ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - “มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
“มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 17, 18, 19 ... 21, 22, 23  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Thu May 26, 2005 10:38 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

เรียนคุณ NOP


ตามที่คุณ ให้ผมอธิบายความหมายของ แต่ละ อายะ ในอัลกุรอานข้างล่างนี้ ผมจะอธิบายตาม หลัก ฐานจาก ที่มีอยู่อัลกุรอาน เท่านั้น หลักฐานอื่นใดที่คัดค้าน กับ บัญญัติ ในอัลกุรอาน มุสลิม ไม่อาจ จะนำมาใช้ได้ ดังนั้น ถ้าคุณเห็นว่า คำอธิบายของ ผมไม่ถูกต้อง แล้ว ผมหวังว่า คุณคงจะหาหลักฐาน ในอัลกุรอาน มา อธิบาย แสดงให้เห็นว่า ผมอธิบายไม่ถูกต้อง อย่างไร?
(3:132) " และพวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา "


(4:80) " ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว และผู้ใดผินหลังให้ เราก็หาได้ส่งเจ้าไปในฐานะเป็นผู้ควบคุมพวกเขาไม่ "


ถาม:

ทำไมอัลลอฮฺถึงสั่งให้เชื่อฟังอัลลอฮฺ(บุคคลที่1) แล้วก็รอซูล(บุคคลที่2) ?


ตอบ:

การเชื่อฟังต่อท่านรอซูล ได้ถูกบัญญัติไว้แล้วว่า คือการเชื่อฟัง “อัลลอฮ์” ทั้งนี้ ไม่ใช่แต่เชื่ิอฟัง เฉพาะ ท่าน รอซูล มูฮัมมัด เท่านั้น แต่รวม ทั้ง รอซูลท่านอื่นๆด้วย ดังนั้น การ เชื่อ ฟังท่าน รอซูลนั้น ต้อง เป็น การเชื่อ ฟัง อย่าง เด็ดขาด โดย ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น, เราทราบดีจาก ซูเราะฮฺ อันนัจมฺ อายะที่ 3, ที่ว่า “และเขามิได้พูดจากอารมณ์” เมื่อท่านรอซูลรับบัญชาจากอัลลอฮฺ และนำมาประกาศ ให้เรา ทราบ แล้ว เราจะต้อง เชื่อฟังอย่าง ไม่มี ข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น ภายใต้ความหมายของ อายะนี้ ถ้าหาก ว่า มีสื่งใดที่ รอซูลท่าน กล่าวออก มาแล้ว ขัดกับบัญญัติ ในอัลกุรอานแล้ว แสดงว่า ท่าน กล่าว ออก มาเยี่ยงสามัญชน ซึ่งอาจ จะมีความผิดพลาดได้ ดังนั้น ข้อความเช่นนั้น เราจะต้อง ไม่ยอมรับ เพราะไม่ได้ ถือว่า เป็น “วะฮี”

พระองค์อัลลอฮ์ ทรงมีพระประสงค์ ที่จะให้ มุสลิมทราบว่า ท่านรอซุลมูฮัมมัด เป็นมนุษย์ ธรรมดาผู้หนึ่งเช่น เดียว กับ มุสลิมทุกๆคน, ซึ่ง ท่านรอซูลมูฮัมมัด จะต้อง ใช้ชีวิต เยี่ยง บุคคล ธรรมดา, ท่าน จะต้อง ประกอบธุระกิจ, ท่านอาจจะต้อง มีการ พลาด พลั้ง, มีความรัก, ความเกลียด, มีความ กลัว ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆคน โดยเหตุ นี้ พระองค์อัลลอฮ์ จึงทรงมีบัญญัติ ให้เราทราบ ใน ซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟฺ อายะ 110 ว่า

“จงกล่าวเถิด(โอมูฮัมมัด) ว่า, “ฉันไม่ใช่อะไรนอกเหนือไปจากความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง เช่นเดียว กับ พวกท่าน, เนื่องจาก ฉันได้รับวะฮี (จากอัลลออ์) ว่า พระเจ้าของเจ้านั้นเมีเพียง หนึ่งเดียวเท่านั้น, ผู้ใดก็ตามที่มุ่งหวังที่จะพบพระเจ้าของเขา, จงให้เขา ปฎิบัติ ตนให้ถูกต้อง อยู่ ในทำนองครองธรรม, และจงกราบสักการะต่อพระเจ้าของเขาเท่านั้น และจะต้องไม่ตั้ง ภาคีใดๆ ขึ้นเคียงคู่เสมอพระองค์”

ในการที่มุสลิมทั้งหลาย เชื่อฟังผู้อื่น แต่ ไม่ใยดีต่อ คำสอนของ รอซูล ก็เท่ากับว่า ไม่เชื่อ ฟัง อัลลอฮ์ การกระทำเช่นนั้น ถือว่าเป็น “ชริก” เพราะเชื่อถือ คำพูด ของบุคคลอื่น เหนือกว่า อัลลอฮ์ มุสลิมจะ ต้อง เข้า ใจว่า จากบัญญัติที่ว่า “ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺ” นั้นไม่ ได้ หมายความว่า “รอซูล” มีตำแหน่ง เทียบเท่าอัลลอฮ์

ทำไมพระองค์ อัลลอฮ์จึงมีคำสั่ง ให้เรา เชื่อฟังรอซูลทุกๆท่าน?

คำว่า“อิสลาม” หมายถึงการนอบน้อมหรือ สวามิภักดิ์ ต่อ พระประสงค์ ของ พระองค์ อัลลอฮ์ การกระทำ ที่แสดงออก ว่า ผู้ใด ได้ยอม สวามิภักดิ์ ต่อพระประสงค์ของ พระองค์ อัลลอฮ์, กระทำได้ โดย ปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ ต่อ เพื่อนมนุษย์, มีศรัทธา เชื่อฟัง ในบัญญัติ ต่างๆ ที่พระองค์กำ หนดไว้ ซึ่ง รวมทั้ง ข้อห้าม และ ข้อ ปฏิบัติ, กระทำทำอิบาดะฮฺ ต่อ พระ องค์อัลลอฮ์ อย่างสม่ำเสมอ และ อย่างจริงใจ (ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะ ที่112 และ ซูเราะฮฺ ลุกมาน อายะ22)

อัลกุรอานทำให้เราทราบว่า ศาสนาอิสลามนี้ได้มีการสอนและถ่าย ทอด กัน มา โดย รอซุลลุลลอฮ์ ทั้งหมด ของอัลลอฮ์ ผู้ซึ่งพระองค์ ส่งมา ศาสนาอิสลามเป็นศาสนา ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ของ มนุษย์ ทุกๆคน

เนื่องจากรอซูลลุลลอฮฺ ทุกๆท่าน มีส่วน ในการ ประกาศศาสนาอิสลาม ดังนั้น จึงจำเป็น อย่าง ยิ่ง ที่ เราจะต้อง เชื่อ ฟัง และปฏิบัติ ตาม รอซูลทุกๆ ท่าน ไม่ใช่ แต่ เฉพาะ แต่ท่าน รอซูลมุฮัมมัด เท่านั้น เพราะว่า ท่าน ไม่ได้มี อะไร ที่ แตกต่าง ไปจากรอซูลท่านอื่นๆ (ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะ144)

“และมูฮัมมัด ไม่ได้เป็นอะไรอื่น ที่เหนือไปกว่า รอซูลคนหนึ่งเท่านั้น, รอซูลต่างๆ ได้สิ้นชีวิต ไปก่อน แล้วก่อนเขา, เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ถ้าหาก เขาตายหรือถูกฆ่า พวกเจ้าจะหันหลังให้เขากระนั้นหรือ, และผู้ใดก็ตามที่หันหลังให้กับเขา จะไม่ทำอันตรายแก่อัลลอฮ์ แม้แต่น้อย และอัลลอฮ์ จะให้รางวัล เป็นการตอบแทน

สิ่งที่แตกต่าง ในระ หว่าง รอซูล แต่ละท่าน ก็ คือ “ข่าวสาร ที่พระองค์ วะฮีให้แต่ละท่าน ในแต่ ละ ยุคสมัย” ข่าวสารที่เหมือนกัน และสำคัญที่สุดที่ รอซูลทุกๆท่านนำมาประกาศ ได้แก่ ข้อความ ต่อ ไปนี้ , “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” มีความหมายว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดผู้ที่สมควรได้รับการสักการะบูชา นอกจาก พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น”

ข่าวสารนี้ที่ถือว่าเป็น ข่าวสำคํญ เป็นการแสดง ถึง ความเป็น หนึ่ง ของ พระองค์อัลลออ์ ข้อความ ของประโยคนี้ ข้อสรุป และเป็นแกนหลัก(หัวใจ)ของ หน้าที่รับผิดชอบ ของ ความเป็น “รอซูล” (رَسُولٌ) และรอซูลทุกๆท่านเริ่มต้นหน้าที่ของท่าน โดยการประกาศว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” ซึ่งมุสลิมทุกๆท่าน จะ ต้อง มีความศรัทธาอย่าง แท้จริง และกล่าวปฏิญาณ ถึงความเป็นมุสลิม ด้วย ข้อความ นี้เช่นเดียวกับท่าน รอซูล เหล่านั้น เช่น กัน

อัลกุรอาน บอกให้เราทราบว่า ท่านรอซูลมูฮัมมัด เป็นบุคคลธรรมดา ไม่รู้อนาคต ดังจะเห็น ใน ซูเราะฮฺ อัลอะฮฺก็อฟ อายะ9 ที่ พระองค์อัลลออ์ ทรงมีโองการว่า,

“ จงกล่าวเถิด(มูฮัมมัด) “ฉันไม่ได้เป็นคนแรกในบรรดารอซูลทั้งหลาย และฉันไม่รู้ว่าอะไร จะเกิดขึ้น กับฉันและกับท่าน: ฉันจะไม่ปฏิบัติตาม(ยึดถือ) สิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์ให้กับฉัน และฉันไม่ ใช่อะ ไร นอกจาก ผู้ตักเตือนธรรมดาเท่านั้น”

จากอายะนี้ เราได้เห็นแล้วอย่างชัดแจ้งว่า ซุนนะห์ที่แท้จริงของท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม นั้นคือการปฏิบัติตามอัลกุรอานเท่านั้น และ จากอายะนี้อีกเช่น กัน “คำกล่าว(ฮะดีษ)ของท่าน ร่อซูล มุูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” ที่แท้จริงคือ

“ฉันจะไม่ปฏิบัติ ตาม(ยึดถือ) สิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์ให้กับฉัน”
สิ่งที่ถูกวะฮีให้กับท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็คือ “อัลกุรอาน”

จากอายะนี้อีกเช่นเดียวกันตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ว่า ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ถ้าท่าน ไม่มีอัลกุรอาน ท่านก็จะเป็นเพียงมนุษย์ ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น พระองค์ อัลลอฮ์ ต้องการที่จะให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มุสลิมจะต้อง เชื่อฟังบุคคลผู้ซึ่ง มี ข่าวสารของพระองค์; “อัลกุรอาน” ไม่ใช่เพียงแต่เชื่อฟังตัวบุคคลผู้ซึ่งไม่มีข่าวสารจาก พระองค์

