ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - “มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
“มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4 ... 21, 22, 23  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Jun 12, 2004 7:45 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามมุอะลัยกุมท่านสมาชิกทุกๆท่าน


คุณ วิทยากรที่นับถือ


ท่านรอซูลล์มูฮัมมัดสามารถที่จะสั่งสอนและตัดสินความได้ภายในกรอบบัญญัติของอัลกุรอานเท่านั้น, และมุสลิมจะต้องเชื่อและยอมรับคำตัดสินของท่านด้วยความ พอใจจึงจะนับว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง....


ท่านวิทยากรกล่าวว่า...


“อัลกุรอานที่คุณนำมาแสดงเพื่อยืนยันว่า การใช้อัลกุรอานอย่างเดียวก็เป็นที่พอเพียงนั้นคือ

ฉันยังจะต้องแสวงหาผู้ตัดสินอื่นๆ นอกจากพระองค์อัลลออ์อีกหรือ ? และพระองค์ผู้ซึ่งประทานคัมภีร์ซึ่งง่าย(ต่อความเข้าใจ); และพวกเขาผู้ซึ่งเราให้คัมภีร์แก่เขามาแล้ว, รู้ดีว่า มันเป็นโองการของอัลลอฮ์อย่างแท้จริง, ดังนั้นเจ้าไม่ควรจะอยู่ในบรรดาผู้คัดค้าน (6:114)

ในขณะที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงยืนยันในอีกอายะห์หนึ่งว่า ผู้ศรัทธานั้นยอมให้ท่านนบีตัดสินคือ

فلا وربك لا يؤمنون حتى يحكموك فيما شجر بينهم ثم لا يجدوا فى أنفسهم حرجا

مما قضيت ويسلموا تسليما

“หาได้เป็นเช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้าว่า พวกเขายังไม่ศรัทธาจนกว่า พวกเขาจะให้เจ้า (มูฮัมหมัด) ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างพวกเขา โดยที่จะไม่พบความคับแค้นในหัวใจของพวกเขาในสิ่งที่เจ้าตัดสิน และพวกเขาน้อมรับแต่โดยดี” (ซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65)


ทั้งสองอายะห์นี้จะค้านกันไหม? ผมหวังว่า คุณคงไม่ยอมรับอายะห์หนึ่ง แล้วก็ปฏิเสธอีกอายะห์หนึ่ง

ผมขอตอบคุณว่า...สองอายาตนี้ไม่ค้านกันแม้แต่นิดเดียว, ในทางตรงกันข้ามกลับสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์, และ ผมยอมรับทุกๆอายะห์ ในอัลกุรอาน ว่า ไม่มีการขัดกัน และมีรายละเอียด อย่างสมบูรณ์ ตามที่ท่าน รอซูลล์ได้ กล่าวไว้ ใน ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะ114 ซึ่งคำตอบของผมมีรายระเอียดดังต่อไปนี้....


“ความ มหัศจรรย์ ของ “อัลกุรอาน” อยู่ที่ไม่มีคัมภีร์, หนังสือ หรือ ข้อเขียนของมนุษย์ ใดๆที่จะ เทียบได้, เป็นคัมภีร์ซึ่งสร้างเสริม ความศรัทธา ให้ผู้ที่เข้าใจความหมาย มีความ เชื่อ มันในความสถิตอยู่ ของ “อัลลอฮ์” มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จาก การเปรียบเทียบ ซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65 และ ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะ114 ซึ่งจะ อธิบายไว้ในตอนท้าย”

ซึ่งผมขึ้นต้นการอธิบายไว้ดังนี้.....

..“เว้นไว้เสียแต่ (ด้วยอำนาจและพลานุภาพ ของ) พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น, ผู้คนเหล่านั้น จะไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง(ต่อพระองค์อัลลอฮ์), “จนกว่า” ที่ผู้คนเหล่านั้นจะยอมรับ ให้เจ้า(มูฮัมมัด) เป็นผู้ตัดสิน ในข้อพิพาท ต่างๆระหว่าง พวกเขา, และถ้าพวกเขามีความโปร่งใสภายใต้จิตสำนึก ของ พวกเขา ในการยอมรับคำตัดสินของเจ้า(มูฮัมมัด) จะไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยนอกเสียว่าผู้คนเหล่านั้นมีความเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาที่แท้จริง” (4:65)


เราจะเห็นได้ว่า ข้อความขึ้นต้นของ ซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65 นี่ขึ้นต้น ด้วย คำว่า “فَلاَ وَرَبِّكَ ” “เว้นไว้เสียแต่ (ด้วยอำนาจและพลานุภาพ ของ) พระองค์อัลลอฮ์ ” เป็นการ ยืนยันว่า การตัดสินของ อัลลอฮ์ นั้นเป็นการตัดสินที่เด็ดขาด และ ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงได้, แต่พระองค์อัลลอฮ์ได้ พิจารณาให้อำนาจแก่ท่าน รอซูลโดยไว้ใจใน ความไตร่ตรองและการตัดสินใจและคำแนะนำ ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ เรื่องราว และข้อพิพาทต่างๆ ทั้งทาง โลกและทางธรรม, ทั้งเรื่องส่วนตัวและสาธารณะ ของผู้คนทั้งหลาย ในสังคมมนุษย์ , นี่แสดงให้เห็นว่า อำนาจในการตัดสินข้อพิพาททั้งหลาย ของท่นรอซูลนั้น ต้องอยู่ใน ขอบเขตของข้อ บัญญัติ ของพระองค์ภายใต้ กฎเกณฑ์ ของพระองค์ที่บัญญัติไว้ในอัลกุรอานเท่านั้น จะใช้ความคิดส่วนตัว ในความเป็น “มนุษย์"”ไม่ได้......

แล้วในตอนสุดท้ายผมก็สรุปลง ด้วย... ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะ 114 ความ ว่า

"ฉันยังจะต้องแสวงหาผู้ตัดสินอื่นๆ นอกจากพระองค์อัลลออ์อีกหรือ? และพระองค์ผู้ซึ่งประทานคัมภีร์ซึ่งง่าย(ต่อความเข้าใจ); และพวกเขาผู้ซึ่งเราให้คัมภีร์แก่เขามาแล้ว, รู้ดีว่า มันเป็นโองการของอัลลอฮ์อย่างแท้จริง, ดังนั้นเจ้าไม่ควรจะอยู่ในบรรดาผู้คัดค้าน" (6:114)

ในอายะห์ 6:114 เป็น การแสดงออก ของท่านรอซูลให้เ็ห็นว่า ท่านรอซูล ไม่ได้ไปหา มาตฐาน ในการตัดสินจากที่อื่นใดนอกจาก อัลกุรอาน, ทั้งนี้ เพื่อรักษาความตั้งใจ ของอัลลอฮ์, ท่านรอซูล ทราบว่า ด้วยความกรุณาของพระองค์, ซึ่งพระองค์ ได้อธิบายความประสงค์ ของพระองค์ ไว้ในอัลกุรอาน, เราทุกๆคนถูกเตือนโดยพระองค์อัลลออ์ ว่าอย่า อยู่ในบรรดาผู้สงสัยในความสมบูรณ์ ของอัลกุรอาน, และเมื่อมีปัญหาใดๆ ในศาสนาหรือ สังคม, ให้หันเข้าหาอัลลอฮ์(อัลกุรอาน) เป็นผู้ตัดสินเพียงเท่านั้น....

“ที่คุณวิทยากร ยกซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65 มาให้ผมดู ก็เพื่อ จะแสดงให้เห็น ว่า การที่ผมยกอายะห์ 6:114 มาอ้าง ว่า ท่าน รอซูลล์ สั่งให้ ยึดอัลกุรอานเพียง อย่าง เดียวนั้น ไม่เป็นการถูกต้อง เพราะในซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65 กล่าวว่า


“หาได้เป็นเช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้าว่า พวกเขายังไม่ศรัทธาจนกว่า พวกเขาจะให้เจ้า (มูฮัมหมัด) ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างพวกเขา โดยที่จะไม่พบความคับแค้นในหัวใจของพวกเขาในสิ่งที่เจ้าตัดสิน และพวกเขาน้อมรับแต่โดยดี” (ซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65)

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด การที่คุณยกอายะฮ์นี้มา ก็เพื่อที่จะอ้างกับผมว่า, จากอายะห์นี้บอกให้เห็นว่า “ถ้ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นในสังคมแล้ว อัลลอฮ์ให้ตัวท่านรอซูลล์ เองเป็นผู้ตัดสิน, ถ้าเราเป็นผู้ที่มีความศรัทธาที่แท้จริงแล้ว จะต้องยอมรับการตัดสินของท่านรอซูลล์ โดยเต็มใจ” เมื่อเป็นเช่นนั้น แล้ว เราก็ควรจะเชื่อ “ฮาดีษ” ซอเฮียะฮ์ ของท่านรอซูลล์ การที่หันไปหาอัลกุรอานเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ถูกต้องทีเดียว


เนื่องด้วยผมไม่เห็นว่าสองอายะห์ นี้ขัดกันเลย เพราะผมเข้าใจดีว่า ความ มหัศจรรย์ ของ อัลกุรอาน อยู่ที่ ไม่มีผู้ใดสามารถ เลือกอ้างอายะห์ หนึ่งอายะห์ ใดในอัลกุรอานมาใช้ เพื่อที่จะบิดเบือนความจริงได้....


