏิบัติ ของท่านนบีมูฮัมมัด, ดังนั้นจงยึดมั่นไว้กับหนังสือนั้น (อัลกุรอาน), เพื่อที่ว่าพวกท่านจะได้รับแนวทางที่ถูกต้องเช่นเดียวกับที่ “พระองค์อัลลอฮ์”, ใช้ (หนังสือนั้น) เป็นสิ่งแนะนำแนวทาง แก่ รอซูลล์ (มูฮัมมัด) ของพระองค์”

อีกบทหนึ่งกล่าวว่า:

เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)


อีกบทหนึ่งเล่าว่า:

เรื่องมีอยู่ว่า ..... ท่านอุมมาฮ์ผู้โชคร้ายผู้หนึ่งได้ตัดสินใจผิด, หลังจากการจากไปของท่านรอซูล, แม้แต่กระทั่งจนวินาทีสุดท้ายท่านอุมาฮ์ ท่านนี้ขอร้องให้ผู้ติดตามท่านให้นำ กระดาษและปากกาเพื่อว่า ท่านอุมมาฮ์ผู้นั้น จะได้เขียนข้อความที่จะป้องกัน พวกเขาจากการ หลงทางแห่งความศรัทธา ภายหลังจากท่าน, แต่ผู้คนที่อยู่รอบข้างท่าน ไม่ต้องการให้ท่านอุมมาฮ์ บอกความตั้งใจของท่านด้วยการจดบันทึก, และมีสาวกผู้หนึ่งกล่าวว่า

“หนังสือของอัลลอฮ์(อัลกุรอาน)นั้นเพียงพอสำหรับเราแล้ว”

(ซอเอียะ บุคอรี, ซอเอียะ Mมุสลิม, ฟัตขฮุล บะรี, ตับรอนิ, ตอริคฮ์ อะฮ์มะดิ)

การ ประกาศ ดังกล่าวของผู้ติดตาม อุมมาฮ์ ผู้นี้ สังเกตว่าท่านอุมมาฮ์ ผู้แก่ชรากำลังอยู่ในสภาพ เพ้อเจ้อ ย่อมจะเขียนสิ่งใดที่ขัดต่อบัญญัติของอัลกุรอาน เพราะเราไม่อาจกล่าวได้ว่าท่านอุลลามาฮ์ผู้นี้โง่เขลาและไม่รู้จัก “อัลกุรอาน”

ถ้าคุณนูรอยะ (nuroiya) เชื่อในฮะดีษ ศอเฮียะห์ บุคอรีย์ ทำไมคุณจึงไม่เชื่อ “อะฮะดีษ” เหล่านี้

"จาก “คุตอบะ” ครั้งสุดท้าย ของท่านรอซูลล์มูฮัมมัด มีผู้ฟังอยู่เป็นจำนวน พันๆคน แต่ในการจดบันทึกฮะดีษ มีบันทึกไว้ 3 ภาค และเป็นไปได้อย่างไร?

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์” (มุวัตตะ, 46/3)

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)
(มุสลิม 44/4, นู2408; อิบนฺ ฮะนะบาล4/366; ดอริมิ23/1; นู 3319)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)

เราจะเห็นว่า ภาค 3 เป็นภาคที่ตรงกับอัลกุรอาน และ พยาน ต่างๆอีก หลายท่าน รวมทั้ง หลักฐานในอัลกุรอานที่ผม ได้ อธิบายไว้แล้ว

แม้กระนั้นก็ตาม ยัง มีการต่อเติม ถ้อยความเพื่อ ให้สอดคล้องกับความเชื่อของตน คือ ฝ่ายซุนนีย์
เติม คำว่า “และ ซุนนะห์” ต่อท้ายไป และที่น่าสังเกตคือ มีผู้บรรยายเพียงท่านเดียว

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์” (มุวัตตะ, 46/3)

สำหรับภาคที่สอง ฝ่าย ชีอะต์ เติมคำว่า “และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)” เข้าไป เพื่อให้ตรงกับคำสอนของเขา แต่มีผุ้รายงานถึง 3คน

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)
(มุสลิม 44/4, นู2408; อิบนฺ ฮะนะบาล4/366; ดอริมิ23/1; นู 3319)

ส่วนภาคที่ 3 นั้นน่าจะเป็นคำกล่าวของท่านรอซูลที่แท้จริง เพราะว่าตรงกับ “อัลกุรอาน” (3: 103) และตรง กัน กับ รายงาน อื่น อีกสองอะฮะดีษ ที่กล่าวมาตอนตันแล้ว

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)

จาก อะฮะดีษที่กล่าวมานี้ เป็น “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ทั้งนั้น แต่คุณ จะเห็นความไม่แน่นอน และการขัดแย้ง กันเอง กับทั้ง บาง “ฮะดีษ” ไม่ตรงกับ “อัลกุรอาน” ความไม่แน่นอนเช่นนี้ คือ สิ่ง ที่ผมไม่ยอมรับ และ ไม่เชื่อในความแท้จริง ถึงแม้จะใช้คำว่า “ศอเฮียะห์” ก็ตาม ดังนั้นการเอาสิ่งที่ไม่แน่นอน และแปลกปลอม เช่นนี้ ไปเทียบเคียง กับ “อัลกุรอาน” จึงถือว่า เป็นการกระทำ “ชิริก” และผู้ที่ไม่เชื่อและศรัทธา ใน “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” จึงไม่ได้เข้าข่าย ในการเป็น “กาเฟร” ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ ในอัลกุรอาน ในอายะใดๆเลย ผมตำหนิท่านอาจารย์ ที่สอนยุวชน มุสลิม ไปในทางผิดเช่นนี้ ว่า ควรจะ มีความรับผิดชอบ ในการกระทำของ พวกเขาด้วย จะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะท่านเหล่านั้น ไม่สามารถ จะ เอา สิ่งแปลกปลอม มา ลบล้าง หรือ บิดเบือน หลักการของ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ดังข้อความต่อไปนี้

ผมจะบอกล่วงหน้าได้เลยว่า ผู้ที่จะเข้ามาอธิบาย “ฮะดีษ” นี้ จะต้อง กล่าวว่าผม บิดเบือน และเข้าใจ ความหมายผิด แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความไม่แน่นอน และกำกวม ในการแปลความหมาย ของ บรรดา ผู้รู้ต่างๆ จะ หาข้อมาแก้ ความหมาย เพื่อไม้ ให้ เสีย หน้า เขา ดัง เรื่อง ที่ผมจะ นำมาเล่า ให้ คุณ ฟังดังต่อ ไปนี้.ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจของคุณ.นูรอยะ (nuroiya) อยู่ตลอดเวลา.


"จงยึดมั่นในสายเชือก(ศาสนา)ของอัลลอฮฺ และอย่าได้แตกออก หรือแตกต่างจากศาสนาของอัลลอฮฺ" (3:103)

เขาคิดว่าเขาเท่านั้นที่เป็นผู้มีความศรัทธาที่แท้จริง ?


บุคคลคนที่เพียงแต่แสดงออกในสายตาของบุคคลทั่วๆไปว่ามีความศรัทธาต่อพระองค์ “อัลลอฮ์” อย่างแท้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ยึดเอาสิ่งอื่น ขึ้นมาตั้งเป็น ภาคีต่อพระองค์ โดยไม่ ยอมรับว่าพระองค์ ท่านได้ให้ความสมบูรณ์ ในหลักการที่มุสลิม จะต้องใช้ปฎิบัติ ไว้อย่าง แจ่มแจ้ง แล้ว บุคคลประเภทนี้ เรียกว่า ผู้ที่ไม่มีความจริงใจ ในความเชื่อมั่น ต่อ พระองค์อัลลอฮ์

ผู้ที่ไม่มีความจริงใจในความมีศรัทธา ต่อพระองค์อัลลอฮ์ บุคคลประเภทนี้ ถุกกล่าวไว่ว่า จะอยุ่ในก้นบึ้งของไฟนรก คำถามที่สำคัญที่สุดของผู้ที่มีศรัทธาทั้งหลาย คือ เขาเหล่านั้น ปฏิบัติตามคำปฏิญานที่เขา ให้ไว้ต่อพระองค์ หรือไม่ ? เขาทำในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่? ถ้าบุคคลเหล่านั้น ไม่ปฎิบัติตามสิ่งที่เขาสัญญา ไว้ต่อพระองค์อัลลอฮ์แล้ว เขาก็คือพวกหน้าไหว้หลังหลอก มีกล่าวในอัลกุรอานว่า


يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا لِمَ تَقُولُونَ مَا لَا تَفْعَلُونَ
“โอพวกเจ้าผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่น ทำไมจึงกล่าวว่าจะกระทำ(ตามคำปฏิญาน)แล้วจึงไม่ทำ?
(๖๑..๒)

كَبُرَ مَقْتًا عِندَ اللَّهِ أَن تَقُولُوا مَا لَا تَفْعَلُونَ

มันเป็นสิ่งที่น่าบัดสีที่สุด ในสายตาของพระองค์อัลลอฮ์ ที่พวกเจ้า ได้ให้คำปฏิญาณแต่ไม่ทำตามที่ปฏิญานไว้ (๖๑..๓)


ในทางตรงกันข้ามพระองค์อัลลอฮ์จะไม่ลงโทษมุสลิม ผู้ที่มีศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงผู้ที่ปฏิบัติตามที่เขาปฏิญานไว้ต่อพระองค์ และเขาผู้นั้นจะได้รับการตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ (๔..๑๔๖)

ผมพบข้อเขียนในกระทู้ของ ท่านหนึ่ง ซึ่งเขียนถึง, คำกล่าวที่ว่า “"จงยึดมั่นในสายเชือก(ศาสนา)ของอัลลอฮฺ และอย่าได้แตกออก หรือแตกต่างจากศาสนาของอัลลอฮฺ"

….ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับขี้แจงให้มุสลิมทุกๆท่านเข้าใจ ในความสำคัญของ “อัลกุรอาน” ว่าพระองค์อัลลอฮ์ท่านมีวัตถุประสงค์อย่างไรในการส่งบัญญัติของท่านผ่าน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม, ผมเข้าใจว่าผู้เขียนมีความหมายเบี่ยงเบน ไปจาก ความมุ่งหมายของ อัลกุรอาน , ผมจึงใช้การเปรียบเทียบและการบรรยายที่ มีเหตุผล ตรงกับบัญญัติ ในอัลกุรอานทุกๆขั้นตอนของการเขียน, ผมจึงอธิบายโดยเทียบข้อความของผู้เขียน กับ บัญญัติ ในอัลกุรอาน.

โดยกล่าวว่า ผู้เขียน ได้บรรยายอย่างแจ่มแจ้งว่า มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในอัลกุรอานอย่างเคร่งครัด เท่านั้น โดยใช้คำ เปรียบ เทียบ ว่า “อัลกุรอาน” เท่านั้นทีเปรียบประดุจ เสมือน เส้นเชือกที่แท้จริง เป็นสิ่งบริสุทธิ ที่พระองค์อัลลอฮ์ ท่านทรงประทานให้ใช้เป็นที่เกาะยึด สำหับมุสลิมทุกๆคน เช่นเดียวกับท่านรอซูลล์, ส่วน หลักการปฏิบัติ อื่นๆที่นอกเหนือไปจากบัญญัติในอัลกุรอาน เปรียบเสมือน เส้นเชือกที่แปลกปลอม ที่หำเลียนแบบอัลกุรอาน

เมื่อผมเห็นบทเขียนข้างล่างนี้ผมจึงชี้ว่า “สายเชือกที่ท่านผู้เขียนๆ ไว้ในที่นี้หมายถึงอะไร?”

ผู้เขียนเริ่มด้วย….