การเชื่อฟังท่านร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม นั้น ก็คือเชื่อในข่าวสารที่ท่านนำมา “อัลกุรอาน”

มุสลิมต้องเชื่อฟัง ท่านร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็เพราะว่า ท่าน มี ข่าวสาร คือ “อัลกุรอาน”

การเชื่อฟังท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม นั้นหมายความ ให้ปฏิบัติตาม และยึดถือ สิ่งที่พระองค์ อัลลอฮ์ ประทานให้แก่ท่าน นั้นก็คือ ยึดถืออัลกุรอาน เป็น แนวทาง ปฏิบัติ เช่น เดียว กับ ท่านร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, ตามที่ท่านกล่าวว่า,

“ฉันจะไม่ปฏิบัติ ตาม(ยึดถือ) สิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์ให้กับฉัน” (46:9)


ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ตลอดเวลาอายุ ของท่าน จนถึงวันสุดท้าย ของชีวิต ท่านๆ ได้รับนามว่าเป็นศาสดา ของอัลลอฮ์ ซึ่งยืนยัน โดย พระองค์ ว่า, ท่านไม่ได้หลงผิด หรือ วิปริต หรือ พูดตามอารมณ์ ของท่านเอง,สิ่งทีท่านกล่าวออกมา(อัลกุรอาน)ไม่ใช่อื่นใด มันคือ “วะฮีย์” พระเจ้า ผู้ ทรง อำนาจ ได้สอนท่าน (ให้เปล่งคำพูดออกมา) (53:2-5)


(4:80) " ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว และผู้ใดผินหลังให้ เราก็หาได้ส่งเจ้าไปในฐานะเป็นผู้ควบคุมพวกเขาไม่ "


จาก ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะที่ 80 นี้ เป็นคำสั่งที่ กำชับให้มุสลิม เชื่ออัลกุรอาน ที่ ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับ วะฮียฺมา และเพื่อให้มุสลิมแน่ใจ ว่า อัลกุรอานนั้น เป็น กิตาบุลลอฮ์ ที่แท้จริง ในอายะที่82 ของซูเราะฮ์ เดียวกันนี้ พระองค์อัลลอฮ์ ทรงอธิบายให้มุสลิมเห็น และใช้เป็นข้อ สัง เกตุ ความแตกต่างของ สิ่งที่เป็น “วะฮีย์” จากอัลลอฮ์ และสิ่งที่ มนุษย์ สร้างขึ้น ดังนี้:

“เขาทั้งหลายไม่ได้พิจารณาดูอย่างละเอียด ดอกหรือ? ว่า ถ้าสิ่งใดที่มาจากแหล่งอื่นที่ ไม่ใช่ จากอัลลอฮ์ แล้ว อย่างแน่นอนเขาจะพบข้อบกพร่อง อย่างมากมาย” (4:82)

ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ผู้ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง ได้รับเกียรติ อันสูงส่ง โดย การได้รับคัดเลือก เป็น รอซูลท่านสุดท้าย ของพระองค์อัลลอฮ์ เพื่อรับ ข่าวสารฉบับสุดท้าย “อัลกุรอาน” ทั้งนี้เพราะว่าท่านรอซูล เป็นผู้ที่ มีคุณลักษณะทางคุณธรรม สูงส่ง ซึ่งลักษณะดังนี้ปรากฏอยู่ใน ซูเราะฮฺ อัลก้อลัม อายะ 4 ว่า,

“และอย่างแน่นอนที่สุด เจ้า(มูฮัมมัด) ประพฤติตัวตามแบบฉบับที่อยู่ในคุณธรรมที่สูงส่ง” (68:4)

มุสลิมจะต้องจำไว้ว่า อย่าพยายามแยกและแสดงความแตกต่าง ระหว่าง ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กับ รอซูลท่านอื่นๆ ดังที่อัลลอฮ์ทรงบัญญัติไว้ ในซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะ 285

“ รอซูล (มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม) มีความเชื่อในสิ่งที่ถูกประทานใก้แ่ก่ เขาจากพระองค์ อัลลอฮ์ (อัลกุรอาน), เช่นเดียวกับผู้ศรัทธาทั้งหลาย; เขาเหล่านั้น มีความศรัทธาในอัลลอฮ์และ มลาอิกะฮ์ ของ พระองค์ และคัมภีร์และรอซูลทั้งหลายของพระองค์; เราจะไม่ แสดงความแตกต่างในระหว่าง บรรดา รอซูลทั้งหลาย; และเขาเหล่านั้นก็กล่าวว่า: เราได้ยินและเชื่อฟัง พวกเราหวังในการอภัยโทษจากพระองค์ เมือถึงวันสิ้นสุดของการเดินทางมาสู่พระองค์


“ผู้ใดก็ตามผู้ซึ่ง ไม่เชื่อฟัง พระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์, เขาเหล่านั้น จะตกอยู่ในไฟนรกไปตลอดกาล” (72:23)


อะหะดีษ ของบุคอรี และอื่นๆ คือการรวบรวมเรื่อง เล่า ที่บอกต่อๆกันมาว่า เคยได้ยิน หรือได้เห็น ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวหรือปฏิบัติ ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ และถูก รวบรวม ไว้เป็นรูปเล่ม หลังจาก ท่านสิ้นชีวิตไปแล้ว ประมาณ 200 ปี การที่มุสลิมส่วนใหญ่ หันไป ยอมรับ อะหะดีษ ของบุคอรี และอื่นๆ แลัวยกเป็น หนังสือ อ้างอิง เล่มที่สอง รอง จากอัลกุรอาน นั้น เพราะ มีความเชื่อ ว่า ถ้าปฏิบัติตามเรื่อง เล่า เหล่านั้น แล้วถือว่า เป็นการ เชื่อ ฟัง ท่าน ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และผู้ใดปฏิเสธ ซอเฮี๊ยะดีษ ของบุคอรี และอื่นๆ แล้ว จะตก จากความ เป็น มุสลิม


ก่อนอื่นมุสลิม จะต้อง ถามตัวเองเสียก่อนว่า:


1. ทำไมเราจะต้องเชื่อฟัง ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และ รอซุลท่านอื่นๆ?

2. เรื่องเล่า ต่างๆ ที่บุคอรีรวบรวมนั้น เหล่านั้น เป็นข่าวสารที่อัลลอฮ์มีพระประสงค์ จะแจ้งให้มนุษย์ ใช้เป็นข้อปฏิบัติหรือไม่? ถ้าใช่ …..ข่าวสารนั้น จะต้องมีบัญญัติ ไว้ในอัลกุรอาน และถ้าข่าวสารนั้น ไม่มีอยู่ในอัลกุรอาน นั้นก็คือสิ่งต่อเติม บัญญัติ ของอัลลออ์ ใช่หรือไม่? และเราจะยกมาศรัทธาได้หรือไม่?

3.การให้ความสำคัญต่อท่านรอซูลมูฮัมมัด โดย ต่อเติมชื่อ ท่านไว้ ต่อท้าย “ชะหะดะห์ที่รอซูลทุกๆ ท่าน สอนมุสลิมว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” มีความหมายว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดผู้ที่สมควรได้รับการสักการะบูชา นอกจาก พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น” นั้นเป็นการสมควรหรือไม่? มีอยู่ในอัลกุรอานหรือไม่? และเป็น ความ คิดของ ผู้ใดที่กระทำการเช่นนั้น? ถ้าอัลลอฮฺ บัญญัติว่า “รอซูลทุกๆท่านมีความสำคัญเท่ากัน ทำไมมุสลิมจึง ไม่ เอ่ย ชื่อ ของท่านรอซูลทุกๆท่าน ต่อจาก “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” ?

4. อะหะดิษของบุคอรีย์และอื่นๆ ผ่านมารตฐาน ของ อัลลออ์ที่วางไว้ใน ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะที่ 80 หรือไม่?

5. เพราะเหตุใด อาจารย์ และมุสลิมบางท่าน มีความละอายในการ ถกปัญหาเรื่อง “อะหะดิษในที่สาธารณะ” ถ้าหาก เป็นคำสอนของท่านรอซูลที่แท้จริง? และถือว่าเป็นเรื่องภายใน, ในเมื่อเรื่องการ ประกาศอิสลาม เป็น หน้าที่ ที่ท่านต้องทำในที่สาธารณะ?

6. ในเมื่อมุสลิมไม่สมควรจะทำการฉลองวันเกิดของท่านรอซูล เพราะอาจจะตกอยู่ในการกระทำที่เป็น“ชริก” ดังนั้น การเอาชื่อ ของท่านไปต่อท้าย “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” จะไม่เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ยิ่งไปกว่ากว่า การฉลองวันเกิดของท่านหรือ? ท่านรอซูลทั้งหลาย ประกาศว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” เท่านั้น

7. การปฎิบัติตาม “อะหะดีษองบุคคอรี” ถือว่าเป็นการ เชื่อฟัง ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม หรือ เชื่อฟัง “บุคอรีย์” กันแน่? เพราะว่าเรื่อง เล่าเหล่านั้น ออกจากปาก ของผู้คนมากกว่า 1คน และไม่มีข้อยืนยันว่า ออกจากปากท่านรอซูลที่แท้จริง?

8. การเชื่อฟัง ท่านรอซูลนั้น จะต้องเชื่อฟัง อย่างเด็ดขาด ไม่มีเงื่อนไข และเชื่อด้วยจิตใจ อย่างโปร่งใส ในคำพูดและการกระทำของท่าน ดังนั้นเราจึงจะได้ชื่อ " ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺ”

ถ้าท่านอ่านซอเฮี๊ยะฮะดิษ แล้ว ท่านจะปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อสงสัยหรือลังเลใจกระนั้นหรือ ?


ทำไมผมจึงเข้าใจว่า การเชื่อศรัทธาใน “ซอเฮียะหะดีษ” ของบุคอรี เป็น “ชริก” อธิบายได้อย่างง่ายๆดังนี้..