เนื้อหาใจความของบัญญัติต่างๆ ในอัลกุรอาน นั้น ไม่ว่าโองการจะถูกบัญญัติไว้ ในสมัยใด เราสามารถที่จะหยิบยก ความหมายในข้อบัญญัตินั้นๆ มาใช้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เมื่อใดก็ได้ จากตัวอย่างที่คุณยกมานี้, จะเห็นได้ ว่าคุณยก ซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65 มาสนับสนุน ความหมาย ใน ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะ 114 ซึ่งทำให้คำอธิบายของผม แจ่มแจ้งขึ้น, นั้นก็คือ คำสั่งสอนหรือการตัดสินใจของ รอซูลล์ ทุกๆท่าน รวมของท่านรอซูลล์ มูฮัมมัด ต้องอยู่ในกรอบข่ายของอัลกุรอาน และ ท่านรอซูลล์ จึงกล่าวออกมาว่า,


"ฉันยังจะต้องแสวงหาผู้ตัดสินอื่นๆ นอกจากพระองค์อัลลออ์อีกหรือ? และพระองค์ผู้ซึ่งประทานคัมภีร์ซึ่งง่าย(ต่อความเข้าใจ); และพวกเขาผู้ซึ่งเราให้คัมภีร์แก่เขามาแล้ว, รู้ดีว่า มันเป็นโองการของอัลลอฮ์อย่างแท้จริง, ดังนั้นเจ้าไม่ควรจะอยู่ในบรรดาผู้คัดค้าน" (6:114)

มาถึงตอนนี้คุณกล่าวหาว่าผม “บิดเบือนอัลกุรอาน” ทั้งนี้เพราะว่า เหมือน “อัลลอฮ์” ท่านทรงดลใจคุณ ให้หยิบยก ซูเราะห์อัลนิซาอ์ อายะห์ที่ 65 มาให้ผมใช้ยืนยัน “ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะ 114 ซึ่งผม ใช้อ้างอยู่ เสมอ

“มันเป็นพระประสงค์ของ อัลลอ์ ที่ผู้คน ควรต้อง เชื่อฟังท่านรอซูล ซึ่งเป็นทูตของ อัลลอฮ์ที่พระองค์ ทรงแต่งตั้ง ถ้าผู้กระทำบาปมาหาท่านรอซูลล์ , ท่านรอซูลจะเป็นตัวแทน พวกเขา ต่อพระองค์อัลลอฮ์, เพราะพระองค์มอบอำนาจ ให้ท่านรอซูล ในการขอ อภัยให้ผู้สำนึกบาปที่กลับใจแล้วและ ในทางที่ ท่านรอซูลล์ ชี้แจงและแนะนำ (ทางมุสลิมชีอะต์ รวมเอา อะฮ์ลุลบัยต์ เข้าไว้ในอำนาจของการเป็นตัวแทนเช่นเดียวกับท่านรอซูลล์ด้วย), อัลลออ์ ให้อภัยแก่ผู้ที่สำนึกผิดเสมอ,

ดังที่จะเห็นได้ ในซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะ์ 64 ดังต่อไปนี้


64. และเรามิได้ส่ง ร่อซูลคนใดมานอกจากเพื่อให้เขาได้รับการเชื่อฟัง ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น และแม้ว่าพวกเขานั้นขณะที่พวกเขาอธรรมแก่ตัวเอง ได้มาหาเจ้า แล้วขออภัยโทษต่ออัลออฮ์และร่อซูลก็ได้ขออภัยโทษให้แก่พวกเขาด้วยแล้วแน่นอน พวกเขาก็ย่อมพบว่าอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ( สมาคมนักเรียนเก่าอรับ)”



2. คุณกล่าวว่าผมแปลความหมายในอัลกุรอานผิด และ อาจจะ บิดเบือนอัลกุรอานเพื่อ นำข้อสรุปให้คล้องจองกับความคิดของผม, จากข้อความของคุณต่อไปนี้.....

ผมจะอธิบายให้คุณทราบว่า, ถ้าคุณจะ อธิบาย, คำว่า فلا وربك เป็นสำนวนคำสาบาน มีความหมายว่า “ ไม่เช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้า” ผมไม่มีข้อขัดข้องอะไร แต่ ในการแปลของผมๆ ผมใช้ความหมาย ของการสาบาน ซึงเป็นการถ่ายทอด ความหมาย มากกว่า, การแปลถ้าแปลตรงตัวลุ่นๆ จะได้ความว่า

فلا وربك لا يؤمنون حتى يحكموك فيما شجر بينهم ثم لا يجدوا فى أنفسهم حرجا

مما قضيت ويسلموا تسليما

“เช่นนั้น ไม่ และ ผู้อภิบาล, พวกเขาจะไม่มีความศรัทธาในตัวเจ้า, จนกระทั่ง เขาจะเลือกเจ้าเป็น อนุญาโตตุลาการ ในเมื่อมีข้อพิพาทในระหว่างพวกเขา, โดยที่พวกเขาไม่มีความรู้สึกอับอายภายในจิตใจของพวกเขา”

ปัญหาที่ข้องใจคุณอยู่ที่ วลีที่ว่า “فلا وربك” ซึ่งตรงกับ ภาษาอังกฤษว่า “ Then no and Lord” ภาษาไทยว่า “เช่นนั้น ไม่ และ ผู้อภิบาล”

คำแปลโดยสมาคมนักเรียนเก่าอรับ…

65. “มิใช่เช่นนั้นดอก ข้าขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า” เขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขาแล้วพวกเขาไม่พบความ คับใจใด ๆ ในจิตใจของพวกเขาจากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินใจ และพวกเขายอมจำนนด้วยดี
(1) คือดีใจเห็นชอบตามที่ท่านนะบีตัดสินทุกอย่าง เช่นนี้พวกเขาจึงจะอยู่ในฐานะผู้ศรัทธา

คำแปลโดยวิทยากร

“หาได้เป็นเช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้าว่า” พวกเขายังไม่ศรัทธาจนกว่า พวกเขาจะให้เจ้า (มูฮัมหมัด) ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างพวกเขา โดยที่จะไม่พบความคับแค้นในหัวใจของพวกเขาในสิ่งที่เจ้าตัดสิน และพวกเขาน้อมรับแต่โดยดี”

คำแปลโดยคุณ matt

“เว้นไว้เสียแต่ (1) พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น”, ผู้คนเหล่านั้น จะไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง(2), “จนกว่า” ที่ผู้คนเหล่านั้นจะยอมรับ ให้เจ้า(3) เป็นผู้ตัดสิน ในข้อพิพาท ต่างๆระหว่าง พวกเขา, และถ้าพวกเขามีความโปร่งใสภายใต้จิตสำนึก ของ พวกเขา ในการยอมรับคำตัดสินของเจ้า(4) จะไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยนอกเสียว่าผู้คนเหล่านั้นมีความเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาที่แท้จริง”

1.ด้วยอำนาจและพลานุภาพ ของ
2.ต่อพระองค์อัลลอฮ์
3.มูฮัมมัด
4.มูฮัมมัด


เปรียบเทียบประโยคคำต่อคำ, วลีต่อวลี,

فلا وربك ฟะลาวะรอบบิกะ

“มิใช่เช่นนั้นดอก ข้าขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า” (นักเรียนเก่าอรับ)

“หาได้เป็นเช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้าว่า” (วิทยากร)

“เว้นไว้เสียแต่ (1) พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น” (แมทท์)

ผมว่าทั้งสาม “วลี” มีความหมายที่คล้ายๆกัน ซึ่งตรง กับคำว่า “Never indeed” ในภาษาอังกฤษ แต่ผมไม่ได้ ใช้คำว่า “ขอสาบาน” หรือ “ข้าขอสาบาน” ดังจะ เห็นคำแปลในภาษาอังกฤษที่ขึ้นต้นด้วย วลีต่อไปนี้

But no! by your Lord!,-- But no, by the Lord,--- But nay, by thy Lord, เป็นวลีในภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะมีความหมายว่า “Never indeed, by your Lord;” แปลว่า ไม่เคยเลยจริงๆ, โดยพระผู้อภิบาลของเจ้า”

ถ้าเราดูรูปประโยค แล้ว, เราจะเห็นลักษณะของประโยค เป็นการสาบาน, แต่ที่ผมแปล ผมนำความหมายมาใช้ โดยตรง โดยไม่จัดรูปประโยคให้อยู่ใน รูปของการสาบาน ซึ่งมีความหมายว่า“เว้นไว้เสียแต่ (ด้วยอำนาจและพลานุภาพ ของ) พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น” ที่จะมีความ เด็ดขาดที่ไม่มีผู้ใดจะยกเลิก หรือ เปลี่ยนคำสั้่งของพระองค์ได้

“องค์อภิบาล” ในที่นี้ผมเข้าใจว่า ท่านวิทยากร หมายถึง “อัลลออ์” หรือ พระเจ้าซึ่งมีความหมายว่า “อัลลอฮ์เป็นองค์สูงสุดที่มนุษย์ ผู้ศรัทธายอมสวามิภักดิ์ และพระองค์มีอำนาจสูงสุด ที่ไม่มีอำนาจใดมาลบล้างได้, ดังนั้นการสาบานด้วยองค์ อภิบาล จึงเป็นการอ้าอิงถึงสิ่งที่สูงสุด มาเป็นพยาน”


แต่ความหมายที่สำคัญของการสาบานนี้อยู่ที่ว่า “เพราะองค์ผู้อภิบาล(อัลลอฮ์) เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด, ดังนั้นผู้สาบานจึงนำพระองค์มาเป็นพยาน” ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับ “เว้นไว้เสียแต่ พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น” ทีพระองค์จะให้อำนาจหรือ อนุมัติ ให้ท่านรอซูล หรือผู้ใดกระทำการใดๆ ก็ได้”

ในประโยคที่ว่าفِيمَا شَجَرَ بَيْنَهُمْ นั้นแสดง ว่าพระองค์ อัลลอฮ์ ท่านให้สิทธฺ์ ในการตัด สินข้อพิพาท หรือ อำนาจต่อท่านรอซูลล์ อย่างอิสระ, ثُمَّ لاَ يَجِدُواْ فِي أَنفُسِهِمْ “จนเขาเหล่านั้นจะมีความใสว่างในจิตใจของพวกเขายอมรับการตัดสินของท่านรอซูลล์ ซึ่งแสดง ถึงพระองค์ อัลลออ์ ทรงประทาน สิทธิ์ ในการตัดสินใจ อย่างเฉียบพลัน ทั้งคำแนะนำและการวินิฉัยของท่าน, ไม่มีผู้ใดที่จะขัดขืน ความคิดและการกระทำของท่านรอซูลล์ได้ ทั้งนี้ท่าน กระทำอยู่ภายใต้ การอนุมัติของ พระองค์อัลลอฮ์, وَيُسَلِّمُواْ تَسْلِيمًا “ และยอมรับการตัดสินอย่างเต็มใจด้วยความศรัทธา โดยที พวกเขายอมจำนนด้วยดี”, ข้อนี้ยืนยันให้เห็นถึง การเชื่อฟังท่านรอซูลล์โดยไม่มีเงื่อนไข ภายใต้คำบัญยชาของอัลลอฮ์