อัลฆุเราะบาอ์.......มันเนิ่นนาน นับสิบ นับร้อยปี นับศตวรรษมาแล้ว ที่เรา-ประชาชาติอิสลาม เรียกร้องถึงความสามัคคี ด้วยประโยคเดียวกันว่า …. และพวกเจ้าจงยึดมั่นในสายเชือกของอัลลอฮ์โดยพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน แต่แล้ว พอกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ เข้ามารวมตัวกันได้สักพัก ก็จะเริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้นทีละนิด ทีละน้อย จนกระทั่งแตกดังโผละออกไป ทั้งนี้เพราะแต่ละกลุ่มที่เข้ามารวมกันนั้น จับเชือกกันคนละเส้น ทีแรกก็นึกว่า นี่แหละคือเชือกเส้นเดียวกัน ดูรูปร่าง สีสัน มันคล้ายกันจนแยกไม่ออก…หรืออาจจะเพราะไม่คิดจะแยกแยะกระมัง…จึงมองเห็นเป็นเชือกเส้นเดียวกัน แล้วพอต่างคน ต่างดึง เกลียวเชือกที่พันกันอยู่อย่างหลวมๆ ก็คลายตัว เผยสถานะที่แท้จริงออกมาว่า แท้ที่จริงแล้ว…มันคือเชือกคนละเส้น !
“และพวกเจ้าจงยึดมั่นในสายเชือกของอัลลอฮ์โดยพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน”


แมทท์........เมื่อพิจารณาข้อเขียนอย่างละเอียดแล้ว ก็นึก ได้ว่า เส้นเชือกที่ผู้เขียนๆไว้ ก็หมายถึงอัลกุรอานที่เป็นบัญญัติของพระองค์อัลลอฮ์ที่ให้ไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ใน “อิสลาม” (3:303)

ผู้เขียนบรรยายต่อไปอีกว่า

อัลฆุเราะบาอ์....“... และพวกเจ้าจงยึดมั่นในสายเชือกของอัลลอฮ์โดยพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน แต่แล้ว พอกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ เข้ามารวมตัวกันได้สักพัก ก็จะเริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้นทีละนิด ทีละน้อย จนกระทั่งแตกดังโผละออกไป”

แมทท........ซึ่งตรงกับบัญญัติในอัลกุรอานทีว่า

مِنَ الَّذِينَ فَرَّقُوا دِينَهُمْ وَكَانُوا شِيَعًا كُلُّ حِزْبٍ بِمَا لَدَيْهِمْ فَرِحُونَ
(อย่าตกอยู่ในพวกบูชาเจว็ด) พวกเขาทั้งหลายที่แบ่งแยกศาสนาออกเป็นนิกายต่างๆ, แต่ละนิกายของพวกเขาก็จะยินดีอยู่กับสิ่งที่เขามี(๓๐..๓๒)



อัลฆุเราะบาอ์....... “ทั้งนี้เพราะแต่ละกลุ่มที่เข้ามารวมกันนั้น จับเชือกกันคนละเส้น ทีแรกก็นึกว่า นี่แหละคือเชือกเส้นเดียวกัน ดูรูปร่าง สีสัน มันคล้ายกันจนแยกไม่ออก…หรืออาจจะเพราะไม่คิดจะแยกแยะกระมัง…จึงมองเห็นเป็นเชือกเส้นเดียวกัน แล้วพอต่างคน ต่างดึง เกลียวเชือกที่พันกันอยู่อย่างหลวมๆ ก็คลายตัว เผยสถานะที่แท้จริงออกมาว่า แท้ที่จริงแล้ว…มันคือเชือกคนละเส้น !”

แมทท์.......ตามความเข้าใจของผม ผมเข้าใจว่า ผู้เขียนหมายถึง ต่างคนต่างก็มีความเชื่อมั่นในแต่ละคำสอนที่เขาร่ำเรียนมา จนแคกแยกกันออกเป็นนิกาย ต่างๆ ถึงแม้จะเป็นมุสลิมเช่นเดียวกัน และเขาคิดว่า เขาถืออัลกุรอาน เป็นหลักปฎิบัติ เช่นกัน แต่ที่ไหนได้ เมื่อพิจารณาอย่าง ถ้วนถี่แล้ว พวกเขาทั้งหลาย ก็เห็นได้ว่าเขาเหล่านั้น ยึดถือสายเชือกที่ต่างกัน เพราะเขาเหล่านั้น แยกกันออกเป็นนิกายต่างๆ เพราะหลงทางจาก “สายเชือกที่แท้จริง นั้นก็คือ “บทบัญญัติในอัลกุรอาน”

ข้อความตอนนี้มีอยู่ในอัลกุรอาน(6:112, 25:31).

ซึ่งมีความหมายว่าศัตรูของท่านศาสดา จะมีทั้งในรูปร่างของมนุษย์ และ ในรูปของ “ญินน์” ที่ชั่วร้าย ที่จะคอยแปลกปลอมและแจ้งเท็จเพื่อทำลายท่านศาสดาให้เสื่อมเสีย (โดยการชี้ทางที่ผิดพลาดไปจากอัลกุรอาน)
จากอายะห์ ๓๑..๖
อธิบายว่ามีบางคนที่เอาเรื่องที่ไม่มีสาระมา หลอกล่อ ผู้อื่นเพื่อให้หลงไปในทางที่ผิดออกไปจากทาง

ของ พระองค์อัลลอฮ์ หรือถ้าจะเปรียบกับข้อเขียนอันนี้ ก็คือมีผู้ที่แอบอ้างเอาเส้นเชือกที่เป็นของปลอม

มาหลอกให้บางคนยึด ถือซึ่งทำให้เขาเข้าใจผิดว่า เขากำลัง ถือเส้นเชือกที่แท้จริง หมายถึงเขาเชื่อว่า เขามีศรัทธา ต่ออัลลอฮ์ อย่างแท้จริง แต่ความจริงแล้วเขากำลัง ปฏิบัติออกนอกทาง ของ อัลลอฮ์


อัลฆุเราะบาอ์....... “แต่เชือกที่อัลลอฮทรงให้เรา…มุสลิม…มุอ์มิน…ผู้ศรัทธา…ผู้ยำเกรง…ผู้นอบน้อม…พยายามไขว่คว้ายึดมั่นไว้ด้วยกันนั้น คือ เชือกที่พระองค์ทรงประทานมา อันมีตัวบท คำสอน ข้อห้าม ข้อใช้ ข้อปฏิบัติ การลงโทษ การสนับสนุนส่งเสริมเกื้อกูล ข้อยืดหยุ่น การโอนอ่อน และแข็งกร้าว ตามแบบฉบับที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บรรจงขวั้นเกลียวสิ่งเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกัน เป็นเส้นเชือกที่ไม่มีมีดใดสามารถมาตัดให้ขาดได้”


แมทท์..........ความหมายของข้อเขียนตอนนี้ บรรยายของความสมบูรณ์ และรายละเอียดต่างๆ ที่มีทั้งบทห้าม, บทลงโทษ, บท กรุณาและให้อภัย, กฏหมายและหลักกาปกครอง และข้อปฏิบัติในสังคมและชีวิตประจำวัน ไว้โดยละเอียด และสมบูรณืที่สุด โดยส่งผ่านท่านศาสดามูฮัมมัด ที่รวบรวมไว้และตรวจทานประกอบเป็น “คัมภีร์ที่สมบรณ์” สำหรับเป็นหลักปฏิบัติในอิสลาม ไม่มีคำกล่าว คำสอนอื่นใด ที่จะมาแทนหรือเทียบเท่าอัลกุรอานได้ ดังจะเห็นได้จาก อายะห์ 6:114

أَفَغَيْرَ اللّهِ أَبْتَغِي حَكَمًا وَهُوَ الَّذِي أَنَزَلَ إِلَيْكُمُ الْكِتَابَ مُفَصَّلاً وَالَّذِينَ آتَيْنَاهُمُ الْكِتَابَ يَعْلَمُونَ أَنَّهُ مُنَزَّلٌ مِّن رَّبِّكَ بِالْحَقِّ فَلاَ تَكُونَنَّ مِنَ الْمُمْتَرِينَ

“แล้วฉันจะต้องเสาะแสวงหาผู้ตัสินอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮ์อีกหรือ ในเมื่อพระองท่าน(อัลลอฮ์) ผู้ซึ่งได้ประทานหนังสือ (อัลกุรอาน)ซึ่งมีคำอธิบายโดยละเอียดพวกเขาเหล่านั้นผู้ซึ่งได้รับคัมภีอัลกุรอาน เข้าใจได้ดีว่าอัลกุรอานไดถูกประทานผ่าน ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มาด้วยความแท้จริง เพื่อมอบให้แก่(โดยการสอน)พวกเจ้า”


ผู้เขียนบรรยายต่อไปว่า…

อัลฆุเราะบาอ์....... “แต่ด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ได้ปรากฏเส้นเชือก “แปลกปลอม” ขึ้นมากมาย ด้วยรูปร่าง สัณฐาน ด้วยสีสันที่มองผาดๆแล้ว มันแทบจะเหมือนกันทีเดียวกับสายเชือกของอัลลอฮเส้นนั้น แล้วประชาชาติมุสลิมจำนวนไม่น้อยก็หลงไปคว้ามันมายึดย้ำ กำแน่น …. แน่น…จนไม่ยอมปล่อย ด้วยคิดไปว่า..นั่นคือ สายเชือกของอัลลอฮเช่นกัน”

แมทท์.........ข้อความในตอนนี้หมายถึง หลังจากที่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สิ้นชีวิต ไปแล้ว ก็มีบุคคลต่างๆ สร้างคำสอนออกมา(เส้นเชือกที่แปลกปลอม)เรียนแบบ อัลกุรอาน โดยอ้างว่า เป็นคำ สอนที่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยสอนและ กล่าวไว้ และหลอกให้ผู้คนเชื่อถือและปฏิบัติตามทำให้หลงทางไปจากความศรัทธาที่แท้จิง ต่อ “อัลลอฮ์”
เราจะเห็นจากในอายะห์[45:6]ข้างล่างนี้ ว่าพระองอัลลอฮ์ทรงประทานอัลกุรอานให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อ ให้ใช้เป็นคัมภีร์เล่มเดียวทีใช้สำหรับสั่งสอนมวลมนุษย์โดย ไม่ต้อง มีข้อสงสัยว่าจะมี”ฮาดีษ”อื่นใด ที่ควรจะเชื่อถือ นอกจากอัลกุรอานเท่านั้น

تِلْكَ آيَاتُ اللَّهِ نَتْلُوهَا عَلَيْكَ بِالْحَقِّ فَبِأَيِّ حَدِيثٍ بَعْدَ اللَّهِ وَآيَاتِهِ يُؤْمِنُونَ

“สิ่งเหล่านั้นคือ ปรากฏการมหัศจรร(ที่มีอยู่ใน บัญญัติ อัลกุรอาน) ของพระองต์อัลลออฮ์ ที่เราได้อธิบายต่อเจ้าโดยละเอียดด้วยความแท้จริง, แล้วยังจะมี “ฮาดีษ” ใดๆ อีกหรือ ที่นอกเหนือ ไปจาก “พระองค์อัลลอฮ์” และ “อัลกุรอาน” ที่เขาทั้งหลายมีความศรัทธา อยู่อีก ?” (๔๕..๖)



لَقَدْ كَانَ فِي قَصَصِهِمْ عِبْرَةٌ لِّأُوْلِي الأَلْبَابِ مَا كَانَ حَدِيثًا يُفْتَرَى وَلَـكِن تَصْدِيقَ الَّذِي بَيْنَ يَدَيْهِ وَتَفْصِيلَ كُلَّ شَيْءٍ وَهُدًى وَرَحْمَةً لِّقَوْمٍ يُؤْمِنُونَ “โดยความแท้จริงจากประวัติของพวกเขา มีบทเรียน ของผู้ที่ทีความเข้าใจว่า มันไม่ใช่เรื่องราวที่ถูกแต่งกันขึ้นมา แต่เป็นสิ่งที่ยืนยัน ในความแท้จริงของ “อัลกุรอาน” และคำอธิบายโดยละเอียดของทุกสิ่งทุกอย่าง และใช้เป็นแนวทางที่ถูกต้องและความกรุณาเมตตา สำหรับหมู่ชนผู้ศรัทธา” (12:111)


อัลฆุเราะบาอ์....... “เมื่อความคิดความเข้าใจเช่นนั้น ฝังลึกลงไปในจิตใจเสียแล้ว คงยากที่ใครจะสรรหาคำใดมาบรรยายกล่อมเกลาให้เลิกเชื่อ เลิกถือเช่นนั้นได้…มันจึงยังคงเป็น สายเชือกคนละเส้นกันเช่นนั้น นานเท่านาน และ…อีกตราบ…นานเท่านาน…อีกประโยคหนึ่งที่จำต้องนำมากล่าว ณ เวลาที่ใครก็ตามพยายามจะเอา “เชือกแปลกปลอม” เส้นนั้น มาขวั้นรวมกับสายเชือกของอัลลอฮ ก็คือ…ละกุมดีนุกุม – วะลิยะดีนิ…ศาสนาของท่านก็สำหรับท่าน และศาสนาของฉันก็สำหรับฉัน เพียงเท่านั้น เราก็คงไม่ต้องมาตั้งหน้าตั้งตา ทะเลาะเบาะแว้งกันอีกในเรื่องที่มิอาจลงรอย”

