ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - “มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
“มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... , 21, 22, 23  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Mon Sep 12, 2005 4:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
สลามคุณ yoohoo ครับ

ตกลงที่คุณ post มา มันคือ “อะไร” ล่ะครับ ที่ว่า จริง- เท็จ, สาระ – ไร้สาระ, หลักการ-หลักกู ???
เห็นมีแต่ อะไร ลอยไปลอยมา เลยไม่รู้เลยครับว่าคำเฉลยคือ “อะไร” 555
-------------------------------
เรียนถามอาจานแมทท์ สักนิด

ไม่ใช่ชวนคุยนอกเรื่องนะครับ แต่งงกับคำถามเรื่อง บุรุษชุดขาว ที่จานตั้งแง่ว่า “นี่หรือที่ที่มาที่ไปของหลักการศรัทธา ของอิสลาม?” ผมอ่านดูก็ไม่เห็นมีข้อบกพร่องอะไรตรงไหนนี่นา หลักการต่างๆท่านนบีก็สรุปไว้ตรงกับในอัลกุรอาน แต่ไม่ถูกใจอาจานเรื่องชะฮาดะฮฺ 2 ประโยค ถ้าแค่นั้นย้อนกลับไปอ่านเรื่องชะฮาดะฮฺที่ผมชี้แจงไปแล้วอีกทีสิครับ หน้าไหนไม่แน่ใจแต่ตอบไปเมื่อ Fri Nov 05, 2004 9:12 pm ย้อนตามวันเวลาไปละกันครับ ในนั้นได้อ้างแล้วว่าอัลกุรอานก็บอกไว้ชัดเจนว่านบีแต่ละท่านประกาศเหมือนกันหมดว่า ท่านเหล่านั้นเป็นรอซูลมาจากอัลลอฮฺ ผู้ใดที่ศรัทธาก็ให้ปฏิบัติตามที่ท่านสอนสั่ง ตามที่ท่านทำให้ดู จานจะมาดำน้ำโมเมว่าชะฮาดะฮฺมันด้วนอยู่แต่ประโยคเดียวได้งัยล่ะครับ .... น่า..นะ ย้อนกลับไปอ่านใหม่เหอะ

อาจานถามเหมือนกับอ่านภาษาไทยไม่แตกฉานอย่างงั้นแหละ ผมว่าเค้าก็เขียนไว้ชัดเจนแล้วนะครับ มีคนมาถามคำถามนบี ท่านนบีก็ตอบคำถามให้อย่างชัดเจน ... จบ เศาะหาบะฮฺที่อยู่ตรงนั้นฟังก็เข้าใจ คนรุ่นหลังต่อมาอีก 14 ศตวรรษอ่านรายงานแล้วก็เข้าใจกันทั้งนั้น ไม่มีเห็นมีอะไรน่าสะดุดสักกะนิด ส่วนที่ว่าท่านผู้นั้นเป็นใคร ผมว่าอาจานน่าจะทราบคำตอบอยู่แล้ว ทำไมต้องแกล้ง...ขอโทษนะครับ...จะพุดตรงๆก็ จะหาว่าไม่สุภาพ หยาบคายอีก เอาเป็นว่า แกล้งไม่รู้ ละกัน จะได้ไม่แสลงหู ผมเชื่อว่ารายงานเต็มๆของหะดีษบทนี้ ไม่มีทางรอดสายตาอาจานไปได้หรอก ใช่ป่าวครับ!
-------------------------------------

พี่น้องทุกท่านครับ
เอางี้นะ ผมจะเสริฟของว่างไปเรื่อยๆละกันนะครับ ใครท้องร้องจ๊อกๆ ก็แวะเวียนมาหยิบไปทานเท่าที่จะเก็บได้นะ ใครมีข้อเสนอแนะ คำวิจารณ์ ท้วงติง หรือต่อเติมอะไร ก็เชิญได้นะครับ (เจ้าของบ้านเค้าคงไม่รังเกียจหรอก ใช่ป่ะ...จาน?) มีแต่ผมมานั่งจ้ออยู่คนเดียวมันเซ็งเหมียนกันนะ...จะบอกให่

จะต่อเรื่อง หะดีษไม่ใช่วะฮี(?) ต่อจากคราวก่อน โดยจะเริ่มในประเด็นว่าเราควรมีท่าทีอย่างไรต่อการรายงานหะดีษ.... จะรับได้หรือไม่ หรือจะปฏิเสธด้วยอคติไปเสียทั้งหมด
ลองอ่านดูครับ .....
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Mon Sep 12, 2005 5:03 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/2
-------------------------------------------



ประมาณฮิจญ์เราะฮฺที่ 6 มีการรบกับพวกบะนู มุศเฏาะลิก ซึ่งท่านหญิงอฺาอิชะฮฺร่วมไปในการเดินทางครั้งนั้นด้วย หลังจากเสร็จศึกขณะยกทัพกลับท่านนบีได้สั่งให้กองทัพตั้งพักที่บ่อน้ำแห่งหนึ่งใกล้ตำบลมุร็อยซี ปรากฏว่าเกิดมีปากเสียงกันระหว่างมุฮาญิรีนกับอันศอรด้วยเรื่องเล็กน้อยคือเรื่องการตักน้ำจากบ่อขึ้นมาใช้ แล้วก็บานปลายกลายเป็นกรณีพิพาทใหญ่โตขึ้น แต่ในที่สุดก็ยุติลงได้ หลายท่านคงรู้จัก "อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์" บ่างช่างยุอันดับหนึ่งแห่งหน้าประวัติศาสาตร์อิสลามดี เจ้าคนนี้ที่ร่วมไปในกองทัพครั้งนั้นด้วยก็สบโอกาสจากกรณีพิพาทนั้น แอบยุยงชาวอันศอรให้ถอดถอนความช่วยเหลือแก่ท่านนบีเสีย ทั้งๆที่เรื่องน่าจะจบไปได้แล้ว

ท่านนบีทราบเรื่อง ดังนั้นเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ท่านจึงสั่งให้รีบออกเดินทางกลับมะดีนะฮฺทันทีโดยไม่หยุดพักที่ไหนเลยเพื่อให้ทหารอ่อนเปลี้ยและไม่มีเวลาคุยเรื่องไร้สาระ แต่คนเลวๆที่มีสมองไว้คิดแต่เรื่องชั่วๆ มันย่อมหาทางสร้างฟิตนะฮฺได้อยู่เสมอ

ตอนที่กองทัพตั้งพักที่บ่อน้ำนั้น ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺได้ออกไปทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วก็กลับมาที่พัก ก่อนที่จะเข้ากระโจมเสลี่ยงหลังอูฐ ก็พบว่าสร้อยคอขาด ลูกปัดที่ร้อยไว้ตกหายไป จึงย้อนกลับไปค้นหา .... กลับมาอีกที อ้าว .... ไปกันหมดแล้ว นางจึงนั่งรออยู่ตรงนั้น คิดว่าพอพวกเขารู้ว่านางไม่ได้มากับกองทัพด้วยก็คงจะกลับมารับ

แต่ทางทัพใหญ่ไม่รู้เรื่องครับ ด้วยเหตุที่จำเป็นต้องรีบเดินทางกลับมะดีนะฮฺเพื่อสยบแผนร้ายของ อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ จนกระทั่งเที่ยงของอีกวันหนึ่ง แต่ท่านนบีก็ได้กำหนดให้มีพลระวังหลัง คือ ศ็อฟวาน บินมุอัฏฏ็อล คอยรั้งท้ายเพื่อตรวจสอบว่ามีสัมภาระสิ่งของอะไรตกหล่นอยู่ข้างหลังบ้าง ศ็อฟวานตามทัพใหญ่มาถึงจุดตั้งพักก็พบท่านหญิงอฺาอิชะฮฺรอจนหลับอยู่ตรงนั้น ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺบอกว่า ....

"รุ่งเช้าเมื่อศ็อฟวาน บินมุอัฏฏ็อล อัสสุละมี ผ่านมาเห็นก็จำฉันได้ เพราะเขาเคยเห็นฉันก่อนที่บทบัญญัติหิญาบจะถูกกำหนดแก่เรา เมื่อเขาเห็นฉันเขาก็หยุดอูฐของเขาและกล่าวว่า 'อินนาลิลลาฮฺ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน...ภรรยาของท่านรอซูลถูกทิ้งอยู่ที่นี่' ฉันจึงสะดุ้งตื่นขึ้นและรีบเอาผ้าคลุมหน้า เขาไม่ได้เอ่ยอะไรอีกเลย แล้วเขาก็ให้อูฐของเขามาหมอบข้างๆฉัน ส่วนตัวเขาไปยืนอยู่ข้างๆขณะที่ฉันขึ้นบนหลังอูฐ แล้วเขาก็เดินจูงอูฐมาจนทันกองทัพประมาณเที่ยงวัน .... "

และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งประกายความคิดชั่วๆ ที่ผุดขึ้นมาในสมองของมนุษย์เลวๆคนนั้น....
ข่าวลือในทางเสื่อมเสีย เรื่องท่านหญิงอฺาอิชะฮฺกับศ็อฟวาน แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งท่านนบีเองก็ยังไม่รู้จะสะกัดอย่างไรเนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานใดๆมาแก้ต่างให้ทั้งสองได้เลย จนท่านหญิงอฺาอิชะฮฺเองเมื่อทราบว่าตนตกเป็นเหยื่อของข่าวลือบัดสีนั้น นางร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลอยู่หลายวันหลายคืนทีเดียว แต่อัลลอฮฺมิทรงทอดทิ้งผู้ศรัทธา.....

لَوْلَا إِذْ سَمِعْتُمُوهُ ظَنَّ الْمُؤْمِنُونَ وَالْمُؤْمِنَاتُ بِأَنفُسِهِمْ خَيْرًا وَقَالُوا هَذَا إِفْكٌ مُّبِينٌ

"ไฉนเล่า เมื่อบรรดามุอ์มินชายและมุอ์มินหญิงได้ยินเรื่องนั้น จึงไม่คิดถึงตัวของพวกเขาในทางที่ดี และกล่าวว่านั่นคือเรื่องโกหกอย่างชัดแจ้ง"
(24:12)

คืออายะฮฺที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาเพื่อเตือนสติแก่บรรดามุอ์มินในยุคนั้น ว่าได้ยินอะไรมา ก่อนที่เชื่อหรือฟันธงอย่างใดอย่างหนึ่ง จงไตร่ตรองให้ดี ให้ถ่องแท้เสียก่อนว่ามันเป็นไปได้ไหมกับบุคคลคนนั้นที่จะประพฤติตัวเสื่อมเสียดังที่เป็นข่าวลือ

และผมก็ขออนุญาตนำอายะฮฺเดียวกันนี้มาเตือนสติผู้สืบสานเจตนารมณ์ของอับดุลอฮฺ อิบนิอุบัยย์ ที่ตั้งหน้าตั้งตากล่าวหาปรักปรำบรรพชนในยุคแรกๆของอิสลามว่า....

หลังจาก ท่าน รอซูลมูฮัมมัด ได้ สิ้น ชีวิตไป แล้ว บรรดา เพื่อน ฝูง ผู้ที่เคย ติด ตาม และผู้ รับใช้ ท่าน รอซูล ผู้ซึ่ง ต้อง การ หาชื่อเสียง ให้ กับตัวเอง โดยการใช้ ความสัมพันธ์ ในอดีต ที่มีอยู่กับ ท่าน รอซูล มูฮัมมัด ก็ เริ่ม การ บอกเล่า เรื่อง ราว เกี่ยว กับ ท่าน รอซูล เป็น ต้น ว่า, “ฉันได้ เห็น ท่านรอซูลทำอย่างนี้ และ ฉันได้ ยิน ท่านรอซูลกล่าวว่าอย่างนั้น”, เป็นที่เห็น อย่างชัดแจ้งว่า ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง ที่ท่าน รอ ซูล กล่าว หรือ กระทำ ไม่ ใช่ ข่าวสาร.. ที่พระองค์ อัลลอฮ์.. ต้องการ จะให้ท่านรอซูลนำมาประกาศ ให้ แก่ ปวง ชน (บัญญัติ ใน อัลกุรอาน) (matt ตอบ: Sun Feb 27, 2005 11:14 pm)

การบรรยายลักษณะของบรรดาเศาะหาบะฮฺด้วยข้อความว่า "บรรดา เพื่อน ฝูง ผู้ที่เคย ติด ตาม และผู้ รับใช้ ท่าน รอซูล ผู้ซึ่ง ต้อง การ หาชื่อเสียง ให้ กับตัวเอง โดยการใช้ ความสัมพันธ์ ในอดีต ที่มีอยู่กับ ท่าน รอซูล มูฮัมมัด ก็ เริ่ม การ บอกเล่า เรื่อง ราว เกี่ยว กับ ท่าน รอซูล" นั้น เห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า เป็นทัศนคติที่ขัดกับข้อเตือนสติในอายะฮฺนี้อย่างสุดขั้วทีเดียว พิจารณาให้ดีจะเข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือการประณามท่านรอซูลโดยตรงว่าผลงาน และสิ่งที่ท่านทุ่มเทมาตลอด 23 ปีของท่านนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะเพียงเมื่อท่านจากไป บรรดาผู้สนับสนุนรอบกายท่านก็กลับขั้ว กลายเป็นปฏิปักษ์ผู้ทำลายอิสลามให้ย่อยยับไปกับตาในทันทีด้วยการกุเรื่องเท็จ ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาสั่งสอนชนรุ่นต่อๆมา

มองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือการปรักปรำถึงอัลลอฮฺในการเลือกเฟ้นบุคคลอย่างมุฮัมมัด มาทำหน้าที่สำคัญนี้แล้วไม่สำเร็จ...นะอูซุบิลลาฮฺ!

จากคำใส่ร้ายดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากท่านนบีจากไปเปรียบได้กับ อาคารหลังหนึ่งที่พอส่งมอบแก่เจ้าของผู้ว่าจ้างปั๊บ เพียงโดนฝนเข้านิดเดียว หลังคาก็รั่ว น้ำนองพื้น ใช่แต่เท่านั้น น้ำหนักน้ำที่เจิ่งนองและซึมเข้าสู่วัสดุทำพื้นและฝาผนังก็เพิ่มขึ้นจนทำให้คานหัก เสาเคลื่อน หลังคาพังถล่ม พังพาบไปทั้งหลัง..... แน่นอนที่สุด วิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้างจนเสร็จถึงเวลาส่งมอบ คือจำเลยที่หนึ่งที่ต้องถูกฟ้องร้อง และบริษัทที่เป็นผู้คัดเลือกวิศวกรผู้นั้นส่งมาควบคุมงาน ต้องเป็นจำเลยที่สองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ผลงานชิ้นสำคัญของท่านนบี ก็คือ สามารถสร้างประชาชาติที่ดีที่สุดที่ถูกอุบัติขึ้นแก่มนุษยชาติ ที่กำชับกันในความดีงาม ห้ามปรามกันในเรื่องชั่วช้า และพวกเขาศรัทธาอย่างแน่วแน่มั่นคงต่ออัลลอฮฺและสาส์นของพระองค์ อย่างน้อยที่สุดก็สืบทอดคุณสมบัติอันบริสุทธิ์นั้นต่อเนื่องยาวนานมาถึง 3 ชั่วคน (เศาะหาบะฮฺ - ตาบิอีน - ตาบิอิตตาบิอีน)

ยังมิทันที่กลิ่นไอแห่งอิสลามอันบริสุทธิ์จะจางลง ชนรุ่นต่อมาที่ยังคงความเข้มข้นแห่งจิตวิญญาณอิสลามและเล็งเห็นถึงอันตรายของสภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จึงได้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้กับการกอบกู้เก็บรวบรวมคำสั่งคำสอน การปฏิบัติของท่านนบี เพื่ออนุรักษ์ไว้แด่ชนรุ่นหลัง เพื่อให้เราสามารถที่จะประกอบศาสนากิจ และใช้ชีวิตตามครรลองของท่านนบีได้ประหนึ่งได้เห็นท่านปฏิบัติโดยตรง

คลำทางอะไรได้บ้างมั้ยครับ เกี่ยวกับทัศนคติอันพึงมีต่อบรรพชนมุสลิม?

///////////// - To be continued - /////////////

Matt : Thu Jun 30, 2005 11:57 am
ความจริงผมว่าจะรอตอบคุณ AlGhurabaจนกว่าคุณจะอธิบาย เรื่อง อะหะดีษ ในห้องนั้น จนจบ เสียก่อน ตามอ่านอยู่ทุกวัน ได้ ความรู้ ดี เหมือน กับอยู่ ในสมัยท่านรอซูล เลยทีเดียว ไว้คุณเล่าจบ ทุกเรื่องก่อน แล้ว ผมจะเข้า ไป คุยต่อ


ท่านนบีสอนไว้เมื่อเกือบ 15 ศตวรรษก่อนว่า
“เครื่องหมายมุนาฟิก 3 ประการ คือ
- เมื่อมันพูด...มันโกหก ตอแหล
- เมื่อมันให้สัญญา... มันก็หักหลังเขา
- เมื่อมันได้รับความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)... มันก็ทรยศ”


AlGhuraba ตั้งประเด็น เรื่องการละหมาดตามอัลกุรอาน ควรจะเริ่มด้วยคำถามว่า
1 การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใดกันแน่
2 ทราบได้อย่างไรว่าอัลลอฮฺสั่งให้เราละหมาดวันละกี่เวลา


Count down : Running
-------------------------------------------
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Mon Sep 12, 2005 7:13 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

สลามครับ คุณ AlGhuraba
ขอเฉลยปริศนาคาใจนะครับ อะไรคือหลักการ? นั่นก็คือ ข้อมูลหลักฐานที่ได้มาจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) คีอ อัล-กุรอาน และที่ได้จากร่อซู้ลของพระองค์ ก็คือ ซุนนะห์ของท่านร่อซู้ล มุฮัมหมัด (ซ.ล.) ตามที่พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้กำชับให้ยึดถือ และปฏิบัติตามทั้งสองสิ่งนี้ ซึ่งก็คือหลักการแห่งอิสลาม ส่วนผู้ที่ไม่ยอมรับในซุนนะห์ของท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ก็คือ พวกที่ใช้หลักกูไงละครับ ซึ่งมันมิใช่หลักการแห่งอิสลาม แล้วเราจะยอมรับกันได้อย่างไร ???

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Tue Sep 13, 2005 3:54 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/3
------------------------------------------------


เมื่อมีคดีความใดๆเกิดขึ้น สิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำชับแก่พวกเราคือ....

وَإِنْ حَكَمْتَ فَاحْكُم بَيْنَهُمْ بِالْقِسْطِ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ الْمُقْسِطِينَ

และหากเจ้าตัดสิน ก็จงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรม
(5:42)

ความยุติธรรมในการตัดสินคดีความนั้นคือคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดี แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอครับ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง หรืออาจจะเรียกว่าเป็นตัวช่วยให้การตัดสินนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องก็คือ พยานหลักฐาน

เกี่ยวกับพยานนี้มีกล่าวไว้ในหลายๆกรณี เช่น กรณีหญิงมีชู้

وَاللاَّتِي يَأْتِينَ الْفَاحِشَةَ مِن نِّسَآئِكُمْ فَاسْتَشْهِدُواْ عَلَيْهِنَّ أَرْبَعةً مِّنكُمْ فَإِن شَهِدُواْ فَأَمْسِكُوهُنَّ فِي الْبُيُوتِ حَتَّىَ يَتَوَفَّاهُنَّ الْمَوْتُ أَوْ يَجْعَلَ اللّهُ لَهُنَّ سَبِيلاً
และบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งลามก(มีชู้)จากในหมู่สตรีของพวกเจ้านั้น จงให้มีพยานสี่คนของพวกเจ้ายืนยันนางเหล่านั้น ....
(4:15)

เมื่อมีการกล่าวหาปรักปรำในเรื่องบัดสี อัลลอฮฺทรงวางมาตรการไว้ว่า ....