ตามที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็น ว่า การตัดสินและคำสั่งสอนของ ท่านรอซูลล์ นั้น ไม่ได้มาจาก การตัดสินใจ ของรอซูลล์ ที่อยู่ ในความรู้สึกของ ความเป็น บุคคลธรรมดา แต่ต้อง อยู่ในกฎบัญญัติของอัลลอฮ์ คือ อัลกุรอาน, ดังนั้น หลังจาก ท่านรอซูลล์ สิ้น ชีวิตไปแล้ว สิ่งที่มุสลิม จะต้องยึดถือ เป็นหลัก ในการ ตัดสิน ปัญหาในสังคม และประกอบศาสนกิจตาม คือ “อัลกุรอาน” ตามอายะ(6:114)

สิ่งที่ผมไม่เข้าใจในที่นี้ก็คือ ทุกๆครั้งที่ผมอ้างถึง การใช้ “อัลกุรอาน” เป็นหลักยึดถือสำหรับมุสลิม เพียงอย่างเดียวในการประกอบศาสนกิจนั้น ส่วนมากของท่านสมาชิก จะออกมาขัดค้าน และแสดงความคิดเห็นที่ส่อ ไปในความสงสัยถึงรายละเอียดและ ความสมบูรณ์ ของ อัลกุรอาน และท้าทายความ สัจจริง ข้อความใน “อัลกุรอาน” , และถ้ามีผู้ใดประพฤติดังกล่าว แทนที่จะตักเตือน กลับ อธิบาย เบี่ยงเบน ส่งเสริม ตีความสนับสนุน ถ้า เป็น เช่นนี้ แล้ว ท่านจะเอา “มรดก” สิ่งใดถ่ายทอด ให้กับลูกหลานมุสลิม ในเมื่อ การสอน ของท่าน ไม่หนักไปใน ความยึดมั่น ในหลักการ ของ “อัลกุรอาน” แต่กลับไป ยกสิ่งที่มนุษย์ ประดิษฐ์ ขึ้น มาเทียบเท่า “อัลกุรอาน” เอามาสอน


สิ่งที่มนุษย์ ประดิษบ์ขึ้นมา มีความไม่แท้จริง และข้อสงสัย, และหลักการที่ขัดกับอัลกุรอานอยู่มาก ลองใคร่ครวญไตร่ตรอง ให้ดี, อ่านหนังสือต่างๆที่ท่านใช้ในการสอน การปฏิบัติ นอกจากอัลกุรอานแล้ว แล้วพิจารณา ดูว่า มันเข้ากับ หลักการ ของความศรัทธาของอิสลาม, และสังคมมนุษย์ และความสันติของ โลก ตามวัตถุประสงค์ ของโลกหรือไม่,

เปรียบเสมือนว่า พระองค์อัลลอฮ์ ทรงประทานโคมไฟ ส่องสว่าง ให้ มุสลิม แต่แทนที่เราจะใช้ โคมไฟ เรากลับ ไปใช้ แสงเทียนที่ริบหรี่ มองอะไรไม่ชัดเจน, ไม่เห็นหนทางเดินที่ชัดเจน เดินไม่ทันความเจริญ ของสังคม แล้วมานั่ง รำพึงรำพัน ว่าทำไมสังคม มุสลิม จึงตกต่ำ และล้าหลังสังคมอื่น อัลกุรอานสอนให้เราหาความเจริญรุ่งเรือง ในโลกดุนยา ให้มากเท่าๆกับ การเตรียม ตัว ไว้ ให้พร้อม เพื่อ วันอาคีเราะห์ เช่นกัน


การที่มุสลิมตกต่ำ ในทุกๆวันนี้ ก็เพราะว่า ส่วนมากของมุสลิม เราหันหลังให้หลักการที่แท้จริงของอิสลาม ซึ่ง เป็น "มรดก" ที่ท่านรอซูลถ่ายทอดไว้ ให้เรา นั้นก็คือ “อัลกุรอาน” แต่แทนที่ เราจะรักษา “มรดกที่แท้จริง” สิ่งนี้ไว้ให้ลูกหลาน เรากลับ “นำเอาสิ่งแปลกปลอม ที่หาความจริงและความแน่นอนไม่ได้ มา “เป็นมรดก” ให้มุสลิมรุ่นต่อไป


วัสลาม


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nuroiya
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 28/12/2003
ตอบ: 41


ตอบตอบ: Sat Jun 12, 2004 8:22 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณแมทท์

ดิฉันได้อ่านแล้วเข้าใจว่าไม่มีใครหน้าไหนที่จะหาญกล้าปฏิเสธ อัล-กุรอาน หรอก แต่จะต้องนำ ฮะดีษ ศอเฮียะห์ ของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม มาประพฤติปฏิบัติเป็นรูปแบบ

ตัวอย่างเช่น เวลาเราจะละหมาด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราจะต้องยกมือตักบีรอย่างไร เราจะต้องรู่กัวะอย่างไร เราจะต้องสู่หยูดอย่างไร เราจะต้องตะฮิยัตอย่างไร

ดิฉันได้อ่านมาหลายคำตอบแล้วไม่เห็นคุณ แมทท์ตอบเรื่องนี้ซักที คุณได้แต่อธิบายเฉพาะกุรอ่านเท่านั้น แต่ดิฉันไม่ได้ปฏิเสธกุรอานน่ะ หวังว่าคงจะได้รับคำตอบจากคุณในเรื่องละหมาดซักที คงจะกระจ่างน่ะค่ะ.

_________________
"จงยึดมั่นในสายเชือก(ศาสนา)ของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกัน และอย่าได้แตกออก หรือแตกต่างจากศาสนาของอัลลอฮฺ"
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Jun 12, 2004 8:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แก้คำผิด...

สิ่งที่มนุษย์ ประดิษบ์ขึ้นมา มีความไม่แท้จริง และข้อสงสัย, และหลักการที่ขัดกับอัลกุรอานอยู่มาก ลองใคร่ครวญไตร่ตรอง ให้ดี, อ่านหนังสือต่างๆที่ท่านใช้ในการสอน การปฏิบัติ นอกจากอัลกุรอานแล้ว แล้วพิจารณา ดูว่า มันเข้ากับ หลักการ ของความศรัทธาของอิสลาม, และสังคมมนุษย์ และความสันติของ โลก ตามวัตถุประสงค์ ของโลกหรือไม่,

เปลี่ยนเป็น...

สิ่งที่มนุษย์ ประดิษบ์ขึ้นมา มีความไม่แท้จริง และข้อสงสัย, และหลักการที่ขัดกับอัลกุรอานอยู่มาก ลองใคร่ครวญไตร่ตรอง ให้ดี, อ่านหนังสือต่างๆที่ท่านใช้ในการสอน การปฏิบัติ นอกจากอัลกุรอานแล้ว แล้วพิจารณา ดูว่า มันเข้ากับ หลักการ ของความศรัทธาของอิสลาม, และสังคมมนุษย์ และความสันติของ โลก ตามวัตถุประสงค์ ของ "ศาสนาอิสลาม" หรือไม่,
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nuroiya
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 28/12/2003
ตอบ: 41


ตอบตอบ: Sat Jun 12, 2004 11:15 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณ แมทท์ ค่ะ

ไม่ทราบว่าที่คุณได้พิมพ์แก้คำผิดของคุณ ดิฉันไม่ทราบว่าคุณได้อ่านกระทู้ของดิฉันหรือยัง ถ้าได้อ่านแล้วกรุณาตอบกระทู้ของดิฉันช่วยซิค่ะ จักขอบคุณมาก ..

_________________
"จงยึดมั่นในสายเชือก(ศาสนา)ของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกัน และอย่าได้แตกออก หรือแตกต่างจากศาสนาของอัลลอฮฺ"
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Sat Jun 12, 2004 11:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามุอฺลัยกุม

คุณ nuroiya ครับ ผมและพี่น้องมุสลิมคนอื่นก็รอคอยคำตอบเรื่องการปฏิบัติละหมาดโดยอาศัยหลักฐานที่ได้จากกุรอานที่ย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นแหล่งวิชาความรู้แห่งการเรียนการสอน และการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเดียวมาเป็นเวลานานแล้วครับ โดยส่วนตัวผมเองแล้วผมก็อยากที่จะได้ปฏิบัติศาสนกิจที่ได้หลักฐานที่มาจากอัลกุรอานอย่างเดียวโดยไม่พึ่งพาหลักฐานจากแหล่งอื่นอีก แต่ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานที่ว่านี้มาได้ซักที ซึ่งผมก็คิดว่าผมไม่สามารถที่จะหาได้ ก็เลยรอผู้ที่มีความรู้แตกฉานในวิชาอัลกุรอานอย่างคุณ Matt จะนำเสนอให้ได้เห็นกันจะๆ ซะที พวกเราชาวมุสลิมจะได้ประจักษ์ความจริงกัน แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าลองได้ถามเรืองนี้กันทีไร ก็จะมีการเบี่ยงเบนประเด็น หรือไม่ก็แกล้งลืมหรือทำเป็นไม่เห็นซะอย่างงั้นแหละ หรือไม่ก็หายแวบไปเลย ดูเหมือนมีเจตนาว่าจะเข้ามาป่วนหรือเข้ามาทำลายอฺกีดะห์ของพวกเราเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่มุสลิมเกือบจะทุกคนก็ว่าได้ ทำการปฏิบัติศาสนกิจโดยอาศัยหลักฐานจากอัลกุรอาน และอัลฮะดีษที่แข็งแรงถูกต้องปฏิบัติกันมาโดยตลอด แต่อยู่ ๆ ก็กลับมาบอกว่าหลักฐานฮะดีษต่าง ๆ นั้นเชื่อถือไม่ได้บ้างล่ะ เป็นสิ่งที่เป็นชิริกฺบ้างล่ะ (ออูซุบิลลาห์) เอาล่ะ! ถ้าปฏิเสธหลักฐานจากฮะดีษในเรื่องนี้ก็ขอเชิญนำเสนอหลักฐานวิธีปฏิบัติละหมาดจากอัลกุรอานอย่างเดียวมาได้เลยครับ เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง....จิ๊บจ๊อย พวกเราจะได้ประจักษ์ว่าคุณมีเจตนาที่ดีต่อมวลมุสลิมจริง ๆ

วัสสลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Jun 12, 2004 11:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามมุอะลัยกุม คุณnuroiya


ผมรีบตอบให้คุณก่อน เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องรอนาน คุณแน่ใจหรือว่า “อะฮะดีษ” ซอเฮียะฮ์ นั้นสามารถใช้ควบคู่กับ “อัลกุรอานได้” ลองศึกษา “อะฮะดีษ” ซอเฮียะฮ์ ทั้ง ทางฝ่าย ซุนนีย์ และ ฝ่ายชีอะต์ ดูให้ละเอียด คุณจะเห็นว่าการจดบันทึกไม่ตรงกัน


คุณ ขยั้นขยอ เรื่อง การทำละหมาด ถามผมว่าเราจะละหมาดอย่างไร? ถ้าเราไม่เรียนจาก “อะฮะดีษ”, นั้นนะซี ผมก็สงสัยเช่นกัน กับคุณ และเคย ถามปัญหานี้ มาแล้ว กับ บรรดา อาจารย์ หลายท่าน แต่ไม่ได้ คำตอบที่ ถูกใจสักท่านหนึ่ง แน่นอนท่านรอซูลล์ จะต้องทำละหมาดแน่ และมุสลิมทุกๆท่าน ในสมัยนั้น ก็ต้อง ทำละหมาด ท่านรอซูลล์ ทุกๆท่าน ก็ต้องทำละหมาด นับแต่ท่าน นบีอิบรอฮิมมา บางท่านห้ามผมว่า ถ้าจะบอกว่า การทำ ละหมาด ตกทอดกันมาตั้ง แต่ สมัย นบี อิรอฮิม นั้น เขายอมรับไม่ได้? เขาต้องการให้ผมยก อัลกุรอานมาที่ละอายะห์ๆ ให้บอกถึงการทำละหมาด ว่า ท่า ทาง จะต้อง ทำอย่างไร? ทั้งนี้เพราะความที่เขาขาดศรัทธา ในบัญญัติของอัลลออ์ ที่ไม่เชื่อในบัญญัติ ของ อัลลอฮ์ ว่ามีความสมบูรณ์ ในหลักการปฏิบัติ ทาง ศาสนาไว้ครบครัน ถึงอย่างไรก็ตามผมกำลังทำการรวบรวมอยู่ ....ขอให้อด ใจรอ..


แต่ผมเองก็เป็นคนใจร้อนอย่างคุณ ผมอยากจะทราบว่า “ระยะเวลา ก่อนที่จะมี “อะฮาดีษ” นั้น เป็นช่วง เวลา ประมาณ 200 ปี ในระหว่างนั้น มีแต่คำบอกเล่าต่อๆกัน ปากต่อปาก “มุสลิมเราทำละหมาดกันอย่างไร? เพราะ การรวบ รวม ฮะดีษ ต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ และยัง ไม่ มี การลำดับ ว่า “ฮะดีษใด ไม่จริง , อ่อนแอ, แข็ง และแข็งที่สุด (“อะฮะดีษ” ซอเฮียะฮ์ ) ต่างคนต่างละหมาด อย่างไรก็ได้กระนั้นหรือ? และท่านรอซูลล์ ท่านเรียนการละหมาดมาจากใคร? ท่านรอซูลกล่าว “ชาฮาดะห์” ว่าอย่างไร ? และก่อนที่ท่านรอซูลล์ จะได้ “วะฮี” ท่านละหมาด และ อ่าน “ฟาติฮะอะไร หรือ อย่างไร? คำถามเหล่านี้ น่าสนใจทั้งนั้น ถ้าผู้ใดทราบกรุณาตอบให้ผมทราบด้วย


คุณ nuroiya เคยคิดบ้างไหม? ผมอยากให้คุณตอบเอง เพื่อที่ว่า เราจะได้ แลกเปลี่ยนความรู้กันบ้าง เพื่อว่าคุณอาจจะ เปลี่ยนใจผมได้

กฎต่างๆในการปฏิบัติศาสนกิจ ของมุสลิมจะต้องมาจากอัลกุรอาน เท่านั้น เพราะอัลกุรอานมีรายละเอียด อย่างสมบูรณื อย่างที่สุดแล้ว.....คุณยังมีความสงสัยใน "ความแท้จริงของบัญญัติต่างๆ ในอัลกุรอานหรือ?" คุณยังมีความสงสัยใน "โองการของ "อัลลอฮ์" อยู่หรือ? คุณเชื่อและเกรงกลัวมนุษย์ มากกว่าอัลลออ์กระนั้นหรือ? ถามคำถามนี้ ก่อนทำละหมาด ทุกๆครั้ง เพื่อที่ การละหมาดของคุณ จะมีความจริงใจ ต่อ"อัลลอฮ์" ไม่ใช่ละหมาด เพราะ เป็น "ซุนนะห์" เท่านั้น ถ้าคุณ ละหมาด เพราะ เป็น "ซุนนะห์" และ ยังเชื่อสิ่งประดิษที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเทียบเทียม “กิตาบุลลอฮ์” แล้ว โปรด อย่าทำละหมาด จนกว่าว่า ในหัวใจคุณ จะแน่ใจ ว่า "อัลลออ์คือพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่คุณยอมสวามิภักดิ์ และสักการะ ทั้ง กาย วาจา ใจ" และคุณมีความเชื่อมั่นในโองการของพระองค์ โดยไม่มีเงื่อนไข.


การที่นะบีอีซา ถูกยกย่องว่าเป็นภาคึของอัลลออ์ ก็เพราะ ความรักของผู้คนที่มีต่อท่าน นะบึอีซา มีมากเกินกว่า ความรัก และศรัทธา ในอัลลอฮ์


ดังนั้นมุสลิมเราจึงไม่ควร ทำให้ประวัติศาสตร์ ซ้ำรอย โดยการไม่มีศรัทธา ในอัลกุรอาน เมื่อใด ก็ตาม ที่คุณ มีคำถาม ท้าทาย ความละเอียดละออและ ความสมบูรณื ของ อัลกุรอานแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่แน่ใจว่าคุณคือใคร? และคุณกำลังนับถือศาสนาอะไร?


เมื่อใด ก็ตาม ที่คุณ มีคำถาม ท้าทาย ความละเอียดละออและ ความสมบูรณ์ ของ อัลกุรอานแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่แน่ใจว่าคุณคือใคร? และคุณกำลังนับถือศาสนาอะไร? คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า "คุณอ่านรายละเอียดของ ทุกๆอายะห์ ในอัลกุรอาน โดยความเข้าใจ อย่างถี่ถ้วน หรือ ยัง? ถ้าคุณยังไม่ได้ศึกษาอัลกุรอาน อย่างถึ่ถ้วน แล้ว คุณ ก็เท่ากับ ปรักปรำ ความแท้จริงของ อัลกุรอาน แล้วคุณจะเป็น มุสลิมอย่างไร?


คุณทราบได้อย่างไร ว่าไม่มีรายละเอียดเรื่องการละหมาด ใน อัลกุรอาน คุณแน่ใจหรือ ? หรือเพียงแต่ได้ยิน เขากล่าวว่า หรือสอนคุณมาว่า...ให้ถามพวกที่ไม่เชื่อ "อะฮะดีษ" ซิว่า ถ้าไม่มี "อะฮาดีษ" แล้ว มุสลิมจะละหมาดอย่าง ไร? คุณเคยถามอาจารย์ เหล่านั้น บ้าง ไหม? ว่า ท่านรอซูลล ท่านเรียนการละหมาด มาจากใคร? ถ้าการละหมาดมาจาก "อะฮะดีษ" เท่านั้น


ทำไม่ มุสลิมทุกๆท่าน จึงละหมาดไม่ เหมือนกัน? และยังคงถกเถียงกันอยู่ว่า ใครจะทำ ถูด "ซุนนะห์" กว่าใคร? มุสลิมที่ไม่เชื่อในอัลกุรอาน แตกแยก ออกกัน เป็นนิกาย ต่างๆ เพราะ ยึด "อะฮะดีษ" เป็นหลักการ ปฏิบัติศาสนกิจ ก่อน ใช้ "อัลกุรอาน"? ทำไมซุนนีย์ มุสลิม และ นิกายอื่นๆ จึงปฏิบัติ ศาสนกิจ ไม่เหมือน กัน "ถ้า อะฮะดีษ" มีความแท้จริง? คำถามเหล่านี้ คุณจำเป็น จะต้อง ตอบ ให้ได้ คุณจึงจะเข้า ใจ หลักการ ของ "อิสลามที่แท้จริง....