แมทท์..........ในที่นี้ ข้อเขียนข้างบนให้คำเปรียบเทียบไว้ เช่นเดียวกับบรรดา มุสลิมที่ต่างคนต่างนิกายกันยึดถือสายเชือกที่แปลกปลอมที่ต่างๆกันออกไป คนละเส้น และจะพยายามเอาสิ่งแปลกปลอม เหล่านั้นมารวมเป็นส่วนเดียวกับ “อัลกุรอาน” ซึ่งเป็นเชือกเส้นที่แท้จริง แต่กลับไม่มีใคร ใช้เป็นสิ่งยึดถือแต่เพียงเส้นเดียวเท่านั้น

การ กล่าวว่า “ละกุมดีนุกุม – วะลิยะดีนิ” สำหรับมุสลิมที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆนั้น อาจจะไม่ถูกต้อง เพราะเหตุผลก็คือ เขายึดถือ เส้นเชือกที่เป็นของแปลกปลอม โดยที่เขาไม่รู้ตัว, เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกๆคนที่จะต้อง หาทางช่วยให้เขาเปลี่ยนใจกลับมายึดเส้นเชือกที่แท้จริงคือ “อัลกุรอาน” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น, ข้อขียนตอนนี้ ชี้ให้เห็นความแตกร้าวของพี่น้องมุสลิมที่ แตกแยกกันออกเป็นนิกายค่างๆ ซึ่งมีข้อห้ามและข้อกำหนดโทษอยู่ในอายะห์ 6:159

إِنَّ الَّذِينَ فَرَّقُواْ دِينَهُمْ وَكَانُواْ شِيَعًا لَّسْتَ مِنْهُمْ فِي شَيْءٍ إِنَّمَا أَمْرُهُمْ إِلَى اللّهِ ثُمَّ يُنَبِّئُهُم بِمَا كَانُواْ يَفْعَلُونَ

อายะห์นีหมายความว่า ..ด้วยความจริงบรรดาผู้ที่แบ่งศาสนาออกเป็นนิกายต่างๆ ท่าน นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ไม่มี ส่วนร่วมด้วยกับพวกเขา(หมายถึงว่าท่านไม่สนับสนุนและสอน

เช่นนั้นหรืออีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ “ซุนนะห์ของท่าน) ความผิดของพวกที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆนั้น เป็นเรื่องของพระองค์อัลลอฮ์จะเป็นผู้ตัดสิน ความผิดของเขาเหล่านั้น


อัลฆุเราะบาอ์....... “ขอน้อมรับในความปรารถนาดี ที่ท่านหรือใครก็ตาม จะนำเชือกของท่านมาขวั้นรวมกับเชือกของอัลลอฮที่เรายึดมั่นอยู่ หรือพยายามจะให้เรานำเชือกของเราไปขวั้นรวมกับเชือกของท่านที่ท่าน
เข้าใจว่า มันเป็นเชือกที่อัลลอฮทรงประทานให้แก่บรรดา “ผู้ทรงสิทธิ์” ทั้งหลายที่ท่านกล่าวอ้าง

…..ขอน้อมรับด้วยใจ…แต่มิใช่ว่าเราจะสามารถกระทำเช่นที่เสนอได้”


แมทท์..............ข้อเขียนในตอนนี้ผู้เขียนแสดงความสุภาพ “น้อมรับ” (ก้มศรีษะ) ด้วยความปรารถนาดีของของ พวกที่เชื่อถือในสิ่งอื่นใดนอกจากอัลกุรอาน จะนำ ของแปลกปลอมที่เขาเหล่านั้น เชื่อถือและใช้ปฏิบัติมาปะปนเทียบเท่ากับ “อัลกุรอาน” ผู้เขียน บอกว่าจะเอาสิ่งเหล่านั้นที่แปลกปลอม มาเทียบเท่า “บัญญัติในอัลกุรอานไม่ได้” (เพราะว่าถ้าทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างภาคี ซึ่งเป็นข้อห้ามในอิสลาม)

อัลฆุเราะบาอ์....... “เส้นเชือกทั้งหลาย … นั้น มันถูกปลอมแปลงขึ้นมาสำหรับใครก็ได้ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ว่าจะยอมรับนับถือกันไปตามจินตนาการของแต่ละคน”

แมทท์.........ความหมายตอนนี้ผมเข้าใจว่า ผู้เขียนหมายถึง กฎบัญญัติ, ข้อเขียน, คำกล่าว, คำบอกเล่า, เรื่องราว หรือคำสอน ที่แปลกปลอม ไปจากความเป็นจริง ที่ถุกอ้างว่าเป็นความหมายที่มาจากอัลกุรอาน หรือคำกล่าวหรือการกระทำของท่าน นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)

ผู้เขียนบรรยายได้อย่างแยบยลและจับใจผมอย่างปลื้มปิติทีเดียวเมื่อ อ่านข้อเขียนของท่าน ในตอนต่อไป..

อัลฆุเราะบาอ์....... “แต่…เชือกของอัลลอฮ…นั้นมีไว้สำหรับบ่าวผู้ภักดี ที่เชื่อมั่น ที่ยอมรับในบัญชาของพระองค์ มันบริสุทธิ์และสูงส่งเกินกว่าจะนำไปขวั้นรวมกับเชือกเส้นอื่นใดได้”


แมทท์..........ในที่นี้ผู้เขียน กล่าวว่า “เชือกของอัลลอฮ์” ซึ่งผู้เขียนหมายความถึง “อัลกุรอาน” เพราะเปรียบเทียบ ไว้อย่างสูงส่ง และบริสุทธิ์ และไม่มีอะไร ที่จะมาเทียบเคียงได้ และส่งมาให้บรรดามุสลิม ที่มีความศรัทธาที่แท้จริง ต่อพระองค์ ผู้ศรัทธาที่จะต้องยึดเอา บัญญัติ ใน อัลกุรอานเท่านั้น เป้นแหล่งวิชาในศาสนาอิสลาม ถ้าเราไปเสาะแสวงหาจากสิ่งอื่นหรือสิ่งที่แปลกปลอมมาถือเป็นแนวทางแล้ว เท่ากับเราตั้ง “ภาคี” เทียบเท่า “อัลลอฮ์” จะต้องถูกลงโทษ ตามที่พระองค์ ได้บัญญัติไว้ ในอัลกุรอาน อายะห์ (๑๗..๓๙)

ذَلِكَ مِمَّا أَوْحَى إِلَيْكَ رَبُّكَ مِنَ الْحِكْمَةِ وَلاَ تَجْعَلْ مَعَ اللّهِ إِلَهًا آخَرَ فَتُلْقَى فِي جَهَنَّمَ مَلُومًا مَّدْحُورًا
“นี้เป็นบางส่วนของความรู้ (ในอัลกุรอาน) ที่ส่งผ่านมาสู่เจ้า(โอ..มูฮัมมัด), และเจ้าจงอย่าตั้ง(ยึดถือ) สิ่งอื่นใดขึ้นเป็นภาคีกับ “อัลลอฮ์” (โดยปฏิบัติตามคัมภีร์หรือตำราอื่นใดนอกเหนือไปจาก “อัลกุรอาน” เป็นหลักปฎิบัติในอิสลาม) มิฉนั้นเจ้าจะถูกโยนไปในนรก ถูกสาแช่งและขับไล่ไสส่ง” (๑๗..๓๙)

จากความหมายในอายะห์นี้พระองค์อัลลอฮ์ ท่านคาดโทษ ไว้อย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ไม่มีความศรัทธาอย่าง แท้จริง
ผุ้เขียนได้บรรยายต่อไปถึงแหล่งความรู้จากแหล่งต่างๆ ซึ่งหมายถึง การกล่าว, การสอน, และการจดบันทึกใดๆ ที่ขัดกับบทบัญญัติในอัลกุรอาน เป็นสิ่งที่ผู้มีศรัทธา ต่อ “อัลลอฮ์” อย่างแท้จริงแล้วจะยอมรับไม่ได้ หมายความว่าจะปฏิบัติตามคำสอนนั้นๆไม่ได้ จากข้อความข้างล่างนี้


อัลฆุเราะบาอ์....... “คำสอน ข้อตัดสินใดก็ตาม ที่มันขัดต่อบัญญัติที่มีอยู่ในอัลอิสลามที่อัลลอฮทรงประทานให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั่นเป็นสิ่งที่ผู้ที่ยึดมั่นในสายเชือกของพระองค์มิอาจยอมรับได้”

แมทท์.........ผู้ที่ยอมรับและปฏิบัติตามแหล่งความรู้ที่แปลกปลอมจะถูกประนามว่าเป็นผู้ทรยศต่อบัญญํติ ของพระองค์อัลลอฮ์และจะได้รับโทษ ดังข้อเขียนในวรรคสุดท้ายนี้


อัลฆุเราะบาอ์....... “จะมีก็แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่า “ซอลิม” เท่านั้นที่จะยอมรับ … ซอลิม…อธรรมต่อบัญญัติของอัลลอฮ อธรรมต่อตัวเองที่ดื้อดึงต่อบัญชาของพระองค์ และทำให้ตัวเองต้องได้รับโทษในที่สุด อัลลอฮทรงตรัสว่า “และท่านทั้งหลายจงอย่าไปเข้าร่วมกับบรรดาผู้ที่ซอลิม มิฉะนั้น ไฟนรกมันจะสัมผัสท่าน” (11:113)

وَلاَ تَرْكَنُواْ إِلَى الَّذِينَ ظَلَمُواْ فَتَمَسَّكُمُ النَّارُ وَمَا لَكُم مِّن دُونِ اللّهِ مِنْ
أَوْلِيَاء ثُمَّ لاَ تُنصَرُونَ


แมทท์...........ข้อเขียนอันนี้เป็นการเปรียบเทียบที่ดี และมีบทสอนให้มุสลิมเราถือปฏิบัติตามบัญญัติในอัลกุรอานเท่านั้น ไม่ให้ใช้แหล่งวิชาจากสิ่งอื่นในการศึกษาและปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมที่มีความศรัทธาอย่างแท้จริงต่อพระองค์อัลลอฮ์

ผมขอปรบมือให้เกียรติ “คุณอัลฆุเราะบาอ์”...... ผู้เขียนเกี่ยวกับความสำคัญของ “อัลกุรอาน” ที่มีต่อ "ความสามัคคี" ของบรรดาผู้ที่มีศรัทธาที่แท้จริงทั้งหลาย


ผู้เขียนเรื่อง "จงยึดมั่นในสายเชือก(ศาสนา)ของอัลลอฮฺ และอย่าได้แตกออก หรือแตกต่างจากศาสนาของอัลลอฮฺ"

คุณอัลฆุเราะบาอ์.......ผู้เขียนเรื่องนี้ผิดหวังมาก และกล่าวหาว่าผมบิดเบือนความจริง เพราะผมอธิบายให้เขา เห็นว่าความเข้าใจที่ถูกต้อง ของคำว่าสายเชือกนั้นคือ “อัลกุรอาน” ไม่ใช่ “ท่านรอซูลล์” ท่านรอซูลล์ เป็นเพียงผู้นำอัลกุรอานมาสอนเราและสอนให้เรา ยึด หลักบัญญัติต่างๆในอัลกุรอาน ให้มั่นคง, เช่นเดียวกับท่านรอซูลล์ ที่ยึดถือ “อัลกุรอาน” เปรียบประดุจดังสายเชือกของอัลลอฮ์ ที่ท่านยึดมั่นจนวันสุดท้ายของชีวิตท่าน แม้กระนั้น ท่านรอซูลล์ยัง กำชับให้มุสลิมผู้ศรัทธา ยึดถือ “แต่อัลกุรอาน” เท่านั้น


"พระองค์อัลลอฮ์ทรงมีวิธีการอันแยบยลที่จะให้ปวงชนผู้ศรัทธาแสดงความคิดเห็นออกมาในทางที่พระองค์ทรงปรารถนา"


ขอความสันติจงมีแด่ท่านสมาชิกทุกๆท่าน


วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 7:58 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



ถามมาซิจะตอบให้
โดยคุณ นูรอยยา ตอบโดย อาจารย์แมทท์ จากอเมริกา
....................................