لَوْلَا جَاؤُوا عَلَيْهِ بِأَرْبَعَةِ شُهَدَاء فَإِذْ لَمْ يَأْتُوا بِالشُّهَدَاء فَأُوْلَئِكَ عِندَ اللَّهِ هُمُ الْكَاذِبُونَ

ไฉนเล่า พวกเขาจึงไม่นำพยานสี่คนมายืนยันข้อกล่าวหานั้น แต่ถ้าไม่สามารถนำพยานมายืนยันได้ ดังนั้นพวกเหล่านั้นในทรรศนะของอัลลอฮฺ มันคือจอมโกหก
(24:13)

ใครที่ดูแลสมบัติของเด็กกำพร้าช่วงที่เขายังเป็นเด็กอยู่ พอโตพอที่จะรับผิดชอบดูแลทรัพย์เองได้ ก็ให้ส่งมอบทรัพย์นั้นคืนแก่เขาไป ตอนนั้นอัลลอฮฺทรงสั่งว่า ...

فَإِذَا دَفَعْتُمْ إِلَيْهِمْ أَمْوَالَهُمْ فَأَشْهِدُواْ عَلَيْهِمْ وَكَفَى بِاللّهِ حَسِيبًا
ครั้นเมื่อเจ้ามอบทรัพย์ของพวกเขาคืนแก่พวกเขา ก็จงให้มีพยานยืนยันแก่พวกเขา และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงสอบสวน
(4:6)

ในการทำธุรกรรมกู้หนี้ยืมสิน อัลลอฮฺทรงกำหนดให้มีการทำสัญญา และข้อกำหนดหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการนั้น คือ ....

وَاسْتَشْهِدُواْ شَهِيدَيْنِ من رِّجَالِكُمْ فَإِن لَّمْ يَكُونَا رَجُلَيْنِ فَرَجُلٌ وَامْرَأَتَانِ مِمَّن تَرْضَوْنَ مِنَ الشُّهَدَاء أَن تَضِلَّ إْحْدَاهُمَا فَتُذَكِّرَ إِحْدَاهُمَا الأُخْرَى وَلاَ يَأْبَ الشُّهَدَاء إِذَا مَا دُعُواْ
และพวกเจ้าจงให้มีพยานสองคนจากบรรดาผู้ชายในหมู่พวกเจ้า แต่ถ้าปรากฏว่าไม่มีผู้ชายสองคน ดังนั้นก็ให้เป็นผู้ชายหนึ่งคนกับผู้หญิงสองคนจากผู้ที่พวกเจ้าพึงใจในหมู่พยานทั้งหลาย .... และบรรดาพยานก็จงอย่าปฏิเสธเมื่อพวกเขาถูกเรียกร้อง
(2:282)

เมื่อหย่าแล้ว จะอยู่หรือจะไปก็ต้องมีพยาน .....

فَإِذَا بَلَغْنَ أَجَلَهُنَّ فَأَمْسِكُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ أَوْ فَارِقُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ وَأَشْهِدُوا ذَوَيْ عَدْلٍ مِّنكُمْ وَأَقِيمُوا الشَّهَادَةَ لِلَّهِ

เมื่อพวกนางอยู่จนครบกำหนดของพวกนางแล้ว ก็จงยับยั้งพวกนางให้อยู่โดยดี หรือให้พวกนางจากไปโดยดี และจงให้มีพยานสองคนที่เป็นผู้เที่ยงธรรมในหมู่พวกเจ้า และจงให้การเป็นพยานนั้นเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ....
(65:2)

หรืออย่างในกรณีของท่านนบียูสุฟตอนที่ถูกใส่ความว่าลวนลาม "ท่านผู้หญิง" !

قَالَ هِيَ رَاوَدَتْنِي عَن نَّفْسِي وَشَهِدَ شَاهِدٌ مِّنْ أَهْلِهَا إِن كَانَ قَمِيصُهُ قُدَّ مِن قُبُلٍ فَصَدَقَتْ وَهُوَ مِنَ الكَاذِبِينَ
وَإِنْ كَانَ قَمِيصُهُ قُدَّ مِن دُبُرٍ فَكَذَبَتْ وَهُوَ مِن الصَّادِقِينَ

เขา(ยูสุฟ)กล่าวว่า นางได้ยั่วยวนขืนใจฉัน และพยานคนหนึ่งในบ้านของนางได้เป็นพยานว่า หากเสื้อของเขาถูกดึงขาดทางด้านหน้า ดังนั้นนางได้พูดจริง และเขาอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ
แต่ถ้าเสื้อของเขาถูกดึงขาดทางด้านหลัง ดังนั้นนางได้กล่าวเท็จ และเขาอยู่ในหมู่ผู้พูดจริง
(12:26-27)

ไม่ว่าจะเป็นพยานในกรณีไหนก็ตาม ทั้งหมดคือ "มนุษย์" ครับ มนุษย์ที่มีหู มีตา แต่ไม่มีหาง!
พวกเขาคือมนุษย์ที่มีสติปัญญาที่จะคิด ไตร่ตรอง มีสมองที่จะจดจำเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆ และมีปากที่จะบอกกล่าว เล่าเรื่องราวความเป็นไปที่ได้ประสบพบเห็นมา ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในบทบัญญัติของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงประทานมาเป็นวะฮีย์ในอัลกุรอานว่า ให้เรารับฟังและเชื่อถือ ถ้าพวกเขาถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติดังนี้

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُونُواْ قَوَّامِينَ بِالْقِسْطِ شُهَدَاء لِلّهِ وَلَوْ عَلَى أَنفُسِكُمْ أَوِ الْوَالِدَيْنِ وَالأَقْرَبِينَ

โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย จงเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม จงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮฺ แม้ว่าจะเป็นอันตรายแก่ตัวของพวกเจ้าเอง หรือผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและญาติใกล้ชิดก็ตาม
(4:135)

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُونُواْ قَوَّامِينَ لِلّهِ شُهَدَاء بِالْقِسْطِ وَلاَ يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَى أَلاَّ تَعْدِلُواْ

โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย จงเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม จงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮฺ และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม
(5:8)

يِا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ شَهَادَةُ بَيْنِكُمْ إِذَا حَضَرَ أَحَدَكُمُ الْمَوْتُ حِينَ الْوَصِيَّةِ اثْنَانِ ذَوَا عَدْلٍ مِّنكُمْ أَوْ آخَرَانِ مِنْ غَيْرِكُمْ

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย การเป็นพยานระหว่างพวกเจ้า เมื่อความตายได้มายังคนหนึ่งคนใดในพวกเจ้าขณะมีการทำพินัยกรรมนั้น คือสองคนที่เป็นผู้เที่ยงธรรมในหมู่พวกเจ้า หรือคนอื่นสองคนที่มิใช่ในหมู่พวกเจ้า ....
(5:106)

นี่คือบัญญัติที่ระบุไว้ชัดเจนในอัลกุรอานให้มุสลิมทั้งโลก ทุกยุค ทุกสมัย ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่ตอนที่อัลกุรอานถูกประทานมา จวบจนถึงกิยามะฮฺ ใช่ว่าจะให้ใช้เฉพาะ 3 ชั่วอายุคนในช่วงแรกๆที่เต็มไปด้วย"หัวกะทิ"ของบรรดาผู้ศรัทธาเท่านั้น แม้แต่สมัยนี้ที่ผู้คนก็ไม่ค่อยจะ "ศอและห์" เท่าไหร่ บัญญัตินี้ก็ยังคงมีผลบังคับใช้ ให้เชื่อ ให้รับฟังคำให้การ คำบอกเล่าของบุคคลในการยืนยันความเป็นไปของเหตุการณ์ "ถ้า" เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ อย่างนี้ - อย่างนี้ - อย่างนี้ ..... มิใช่หรือ?

บรรดา "รอวี" แต่ละท่านที่สืบทอดรายงานหะดีษอันกอปรด้วยบุคคลรุ่นเศาะหาบะฮฺมาจนถึงอิมามผู้รวบรวมและกลั่นกรองบันทึกรายงานเหล่านั้น ดูเหมือนจะเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้าเลวทรามที่สุดบนหน้าแผ่นดินในสายตาของอาจานแมทท์กระมัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิมามบุคอรี ทั่นจึงได้จงเกลียดจงชังพวกเขาเสียเต็มประดา ถึงขนาดกล้าที่จะปฏิเสธบัญญัติของอัลลอฮฺที่จะรับฟัง "คำให้การ" ของบุคคลเหล่านั้น

อย่าลืมว่า การกล่าวหาปรักปรำใครสักคน มันต้องมีหลักฐาน ต้องมีพยาน ไม่ใช่เพียงแค่ตวัดลิ้นว่า ... "บรรดา เพื่อน ฝูง ผู้ที่เคย ติด ตาม และผู้ รับใช้ ท่าน รอซูล ผู้ซึ่ง ต้อง การ หาชื่อเสียง ให้ กับตัวเอง โดยการใช้ ความสัมพันธ์ ในอดีต ที่มีอยู่กับ ท่าน รอซูล มูฮัมมัด ก็ เริ่ม การ บอกเล่า เรื่อง ราว เกี่ยว กับ ท่าน รอซูล" แล้วมันจะมีน้ำหนักพอที่จะตราหน้าบุคคลเหล่านั้นว่าชั่วช้าสารเลว ว่าเป็นผู้ทำลายศาสนา เพื่ออ้างเป็นเหตุให้ปฏิเสธหะดีษทั้งหมด ทั้งๆที่ไม่เคยรู้เลยว่า บรรพชนเหล่านั้นท่านทุ่มเท ท่านกลั่นกรองคัดสรร ท่านมีมาตรการที่เข้มงวดและรัดกุมเพียงใด กว่าจะบันทึกสักรายงานหนึ่งลงในเศาะเฮียะห์หรือสุนันของท่าน

นำหลักฐานมาสิครับ.."ทั่นยอดทนาย"...ว่าคนไหนสักคนในสายรายงานหะดีษเศาะเฮียะห์ที่มันเลว คนไหนชั่วช้าไม่น่าคบ คนไหนประพฤติตัวเสื่อมเสียไม่มีอะมานะฮฺ หรือคนไหนเชื่อถือไม่ได้ ..... ??????
แต่ขอให้อ่านอายะฮฺนี้ประกอบด้วยก็แล้วกัน .....

وَالَّذِينَ يَرْمُونَ الْمُحْصَنَاتِ ثُمَّ لَمْ يَأْتُوا بِأَرْبَعَةِ شُهَدَاء فَاجْلِدُوهُمْ ثَمَانِينَ جَلْدَةً وَلَا تَقْبَلُوا لَهُمْ شَهَادَةً أَبَدًا وَأُوْلَئِكَ هُمُ الْفَاسِقُونَ

และบรรดาผู้ที่กล่าวหาปรักปรำผู้บริสุทธิ์ แล้วมันไม่นำพยานสี่คนมายืนยัน จงเฆี่ยนมันผู้นั้นแปดสิบทีและไม่ให้พวกเจ้ารับชะฮาดะฮฺจากมันอีกเลยตลอดไป พวกเหล่านี้แหละมันคือ "ฟาสิกฺ"
(คนที่หลุดออกนอกกรอบแห่งอิสลามไปแล้ว)
(24:4)

///////////// - To be continued - /////////////

Matt : Thu Jun 30, 2005 11:57 am
ความจริงผมว่าจะรอตอบคุณ AlGhurabaจนกว่าคุณจะอธิบาย เรื่อง อะหะดีษ ในห้องนั้น จนจบ เสียก่อน ตามอ่านอยู่ทุกวัน ได้ ความรู้ ดี เหมือน กับอยู่ ในสมัยท่านรอซูล เลยทีเดียว ไว้คุณเล่าจบ ทุกเรื่องก่อน แล้ว ผมจะเข้า ไป คุยต่อ


ท่านนบีสอนไว้เมื่อเกือบ 15 ศตวรรษก่อนว่า
“เครื่องหมายมุนาฟิก 3 ประการ คือ
- เมื่อมันพูด...มันโกหก ตอแหล
- เมื่อมันให้สัญญา... มันก็หักหลังเขา
- เมื่อมันได้รับความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)... มันก็ทรยศ”


AlGhuraba ตั้งประเด็น เรื่องการละหมาดตามอัลกุรอาน ควรจะเริ่มด้วยคำถามว่า
1 การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใดกันแน่
2 ทราบได้อย่างไรว่าอัลลอฮฺสั่งให้เราละหมาดวันละกี่เวลา


Count down : Running
-------------------------------------------------------------
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Wed Sep 14, 2005 11:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

--------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/4
--------------------------------------------------


ในสองตอนที่ผ่านมา เราสรุปอะไรได้บ้างครับ?
1 ให้พยายามมองบุคคลในแง่ดีไว้ก่อน ก่อนที่จะปรักปรำใคร นอกจากจะมีหลักฐานชัดเจนจึงค่อยฟันธงไปตามพฤติกรรมที่ปรากฏว่าผิดจริง เช่นกุลสตรีอย่างท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ หรือสุภาพบุรุษอย่างศ็อฟวาน เป็นไปได้หรือที่จะประพฤติตัวเสื่อมเสียดังข่าวลือจากคำใส่ร้ายของ อับดุลลอฮฺ อิบนิอุบัยย์ บินสะลูล กับพวก .... ในทำนองเดียวกัน บรรดาเศาะหาบะฮฺผู้ใกล้ชิดท่านนบี ร่วมเป็นร่วมตาย ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการมาด้วยกันจนสามารถสถาปนาระบอบอิสลามบนหน้าแผ่นดินให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนบรรดาผู้สืบทอดหะดีษทั้งหมดในสายรายงานเศาะเฮียะห์ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติแห่งการเป็นพยาน ย่อมไม่มีมุสลิมที่แท้จริงคนใดหาญกล้าไปปรักปรำท่านเหล่านั้นโดยไร้หลักฐานพยานยืนยันอย่างแน่นอนว่าพวกเขากล่าวเท็จต่อรอซูล นอกจาก มันต้องเป็นมุนาฟิกฺเยี่ยงเดียวกับ อับดุลลอฮฺ อิบนิอุบัยย์ บินสะลูล ต้นแบบของมันนั่นเอง

2 อัลลอฮฺทรงอนุมัติให้เรายอมรับคำให้การ หรือคำบอกเล่าต่างๆจากบุคคลที่มีคุณสมบัติดีและน่าเชื่อถือ ในการยืนยันว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร หรือใครกล่าวอะไร แล้วให้เราสรุปความไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คำสอนใดๆก็ตามจากท่านนบี คำตัดสิน คำสั่ง คำห้าม หรือแม้แต่ท่าทีใดๆก็ตามของท่านนบีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าท่าน หรือแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อื่นแต่เมื่อได้ถูกรายงานไปให้ท่านได้รับทราบแล้วท่านมีท่าทีอย่างไรในเรื่องนั้น ย่อมถือว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงเมื่อมีผู้รายงานที่เชื่อถือได้สืบทอดเรื่องราวเหล่านั้นต่อเนื่องมาถึงเรา
.... นี่คือคำตอบที่ชัดเจนพอหรือยังต่อประเด็นที่ถามว่า .... " สิ่ง ที่เรา เชื่อ นั้น มัน มี ความ จริง อยู่ หรือ ไม่ และเป็นกล่าวของท่านรอซูลที่แท้จริงหรือไม่?"

เมื่อสรุปได้แล้วว่า หะดีษเศาะเฮียะห์ คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ประเด็นต่อไปที่ถามว่า .... "ถ้าเป็น เรื่อง เล่า ต่อๆ กันมา แล้ว และ ไม่ มี ความ จริง" ก็เป็นอันตกไป เพราะอันไหนที่มันเก๊ มันเท็จ มันปลอม นักวิชาการเค้าก็ reject ไปตั้งแต่ต้นแล้ว อาจจะไม่ถึงกับ ตัดทิ้ง ลบทิ้ง หรือเผาทำลาย แต่จะ classify ไว้ในอันดับบ๊วยๆ ประเภท เฎาะอีฟ-อ่อนหลักฐาน หรือเป็น "เมาฎัวะอฺ" หะดีษเก๊ หะดีษยกเมฆ หรืออะไรก็แล้วแต่กระบวนการกลั่นกรองหะดีษจะว่ากันไป ที่ยังเก็บไว้อยู่นี่เข้าใจว่า อย่างน้อยก็เพื่อเป็นหลักฐานว่า มีการปลอมแปลงมาในลักษณะนี้ ว่าอย่างนี้ โดยบุคคลผู้นี้ ฯลฯ อะไร

หรือ .... ในกรณีหะดีษเฏาะอีฟ .... เราอาจจะพบว่ามีการนำหะดีษประเภทนี้มาใช้ประกอบการขยายความอัลกุรอานบ้าง หรือในการส่งเสริมการทำความดีบางอย่าง ก็โปรดเข้าใจด้วยว่า ที่นำมาใช้นั้นมิใช่ใช้เป็นหลักฐานชี้ขาดในการตัฟสีร แต่ใช้เพื่อเสริมกับรายงานอื่นๆที่มีฐานะแข็งแรงอยู่แล้ว และได้พิจารณาแล้วว่าเนื้อหาสาระของหะดีษเฏาะอีฟนั้นๆไม่ขัดกับตัวบทหลัก คืออัลกุรอานและหะดีษเศาะเฮียะห์อื่นๆ

จะขอยกตัวอย่างจาก ข้อความทั้งหมดของอาจานแมทท์ที่ post ลงบนเวปตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่เราอ่านกันมา จะเป็นที่ muslimthai.com ที่ xxxusa ที่ pantip.com หรือว่าที่ มรดกฯ นี่ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะสรุปกันว่าอาจานทั่นเป็นคนเช่นไรก็ตาม ก็ใช่ว่าทุกถ้อยคำ ทุกประโยคของทั่นจะเป็นเท็จไปเสียทั้งหมด ก็ยังมีครับ...บางส่วนที่เป็นความจริง.... บางส่วนที่เป็นเรื่องดีๆ... บางส่วนที่สอดคล้องสานรับกับคำสอนในอิสลาม.... แต่ที่บอกกัน เตือนกันให้ระวังให้ดีก็เพราะว่าสิ่งที่ถูกแต่งหน้า โรยผักชีมาว่ามันงดงาม มันจริง มันถูกต้องนั้น แท้ที่จริงมันปน มันคลุก มันเคลือบแฝงมาด้วยความเท็จและแผนการทำลายล้างนั่นเอง

หะดีษเฏาะอีฟก็เช่นกัน ที่มันเฏาะอีฟ-อ่อนหลักฐาน ก็ด้วยเหตุแห่งความบกพร่องบางประการของผู้สืบทอดหะดีษ"บางคน" ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่า หะดีษนั้นจะต้องเป็นโมฆะ หรือหะดีษนั้นจะต้องเป็นเท็จเสมอไป หรือรับฟังไม่ได้เอาเสียเลย แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจยืนยันได้ว่ามันเป็นจริง จึงต้องมาดูที่เนื้อหา มะตัน ตัวบทของมันว่ามีอันใดที่ขัดแย้งกับตัวบทหลักๆหรือไม่ ถ้ามันไม่ขัด ก็พอจะเก็บไว้ใช้เสริมกับหลักฐานอื่นๆได้ แต่แน่นอนครับ ไม่ใช่นำมาใช้เป็นหลักฐานอันดับแรกในการอรรถาธิบายขยายความอัลกุรอาน หรือเป็นตัวบทหลักในการประกอบอิบาดะฮฺ

ดังนั้นถ้าตัดประเด็นหะดีษเฏาะอีฟออกไป ตัดเมาฏัวะอฺ ออกไป ตัดประเภทที่ใช้ไม่ได้ออกไป ฯลฯ มันก็เหลือแต่หะดีษที่มีตัวบทหลักฐานชัดเจน ผู้สืบสายรายงานล้วนเป็นคนดีมีคุณภาพ เป็นที่เชื่อถือได้ แล้วยังเหลือข้ออ้างอันใดอีกหรือที่จะปฏิเสธฐานะความเป็นจริง การมีอยู่จริงของปรากฏการณ์ตามที่กล่าวในตัวบทหะดีษนั้นๆ อันได้แก่หะดีษในระดับเศาะเฮียะห์และหะสัน?