อย่าเพิ่งเบื่อคุยนะครับ ผมจะนำรายละเอียดมาแจกแจงเมื่อถึงเวลา

ขออัลลออ์ได้โปรดคุ้มครองคุณและครอบครัวด้วย


วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Sun Jun 13, 2004 12:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

matt

คุณรับวะฮีย์เองหรือ

คุณตามนะบีหรือปล่าว

ถ้าตาม...ตามยังไง ในเมื่อคุณปฏิเสธฮะดีสศอเฮียห์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
mahdisaudi
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 03/06/2004
ตอบ: 381


ตอบตอบ: Sun Jun 13, 2004 1:15 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อันใดที่เราะสูลสั่งใช้ก็จงทำ อันใดที่เราะสูลห้ามก็จงหยุด
จงนมาซฺเหมือนที่ท่าน(เรียน)รู้ว่าฉันนมาซฺอย่างไร

การเรียนรู้นมาซของท่านเราะสูลว่าทำอย่างไร อ่านอะไรตอนไหนมีท่านญิบรีลเป็นผู้สอน ศอหาบะได้เรียนรู้ต่อมาและได้มัการบันทึกจนถึงเรา คุญแมทกำลังหลงลำพองในการรับใช้ผู้ปฏิเสธ และกำลังหว่านเพาะพันธ์สิ่งอันตรายข้อสงสัยให้กับลูกหลานมุสลิม ให้สงสัยหะดีษ สงสัยศอหาบะฮฺ และต่อไปจะให้สงสัยการมีอยู่จริงของท่านเราะสูลุลลอฮฺ และเมิ่อถึงเวลานั้นคุณแมทก็จะถามแก่มุสลิมอีกว่า มุสลิมจะเชื่อการบันทึกอัลกุรอานได้อย่างไรเพราะเราอยู่ห่างจากสมัยนบีฯ เป็นพันปี อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ แมทกำลังก่อไฟฟิตนะฮฺสร้างปริศนาให้แก่เยาวชนมุสลิม
อัศหาบะได้เรียนรู้การนมาซฺและคำสอนต่างๆจากท่านเราะสูลฯ
ตาบิอฺตาบิอีน ถ่ายทอดกันมา อุละมาอฺต่างๆ ก็เรียนรู้ต่อกันมามีการการอบรมการสอน การบันทึก การรายงานต่อกันมา จนถึงเราในปัจจุบัน จากการรายงานของอุมมุลมุมินีน ภรรยาของท่าน นบีฯ
ของอัศหาบ และอุละมา มีการบันทึกอันมีคุณค่าอันอนันต์ แก่โลก
การเรียนการสอนและการทำรายงาน การบันทึกถ้าไม่มี เราๆในเวลานี้
จะเรียนด้วยปากกันอย่างเดียวหรือ คุณแมทที่จบการศึกษาและทำมาหากินในปัจจุบันไม่ต้องเขียนต้องจดอะไร จะได้หรือ แทัจริงแล้ว ศาตร์แขนงต่างๆก้าวหน้าได้ด้วยเพราะมีการรายงานมีการบันทึก เราอย่าได้ทรยศกับวิชาที่สำคัญอันนี้ บรรดาอาลิม หรือสำนักความคิด อิมามต่าง และผู้รายงาน ผู้บันทึก ได้รายงานจากศอหาบะ นับร้อยนับพันท่าน
และเรารุ่นหลังได้รับจากอุละมา ใหญ่ๆอีกตั้งกี่ท่านที่มีรายงานมาให้
ทราบจนเรียนรู้กันชั่วชีวิตนี้ก็ยังไม่หมด
หะดีษ รายงานการใช้ชีวิตการดำเนินชีวิตของเราะสูลฯ รายละเอียดตั้งแต่เช้าจนค่ำ การกินการนอน การกระทำต่างๆ สีผิวรูปร่าง ลักษณะท่าทาง การเดินการนั่งอิริยาบททุกอย่างของท่านเราะสูลฯถูกรายงานบันทึกในหนังสือบันทุกหะดีษของอุละมาตั้งหลายๆท่าน รายละเอียดเหล่านี้เราจะไปหาไม่ได้ในการอย่างอิสลามนี้อีกแล้ว การบันทุกเหล่านี้ทำให้เรามีอีมานเพิ่มพูนทำให้เรารักศรัทธาต่ออิสลามรักต่อท่านนบีฯ รักครอบครัวของท่านและศอหาบะฮฺสหายของท่านเราะสูลฯ บรรดาวีรชนต่างๆของอิสลาม
ถ้าบรรดาลูกหลานไม่เอาการบันทึกไม่เอาการรายงานหะดีษเพราะเกิดจากการชักจูงของนายแมท ขอพระองค์ช่วยจัดการในเร็ววัน
คุณแมทจงระวังตนระวังตัว เตาบัตกลับตัวขอดุอาอฺให้มาอยู่ในหนทางอิสลาม อย่าได้บาปมากไปกว่านี้เลย
อย่าลืมวันอาคิรัตมีจริง ตามอัลกุรอาน และหะดีษที่ได้บันทึกไว้

_________________
อัลฟะละกี
เรื่องดาราศาตร์ก็มีกล่าวในอัลกุรอาน
&ใช้ดาราศาสตร์เพื่อช่วยให้ง่ายสดวกในการดูเดือน
มิใช่เพื่อมาทดแทนการดูเดือน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
อัลฮุดา
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 16/03/2004
ตอบ: 44


ตอบตอบ: Sun Jun 13, 2004 3:42 pm    ชื่อกระทู้: มรดกอิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณแมทท์

คุณยึดถือแต่อัลกุรอ่าน แต่ปฏิเสธฮาดีสศอเฮียะห์ อยากทราบว่าคุณเอาอะไรมาเป็นโครงสร้างหลักของศาสนาคะ เพราะศาสนาอิสลามมีองค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างหลัก 3 ประการ คือ
รุกนอีหมาน รุกนอิสลาม และ อัลเอียะฮ์ซาน
ซึ่งโครงสร้างหลักทั้ง 3 ประการนี้ได้มาจากคำสอนของท่านนบีมูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จากฮาดีสรายงานโดยท่านอุมัร อิบนิค็อตต็อบ ที่มีบันทึกอยู่ในศอเฮียะห์มุสลิม กิตาบุ้ลอีหม่าน บทที่ 1

“ขณะที่เรากำลังอยู่กับท่านรซูลในวันหนึ่ง มีชายผู้หนึ่งได้ปรากฏกายขึ้น เขาใส่อาภรณ์ที่ขาวสะอาด มีผมดำขลับโดยไม่มีร่องรอยของการเดินทางปรากฏให้เห็น ไม่มีผู้ใดในหมู่เราที่รู้จักเขา จนกระทั่งเขาเข้ามานั่งเอาเข่าเกยกับเข่าของท่านนบี และเอามือทั้งสองวางลงบนหน้าตักของท่านนบีแล้วกล่าวว่า โอ้มูฮัมหมัด โปรดบอกฉันเกี่ยวกับอัลอิสลาม ท่านตอบว่า คือ กาปฏิญาณตนว่า ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮ์ มูฮัมหมัดรอซูลุลลอฮ์ และการดำรงละหมาด การบริจารซากาต การถือศีลอดเดือนรอมฎอน และการทำฮัจญ์หากมีความสามารถจะไปได้ ชายผู้นั้นกล่าวว่า ท่านพูดถูกแล้ว (ท่านอุมัร) กล่าวว่า เราแปลกใจเหลือเกินที่เขาถามแล้วยืนยันในคำตอบเสียเอง เขาถามต่อไปว่า โปรดบอกฉันเกี่ยวกับอัลอีหม่าน ท่านนบีตอบว่า คือการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อมาลาอิกะฮ์ ต่อคัมภีร์ บรรดาศาสนทูตของพระองค์ วันอวสาน และศรัทธาในเรื่องการกำหนดความดีและความชั่วของพระองค์ ชายผู้นั้นกล่าวว่า ท่านพูดถูกแล้ว เขายังถามต่อไปอีกว่า โปรดบอกฉันเกี่ยวกับอัลเอียะฮ์ซาน ท่านนบีตอบว่า คือการที่ท่านจะต้องสักการะต่ออัลลอฮ์ประหนึ่งว่าได้เห็นพระองค์ แม้ว่าท่านไม่เห็นพระองค์ก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงเห็นท่าน”

อย่างเช่นเรื่องรุกนอีหม่านนั้น แม้ว่าในอัลกุรอานจะมีรุกนอีหม่าน 6 ประการระบุไว้ครบถ้วนก็ตาม แต่เรื่องอื่นๆก็มีระบุไว้ในอัลกุรอานเช่นเดียวกัน ทำไมถึงไม่นำมาเป็นหลักในการศรัทธาด้วย
ทั้งนี้ก็เพราะ การที่จะนำเรื่องใดมาเป็นหลักในการศรัทธานั้นมิได้เป็นความคิดของผู้ใดหรือกลุ่มคนใดโดยเฉพาะ หากแต่ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นผู้ร้อยเรียงหลักการศรัทธา 6 ประการนี้ให้ผู้ศรัทธายึดถือ ซึ่งก็ต้องอาศัยฮาดีสศอเฮียะห์ดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง

(อ้างอิงจากหนังสือ “อิสลามตามคำสอน เล่มที่ 1” ของท่านอาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้ หน้า16-18,29 )

คุณแมทท์ปฏิเสธฮาดีสศอเฮียะห์ แล้วอย่างนี้คุณแมทท์จะเชื่อ จะศรัทธาในศาสนาอัลอิสลามของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่พระองค์ได้แต่งตั้งให้ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาเป็นศาสนทูตสั่งสอนชี้แนะแก่มนุษยชาติ ได้อย่างไร ช่วยบอกหน่อยซิคะ

ความจริงคุณแมทท์นี่เก่งนะ ทำตัวเสมอท่านนบีเลยนะคะ สามารถเข้าใจอัลกุรอานซึ่งเป็นแม่บทหลักได้ โดยไม่ต้องดูที่ท่านนบีสอนไว้ อีกทั้งความเข้าใจของบรรดาศอฮาบะห์ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย คุณแมทท์ยิ่งไม่สนใจเลย เก่งมากค่ะท่าน

แต่ระวังนะ ท่านนบีบอกว่า “ใครที่อธิบายอัลกุรอานด้วยปัญญาของเขา (ผิดหรือถูกไม่รู้ แม้ว่าบังเอิญไปถูก) เตรียมไว้เลยที่นั่งในนรก”

แต่ว่า คุณแมทท์ไม่เชื่อคำนบี นี่นา ทำไงได้

อ้อ แล้วที่คุณแมทท์บอกว่า "เขาต้องการให้ผมยก อัลกุรอานมาที่ละอายะห์ๆ ให้บอกถึงการทำละหมาด ว่า ท่า ทาง จะต้อง ทำอย่างไร? .......ผมกำลังทำการรวบรวมอยู่ ....ขอให้อด ใจรอ.. ." แสดงว่าตอนนี้คุณก็ยังไม่มีหลักฐานที่คุณใช้ในการทำละหมาดของคุณน่ะซิ หรือว่า คุณยังไม่ได้เริ่มละหมาด??
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Nirwana
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 13/06/2004
ตอบ: 8


ตอบตอบ: Sun Jun 13, 2004 9:13 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ดาราสาวคนหนึ่งสืบเชื้อสายสกุลชั้นสูง พ่อเคยดำรงตำแหน่งนำในองค์กรทางศาสนา
และวันดีคืนดี พ่อของดาราคนนั้นไปชื่นชมกับลัทธิปฎิเสธิฮาดิษ และเขาคิดว่านี้คือสิ่งที่ดีที่สุด
และถูกต้องที่สุด พ่อของดาราคนนั้นยืนยันในหลักศรัทธาอันแน่วแน่ในอิสลามของตน
และพร้อมที่จะตอบโต้ทุกอย่างกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของตน....