คุณนูรอยยา : วิธีละหมาดตามอัลกุรอานอย่างไร

อาจานแมทท์ : สามวาสองศอก


ออกทะเลไปเลยแมทท์....อาจาน..แมทท์...กลับมาก่อน


ฮ่า ฮ่า Laughing Laughing Laughing Laughing
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
mahdisaudi
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 03/06/2004
ตอบ: 381


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 4:34 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัลลอฮฺตะอาลาทรงสร้างมนุษย์ด้วยรักเมตตาของพระองค์ ไม่ใช่สร้างเพื่อลงโทษทรมาน

แต่มนุษย์เองแทนที่จะให้การงานของตนได้รับพระเมตตาของอัลลอฮฺ กลับหาการหางานที่จะให้

การลงโทษมาใส่ตนเอง ท่านอิบนุอับบาส กล่าวว่า พระองค์ทรงสร้างพวกเขา เพื่อความเมตตา

พระองค์มิได้ทรงสร้างพวกเขาเพื่อการลงโทษทรมาน (อัฏเฏาะบะรีย์ เล่มที่ 12 หน้า 81 )


อัลลอฮฺตะอาลารอรับการขอลุกะโทษจากปวงบ่าวของพระองค์

แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงให้อภัยและเมตตาเสมอ นะพี่น้อง


_________________
อัลฟะละกี
เรื่องดาราศาตร์ก็มีกล่าวในอัลกุรอาน
&ใช้ดาราศาสตร์เพื่อช่วยให้ง่ายสดวกในการดูเดือน
มิใช่เพื่อมาทดแทนการดูเดือน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
addullslam
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2004
ตอบ: 672


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 9:36 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสะลามมุอะลัยกุม อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
ควรจะเป็นเช่นนี้มานานแล้ว
ความสุขของมุสลิม ที่ได้อยู่กับ อัล กุรอาน และ อัลหะดีษ
อัลลอฮฺประทาน อัลกุรอาน
ท่าน นบีฯ ชี้แจงในหะดีษ
มันสมบูรณ์ที่สุด
คิดว่า อินชาอัลลอฮฺ คงไม่มีใครมาแบบนี้อีก
วัสสะลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Tue Jun 22, 2004 6:18 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



ดูความกระล่อนของ..อา..จาน..แมทท์

ข้อความต่อไปนี้จากหน้าแรกของเว๊บ USA โดยแมทท์

"เมื่อใดมุสลิมไทยเราจึงจะแสดงความเป็นมุสลิมที่แท้จริง ผู้มีศรัทธาต่อ อัลลอฮ์และ คำสอนของท่านรอซูลล์"

คำว่า ศรัทธาต่อคำสอนของท่านรอซูลล์ ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ขำกลิ้งเลย

นายแมทท์บอกว่าศรัทธาต่อคำสอนของรอซูล ไปเอาคำสอนของรอซูลมาจากไหน ก็ปฏิเสธฮะดีษอยู่โด่ๆ

ปลิ้นปล่อน..กระล่อนทอง..ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า Laughing Laughing Laughing

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Tue Jun 22, 2004 9:49 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามุอะลัยกุม
คุณ nuroiya เจ้าของกระทู้ เพื่อนๆและพี่น้อง “มุสลิม” ที่มีชะฮาดะฮ ครบ 2 ประโยค ทุกท่าน
(ขออภัย … ฟาสิก ไม่เกี่ยวกับคำสลามนี้ครับผม)

คุณ nuroiya…
อาจจะต้องรอลุง แม๊ด เอ๊ย ลุง แมทท์ คนเก่งของผม นานหน่อยนะครับ อาจจะอีกสักปีนึง หรือว่า สัก 1 อายุขัยก็ไม่แน่ใจ เพราะคุณลุงฯแกบอกว่า แกกำลังรวบรวมอยู่ แกรวบมาตั้งปีนึงแล้วครับ จนป่านนี้ยังรวมไม่ติดเลย ผมเองก็รอคำตอบเดียวกับคุณเหมือน … ขอย้ำว่า ต้องเศาะบัรๆ กันหน่อยนะ คุยกะลุงแมทท์เนี่ย …. แกภารกิจเยอะ เพราะต้องคอบหลบ คอยเลี่ยง คอยเบี่ยงประเด็นอยู่ตลอด เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว …ทำใจเหอะ!
----------------------------------------
คุณ nes …
ยังอย่างอื่นที่ช็อคกว่านั้นอีกครับ
ลองย้อนกลับไปที่กระทู้ “มรดกอิสลาม….” ที่ลุงแมท์เค้าเปิดไว้ที่นี่ หาดูว่า ผมให้เบาะแสอะไรบางอย่างไว้ search ดูคำนั้น แล้วจะเจออะไรที่…. บรืววววว … ขนหัวลุก !
-----------------------------------------
จุ๊กกรู … ลุงแมทท์ !
ลื่นไหลจังนะลุง … ผมยังไม่ตายเลย ลุงก็เอาผมมาบิดซะเป็นเกลียวเลยนะครับ
แต่ก็ดีครับ ทบทวนของเก่ากันซะมั่ง เลยได้รู้ว่านี่มัน ปีนึงพอดี ที่ลุงติดค้างคำถามนี้อยู่
เอากลับมาย้ำกันอีกทีก็ได้ครับ ขออนุญาตใช้ “คำตอบเดิม” เมื่อปีที่แล้วเลยนะครับ จากกระดาน Muslimthai.com


คำพูด:
AlGhuraba
Fri Jun 20, 2003 8:40 am

ขออนุญาต ถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆให้คุณ เลย….เฮ้อออออ…matt เอ๊ย!
อย่างที่คุณอุตส่าห์สอดแทรกคำบรรยาย มาซะยืดยาวนี่แหละ ที่เขาเรียกว่า “บิดเบือน”
และ (มุฮัมมัดเอ๋ย)… ถ้าพวกเขาปฏิเสธเจ้า(ไม่ว่าจะเป็นคำพูด คำสอน และแบบอย่างที่เจ้าถ่ายทอดไว้)จงกล่าวเถิดว่า “การงานของฉันก็เป็นของฉัน และการงานของพวกท่านก็เป็นของพวกท่าน พวกท่านจงปลีกตัวออกจากสิ่งที่ฉันกระทำและฉันก็จะปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกท่านกระทำ (10:41)

เพราะฉะนั้น ผมไม่มีเอี่ยวอะไรกับคุณใน บทความบิดเบือนของคุณข้างบนนั้น…นะ
แต่คุณยังติดค้างผมอยู่...เรื่อง วิธีละหมาดตามอัลกุรอาน…อย่าลืมซะล่ะครับ

ย้ำกันอีกทีนะ….
คำพูด:
คำพูด: พฤ มิย 19, 2003 3:39 pm
เตือนความจำ...คุณ Matt
: พฤ พค 29, 2003 2:49 pm
--------------------------------------------------------------------------------
หวัดดี คุณ Matt
ผมรอเรียนละหมาดตามกุรอานจากคุณอยู่นะ...อย่าลืม
จะรอ..จะรอ..จะรอ...จ้ะ
ต้องทำท่า หกคะเมน ตีลังกายังไง มีอยู่ในอายะฮฺไหนอย่าลืมสอนผมด้วย
นี่ก็ไม่ได้ละหมาดแบบคุณมาหลายวักตูแล้วนะ...จะบอกให้...บาป แย่เลยเนี่ย
ปู้น...ปู้น...

รอมาครึ่งค่อนเดือนแล้วครับ คุณ Matt เห็นใจเถอะ...ผมยังละหมาดไม่เป็น...ทำไงดีครับ
ผมไม่ละหมาดนี่ ต้องโทษคุณ นะครับในฐานะ ผู้รู้ แล้วไม่ยอมสอน "วิธีละหมาดตามอัลกุรอาน"


เหมือนเดิมเลยมั้ยครับ … ลุงแมทท์?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อัลฮุดา
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 16/03/2004
ตอบ: 44


ตอบตอบ: Wed Jun 23, 2004 12:24 am    ชื่อกระทู้: ผู้กลิ้งกลอก ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามุอลัยกุม พี่น้องมุสลิมที่รัก

เกี่ยวกับคำตอบเรื่องการละหมาดตามอัลกุรอานของคุณแมทท์นั้น เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นคำตอบนั้นหรอก เพราะดูจากที่เขาได้แจ้งไว้ในกระทู้"มรดกอิสลาม" ดังนี้

"เรี่องการทำละหมาดนั้นผมไม่ลืมที่จะนำมาแจกแจง แต่ผมเห็นว่า คำถามนั้น เป็นคำถามของผู้ที่มีความสงสัย ในอัลกุรอาน และยังไม่มีความศรัทธาใน “อัลลอฮ์” อย่างจริงใจ, และเป็น คำถามที่ ถูกสอนต่อๆ กันมาของ บรรดาผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในอัลกุรอาน ว่ามีความสมบูรณ์ ในรายละเอียด , สั่งสอนใลูกศิษย์ ห้ตอบโต้ผู้ที่เชื่อในความสมบูรณ์ ในอัลกุรอานเช่นผม, ผมรู้เล่ห์ กลอันนี้ มานานแล้ว คำตอบของผมก็คือ “สำรวจศรัทธาที่แท้จริงของคุณเสียก่อน” ว่าคุณตามซุนนะห์ ที่แท้จริง ของท่านรอซูลล์ หรือคุณ ตามซุนนะห์ ของอีหม่ามเหล่านั้น, ผู้ซึ่งสร้างสิ่งประดิษฐ์ ให้คุณนับถือคู่เคียงกับ “อัลลออ์" อยู่ทุกๆวันนี้ ......[size=24]ลองนั่งคิดดูซิครับ .... Think about it

เพราะยังไงๆ ศรัทธาที่แท้จริงของพวกเรากับคุณแมทท์คงไม่มีวันเหมือนกันได้หรอก ด้วยเหตุนี้คุณแมทท์จึงใช้เป็นข้อหลีกเลี่ยงในสิ่งที่เขาไม่มีวันจะหาคำตอบในเรื่องการละหมาดตามอัลกุรอานได้

ขอพระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงให้พวกเราได้ห่างไกลจากสภาพเช่นคุณแมทท์ด้วยเถิด อามีน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Nirwana
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 13/06/2004
ตอบ: 8


ตอบตอบ: Wed Jun 23, 2004 4:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คงจะไมเป็นที่กังขาอีกต่อไปว่า แนวคิดทางศาสนาอิสลามของผู้ใช้นามว่าแมทท์ เป็นอย่างไร ถ้าเราสังเกตุให้ดี ไม่มีผู้ศรัทธาต่ออัลเลาะห์ที่แท้จริงคนใหน ศรัทธาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ที่กล้ายืนยันตัวเองเช่นนั้น การยกตัวเอง และดูถูกดูแคลนคนอื่น ไม่ปรากฎในสารบบ และ ไม่ไช่บุคลิกภาพของผู้ที่ศรัทธา ในอัลเลาะห์เลย เว้นเสียแต่ในหมู่ผู้ที่มีเป้าหมายบางอย่างซ่อนเร้นอยู่

คำพูด:
บรรดาผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในอัลกุรอาน ว่ามีความสมบูรณ์ ในรายละเอียด , สั่งสอนใลูกศิษย์ ห้ตอบโต้ผู้ที่เชื่อในความสมบูรณ์ ในอัลกุรอานเช่นผม, ผมรู้เล่ห์ กลอันนี้ มานานแล้ว คำตอบของผมก็คือ “สำรวจศรัทธาที่แท้จริงของคุณเสียก่อน”
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Nirwana
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 13/06/2004
ตอบ: 8


ตอบตอบ: Wed Jun 30, 2004 6:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ลองพิจารณาคำถามของเรา แล้วดูคำตอบของผู้ใช้นามว่าแมทท์ ลองดูซิว่า คุณแมทท์กลอกกลิ้งหรือไม่ ? ตอบคำถามตรงประเด็นหรือไม่ ? คำตอบของเขา มุ่งเพื่อหาสิ่งที่ถูกต้อง หรือว่าเพื่อมุ่งโปรโมตสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเอง ? และมุ่งสร้างความเสื่อมเสียต่อบุคลากรทางศาสนาอิสลามกันแน่ ?

คำพูด:
เรามีคำถามนับ 10 ข้อที่จะถามต่อคุณแมทท์ แต่คำถามอื่น ๆ ที่มีถึงคุณก่อนหน้านี้ คุณก็ไม่ได้ตอบเลย เพียงแค่ยกอัลกุรอานมา เพื่อต้องการที่จะเบี่ยงเบนประเด็นที่คุณตอบไม่ได้ไช่ไหม ? อยากถามคุณว่า (เฉพาะจากข้อความของคุณข้างบนเท่านั้น)

1. ที่ว่าอาจารย์ใช้ฮาดิษเป็นเครื่องมือทำมาหากิน เป็นอย่างไร? และใคร ?
เราเห็นบ่อยครั้งที่คุณพยายามสร้างภาพลบต่อบุคลากรทางศาสนา แต่คุณไม่เคยได้ชี้ชัดเลยว่าสิ่งที่เป็นลบนั้นคืออะไร ? และใคร

2.พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ถือเป็นความรุนแรงในทางศาสนา ผู้มีศาสนาย่อมไม่อาจจะเป็นอย่างนี้ได้ แต่คุณกล้าที่จะใช้วาจา
เช่นนี้ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องที่จะยืนยันว่าเป็นใคร ? ที่ไหน ? และอย่างไร ?