ถ้ามุสลิม เข้าใจว่า การเชื่อศรัทธาใน “ซอเฮียะหะดีษ” ของบุคอรี คือการ เชื่อฟัง ท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ……1

การที่ ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺ ………………..2

(1) – (2) การเชื่อศรัทธาใน “ซอเฮียะหะดีษ” ของบุคอรี ก็คือการ เชื่อฟังอัลลอฮฺ (3)

จาก ประโยคที่ (3) นี้ แสดงถึงผลจากการ เชื่อ “ซอเฮียะหะดีษ” ทำให้ตกอยู่ในข่ายของ การกระทำ “ชริก” เพราะว่า แสดงให้เห็นว่า “ซอเฮียะหะดีษ” นั้น เป็น “วะฮีย์” จากอัลลอฮ์ ซึ่งเป็นการสร้างภาคี โดยการ ยกสิ่งประดิษฐ์ ขึ่นมา ศรัทธา เทียบเท่ากับ “อัลกุรอาน” ทั้งนี้เพราะเหตุว่า “ซอเฮียะหะดีษ” ไม่ใช่ “ข่าวสาร” ที่ อัลลอฮ์ ประทานให้กับท่านรอซูลมูฮัมมัด ตามที่อธิบายมาแล้วข้างต้น

ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะ 60

أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِينَ يَزْعُمُونَ أَنَّهُمْ آمَنُواْ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْكَ وَمَا أُنزِلَ مِن قَبْلِكَ يُرِيدُونَ أَن يَتَحَاكَمُواْ إِلَى الطَّاغُوتِ وَقَدْ أُمِرُواْ أَن يَكْفُرُواْ بِهِ وَيُرِيدُ الشَّيْطَانُ أَن يُضِلَّهُمْ ضَلاَلاً بَعِيدًا

“ผู้ใดก็ตามผู้ซึ่ง ไม่เชื่อฟัง พระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์, เขาเหล่านั้น จะตกอยู่ในไฟนรกไปตลอดกาล” (72:23)


wassalam

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
yoohoo
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 17/02/2004
ตอบ: 65


ตอบตอบ: Thu May 26, 2005 5:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อาจานแมด บอกว่า จะไปหารูปแบบการปฏิบัติละหมาด 5 เวลานั้น มันไม่มีหรอก เอาง่าย ๆ ก็แล้วกันนะ ผมว่าแค่ละหมาดเวลาเดียวนี่แหละ จะต้องทำอย่างไรบ้าง จะเริ่มอย่างไรและจบอย่างไร ท่าทางในการปฏิบัติอย่างไร มีการอ่านหรือกล่าวอะไรบ้างในการละหมาด ผมขอหลักฐานแค่ตรงนี้เท่านั้นแหละ ช่วยกรุณาหามาให้หน่อยเถอะนะ เพราะคุณแม่ขอร้อง !
ที่บอกให้ตามรูปแบบที่มีมาตั้งแต่สมัยนบีอิบรอฮีมนั้นนะ จะให้ทำแบบไหน จะเอาใครเป็นแบบอย่าง ให้ทำตาม ๆ กันที่เคยปฏิบัติกันเอาไว้ แล้วจะเชื่อแน่ได้อย่างไรว่าสิ่งที่กระทำนี้ถูกต้อง เป็นข้อบัญญัติของอัลลอฮ์ที่สั่งให้ปฏิบัติจริง อาจานแมดเองก็ยังไม่ให้เชื่อใครหน้าไหนทั้งนั้น อยู่ ๆ ก็จะบอกให้ปฏิบัติตาม ๆ กันมา อย่างที่มีการปฏิบัติอยู่แล้ว ความถูกต้องชัดเจนอยู่ตรงไหนครับ และอีกอย่างถ้าจะให้ปฏิบัติตามคนรุ่นก่อน ๆ นั้น แทบจะทุกผู้ทุกคนเค้าก็ปฏิบัติกันมาโดยอาศัยหลักฐานที่มีมาจากฮะดีษกันทั้งนั้น แล้วอาจานแมดเองล่ะ! เอาต้นแบบการปฏิบัติละหมาดจากมนุษย์หน้าไหนมิทราบ ที่ไม่ใช้หลักฐานที่ได้จากฮะดีษต่าง ๆ
ช่วยกรุณาตอบให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยนะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Fri May 27, 2005 8:17 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

บุ๋ง - บุ๋ง - บุ๋ง - โผล่
บุ๋ง - บุ๋ง - บุ๋ง - โผล่
บุ๋ง - บุ๋ง - บุ๋ง - โผล่

เล่นน้ำสนุกมั้ยครับ อาจาน! Laughing

สงสัยต้องเพิ่มอีกสักภาคกระมังครับ.... Episode-IX : ชะฮาด้วน
แต่ต้องไปต่อคิว Episode-II ซึ่งกะไว้ให้เป็นภาค จบ.... คงจบไม่ลงตรงนั้นซะแหล่ว ... Rolling Eyes

แต่บังงัย ผมยังทวงถาม ที่มาของ 5 เวลาอยู่นะครับ
ทำไม 5
ทำไมไม่ 3
ทำไมไม่ 8
ทำไมไม่ 12
ทำไมไม่ ? ? ? ? ? ?
(แม้ว่าอาจานจะแกล้งทำลืมตอบ ว่า การละหมาดเริ่มมาแต่สมัยใด...ก็ตาม)

รู้ว่าต้องละหมาดกี่เวลา แล้วค่อยมาเริ่มละหมาดกัน...นะครับ
จะทำอะไรต้องมองภาพใหญ่ก่อน ว่ามีอะไรต้องทำมั่ง แล้วค่อยลงรายละเอียดไล่เรียงกันไป...อย่างนี้ดีมั้ยครับ

น่าจะไม่ยากเกิน"กำลังลาก" ของอาจาน หรอก .... ผมเชื่ออย่างนั้นนะ
...หรือผมเข้าใจผิด ?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Fri Jun 03, 2005 12:25 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สลาม พี่น้องผู้ศรัทธา ที่มีชะฮาดะฮฺครบ 2 ประโยคทุกท่าน

จากคำตอบล่าสุดของทั่นจานแมทท์ ที่ทำให้ผมคิดว่าจะต้องเพิ่มภาคพิเศษ เรื่องชะฮาด้วน วันก่อนนั้น ทั้งผมและจานแมทท์ คงเป็นโรคความจำสั้นเหมือนกันทั้งคู่ เพราะเรื่องนี้จานทั่นก็เคยยกขึ้นมาพูดหลายครั้งแล้ว ทั้งที่กระดานพันทิพ และที่นี่ .... บังเอิญ ของผมยาวกว่าแกหน่อย จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคย “ตอก” เอ๊ย...ตอบ...แกไปแล้วค่อนข้างละเอียด จึงกลับไปรื้อฟื้นดูอีกที...เจอเลยครับ ในหน้า 12 ที่นี่เอง ....

http://moradokislam.org/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=113&postdays=0&postorder=asc&start=154

จะเป็นเพราะ ลืม หรือว่าไม่ยอมจบ หรือแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ได้แต่ตั้งคำถาม พอเค้าตอบกลับ ก็ไม่สน ไม่ยอมทำความเข้าใจ...กลับเบี่ยงเบนประเด็นไปพูดเรื่องเวปโน้น เวปนี้ ทำลายอิสลาม ..... ลื่นชะมัดเลยนะเนี่ย ..... จะด้วยเหตุใดก็มิทราบได้ จึงขุดคำถามซ้ำซาก เดิมๆขึ้นมาพร่ำอีก ว่า....

3.การให้ความสำคัญต่อท่านรอซูลมูฮัมมัด โดย ต่อเติมชื่อ ท่านไว้ ต่อท้าย “ชะหะดะห์ที่รอซูลทุกๆ ท่าน สอนมุสลิมว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” มีความหมายว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดผู้ที่สมควรได้รับการสักการะบูชา นอกจาก พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น” นั้นเป็นการสมควรหรือไม่? มีอยู่ในอัลกุรอานหรือไม่? และเป็น ความ คิดของ ผู้ใดที่กระทำการเช่นนั้น? ถ้าอัลลอฮฺ บัญญัติว่า “รอซูลทุกๆท่านมีความสำคัญเท่ากัน ทำไมมุสลิมจึง ไม่ เอ่ย ชื่อ ของท่านรอซูลทุกๆท่าน ต่อจาก “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” ?

ผมคิดว่าในหน้า 12 นั้น มีคำตอบต่อคำถามเหล่านี้อยู่ครบแล้วนะครับ อาจาน!

แต่ที่ผมและใครๆถามซ้ำซากว่า ละหมาดตามกุรอานยังไง หรือเอาแค่เบื้องต้นว่า ตัวเลข 5 เวลาน่ะมาจากไหน ....

จานตอบว่า ... “ถ้าคุณจะท้าทายให้ ผมนำ คัมภีร์ที่ผม ใช้ มาแสดงให้เห็น ผมก็มีแต่ "อัลกุรอาน" เท่านั้น” (matt : Thu May 26, 2005 9:10 am)

ก็นั่นแหละครับ .... ที่จานมีอยู่นั่นแหละ .... เฉลยมาสิครับ จะได้ขยับ step ต่อไปซะที
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Fri Jun 03, 2005 7:50 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-------------------------------
MATTISM CONSPIRACY
Episode-V การถ่ายปัสสาวะ
--------------------------------
17672

ตัวอย่าง “ฮะดีษและซุนนะ” ที่ ไม่ ใช่ “วะฮีย์” ซอเอียะฮะดีษ บุคอฮ์รีย์ เล่มที่ 1, เลขที่ 0029 บรรยาย โดย อับดุลลออ์ อิบนฺซอญิส “ท่านรอซุลห้ามถ่ายปัสสวะลงไปในรู” ..... รูอะไร? และมีเหตุผลอย่างไร? “ ท่านศาสดาถ่ายปัสสวะในท่ายืน” จาก บุคอฮรีย์ 4/60-64 และอีกบทหนี่ง บันทึกว่า: ท่านศาสดาไม่เคย “ถ่ายปัสสวะ” ในท่ายืนเลย บอกเล่าโดย ฮันบลฺ 6/136, 192,213, อะไรกันแน่ ? ท่านถ่ายปัสสวะในท่าใดกันแน่? และมีอะไรเกี่ยวกับ หลักการ ของ ศาสนาอิสลาม บ้าง และ เราเรียนรู้ อะไร จาก สิ่ง บอกเล่าทั้งสองบทบ้าง?
(Matt : Sun Feb 27, 2005 11:14 pm)
--------------------------------

ไม่เข้าใจจริงๆเลยครับ ว่าหะดีษห้ามปัสสาวะลงรูนี้มีปัญหายังไง ทำไมจานแมทท์ถึงไม่เข้าใจ แล้วยกมาเป็นประเด็นปฏิเสธ ???
อีกอย่างก็คือ ผมหาไม่เจอเลยครับรายงานที่ว่านั่นในบันทึกของอิมามบุคอรี ไม่ทราบว่าเป็นด้วยความแค้นส่วนตัวกันมาแต่ปางไหนหรือป่าว อะไรๆที่จานทั่นเห็นเป็นผิดก็จะเหมาให้อิมามบุคอรีซะหมด เพราะหะดีษนี้อยู่ในสุนันของอบูดาวูด กับอิมามนะสาอีครับ ศัพท์สำนวนอาจจะต่างกันเล็กน้อย แต่ความหมายเดียวกัน

27 حَدَّثَنَا عُبَيْدُ اللهِ بْنُ عُمَرَ بْنِ مَيْسَرَةَ حَدَّثَنَا مُعَاذُ بْنُ هِشَامٍ حَدَّثَنِي أَبِي عَنْ قَتَادَةَ عَنْ عَبْدِ اللهِ بْنِ سَرْجِسَ أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَى أَنْ يُبَالَ فِي الْجُحْرِ قَالُوا لِقَتَادَةَ مَا يُكْرَهُ مِنَ الْبَوْلِ فِي الْجُحْرِ قَالَ كَانَ يُقَالُ إِنَّهَا مَسَاكِنُ الْجِنِّ
أبوداود : الطهارة - بَاب النَّهْيِ عَنِ الْبَوْلِ فِي الْجُحْرِ

34 أَخْبَرَنَا عُبَيْدُ اللهِ بْنُ سَعِيدٍ قَالَ أَنْبَأَنَا مُعَاذُ بْنُ هِشَامٍ قَالَ حَدَّثَنِي أَبِي عَنْ قَتَادَةَ عَنْ عَبْدِ اللهِ بْنِ سَرْجِسَ أَنَّ نَبِيَّ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ لَا يَبُولَنَّ أَحَدُكُمْ فِي جُحْرٍ قَالُوا لِقَتَادَةَ وَمَا يُكْرَهُ مِنَ الْبَوْلِ فِي الْجُحْرِ قَالَ يُقَالُ إِنَّهَا مَسَاكِنُ الْجِنِّ (النسائي : الطهارة - كَرَاهِيَةُ الْبَوْلِ فِي الْجُحْرِ)


คำแปลภาษาปะกิตของนะสาอี ผมไม่มี หาได้แต่ของอบูดาวูดนะครับ

Translation of Sunan Abu-Dawud, Book 1: Purification (Kitab Al-Taharah) , Number 0029:
Narrated Abdullah ibn Sarjis: The Prophet (peace_be_upon_him) prohibited to urinate in a hole.