จาก Episode-VII : นบีไม่พูดตามอารมณ์ นั้น เราก็ได้ข้อสรุปโดยไม่มีข้อโต้แย้งไปแล้ว ... (เพราะนานแล้วไม่เห็นแย้งอะไร ก็คงต้องสรุปกันตรงๆอย่างนี้ละ) ว่า... สิ่งที่ท่านนบีพูด นบีสอน นบีชี้แจง สั่งใช้ ห้ามปราม หรือยอมรับ ฯลฯ เหล่านั้นคือสิ่งที่ท่านนบีประมวลออกมาอย่างถูกต้องตามที่ท่านได้รับวะฮีย์มา โดยไม่จำเป็นว่าสิ่งนั้นๆจะต้องถูกจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในอัลกุรอานด้วย

แล้วมื่อมาถึงภาคจบที่ Episode-II ตรงนี้เราก็ได้ข้อสรุปอีกประการหนึ่งว่า รายงานเศาะเฮียะห์ที่สืบย้อนกลับไปถึงท่านรอซูลนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากผู้สืบสายรายงานทุกคนเป็นที่เชื่อถือได้ ดังนั้นในประเด็นที่ 3 ของอาจานแมทท์ที่ว่า.... "ถ้าเรา อ้างว่า “อะหะดีษ” ของ บุคอฮ์รีย์ เป็น “วะฮีย์” หรือ การพูด หรือ การ กระ ทำ ที่เกิดมาจาก การ ดลใจของ อัลลออ์" .... จึงต้องขอตอบว่า นั่นมิใช่เป็นเพียง "คำอ้าง" ตามที่ทั่นอาจานพยายามจะเบี่ยงเบนนัยยะ แต่มันคือ FACT คือข้อเท็จจริง คือตัวบทหลักฐานที่นำไปใช้ยืนยันได้ว่าอัลลอฮฺทรงมีวะฮีย์ให้ท่านนบีมาบอก มาสอน มาปฏิบัติอิบาดะฮฺ และบังคับใช้กฏหมายของพระองค์ในสังคมมนุษย์อย่างนี้จริง เป็นส่วนที่ช่วยขยายความอายะฮฺต่างๆในอัลกุรอานให้ชัดเจนและลงลึกในรายละเอียดว่าอายะฮฺต่างๆนั้นมีเป้าหมายอย่างไร ขอบเขตแค่ไหน และจะนำไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร

ดังนั้นจะเห็นว่าการที่อาจานย้ำว่า ....
มุสลิมสามารถที่จะปฏิเสธ “เรื่องบอกเล่าที่อ้างว่า เป็นคำพูดหรือการปฏิบัติของ ท่านรอซูลุลลอฮิ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม จากปากคำของผู้อื่น เช่น เรื่องบอกเล่าต่างๆ ใน “อะหะดีษ บุคอรี”
(Matt-อยากรู้จังค่ะ นิกายของอิสลามในไทยน่ะค่ะ : Sun Jul 31, 2005 11:10 pm )

จึงเป็นเพียงความเข้าใจเลื่อนลอยที่ขัดกับอัลกุรอาน นอกจากจะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลผู้รายงานนั้นขาดคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในการเป็นพยาน

ในประเด็นสุดท้าย ข้อ 4 ของอาจานแมทท์ ... "แล้ว นำสิ่งนี้ ขึ้น เทียบเท่า อัลกุรอาน โดย นำ มา อธิบาย อัล กุรอาน หรือ จัดอันดับ อยู่ ใน “กีตาบุลลอฮ์” แล้ว การกระทำเช่นนั้น เป็น การ สร้าง ภาคี หรือ “ชิริก” " นี่ก็คงต้องให้ย้อนกลับไปอ่านมหากาพย์ชุดนี้ใหม่ตั้งแต่ Episode-I-III-IV-V-VI-VII-VIII จนมาสรุปกันตรงนี้ Episode-II ว่ามีตรงไหนบ้างที่ "มุสลิมจริงๆ" เขายกอัลหะดีษ(เศาะเฮียะห์) ขึ้นเทียบเท่าอัลกุรอานตามที่ "ลิ่วล้อคนขยันแห่งลัทธิ Submission ผู้แฝงตนอ้างตัวว่าเป็นมุสลิม" กล่าวหา???


///////////// - To be continued - /////////////

Matt : Thu Jun 30, 2005 11:57 am
ความจริงผมว่าจะรอตอบคุณ AlGhurabaจนกว่าคุณจะอธิบาย เรื่อง อะหะดีษ ในห้องนั้น จนจบ เสียก่อน ตามอ่านอยู่ทุกวัน ได้ ความรู้ ดี เหมือน กับอยู่ ในสมัยท่านรอซูล เลยทีเดียว ไว้คุณเล่าจบ ทุกเรื่องก่อน แล้ว ผมจะเข้า ไป คุยต่อ


ท่านนบีสอนไว้เมื่อเกือบ 15 ศตวรรษก่อนว่า
“เครื่องหมายมุนาฟิก 3 ประการ คือ
- เมื่อมันพูด...มันโกหก ตอแหล
- เมื่อมันให้สัญญา... มันก็หักหลังเขา
- เมื่อมันได้รับความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)... มันก็ทรยศ”


AlGhuraba ตั้งประเด็น เรื่องการละหมาดตามอัลกุรอาน ควรจะเริ่มด้วยคำถามว่า
1 การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใดกันแน่
2 ทราบได้อย่างไรว่าอัลลอฮฺสั่งให้เราละหมาดวันละกี่เวลา


Count down : Running

===========================
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Sep 15, 2005 11:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-----------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/5
-----------------------------------------------------

อัลกุรอานถูกบิดเบือนไปใช้เป็นหลักฐานเท็จอย่างไร
----------------------
ตัวอย่าง จากซูเราะฮฺ อัลญาซียะอฺ อายะ6

تِلْكَ آيَاتُ اللَّهِ نَتْلُوهَا عَلَيْكَ بِالْحَقِّ فَبِأَيِّ حَدِيثٍ بَعْدَ اللَّهِ وَآيَاتِهِ يُؤْمِنُونَ

“นี่คือบัญญัติ(โองการ) ของพระเจ้า ที่เราบรรยาย ให้เจ้า อย่างแท้จริง แล้วยังจะมีคำกล่าวอื่นใดอีกเล่าที่เขาเหล่านั้น จะศรัทธา
”

“ฮาดีษ” ในที่นี้ หมายถึง คำกล่าว, คำบรรยาย, ความคิด ข้อความ , นิทาน , คำพูด ฯลฯ พระองค์อัลลออ์ทรงทราบดีว่าหลังจากท่านรอซูลล์ สิ้นชีวิตไปแล้ว จะมีผุ้สรางสิ่งแปลกปลอม ขึ่นมาแทนอัลกุรอาน ท่านจึงส่งอายยัตนี้มา “เราได้กำหนดให้มีศัตรูของศาสดาทุกๆท่านคือ บรรดาชัยฏอนมนุษย์ และญิน , ซึ่งจะ สมคบกัน เพื่อที่จะหลอกลวงด้วยการตกแต่งคำพูดฒ และหากใช่ว่าไม่เป็นความประสงค์จองพระเจ้าของท่านแล้ว, พวก(ชัยฏอนมนุษย์ และญิน) ก็ไม่อาจทำได้? เจ้าจงอย่าสนใจกับพวกเขาและสิ่งหลอกลวงของเขา.....โดยเหตุนี้ปล่อยให้จิตสำนึกของผู้ที่ไม่เชื่อในวันอาคีเราะห์เชื่อถือสิ่งหลอกลวงเหล่านั้น ยอมรับและปฎิบัติตามสิ่งเหล่านั้น(ที่เขากระทำกันอยู่) (6:112-113)

(matt ตอบ: พ. มิย. 09, 2004 9:41 am)
================================

เอาละครับ..... ถึงเวลาที่จะต้องมาไล่เรียงทำความเข้าใจอายะฮฺที่ถูกนำมา "บิดเบือนความหมาย" ให้กลับกลายเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายอิสลามอายะฮฺนี้กันเสียทีดีกว่า ผมได้พูดไว้ นาาาาาาานนนนนนน แล้วเหมือนกันว่า ว่างๆ จะนำอายะฮฺนี้มาชี้แจงให้รู้กันไปเลย ว่าอาจาน ดำน้ำ เก่งขนาดไหน

ตามที่จานแมทท์หยิบมาอ้างเพื่อใช้ปฏิเสธ "หะดีษ" ว่า ...
จากซูเราะฮฺ อัลญาซียะอฺ อายะ6

تِلْكَ آيَاتُ اللَّهِ نَتْلُوهَا عَلَيْكَ بِالْحَقِّ فَبِأَيِّ حَدِيثٍ بَعْدَ اللَّهِ وَآيَاتِهِ يُؤْمِنُونَ
“นี่คือบัญญัติ(โองการ) ของพระเจ้า ที่เราบรรยาย ให้เจ้า อย่างแท้จริง แล้วยังจะมีคำกล่าวอื่นใดอีกเล่าที่เขาเหล่านั้น จะศรัทธา”


โดยย้ำว่า.... “ฮาดีษ” ในที่นี้ หมายถึง คำกล่าว, คำบรรยาย, ความคิด ข้อความ , นิทาน , คำพูด ฯลฯ

หลายต่อหลายครั้งที่เวลามีใครนำอายะฮฺอัลกุรอานมาคัดค้านการบิดเบือนของ 'จาน 'จานก็จะบอกให้เขาย้อนไปอ่านมาตั้งแต่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ว่ามันมีเนื้อเรื่องเกี่ยวพาดพิงถึงอะไรอยู่ นี่ก็เช่นกัน ผมขออภัยถ้าจะทำให้ขุ่นเคือง ถ้าผมจะบอกให้ย้อนกลับไปอ่านซูเราะฮฺนี้ใหม่ตั้งแต่ต้นซูเราะฮฺเหมือนกัน อัลลอฮฺทรงตรัสอย่างนี้ครับ ว่า...

أعوذبالله من الشيطان الرجيم
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمنِ الرَّحِيمِ
حم {1}
تَنزِيلُ الْكِتَابِ مِنَ اللَّهِ الْعَزِيزِ الْحَكِيمِ {2}
إِنَّ فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ لَآيَاتٍ لِّلْمُؤْمِنِينَ {3}
وَفِي خَلْقِكُمْ وَمَا يَبُثُّ مِن دَابَّةٍ آيَاتٌ لِّقَوْمٍ يُوقِنُونَ {4}
وَاخْتِلَافِ اللَّيْلِ وَالنَّهَارِ وَمَا أَنزَلَ اللَّهُ مِنَ السَّمَاء مِن رِّزْقٍ فَأَحْيَا بِهِ الْأَرْضَ بَعْدَ مَوْتِهَا وَتَصْرِيفِ الرِّيَاحِ آيَاتٌ لِّقَوْمٍ يَعْقِلُونَ {5}

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
1 ฮามีม
2 การประทานลงมาของคัมภีร์นี้จากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ
3 แท้จริงในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น แน่นอนย่อมมีสัญญาณหลากหลายสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา
4 และในการบังเกิดพวกเจ้า และสิ่งที่พระองค์ทรงให้สัตว์แต่ละชนิดแพร่สะพัดออกไปนั้นย่อมเป็นสัญญาณหลากหลายสำหรับหมู่ชนผู้เชื่อมั่น
5 และการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวัน และสิ่งที่อัลลอฮฺทรงหลั่งลงมาจากฟากฟ้าเพื่อเป็นปัจจัยยังชีพนั้น พระองค์ทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาโดยน้ำฝนหลังจากการแห้งแล้งของมัน และการเปลี่ยนทิศทางของลมย่อมเป็นสัญญาณหลากหลายสำหรับหมู่ชนผู้ใช้สติปัญญา


อ่านแล้วเข้าใจมั้ยครับว่าอัลลอฮฺทรงกล่าวถึงเรื่องอะไร?
ครับ... อัลลอฮฺทรงชี้ให้เห็น ทรงให้เราพินิจพิจารณาถึงการสร้างของพระองค์ ให้รำลึกถึงพระเมตตาและบุญคุณของพระองค์ ให้ใคร่ครวญถึงเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการบันดาลชั้นฟ้าและแผ่นดินและสรรพสิ่งต่างๆระหว่างทั้งสองนั้น ซึ่งพระองค์สร้างไว้ให้มีความแตกต่างหลากหลายทั้งรูปร่างลักษณะ ต่างชนิด ต่างประเภทมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมลาอิกะฮฺ ญิน มนุษย์ สัตว์ต่างๆ นกหลายพันธุ์ สัตว์ป่าหลากเผ่า สัตว์ล่าเนื้อ หรือแมลงอีกเป็นพันๆชนิด กระทั่งในท้องทะเลอันเวิ้งว้างก็ยังมีอะไรๆอีกเยอะแยะ หรือการเกิดกลางวัน-กลางคืนก็ดี เด๋วมืด-เด๋วสว่าง ..... ใครหน้าไหน ทำได้อย่างงี้มั่ง?

แหงนหน้าขึ้นฟ้า จะเห็นหมู่เมฆล่องลอยอยู่เต็มไปหมด ทั้งที่เป็น "กลีบเมฆ" ที่ใครบางคนชอบอาศัยหลบลี้กำบังกาย ( ตามสำนวนไทยน่ะครับ...อิ อิ ) และที่เป็นกลุ่มก้อนหนาทึบดำทะมึนนำมาซึ่งข่าวดีและข่าวร้าย บ่อยครั้งนะครับที่ท่านนบีมีสีหน้าเป็นทุกข์และกระวนกระวายใจเมื่อเห็นกลุ่มเมฆหนาทึบเช่นนี้ ในขณะที่บรรดาเศาะหาบะฮฺต่างดีใจเพราะพวกเขาคิดว่านั่นมันหมายถึงความชุ่มฉ่ำกำลังมาเยือนดินแดนอันแห้งแล้งแห่งนั้นในไม่ช้านี้ ท่านนบีอธิบายด้วยคำพูดของพวกอาดที่อัลลอฮฺเล่าไว้ในอัลกุรอานว่า

فَلَمَّا رَأَوْهُ عَارِضًا مُّسْتَقْبِلَ أَوْدِيَتِهِمْ قَالُوا هَذَا عَارِضٌ مُّمْطِرُنَا بَلْ هُوَ مَا اسْتَعْجَلْتُم بِهِ رِيحٌ فِيهَا عَذَابٌ أَلِيمٌ

ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นเมฆทึบเคลื่อนมายังที่ราบลุ่มในหมู่บ้านของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า นี่คือเมฆที่จะให้น้ำฝนแก่เรา
เปล่าเลย ..... มันคือสิ่งที่พวกเจ้าเร่งขอให้เกิด มันคือลมพายุ ในนั้นมีการลงโทษอันเจ็บปวด
(46:24)

ท่านนบีเกรงว่าประวัติศาสตร์สมัย "อาด" มันจะกลับมาซ้ำรอยน่ะครับ เมื่อมีคนชั่วทำลายบทบัญญัติของอัลลอฮฺแล้วพอมีใครออกมาบอก ออกมาเตือน มันก็ยังดื้อด้าน ดันทุรัง ไม่รับฟัง! แต่ถ้าจานแมทท์ไม่เชื่อ..ด้วยคิดว่านี่เป็น หะดีษที่แปลว่า "นิทานหลอกเด็ก" ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะมันยังไม่ใช่ประเด็นตรงนี้ .... ผ่านไปก่อนก็ได้

จากกลุ่มเมฆนั้น...ถ้ามันตกลงมาเป็นฝนที่ยังความชุ่มฉ่ำ สดชื่น ยังให้พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆเจริญงอกเงย สรรพสัตว์ต่างๆได้ดื่มได้กิน อัลลอฮฺทรงเรียกมันว่า "ริซกี"

แล้วก็....สายลม! ..... ลมเหนือ ลมใต้ ลมตะวันออก ลมตะวันตก ลมบก ลมทะเล ลมร้อน ลมเย็น ฯลฯ บางทีก็เป็นลมฝนที่ชุ่มฉ่ำ บางทีก็เป็นลมที่แห้งจัดแล้งจัดจนทำให้สรรพสิ่งต่างๆที่มันพัดผ่านกลายเป็นประหนึ่งสิ่งที่ถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แหละครับ คือ อายาต ซึ่งก็เป็นคำที่มีหลายนัยยะเช่นเดียวกับคำว่า "หะดีษ" ที่จานไม่ยอมแปลนั่นละครับ อายาตเหล่านี้อัลลอฮฺทรงหยิบยกขึ้นมาเพื่อเตือนให้มนุษย์รำลึกถึงบุญคุณ ความเมตตาและความยิ่งใหญ่ของพระองค์อัลลอฮฺ และนั่นคือ "หมู่ชนผู้ใช้สติปัญญา" เท่านั้นที่จะตระหนักได้ถึงการเป็นพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เพียงองค์เดียวของอัลลอฮฺ ไม่มีภาคีใดๆคู่เคียงพระองค์อย่างเด็ดขาด

แล้วต่อจากนั้นจึงเป็นการท้าทายกุฟฟาร มุชริกีนทั้งหลายที่ดื้อด้านต่อสัญญาณต่างๆ อายาตต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงให้พิจารณาใคร่ครวญว่า...

تِلْكَ آيَاتُ اللَّهِ نَتْلُوهَا عَلَيْكَ بِالْحَقِّ فَبِأَيِّ حَدِيثٍ بَعْدَ اللَّهِ وَآيَاتِهِ يُؤْمِنُونَ

เหล่านั้นคือ "อายาต" ต่างๆของอัลลอฮฺที่เราได้สาธยายมันแก่เจ้าด้วยความจริง ดังนั้น ด้วยคำบอกเล่าอันใดอีกเล่าหลังจากอัลลอฮฺและ "อายาต" ต่างๆของพระองค์ที่พวกเขาจะศรัทธากัน?
(45:6)

คำบอกกล่าวเล่าขานอันใดอีกเล่าที่พวกเจ้าจะนำมาค้าน ว่า.....
..... อัลลอฮฺไม่ได้สร้าง... ทั้งๆที่อัลลอฮฺบอกว่า พระองค์สร้าง
..... ยังจะค้านอีกหรือว่าอัลลอฮฺไม่ได้บันดาลกลางวัน-กลางคืน... ทั้งๆที่อัลลอฮฺบอกว่า พระองค์ทำ
..... ยังจะค้านอีกหรือว่าอัลลอฮฺไม่ได้ทรงส่งฝนมาให้... ทั้งๆที่อัลลอฮฺบอกว่า มันเป็นอำนาจของพระองค์
..... ยังจะคิดอีกหรือว่ามีเจ้าอื่นๆ มีเทพยดา ฟ้า ดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนอีกที่ทรงอำนาจเยี่ยงเดียวกับพระองค์ หรือแม้จะเป็นรองก็ตามในการควบคุมความเป็นไปต่างๆในหล้าโลก... ทั้งๆที่อัลลอฮฺบอกว่า มีพระองค์องค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆคู่เคียงพระองค์เป็นอันขาด
..... และยังจะเอาคำใครมาค้านการยืนยันของพระองค์ขนาดนี้อีกหรือ?