3. หลักการสอนที่เป็น NEGATIVE ต่อสังคมเป็นอย่างไร และมาจากใคร ? และคุณก็เคยบอกว่าการสอนศาสนา
ในทุกวันนี้ เป็นการนำมุสลิมถอยหลังเข้าคลอง ช่วยบอกให้ละเอียดด้วย ถ้าคุณแน่ใจว่าคุณเป็นผู้มีเหตุมีผล ดังที่คุณอ้าง


4. ฮาดิษมาจากรอซูล และที่คุณว่าไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสมัยนี้ ฮาดิษใหน และคุณจะยืนยันไหม ว่าสิ่งที่มาจาก
รอซูลนั้น ใช้ไม่ได้ ?

5. อาจารย์ท่านใหนที่บอกว่า“อัลกุรอาน” เป็นบัญญัติเก่า และ “ฮะดีษ" เป็นบัญญัติใหม่ ถ้าคุณตอบไม่ได้ก็หมายความว่าคุณกุเรื่องขึ้นมาเอง

6. กรุณาทบทวนความยุติธรรมที่คุณได้บอกมา คุณแน่ใจหรือว่าท่าทีของคุณต่อโลกมุสลิมทุกวันนี้ เป็นไปด้วยความยุติธรรม
(ขอย้ำว่า "ท่าทีของคุณ")

7. ที่คุณว่าจริงใจต่อมุสลิม คุณแน่ใจหรือ ในเมื่อเวบของคุณดูเหมือนจะเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้นำที่ซอเลมมากกว่า

ข้างล่างนี้เป็นคำตอบของผู้ใช้นามว่าแมทท ์ ซึ่งเราไม่ได้ตัดต่อใด ๆ ทั้งสิ้น เรายกมาก็เพื่อให้ผู้มีศาสนา ผู้อัลกุรอานในใจ ได้พิจารณา
ดูว่า เขาผู้นั้น มีอัลกุรอานในใจจริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่เครื่องประดับ ?


ตอบ: ส. มิย. 26, 2004 10:31 pm

--------------------------------------------------------------------------------
อัสลามมุอะลัยกุม คุณ Nirawan

ขอโทษด้วยที่ปล่อยให้รอนาน ผมมีเวลา ในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น ผมจะตอบคำถามของคุณ เป็นข้อๆดังนี้

1. ที่ว่าอาจารย์ใช้ “ฮาดิษ” เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เป็นอย่างไร? และใคร ?
เราเห็นบ่อยครั้งที่คุณพยายามสร้างภาพลบต่อบุคลากรทางศาสนา แต่คุณไม่เคยได้ชี้ชัดเลยว่าสิ่งที่เป็นลบนั้นคืออะไร ? และใคร?

ข้างล่างนี้คือที่ผมเขียน

การที่ “อาจารย์ บางคน” ใช้ ฮะดีษเป็นเครื่อง มือ ในการทำมาหากิน นี้ มีมาทุกยุค ทุกสมัย แต่ไม่มีใครกล้าคัด ค้าน แม้แต่ ผู้ที่มีความสำคัญ อยู่ ในวง การมุสลิม ไทย ในปัจจุบันนี้ก็ตาม ทั้งนี้ เพราะ มีความเกรงใจกัน แต่ไม่ใช่ว่า เขาจะ เห็นด้วย

พวกหน้าไหว้ หลังหลอก “บางท่าน” ไม่ได้พิจารณาตัวเอง ว่า ปฏิบัติตามฮะดีษ และซุนนะห์ ที่แท้จริง หรือไม่?

การใช้คำพูดว่า “บางท่าน” หมายถึง “ไม่ทั้งหมด”, การสอนให้มุสลิม เห็นผิดจาก ในแนวทาง ของอัลกุรอาน โดยยึด ฮะดีษ และ ท่านอุละมาต่างๆมาอ้างนั้น มีมานมนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที “ฮะดีษ” เริ่มถูกรวบรวม หรือ ประดิษฐ์ขึ้นมา, เราจะทราบเรื่องดังกล่าว จาก กระทู้ ของคุณ addullslam เรื่อง “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม” ซึ่ง เป็นบทความที่ดี และมีประโยชน์มากต่อ มุสลิมทุกท่าน ที่จะใช้ พิจารณา ในการจะ เชื่อ การ สอน ของ ผู้ใด

คุณจะเห็นว่า ในประวัติศาสตร์ ของอิสลาม เรานั้น ครูผู้สอนศาสนา และผู้ที่มีอำนาจ ได้ใช้ ฮะดีษเป็นเครื่อง มือ สร้างอำนาจ และ ความรำ่รวย และ เพื่อ ประโยชน์ ส่วนตัว โดยเฉพาะ ประวัติของ ท่าน อาบู – ฮูรอยเราะฮฺ ถ้าคุณ ได้อ่านแล้ว คุณจะเห็นว่า มีส่วนที่น่า คิด ในเรื่อง นี้ อยู่มาก ตัวอย่าง ข้างล่างนี้ นำมาจาก “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม”

************************
จาก “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม” จากกระทู้ ของคุณ addullslam

มีหะดีษ บทหนึ่งข้อความว่า, “ประชากรของฉันจะไม่ลงความเห็นพ้องกันในเรื่องเหลวไหล ถ้าท่านทั่งหลายพบการขัดแย้งกันขึ้น ก็จงยึดฝ่ายข้างมาก”

หะดีษนี้ ท่านครูนำมาอ้างเป็นหลักฐานว่า ในเรื่องที่เราเคยทำบุญให้คนตาย อ่านอิซีกุโบร์นั้น ตามมัซฮับชาฟิอีระบุว่า ผลบุญไปถึงผู้ตาย ปู่ย่า ตายาย ก็เคยทำกันมานานแล้ว ผู้รู้สมัยพ่อ หรือสมัยปู่ของเราก็ทำกันมา แม้กระทั้งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้คนนิยมทำกันเยอะแยะ นี่ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่า คนส่วนมากเขาทำกัน เราก็ต้องทำตามด้วยจึงจะถูก เพราะท่าน นบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งว่า ให้เราตามคนส่วนมาก ดังข้อความ ที่ปรากฎชัดอยู่ใน อัล หะดีษ ที่กล่าวมาข้างต้น

การที่ต้องนำหะดีษบทนี้มาเขียนถึง ก็เนื่องจากเห็นว่าท่านครูบางคนออกจะมักง่ายเอามากๆ ในการอ้างหะดีษ ชอบแต่จะอ้างหะดีษเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แทนที่จะอ้างเพื่อประโยชน์ แก่หลักการของ อัล อิสลาม อันนี้ส่อให้เห็นว่า ท่านครูประเภทนี้ได้กระทำตนไม่เหมาะสม กับที่เป็นนักวิชาการที่ควรค่าแก่การได้รับการยกย่อง และให้ความนับถือ

อิมามเฑาะซาลี พูดไว้ว่า, “เราทั้งหลายกลายมาเป็นคนที่อยู่ในยุคของคนอาลิม ที่มั่วอยู่กับปัญหาย่อยที่ถกเถียงกัน, แถมยังทึกทักว่าเป็นเรื่องที่ได้ผลบุญ แต่ที่จริงเป็นเรื่องที่คนยุคก่อนๆต่างเกลียด /ดู อิหฺยาอฺ อุลูมมุดดิน

จากที่ว่ามานี้จึงเห็นได้ว่า อุละมาอฺนั้นมีอยู่หลายชนิด อุละมาอฺจริงนั้นมีแยะ
แล้วอุละมาอฺเก๊ก็มีมาก ถ้าเราประกาศลอยๆว่าต้องเชื่ออุละมาอฺ ต้องตามอุละมาอฺ
แล้วใครจะแยกแยะได้ว่าอุละมาอฺ อย่างไหนตามได้ อย่างไหนตามได้
หรือถ้าจะถือว่าอุละมาอฺ ที่เขาเขียนหนังสือฟิกเกาะฮฺ ได้คนนั้นแหละเราต้องตาม
เพราะถือว่าเขาต้องรู้ดีกว่าเรา นักฟิกเกะฮฺทำหนัวสือได้ทั้งสิ้น แล้วผู้มีสติปัญญา
จะยอมเชื่ออุละมาอฺ แบบไหนหรือ ใช้สามัญสำนึกก็พอ



***********************************

จาก ตัวอย่างเนื้อหาในบทความข้างบนนี้ แสดงให้เห็นว่า การใช้ฮะดีษ และ คุณสมบัติของครูผู้สอนศาสนานั้น มีส่วน สัมพันธ์ กันมาก เพราะ ในฮะดีษ มี สิ่งที่แปลกปลอม เจือ ปนอยู่มาก, ขัดกันเอง, ขัดกับอัลกุรอาน ฯลฯ เมื่อ ตัวประกอบทั้งสอง, คือ “ของปลอม” และ “คนเลว หรือ คน เฉกชั่ว” หรือ “แต่ถ้าไม่ใช่คนเลวแต่เป็นคนเขลา”,มารวมด้วยกันแล้ว, โดยเฉพาะคนเลวที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนา นั้น เป็นอันตราย ต่อสังคม มุสลิม เป็นอย่างยิ่ง และบุคคลเหล่านี้ มีอยู่ในทุกๆยุค ทุกๆสมัย แม้แต่ ในปัจจุบันนี้

จากเรื่อง “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม” กระทู้ ของคุณ addullslam นั้น คุณ จะเห็น ว่า, “ท่านอิมามทั้งสี่ นี้ รวมทั้งท่านอีหม่ามทั้งหลายที่ดี ที่ มาก่อน และหลัง ท่านอีหมา่่ม ทั้งสี่ นั้น เราจะต้อง ถือว่า มี บุญคุณ แก่มุสลิมรุ่นหลังๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ท่านอีหม่าม ทั้งสี่ นั้นได้วาง กฎเกณฑ์ ในการ เชื่อถือ “ฮะดิษ” โดยให้ มุสลิม ใช้ปัญญา ท่านกล่าวว่าถึงแม้แต่คำพูดของท่านเองถ้าขัด กับ อัลกุรอานแล้ว ก็อย่าเชื่อท่าน ลองคิดดูให้ดี ถ้าไม่ มีอีหม่ามทั้งสี่นี้ สังคมมุสลิม จะไม่มีเหลืออยู่เลย เพราะ เราจะตกอยู่ ในความเชื่อถือ “ต่อสิ่งแปลกปลอม มากกว่านี้

ข้อสังเกตุต่อสมาชิกและคุณแมทท์

**เราพยายามให้เขาชี้ถึวตัวบุคคล อย่าตีคลุมไปทั่ว (แม้จะเขียนกำกับว่า "บางคน") เพราะหากไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด คิดว่าบุคลากรทางศาสนา มีพฤติกรรมอย่างที่เขาว่า เขาจึงต้องบอกให้ชัดว่าคน ๆ นั้นคือใคร เพราะหากเขาบอกไม่ได้ นั้นก็หมายความว่า เขารู้ไม่จริง อาศัยข้อมูลบนพื้นฐานของอคติส่วนตัว ถามว่าคนอย่างนี้ มีอัลกุรอานในใจหรือ ?

**ในหนังสือของอีหม่ามทั้ง 4 ได้ย้ำว่า "เมื่อใดที่เจอ ฮาดิษที่เข้มแข็งนั้นแหละคือแนวทางของฉัน" วรรคสุดท้ายของเขา จากข้อที่ 1นี้ ดูเหมือนว่าเขาจะยกย่อง อีหม่ามทั้ง 4 ท่าน แล้วถ้าเขารู้ว่าอีหม่ามทั้ง 4 ท่าน ถือฮาดิษนบีเป็นส่วนหนึ่งของการออกฮูกูม อยากรู้ว่าเขาจะยกย่องอีกไหม ?

** พฤติกรรมเสื่อมเสียของครูสอนศาสนา มีทุกยุคสมัย และมีทุกศาสนา โต๊ะอีหม่ามที่เลวมีแน่ นักบวชที่ชั่วมีแน่นอน แต่การจะพูดถึงความเลวของคน ๆ หนึ่ง ก็ต้องพูดให้ชัดว่าเป็นใคร เพราะหากพูดไม่ชัดก็เป็นการสะท้อนให้รู้ว่า "รู้ไม่จริง" "ประสงค์ร้าย" "มีอคติ"การกล่าวออกมาเช่นนั้นถือเป็น "ฟิตนะห์" ในอัลกุรอานระบุถึงพฤติกรรมเช่นนี้ว่า "การฟิตนะห์นั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการฆ่า" ถามว่าคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นเป็นผู้มีอัลกุรอานในใจหรือ ??????????