รู้สึกจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่คราวนี้ จานแมทท์แปลถูกแฮะ....แปลกจัง!
บรรยาย โดย อับดุลลออ์ อิบนฺซอญิส “ท่านรอซุลห้ามถ่ายปัสสวะลงไปในรู” (แปลโดย Matt : Sun Feb 27, 2005 11:14 pm)

แต่ก็ยังมีเป็ดมีไก่ออกมาวิ่งพล่านให้ไล่จับอยู่ดี .... ผู้รายงานหะดีษเขาชื่อ อับดุลลลอฮฺ บิน สัรญิส ครับ ถ้าอ่าน ซอญิส(Sarjis) รู้สึกจะ อเมริกันจ๋าไปหน่อยนะ....อย่าหาว่าสอนหนังสือสังฆราชเลยนะครับ
และอีกอย่าง "ปัสสาวะ" ครับ ไม่ใช่ "ปัสสวะ" เดี๋ยวเพี้ยนไปเป็น "ปัด สวะ" ละก้อ กลายเป็นอีกเรื่องนึงไปเลยนะ

ที่ผมว่าแปลกก็คือ เนื้อหาในหะดีษก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้วไม่น่าจะต้องมีอะไรสงสัยว่า "รู อะไร?...มีเหตุผลอย่างไร?" เลย
ก็ถามกันตรงๆประสาคนซื่อว่า ถ้าจานไปกลางทุ่งกลางนา กลางทะเลทราย ไปเจอรูอะไรก็ตาม ตามพื้นดินหรือซอกหิน กล้ามั้ยที่จะไปฉี่ตรงรูนั่น? ....ดีไม่ดี ฉี่เสร็จลุกขึ้นมา อาจจะไม่เหลือ"ไอ้น้อง"ไว้ใช้งานครั้งต่อไปก็นะครับ ก็เอาเถอะครับ ในเมื่อคำสอนนบีถูกรายงานมาในรูปแบบหะดีษเช่นนี้แล้ว ผมตระหนักดีว่า จานแมทท์คงต้องค้านสุดตัว เราก็ได้แต่หวังว่าจานคงโชคดีในการฉี่ลงรูครั้งต่อไปนะครับ....อูยยยย.... เสียวแทนเลยอ่ะ

ถามมาอย่างงี้...เล่นมุขอะไรเหรอครับ? ตามไม่ทันจิงๆอ่ะ
----------------------------------
ต่อไปก็เรื่อง ปัสสาวะท่าไหน ….. เอาไว้พรุ่งนี้นะ

/////////////////////// To be continued //////////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sat Jun 04, 2005 12:35 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

----------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : Episode-5/2
----------------------------------------------------


ตามที่อ้างมาก็คือ
“ท่านศาสดาถ่ายปัสสวะในท่ายืน” จาก บุคอฮรีย์ 4/60-64
และอีกบทหนี่ง บันทึกว่า: ท่านศาสดาไม่เคย “ถ่ายปัสสวะ” ในท่ายืนเลย บอกเล่าโดย ฮันบลฺ 6/136, 192,213
(Matt : Sun Feb 27, 2005 11:14 pm)

อืมมม นั่นสินะ หะดีษนึงบอกยืน อีกหะดีษบอกไม่เคยยืน..... ???
ถ้าหากว่าอ่านคำแปลทื่อๆ ด้วนๆของ จานแมทท์อย่างนี้ มันก็ย่อมต้อง งง เป็นธรรมดา (หรือควรใช้คำว่า "คล้อยตาม" ดี?? )
อันที่บอกว่ายืนคือหะดีษนี้ครับ ...

224 حَدَّثَنَا آدَمُ قَالَ حَدَّثَنَا شُعْبَةُ عَنِ الْأَعْمَشِ عَنْ أَبِي وَائِلٍ عَنْ حُذَيْفَةَ قَالَ أَتَى النَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ سُبَاطَةَ قَوْمٍ فَبَالَ قَائِمًا ثُمَّ دَعَا بِمَاءٍ فَجِئْتُهُ بِمَاءٍ فَتَوَضَّأَ (البخاري : الوضوع - بَاب الْبَوْلِ قَائِمًا وَقَاعِدًا )

225 حَدَّثَنَا عُثْمَانُ بْنُ أَبِي شَيْبَةَ قَالَ حَدَّثَنَا جَرِيرٌ عَنْ مَنْصُورٍ عَنْ أَبِي وَائِلٍ عَنْ حُذَيْفَةَ قَالَ رَأَيْتُنِي أَنَا وَالنَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَتَمَاشَى فَأَتَى سُبَاطَةَ قَوْمٍ خَلْفَ حَائِطٍ فَقَامَ كَمَا يَقُومُ أَحَدُكُمْ فَبَالَ فَانْتَبَذْتُ مِنْهُ فَأَشَارَ إِلَيَّ فَجِئْتُهُ فَقُمْتُ عِنْدَ عَقِبِهِ حَتَّى فَرَغَ (البخاري : الوضوع - بَاب الْبَوْلِ عِنْدَ صَاحِبِهِ وَالتَّسَتُّرِ بِالْحَائِطِ)

226 حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ عَرْعَرَةَ قَالَ حَدَّثَنَا شُعْبَةُ عَنْ مَنْصُورٍ عَنْ أَبِي وَائِلٍ قَالَ كَانَ أَبُو مُوسَى الْأَشْعَرِيُّ يُشَدِّدُ فِي الْبَوْلِ وَيَقُولُ إِنَّ بَنِي إِسْرَائِيلَ كَانَ إِذَا أَصَابَ ثَوْبَ أَحَدِهِمْ قَرَضَهُ فَقَالَ حُذَيْفَةُ لَيْتَهُ أَمْسَكَ أَتَى رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ سُبَاطَةَ قَوْمٍ فَبَالَ قَائِمًا (البخاري : الوضوع - بَاب الْبَوْلِ عِنْدَ سُبَاطَةِ قَوْمٍ)


Bukhari : Volume 1, Book 4, Number 224:
Narrated Hudhaifa: Once the Prophet went to the dumps of some people and passed urine while standing. He then asked for water and so I brought it to him and he performed ablution.

Bukhari : Volume 1, Book 4, Number 225:
Narrated Hudhaifa': The Prophet and I walked till we reached the dumps of some people. He stood, as any one of you stands, behind a wall and urinated. I went away, but he beckoned me to come. So I approached him and stood near his back till he finished.

Bukhari : Volume 1, Book 4, Number 226:
Narrated Abu Wail: Abu Musa Al-Ash'ari used to lay great stress on the question of urination and he used to say, "If anyone from Bani Israel happened to soil his clothes with urine, he used to cut that portion away." Hearing that, Hudhaifa said to Abu Wail, "I wish he (Abu Musa) didn't (lay great stress on that matter)." Hudhaifa added, "Allah's Apostle went to the dumps of some people and urinated while standing."


หุซัยฟะฮฺรายงานว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ไปที่กองขยะของชนกลุ่มหนึ่ง แล้วท่านก็ยืนปัสสาวะ เสร็จแล้วท่านได้เรียกให้เอาน้ำมา ฉันจึงได้นำน้ำไปให้ท่าน แล้วท่านก็ทำน้ำละหมาด

หุซัยฟะฮฺรายงานว่า ฉันกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เดินไปด้วยกันจนถึงกองขยะของชนกลุ่มหนึ่งข้างหลังกำแพง ท่านได้ยืนเหมือนอย่างที่พวกท่านยืนกัน แล้วท่านก็ปัสสาวะ ฉันจึงเลี่ยงออกไปจากท่าน พอท่านกวักมือเรียกฉันฉันก็เข้าไปหาและยืนอยู่ข้างหลังท่านจนท่านเสร็จ

อบูวาอิล เล่าว่า ท่านอบูมูซา อัลอัชอฺะรี เป็นคนที่เข้มงวดมากในเรื่องการปัสสาวะ เขาบอกว่า พวกบะนีอิสรออีลนั้นเวลา(ปัสสาวะ)เปื้อนเสื้อผ้าของพวกเขา พวกเขาจะตัดส่วนนั้นออกเลย หุซัยฟะฮฺจึงกล่าวว่า "เขา(หมายถึงอบูมูซา)ไม่น่าจะยึดถืออะไรอย่างนั้นเลย ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังไปที่กองขยะของชนกลุ่มหนึ่ง แล้วท่านก็ยืนปัสสาวะ"


ส่วนอันที่บอกว่าไม่เคยยืน ก็คือ....

23894 حَدَّثَنَا وَكِيعٌ عَنْ سُفْيَانَ عَنِ الْمِقْدَامِ عَنْ أَبِيهِ عَنْ عَائِشَةَ قَالَتْ مَنْ حَدَّثَكَ أَنَّ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَالَ قَائِمًا فَلَا تُصَدِّقْهُ مَا بَالَ رَسُولُ اللهِ قَائِمًا مُنْذُ أُنْزِلَ عَلَيْهِ الْقُرْآنُ (أحمد)

ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ บอกว่า "ถ้าใครมาบอกท่านว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยืนปัสสาวะละก็ จงอย่าเชื่อเขา เพราะท่านรอซูลไม่เคยยืนปัสสาวะตั้งแต่อัลกุรอานถูกประทานลงมาแก่ท่าน" (อะหฺมัด)


เหมือนที่จานแมทท์เอามาอ้างมั้ยครับ? .... ครับ เหมือน...แต่ไม่เหมือน!
แถมให้อีก 2 หะดีษด้วย ...