"หะดีษ" ในที่นี้จึงหมายถึง การโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ปฏิเสธการเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวของพระองค์ ปฏิเสธพระเมตตาที่พระองค์ทรงประทานให้แก่มัคลูกทั้งหลายของพระองค์
ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลยกับ หะดีษ ที่จานแมทท์พยายามเฉไฉบิดเบือนว่า

“ฮาดีษ” ในที่นี้ หมายถึง คำกล่าว, คำบรรยาย, ความคิด ข้อความ , นิทาน , คำพูด ฯลฯ
พระองค์อัลลออ์ทรงทราบดีว่าหลังจากท่านรอซูลล์ สิ้นชีวิตไปแล้ว จะมีผุ้สรางสิ่งแปลกปลอม ขึ่นมาแทนอัลกุรอาน ท่านจึงส่งอายยัตนี้มา


เพราะ หะดีษ ที่อ้างถึงคำสอน การกระทำ การห้าม การใช้ และการยอมรับหรือการปฏิเสธของท่านนบีต่อการกระทำต่างๆของบรรดาเศาหาบะฮฺ นั้นเราทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีแต่การเน้นให้เชื่อมั่นศรัทธาต่ออัลลอฮฺองค์เดียว ให้ยอมรับในเดชานุภาพที่พระองค์ทรงบันดาลให้ปรากฏ ให้สำนึกในบุญคุณและพระเมตตาที่พระองค์ทรงประทานแก่เรา ไม่มีตรงไหนเลยที่สอนสิ่งที่ค้านกับบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจของท่านนบีก็มิได้รอดพ้นไปจากพระเนตรและการตรวจสอบของอัลลอฮฺเลยแม้เพียงชั่วพริบตา ดังนั้นจานแมทท์ยังกล้าที่จะกล่าวหาอีกหรือว่าท่านนบีละเมิดฝ่าฝืนคำสั่งอัลลอฮฺ ท่านนบีทำอะไรตามอำเภอใจ หรือที่ท่านนบีสอนสั่งนั้นมีทั้งผิดทั้งถูกปนเปคละเคล้ากัน ด้วยการตัดบทว่าคำสอนที่ถูกต้องคือเฉพาะแต่ข้อความที่เป็นอัลกุรอานเท่านั้น อันใดที่ท่านนบีพูดหรือกระทำนอกเหนือจากตัวอักษรที่ปรากฏระหว่างสองปกของอัลกุรอานนั้นล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น ???

ด้วยเหตุนี้แหละอาจาน ด็อกฯแมทท์ จึงพยายามเลี่ยงที่จะแปลคำว่า หะดีษ และ อายาต และพยายามคลุกเคล้าเหมารวมทั้งเรื่องจริง เรื่องเท็จให้มันปนกันจนแยกไม่ออก เพื่อเอาไว้ใช้ลวงผู้คนให้สับสน ตามคำบงการของสำนัก submission ของนาย ด็อกฯรอชาด เคาะลีฟะฮฺ ( لعنهم الله )

///////////// - To be continued - /////////////

Matt : Thu Jun 30, 2005 11:57 am
ความจริงผมว่าจะรอตอบคุณ AlGhurabaจนกว่าคุณจะอธิบาย เรื่อง อะหะดีษ ในห้องนั้น จนจบ เสียก่อน ตามอ่านอยู่ทุกวัน ได้ ความรู้ ดี เหมือน กับอยู่ ในสมัยท่านรอซูล เลยทีเดียว ไว้คุณเล่าจบ ทุกเรื่องก่อน แล้ว ผมจะเข้า ไป คุยต่อ


ท่านนบีสอนไว้เมื่อเกือบ 15 ศตวรรษก่อนว่า
“เครื่องหมายมุนาฟิก 3 ประการ คือ
- เมื่อมันพูด...มันโกหก ตอแหล
- เมื่อมันให้สัญญา... มันก็บิดพริ้ว
- เมื่อมันได้รับความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)... มันก็ทรยศหักหลังเขา”


AlGhuraba ตั้งประเด็น เรื่องการละหมาดตามอัลกุรอาน ควรจะเริ่มด้วยคำถามว่า
1 การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใดกันแน่
2 ทราบได้อย่างไรว่าอัลลอฮฺสั่งให้เราละหมาดวันละกี่เวลา


Count down : Running

===========================
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Sep 17, 2005 9:39 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

[ salam


คุณที่ AlGhuraba นับถือ:


ในที่สุดผมก็ เข้ามาถึงจุดที่ผมไม่เข้าใจเป็นเวลานับสิบๆปี ว่า มุสลิมส่วนใหญ่มีความศรัทธาในหลักการของศาสนา กัน อย่างไร? ซอเฮี๊ยะหะดีษ: หมวด 1, เล่ม 8, เลขที่ 345 บทนี้ ทำให้ผมเข้าใจ ความศรัทธา ของมุสลิมส่วนใหญ่ โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ ผมไม่มีข้อข้องใจ เหลือในเรื่อง “การละหมาด 5 เวลา” ว่าที่มาที่ไปมาจากไหน?

ผมไม่เคย ทราบว่า ท่านรอซูล(ซล.) ท่านเหาะเหิร และ สามารถที่จะ สนทนา และ ต่อรอง กับ พระองค์อัลลอฮ์ในเรื่องบัญญัติของพระองค์ได้, ผมไม่ทราบว่า ท่าน นบีอดัม นั่ง ร้องไห้และ หัวเราะ อยู่บนสวรรค์ ทั้งวันทั้งคืน,ในขณะที่ ท่านหันไปหันมาทางซ้ายมือและทางขวา มือของท่าน, ผมไม่ทราบว่า ท่านรอซูล(ซล.) หลังจากถูก แหวะอก แล้ง ยังมีชีวิตต่อไปได้, และสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ ที่บรรยายไว้ในหะดีษบทนี้

( ถ้าหากว่า การสะกดชื่อ อรับ ผิดเพี้ยน หรือ การลำดับความไม่เรียบร้อย ผมต้อง ขอ อภัยด้วยครับ)


ซอเฮี๊ยะหะดีษ: หมวด 1, เล่ม 8, เลขที่ 345

บรรยายโดย أبو دار :

ท่านรอซูล(ซล.) กล่าวว่า, “ขณะที่ฉันอยู่ที่มักกะ หลังคาบ้านของฉัน ถูกเปิดขึ้น และญิบรีล ก็เหาะลงมา, แหวะทรวง ของฉัน, และชำระล้างทรวงอกฉันด้วยน้ำ ยัมยัม, แล้วก็นำถาดทองซึ่งบรรจุไว้ด้วย ความเฉลียวฉลาดและความศรัทธา, แล้ว (ญิบรีล) ก็เทสิ่งดังกล่าวจากถาดลงในทรวงอกของฉัน, แล้วก็ปิดทรวงอกของฉัน, แล้ว (ญิบรีล) ก็จับมือฉันเหาะไป ยัง สรวงสวรรค์ ที่ใกล้ที่สุด, เมื่อฉันมาถึง สวรรค์ที่ใกล้ที่สุด (สวรรค์ชั้นแรกหรือชั้นต่ำสุด)

ญิบรีล ก็สั่ง ยามรักษาประตูว่า, “จงเปิดประตู”

ยามรักษาประตูถามว่า, “ใครกันนั้น?”

ญิบรีล ตอบว่า: “ฉันญิบรีล”

ยามรักษาประตู ถามต่อไปอีกว่า, มีใครมากับท่านด้วยหรือไม่?

ญิบรีล ตอบว่า: “มี, มูฮัมมัด มากับฉันด้วย”

ยามรักษาประตูถามว่า, เขา (มูฮัมมัด) ได้มีบัญชาให้ถูกนำมาหรือ?

ญิบรีล ตอบว่า: “ใช่แล้ว”


และแล้วประตูสวรรค์ ก็เปิดขึ้น.. แล้วเรา (ท่านรอซูล(ซล.) และ ญิบรีล) ก็เหาะเข้าไปยังสวรรค์ที่ใกล้ที่สุดนั้น, ณ ที่ตรงนั้น เราได้เห็น ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่กับ ผู้คน ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ของชายผู้นั้น, และเมื่อเขาผู้นั้นมองไปทางขวามือของเขา “เขาหัวเราะ”, และเมื่อเขามองไปทางด้านซ้ายของเขา เขา “ร้องคร่ำครวญ”, แล้วชายผู้นั้นก็กล่าวแก่ฉันว่า, “ เชิญเข้ามาศาสดา และลูกชายผู้ทรงศีล”, ฉัน(มูฮัมมัด) ถาม ญิบรีล ว่า “ชายคนนั้นคือใครหรือ?”, ญิบรีล ตอบว่า, “ เขาคือ อดัม และผู้คนทางขวามือและซ้ายมือของเขาคือวิญญาณชอง ลูกเต้าของเขา, พวกที่อยู่ทางขวามือ ของเขาเป็นชาวสวรรค์ และพวกที่อยู่ทางซ้ายมือ เป็นชาวนรก และเมื่อเขามองไปทางขวามือเขาจึงหัวเราะและเมื่อเขามองไปทางซ้ายมือเขาจึงคร่ำครวญ


และแล้วญิบรีลก็เหาะกับฉันไปถึงสวรรค์ชั้นสอง, และเขา(ญิบรีล) ก็กล่าวต่อยามเฝ้าประตูว่า , “จงเปิดประตู, ยามรักษาประตูก็กล่าวถาม ญิบรีล เช่นเดียวกับ คำถามในสวรรค์ชั้นแรก และเขาก็เปิดประตูของ (สวรรค์ชั้นสอง)


أنس กล่าวว่า , “أبو دار กล่าวเพิ่มอีกว่า, “ท่านรอซูล(ซล.) ได้พบกับ อดัม, อิดรีส, มูซา, อีซา และ อิบรอฮิม แต่ว่า เขา أبو دار ไม่ได้กล่าวถึงว่าบนสวรรค์ชั้นใดที่ซึ่ง ท่านรอซูล(ซล.) และ ญิบรีล พบกับท่าน เหล่านั้น, แต่ว่า เขา أبو دار , เล่าว่า เขาพบ อดัม บนสวรรค์ชั้นแรก และอิบรอฮิมบนสวรรค์ชั้น ที่หก.


أنس กล่าวว่าเมื่อท่านรอซูล(ซล.) และ ญิบรีล เหาะผ่าน อิดริส, อิดริส กล่าวแก่ท่านรอซูล(ซล.) ว่า“เชิญเข้ามาศาสดา และน้องชาย ผู้ทรงศีล”, ท่านรอซูล(ซล.) ถามว่าเขาคือใคร? ญิบรีลตอบว่า, “เขาคืออิดรีส”


ท่านรอซูล(ซล.) กล่าวเพิ่มอีกว่า, “ฉันเหาะผ่าน มูซาและ มูซากล่าวแก่ฉันว่า, “เชิญเข้ามาศาสดา และน้องชาย ผู้ทรงศีล” ฉัน (มูฮัมมัด) ถามว่าเขาคือใคร? ญิบรีลตอบว่า เขา คือ มูซา, แล้วฉันเหาะผ่าน อีซาและอีซากล่าวแก่ฉันว่า, “เชิญเข้ามาน้องชายและศาสดาผู้ทรงศีล” ฉัน (มูฮัมมัด) ถามว่าเขาคือใคร? ญิบรีล ตอบว่า เขา คือ อีซา,


แล้วฉันก็เหาะผ่านมายังท่านอิบรอฮิมและเขากล่าวว่า, “เชิญเข้ามาศาสดา และลูกชายผู้ทรงศีล”, ฉัน(มูฮัมมัด) ถามว่าเขาคือใคร? ญิบรีลตอบว่า เขา คือ อิบรอฮิม, ท่านรอซูล(ซล.) กล่าวเพิ่มอีกว่า, “ญิบรีล และฉัน (ท่านรอซูล (ซล.) เหาะ ไปยังสถานที่ที่ซึ่ง ฉันได้ยินเสียงปากกาขีดเขียน” ابن هازم และ أنس بن مليك , เล่าว่า, ท่านรอซูล (ซล.) กล่าวว่า, “พระองค์อัลลอฮ์ ทรงมีพระบัญชาให้สาวกของฉัน (มุสลิม) ทำละหมาดวันละ 50 ครั้ง”.


ในขณะที่ฉันกลับมาพร้อมด้วยคำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ดังกล่าว, ฉันเหาะผ่านมาทางท่าน มูซา ท่าน มูซาถามฉันว่า, พระองค์อัลลอฮ์ มีบัญชาอะไรต่อสาวกของท่าน? ฉันตอบว่าพระองค์ต้องการให้สาวกของฉันทำละหมาดวันละ 50 ครั้ง, มูซากล่าวว่า กลับไปยังพระเจ้าของท่านอีกครั้ง และ ขอความกรุณาจากพระองค์ ให้ลดจำนวนการละหมาดลง ทั้งนี้เพราะ ว่า สาวกของท่านไม่สามารถจะทำ ตามบัญชาได้, (ดังนั้นฉันจึงเหาะกลับไปหา อัลลอฮ์และขอร้องพระองค์ให้ลดจำนวนการละหมาด และพระองค์ก็ลดจำนวนลงเหลือ 25 ครั้ง ต่อ วัน,



เมื่อฉันเหาะผ่าน มูซา, เขาก็กล่าวต่อฉันอีกว่า...จงกลับไปหาพระเจ้าของท่านอีกครั้ง ทั้งนี้เพราะว่าสาวกของท่านไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้หรอก, แล้วฉันก็เหาะกลับไปยัง..อัลลอฮ์อีกครั้ง, พระองค์ทรงตรัสว่า, “ ที่พระองค์ทรงมีคำสั่ง 50 ครั้งนั้น คือการละหมาด 5 เวลา และ5 เวลานั้นมีรางวัลเท่ากับการละหมาด 50 ครั้ง, ทั้งนี้ เพราะว่า พระวาจาของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง, ฉันเหาะกลับไปยัง มูซา และเขา(มูซา) ได้บอกให้ฉันกลับไปหา อัลลอฮ์อีกครั้ง, ฉันตอบแก่ มูซาว่า , “ฉันรู้สึกละอายที่จะขอร้องต่อพระเจ้าของฉันอีก”,


แล้ว ญิบรีล ก็พาฉันเหาะไปจนถึง ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งแผ่ กิ่งก้านสาขา อย่างไม่สิ้นสุด มีสีหลายหลากสี เหลือที่จะพรรณนาได้, แล้วฉันก็ได้รับให้เข้าสู่สวรรค์, ที่ซึ่งฉันได้พบ กระโจม หรือกำแพงที่ ทำด้วยไข่มุก และพื้นดินที่ มีกลิ่นชะมดเชียง”


เนื่องจาก ซอเฮี๊ยะหะดีษ เป็นเรื่องราวที่ที่มุสลิมส่วนใหญ่ ศรัทธาว่า เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องนิยาย หรือเรื่องอุปมาอุปมัย, หรือเรื่องความฝัน แต่เป็นเรื่องที่ท่านรอซูล(ซล.) เล่า ให้ สาวกของท่าน ฟัง ผมจึงไม่อาจจะคัดค้านความเชื่อ ของมุสลิม ส่วนใหญ่ได้ แต่ผมอยากจะฝาก ข้อความข้างล่างนี้ไว้ให้ คุณได้คิดกัน ว่า พระองค์อัลลอฮ์ทรงบัญชาให้ท่านรอซูล(ซล.) แจ้งแก่ “มุสลิม” ว่าอย่างไร?


จงกล่าวเถิด(โอ มูฮัมมัด), “ฉันไม่ใช่อะไรอื่นนอกเหนือไปจากการเป็นนมนุษย์เช่นเดียวกับท่านทั้งหลาย, (ฉัน)ได้รับวะฮี จาก อัลลออ์ว่าพระเจ้าของท่านนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น” (18:110)


"วันเวลาจะมาถึงเมื่อพระองค์อัลลอฮ์เรียกประชุมท่านศาสนทูตต่างๆและถามท่านเหล่านั้นว่, การสนองรับ(ในข่าวสารของพระองค์ ชองปวงชน)ต่อท่าน? “ เขา(ท่านศาสนทูต)เหล่านั้น จะกล่าวว่า, “เราไม่สามารถจะทราบได้, พระองค์(อัลลอฮ์) เท่านั้นคือผู้รอบรู้ความลับทั้งหลาย” (5:109)


"จงกล่าวเถิด( โอ มูฮัมมัด), ฉันไม่ได้แตกต่างไปจากศาสนทูตทั้งหลาย, ฉันไม่มีความเห็น(มองเห็น) สิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นกับตัวฉันและตัวท่าน, ฉันปฏิบัติตามสิ่งที่วะฮีให้กับฉัน(อัลกุรอาน) ฉันไม่ใช่อื่นใดนอกเหนือไปจากผู้ตักเตือนที่แท้จริงเท่านั้น (46:9)


"จงกล่าวเถิด( โอ มูฮัมมัด) “ฉันไม่มีอำนาจที่จะหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวฉัน, หรือทำร้ายคัวฉัน, พระองค์อัลลอฮฺเท่านั้นที่จะบันดาลสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับฉัน”, ถ้าฉันล่วงรู้อนาคต, ฉันคงจะเพิ่มพูนความมั่งคั่งของฉัน, และจะไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นแก่ฉัน, ฉันไม่ใช่อื่นใดนอกจากผู้ที่ตักเตือ, และผู้ที่มี(นำ) ข่าวดีมาแจ้งต่อผู้ศรัทธา (7:188)


จงกล่าวเถิด( โอ มูฮัมมัด), “ฉันไม่ได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ฉันมีอำนาจเยี่งพระเจ้า, ไม่ทั้ง ฉันรู้ถึงอนาค, ฉันไม่เคยกล่าวกับพวกท่านว่าฉันเป็น มะลาอิกะฮฺ, ฉันเพียงแต่ปฏิบัติตามโองการ(จองอัลลอฮ์)ที่ได้รัวะฮี(อัลกุรอาน)แก่ฉั, คนตาบอดจะเหมือนกับผู้ที่มองเห็นกระนั้นหรือ?(แสดงถึงความแตกต่างระหว่างท่านรอซูล(ซล.)และพระองค์อัลลอฮ์และบบรรดามะลาอิกะ) ท่านทั้งหลายไม่เข้าใจหรือ? (6:50)


เราจะเชื่อ “อัลลอฮ์ และท่านรอซูล(ซล.) หรือว่าเราจะเชื่อ อิมามบุคอรี?” เป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาจะต้องเลือกทางเอาเอง


แมทท์


ปล. ถ้าคุณ AlGhuraba จะอธิบาย ความหมายของ แต่ละอายะ ที่ผมยกมาอ้างอิงในรูปใดก็ตาม, ผมจะไม่ ตอบโต้ และจะให้มุสลิม ที่อ่านเรื่องราวของผมเป็นผู้ใช้ ความพินิจพิเคราะห์ ตัดสินใจเองว่า “มุสลิมควรจะมีความศรัทธาอย่างไร? และอะไรควรจะทิ้งหรือรักษาไว้ให้เป็น..มรดก..ของมุสลิมรุ่นหลังๆต่อไป ให้สมกับคำว่า “อนุรักษ์มรดกอิสลาม”


(ขอชมน้ำใจและความอดทนของคุณAlGhuraba ตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยใจจริง)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Wed Sep 21, 2005 2:25 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


คุณ AlGhuraba:


คุณพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคาดคะเน ความคิดของผู้อื่นไปในทางลบเสมอ คุณเข้าใจเป็นอย่างดีว่า คำ หะดีษและ ซุนนะห์ ทั้งสองคำนี้ ต่างกันอย่างชัดเจน

คำว่า “หะดีษ” เมื่อใช้เป็น “สามัญนาม (Common Noun)” มีความหมายว่าเรื่องบอกเล่า, คำพูด, คำกล่าว, เรื่องเล่า โดยทั่วไป ฯลฯ เช่น... “อัลกุรอาน” ก็เป็น “หะดีษ” ของพระองค์อัลลออ์, การกล่าวของ ท่าน รอซูล (ซล.) ในการเปล่งพระโองการของพระองค์อัลลออ์ ก็ เรียกว่า “หะดีษ”, เรื่องบอกเล่า หรือ คำพูด ของผู้ใดก็ตาม เรียกว่า “หะดีษ”


คำว่า “หะดีษ หรือ อะหะดีษ” ที่เราใช้กันทุกๆวันนี้ เป็น “วิสามัญนาม( Proper Noun) ” หมายถึงการอ้างอิงถึง “คำกล่าว, คำสอน และ รวมทั้งการปฏิบัติ, ประเพณี ที่ท่าน รอซูล(ซล.) กล่าวและปฏิบัติในขณะที่ท่าน เผยแพร่อัลกุรอาน(อิสลาม) ในความหมายอันนี้ใช้เป็น ชื่อเฉพาะ, เมื่อเรากล่าวขึ้นมา มุสลิมทุกๆท่านเข้าใจทันทีว่าหมายความ ถึง คำกล่าวหรือเรื่องเล่า ที่อ้างถึง คำพูด(หะดีษ) หรือเรื่องที่เล่าว่าเป็น การกระทำ(ซุนนะห์)ของ ท่าน รอซูล(ซล.)