2.พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ถือเป็นความรุนแรงในทางศาสนา ผู้มีศาสนาย่อมไม่อาจจะเป็นอย่างนี้ได้ แต่คุณกล้าที่จะใช้วาจา เช่นนี้ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องที่จะยืนยันว่าเป็นใคร ? ที่ไหน ? และอย่างไร ?

ถาม....พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก เป็นอย่างไร?

ตอบ... พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก นี้ ผมหมายถึง ผู้ที่อ้างตนว่า “เป็น ผู้ ศรัทธา ที่มีความรู้ความเข้าใจ หลักการของศาสนาอิสลาม เป็นอย่างดี ว่า อะไรถูก อะไรผิด ในหัวใจเขานั้น เข้า ใจดี ถึง สิ่งที่เขากล่าว หรือ เหตุผลที่เขา ยกมา โดย อ้าง บัญญัติในอัลกุรอาน หรือ ตัดทอน บางส่วนออก เพื่อให้ได้ ข้ออ้าง แต่ในบาง ส่วน ที่ เขา ต้องการ จะเพื่อวัตถุประสงค์ ใดๆก็ตาม คนประเภทนี้ จัดอยู่ในประเภทหน้าไหว้หลังหลอก”

การที่มุสลิม กล่าวปฏิญาณตัว หรือ สาบาน ตน ต่อ “พระองค์อัลลอฮ์” คือ การ กล่าว “ชะฮะดะห์” ว่า “ลา อีลาฮะอีลลัลละฮ์” ความหมายว่า “ข้าฯขอ ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์อัลลอฮ์ (พระเจ้าผู้เป็นเอก) เท่านั้น” นี่เป็น“ชะฮะดะห์” ที่แท้จริง ที่ท่านรอซูลทุกๆท่าน ตั้งแต่ท่าน นบี อิบรอฮิม มาจนถึง ท่าน นบีมูฮัมมัด โดยที่ เราจะอ่านพบได้ ใน คุตอบะอ์ ครั้งสุดท่้าย ของท่าน

เราจะต้องเข้าใจว่า“ชะฮะดะห์” นั้น มีความหมายว่าอย่างไร? ไม่ใช่แต่กล่าว ลอยๆ เพื่อแสดงความเป็นมุสลิม เท่านั้น, ขณะที่มุสลิมกล่าวว่า “ข้าฯขอ ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์อัลลอฮ์ (พระเจ้าผู้เป็นเอก) เท่านั้น” คือ มุสลิมหรือ บุคคล ผู้นั้น มีความศรัทธาอย่าง แท้จริง ว่า มีพระเจ้าอยู่องค์เดียวเท่านั้น (อัลลอฮ์)ที่เราสักการะ บูชา, ไม่มีสิ่งอื่นๆ หรือบุคลผู้ใด ที่จะเทียบเคียง เสมอเหมือน แทนพระองค์ได้, พระองค์เป็นเอก ที่สูงสุดแห่งการได้รับการสรรเสริญ พระองค์ เป็นผู้ประทาน ชีวิต และความตาย และมีอำนาจเหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ในระบบจักวาล ต่างๆ, พระองค์ ทรงประทานชัยชนะตามคำสัญญาของพระองค์ ต่อผู้ ที่มีความศรัทธาที่แท้จริงต่อพระองค์ และ พระองค์เท่านั้น ที่จะนำชัยชนะต่อศัตรูของ อิสลาม

การที่ว่าท่านรอซูลล์กล่าว “ชะฮะดะห์” ที่ถูกต้องนั้น ก็เพราะว่า ตรงกับในอัลกุรอานซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะ18 ที่ว่า

“อัลลอฮ์ทรงเป็นพะยานว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์เท่านั้น, และมะลาอิกะฮ์ และตลอดทั้งผู้มีความรู้ผู้ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น”


เนื่องจากเมื่อเรามีความศรัทธาที่แท้จริง ต่อ ความ คงอยู่ ของ พระองค์อัลลฮ์ แล้ว เราจะต้อง มีศรัทธา อย่างแท้จริงว่า ท่านรอซูลลทุกๆท่าน ที่ พระองค์ส่งมา เป็น ศาสนทูตว่าเป็น ศาสนทูตที่แท้จริง ที่ถูกประทับตราโดยอัลลออ์ รวมทั้งท่านรอซูลล มูอัมมัดด้วย พระองค์อัลลอฮ์ ทรงล่วงรู้ถึงจิตใจของผู้ “หน้าไหว้หลังหลอก” ที่ยืนยันในความแท้จริง ของรอซูลลด้วยปาก แต่การกระทำหรือ จิตใจ ไปเกาะติดอยู่กับสิ่งแปลกปลอม ดังจะเห็น ได้จาก ซูเราะฮฺ อัลมุนาฟิกูน อายะ 1

“ เมื่อพวกหน้าไหว้หลังหลอก มาหาเจ้า(มูฮัมมัด), และ ปฏิญาณว่า “เจ้า(มูฮํมมัด) คือ ศาสนาทูต ของ อัลลอฮ์ที่แท้จริง” แน่ละ, อัลลอฮ์ทรงล่วงรู้ ว่าเจ้า(มูฮัมมัด) เป็นศาสนทูตที่แท้จริงของพระองค์, และพระองค์อัลลอฮ์ทรงเป็นพะยานว่า “พวกหน้าไหว้หลังหลอกเหล่านั้น”ความจริงแล้วมันคือพวกโกหก”

ดังนั้นในการที่เรา กล่าวยืนยันว่า “ท่านรอซูลมูฮัมมัด เป็น ศาสนทูตที่แท้จริงของพระอค์ อัลลอฮ์” โดยต่อท้าย “ชะฮะดะห์” ที่แท้จริง ที่ท่าน รอซูล กล่าวไว้ ซึ่งตรง กับ อัลลกุรอาน, ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะ18 ที่กล่าว ข้างต้นแล้ว นั้น เราจะต้อง เชื่อ ในทุกๆกสิ่งทุกๆอย่าง ที่ท่านทำตามหน้าที่ของท่านที่อัลลออ์ทรงประสงค์ ให้ รอซูล ของท่านทำ , โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื่อว่า อัลกุรอานเท่านั้น คือ “วะฮีย์” ที่ท่านได้รับมาจาก อัลลอฮ์


เนื่องจากท่านเชื่อใน “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ผมคิดว่าคุณคงเชื่อ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ข้างล่างนี้


ดังจะเห็นได้จาก ฮะดีษ ซอเฮียะ มุสลิม เล่ม 7เลขที่ 2803/1 “ฮัจจฺ” (กีตาบ- อัลขฮัจจฺ) กล่าวถึง คุตอบะฮ์ ครังสุดท้ายของท่าน รอซูลล บรรยายโดย ญาบิรอิบนฺ อับดุลลอฮ์ ว่า

“ท่านรอซูลล........กล่าวว่า “ฉัน(มูฮัมมัด) ทิ้งหนังสือของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน), และถ้าพวกท่านยึดถืออัลกุรอาน(เป็นทางดำเนินชีวิต) อย่างมั้่นคงแล้ว ท่านจะไม่หลงทางอย่างแน่นอน.”


จากฮะดีษนี้ จะเห็นว่า เมื่อ มุสลิม กล่าว คำปฎิญาณ ต่อพระองค์อัลลอฮ์ “ชะฮะดะห์” แล้ว และ ต่อเติม “ชะฮะดะห์” ต้นฉบับของท่านรอซูล, ด้วย คำยืนยันความจริงว่า “และท่านรอซูลมูฮํมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ที่แท้จริง” (วะอัชชะดุอันนะมูฮํมมะดุลรอซูลลุลลอฮิ)


การต่อเติม “ชะฮะดะห์” นี้ ไม่มีข้อเสียหายใดๆ ในแง่ ของผู้มีศรัทธาและ เจตนาที่ถูกต้อง เพราะเป็นการ เอา สิ่งที่เป็นความ แท้จริงซึ่ง มีอยู่ ในอัลกุรอาน มายืนยันเตือนใจเรา เวลาเรา กล่าวคำปฏิญาณ มากล่าวพร้อมๆกันกับ “ชะฮะดะห์” ที่แท้จริงของท่านรอซูล


สิ่งที่เราควรจะต้อง ระมัดระวัง ให้มากก็คือ โดยเฉพาะ บรรดาครูบาอาจารย์ ทางศาสนา และผู้ปกครอง จะต้อง สอน ให้เด็กๆ หรือ ผู้ที่เข้ารับการปฏิญาณ ตัว เป็น มุสลิม เข้า ใจว่า การกล่าว คำปฏิญาณ นั้น มีอยู่สองส่วน คือ

1. ส่วนหนึ่งเป็นคำปฏิญาณและสาบานยืนยันความศรัทธาที่เชื่อมั่นในสภาพคงอยู่ของ “อัลลอฮ์” (ตามที่อธิบายไว้ ข้างต้น)

2. อีกส่วนหนึ่งเป็นการยืนยันว่าเรามีความเชื่อมั่นว่า “ท่านนบีมูฮัมมัดเป็นศาสนทูตที่แท้จริงของอัลลอฮ์”


จะต้องระวังให้มากอย่าให้ผู้ที่กล่าวคำปฏิญาณเข้า ใจผิด ว่า การกล่าวคำปฏิญาณทั้งสองนั้น เราปฏิญาณ ต่อ สภาพการที่แสดงความเท่าเทียมกัน เพราะถ้า เกิด การ เข้า ใจผิด เช่นนั้น เป็นความรับผิดชอบของ ครูผู้สอน ที่ไม่ชี้แจง และ อธิบาย ให้ผู้กล่าวปฏิญาณ เข้า ใจ ก่อน การ ปฏิญาณ และจะตกอยู่ในข่าย ที่หลอกลวงผู้อื่นให้เข้าใจผิด และถือว่าเป็นการสร้างภาคี ต่อพระองค์อัลลออ์


เมื่อผู้ใดกล่าวคำปฎิญาณและสาบานตัวดังกล่าวแล้ว เราไม่ปฏิบัติ ตาม “อัรฺกานุลอีมาน” และ “อัรฺกานุลอิสลาม” อย่างเคร่งครัด โดยละเว้น อย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ผู้นั้น ถือว่าเป็น “บุคคลที่หน้าไหว้หลังหลอก”


ถาม.....พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก เป็นใคร ? ที่ไหน ?

ตอบ.... พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก คือ ผู้ที่ ปฏิญาณว่า

(1) “ข้าฯขอ ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์อัลลอฮ์ (พระเจ้าผู้เป็นเอก) เท่านั้น”

(2) และ “ท่านนบีมูฮัมมัดเป็นศาสนทูตที่แท้จริงของอัลลอฮ์”


เมื่อปฏิญาณเช่นนี้แล้ว


1. ถ้ายังมีความสงสัยหรือท้าทายความแน่นอนความมีรายละเอียดและความสมบูรณ์ ของอัลกุรอานว่าไม่เพียงพอในการใช้ใน การสอน การเรียน การปฏิบัติศาสนกิจ ในอิสลามแล้ว ถือว่า “ปากว่าเชื่อแต่ยังมีความอวดดีท้าทายว่ายังมีสิ่งอื่นที่มีรายละเอียด ที่จะมาเสริม ความไม่สมบูรณ์ ของอัลกุรอาน เช่น การถามว่า ถ้า มีแต่ “อัลกุรอาน” แล้วจะละหมาดอย่างไร? การถามเช่นนี่ เป็นการถามของ ผู้ที่ไม่เชื่อในความสมบูรณ์ และรายละเอียด ของ “กีตาบุลลอฮ์” โดยขาดความรู้ หรือ ความ เขลา ที่ไม่เข้าใจว่า “อัลกานุรอิสลาม” นั้น ปฏิบัติถ่ายถอดกันมา เรื่อยๆ จากชั่วคนหนึ่ง ๆ จนมาถึงรุ่นเรา ตั้งแต่ ท่านนบีอิรอฮิม


2. ถ้าไปหยิบยกบุคคลหรือสิ่งอื่นใดที่มาเทียบเท่า อัลลออ์ หรือ บัญญัติ ของพระองค์ โดยเอาขึ้น “ทูนหัว” เสมอกัน นั้น ถือ ว่า เป็น “ชิริก” โดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น โดย เฉพาะ ผู้ ที่ มีความรู้ทางศาสนาในระดับ ครู บาอาจารย์ ถือ ว่าเป็นผู้ ที่ ไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง หรือ “มูนะฟิก”


3. ผู้ที่ว่าเชื่อฟังและ ปฏิบัติตาม ซุนนะห์ ของท่านรอซูลล์ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับ ไม่เชื่อ ใน อายะ 6-112 ถึง 6-117 แล้ว ก็จัด อยู่ ในข่าย “มูนะฟิก” เช่นกัน
ถ้าบรรดาท่านที่เชื่อว่า “ฮะดีษ ซอเฮียะ” และ อัลกุรอาน นั้น มีความสำคัญเทียบเท่ากัน จะต้องยกเทิดทูลขึ้นเหนือหัว นั้น ท่านเหล่านั้น จะต้อง เชื่อใน “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ข้างล่างนี้ คือ


ฮะดีษ ซอเฮียะ มุสลิม เล่ม 7เลขที่ 2803/1 “ฮัจจฺ” (กีตาบ- อัลขฮัจจฺ) กล่าวถึง คุตอบะฮ์ ครังสุดท้ายของท่าน รอซูลล บรรยายโดย ญาบิรอิบนฺ อับดุลลอฮ์ ว่า

“ท่านรอซูลล........กล่าวว่า “ฉัน(มูฮัมมัด) ทิ้งหนังสือของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน), และถ้าพวกท่านยึดถืออัลกุรอาน(เป็นทางดำเนินชีวิต) อย่างมั้่นคงแล้ว ท่านจะไม่หลงทางอย่างแน่นอน.”