303 حَدَّثَنَا أَبُو بَكْرِ بْنُ أَبِي شَيْبَةَ وَسُوَيْدُ بْنُ سَعِيدٍ وَإِسْمَعِيلُ بْنُ مُوسَى السُّدِّيُّ قَالُوا حَدَّثَنَا شَرِيكٌ عَنِ الْمِقْدَامِ بْنِ شُرَيْحِ بْنِ هَانِئٍ عَنْ أَبِيهِ عَنْ عَائِشَةَ قَالَتْ مَنْ حَدَّثَكَ أَنَّ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَالَ قَائِمًا فَلَا تُصَدِّقْهُ أَنَا رَأَيْتُهُ يَبُولُ قَاعِدًا (ابن ماجه : الطهارة)

ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ บอกว่า "ถ้าใครมาบอกท่านว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยืนปัสสาวะละก็ จงอย่าเชื่อเขา เพราะฉันเห็นแต่ท่านนั่งปัสสาวะ" (อะหฺมัด)

29 أَخْبَرَنَا عَلِيُّ بْنُ حُجْرٍ قَالَ أَنْبَأَنَا شَرِيكٌ عَنِ الْمِقْدَامِ بْنِ شُرَيْحٍ عَنْ أَبِيهِ عَنْ عَائِشَةَ قَالَتْ مَنْ حَدَّثَكُمْ أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَالَ قَائِمًا فَلَا تُصَدِّقُوهُ مَا كَانَ يَبُولُ إِلَّا جَالِسًا (النسائي : الطهارة)

ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ บอกว่า "ถ้าใครมาบอกพวกท่านว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยืนปัสสาวะละก็ จงอย่าเชื่อเขา เพราะท่านไม่ได้ปัสสาวะในท่าอื่นเลยนอกจากท่านั่ง" (นะสาอี)


สามหะดีษแรกบอกว่า ท่านนบียืนปัสสาวะ อีกสามหะดีษหลังนี่กลับบอกว่า ไม่ได้ยืน .... ตรงตามที่จานแมทท์ต้องการให้ งง ต้องการให้สับสนกับหะดีษ เพื่อเป็นข้ออ้างว่าหะดีษขัดกัน จะได้เลิกใช้หะดีษตามทั่น

พี่น้องครับ...บางเรื่อง เราอ่านเพียงตัวบทหะดีษ ก็สามารถเข้าใจเรื่อง และถอดหุกุมออกมาใช้ได้เลย
แต่บางเรื่องจะใช้ความฉลาดอ่านหะดีษอย่างเดียวไม่พอครับ.... แต่ต้อง เฉลียวด้วย
ยิ่งชนิด "ทื่อๆ" มาอ่านหะดีษแค่บางช่วง บางตอน.... ผลที่ออกมาก็ต้อง ตีโพยตีพายอย่างนี้ละครับ
ก็ดูที่เขาเอามาวางกับดักสิครับ ....

“ท่านศาสดาถ่ายปัสสวะในท่ายืน” จาก บุคอฮรีย์ 4/60-64
และอีกบทหนี่ง บันทึกว่า: ท่านศาสดาไม่เคย “ถ่ายปัสสวะ” ในท่ายืนเลย บอกเล่าโดย ฮันบลฺ 6/136, 192,213

(Matt : Sun Feb 27, 2005 11:14 pm)

ที่ผมบอกว่า "เหมือน" แต่ "ไม่เหมือน" ก็คือ ที่จานแมทท์ยกมา เป็นเพียงท่อนหนึ่งของหะดีษ ซึ่งของเต็มๆเขามีรายละเอียดบางอย่างซ่อนอยู่ นั่นคือ ที่นบียืนนั้น เพราะตรงนั้นเป็นกองขยะ และที่ผมบอกว่าต้องเฉลียว ก็คือ
ในหะดีษที่บอกว่า "ยืน" นั้น รายงานโดยท่านหุซัยฟะฮฺ .... ผู้ชายครับ เป็นเศาะหาบะฮฺอาวุโสท่านหนึ่ง .... ท่านไปไหนมาไหนกับท่านนบีอยู่บ่อยๆ ชีวิตนอกบ้านของท่านนบีล้วนอยู่ในสายตาของบรรดาเศาะหาบะฮฺผู้ชายทั้งหลายเกือบทุกฝีก้าว
ส่วนหะดีษที่บอกว่า "ไม่ยืน" นั้น รายงานโดยท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ...อุมมุลมุอ์มินีน ภรรยาท่านนบี อยู่กินกับท่านนบี อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับท่าน นอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับท่าน และรู้เห็นสิ่งต่างๆที่ท่านนบีปฏิบัติเมื่ออยู่ที่บ้านมากกว่าใคร

พอจะมองออกมั้ยครับว่าข้อมูลอะไรที่ขาดหายไป jigsaw ตัวไหนที่จานแมทท์โยนทิ้งไปเพื่อไม่ให้เราปะติดปะต่อภาพปริศนานี้ได้

ความเฉลียวตรงนี้...ไม่ใช่ผมหรอกครับ...แต่เป็นนักวิชาการ เป็นบรรดาอะฮฺลุลหะดีษทั้งหลาย ที่เขาอ่านหะดีษด้วยใจบริสุทธิ์ ที่เขาใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสืบสาวเอาข้อปฏิบัติออกมาจากรายงานต่างๆด้วยหัวใจที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง แล้วท่านเหล่านั้นก็สรุปออกมาว่า ที่ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺบอกนั้นเป็นไปตามที่นางได้เห็นท่านนบีปฏิบัติที่บ้าน คือท่านจะนั่งปัสสาวะเสมอ ส่วนเมื่อออกไปนอกบ้าน ในบางโอกาส บางสถานที่ อาจจะไม่สะดวกที่จะนั่ง ท่านก็ยืนตามที่มีรายงานจากหุซัยฟะฮฺ ดังนั้นไม่ว่าจะนั่งหรือยืนก็เป็นที่อนุมัติทั้งนั้น ไม่ผิด ไม่แปลกอะไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องกันว่า การนั่งนั้นย่อมดีกว่า

และนี่แหละคือมารยาทในการปลดทุกข์ ที่อัลลอฮฺทรงให้ท่านนบีมาปฏิบัติเป็น อุสวะฮฺ หะสะนะฮฺ ให้เราสืบทอดต่อไป จวบจนวันกิยามะฮฺ…..

จบแหลวอ่ะ....เร็วจังเนอะ!

/////////////////// - END OF EPISODE V - ///////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Jun 09, 2005 6:41 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

หนึ่ง – สอง – สาม – สี่ – ห้า ...... เป๊งงงงงงงงง
หมดเวลา.....Time out!


ห้าวันแล้วยังเงียบเชียบ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆในห้องนี้
ก็ขออนุญาตเข้ามาขยับเส้นสายให้หายเมื่อยซะนิดหน่อย
แต่วันนี้ยังไม่เริ่มภาคต่อไปหรอกครับ แต่จะมาเล่าเรื่องอะไรแปลกๆ
แปลกแต่จริง อ่ะครับ ..... น่าจะเอาไปทำแข่งกะรายงานของอีตารูเปิด ริบเล่ย์.
....Belie it not….Matt!

เชื่อหรือไม่ ..... วันนี้เมื่อปี กลาย
9 มิถุนายน 2547 ..... เป็นวันที่โลกต้องจารึกไว้ว่า เกิดคำถามที่ปรมาจาน แมทท์ ตอบไม่ได้ขึ้นในโลกไซเบอร์แห่ง “บางมรดกฯ” นี้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่ใครที่ไหน .... คุณ Ramzi นั่นเองที่เป็นผู้จุดชะนวน!

------------------------------------
Ramzi ตอบ: พ. มิย. 09, 2004 12:23 am
คุณแมทท์

ผมได้อ่านแล้วมีความเข้าใจว่า คุณเข้าใจอัล-กุรอานเอาเองโดยไม่ผ่านท่านนบี มูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอ้าลัยฮิว่าซัลลัม กระนั้นหรือ

การที่เราจะรู้และเข้าใจอัล-กุรอานเราก็จะต้องศึกษารูปแบบจากท่านนบี มูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอ้าลัยฮิว่าซซัลลัมเช่น เราจะละหมาด ถ้าเราศึกษาจากอัล-กุรอานเราก็ไม่รู้ว่าจะละหมาดอย่างไร เราก็ต้องกลับมาดูการกระทำจากท่านนบีมูฮำหมัด ศ้อลลัลลอฮุอ้าลัยฮิว่าซัลลัม ดังฮะดีษที่กล่าวว่า" ศ็อลลูกะมา ร่ออัยตุมูนีอุศ็อลลี "

"พวกท่านทั้งหลายจงละหมาด เหมือนที่เห็นฉันละหมาด "

หรือว่าท่านจะละหมาดอย่างที่ท่านพอใจและกระทำอะไรก็ได้ นึกจะบวชตอนไหนก็ได้ แล้วท่านจะว่าอย่างไร

--------------------------------------

ใช่ครับ ..... คือคำถามว่า ละหมาดอย่างไร?
ซึ่งก็ไม่ใช่ท่านเดียว คุณ เซาดะห์ คุณ chico คุณ nuroiya ได้ทยอยเข้ามาถามคำถามเดียวกันนี้ใน1-2 วันต่อจากนั้น......

เซาดะห์ ตอบ: พ. มิย. 09, 2004 4:43 am
คุณแม็ทท์คะ คุณแน่ใจหรือว่าในคัมภีร์อัลกุรอ่านครบทุกอย่าง ดิฉันอยากถามว่า ในวันอีดิ้ลฟิตรี่คุณจ่ายฟิตเราะห์หรือเปล่าคะ และคุณละหมาดอีดด้วยวิธีอย่างไร แต่ถ้าคุณปฏิบัติทั้งสองอย่าง ดิฉันอยากทราบว่า คุณนำหลักฐานมาจากอัลกุรอ่านอายะห์ที่เท่าไหร่ และดิฉันอยากทราบว่าคุณเข้าใจอัลกุรอ่านในซูเราะห์อัลนัจม์ อายะห์ที่3-4อย่างไร
ตอบด้วยคะ


chico ตอบ: พฤ. มิย. 10, 2004 12:50 am

อัสสลามุอ้าลัยกุม

ได้อ่านกระทู้แล้วน่าสนใจและได้ติดตามมาตลอด แต่อยากจะให้คุณ Matt ให้คำตอบที่คุณ Ramzi โพสต์มาด้วยซิ จะได้ทราบว่าคุณมีความเข้าใจอย่างไร

และประโยคที่คุณ เซาดะห์ได้ถามคุณ Matt ที่ว่า ในวันอีดิ้ลฟิตรี่คุณจ่ายฟิตเราะห์หรือเปล่าคะและคุณเอาหลักฐานในการจ่ายฟิฏเราะห์นั้นมาจากไหน

และคุณรู้การละหมาดจากพระบัญชาใช้จากพระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูว่าตะอาลา และคุณรู้วิธีการละหมาดว่า จะต้องมี 2 ร่อก้าอัต 3 ร่อก้าอัต 4 ร่อก้าอัต นั้นมาจากไหน ช่วยชี้แจงด้วยครับ แค่นี้ก่อนน่ะคุณ Matt วัสสลาม


nuroiya ตอบ: ส. มิย. 12, 2004 8:22 pm
คุณแมทท์

ดิฉันได้อ่านแล้วเข้าใจว่าไม่มีใครหน้าไหนที่จะหาญกล้าปฏิเสธ อัล-กุรอาน หรอก แต่จะต้องนำ ฮะดีษ ศอเฮียะห์ ของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม มาประพฤติปฏิบัติเป็นรูปแบบ

ตัวอย่างเช่น เวลาเราจะละหมาด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราจะต้องยกมือตักบีรอย่างไร เราจะต้องรู่กัวะอย่างไร เราจะต้องสู่หยูดอย่างไร เราจะต้องตะฮิยัตอย่างไร

ดิฉันได้อ่านมาหลายคำตอบแล้วไม่เห็นคุณ แมทท์ตอบเรื่องนี้ซักที คุณได้แต่อธิบายเฉพาะกุรอ่านเท่านั้น แต่ดิฉันไม่ได้ปฏิเสธกุรอานน่ะ หวังว่าคงจะได้รับคำตอบจากคุณในเรื่องละหมาดซักที คงจะกระจ่างน่ะค่ะ
.