ในการที่ผมยก อัลกุรอานอายะต่างๆ ที่มีคำว่า “หะดีษ” อยู่นั้น แสดงให้เห็นว่า คำว่า “หะดีษ” นั้นมีใช้อยู่ในอัลกุรอาน ในความหมายต่างๆกัน อยู่นาน กว่า 200 ปี แล้ว(โดยประมาน), ก่อนที่ ท่านอีมามต่าง จะนำคำว่า “หะดีษ หรือ อะหะดีษ มา ใช้เป็นชื่อเฉพาะ(“วิสามัญนาม”) ของ เรื่องเล่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับการกระทำ และการปฏิบัติของท่านรอซูล(ซล.)


ตามที่คุณกล่าวว่าผมนำคำว่า “หะดีษ” มาพยายามเลี่ยงที่จะแปลคำว่า หะดีษ และ อายาต และพยายามคลุกเคล้าเหมารวมทั้งเรื่องจริง เรื่องเท็จให้มันปนกันจนแยกไม่ออก เพื่อเอาไว้ใช้ลวงผู้คนให้สับสน นั้น ก็เป็นการเดาและ การคาดความคิด ของผมไปในทางลบอีก, ถ้าเช่นนั้น การที่ท่านอีมามตั้งชื่อหนังสือว่า “อะหะดีษ” นั้น มิมีความหมาย ที่จะให้มุสลิมสับสนไปกับคำว่า“หะดีษ” ในอัลกุรอานดอกหรือ?


ผมนำมาอายาตเหล่านั้น มา เพื่อแสดงให้เห็นว่า “พระองค์อัลลอฮ์ทรงใช้คำว่า “หะดีษ” ทั้งในความหมายของอัลกุรอานและในความหมายของเรื่องอื่นๆซึ่งไม่ใช่อัลกุรอาน

คุณกล่าวว่า, “ด้วยเหตุนี้แหละอาจาน ด็อกฯแมทท์ จึงพยายามเลี่ยงที่จะแปลคำว่า หะดีษ และ อายาต และพยายามคลุกเคล้าเหมารวมทั้งเรื่องจริง เรื่องเท็จให้มันปนกันจนแยกไม่ออก เพื่อเอาไว้ใช้ลวงผู้คนให้สับสน ตามคำบงการของสำนัก submission ของนาย ด็อกฯรอชาด เคาะลีฟะฮฺ ( لعنهم الله )”


ผมเคยอ่านและศึกษาปรัชญา เรื่อง Islam Submission ของ ด็อกเตอร์ รอชาด เคาะลีฟะฮฺ อย่างละเอียด แต่ผมไม่คิดว่า ผมจะมีความศรัทธาต่อ อิสลาม ตามหลักการของ ท่านผู้นี้ได้, มีหลายสิ่งที่ เขาเขียนและอธิบายอย่างมีเหตุผล แต่ สิ่งที่ผมพิจารณา และ ติเตียนในวิธีการของท่านผู้นี้ก็ คือ การอธิบายเรื่อง การปฏิเสธ อะหะดีษ และรวมไปทั้ง ซุนนะห์ ต่างๆที่แท้จริงของ ท่าน รอซูล (ซล.)


ซึ่งต่างจากผมผู้ซึ่งปฏิเสธ สิ่งเหลวไหลและสิ่งบอกเล่าที่ทำให้ “อิสลามและ ท่าน รอซูล (ซล.)” มัวหมอง และเป็นที่ดูถูก และ ปิดทางก้าวหน้า, สิ่งที่จะ ทำให้ผู้สนใจในอิสลาม เห็นศาสนาอิสลาม เป็น ลัทธิของ ความโหดร้ายทารุณ, บ้ากาม, หลงงมงายอยู่กับ เรื่องราวอภินิหารต่างๆ (ที่เป็นสิทธิของอัลลออ์เท่านั้น), ดัดแปลงบัญญัติ ในอัลกุรอาน

ที่เห็นได้ชัดคือ “ ในอัลกุรอาน ห้ามการบริโภคเนื้อสุกร” แต่ หลักการ ของ Islam Submission ของ ด็อกเตอร์ รอชาด เคาะลีฟะฮฺ อธิบายว่า “เรากินน้ำมันหมูได้ โดยให้เหตุผลว่า อันตรายของสุกร อยู่ที่ การบริโภคเนื้อ ชองสุกรเท่านั้น แต่ส่วน อื่นๆ ของสุกร ใช้บริโภคได้ ซึ่งตามหลักพยาธิวิทยาถือว่า ถูกต้อง


แต่ ตามหลักการ ของอิสลาม สงวนการบริโภค เนื้อ สุกรเฉพาะ เพื่อการอยู่รอดหรือการประทังชีวิต ยามคับขันเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อ ความ อร่อย หรือ รสชาติ อันโอชา


ด็อกเตอร์ รอชาด เคาะลีฟะฮฺ พยามอย่างยิ่งที่จะตั้งตัวเป็น “รอซูลเสียเอง” ซึ่งผมไม่เห็นว่า เข้าหลักการของอิสลาม, ท่านผู้นี้พยายาม ที่จะ ใช้หลัก คณิตศาสตร์ มาตีความหมาย ในอัลกุรอาน แต่ไม่มี เหตุผลและ หลักฐานที่ สนับสนุน ทฤษฎีของเขาได้


การที่ด็อกเตอร์ รอชาด เคาะลีฟะฮฺ ใช้หลักฐานทางคณิตศาสตร์ มาอธิบาย วิธีการละหมาด 5 เวลา ในอัลกุรอาน นั้น ก็ไม่แตกต่างไปจากการที่ ท่าน อีหมามบุคอรี ใช้วิธีการ สร้าง “อภินิหาร” ให้กับ ท่าน รอซูล (ซล.) ในการ อธิบาย กำเนิดของ “การละหมาด 5 เวลา ตามอะหะดีษ


ทั้งสองวิธีการอธิบายนี้เป็นสิ่งที่เหลวไหล และขัด ต่อ หลักศรัทธาของอิสลาม แต่คำอธิบาย ในอัลกุรอาน เป็น สิ่งที่ถูกต้องที่สุด ที่ในอัลกุรอาน กล่าวถึง การละหมาด ที่เราจะต้องหาความเข้าใจ ในวิธีการตกทอดจาก มุสลิมมาแต่ละยุคสมัย


คุณจะเห็นว่า ผมไม่ได้พยายามจะนำลัทธิใหม่ของใครมา เบี่ยงเบน ศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาของ พระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ซึ่งประทาน ศาสนาอิสลามมาสำหรับผู้ซึ่ง อุทิศชีวิตเพื่อพระประสงค์ของพระองค์(มุสลิม) ผมเพียงแต่ผู้ที่เสนอความคิดว่า การยึดเอาตำราที่มนุษย์ ประดิษฐ์ ขึ้น มาเป็นหลักการปฏิบัติ แทนหลักการ และเพิ่มข้อห้าม และ ข้อ อนุโลม ซึ่งไม่มีบัญญัติในอัลกุรอาน นั้น เป็นการถูกต้องและสมควรแล้วหรือ?


ถ้าคุณไปอ่าน กระทู้เรื่อง “การแบ่งเตาฮีดออกเป็น อุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ?” ให้เข้าใจแล้วคุณจะเห็น ว่า ในขณะนี้ ทั้งๆที่ เรามุสลิม รับ “กะลีมะฮ ชะหะดะห์” กันแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่า หลักเตาฮีด และ หลักอากิดะฮฺ ที่เราถือปฏิบัติกันในเวลานี้ว่า ถูกต้องหรือไม่?


เมื่อมี “นักศึกษามหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร” กล่าวแก่ มุสลิมอาวุโส (ที่ผมนับถือในความจริงใจในศรัทธาต่ออิสลามของท่าน ผู้นี้ ) ว่าดังนี้

“บัง X ครับ ผมไม่อยากให้บัง X ต้องมีหลักอากิดะฮฺที่ เอามาจากผู้รายงานที่ชอบโกหกและกุฮะดิษครับ”

คำถามของผมก็คือ ใครโกหก? และ เราจะเอาอะไรมาตัดสินว่าใครมีหลัก “อากิดะฮฺและ ฮะดิษ” ที่ถูกต้องและแท้จริง? ถ้าเรายังไม่เข้าใจคำตอบเหล่านี้ การ ปฏิญาณ ตัว รับ “กะลีมะฮ ชะหะดะห์” จะมีความหมายอะไร ?

ผมว่าก่อนที่คุณจะตำหนิผมนั้น, คุณควรจะ มองกลับในกลุ่มของผู้ศรัทธาใน “อะหะดีษ” ด้วยกันว่า คุณมีทิศทางในแนวทางศรัทธาที่ถูกต้องแล้วหรือ?



wassalam



แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Wed Sep 21, 2005 1:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


คุณAlGhuraba:


จากซูเราะฮฺ อัลญาซียะอฺ


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

1 ฮามีม

2 การประทานลงมาของคัมภีร์นี้จากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ

3 แท้จริงในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น แน่นอนย่อมมีสัญญาณหลากหลายสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา

4 และในการบังเกิดพวกเจ้า และสิ่งที่พระองค์ทรงให้สัตว์แต่ละชนิดแพร่สะพัดออกไปนั้นย่อมเป็นสัญญาณหลากหลายสำหรับหมู่ชนผู้เชื่อมั่น

5 และการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวัน และสิ่งที่อัลลอฮฺทรงหลั่งลงมาจากฟากฟ้าเพื่อเป็นปัจจัยยังชีพนั้น พระองค์ทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาโดยน้ำฝนหลังจากการแห้งแล้งของมัน และการเปลี่ยนทิศทางของลมย่อมเป็นสัญญาณหลากหลายสำหรับหมู่ชนผู้ใช้สติปัญญา


จากคำแปลของคุณข้างบนนี้ ผมจะ อธิบายให้คุณเห็นว่า คำอธิบายของคุณในอายะที 6 ของซูเราะห์นี้ไม่ถูกต้อง เป็นการบิดเบือนเล่นคำพูด

จากอายะที่ 2 ของซูเราะห์ เดียวกันนี้ ผมขอแปลให้ถูกต้องตรงตัวว่า,


تَنزِيلُ الْكِتَابِ مِنَ اللَّهِ الْعَزِيزِ الْحَكِيمِ

“คัมภีร์นี้ถูกประทานลงมา จาก อัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (45:2)


อายะที่ 2 นี้เป็น กุญแจสำคัญในการเข้า ใจ อายะที่ 6 ของ ซูเราะห์นี้ ในอายะที่ 3-4-5 ของ ซูเราะห์เดียวกันนี้ บอกให้เราทราบว่าไม่ใช่แต่เพียงอัลกุรอานเท่านั้นที่พระองค์ทรงประทานมาให้ .......


พระองค์อัลลออ์ตะอาลา ได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง, สภาวการณ์ และสภาวะสิ่งแวดล้อม, การบริหารสิ่งต่างๆเหล่านั้น(ระบบสภาวะการของธรรมชาติ) มีการควบคุม กลไกของ สิ่งที่แตกต่างในธรรมชาติ ที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน ในแต่ละชนิด ให้สามารถที่จะ ดำเนิน คล้องจองกันได้ อย่างพอดิบพอดี (ความสมดุล ตามธรรมชาติ), เพื่อให้ สิ่งต่างๆเหล่านั้นดำเนินไปได้ ด้วยกลไก ในตัวของมันเองอย่างมีระเบียบ แบบแผน ภายใต้ระบบเดียวกัน เช่น การโคจร และ ความซับซ้อน ของระบบสุริยจักรวาล, ความซับซ้อนและความแตกต่าง ของ ชนิดต่างๆของสัตว์โลก และ พืชพันธ์ ฯลฯ


สิ่งต่างๆที่กล่าวมานี้เป็นความจริงที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้น (สิ่งที่กล่าวมาใน 3-4-5) และเป็น สัญญาณ แห่งความมีอยู่ของพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ยิ่งด้วยอำนาจ ดังนั้น “อัลกุรอาน” จึงเป็นคัมภี ซึ่ง ถูกประทานมาจาก พระเจ้าผู้มีอำนาจสูงสุดเท่านั้น


ความสำคัญของอายะ 6 นี้อยู่ที่ การ ทำให้ พวกกุฟฟารมักกะฮฺ เชื่อว่า “อายาต” ต่างๆในอัลกุรอานเป็นวะฮีย์ จากอัลลอฮ์ ทั้งนี้เพราะว่า พระองค์ได้ให้รายละเอียด ถึงสัญญาณ ต่างๆ ของพระองค์ เพื่อเป็นหลักฐานแล้ว


เราจะเห็นได้ชัด ในอายะที่ 8 ว่า (ในอายะที่ 6 นั้น กล่าวถึงอายะต่างๆในอัลกุรอาน) ถึงแม้ว่า อายาตต่างๆ ใน อัลกุรอานจะ ถูกอ่านให้เขาฟังเขาก็ ยืนกราน ปฏิเสธศรัทธาหยิ่งยะโส ต่อการศรัทธาในอายาตอัลกุรอาน


ในอายะ 11. นี่คือแนวทางที่ถูกต้อง ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออายาต (อัลกุรอาน) แห่งพระเจ้าของพวกเขา สำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันมหันต์อย่างเจ็บปวด


คำถามจึงมีอยู่ว่า “ถ้าไม่เชื่ออายาตต่างๆในอัลกุรอานแล้ว จะมี คำกล่าว(หะดีษ) อันใดเล่าที่พวกเขาจะเชื่อถือและศรัทธากัน” (อายะ6)


คำว่า “หะดีษ” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า หรือ หมายความว่า “คำโต้เถียง” แต่แปลว่า “คำกล่าว”, (คุณ AlGhuraba ต้องระวังหน่อยนะครับ ในการแปล อย่า บิดพริ้วครับ เดี๋ยวเขาจะว่า “ขว้างงูไม่พ้นคอ” อะไรทำน้องนั้น, การแปลจะแปลตามความพอใจของคุณอย่างเดียวไม่ได้นะครับ)


คุณ AlGhuraba อธิบายว่า..

“"หะดีษ" ในที่นี้จึงหมายถึง การโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ปฏิเสธการเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวของพระองค์ ปฏิเสธพระเมตตาที่พระองค์ทรงประทานให้แก่มัคลูกทั้งหลายของพระองค์”

ถ้าเช่นนั้น “หะดีษ” ต้องรวมทั้งการโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธอัลกุรอาน ด้วย, ผมไม่ทราบเจตนาว่าทำไมคุณ AlGhuraba จึงละเว้น ประโยคที่ว่า, “การโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธอัลกุรอาน”


หมายเหตุ...

ซูเราะฮฺ ญาซิยะฮฺ เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺ ประมวลไว้ด้วยเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับหลักการอิสลามในวงกรอบที่กว้าง ๆ คือ การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และความเป็นเอกภาพของพระองค์ การศรัทธาต่ออัลกุรอาน และการเป็นนะบีของมุฮัมมัด การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮฺ การฟื้นคืนชีพและการตอบแทน เกือบจะกล่าวได้ว่าจุดสำคัญของซูเราะฮฺ คือการแสดงออกซึ่งหลักฐาน และข้อพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความเป็นเอกภาพของพระเจ้าแห่งสากลโลก (สมาคมนักเรียนเก่าอรับ)


คำว่า “หะดีษ” ในซูเราะฮฺ ญาซิยะฮฺ อายะที่ 6 ไม่ได้หมายถึงการโต้เถียง แต่หมายถึง “คำกล่าว”
"การบรรยายที่เคร่งเครียด", "คำอธิบายอย่างละเอียด"

เหล่านั้น คือ “สัญญาณ” (หลักฐาน) ต่างๆของอัลลอฮฺที่เราได้สาธยายมันแก่เจ้าด้วยความจริง ดังนั้น ด้วยคำบอกเล่า(หะดีษ) อันใดอีกเล่าหลังจากอัลลอฮฺและ "อายาต" ต่างๆของพระองค์ที่พวกเขาจะศรัทธากัน? (45:6)

ความสำคัญของอายะนี้อยู่ที่ว่า "อัลกุรอาน ถูกประทานมาโดยพระองค์อัลลอฮ์" ถ้าไม่เชื่อ “อายาต” ต่างๆ ในอัลกุรอาน ตามที่ หลักฐานต่างๆได้ถูกสาธยายมาโดยละเอียดแล้ว, “ด้วยคำบอกเล่า(หะดีษ) อันใดอีกเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากัน?”