แล้ววันหนึ่งลูกสาวเขาก็ไปแต่งงานกับชายต่างศาสนาคนหนึ่ง ชายคนนั้นไม่ได้สนใจอิสลามเลย
แถมยังปฎิเสธิด้วยซ้ำไป...

ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าพ่อของดาราคนนั้น ก็ยินดีมาก กับลูกสาวตน แม้ว่าปัจจุบันลูกสาวตน
ได้ออกจากอิสลามไปแล้ว........

นี้เป็นข้อคิดสำหรับผู้ศรัทธาที่แท้จริง ว่าคนที่ปฎิเสธิฮาดิษ ก็เท่านี้แหละ ไม่มีอะไรมาก
แค่ต้องการสร้างสีสรรให้กับตนเอง ไม่ต้องไปถามเรื่องละหมาด หรือเรื่องซะกาตหรอก
เพราะเกินไป สำหรับเขา
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 14, 2004 1:33 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

بسم الله الرحمن الرحيم

อัสสลามมุอะลัยกุม พี่น้องมุสลิมทุกท่าน
สวัสดีครับ คุณ matt ที่นับถือ

ขอกลับไปคุยประเด็นเดิมที่ยังไม่เคลียร์ คือ ความหมายจากอัลกุรอานที่ว่า فلا وربك โดยคุณ matt ได้นำเอาคำแปลของสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับมาเปรียบเทียบด้วยดังนี้

ความหมายโดยสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับคือ “มิใช่เช่นนั้นดอก ข้าขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า”

ความหมายโดยวิทยากรอนุรักษ์ “หาได้เป็นเช่นนั้น ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้าว่า”

จะเห็นได้ว่าความหมายโดยสมาคมฯ กับความหมายโดยวิทยากรฯ ไม่ได้ค้านและขัดกัน และไม่ได้ออกนอกวัตถุประสงค์ของประโยค

แต่ความหมายโดยคุณ matt แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงคือ

“เว้นไว้เสียแต่ (ด้วยอำนาจและพลานุภาพ ของ) พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น,

ผมไม่สนใจหรอกครับว่า คุณ matt จะถ่ายทอดความหมายนี้มาจากตำราภาษาอังกฤษเล่มใด แต่ยืนยันว่าผิด ทั้งความหมายทางภาษาอาหรับ และผิดทั้งความหมายในเชิงอรรถาธิบาย

เพราะคำว่า وربك เป็นคำสาบานที่ขึ้นต้นด้วยอักษร “วาว” ซึ่งใช้ในคำสาบาน มีความหมายว่า “ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้า” แต่คุณ matt กลับให้ความหมายว่า "พระองค์อัลลออฮ์ เท่านั้น"

นอกจากจะไม่มีความหมายในรูปสำนวนคำสาบานแล้ว คุณ matt ยังเติมข้อความในวงเล็บ และเพิ่มคำว่า เท่านั้น ต่อท้ายประโยคด้วย เพื่อชักลากไปสู่การอธิบายให้สอดคล้องกับเหตุผลของตัวเองว่า “ เป็นการ ยืนยันว่า การตัดสินของ อัลลอฮ์ นั้นเป็นการตัดสินที่เด็ดขาด และ ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงได้” ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การปฏิเสธฮะดีษหรือซุนนะห์ของท่านรอซูล

นี่คือวิธีการบิดเบือนความหมายและวัตถุประสงค์ของอัลกุรอาน

คุณไม่ได้ตามอัลกุรอานหรอกครับคุณ matt แต่คุณกำลังบิดเบือนอัลกุรอาน ซึ่งเป็นบาปใหญ่

ผมขอชวนให้คุณกลับมาน้อมรับคำสอนของอัลลอฮ์และรอซูล ก่อนที่จะสายเกินแก้




_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Mon Jun 14, 2004 2:49 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณวิทยากรอธิบายว่า


“เพราะคำว่า وربك เป็นคำสาบานที่ขึ้นต้นด้วยอักษร “วาว” ซึ่งใช้ในคำสาบาน มีความหมายว่า “ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้า” แต่คุณ matt กลับให้ความหมายว่า.... "พระองค์อัลลออฮ์”.... เท่านั้น"

ถ้าในกรณีที่ ผมเห็นด้วย กับคุณว่า وربك นั้นเป็นคำสาบาน, ใครเป็นผู้สาบาน? และสาบานต่อใคร?

ในการแปลของคุณวิทยากร ที่ใช้ประโยคว่า “ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้า”

“เมื่อคุณใช้คำว่า “องค์อภิบาล” ในภาษาไทยสำหรับมุสลิมจะต้องแปลว่า “พระเจ้า (อัลลอฮ์)”,.... ซึ่งตรงจาก การแปล ในภาษาอังกฤษโดยการใช้ คำว่า “Lord” ถ้าใช้ อักษร “L” ตัวใหญ่ ขึ้นหน้า แปลว่า “พระเจ้า” และตามหลักภาษาสากลทั่วๆไป ใน “คัมภีร์ ไบเบิล” อาจจะหมาย ถึง พระเยซู (นะบีอีซา) เพราะว่า คริสต์เตียน ยกท่านนะบีอีซา ว่าเป็น ภาค หนึ่งของ อัลลอฮ์, ซึ่งมุสลิมจะ ยกย่อง ท่านรอซูลล์ มูฮัมมัด เช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด, มิฉะนั้นแล้ว อาจจะอยู่ในขอบข่ายของการกระทำที่เป็น “ชิริก”

การที่คุณวิทยากรใช้ประโยคที่ ว่า “ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้า”, ในประโยคนี้ ถ้าคุณวิทยากร นำคำว่า “องค์อภิบาล” มาใช้ โดยที่ คุณ ไม่ได้ หมายถึงพระองค์ “อัลลอฮ์” แล้ว คำว่า “องค์อภิบาล” ในการเขียน ของคุณนั้น ผมอยากทราบว่าคุณหมายถึงใคร?


ถึงแม้คุณจะไม่ยอมรับฟังว่า ผู้เชี่ยวชาญการแปล “อัลกุรอาน” ที่แปลจาก “ภาษาอรับเป็นภาษาอังกฤษ เขาจะแปล ว่าอย่างไรนั้น, ผมไม่อาจจะ บังคับคุณได้ แต่ผมจำเป็น ต้อง อ้างนาม ของท่านเหล่านี้ เพราะ ท่านผู้แปลอัลกุรอานเหล่านี้ เป็นที่รู้จัก และยอมรับ ของมุสลิม ทั้งทางฝ่าย "ซุนนีย์" และ ฝ่าย “ชีอะต์” ทั่วโลก


ในการแปล จาก ภาษา อรับ เป็นภาษา อังกฤษ นั้น ใช้ คำว่า “Lord” เช่น

But no, by thy Lord! (Maulana Muhammad Ali)

But no! by your Lord!, (Shakir)

But no, by the Lord,- (Abdullah Yusufali)

But nay, by thy Lord, (Pickthal)


จาก “วลี” ต่างๆที่กล่าวมานี้, เป็นวลีในภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะมีความหมายว่า “Never indeed, by your Lord;” แปลว่า ไม่เคยเลยจริงๆ, โดยพระผู้อภิบาลของเจ้า”


เพื่อให้เรื่องนี้กระจ่างและ “เป็นมรดกอิสลาม” แก่ยุวชนมุสลิม ที่เข้ามาอ่านการเสนานี้ ผมอยากขอความกรุณาให้คุณลองพิจารณา อายะห์ 4:64, 4:65, 4:66 และ 4:70 (สมาคมนักเรียนเก่าอรับ)


64. และเรามิได้ส่งร่อซูลคนใดมานอกจากเพื่อให้เขาได้รับการเชื่อฟัง(*1*)ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น และแม้ว่าพวกเขานั้นขณะที่พวกเขาอธรรมแก่ตัวเอง (*2*)ได้มาหาเจ้า แล้วขออภัยโทษต่ออัลออฮ์และร่อซูลก็ได้ขออภัยโทษให้แก่พวกเขาด้วยแล้วแน่นอน พวกเขาก็ย่อมพบว่าอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
(1) เพื่อให้ผู้คนเชื่อผังท่านเท่านั้น แล้วพวกเขาก็จะได้รับหลักความเชื่อถือที่ถูกต้อง และประพฤติตนในทางที่ดีงามเพราะเป็นคำแนะนำที่มาจากอัลลอฮฺ
(2) เป็นประโยคแทรกกล่าวคือ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาได้ให้กะอ์บ บิน อัล-อัชร็อฟตัดสินในกรณีที่เขาพิพาทกันอันนับเป็นการอธรรมแก่ตัวเองก็ตามแต่ถ้าพวกเขามาหาท่านนะบี แล้วขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ แล้วนะบีก็ช่วยขอให้ด้วยแล้ว อัลลอฮฺ ก็จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา

65. มิใช่เช่นนั้นดอก ข้าขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า เขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขาแล้วพวกเขาไม่พบความ คับใจใด ๆ ในจิตใจของพวกเขาจากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินใจ และพวกเขายอมจำนนด้วยดี
(1) คือดีใจเห็นชอบตามที่ท่านนะบีตัดสินทุกอย่าง เช่นนี้พวกเขาจึงจะอยู่ในฐานะผู้ศรัทธา

66. และแม้นว่าเราได้กำหนดแก่พวกเขาว่า พวกเจ้าจงฆ่าตัวของพวกเจ้าเองหรือจงออกไปจากหมู่บ้านของพวกเจ้า พวกเขาก็ไม่กระทำตามกำหนดนั้น (*1*) นอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น และแม้ว่าพวกเขาได้กระทำตามสิ่งที่พวกเขาได้รับคำแนะนำแล้ว แน่นอนก็เป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเขา และเป็นสี่งที่ทำให้มั่นคงยิ่ง(*2*)

(1) เพราะพวกเขามิได้ศรัทธาต่อท่านนะบีมุฮัมมัด ซึ่งถ้าพวกเขาศรัทธาแล้วไม่ว่าพวกเขาจะถูกกำหนดให้ทำอะไรจะต้องถือว่าเป็นคำสั่งของพระเจ้า และจะต้องมั่นใจว่า คำสั่งของพระเจ้านั้นล้วนแต่จะก่อให้เกิดความดีแก่พวกเขาทั้งสิ้น แม้จะใช้ให้พวกเขาฆ่าตัวเองหรืออพยพออกจากหมู่บ้านของพวกเขาไป
(2) ทำให้การอีมานมั่นคงยิ่ง

70. ความกรุณาดังกล่าวนั้นมาจากอัลลอฮฺและพอเพียงแล้วที่อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้

คุณอ่านแล้วเข้าใจอย่างไร? อ่านเข้าใจยากในความรู้สึกของคนไทยใช้ไหม?
ผมจะอธิบายให้คุณฟัง...

มันเป็นหลักศรัทธาของอิสลาม ถ้าเรามีความศรัทธาที่แท้จริงต่อ อัลลอฮ์ แล้ว เรา จะต้อง มีความศรัทธา ต่อท่าน รอซูลล์ ทุุกๆท่าน ที่ “อัลลอฮ์” ทรงแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตของพระองค์, พระองค์อัลลอฮ์ ทรงส่ง หรือ แต่งตั้ง ท่านรอซูลล์ต่างๆมา ในสังคม ของพวกเรา, ก็เพื่อให้เป็นผู้ที่เราจะต้องศรัทธา และ เชื่อฟัง ท่านเหล่านั้น, รวมทั้งท่านรอซูลล์มูฮัมมัด, ทั้งนี้เพราะเป็นพระประสงค์ ของพระองค์อัลลอฮ์

เพราะว่าเป็นพระประสงค์ของ อัลลอ์ ดังนั้นเราจะต้อง เชื่อฟังท่านรอซูล ซึ่งเป็นทูตของ อัลลอฮ์ที่พระองค์ ทรงแต่งตั้ง, ถ้าผู้กระทำบาปมาหาท่านรอซูลล์ , ท่านรอซูลจะเป็นตัวแทน พวกเขา ต่อพระองค์อัลลอฮ์, เพราะพระองค์มอบอำนาจ ให้ท่านรอซูล ในการขอ อภัยให้ผู้สำนึกบาปที่กลับใจแล้วและ ในทางที่ ท่านรอซูลล์ ชี้แจงและแนะนำ (ทางมุสลิมชีอะต์ รวมเอา อะฮ์ลุลบัยต์ เข้าไว้ในอำนาจของการเป็นตัวแทนเช่นเดียวกับท่านรอซูลล์ด้วย), อัลลออ์ ให้อภัยแก่ผู้ที่สำนึกผิดเสมอ

ในทำนองเดียวกันพระองค์อัลลอฮ์ทรงให้สิทธิ์ท่านรอซูลล์, ในการตัดสินปัญหาและข้อพิพาทใดๆ ในหมู่พวกเราและ ในการพิสูจน์ ว่า “เรา” มีความศรัทธา, ไม่ใช่แต่เพียง ว่า เราจะพูดแต่ปาก ว่าเรา “ศรัทธา” เท่านั้น, แต่ เราจะต้อง นำเอาข้อสงสัยใดๆ และข้อพิพาทต่างๆที่เรามีอยู่, มาให้ผู้ที่เรามีความศรัทธา (ท่านรอซูลล์) เป็นผู้ตัดสิน “ข้อสงสัยใดๆ และข้อพิพาทต่างๆของเรา”... ยิ่งกว่านั้นแล้ว.. เมื่อท่านรอซูลล์ ได้ตัดสินปัญหาและข้อพิพาท นั้นๆแล้ว, ซึ่งผลของการตัดสิน จะออกมาอย่างไรก็ตาม, ใช่แต่ว่า..เราจะต้องยอมรับคำ ตัดสินของท่าน รอซูลล์อย่างเดียวเท่านั้น, แต่เราจะต้องมีความรู้สึกอย่าง บริสุทธิ์ใจว่า เราไม่มีความยากลำบากและ ความรู้สึกขัดขืนต่อคำตัดสิน ของ ท่าน รอซูลล์แม้แต่นิดเดียว, และ ในทางตรงกันข้าม เราจะต้องยอมรับการตัดสินของท่านรอซูลล์ ด้วยความยินดี ซึ่งแสดงออกถึง ความศรัทธาที่แท้จริงของเรา ต่อ “อัลลอฮ์” โดยให้ความศรัทธาท่านรอซูลล์ ของพระองค์ ซึ่พระองค์อัลลออ์ ได้ประทาน อำนาจนั้นๆแก่ท่านรอซูลของท่านทุกๆคน มันเป็นการดีที่พระองค์ อัลลออ์ ทรงมีเมตตากรุณาต่อเรา, ที่ส่งท่านรอซูลล์ พร้อมทั้งมอบอำนาจในการ ตัดสินปัญหาและข้อพิพาท ในสังคมมนุษย์ให้แก่ท่านรอซูลล์ สมแล้วที่พระองค์ทรงด้วยพระเมตตากรุณา, ทรงด้วยอำนาจ, และเป็นผู้ทรงรอบรู้ (4:64), (4:65), (4:66) และ (4:70)

ผมขอย้ำว่า

“ตามที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็น ว่า การตัดสินและคำสั่งสอนของ ท่านรอซูลล์ นั้น ไม่ได้มาจาก การตัดสินใจ ของรอซูลล์ ที่อยู่ ในความรู้สึกของ ความเป็น บุคคลธรรมดา แต่ต้อง อยู่ในกฎบัญญัติของอัลลอฮ์ คือ อัลกุรอาน, ดังนั้น หลังจาก ท่านรอซูลล์ สิ้น ชีวิตไปแล้ว สิ่งที่มุสลิม จะต้องยึดถือ เป็นหลัก ในการ ตัดสิน ปัญหาในสังคม และประกอบศาสนกิจตาม คือ “อัลกุรอาน” ตามอายะ(6:114)”



คุณวิทยากร กล่าวต่อไปอีกว่า

“คุณ matt ยังเติมข้อความในวงเล็บ และเพิ่มคำว่า เท่านั้น ต่อท้ายประโยคด้วย เพื่อชักลากไปสู่การอธิบายให้สอดคล้องกับเหตุผลของตัวเองว่า “ เป็นการ ยืนยันว่า การตัดสินของ อัลลอฮ์ นั้นเป็นการตัดสินที่เด็ดขาด และ ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงได้” ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การปฏิเสธฮะดีษหรือซุนนะห์ของท่านรอซูล”

“นี่คือวิธีการบิดเบือนความหมายและวัตถุประสงค์ของอัลกุรอาน”

ผมไม่ทราบว่าคุณวิทยากรทราบความ “ตั้งใจของผมได้อย่างไร” คุณ ตึความและเดาจิตใจของผมตามมาตฐานความคิดของคุณ, แต่อย่างไรก็ตาม “อัลลอฮ์” ทรงล่วงรู้

ผมเป็นมุสลิมผู้หนึ่ง ที่ เชื่อว่า “การตัดสินของ อัลลอฮ์ นั้นเป็นการตัดสินที่เด็ดขาด และ ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงได้” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

คุณวิทยากร เชื่อว่า, “การตัดสินของ อัลลอฮ์ นั้นเป็นการตัดสินที่เด็ดขาด และ ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงได้” หรือไม่?


ตามที่คุณวิทยากรกล่าวว่า...“คุณไม่ได้ตามอัลกุรอานหรอกครับคุณ matt แต่คุณกำลังบิดเบือนอัลกุรอาน ซึ่งเป็นบาปใหญ่”

ซึ่งคุณหมายถึงผม “แมทท์”

ทีแรกผมนึกว่าคุณเป็นผู้มีเหตุผล และจะตั้งกฎการเสวนากัน ตามหลัก ของ “อัลกุรอาน” และ “ซอเฮียะฮ์ ฮาดีษ” พอผมยกอายะอัลกุรอาน(6:114)มาแสดงหลักฐาน และ โดยการใช้อายะห์ (4:65)ที่คุณ ยกมา อ้างโต้แย้ง เพื่อให้ผมเห็นว่าทั้งสองอายาตนั้น ขัดแย้งกันหรือไม่? โดยที่คุณวิทยากร...ไม่อ่านรายละเอียด ของ ซูเราะห์ นี้ มาตั้ง แต่ต้นจนจบ

ดังนั้น เมื่อผมอธิบายความหมายตามความจริงของอายะห์ (4:65) โดยแสดงความเกี่ยวโยง ถึง อายะ(4:64) และ (4:66) และจบลงด้วย อายะห์ (4:70) โดยที่อธิบายความหมายไว้อย่างถูกต้องและชัดเจน และทำให้อัลกุรอานง่าย ต่อ ความเข้าใจยิ่งขึ้น