แต่คุณจานทั่นก็ตอบแต่เพียงว่า คำถามลักษณะนั้น คือ..... คำถามที่ไม่แน่ใจ ในโองการของ อัลลอฮ์(matt ตอบ: พ. มิย. 09, 2004 9:41 am )

แล้วคุณ yoohoo ก็เข้ามาเร่งเร้าอีกทีว่า .....

yoohoo ตอบ: ส. มิย. 12, 2004 11:39 pm

อัสสลามุอฺลัยกุม
คุณ nuroiya ครับ ผมและพี่น้องมุสลิมคนอื่นก็รอคอยคำตอบเรื่องการปฏิบัติละหมาดโดยอาศัยหลักฐานที่ได้จากกุรอานที่ย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นแหล่งวิชาความรู้แห่งการเรียนการสอน และการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเดียวมาเป็นเวลานานแล้วครับ โดยส่วนตัวผมเองแล้วผมก็อยากที่จะได้ปฏิบัติศาสนกิจที่ได้หลักฐานที่มาจากอัลกุรอานอย่างเดียวโดยไม่พึ่งพาหลักฐานจากแหล่งอื่นอีก แต่ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานที่ว่านี้มาได้ซักที ซึ่งผมก็คิดว่าผมไม่สามารถที่จะหาได้ ก็เลยรอผู้ที่มีความรู้แตกฉานในวิชาอัลกุรอานอย่างคุณ Matt จะนำเสนอให้ได้เห็นกันจะๆ ซะที พวกเราชาวมุสลิมจะได้ประจักษ์ความจริงกัน แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าลองได้ถามเรืองนี้กันทีไร ก็จะมีการเบี่ยงเบนประเด็น หรือไม่ก็แกล้งลืมหรือทำเป็นไม่เห็นซะอย่างงั้นแหละ หรือไม่ก็หายแวบไปเลย ดูเหมือนมีเจตนาว่าจะเข้ามาป่วนหรือเข้ามาทำลายอฺกีดะห์ของพวกเราเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่มุสลิมเกือบจะทุกคนก็ว่าได้ ทำการปฏิบัติศาสนกิจโดยอาศัยหลักฐานจากอัลกุรอาน และอัลฮะดีษที่แข็งแรงถูกต้องปฏิบัติกันมาโดยตลอด แต่อยู่ ๆ ก็กลับมาบอกว่าหลักฐานฮะดีษต่าง ๆ นั้นเชื่อถือไม่ได้บ้างล่ะ เป็นสิ่งที่เป็นชิริกฺบ้างล่ะ (ออูซุบิลลาห์) เอาล่ะ! ถ้าปฏิเสธหลักฐานจากฮะดีษในเรื่องนี้ก็ขอเชิญนำเสนอหลักฐานวิธีปฏิบัติละหมาดจากอัลกุรอานอย่างเดียวมาได้เลยครับ เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง....จิ๊บจ๊อย พวกเราจะได้ประจักษ์ว่าคุณมีเจตนาที่ดีต่อมวลมุสลิมจริง ๆ

วัสสลาม


คงจะเกิดอาการกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ....คุณจานทั่นจึงออกมาตอบให้... “ตายใจ”... ว่า

matt ตอบ: ส. มิย. 12, 2004 11:55 pm
อัสลามมุอะลัยกุม คุณnuroiya
ผมรีบตอบให้คุณก่อน เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องรอนาน คุณแน่ใจหรือว่า “อะฮะดีษ” ซอเฮียะฮ์ นั้นสามารถใช้ควบคู่กับ “อัลกุรอานได้” ลองศึกษา “อะฮะดีษ” ซอเฮียะฮ์ ทั้ง ทางฝ่าย ซุนนีย์ และ ฝ่ายชีอะต์ ดูให้ละเอียด คุณจะเห็นว่าการจดบันทึกไม่ตรงกัน

คุณ ขยั้นขยอ เรื่อง การทำละหมาด ถามผมว่าเราจะละหมาดอย่างไร? ถ้าเราไม่เรียนจาก “อะฮะดีษ”, นั้นนะซี ผมก็สงสัยเช่นกัน กับคุณ และเคย ถามปัญหานี้ มาแล้ว กับ บรรดา อาจารย์ หลายท่าน แต่ไม่ได้ คำตอบที่ ถูกใจสักท่านหนึ่ง แน่นอนท่านรอซูลล์ จะต้องทำละหมาดแน่ และมุสลิมทุกๆท่าน ในสมัยนั้น ก็ต้อง ทำละหมาด ท่านรอซูลล์ ทุกๆท่าน ก็ต้องทำละหมาด นับแต่ท่าน นบีอิบรอฮิมมา บางท่านห้ามผมว่า ถ้าจะบอกว่า การทำ ละหมาด ตกทอดกันมาตั้ง แต่ สมัย นบี อิรอฮิม นั้น เขายอมรับไม่ได้? เขาต้องการให้ผมยก อัลกุรอานมาที่ละอายะห์ๆ ให้บอกถึงการทำละหมาด ว่า ท่า ทาง จะต้อง ทำอย่างไร? ทั้งนี้เพราะความที่เขาขาดศรัทธา ในบัญญัติของอัลลออ์ ที่ไม่เชื่อในบัญญัติ ของ อัลลอฮ์ ว่ามีความสมบูรณ์ ในหลักการปฏิบัติ ทาง ศาสนาไว้ครบครัน ถึงอย่างไรก็ตามผมกำลังทำการรวบรวมอยู่ ....ขอให้อด ใจรอ..


.....ก็ยังอดไม่ได้ที่จะกล่าวหาปรักปรำผู้อื่นว่า ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาจริง ไม่รู้จริง...... ใช่แต่เท่านั้น ...

เมื่อใด ก็ตาม ที่คุณ มีคำถาม ท้าทาย ความละเอียดละออและ ความสมบูรณ์ ของ อัลกุรอานแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่แน่ใจว่าคุณคือใคร? และคุณกำลังนับถือศาสนาอะไร? คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า "คุณอ่านรายละเอียดของ ทุกๆอายะห์ ในอัลกุรอาน โดยความเข้าใจ อย่างถี่ถ้วน หรือ ยัง? ถ้าคุณยังไม่ได้ศึกษาอัลกุรอาน อย่างถึ่ถ้วน แล้ว คุณ ก็เท่ากับ ปรักปรำ ความแท้จริงของ อัลกุรอาน แล้วคุณจะเป็น มุสลิมอย่างไร?

คุณทราบได้อย่างไร ว่าไม่มีรายละเอียดเรื่องการละหมาด ใน อัลกุรอาน คุณแน่ใจหรือ ? หรือเพียงแต่ได้ยิน เขากล่าวว่า หรือสอนคุณมาว่า...ให้ถามพวกที่ไม่เชื่อ "อะฮะดีษ" ซิว่า ถ้าไม่มี "อะฮาดีษ" แล้ว มุสลิมจะละหมาดอย่าง ไร?

=================================

วัน เวลา นาที มันช่างผ่านไปรวดเร็วเหมือนโกหก
วันนี้ 9 มิถุนายน 2548 ..... หนึ่งปีพอดีที่เราถามกันตรงนี้
และอีกไม่กี่วัน 12 มิถุนายน ก็จะครบ 1 ปี ที่จานแมทท์หลอกลวงให้เราเฝ้ารอ ด้วยคำว่า ....”ผมกำลังทำการรวบรวมอยู่ ....ขอให้อด ใจรอ..” .... อนิจจา รออะไรครับ?
...... รอ “น้ำ” ที่ทั่นกำลังพยายามปลุกปั้นให้เป็นตัวหรือไร?

นี่แหละคือรายการ
..... ....Belie it not…
Brought to you By….. Matt!
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Tue Jun 14, 2005 7:13 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


ถึงท่านฆุเราะบาอฺและท่านอื่น ๆชาวอะฮฺลิสซุนนะฮฺ
السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
ถึงท่านแมท ผมไม่ค่อยมีเวลาอื่นการสนทนาของท่านได้ทั้งหมดในขณะนี้ แต่ผมอ่านอย่างสรุป ๆ ก็พอจะรู้จุดยืนของท่านแมทบ้างว่า ท่านแมทยึดเพียงแต่อัลกุรอานเท่านั้น เพราะพวกเราและเขาเชื่อว่าอัลกุรอานนั้นมาจากพระเจ้า แต่ท่านแมทกลับปฏิเสธอัลฮะดิษ เพราะเขาเชื่อว่าไม่ได้รับการรับรองความถูกต้องจากอัลเลาะฮฺ เพราะว่ามันเป็นเรื่องเล่าต่อ ๆกันมาจากมนุษย์ แต่เมื่อผมเข้ามาร่วมสนทนากับท่านแมทด้วยนั้น ผมเองก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี เนื่องจากพี่น้องซุนนะฮฺทั้งหลายได้สนทนากับท่านแมทมาก็มากพอสมควร ดังนั้นหากท่านแมทไม่รังเกียจ ก็โปรดตอบคำถามผมสักสองสามข้อ เพื่อขอคำชี้แนะของท่านแมท
1. ท่านแมทยึดบรรทัดฐานอะไรมาเป็นตัวอธิบายอัลกุรอาน?
2. วิธีการอ่านอัลกุรอานที่ได้อ่านรายงานมาจากนักอ่านอันเป็นที่เลื่องลือนั้นมีอยู่ 7แบบ(กิรออะฮฺ) ท่านแมทครับ ท่านเลือกอ่าน(กิรออะฮฺ)แบบใดหรือครับ ?
3.พิกัดของซะกาตประเภทต่าง ๆนั้น ท่านยึดบรรทัดฐานใดมาเป็นตัวกำหนดในการออกซิกาตครับ ?
ผมหวังว่าท่านแมทคงจะกรุณาตอบคำถามของกระผมน่ะครับ
والسلام
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Tue Jun 14, 2005 5:00 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สลาม คุณ al-azhary
17933
ยินดีที่ได้รู้จักคุณ al-azhary ครับ
และขอต้อนรับแทนเจ้าบ้านไปพลางก่อน เข้าใจว่าตอนนี้ทั่นคงสาละวนอยู่กับหมู่เมฆใหญ่น้อยเบื้องบนโน่นตามสไตล์ทั่นน่ะครับ