ความหมายของ คำว่า “คำกล่าว หรือ คำบอกเล่า” ต่างกับความหมายของคำว่า “โต้เถียง” อย่างมาก มันเป็น ไปในทางตรงข้าม การรวบรัดเช่นนี้ไม่เป็นไปตามกติกาครับ


ควารู้เช่นคุณควรจะอธิบายอัลกุรอานได้ดีกว่านี้ "หะดีษ" หมายถึง คำกล่าว "การโต้เถียง" ?????


wassalam


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Tue Sep 27, 2005 5:30 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

"ซอเฮี๊ยะหะดีษ: หมวด 1, เล่ม 8, เลขที่ 345 บทนี้ ทำให้ผมเข้าใจ ความศรัทธา ของมุสลิมส่วนใหญ่ โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ ผมไม่มีข้อข้องใจ เหลือในเรื่อง “การละหมาด 5 เวลา” ว่าที่มาที่ไปมาจากไหน?" (matt : Sat Sep 17, 2005 9:39 am)
-------------------------------------------
มาชาอัลลอฮฺ...อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
ดีใจด้วยครับที่จาน "ไม่ข้องใจสงสัย" เกี่ยวกับบัญญัติต่างๆในอิสลาม ก็ขอให้พยายามอดทนศึกษาเรียนรู้ ทำความเข้าใจต่อไปนะครับ จะได้เป็นมุสลิมจริงๆกะเค้าซะที

แต่การที่จานไม่ข้องใจสงสัยใน"การละหมาด 5 เวลา"ของมุสลิมทั่วโลก มันก็ไม่ได้ทำให้ผมและใครๆที่นี่หายข้องใจสงสัยในที่มาที่ไปของการละหมาดกี่เวลาก็ไม่รู้ ตลอดจนพิธีกรรมและบัญญัติต่างๆในลัทธิของอาจานไปด้วยเลยแม้แต่น้อย... เคยงงอยู่ยังไง...ก็ยังเง็งอยู่เหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะกว่าจะ..กระดื้บ..กระดื้บ..แพลมออกมาแต่ละที ก็ไม่วายที่จะสร้างความไม่เข้าใจและทวีสับสนแก่เราหนักขึ้นทุกครั้งไป
- เด๋วบอกว่ามีอยู่พร้อมสรรพในอัลกุรอาน ไปๆมาๆจนตรอกก็บอกไม่มี
- เคยบอกว่าห้ามตามหะดีษใครทั้งนั้น จู่ๆก็กลับลำว่า ละหมาดตามๆกันไปเหอะ ถูกเองแหละ
แบบนี้จะไม่ให้งงได้งัยครับ?

เพราะฉะนั้นก็กรุณาอย่าเอาตรงนี้มาเป็นข้ออ้างในการเลี่ยงที่จะตอบคำถามง่ายๆของผมเลยนะครับ แค่บอกว่า เลข 5 มาจากไหน มันไม่น่าจะลำบากลำบนอะไรนักหนาถึงเพียงนี้นะครับ ถ้ายืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง มั่นคงจริงดั่งว่าแล้ว มันต้องมีคำตอบครับ ขอย้ำอีกทีว่า ใช่ว่าผมไม่พอใจในคำตอบทั้งหลายทั้งปวงที่อาจานชิ่งไปชิ่งมาเป็นเวลาแรมเดือน แรมปีนี่หรอกนะครับ แต่เพราะไม่เข้าใจจริงๆ เมื่อไม่เข้าใจก็จำเป็นต้องเพียรถามไปเรื่อยละครับ จนกว่าจะเข้าใจ จะได้ละหมาดได้ถูกต้อง ไม่ตะขิดตะขวงใจว่าโดนใครหลอกมาหรือว่าไรที่ให้ละหมาดกันอยู่วันละ 5 เวลาเช่นนี้ …. นะครับ ขอ “หลักฐาน” ที่ไม่ใช่ความคิดเห็น ไม่ใช่ไม้หลักปักขี้เลน ไม่ใช่ลูกเล่นกลิ้งไปกลิ้งมา ผลุบๆโผล่ๆไปตรงโน้นที ตรงนี้ทีว่า “จบแล้ว” ….

สำหรับเรื่อง “ระหว่างพี่กับอัลฆุรอบะ เรื่องละหมาด5เวลามาจากไหน?” นั้น ในความเห็นของพี่, เรื่องได้จบแล้ว เพราะว่า คำตอบ และ ข้ออ้างอิง ข้อสุดท้ายที่พี่ให้ไป นั้นเป็นข้อสรุป (matt : พี่แมทท์ ไอ้กันโดนอีกแล้วพี่ - Sun Sep 25, 2005 5:41 pm )

ยังหรอกครับ มันยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำไป!
จะสรุปได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อยังไม่เห็นคำตอบตรงไหนเลยว่า 5 เวลามาจากไหน

แต่ยังไงก็ต้องขอขอบคุณอาจานมากนะครับ ที่เข้ามาในช่วงที่ผมติดภารกิจ มีอันต้องระหกระเหเร่ร่อน ไปนอนกลางดิน กินกลางเหลาอยู่หลายวัน กลับมาเข้าก็มาเจองานรออยู่เต็มโต๊ะ คงต้องขอเวลาสะสางสัก 1- 2 วันนะครับ แล้วจะรีบลุย episode-viii ต่อให้จบ ส่วนเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับละหมาด ต้องดูโอกาสก่อนนะครับ อาจจะเปิดให้เป็น miniseries อีกสักชุด สองชุด ถ้ากระดานมันว่างนัก…อินชาอัลลอฮครับ

วันนี้…ปู้นๆ…ไปก่อนละ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Sep 29, 2005 5:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ต้องขอโทษด้วยครับ เมื่อวานบอกว่าจะลุย episode-viii ให้จบ
แหะๆ...ก็มันจบไปแล้วนี่นา ขอโทษที่เขียนผิดครับ ผมหมายถึง episode-ii ซึ่งกาลครั้งก่อนเขียนไปถึงตอนที่ 5 แล้วเกี่ยวกับว่าอาจานบิดเบือนอายะฮฺกุรอาน ตรงคำว่า “หะดีษ” อย่างไร ก็พอดีผมมีอันต้องระเห็จไปต่างบ้านต่างเมืองซะหลายวัน พอดีกับอาจานทั่นกรุณาเข้ามาท้วงติง ก็เลยขอถือโอกาสนี้แก้ความเข้าใจผิดของทั่นในตอนที่ 6 นี้เลยนะครับ ในฐานะกำลังติดพันกับเรื่องนี้อยู่ไม่ควรจะปล่อยให้ผ่านเลยไป

.... ค่อยๆพิจารณาไปทีละก้าวนะ

-----------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/6
-----------------------------------------------------


อาจานอ้างถึงคำแปลอายะฮฺ 1-6 ที่ผม post ไว้ แล้วก็บอกว่า...

"ผมขอแปลให้ถูกต้องตรงตัวว่า,
تَنزِيلُ الْكِتَابِ مِنَ اللَّهِ الْعَزِيزِ الْحَكِيمِ
“คัมภีร์นี้ถูกประทานลงมา จาก อัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (45:2)
" (matt : Wed Sep 21, 2005 1:55 pm)

ในเมื่อจุดเล็กประเด็นน้อยอย่างนี้อาจานก็ไม่วายหาที่จับผิด(ให้ได้) ก็กรุณาอย่าถือโทษโกรธเคืองเลยนะครับที่ผมต้องขออนุญาตใช้วิธีเดียวกันกับอาจานบ้าง

ที่จริงความหมายมันก็ไม่ต่างอะไรกันเลยในคำแปลทั้งสองสำนวน หรือจะว่าอ่านแล้วไม่รู้เรื่องก็ไม่ใช่อีก คำแปลทั้งสองเป็นสำนวนไทยที่ถูกต้อง อย่างน้อยผมก็ว่าไม่ผิดนะเพราะอ่านแล้ว "รู้เรื่อง" แต่ในเมื่อชวนหาที่จับผิดก็เลยต้องทำตาม "คำเชิญ" ตรงไหนรู้มั้ยครับ..... อาจานบอกว่า "ผมขอแปลให้ถูกต้อง" .... ครับ คำแปลถูก แต่พอบอกต่อไปว่า "ตรงตัว".... เลยผิดเลย ครับ
تَنزِيلُ เป็นอาการนามของ نزل แปลว่า การนำลงมา เอาภาษาปะกิตด้วยมั้ย.. sending down, bringing down ความหมายที่ลึกลงไปอีกชั้นนึงก็ revelation, inspiration
الْكِتَاب เป็นคำนามธรรมดา แปลว่างัย คำนี้มัน เด็กๆอ่ะ ไม่บอกก็ได้มั้ง
เอาคำนามสองตัวมาต่อกันแบบนี้ ถ้าจำไม่ผิดเค้าเรียกว่า มุฎอฟ-มุฎอฟอิลัยฮิ (ผิดก็ขอโทษละกัน แค่รู้มา...snaky-fishy...งูๆปลาๆ ก็ขุดคุ้ยมาแบ่งปันกันเท่านั้นละ) ซึ่งทำให้มีความหมายว่า คำแรกเป็นอะไรบางอย่างของคำหลัง
คำแปลภาษาปะกิตทุกสำนวนที่เขาแปลกันมาให้อ่านนั้นถูกต้องและตรงตัวตามภาษาอรับแล้วละครับ ไม่ว่าจะเป็น Yusuf Ali, Picthal, Al-Hilali&Khan, Usmani etc. เขาแปลกันว่า The revelation of this Book(Scripture) is from Allah....
ดังนั้นในภาษาไทยระหว่าง
"การประทานลงมาของคัมภีร์นี้จากอัลลอฮฺ ...." กับ
"คัมภีร์นี้ถูกประทานลงมา จาก อัลลอฮ์"
ความหมายมันไม่ผิดทั้งคู่ละครับ แต่อันแรก "ตรงตัวกว่า" นะ....ว่ามั้ย?

ถ้าจะเอา "ถูกประทานลงมา" แบบหลังอย่างอาจาน ในภาษาอรับต้องเป็นอีกสำนวนหนึ่งครับ เช่นในอัลบะเกฺาะเราะฮฺ เรื่องเดือนเราะมะฎอน... นึกออกมั้ยครับ

شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِيَ أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ
เดือนเราะมะฎอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา...
(2:185)

เห็นข้อแตกต่างมั้ยครับ?
"ถูกประทานลงมา" ต้องใช้คำว่า أُنزِلَ - อุนซิละ ครับ ในรูป passive งัย จานน่าจะรู้จักดีนี่นา

จบข่าว ..... อิ อิ
-------------------------------------
ต่อไปก็เข้าเรื่องที่เป็นสาระกันซะที
คำอธิบายที่จานว่ามา...ก็ถูกครับ แต่พอร่ายจบแล้วกลับสรุปไปเป็นอีกเรื่องซะนี่

เมื่อพูดถึงคำว่า "หะดีษ" อาจานบอกว่า.... "ในการที่ผมยก อัลกุรอานอายะต่างๆ ที่มีคำว่า “หะดีษ” อยู่นั้น แสดงให้เห็นว่า คำว่า “หะดีษ” นั้นมีใช้อยู่ในอัลกุรอาน ในความหมายต่างๆกัน " (matt : Wed Sep 21, 2005 2:25 am )

ก็ดูเหมือนจะเข้าใจดีนี่นาว่าคำนี้มีหลายความหมายทั้งในแง่ดีและไม่ดี บางคำหมายถึงอัลกุรอาน บางคำหมายถึงอย่างอื่น ซึ่งผมเคยเข้าใจว่าจานน่าจะแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร ในข้อความของผมก็ย้ำเจาะจงไว้แล้วว่า...""หะดีษ" ในที่นี้จึงหมายถึง การโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ปฏิเสธการเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวของพระองค์ ปฏิเสธพระเมตตาที่พระองค์ทรงประทานให้แก่มัคลูกทั้งหลายของพระองค์"(AlGhuraba : Thu Sep 15, 2005 11:55 pm )

ผมพูดถึงเฉพาะ "ในที่นี้" ในอายะฮฺ 45:6 นี้เท่านั้นที่หมายถึงการโต้แย้งในลักษณะที่ตรงข้ามกับบัญญัติของอัลลอฮฺ ดังนั้นจึงไม่ใช่อย่างที่อาจานแกล้งซ่อนปมว่า.... "ผมไม่ทราบเจตนาว่าทำไมคุณ AlGhuraba จึงละเว้น ประโยคที่ว่า, “การโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธอัลกุรอาน” " (matt : Wed Sep 21, 2005 1:55 pm) ผมไม่ได้เว้นความหมายนั้นนะครับ เพราะการปฏิเสธอัลกุรอานก็คือส่วนหนึ่งของการดื้อรั้น การปฏิเสธเดชานุภาพของอัลลอฮฺเช่นกัน โปรดอ่านต่อไปสิครับ ผมอธิบายไว้ว่าอย่างไรต่อ....

"...ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลยกับ หะดีษ ที่จานแมทท์พยายามเฉไฉบิดเบือน"

จานบิดไว้ว่างัย?
จานเจาะจงว่า..... "“ฮาดีษ” ในที่นี้ หมายถึง คำกล่าว, คำบรรยาย, ความคิด ข้อความ , นิทาน , คำพูด ฯลฯ พระองค์อัลลออ์ทรงทราบดีว่าหลังจากท่านรอซูลล์ สิ้นชีวิตไปแล้ว จะมีผุ้สรางสิ่งแปลกปลอม ขึ่นมาแทนอัลกุรอาน ท่านจึงส่งอายยัตนี้มา" นั่นคือเจาะจงไปเลยว่าหมายถึงหะดีษที่เป็นคำสั่งคำสอนที่สืบทอดมาจากท่านนบี ใช่มั้ย?

ดังนั้นผมจึงต้องย้ำให้เห็นความแตกต่างและทำความเข้าใจซะใหม่ ว่า....
"หะดีษ ที่อ้างถึงคำสอน การกระทำ การห้าม การใช้ และการยอมรับหรือการปฏิเสธของท่านนบีต่อการกระทำต่างๆของบรรดาเศาหาบะฮฺ นั้นเราทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีแต่การเน้นให้เชื่อมั่นศรัทธาต่ออัลลอฮฺองค์เดียว ให้ยอมรับในเดชานุภาพที่พระองค์ทรงบันดาลให้ปรากฏ ให้สำนึกในบุญคุณและพระเมตตาที่พระองค์ทรงประทานแก่เรา ไม่มีตรงไหนเลยที่สอนสิ่งที่ค้านกับบทบัญญัติของอัลลอฮฺ" (AlGhuraba ตอบ: Thu Sep 15, 2005 11:55 pm)

เข้าใจหรือไม่ครับว่าหะดีษนบีไม่ได้ค้านกับอัลกุรอาน ไม่ได้สอนให้ดื้อด้านต่ออัลลอฮฺ หรือปฏิเสธเดชานุภาพของพระองค์ เพราะฉะนั้น "หะดีษ"ที่ระบุในอายะฮฺ 45:6 นี้จึงไม่ได้หมายถึง "หะดีษ"ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบเนื่องมาจากท่านนบี แต่ที่ผมงงก็คือ ขณะที่อาจานพยายามหาเรื่องมาค้านผมตะพึดตะพือชนิด "ศีรษะกระแทกขอบกะลา" ว่าผมให้ความหมายผิด, ว่าตรงนี้ไม่ใช่การโต้เถียง ไม่ใช่การปฏิเสธเดชานุภาพของอัลลอฮฺ อาจานก็นำเสนอความคิดเห็นส่วนตัวว่า ...

"คำว่า “หะดีษ” ในซูเราะฮฺ ญาซิยะฮฺ อายะที่ 6 ไม่ได้หมายถึงการโต้เถียง แต่หมายถึง “คำกล่าว” "การบรรยายที่เคร่งเครียด", "คำอธิบายอย่างละเอียด" " (matt : Wed Sep 21, 2005 1:55 pm)

ไม่ทราบว่าผมจะอ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่องรึป่าวนะ แต่จากข้อความนี้อ่านแล้วเหมือนกับว่าอาจานกำลังอธิบายว่า "หะดีษ"ตรงนี้ คืออายะฮฺก่อนหน้านั้นที่บรรยายถึงเดชานุภาพของอัลลอฮฺในการบันดาลความเป็นไปต่างๆในโลกและจักรวาล ก็อะไรล่ะคือคำอธิบายอย่างละเอียด การบรรยายที่เคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง ถ้าไม่ได้หมายถึง อัลกุรอาน ?!?!?
อ่านอายะฮฺดูใหม่อีกทีนะครับ อัลลอฮฺถามว่า ...

"ด้วยคำบอกเล่า(หะดีษ) อันใดอีกเล่าหลังจากอัลลอฮฺและ "อายาต" ต่างๆของพระองค์ที่พวกเขาจะศรัทธากัน? " (45:6)

ใช้คำว่า ศรัทธาเดี๋ยวจะเข้าใจอะไรผิดไปอีก ศรัทธา ในที่นี้ก็คือ เชื่อ นั่นละครับ แปลใหม่ละกัน ...

"ด้วยคำบอกเล่า(หะดีษ) อันใดอีกเล่าหลังจากอัลลอฮฺและ "อายาต" ต่างๆของพระองค์ที่พวกเขาเชื่อถือ ยอมรับ? " (45:6)

ในนี้มีคำว่า "หลังจาก" มาคั่นส่วนหน้ากับส่วนหลังด้วย...เห็นป่าว?
มันหมายความว่า ส่วนหน้ากับส่วนหลังของประโยคเนี่ย มันเป็นอะไรที่มันตรงข้าม ขัดแย้งกัน ...
ส่วนหน้าคือ "หะดีษ"(เฉพาะตรงนี้นะ อย่ามั่วไปรวมกับกรณีอื่น)
กับส่วนหลังคือ บัญชาของอัลลอฮฺ ดำรัสของอัลลอฮฺ ตัวอย่างต่างๆ สัญญาณต่างๆ ปรากฏการณ์ต่างๆที่พระองค์ทรงแจกแจงในเรื่องเดชานุภาพของพระองค์ หรืออะไรก็ตามที่อัลลอฮฺทรงประทานผ่านท่านรอซูลมายังปวงชนผู้ศรัทธา
สองส่วนนี้มันคือสองสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้ มันคือสองขั้วที่ขัดแย้งกัน ดังนั้นก็เลือกเอาสิว่าจะเอาอันไหน จะเชื่ออันไหน which one! either this or that! ....you know?

"ความหมายของ คำว่า “คำกล่าว หรือ คำบอกเล่า” ต่างกับความหมายของคำว่า “โต้เถียง” อย่างมาก มันเป็น ไปในทางตรงข้าม การรวบรัดเช่นนี้ไม่เป็นไปตามกติกาครับ" (matt : Wed Sep 21, 2005 1:55 pm)

กติกาไหนใครตั้งเหรอครับ?
"หะดีษ" แปลตรงตัว ก็คือ คำกล่าว คำบอกเล่า ..... ใช่ครับ จานแปลถูก
แต่ที่ผมบอกว่า ..."หมายถึง"... การโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ปฏิเสธการเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวของพระองค์ ปฏิเสธพระเมตตาที่พระองค์ทรงประทานให้แก่มัคลูกทั้งหลายของพระองค์ หรือรวมทั้งการปฏิเสธอัลกุรอานก็ด้วย
เข้าใจมั้ยครับ "คำแปล" กับ "ความหมาย" น่ะมันคนละคำกัน
การโต้เถียง มันไม่ใช่คำพูดเหรอ
อาการปฏิเสธ การดื้อด้าน ดันทุรัง อาการไม่ยอมรับที่มันจะสืบทอดต่อเนื่องต่อๆไป หรือที่มันเกิดจากการเสี้ยมสอนต่อๆกันมา มันก็คืออีกแง่มุมหนึ่งของผลพวงจาก"การบอกเล่า"
เวลาจะบอกอะไรใคร บอกให้เชื่อฟัง ให้ปฏิบัติตาม ให้ยอมรับ ยอมจำนน ก็คือ บอก
บอกให้ดื้อ ให้ปฏิเสธ ให้คัดค้าน โต้เถียง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการบอกเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นมันไม่จำเป็นหรอกครับว่า คำกล่าวการบอกเล่า กับ การโต้เถียง มันจะต้องตรงข้ามกัน พูดจาภาษาคณิตศาสตร์จึงน่าจะกล่าวได้ว่า
การโต้เถียง เป็น subset ของการบอกเล่า.... รึป่าว???