ความเข้าใจที่คุณๆกล่าวว่าผม “ปฎิเสธ” คำสั่งสอนของท่านรอซูล นั้น เป็นการเข้าใจผิด เพราะว่า “คำสั่งสอนของท่านรอซูล นั้น ต่าง กับ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” เพราะว่า ฮะดีษใดๆก็ตาม มีความไม่สมบูรณ์ และสิ่งแปลกปลอมอยู่มาก แม้แต่ที่เรียกว่า“ฮะดีษ ซอเฮียะ” ก็ตาม และ ความ แท้จริง ของ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ไม่เทียบเท่าอัลกุรอาน” บางครั้งทำให้เสีย ภาพพจน์ ของ ท่านศาสดามูฮัมมัดเสียอีก


“ผมปฏิเสธ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ว่า ไม่เทียบเท่ากับอัลกุรอาน และไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องเทอญทูลเหนือเกล้า ควบคู่ไปกับอัลกุรอาน เพราะการทำเช่นนั้น ขัดกับหลักการของอิสลามและถือว่าเป็น “ชิริก” และการปฏิเสธ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ไม่ถือว่าเป็น “กาเฟร” เพราะการปฏิเสธ การจดบันทึก ของ “อีหม่าม บุคอฮ์รี”, ไม่มีระบุไว้ ในอายะใดๆ ในอัลกุรอาน ให้เชื่อถือ สิ่งที่บันทึกนั้นๆ

แต่ในอัลกุรอานกลับเตือน ให้ ระวัง การปลอมแปลง สอดแทรก บิดเบือน ข้อเท็จจริง ในอัลกุรอาน โดย การกระทำ ของ ซัยฏอน มนุษย์ และ ญิน ที่พยายามที่จะ ทำ สิ่งที่เหมือนกับ อัลกุรอานขึ้นมา


ท่านอีหม่าม ทั้ง สี่ ได้สั่งสอนไว้อย่าง แจ้งชัดว่า จะต้องไตร่ตรองให้แจ้งชัด ก่อน ที่จะเชื่อ หรือ คิดว่า อะไรเป็น “ซุนนะห์” และ “คำกล่าว” ที่แท้จริงของท่านรอซูล


เนื่องจากผมมีความศรัทธาในคำสอนด้วยเหตผล ของอีหม่าม ทั้งสี่ ท่านอธิบายถึงการเชื่อหรือ การกระ หำ ใดๆ ที่เราคิดว่า เป็น “คำกล่าว หรือ การกระทำ ของท่าน รอซูล โดยใช้ “อัลกุรอานเป็นหลัก” ท่านไม่เคยสอนหรือกล่าวว่า ถ้า ใคร ไม่เชื่อ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” แล้วจะกลายหรือ ตก เป็น กาเฟร” แต่ท่านกลับสอนว่า ก่อนจะเชื่อ ให้ตรวจสอบข้อมูล ให้ถูกต้อง เสียก่อน ว่า ขัด หรือ ตรง กัลป์ อัลกุรอาน หรือ ไม่ ท่านอีหม่าม มาลิก กล่าวว่า “ถึงแม้ว่า เราจะมีความรู้ท่วมหัวเกี่ยวกับอะดีษ แต่ไม่รู้จะใช้ปฏิบัติ ก็ไม่เกิดประโยชน์กับสังคมอย่างไร”


คุณทั้งหลาย ลองมาพิจารณา“ฮะดีษ ศอเฮียะห์” บุคอฮ์รี, หมวด 1, เล่ม 6, เลขที่ 299

บรรยายโดย “อับดุรอฮ์มาน บิน อัลอัสวัด:

ท่านหญิง อะอิชะ กล่าวว่า: “เมื่อเวลาใดก็ตาม ที่ท่าน รอซูล มูฮัมมัด ต้องการจะ “โลมเล้า(กอดรัด) ”, คนหนึ่ง คนใด ของพวกเรา(ภรรยาของท่าน) ขณะที่มีประจำเดือน, ท่านเคยสั่งให้นางนั้น นุ่งผ้าเตี่ยว (ผ้าผืนเล็กๆที่ใช้ พัน รอบเอวเหนือตะโพก) และ เริ่มต้น โลมเล้า นาง; ท่านหญิง อะอิชะ กล่าวเสริมว่า, ไม่มีใครในพวกท่านที่สามารถที่จะ ควบคุมอารมณ์ต้องการทางเพศ เหมือนกับ ท่านรอซูล”

ในฮะดีษบทนี้ ผม พยายามคิดและตีความหมายในแง่ Positive เป็นฮะดีษที่ต้องการเล่าถึง ความสามารถในการ ควบคุม (ซุนนะห์) อารมณ์ต้องการทาง เพศ ของ ท่าน รอซูล ที่ มีความอดทนมากกว่า ชายอื่นๆ

แต่เมื่ออ่านพบในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะห์ 222 ซึ่ง บัญญัติ ห้าม สามี เข้าใกล้ ภรรยา ซึ่งหมายถึงการสมสู่ จนกว่า นางจะหมดประจำเดือน .......

ถ้า“ฮะดีษ ศอเฮียะห์” บทนี้ เป็นความจริง แสดงให้เห็น ว่า “ซุนนะห์นี้” ชายมุสลิม สามารถที่จะกระทำตามได้ ถ้ามีความอดทนเพียงพอ เช่นท่าน รอซูลล์, แต่ถ้าอ่านจากประโยค ข้างล่างนี้


....... “???? ???? ????? ?????????????? ????????? ”..........

.....จงกล่าว่า มันเป็นอันตรายจงออกห่างจากหญิง(ที่มีประจำเดือน) นั้น....
(ที่ว่าเป็นอันตรายในที่นี้ หมายถึง เป็นอันตรายต่อหญิงที่มีประจำเดือน, เพราะว่า ขณะที่เธอมีประจำเดือนนั้น ผนังของมดลูก มีรอย ฉีกขาด, ซึ่งอาจจะทำให้เกิด การติดเชื้อ ได้ ดังนั้น อัลลอฮ์ จึงมีบัญญัติ ห้าม ชายเข้าใกล้ เพราะ ถ้าไม่มีความอดทน ในความใคร่ ที่แข็ง แรง แล้ว อาจจะสมสู่กับนาง ซึ่งเป็น การฝ่าฝืน บัญญัติ ใน อายะห์ นี้)

แล้วจะเห็นว่า, จากคุณสมบัติของท่านรอซูล, ท่านจะไม่มีทางประพฤติ เช่นที่ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” บทนี้ กล่าวเลย เพราะ ท่านรอซูล เป็น บุคคลที่ มีคุณธรรมสูงส่ง และได้รับตราประทับ จาก อัลลอฮ์ ให้เป็น รอซูล ของพระองค์, การกล่าวเช่นนี้ เป็นการ แสดงให้เห็นว่าท่าน รอซูล ขัดคำสั่ง ของ พระองค์ อัลลอฮ์, ซึ่ง จะไม่มีทาง เป็นไปได้เลย นอกจากนี้แล้วยังเป็นฮาดีษที่ทำลาย บุคลิกของท่านรอซูลล

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่เกี่ยวกับ การขัดแย้งของ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” และ สิ่งเหลวไหลและแปลกปลอม บรรจุอยู่ในการบันทึกที่ถือว่าเป็นความจริงที่สุด

ข้อสังเกตุต่อสมาชิกและคุณแมทท์

***ข้อเขียนของคุณแมทท์ ทำให้คนเข้าใจผิดต่อครูสอนศาสนา โดยหาว่าเป็นคนหน้าไว้หลังหลอก เราจึงอยากจะรู้ในประเด็นนั้นที่เกี่ยวกับตัวบุคคล ไม่ไช่พฤติกรรม เพราะข้อเขียนของเขาเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวบุคคล จึงต้องชีชัดว่า "ตัวบุคคลนั้นคือใคร
ในเมื่อเขาอ้างตัวเองว่าเป็นคนที่เคารพในเหตุและผล แล้วทำไมละถึงไม่สามารถชี้ชัดได้ถึงตัวบุคคล ที่เขาต้องการจะอ้างถึง ???

***เขาเองเคยบอกว่ากำลังรวบรวมหลักการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการละหมาดที่มีในอัลกุรอาน แล้วเขาก็บอกว่าให้รอ เราก็เป็นผู้หนึ่ง ที่กำลังรออยู่ แต่แล้วเขาเองกลับเขียนมาว่า "การถามเช่นนี่ เป็นการถามของ ผู้ที่ไม่เชื่อในความสมบูรณ์ และรายละเอียด ของ “กีตาบุลลอฮ์” โดยขาดความรู้ หรือ ความ เขลา ที่ไม่เข้าใจว่า “อัลกานุรอิสลาม” นั้น ปฏิบัติถ่ายถอดกันมา เรื่อยๆ จากชั่วคนหนึ่ง ๆ จนมาถึงรุ่นเรา ตั้งแต่ ท่านนบีอิรอฮิม" สรุปว่าคนที่ถามเช่นนั้น โง่มากละซิ เราเองก็โง่ไม่น้อยไช่ไหม ? แล้วที่บอกให้รอล่ะ ?

***ฮาดิษที่เกี่ยวกับประจำเดือนของผู้หญิง และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เราเองเชื่อ 100 % ฮาดิษนั้นไม่ไช่เป็นฮาดิษที่ทำลายบุคลิกของรอซูลแต่อย่างใด แต่ถ้าหากคุณแมทท์เข้าใจอย่างนั้น ก็อยากถามว่าคุณแมทท์ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานไช่หรือไม่ ?


3. หลักการสอนที่เป็น NEGATIVE ต่อสังคมเป็นอย่างไร และมาจากใคร ? และคุณก็เคยบอกว่าการสอนศาสนา ในทุกวันนี้ เป็นการนำมุสลิมถอยหลังเข้าคลอง ช่วยบอกให้ละเอียดด้วย ถ้าคุณแน่ใจว่าคุณเป็นผู้มีเหตุมีผล ดังที่คุณอ้าง

ข้อนี้ผมขอแยกตอบทีหลังเพราะรายละเอียดมีมาก ผมไม่ต้องการให้คุณรอนาน ขอมะอัฟ ด้วยครับ แต่อยากให้คุณช่วยค้นคว้าด้วย จาก หน้าแรก ข้อเขียน และ บท ความต่างๆ ที่ อยู่ ตามเวบ มุสลิมไทย เพราะผมจะใช้เป้นตัวอย่าง ในคำตอบ ของผม

ข้อสังเกตุต่อสมาชิกและคุณแมทท์

*** เป็นคำตอบที่ใกล้เคียงกับคำตอบที่คุณมีให้ในเวบมุสลิมไทย ซึ่งคำถามเช่นนั้นของเรา กับคำตอบเช่นนี้ของคุณ ได้ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะ แล้วทำไมถึงยังตอบไม่ได้ เราไม่ได้ติดใจหรอกหากคุณตอบไม่ได้เพราะ "ความไม่รู้" หรือเพราะ "ความมีอคติ" เพราะนั้นเป็นเรื่องภายในจิตใจของคุณ แต่คุณบอกว่า "มีคำตอบ" แต่จนแล้วจนรอดคุณก็ซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ (เช่นเดียวกับการละหมาด คุณเป็นคนบอกเองมิไช่หรือว่า "มี" และ "กำลังรวบรวม"ทั้งๆ ที่ระยะเวลาเกินกว่าปีแล้วมั้ง)

***ครั้งหนึ่งคุณก็เคยบอกว่าเวบไซดิ์ ของมุสลิมไทยส่วนใหญ่กำลังสอนในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนา เราก็เคยถามคุณว่ามีเวบไซดิ์อะไรบ้าง คุณก็ตอบไม่ต่างอะไรคำตอบข้อ 3 นี้ ทำไมคุณถึงไม่กล้าจะชี้ชัดไปเลย

อย่าลืมนะว่าข้อเขียนของคุณมักจะเป็นการทำลายบุคลากรทางศาสนา (แม้จะอ้างบางคน แต่พอถามถึงว่าบางคนนั้นคือใคร ก็ตอบไม่เคยได้) แล้วก็มาถึงเวบไชดิ์ของมุสลิม !!! ถ้าคุณแน่ใจในข้อมูลของคุณแล้วทำไมล่ะคุณถึงไม่กล้าชี้ชัดออกมาให้ตรง ๆ เลย

*** ในอัลกุรอานมีทุกอย่างที่เป็นความชัดเจน โดยไม่ต้องกังขา แต่แล้วทำไมละที่คนที่อ้างตัวเองว่าเคร่งครัดหนักหนาในอัลกุรอาน กลับไม่สามารถสร้างความชัดเจนให้กับตนเองได้ ?????????