รู้สึกดีใจที่จะมีผู้ร่วมสนทนาด้วยอีกคน อืมมม..แล้วต้องมีพิธี “รับน้องใหม่” มั้ยเนี่ย …555

เอาเป็นว่าในฐานะ “ผู้มาก่อน” ก็อยากจะบอกระเบียบการบางอย่างที่นี่ให้ได้รับรู้ไว้ในเบื้องต้นก่อนว่า ….การที่คุณจะคุยกับอาจานแมทท์ของผมเนี่ย
- อย่างแรกเลย คุณต้องมีความอดกลั้น อดทน และ “อึด” เป็นพิเศษที่จะรอคอย ย ย ย ย ย ย ย ย คำตอบที่คุณไม่มีวันจะได้รับอย่างที่วาดฝันไว้เลย จากอาจาน
แต่คุณจะได้รับคำตอบเป็นอย่างอื่นเสมอ ในทำนอง “ไปไหนมา …. สามวา สองศอก”
หรือไม่ … ก็จะได้รับคำถามอื่นกลับมา ให้คุณหลงไปในเขาวงกต จนลืมความตั้งใจเดิมที่จะถาม
หรือไม่…. ก็โดนดุ ว่า ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่น …..จริง….อย่างทั่น

- พึงรำลึกเสมอว่า ในข้อเสนอแต่ละอย่างของทั่น ล้วนเต็มไปด้วยกับดัก และหลุมพราง แบบเดียวกับที่พวกยิวใช้บิดเบือนอิสลามในตำราและการนำเสนอข่าวสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้วยการ “บิด” ถ้อยคำเพียงเล็กน้อย เพื่อทำให้ความหมายต่างไปจากความเป็นจริงชนิด หน้ามือนาย ก. ไปเป็นใต้ฝ่าเท้านาย ฮ-นกฮูก เลยทีเดียว หรือไม่ก็เอาความเท็จมาคลุกรวมกับความจริงจนแยกแยะแทบไม่ออก ซึ่งจะต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง และแยกส่วนให้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

- อีกประการหนึ่ง คุณอาจต้องหาใบข่อยมาเตรียมไว้เยอะๆเวลาจะคุยกับทั่นครับ เพราะอะไรผมยังไม่บอกดีกว่า อยู่ๆไป ก็คงรู้เองละครับ

ตัวอย่างเช่น เรื่องซะกาต ที่คุณถาม ก็แทบไม่ต่างอะไรจาก เรื่อง “ละหมาด” ที่พวกเราชาว บางมรดกฯ ถาม-ไถ่-ไถ-ถู….. ต้อนหน้าต้อนหลังท่านมาเป็นปี …. เฉพาะที่นี่ที่เดียวนะ …. ยังไม่รวมอีกปีกว่าในกระดาน muslimthai.com ก่อนล่มสลายครั้งก่อน…. แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า กะแค่ “ห้า” เวลา มาจากไหนเนี่ย ทั่นยังปั้นน้ำเป็นตัวมาโชว์ไม่สำเร็จเลยอ่ะ ….. เซ็งยังงัย ก็ยังเลิกถามไม่ได้หรอกครับ เพราะไม่งั้น ละหมาดไม่ถูก ไปถึงอาคิเราะฮเราจะทำยังงัยกัน ????
ขอให้ทำใจให้สบาย และมาร่วมเล่น…เอาเถิด….กับทั่นได้เลยครับ

วันนี้….ผมจะเริ่ม Episode-VI คุณลองดูก็แล้วกัน ว่าถ้อยคำของท่าน บิด ไปแค่นิดเดียว แต่ทำให้ผลของมันสะบัดไปขนาดไหน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Tue Jun 14, 2005 5:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

---------------------------------------------------------------------
Mattism Conspiracy
Episode VI : เสรีภาพ สำหรับ ผู้ที่ จะเข้ารับอิสลาม
----------------------------------------------------------------------


ข้อความที่ขัดกับบัญญัติ ในอัลกุรอาน: “ไม่มีการบังคับในการใช้ชีวิตตามวิถีทางของอัลลฮ์; อย่างแน่นอน วิถีทางที่ถูกต้อง ได้ ถูก ทำให้เห็น ความแตกต่าง ที่ชัดเจน จาก หนทางที่ผิดพลาด; ดังนั้น ผู้ใดก็ตาม ที่ ไม่ หลงผิด ไปกับ ผู้ ปฎิเสธ แต่กลับมาศรัทธา ต่อ พระองค์อัลลอฮ์, แน่นอนทีเดียว เขาได้ ยึดอยู่กับ สิ่งที่มั่นคงที่สุดซึ่ง จะไม่มีการ แตกสลาย, อัลลอฮ์พระองค์ทรงได้ยินและรอบรู้” (2:256)
ทีนี้ลองมาดู คำกล่าวใน “ฮะดีษ” บุคอฮิรีย์: หมวด 6, เล่มที่ 60, เลขที่ 80: บรรยายโดย อบู ฮูรัยรอว่า: “พวกเจ้าทั้งหลาย (มุสลิมที่แท้จริง) คือบุคคลที่ดีที่สุด ใน มวลมนุษย์ที่เคยมีมา, หมายความว่า เป็น ผู้คนที่ดีที่สุด สำหรับ ประชาชนทั้งหลาย, ในขณะที่เจ้าลากคอพวกเขามาด้วยสายโซ่ จนกว่าที่เขาจะยอมรับอิสลาม” คุณจะเห็น ว่า “อัลลอฮ์ ให้ เสรีภาพ สำหรับ ผู้ที่ จะเข้ารับอิสลาม, แต่ในฮะดีษ ใช้การบังคับ โดย กล่าวว่า ถ้าเราเป็น มุสลิม ที่ แท้จริง แล้ว จะต้อง บังคับ ให้ ผู้ อื่น เป็น มุสลิม (ให้ทรมานจนกว่า เขาจะยอมรับอิสลาม)

(matt : Sun Feb 27, 2005 11:14 pm)
--------------------------------------------

สมัยเด็กๆ เคยได้ยินพวกวัยรุ่นแถวบ้านเค้าร้องกันว่า...

ลา..มะลิลา..ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่
พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชา ...


แบบเดียวกันเลย... เค้าเรียกว่า เอาสติปัญญาไปใช้ผิดประเภท แทนที่จะคิด จะอ่านอะไรให้มันสร้างสรร..ไม่มีละ ต้องบิดตรงนั้นนิด เบี้ยวตรงนี้หน่อย คดตรงโน้น งอตรงนี้ เพื่อให้กลายเป็นอะไรที่มันตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์เดิมของมัน ไม้ไผ่..ที่จริงเขาเอาไปทำประโยชน์อะไรได้ตั้งเยอะแยะ...ไม่เอา...นี่ดันเอาไปทำ บ้องกัญชา!

มันสมองที่อัลลอฮฺให้มา แทนที่จะใช้คิด ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ อ่านหะดีษแล้วสร้าง vision ดีๆในใจที่มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของอิสลาม ให้สมกับน้ำพักน้ำแรงที่บรรดาอุละมาอ์ นักวิชาการในอดีตเขาอุตส่าห์ทุ่มเทเพื่อสืบสานแบบอย่างคำสอนจากท่านนบีจนมาถึงพวกเราทุกวันนี้ นี่กลับไปตั้งหน้าตั้งตาบิดเบือนให้กลายเป็นจุดด่างพร้อยในศาสนาของอัลลอฮฺ .... หรือคิดว่าทำได้อย่างนั้นคือความชาญฉลาด?

ครับ...เริ่มต้นมาก็ดูดี ด้วยอายะฮฺ "ไม่มีการบังคับในเรื่องศาสนา" เพราะถึงจะบังคับข่มขู่กันอย่างไร ถ้าไม่ได้ศรัทธาด้วยใจ มีหรือจะไปรอด มีหรือที่พวกนั้นจะยืนหยัดอยู่ภายใต้ร่มธงอิสลามจนลมสุดท้ายของชีวิต

จนมาถึงหะดีษที่ทั่นแปลไว้ว่า : “พวกเจ้าทั้งหลาย (มุสลิมที่แท้จริง) คือบุคคลที่ดีที่สุด ใน มวลมนุษย์ที่เคยมีมา, หมายความว่า เป็น ผู้คนที่ดีที่สุด สำหรับ ประชาชนทั้งหลาย, ในขณะที่เจ้าลากคอพวกเขามาด้วยสายโซ่ จนกว่าที่เขาจะยอมรับอิสลาม”

ก็เริ่มมีกลิ่น ตุ ตุ แล้วสิ รู้สึกว่า จานแมทท์ทั่นอยากจะเน้นตรงที่ว่า..."ในขณะที่เจ้าลากคอพวกเขามาด้วยสายโซ่ จนกว่าที่เขาจะยอมรับอิสลาม" เพราะตอนท้ายทั่นย้ำชัดเจนว่า...."ในฮะดีษ ใช้การบังคับ โดย กล่าวว่า ถ้าเราเป็น มุสลิม ที่ แท้จริง แล้ว จะต้อง บังคับ ให้ ผู้ อื่น เป็น มุสลิม (ให้ทรมานจนกว่า เขาจะยอมรับอิสลาม)" โดยไม่สะดุดใจสักนิดเลยหรือว่ามันค้านกันคนละขั้วเลยกับข้อความในหะดีษนั่น ???

มาดูกันหน่อยนะครับว่าที่ทั่นแปลออกมาได้ขนาดนั้นน่ะ ภาษาปะกิตเขาเขียนไว้ว่าอย่างไร.....

Bukhari : Volume 6, Book 60( Tafseer Al-Quran ), Number 80:
Narrated Abu Huraira: The Verse:--"You (true Muslims) are the best of peoples ever raised up for mankind." means, the best of peoples for the people, as you bring them with chains on their necks till they embrace Islam.


ซึ่งถอดมาจากภาษาอรับว่า....