คำแปลนั้นเพียงแค่ถอดความ ถ่ายทอดจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง แต่ความหมายคือ การอธิบายให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า หะดีษ ที่แปลว่า คำพูด คำกล่าว การบอกเล่าที่ใช้ในอัลกุรอานนั้นมันคืออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอายะฮฺนี้ ผมอธิบายว่ามันคือ คำพูดแบบไหน การแสดงทัศนะท่าทีอย่างไร ซึ่งผมพยายามยกตัวอย่างให้เปรียบเทียบกับหะดีษที่มุสลิมทั้งโลกสืบสานมาจากท่านนบีว่ามันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับการหาข้ออ้างมาโต้แย้งเพื่อปฏิเสธบัญชาของพระองค์ ที่อัลลอฮฺทรงตรัสถึงในอายะฮฺนี้ มันคือ ข้ออ้างเลวๆ ทัศนะความคิดเห็นเลื่อนลอยที่พวกดื้อด้านมันจะสรรหามาใช้ในการปฏิเสธคำสั่งของอัลลอฮฺ แต่หะดีษที่สืบสานมาจากท่านนบีมันคือคำสั่งคำสอนให้เชื่อฟังปฏิบัติตาม อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างบริสุทธิ์ใจและมอบหมายตนแด่พระองค์โดยสิ้นเชิง

จำได้ใช่มั้ยครับ...อัลกุรอานอายะต่างๆ ที่มีคำว่า “หะดีษ” อยู่นั้น แสดงให้เห็นว่า คำว่า “หะดีษ” นั้นมีใช้อยู่ในอัลกุรอาน ในความหมายต่างๆกัน" (matt : Wed Sep 21, 2005 2:25 am )

ดูไม่ออกเหรอครับว่าในอายะฮฺนี้ใช้ในความหมายไหน... คงดูไม่ออกจิงๆน่ะแหละ ไม่งั้นคงไม่หลุดออกมาหรอกว่า ... "ถ้าเช่นนั้น “หะดีษ” ต้องรวมทั้งการโต้เถียงใดๆก็ตามที่แสดงถึงการปฏิเสธอัลกุรอาน ด้วย"(matt : Wed Sep 21, 2005 1:55 pm) ทั้งๆที่ผมย้ำไว้แล้วว่า เฉพาะคำว่า "หะดีษ"ในอายะฮฺนี้เท่านั้นนะที่หมายถึง การโต้แย้ง ดื้อด้าน ดึงดัน ไม่ยอมรับในเดชานุภาพของพระองค์อัลลอฮฺ แต่อาจานก็ยังพยายามเหวี่ยงแหให้คลุมไปถึงหะดีษอันบริสุทธิ์ที่รายงานมาจากท่านนบีให้ได้ เหวี่ยงไม่ถึงก็ยังพยายามลากไปให้ได้...แต่ก็ไม่สำเร็จหรอกครับ แปลกเนอะ... บางทีอาจานก็บอกว่ามีหลายความหมายต่างๆกัน แต่พอเวลาถึงจุดที่มันต่างจริงๆ ต่างชัดๆ อาจานกลับ "เหมาโหล"รวมกับ หะดีษนบีซะทุกที.... มันถูก(ใจ)กว่ากันเยอะละสิท่า???

จานบอกว่า “ไม่ทราบเจตนา..." ผมต่างหากที่น่าจะพูดว่า...."ผมไม่ทราบเจตนาว่าทำไมคุณ จานแมทท์ จึงทำอย่างงี้" แต่ที่ผมไม่พูดเช่นนี้ คงเป็นเพราะ ผมรู้มั้งว่า... "ทำไม"!!!
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Sep 29, 2005 6:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/7
-------------------------------------------


นี่ก็เป็นอีกอายะฮฺนึงที่ถูกบิดเบือน
===================
matt ตอบ: อ. มิย. 08, 2004 7:21 pm
---------------------------
โดยเหตุนี้พระองคือัลลอฮ์จึงสอนให้เชื่อฟังท่านรอซูลล์แต่เฉพาะแต่สิ่งที่มีอยู่ในอัลกุรอานเท่านั้น
أَفَغَيْرَ اللّهِ أَبْتَغِي حَكَمًا وَهُوَ الَّذِي أَنَزَلَ إِلَيْكُمُ الْكِتَابَ مُفَصَّلاً وَالَّذِينَ آتَيْنَاهُمُ الْكِتَابَ يَعْلَمُونَ أَنَّهُ مُنَزَّلٌ مِّن رَّبِّكَ بِالْحَقِّ فَلاَ تَكُونَنَّ مِنَ الْمُمْتَرِينَ
"ฉันยังจะต้องแสวงหาผู้ตัดสินอื่นๆ นอกจากพระองค์อัลลออ์อีกหรือ? และพระองค์ผู้ซึ่งประทานคัมภีร์ซึ่งง่าย(ต่อความเข้าใจ); และพวกเขาผู้ซึ่งเราให้คัมภีร์แก่เขามาแล้ว, รู้ดีว่า มันเป็นโองการของอัลลอฮ์อย่างแท้จริง, ดังนั้นเจ้าไม่ควรจะอยู่ในบรรดาผู้คัดค้าน" (6:114)

ในอายะห์ 6:114 เป็น การแสดงออก ของท่านรอซูลให้เ็ห็นว่า ท่านรอซูล ไม่ได้ไปหา มาตฐาน ในการตัดสินจากที่อื่นใดนอกจาก อัลกุรอาน, ทั้งนี้ เพื่อรักษาความตั้งใจ ของอัลลอฮ์, ท่านรอซูล ทราบว่า ด้วยความกรุณาของพระองค์, ซึ่งพระองค์ ได้อธิบายความประสงค์ ของพระองค์ ไว้ในอัลกุรอาน, เราทุกๆคนถูกเตือนโดยพระองค์อัลลออ์ ว่าอย่า อยู่ในบรรดาผู้สงสัยในความสมบูรณ์ ของอัลกุรอาน, และเมื่อมีปัญหาใดๆ ในศาสนาหรือ สังคม, ให้หันเข้าหาอัลลอฮ์(อัลกุรอาน) เป็นผู้ตัดสินเพียงเท่านั้น


=====================

เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีส่วนใดผิดเลยทั้งในคำแปล และการอธิบายขยายความอายะฮฺนี้ แม้แต่ในประโยคสุดท้ายที่บอกว่า "เมื่อมีปัญหาใดๆ ในศาสนาหรือ สังคม, ให้หันเข้าหาอัลลอฮ์(อัลกุรอาน) เป็นผู้ตัดสินเพียงเท่านั้น" ถ้าการนำเสนอในโอกาสอื่นของอาจานไม่เจาะจงบ่งชี้ชัดเจนถึงการปฏิเสธนบี เพราะเรา(มุสลิม)ทุกคนต่างก็ยอมรับว่า ทุกเรื่อง ทุกปัญหา ล้วนต้องสืบย้อนกลับไปสู่คำชี้ขาดในบทบัญญัติของอัลลอฮฺทั้งสิ้น แม้จะระบุไว้ในอัลกุรอานว่า ...

فَإِن تَنَازَعْتُمْ فِي شَيْءٍ فَرُدُّوهُ إِلَى اللّهِ وَالرَّسُولِ إِن كُنتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللّهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ

ดังนั้นถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใดก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปยังอัลลอฮฺและรอซูลหากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก
(4:59)

ก็ยังถือว่าเป็นการย้อนกลับไปสู่อัลลอฮฺ เพราะคำตอบ หรือคำสั่งที่ได้จากท่านรอซูลแม้จะไม่ได้ถูกบันทึกรวมอยู่ในอัลกุรอาน แต่นั่นก็คือคำสั่งที่มาจากอัลลอฮฺนั่นเอง เราศรัทธามั่นว่าท่านนบีไม่มีทางที่จะสั่งสิ่งใดที่ขัดพระประสงค์ของอัลลอฮฺเป็นอันขาด เราศรัทธาว่าท่านนบีไม่มีทางอุปโลกน์สิ่งใดมาสอนอย่างแน่นอนถ้ามิใช่เป็นคำสั่งที่มีมาจากพระองค์อัลลอฮฺโดยตรงให้ท่านมาประกาศสั่งสอนแก่ปวงชน

ดังนั้นที่อัลลอฮฺทรงให้ท่านนบียืนยันในอายะฮฺ 6:114 ที่อาจานแมทท์อ้างมาข้างต้นนั้น จึงชี้ให้เห็นชัดแล้วว่า ท่านนบีมิได้แสวงหาคำตัดสินชี้ขาดใดๆจากแหล่งอื่นเลย นอกจากคำตัดสินที่มาจากอัลลอฮฺเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น

เรื่องรายละเอียดในการประกอบอิบาดะฮฺ เช่น
- ละหมาด....วันละกี่เวลา เวลาไหนกี่ร็อกอฺะฮฺ มีท่าทางยืน-ก้มรุกัวะอฺ-สุญูด-นั่ง อย่างไร อ่านอะไรบ้างในแต่ละขั้นตอน ใครต้องละหมาด ใครไม่ต้องละหมาด
- ซฺะกาฮฺ... มีระยะเวลาอย่างไร สิ่งใดบ้างที่ต้องจ่าย พิกัดอัตราเท่าไหร่ ใครจ่าย ใครรับ ใครมีหน้าที่เกี่ยวข้องอย่างไร
- ถือศีลอด .... มีข้อกำหนดอย่างไร เริ่มและสิ้นสุดช่วงเวลาเมื่อใด
- หัจญ์ ..... ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยนบีอิบรอฮีมแล้วแปรเปลี่ยนไปเป็นการเปลือยกายเวียนรอบกะอฺบะฮฺนั้น แท้ที่จริงต้องปฏิบัติอย่างไร กำหนดเวลาไหนไปทำอะไรที่ไหน ฯลฯ
- รวมทั้งชะฮาดะฮฺ คำปฏิญาณ สำหรับอุมมะฮฺของมุฮัมมัด ต้องกล่าวและยืนยันว่าอย่างไร

ข้อกำหนดบทบัญญัติกฏหมาย
ระเบียบปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
จรรยามารยาทต่างๆ
หรือเรื่องอื่น ฯลฯ

รายละเอียดต่างๆเหล่านี้ ท่านนบีปฏิบัติให้บรรดาเศาะหาบะฮฺดูเป็นตัวอย่าง ชี้แจง แนะนำ และตัดสินชี้ขาดไว้เป็นต้นแบบที่ถูกต้องตามที่มีบัญชามาจากอัลลอฮฺ..."จากอัลลอฮฺ"นะครับ ไม่ใช่จากอัลกุรอานเพียงอย่างเดียว...เพราะเราได้ทราบกันมาแล้วจาก episode-vii ว่าวะฮีมิได้จำกัดอยู่เพียงในอัลกุรอาน... นั่นคือจากตัวบท จากคำสั่งหลักๆในอัลกุรอานนั้นไม่มีรายละเอียดในประเด็นปลีกย่อย (ถ้ามี..จานคงนำมาแสดงแก่เรานานแล้วละ) เพราะข้อปลีกย่อยเหล่านั้นอัลลอฮฺทรงประสงค์จะให้บรรดาผู้ศรัทธาศึกษาเรียนรู้จากท่านนบีมุฮัมมัด อายะฮฺ 6:114 นี้จึงเป็นคำยืนยันจากท่านนบีโดยอัลลอฮฺทรงรับรองว่า ท่านนบีปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์จริง ดังนั้นบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายจึงไม่มีอันใดให้เคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป ว่าจะทำตามท่านได้หรือไม่ได้

อายะฮฺนี้มิได้หมายความว่าให้มุสลิมทุกคนต่างคนต่างไปคลำหาคำตอบกันเอาเองจากอัลกุรอาน ตามแต่ใครจะเข้าใจกันไปต่างๆนานา หรือตีความมั่วๆเอาเองอย่างไรก็ได้ แต่หมายความว่าให้ดูคำอธิบายจากท่านนบี ว่าในอายะฮฺต่างๆนั้นมีนัยยะว่าอย่างไร มีรายละเอียดอย่างไร มีข้อจำกัด ข้อบ่งชี้ หรือข้อห้ามอย่างไร เป็นการยืนยันว่าทำตามนบีไม่มีผิดไม่มีพลาดเด็ดขาด เพราะนบีคือต้นแบบที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับบัญชา ได้รับความรู้ ความเข้าใจในบทบัญญัติต่างๆอย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบ

ดังนั้นถ้ารายงานต่างๆเกี่ยวกับคำสั่งและการปฏิบัติของท่านนบีที่ถูกถ่ายทอดต่อเนื่องมาอย่างไม่ขาดสาย โดยบุคคลที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีคุณสมบัติถูกต้องเหมาะสม มีคุณธรรมจรรยาอันสูงส่งนั้น ถูกเพิกเฉย ถูกปฏิเสธ ด้วยเล่ห์กลต่างๆเมื่อใด นั่นต่างหากที่เป็นการทำให้ความสมบูรณ์ของอัลกุรอานสูญเสียไป

///////////// - To be continued - /////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Fri Sep 30, 2005 11:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

----------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/8
----------------------------------------------------------


"ผมอธิบายว่า “อะฮะดิษของบุคอรีย์” ไม่ใช่ “วะฮีย์” ของท่านรอซูลที่แท้จริง ก็ เพราะว่า ไม่ ผ่านการทดสอบ ของ อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ, อายะ 82 ซึ่ง บัญญัติไว้ดังนี้
“ เขาทั้งหลายไม่ได้พิจารณาอัลกุรอานให้ถี่ถ้วนดอกหรือ? ถ้าอัลกุรอานมาจากแหล่ง อื่นที่ ไม่ใช่ จาก อัลลอฮ์ (วะฮีย์)แล้ว, อย่างแน่นอนเขาจะพบสิ่ง บก พร่องในอัลกุรอานอย่างมากมาย (4:82)”
จากความหมายของอายะ 4:82 นี้ บอกให้เราทราบว่า สิ่งใดที่ไม่ใช่วะฮีย์แล้ว จะมีข้อบกพร่อง อย่างมาก มาย ดังที่เราจะเห็น ได้ว่า ใน หะดีษ ซอเฮี๊ยะ มีข้อบก พร่อง ที่ขัดกับอัลกุรอาน และ ขัดกันเอง อยู่อย่าง มากมาย เป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็น ว่า “อะหะดีษ” เหล่านั้น ไม่ใช วะฮีย์ ที่มาจาก อัลลอฮ์"
(matt : Thu Feb 24, 2005 8:29 pm)
--------------------------
พระองค์ อัลลออ์ ทรง รอบรู้ พระองค์ ทรง บอก วิธี ป้อง กัน ไม่ ให้ มุสลิม หลง ตก อยู่ ใน หลุมพลาง อันนี้ พระองค์ ทรง ประทาน บัญญัติ ซึ่ง ใช้ เป็น มาตรฐาน ใน การ ตรวจ สอบ “อะหะดีษ” ว่า เป็น วะฮีย์ จริง หรือ ไม่ เข้าใจได้ จาก ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะ 82 “ เขาทั้งหลายไม่ได้พิจารณาอัลกุรอานให้ถี่ถ้วนดอกหรือ? ถ้าอัลกุรอานมาจากแหล่ง อื่นที่ ไม่ใช่ จาก อัลลอฮ์ (วะฮีย์)แล้ว, อย่างแน่นอนเขาจะพบสิ่ง บก พร่องในอัลกุรอานอย่างมากมาย (4:82)” จากความหมายของ ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะ 82 นี้ บอกให้เราทราบว่า ไม่ใช่วะฮีย์แล้ว จะมีข้อบกพร่อง อย่างมาก มาย ดังที่ เราจะเห็น ได้ว่า ใน “ซอเฮี๊ยะ หะดีษที่รวบรวมโดยบุคอฮ์รีย์ หรือ มุสลิม” มีข้อบก พร่อง ที่ขัดกับอัลกุรอาน และ ขัดกันเอง อยู่อย่าง มากมาย เป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็น ว่า “อะหะดีษ” เหล่านั้น ไม่ใช วะฮีย์ ที่มาจาก อัลลอฮ์ (matt ตอบ: Sun Feb 27, 2005 11:14 pm )
-----------------------------------

อาจานเคยเอาอายะฮฺ 4:82 มาตรวจสอบหะดีษว่าไม่ใช่วะฮี ... คงจำได้นะครับ

ครับ .....อายะฮฺนี้ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่บรรดานักวิชาการที่ได้รับการยอมรับว่าทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับ "อุละมาอ์" ท่านใช้ในการกลั่นกรองหะดีษ อันไหนที่มันขัดกับกุรอานเขาก็แยกประเภทไว้แล้วเป็นอีกพวกหนึ่งไปเลย....เมาฎัวะอฺ...ถ้าเข้าใจไม่ผิด รู้สึกจะต่ำกว่า เฎาะอีฟ ด้วยซ้ำ เพราะเฎาะอีฟที่ว่า อ่อนนั้น เพียงแต่อ่อนด้วยคุณสมบัติของตัวบุคคลในสายรายงาน แต่เนื้อหาสาระอาจจะยัง ok อยู่ก็ได้ ซึ่งเราจะพบว่าในการตัฟสีรบางอายะฮฺ เจ้าของตัฟสีรนั้นๆยังเอาหะดีษเฎาะอีฟมาประกอบการอธิบายขยายความ เนื่องจากมีนัยยะที่สอดคล้องและไม่ขัดต่อตัวบทหลักอื่นๆ เช่นอายะฮฺอื่น หรือหะดีษอื่นที่มีฐานะแข็งกว่า เพราะคนโกหกก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่เขาพูดจะเป็นเท็จไปเสียทั้งหมด อาจจะมีจริงบ้าง เท็จบ้าง คละกัน ดังที่ได้เคยยกตัวอย่าง การ post ข้อความแสดงความคิดเห็นของจานข้างต้นนั่นไง

ดังนั้นคำปรักปรำด้วยอายะฮฺ 4:82 นี้ก็อาจจะถือว่า ใช้ได้ครับ แต่ต้องไปใช้กับหะดีษอีกเกรดหนึ่ง .... ไม่ใช่เศาะเฮียะห์ นะ...หวังว่าคงพอจะเข้าใจ ซึ่งอาจานไม่ต้องบอกเราก็ใช้กันอยู่แล้วคับ

ซึ่งที่บอกว่า "ใน หะดีษ ซอเฮี๊ยะ มีข้อบก พร่อง ที่ขัดกับอัลกุรอาน และ ขัดกันเอง อยู่อย่าง มากมาย เป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็น ว่า “อะหะดีษ” เหล่านั้น ไม่ใช วะฮีย์ ที่มาจาก อัลลอฮ์" คงหมายถึง กรณี ลูกตาเหล่ - ผู้หญิงกับอบายมุข - รอบเดือน - ปัสสาวะ - เสรีภาพ - การให้นมบุตรบุญธรรม ที่คิดว่าเจ๋งสุดๆแล้วว่ามัน "ไม่สบอารมณ์โก๋" ขัด "ความรู้สึก" ที่อาจานใช้เป็นมาตรฐานตีความศาสนาของอัลลอฮฺ

ดังนั้น ที่ผมได้แก้ข้อกล่าวหาปรักปรำเกี่ยวกับ"ความไม่ถูกต้องของอะฮาดีษ"ไปทั้งหมดแล้วว่ามันสอดคล้องต้องกันกับอัลกุรอานอันเป็นวะฮีจากอัลลอฮฺ โดยไม่มีคำท้วงติงใดๆกลับมา (นอกจากความเข้าใจส่วนตัวของทั่นที่ลุ่มลึกกว่าคนอรับโดยกำเนิดที่เชี่ยวชาญแตกฉานในภาษาอรับหลายขุม ในความหมายของคำ رضاعة ว่าจะต้องดูดจากเต้าเท่านั้น) เช่นนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์เชิงตรรกะ ได้หรือยังครับว่า สิ่งที่ท่านนบีบอก สอน ชี้แจง กระทำเป็นเยี่ยงอย่าง ห้ามปราม คาดโทษ และลงโทษตามที่มีปรากฏอยู่ในหะดีษเศาะเฮียะห์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น แท้ที่จริงมันก็คืออีกโสดหนึ่งจากวะฮีที่อัลลอฮฺทรงมีบัญชามายังท่านนบี?