4. ฮาดิษมาจากรอซูล และที่คุณว่าไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสมัยนี้ ฮาดิษใหน และคุณจะยืนยันไหม ว่าสิ่งที่มาจาก รอซูลนั้น ใช้ไม่ได้?

ผมไม่เคยบอกว่าผมไม่เชื่อ “ฮาดีษ” ที่มาจากปากของท่านรอซูลโดยตรง เช่น ในอายะ 6-114 ผมบอกว่าผมไม่เชื่อ ในความแท้จริงของ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” รวมทั้ง “ฮะดีษ” อื่นๆ ด้วย

“ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ที่ ท่าน อีหม่าม มุสลิม, บุคอฮ์รี จัดรวบรวมมา พิสูจน์ ไม่ได้ว่า เป็น คำพูด คำสอน ของ ท่าน รอซูลที่แท้จริง ไม่ว่าท่านจะว่าแท้จริงเท่าใด ไม่มีคำรับ รองจาก อัลกุรอาน” การจดจากการบอกเล่า ปากต่อปาก ว่า เป็น คำกล่าว ของท่าน รอซูล ไม่ใช่ “วะฮีย์" ” อัลกุรอานเท่านั้น ที่เป้น วะฮีย์ จาก อัลลอฮ์ อาจจะเป็นคำพูดเพ้อเจ้อ จาก ผู้เล่า หรือ จาก ความฝัน ของ บุคคล ต่างๆ ของผู้เล่าก็ได้

คุณ เคยได้ยินเรื่องเล่าเช่นนี้ไหม? และจาก “ฮะดีษอะไร?

เรื่องมีอยู่ว่า “ท่านนบีอีซา อาบน้ำอยู่ในลำธาร แห่งหนึ่ง ถอดเสื้อผ้า วางไว้ บน โขดหิน ข้าง ลำ ธาร ขณะที่ท่าน กำลังเพลิดเพลินกับการอาบน้ำนั้น ก้อนหินก็ขะโมยเสื้อผ้าของท่านแล้ววิ่งหนีไป, ท่านนบีอีซาขึ้นจากน้ำ(โดยไม่มีเสื้อผ้า)ท่าน ก็วิ่งไล่ตามก้อนหินไป พอไล่ทันก้อนหิน ท่านก็ตีก้อน หิน ด้วย เสื้อผ้า ซึ่งยังมีร่องรอยของหินที่ถูกตี ด้วยเสื้อผ้าของนบีอีซา อยู่จนทุกวันนี้”

สิ่งที่มาจากรอซูล นั้น ถ้าเป็นความจริง ที่มีการ ปฏิบัติ ตกทอด กัน มาเป็น ชั่วคน จากรุ่นหนึ่ง มายัง อีก รุ่น หนึ่ง และมีหลักฐานที่ ยืนยัน และ ตรง กับ บัญญัติ ในอัลกุรอาน นั้น ถือว่า “ใช้ได้” และทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ตกทอดมาจากท่านรอซูลโดยตรงที่เห็น ได้ชัด ก็คือ “อัลกุรอาน” ท่านได้ รับ “วะฮีย์”จาก อัลลอฮ์ โดยมีพยาน รอบข้าง, อัลกุรอาน สำเร็จสมบูรณ์ ในขณะ ที่ท่านมีชึวิตอยู่, ท่านรอซูล ตรวจทานด้วยตนเอง, และมีการอนุรักษ์ และปกป้อง ติดต่อกันมา จนถึงทุกวันนี้

สำหรับท่านครูชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? นั้น ผมคิดว่าท่านครูเหล่านั้น คงทราบเอง
ถ้าเขากล่าว “ชะฮะดะห์” แล้วไม่ทำตาม, หรือเคยแนะนำ สอนลูกศิษย์ ว่า “ถ้าผู้ใดไม่เชื่อ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ของบุคอฮ์รี, มุสลิม ฯลฯ แล้วเป็น “กาเฟร” หรือ ผู้ที่แนะนำว่า “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ของบุคอฮ์รี, มุสลิม ฯลฯ และ “อัลกุรอาน” เป็นของสองสิ่งที่จะต้องเทอญทูล เหนือหัว
วัสลาม

แมทท์

ตอบ: ส. มิย. 26, 2004 10:42 pm

ข้อสังเกตุต่อสมาชิกและคุณแมทท์

**ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจใด ๆ มากมายเกินไปกว่าความรู้สึกที่ได้รับจากผู้ใช้นามว่า แมทท์ในข้อที่ 4 นี้ คำตอบของเขาเช่นนี้ ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า อูลามาอฺทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับฮาดิษ แต่ละคนล้วนแต่ใช่ไม่ได้ กล้าบอกแม้กระทั้งว่า "... อาจจะเป็นคำพูดเพ้อเจ้อ จาก ผู้เล่า หรือ จาก ความฝัน ของ บุคคล ต่างๆ ของผู้เล่าก็ได้ " นี้ก็หมายความว่าคุณแมมท์ กำลังตั้งตัวเองเสมือนหนึ่งว่า อยู่ในระดับเดียวกับเหล่ามูฮัดดีษีน (บูคอรี,มุสลิม และท่านอื่น ๆ) ทั้งหลาย อาอูซูบิลลาห์

----------------------------------------------------------

แก้ไข......

4. ฮาดิษมาจากรอซูล และที่คุณว่าไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสมัยนี้ ฮาดิษใหน และคุณจะยืนยันไหม ว่าสิ่งที่มาจาก รอซูลนั้น ใช้ไม่ได้?

ผมไม่เคยบอกว่าผมไม่เชื่อ “ฮาดีษ” ที่มาจากปากของท่านรอซูลโดยตรง เช่น ในอายะ 6-114 ผมบอกว่าผมไม่เชื่อ ในความแท้จริงของ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” รวมทั้ง “ฮะดีษ” อื่นๆ ด้วย

“ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ที่ ท่าน อีหม่าม มุสลิม, บุคอฮ์รี จัดรวบรวมมา พิสูจน์ ไม่ได้ว่า เป็น คำพูด คำสอน ของ ท่าน รอซูลที่แท้จริง ไม่ว่าท่านจะว่าแท้จริงเท่าใด ไม่มีคำรับ รองจาก อัลกุรอาน” การจดจากการบอกเล่า ปากต่อปาก ว่า เป็น คำกล่าว ของท่าน รอซูล, ไม่ใช่ “วะฮีย์" ” อัลกุรอานเท่านั้น ที่เป็น วะฮีย์ มาจาก อัลลอฮ์, ส่วน “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” อาจจะเป็นคำพูดเพ้อเจ้อ จาก ผู้เล่า หรือ จาก ความฝัน ของ บุคคล ต่างๆ ของผู้เล่าก็ได้

ข้อสังเกตุต่อสมาชิกและคุณแมทท์

***อยู่ข้างบนแล้ว

***คำถามงวดนี้ 7 ข้อ แต่คุณแมทท์ตอบมาแค่ 3 ข้อ (ส่วนข้อที่ 3 เขาบอกว่าขอเก็บไว้ก่อน)ติดค้างอีก 4 ข้อ ยังไม่นับรวมคำถามที่เกิดขึ้นจากคำตอบของเขาใน 3 ข้อข้างบน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บ่าวผู้ภักดีต่อพระองค์
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 09/12/2004
ตอบ: 2


ตอบตอบ: Thu Dec 09, 2004 7:07 am    ชื่อกระทู้: จะกล้ากินไหมเนี้ยะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คำพูด:

“ถ้ามีโอกาส ไปอเมริกา เชิญทาน “เป็ดอบ” ที่ร้าน “Matt Cuisine” ร้านอาหารไทยมุสลิม(แท้ๆ) ร้านเดียว ใน East Tennessee USA”




ผมไม่กล้ากินครับ!!!!

ผมกลัวว่า คุณ แมต จะเชือดเป็ดเอง แล้วยังงี้มันจะ ฮาล้าล ได้ยังไง?

คำพูด:
ก่อนที่ผมจะคุยเรื่องหลักการทำละหมาดอัลกุรอานสอนว่าอย่างไร? ผมขอกล่าว โดย ทั่วๆไปก่อน หวังว่าคุณ “นูรอยะ” อดทนรอได้นะครับ...


แล้วจะไม่ให้เรียกว่า กลิ้งกลอกได้อย่างไร?

กุรอ่านนั้น เป็นคำพูด ที่พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฯ ประทานลงมาให้แก่ ท่านศาสดา มูฮัมมัด (ซอลฯ) ผ่าน ญิบรีล ฑูตสวรรค์ของพระองค์

เพราะฉะนั้นในกุรอ่านจึงเป็นคำสอนที่ abstract
ส่วนวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นสิ่งที่ concrete จับต้องได้ อัลลอฮ. ได้สอนเราผ่าน การกระทำของท่านนบี มูฮับมัด (ซอลฯ)

ถ้าคุณ แมต ปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และ มูฮัมมัด (ซอลฯ) เป็นศาสนฑูตของพระองค์แล้ว

ใยคุณจะไม่เชื่อ ในคำสอนของท่านนบีเลยหรือ?

หรือว่าคุณ ไม่ได้ปฏิญาณ ตนอย่างนี้????'
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Mon Dec 13, 2004 8:15 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

น้านนะซิ....

อยากรู้จัง ปฏิญาณตนว่าไง

ทำไมปฏิเสธคำสอนนะบี

แต่ถ้าแกเขามาตอบ

แกก็จะตอบว่า.... สามวาสองศอก
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri Apr 15, 2005 8:33 pm    ชื่อกระทู้: Re: ถึง คุณ Matt ผู้กลอกกลิ้ง ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
เราไม่ค่อยได้เข้ามาเยี่ยมกระดานข่าวเว็บนี้บ่อยนัก พอมาอ่านเจอ ความคิดเห็นและการตอบกระทู้ ของ คนที่ใช้นามว่า matt(แมท) เราตกตะลึงมาก มันเป็นความคิดที่อันตรายมาก ศาสนาอิสลาม สอนให้มุสลิมทุกคนยึดมั่นในสองคำปฏิญาน คือ
1.أشهدأن لااله الا الله
2.وأشهدأن محمدارسول الله
เจตนารมณ์ของคำปฏิญานประโยคแรกคือ การศรัทธาต่ออัลลอฮและคำสอนของอัลลอฮ( อันหมายถึง อัลกุรอ่าน)
เจตนารมณ์ของคำปฏิญานประโยคที่สองคือ การศรัทธาต่อท่านศาสดามุหัมหมัดและคำสั่งสอนของศาสดามุหัมหมัด(อันหมายถึง อัสสุนนะฮ)
อัลลอฮ(ซ.บ)ตรัสไว้ว่า قل ان كنتم تحبون الله فاتبعوني يحببكم الله ويغفرلكم زنوبكم والله غفوررحيم
ความว่า"จงกล่าวเถิด(มุหัมหมัด)ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮก็จะทรงรักพวกท่าน และทรงอภัยความผิดของพวกท่าน และอัลลอฮนั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษและทรงเมตตาเสมอ - อาละอิมรอน อายะฮที่ 31
การปฏิบัติตามนบีมุหัมหมัด ศอลฯ ก็คือ การปฏิบัติตามสุนนะอ หรือ หะดิษ นั้นเอง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 3

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.15 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004