คุณวิทยากรกลับ หาว่าผมบิดเบือน แล้วเริ่ม เป็นคนขาดเหตุผล เริ่ม กล่าวว่าขาน กันเป็นส่วนตัว ขาด หลักวิชา มาคัดค้าน การที่คุณยกอายะ์ (4:65) เพื่อ เป็น การโต้ แย้ง อายะ (6:114) และถามผมว่าทั้งสองอายาตนั้นจะไม่ขัดกันหรือ? แต่เมื่อผมสามารถที่แสดงให้เห็นความ มหัศจรรย์ ของอัลกุรอานได้, โดยผม ตอบคุณว่า ทั้งสองอายาต นั้นไม่ขัดกันและแสดง ให้คุณ เห็นว่า แทนที่จะขัดกัน กลับเป็นการสนับสนุนกันเสียอีก ตามที่อธิบายมาแล้ว


ความมหัศจรรย์ อยู่ที่ ถ้าเรามีความศรัทธา ต่อพระองค์อัลลอฮ์ อย่างแท้จริงแล้ว, ผู้ที่จะพยายาม หยิบยกเอาเพียง อายะห์ หนึ่งอายะห์ใดในอัลกุรอานมาใช้ เพื่อ ให้พี่น้องมุสลิมคิดว่า ข้อความในอัลกุรอานนั้น ขัดกันนั้น ย่อมไม่สามารถประสพความสำเร็จได้, ทั้งนี้เพราะว่า การยึดถืออัลกุรอานนั้นมิใช่ยึดเป็นบางส่วนแล้วปฏิเสธอีกบางส่วน จาก ซูเราะห์กอเราะห์ อายะห์ที่ 85 มีความว่า

أفتؤمنون ببعض الكتاب وتكفرون ببعض

“พวกเจ้าจะศรัทธาในบางส่วนของคัมภีร์ และปฏิเสธอีกบางส่วนกระนั้นหรือ”


สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณ คุณวิทยากรที่มีน้ำใจดีให้ผมแสดงความคิดเห็นในเวบไซต์ “มรดกอิสลาม” ผมจะตอบคำถามทุกๆข้อที่สมาชิกที่นี่ที่ถามผม, แต่ผมจะตอบที่ ในเวบ muslimthaiUSA.com ผมต้องมะอัฟด้วยถ้าข้อเขียนและคำตอบของผม ไม่ตรงกับความศรัทธาของท่านสมาชิกที่นี่, ผมไม่ได้หลีกเลี่ยงนะครับ แต่เมื่อการสนทนาเริ่มขาดเหตุผล และ กลายเป็นเรื่องส่วนตัว ผมว่าควรหยุดดีกว่า แต่ถ้าต้องการจะถามผมเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของอัลกุรอาน เชิญได้ ที่ muslimThaiUSA.com

วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
u
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2003
ตอบ: 114


ตอบตอบ: Mon Jun 14, 2004 4:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

matt บันทึก:


สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณ คุณวิทยากรที่มีน้ำใจดีให้ผมแสดงความคิดเห็นในเวบไซต์ “มรดกอิสลาม” ผมจะตอบคำถามทุกๆข้อที่สมาชิกที่นี่ที่ถามผม, แต่ผมจะตอบที่ ในเวบ muslimthaiUSA.com ผมต้องมะอัฟด้วยถ้าข้อเขียนและคำตอบของผม ไม่ตรงกับความศรัทธาของท่านสมาชิกที่นี่, ผมไม่ได้หลีกเลี่ยงนะครับ แต่เมื่อการสนทนาเริ่มขาดเหตุผล และ กลายเป็นเรื่องส่วนตัว ผมว่าควรหยุดดีกว่า แต่ถ้าต้องการจะถามผมเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของอัลกุรอาน เชิญได้ ที่ muslimThaiUSA.com

วัสลาม

แมทท์



ได้ติดตามการสนทนาระหว่างคุณ matt กับวิทยากรสื่อนุรักษ์ตั้งแต่ต้น
ได้รู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับหลักความเชื่อของคุณ matt
ว่าความเชื่อของคุณ ไม่เหมือนกับเราหลายคนในที่นี้ รวมทั้งผมด้วย
และขอชื่นชมในการตัดสินใจของคุณ matt ที่จะหยุดการสนทนาในกระทู้นี้
เพราะในเมื่อแต่ละฝ่าย เห็นความแตกต่างทางความเชื่อของกันและกัน
เราก็ควรเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่าย
เพราะพวกเราล้วนแต่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราศรัทธา และสิ่งที่เราปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น
คุณ matt คงสบายใจแล้ว ที่ได้เผยแพร่แนวความคิดของคุณในเว็บนี้
วิทยากรก็ทำหน้าที่ในการชี้แจงข้อสงสัยของคุณ matt แล้ว ต่างคนต่างทำหน้าที่แล้ว
ขอบคุณอีกครั้งครับ


ลาก่อนครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 14, 2004 5:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

สลามพี่น้องมุสลิมทุกท่าน
สวัสดีครับคุณ matt

ตามที่คุณ matt กล่าวว่า “ ผมไม่ทราบว่าคุณวิทยากรทราบความ “ตั้งใจของผมได้อย่างไร” คุณ ตีความและเดาจิตใจของผมตามมาตฐานความคิดของคุณ,

แล้วคุณ matt ทราบเจตนาและวัตถุประสงค์ของอัลกุรอานได้อย่างไร หรือว่าตีความและเดาเอา ตามมาตรฐานความคิดของคุณเอง

***********************************************

ผมไม่สามารเดาใจคุณได้หรอก แต่พฤติกรรมที่คุณแสดงมันฟ้อง โดยคุณเริ่มต้นด้วยการปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์ และยืนยันว่า อัลลอฮ์เท่านั้นที่จะตัดสิน ซึ่งผมได้นำหลักฐานจากอัลกุรอานมาแสดงว่า ไม่ใช่อัลลอฮ์ผู้เดียว แต่รอซูลของอัลลอฮ์ด้วย นี่เป็นที่มาของอายะห์ที่คุณ matt บิดเบือน ( อันนิสาอ์ อายะห์ที่ 65 )

คุณ matt กล่าวว่า คุณวิทยากร เชื่อว่า, “การตัดสินของ อัลลอฮ์ นั้นเป็นการตัดสินที่เด็ดขาด และ ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงได้” หรือไม่?

เรื่องการตัดสินของพระองค์อัลลอฮ์ไม่มีผู้ใดปฏิเสธ และไม่ใช่กรณีพิพาท คุณไม่ควรนำประเด็นนี้มากลบเกลื่อน ผมต้องถามกลับว่า “คุณ matt จะยอมให้ท่านรอซูลตัดสินด้วยหรือไม่ หรือคุณจะยึดอัลลอฮ์อย่างเดียวโดยไม่เอารอซูล” ประโยคนี้ต่างหากที่คุณ matt ต้องพูดให้ชัดเจน


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 14, 2004 5:53 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



กรณีที่คุณสงสัยว่า وربك ถ้าเป็นคำสาบาน ใครเป็นผู้สาบาน? และสาบานต่อใคร? ในเมื่อคุณ matt ยังไม่รู้,ไม่เข้าใจ แล้วทำไมอธิบายได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยขนาดนี้

ประโยคนี้พระองค์อัลลอฮ์เป็นผู้กล่าว และกล่าวสาบานด้วยพระองค์เอง ดังคำอธิบายจากตัฟซีรอิบนิกะษีรว่า

يقسم تعالى بنفسه الكريمة المقدسة

น่าเสียดายที่คุณไม่เข้าใจประโยคนี้ หากแต่คุณใช้มาตรฐานสากล ที่อิงอยู่กับคัมภีร์ไบเบิลตามคุณอ้าง

ในภาษาอาหรับ คำว่า رب กับคำว่า اله นั้น แม้จะเป็นคำที่ใกล้เคียง แต่ก็มีความหมายต่างกัน เพราะคำว่า اله แปลว่า พระเจ้า ส่วนคำว่า رب แปลว่า ดูแล ปกป้อง คุ้มครอง พิทักษ์รักษา แต่ทั้งสองคำนี้หมายถึงพระองค์อัลลอฮ์ โดยไม่ต้องตีความ อย่างเช่น

الحمد لله رب العالمين มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์แด่อัลลอฮ์ องค์อภิบาล แห่งโลกทั้งผอง

คุณยังสงสัยอยู่อีกหรือว่า องค์อภิบาลในที่นี้จะหมายถึงใคร

ฉะนั้นคำว่า وربك จึงแปลว่า ขอสาบานด้วยองค์อภิบาลของเจ้า ไม่ใช่แปลว่า พระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น

หากคุณ matt ยังไม่สันทัดภาษาอาหรับ ก็ลองเอาภาษาไทยจากทั้งสองประโยคนี้เปรียบเทียบกันดูก็ได้ว่าความหมายแตกต่างกันอย่างไร

นอกจากนี้แล้ว...เหตุของการประทานอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า อัสบาบุ้ลนุซูล ยังมีความสำคัญที่จะบ่งบอกได้ว่า วัตถุประสงค์ของอายะห์หมายถึงอะไร แต่คุณ matt ไม่เอาฮะดีษศอเฮียะห์แล้วจะรู้ อัสบาบุ้ลนุซูล ได้อย่างไร คุณมีเพียงอัลกุรอาน กับปัญญาของคุณที่จะอธิบายความ

คุณ matt กล่าวว่า ผมไม่มีเหตุผลในการแปลอัลกุรอาน ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น เพราะผมไม่กล้าที่จะเอาเหตุผลนำหน้าวะฮีย์ของอัลลอฮ์ที่บริสุทธิ์

คุณยืนยันว่าคุณเป็นมุสลิมคนหนึ่ง ที่เชื่อในคำตัดสินของอัลลอฮ์ แต่ผมยืนยันว่า คุณยังมิได้เป็นมุสลิม และผมก็เชิญชวนให้คุณเป็นมุสลิมก่อนหน้านี้ ด้วยการหันมาน้อมรับอัลกุรอานและฮาดีษศอเฮียะห์ ที่คุณกำลังปฏิเสธอยู่


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4 ... 21, 22, 23  ถัดไป
หน้า 3 จากทั้งหมด 23

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.07 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004