และ.... เรายังได้ข้อสรุปต่อไปอีกว่า
บรรดาความเข้าใจผิดทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับหะดีษและสุนนะฮฺที่ทั่นอาจานได้แสดงออกสู่สาธารณชนบนเวปบอร์ดต่างๆ หรือแม้กระทั่งไปตั้งเวปส่วนตัวขึ้นมาประจานตัวเองตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีเช่นนั้น แท้ที่จริงมันคือความน่าอดสูของ"ปัญญาชน"คนหนึ่งเท่านั้น

อาจานแมทท์ คับ...ไม่น่าอายหรอกครับที่จะยอมรับความจริงเสียตั้งแต่ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่

///////////// - To be continued - /////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sat Oct 01, 2005 12:13 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

----------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-2/9
----------------------------------------------------------



อัลหะดีษถูกบิดเบือนไปใช้เป็นหลักฐานเท็จอย่างไร

หมวด 1, เล่มที่ 3, เลขที่ 108
บรรยายโดยอะนัสว่า .....ความจริงที่ทำให้ฉันหยุดการบันทึก"ฮาดีษ (คำกล่าวต่างๆของท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซล)" อีกเป็นจำนวนมากให้แก่ท่านก็เพราะ ฉัน(อะนัส)ได้ยินท่านศาสดากล่าวว่า "ใครก็ตามที่ตั้งใจพูดโกหกเกี่ยวกับตัวฉัน, อย่างแน่นอน เขาผู้นั้นจะนั่งอยู่ในไฟนรก"

จากหะดีษบทนี้จะเห็นว่า แม้แต่ตัวท่านอะนัสเองก็ไม่แน่ใจว่าหะดีษต่างๆที่เล่าขานกันต่อๆมานั้นมีความจริงหรือไม่ เพราะความไม่เชื่อในความแน่นอนของการบอกเล่า"หะดีษ" และเกรงว่าจะตกนรกถ้าดำเนินการจดบันทึกต่อไป ท่านอะนัสจึงหยุดจดหะดีษทันที

(แมทท์ : Muslimthai.com - Date : 7/11/2546 : 18:29:07 PM. )
-----------------------------------------

ที่อ้างมาดังกล่าวนั้น ก็คือหะดีษนี้ครับ

عَنْ عَبْدِالْعَزِيزِ قَالَ أَنَسٌ إِنَّهُ لَيَمْنَعُنِي أَنْ أُحَدِّثَكُمْ حَدِيثًا كَثِيرًا أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ
مَنْ تَعَمَّدَ عَلَيَّ كَذِبًا فَلْيَتَبَوَّأْ مَقْعَدَهُ مِنَ النَّارِ
البخاري : العلم - باب 38 إثم من كذب عن النبي

อะนัสกล่าวว่า แท้จริงสิ่งที่หักห้ามฉันจากการรายงานหะดีษอีกมากมายแก่พวกท่านก็คือที่ท่านนบีกล่าวว่า "ผู้ใดจงใจกล่าวเท็จต่อฉัน ก็จงให้เขาเตรียมสำรองที่นั่งในนรกไว้ได้เลย"
(อัลบุคอรี : อัลอิลม์)

ผมแปล หรืออาจานแมทท์แปล เนื้อหาก็ดูเหมือนไม่ต่างกันหรอกครับ แต่ทำไมความเข้าใจมันถึงต่างลิบลับ?

Negative vision ที่อาจานพยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านคล้อยตามก็คือ ; จากหะดีษบทนี้จะเห็นว่า แม้แต่ตัวท่านอะนัสเองก็ไม่แน่ใจว่าหะดีษต่างๆที่เล่าขานกันต่อๆมานั้นมีความจริงหรือไม่ เพราะความไม่เชื่อในความแน่นอนของการบอกเล่า"หะดีษ" และเกรงว่าจะตกนรกถ้าดำเนินการจดบันทึกต่อไป ท่านอะนัสจึงหยุดจดหะดีษทันที ...ราวกับว่าท่านอะนัสยุติโดยสิ้นเชิงเลย ไม่ทำอีกเลยทีเดียว เพราะไม่แน่ใจในทั้งหมดที่รับรู้มา .... งั้นเหรอ?

Positive vision : ผมคิดว่า สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจกันก่อนก็คือ ท่านอะนัสเป็นใคร? ท่านคือเศาะหาบะฮฺที่ใกล้ชิดท่านนบีมากที่สุดคนหนึ่ง ท่านคอยรับใช้ท่านนบีมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เติบโตมากับการอบรมสั่งสอนโดยตรงจากท่านนบี อยู่กับท่านนบีเกือบจะเรียกได้ว่าทั้งกลางวัน-กลางคืน
ท่านนบีสอนอะไรใคร..อะนัสได้ยิน
ท่านนบีปฏิบัติสิ่งใด..อะนัสเห็น
มีปัญหาสิ่งใดในบัญญัติศาสนา..อะนัสก็มาขอคำชี้แจงจากท่านนบี

อาจจะไม่ใช่ทุกการกระทำ ทุกคำพูดของท่านนบีจะอยู่ในการรับรู้ของท่านอะนัสไปเสียทั้งหมด แต่ก็นับว่ารู้มากชนิดหาตัวจับยากทีเดียว ท่านรู้มาจากท่านนบีโดยตรง มิใช่ว่าไปจดไปลอกมาจากคนอื่นที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเลยขอรับ ดังนั้นผมจึงแปลประโยคแรกว่า "แท้จริงสิ่งที่หักห้ามฉันจากการรายงานหะดีษอีกมากมายแก่พวกท่าน" แทนที่จะเป็น "หยุดการบันทึก"ฮาดีษ" อย่างของอาจานแมทท์ซึ่งพยายามทำให้ความหมายมันบิดเบี้ยวไปเป็นว่า ท่านอะนัสรับรู้สิ่งต่างๆที่รายงานนั้นมาจากตาสีตาสาอย่างนั้นแหละ ... ทั่นประสงค์สิ่งใดฤา ถ้ามิใช่การพยายามสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในทุกเรื่อง

ที่ผมและเชื่อว่ามุสลิมอีกทั้งโลกได้รับความเข้าใจจากอารัมภบทของท่านอะนัสก็คือ
"ดังนั้นจงแน่ใจเถิดว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้รับการถ่ายทอดผ่านฉันไปนี้ มันคือสิ่งที่เป็นจริงอย่างที่สุด เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เป็นสิ่งที่ฉันแน่ใจที่สุดแล้วว่านั่นคือคำสอน คือสิ่งที่ท่านนบีปฏิบัติเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพราะฉันได้ยินมากับหู ได้ดูมากับตา ได้รู้ได้ประสบพบเหตุมาด้วยตัวเอง หรือแม้จะเป็นสิ่งที่ฉันได้ยินมาจากคนอื่น ฉันจะถ่ายทอดให้แก่พวกท่านก็เฉพาะสิ่งที่ฉันเชื่อแน่ว่าเขาผู้นั้นพูดจริงและได้รับทราบเรื่องนั้นมาจากท่านนบีเท่านั้น ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งหรือตัดทอนและฉันมั่นใจว่าเขาเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้และมีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เท่านั้น ส่วนอันไหนที่ฉันไม่รู้หรือไม่แน่ใจฉันจะไม่มีทางที่จะบอกเล่ามันแก่พวกท่านเป็นอันขาดเพราะฉันกลัวที่จะต้องไปนั่งในไฟนรก"

.... เห็นมั้ยครับ แทนที่จะเป็นการบอกว่า "ไม่แน่ใจ" อย่างที่ทั่นจานแมทท์พยายามบิดเบือนเพื่อสร้างความเคลือบแคลง ความหมายมันกลับตรงกันข้ามว่า นี่แหละคือสิ่งที่ท่านอะนัส แน่ใจสุดๆแล้ว จึงได้รายงานให้เราได้รับรู้กัน ถ้าจะไปสืบค้นรายงานหะดีษนับหมื่นนับแสนก็จะเห็นว่ามีท่านอะนัสนี่แหละที่รายงานหะดีษมากที่สุดคนหนึ่งรองจากอบูฮุร็อยเราะฮฺทีเดียว ท่านอะนัสบอกว่า "กะษีร็อน"... มากเลยครับ ที่ท่านยั้งไว้จากเรื่องราวต่างๆที่ได้ยินมา บางเรื่องบางอย่างท่านอาจจะได้ยินไม่ถนัด ท่านอาจจะไม่เข้าใจเหตุการณ์ความเป็นไปอย่างถ่องแท้ ฯลฯ ท่านก็ไม่เอาสิ่งนั้นมาบอกต่อแก่ใครอีก มันจึงจบ จึงหยุดอยู่ที่ท่านนั่นเอง และปล่อยให้คนอื่นที่อยู่ใกล้เหตุการณ์มากกว่า เข้าใจเรื่องนั้นๆชัดเจนกว่าท่านเป็นผู้ถ่ายทอดเอง ซึ่งนั่นก็คือจรรยาธรรมอีกข้อหนึ่งที่บรรดาเศาะหาบะฮฺเขายึดถือ เพราะนบีสอนว่า

عَنْ حَفْصِ بْنِ عَاصِمٍ قَالَ قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَفَى بِالْمَرْءِ كَذِبًا أَنْ يُحَدِّثَ بِكُلِّ مَا سَمِعَ (مسلم : مقدمة)
หัฟศ์ บินอฺาศิม เล่าว่าท่านรอซูลสอนว่า "เพียงพอแล้วที่ใครจะได้ชื่อว่าเป็นจอมโกหก ในการที่เขาพูดทุกอย่างที่ได้ยินมา"
(มุสลิม)

เพราะฉะนั้นได้ยินได้ฟังอะไรมา อย่าเพิ่งผลีผลามต่อความ ตรวจสอบความถูกต้องถ่องแท้ให้แน่ใจเสียก่อน อย่างที่ท่านอะนัสบอกว่าอีกเยอะที่ท่านไม่ได้เล่า อีกมากที่ท่านเว้นไป เพราะฉะนั้นที่เราได้รับมาจากท่านอะนัสนี่แหละ การันตีได้เลยครับ

หรือจากตัวอย่างอื่นๆอีกก็คือการบิดเบือนนัยยะของหะดีษอบูฮุร็อยเราะฮฺเรื่อง "ประชาชาติที่ประเสริฐสุด" ใน episode-vi : เสรีภาพในการรับอิสลาม จำกันได้มั้ยครับ ที่ทั่นจานแมทท์พยายามบิดเบือนให้กลายเป็น ต้องบังคับล่ามโซ่ตรวนเชลยไว้จนกว่าจะรับอิสลาม กับอีกหลายๆเรื่องตลอดเส้นทางแห่ง Mattism Conspiracy อันยาวไกลนี้.... นะอูซุบิลลาฮฺ

เวปยังไม่ล่มครับ อาจาน ยังมีโอกาสย้อนกลับไปอ่านทวนดูได้ใหม่เสมอ ตั้งแต่ episode i-viii ผมคิดว่าผมได้แจกแจงไว้ละเอียดชัดเจนที่สุดแล้ว ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าอาจานจะหาตัวบทหลักฐานอื่นใดมาหักล้างได้นอกจากคำว่า "ไม่มีเหตุผล" ก็มันจะมีได้งัยล่ะครับในเมื่อเหตุผลของอาจานก็คือ "การเอาอารมณ์ความคิดเห็นเป็นพระเจ้า" มนุษย์ชนิดอย่างนี้อัลลอฮฺบอกไว้แล้วครับว่าเมื่อมันจะเอาอย่างนั้นพระองค์ก็จะปล่อยให้มันหลงไปตามทางของมัน

وَلَوِ اتَّبَعَ الْحَقُّ أَهْوَاءهُمْ لَفَسَدَتِ السَّمَاوَاتُ وَالْأَرْضُ وَمَن فِيهِنَّ {71

และหากว่าความจริงนั้นจะต้องเป็นไปตามอารมณ์ของพวกเขาแล้วไซร้ ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นต้องพินาศไปแล้วอย่างแน่นอน
(23:71)

أَفَرَأَيْتَ مَنِ اتَّخَذَ إِلَهَهُ هَوَاهُ وَأَضَلَّهُ اللَّهُ عَلَى عِلْمٍ {23}

เจ้าได้เห็นคนที่ยึดเอาอารมณ์ความคิดเห็นเป็นพระเจ้าบ้างไหม อัลลอฮฺจึงทรงปล่อยให้มันหลงไป(อย่างที่มันต้องการ) ด้วยความรอบรู้(ของพระองค์)
(45:23)

เพราะฉะนั้น จานจะเอาอารมณ์ความคิดเห็นของตัวเองมาตีความบัญญัติของอัลลอฮฺเอาเองมั่วๆอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ
- เมื่ออัลลอฮฺบอกว่า นบีปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ การกระทำ คำสั่งของท่านนบี ก็คือวะฮี
- เมื่อบรรดาเศาะหาบะฮฺได้รับรู้รับทราบจากท่านนบีว่า อัลลอฮฺทรงมีวะฮีในเรื่องไหนมาอย่างไร พวกเขาก็รายงานต่อมาให้เรา..ชนรุ่นหลัง..ได้รับทราบด้วย
- เมื่ออัลลอฮฺสั่งให้เรายอมรับการถ่ายทอดเหตุการณ์ ความเป็นไปจากบุคคลที่ qualified ก็จงยอมรับเถิดครับว่าเหตุการณ์ในหะดีษเศาะเฮียะห์เหล่านั้นเกิดขึ้นจริง
- เมื่ออัลลอฮฺบอกให้นำพยานหลักฐานมายืนยันก่อนที่จะกล่าวหาปรักปรำใคร ... ก็จงสงบปากสงบคำไว้นะครับ จนกว่าจะ ปั้นน้ำเป็นตัวสำเร็จว่ารอวีคนไหนในสายรายงานเศาะเฮียะห์ที่เป็นคนปลิ้นปล้อนตลบตะแลงหรือเลอะเลือน
- และเมื่อทั่นยอมให้ อคติมันชี้นำปัญญาทั่นเช่นนี้ ก็ช่วยไม่ได้แล้วละครับที่จะต้องปล่อยทั่นไปตามยถากรรม

ที่มันเป็นไปอย่างนี้ก็ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจากสองประการเท่านั้น คือ
1 เกิดจากความเขลา ... ซึ่งถ้ารู้ว่าเขลา หลังจากเข้าใจดีแล้วก็สำนึกผิดในสิ่งที่ทำไป ปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ใครๆก็ให้อภัยครับ พวกเรามิใช่คนใจจืดใจดำ และยังยินดีคบ"สุภาพบุรุษ"อย่างทั่นเป็นมิตรเสมอ
2 จงใจทำลายอิสลาม ... สถานเดียวเท่านั้นครับสำหรับมนุษย์ชนิดอย่างนี้ถ้ายังไม่ยอมยุติและกลับเนื้อกลับตัว .... حلال الدم

///////////// - End of MATTISM CONSPIRACY - /////////////

เฮ้อ...... จบซะที
จานคงดีใจเนอะ!
ผมก็โล่งอกครับ ...... แต่สัญญา "สุภาพบุรุษ" ยัง count down อยู่นะครับ

Matt : Thu Jun 30, 2005 11:57 am
ความจริงผมว่าจะรอตอบคุณ AlGhurabaจนกว่าคุณจะอธิบาย เรื่อง อะหะดีษ ในห้องนั้น จนจบ เสียก่อน ตามอ่านอยู่ทุกวัน ได้ ความรู้ ดี เหมือน กับอยู่ ในสมัยท่านรอซูล เลยทีเดียว ไว้คุณเล่าจบ ทุกเรื่องก่อน แล้ว ผมจะเข้า ไป คุยต่อ

ท่านนบีสอนไว้เมื่อเกือบ 15 ศตวรรษก่อนว่า
“เครื่องหมายมุนาฟิก 3 ประการ คือ
- เมื่อมันพูด...มันโกหก ตอแหล
- เมื่อมันให้สัญญา... มันก็บิดพริ้ว
- เมื่อมันได้รับความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)... มันก็ทรยศหักหลังเขา”


AlGhuraba ตั้งประเด็น เรื่องการละหมาดตามอัลกุรอาน ควรจะเริ่มด้วยคำถามว่า
1 การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใดกันแน่
2 ทราบได้อย่างไรว่าอัลลอฮฺสั่งให้เราละหมาดวันละกี่เวลา


Count down : Running

===========================
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Oct 20, 2005 10:27 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เราะมะฎอน...... ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน(กว่า)
นาฬิกา ..... ติ๊ก - ต็อก ..... ก็ยังคงนับถอยหลังของมันไปเรื่อย
จะนับไปถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย?

ก็ยังไม่มีใครกำหนดเลย จะรู้ได้งัยว่า เมื่อไหร่ ???

เอางี้ละกันครับ
"อีดิลฟิฏร์" เป็นวันอีดของเรา วันที่เราเฉลิมฉลองและถือกันว่าเป็นวันรื่นเริงของประชาชาตินี้....ไม่ใช่ "วันระเริง" นะ....
วันแห่งความอิ่มเอิบ ยินดี ก็น่าจะเป็นวันแห่ง "ข่าวดี" สำหรับ "ชาวมรดกฯ" แห่งนี้ด้วย
ดังนั้น คงไม่มีใครว่าอะไร ถ้าผมจะขอถือวิสาสะ กำหนดวันอีดิลฟิฏร์ เป็นวันสุดท้ายของการนับถอยหลัง
วันที่เราจะได้ทราบคำตอบกัน "ในใจ" โดยไม่จำเป็นต้องประกาศอะไรเป็นทางการว่า ...."สุภาพบุรุษ" หรือ "มุนาฟิก".... ตามมาตรฐานที่ท่านนบีกำหนดไว้

การที่จะมี "มุนาฟิกฺ" อุบัติขึ้นในสังคมของเราอีก 1 ตน ..... นั่นมิใช่ "ข่าวดี" ที่เรารอคอยเลยแม้แต่น้อย
มุอ์มินผู้ศรัทธา ผุ้ยึดมั่นถือมั่นในคำสอนจากอัลลอฮฺและรอซูล สุภาพบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่บนตัวบทหลักฐานที่ถูกต้องชัดเจน...ไม่มั่ว... ต่างหากที่ปรารถนาจะผูกมิตรและเชื่อมสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ในวันอีดที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานนี้ หวังว่า.... อาจานคงมี"ข่าวดี"มาแจ้งแก่เรานะครับ...อินชาอัลลอฮฺ

แล้ว "ติ๊ก-ต็อก" ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างซื่อสัตย์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... , 21, 22, 23  ถัดไป
หน้า 22 จากทั้งหมด 23

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.19 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004