4557 حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ يُوسُفَ عَنْ سُفْيَانَ عَنْ مَيْسَرَةَ عَنْ أَبِي حَازِمٍ عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِي الله عَنْه ( كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ ) قَالَ خَيْرَ النَّاسِ لِلنَّاسِ تَأْتُونَ بِهِمْ فِي السَّلَاسِلِ فِي أَعْنَاقِهِمْ حَتَّى يَدْخُلُوا فِي الْإِسْلَامِ ( البخاري : تفسيرالقرآن - بَاب كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ )

คำว่า till ในภาษาอังกฤษนั้น จานแมทท์ทั่นเลือกที่จะแปลว่า "จนกว่า" เพื่อให้สะใจทั่นว่าความหมายจะได้ออกมาในลักษณะที่จะต้องล่ามมันไว้จนกว่าจะรับอิสลาม ในทางภาษาอาจจะเถียงทั่นไม่ได้ว่า ผิด แต่โดยนัยยะของหะดีษ มันเป็นเช่นนั้นหรือ? ราวกับว่าทั่นพยายามที่จะกลบเกลื่อนข้อความในท่อนแรกของหะดีษที่บอกว่า "ผู้คนที่ดีที่สุด สำหรับ ประชาชนทั้งหลาย" อันเป็นการขยายความอายะฮฺอัลกุรอาน كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ พวกท่านเป็นประชาชาติที่ดียิ่งที่ถูกอุบัติขึ้นแก่มนุษยชาติ (3:110) แล้วประชาชาติที่ดีน่ะควรทำตัวอย่างไร ในรายงานนี้ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺท่านพูดถึงเชลยศึกทั้งหลายที่มุสลิมจับตัวมาได้จากการศึกสงคราม สาเหตุของสงครามแต่ละครั้งในสมัยนบี หรือระยะการปกครองของบรรดาคุละฟาอุรรอชิดีนนั้น เราคงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงในที่นี้ว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องเกิดการปะทะรบพุ่งกัน แต่ผลจากสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า มุสลิมเป็นฝ่ายมีชัยและสามารถจับเชลยศึกมาได้ไม่ใช่น้อย บรรดาเศาะหาบะฮฺทั้งหลายเขาปฏิบัติต่อเชลยศึกเหล่านั้นอย่างไร เรามีคำตอบเป็นบรรทัดฐานอยู่แล้วในอัลกุรอานว่า ....

وَيُطْعِمُونَ الطَّعَامَ عَلَى حُبِّهِ مِسْكِينًا وَيَتِيمًا وَأَسِيرًا
إِنَّمَا نُطْعِمُكُمْ لِوَجْهِ اللَّهِ لَا نُرِيدُ مِنكُمْ جَزَاء وَلَا شُكُورًا

และพวกเขาให้อาหารเนื่องด้วยความรักต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้า และเชลยศึก
(พวกเขากล่าวว่า) แท้จริงเราให้อาหารแก่พวกท่านโดยหวังความโปรดปรานของอัลลอฮฺ เรามิได้หวังการตอบแทน และการขอบคุณจากพวกท่านแต่ประการใด
(76:8-9)

เห็นมั้ยครับ ปฏิบัติต่อคนยากคนจน กับเด็กกำพร้าอย่างไร พวกเขาก็ปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างนั้น ด้วยความเมตตา สุภาพและให้เกียรติอย่างยิ่งโดยมิได้แบ่งแยกว่าเป็นคนนอกศาสนาหรือศัตรูคู่แค้น ทั้งมิได้หวังอะไรตอบแทนจากพวกเหล่านั้นเลย แม้แต่คำขอบคุณ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม "จนกระทั่ง"...เชลยศึกเหล่านั้นเกิดความซาบซึ้ง ประทับใจและหันเข้ารับอิสลามโดยสมัครใจ รับอิสลามด้วยความศรัทธาจริงๆ และนั่นคือ....لاَ إِكْرَاهَ فِي الدِّينِ ..... โดยแท้

กล่าวมาถึงตรงนี้ เราย่อมตระหนักดีแล้วว่า ประชาชาติที่ดียิ่งที่ถูกอุบัติขึ้นแก่มนุษยชาติ นั้นดีเพียงใดท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺจึงกล่าวชมเชยว่า ....

"เป็นคนที่(ประพฤติปฏิบัติตัว)ดียิ่งต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งๆที่พวกท่านนำพวกเขามาโดยมีโซ่ตรวนคล้องคอ(ในฐานะเชลยศึก แต่พวกท่านก็ยังปฏิบัติดีต่อพวกเขา) จนกระทั่ง(พวกเขาซาบซึ้งและตระหนักดีต่อคุณธรรมแห่งอัลอิสลาม และ)เข้ารับอิสลามในที่สุด"

นั่นต่างหากคือนัยยะแห่งคำพูดของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺที่ปรากฏในเศาะเฮียะห์บุคอรี กิตาบุตตัฟสีร บาบนี้ ในขณะที่ท่านนบี บอกถึง "ประชาชาติที่ดียิ่งที่ถูกอุบัติขึ้นแก่มนุษยชาติ" นี้ว่า ....

2927 حَدَّثَنَا عَبْدُ بْنُ حُمَيْدٍ حَدَّثَنَا عَبْدُ الرَّزَّاقِ عَنْ مَعْمَرٍ عَنْ بَهْزِ بْنِ حَكِيمٍ عَنْ أَبِيهِ عَنْ جَدِّهِ أَنَّهُ سَمِعَ النَّبِيَّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُولُ فِي قَوْلِهِ تَعَالَى ( كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ ) قَالَ إِنَّكُمْ تَتِمُّونَ سَبْعِينَ أُمَّةً أَنْتُمْ خَيْرُهَا وَأَكْرَمُهَا عَلَى اللهِ هَذَا حَدِيثٌ حَسَنٌ وَقَدْ رَوَى غَيْرُ وَاحِدٍ هَذَا الْحَدِيثَ عَنْ بَهْزِ بْنِ حَكِيمٍ نَحْوَ هَذَا وَلَمْ يَذْكُرُوا فِيهِ ( كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ ) (الترمذي : تفسيرالقرآن)

"พวกท่านเป็นผู้นำ(อิมาม)ของอีกเจ็ดสิบอุมมะฮฺอันเนื่องจากพวกท่านประพฤติตัวดีที่สุด และมีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเขาในทัศนะของอัลลอฮฺ"
(ติรมิซี : ตัฟสีรอัลกุรอาน .... เป็นหะดีษ หะสัน)

จึงเป็นที่น่าสงสัยยิ่งนักว่า ที่จานแมทท์ทั่นพยายามบิดเบือนหะดีษให้กลายเป็นว่า .... "ในฮะดีษ ใช้การบังคับ โดย กล่าวว่า ถ้าเราเป็น มุสลิม ที่ แท้จริง แล้ว จะต้อง บังคับ ให้ ผู้ อื่น เป็น มุสลิม (ให้ทรมานจนกว่า เขาจะยอมรับอิสลาม)" (matt : Sun Feb 27, 2005 11:14 pm) นั้น เขามีเจตนาอย่างไร?

//////////// - End of Episode VI - //////////////

งวดนี้ ม้วนเดียวจบครับ .... Rolling Eyes
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Jun 23, 2005 12:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

------------------------------------------------------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY
EPISODE VII : และเขา(มุฮัมมัด) ไม่ได้พูดมาจากอารมณ์แต่เป็นวะฮีย์
------------------------------------------------------------------------------------------------------
18085

ที่จริงเรื่องนี้น่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่งของบทสรุปร่วมกับหัวข้อที่ 2 ...หะดีษไม่ใช่วะฮี...แต่เนื่องจากมีบางอย่างเกี่ยวพันกับประเด็นต่อไปใน Episode-8 : Breast Feeding ....จึงยังข้ามไปไม่ได้ ต้องนำมาชี้แจงไว้ในลำดับนี้ก่อน .... จากข้อความของจานแมทท์ ทั่นบอกว่า ....
=============================
คุณ Addullslam ถามผมว่า: นั้นผมอยากทราบว่า อัลลอฮฺ กล่าวว่า " และเขา(มุฮัมมัด) ไม่ได้พูดมาจากอารมณ์แต่เป็นวะฮีย์” ที่มาจากอัลลอฮฺ " ส่วนมาก ปัญหาที่เกิด ขึ้น ใน การ อ้าง อิง อัลกุรอาน เกิด ขึ้น จาก การ ที่ ผู้ อ้าง ไม่ ได้ มอง ดู ถึง เนื้อ เรื่อง ของ อัลกุรอาน ในซุเราะห์ หรือ อายะที่นำมา อ้าง อิง , บาง ครั้ง ใช้ เพียง อายะเดียว หรือ บาง ส่วน ของ อายะห์ มาอ้าง:

จากตัวอย่าง ที่ว่า " และเขา(มุฮัมมัด) ไม่ได้พูดมาจากอารมณ์แต่เป็นวะฮีย์” นี้เป็น อายะหนึ่ง ใน ซูเราะฮฺ อันนัจมฺ ซึ่ง ผู้ที่ศรัทธา ใน “ซอเฮี๊ยะ หะดีษที่รวบ รวมโดยบุคอฮ์รีย์ หรือ มุสลิม” นิยม นำมาอ้างอิง ว่า อายะนี้ หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ ท่านรอซูลกล่าว หรือ กระทำ เป็น วะฮีย์ ทั้งหมด” แต่ถ้า เรา อ่าน ต่อ ไป ถึง อายะห์ ที่ 4 เรา จะเห็น ว่า ตั้งแต่ อายะที่2 ซึ่งกล่าวเตือน ผู้ คนรอบข้าง ท่าน รอซูลมูฮัมมัด ไม่ ให้ เข้า ใจ ท่าน ผิด ว่าท่านเสียสติ ในการ อ้างว่า ไดยิน เสียงกระซิบของ ผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่, เป็นการ บอกว่าท่านรอซูล มีสภาวะจิตอยู่ในสภาพ ปกติ ,
อายะที่ 3 นั้น บอกให้ทราบว่าการรับวะฮีย์ ของ ท่าน รอซูล นั้น เป็นสิ่ง แท้จริง ที่มาจากอัลลออ์ ท่านไม่ได้ กล่างออกมาตาม ที่ ท่าน นึกคิดเอาเอง,
อายะ ที่ 4 และอายะที 5 บอกให้ทราบว่า อัลกุรอานถูกส่งมาโดยผู้ใด

เพียงแค่ อายาต3,4 และ5 ก็บอก ให้เราทราบ ว่า นั้นคือ การประทาน อัลกุรอาน เท่านั้น ผู้ศึกษาอัลกุรอาน อ่านตั้งแต่อายะที่ 1 จนถึง อายะที่ 62 เขาจะทราบว่า อายะที่วา " และเขา(มุฮัมมัด) ไม่ได้พูดมาจากอารมณ์ แต่เป็นวะฮีย์” นั้น หมายถึงอัลกุรอาน เท่านั้น ไม่มีที่ใด อธิบายว่า อายะที่ 3 รวบยอดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ ท่านรอซูล กล่าว หรือ ปฏิบัติ เป็น วะฮีย์ จาก อัลลอฮ์: ซูเราะฮฺ อันนัจมฺ อายะ 1-5 ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตา
1. ยามที่ตะวันคล้อยต่ำลงมา (ขอสาบานด้วยดวงดาวเมื่อมันคล้อยตกลงมา)
2. สหาย ของพวกเจ้ามิได้หลงผิดและเชื่อมั่นในทางที่ผิด (บอกว่าท่านรอซูล มีสภาวะจิตอยู่ในสภาพ ปกติ)
3. และเขามิได้พูดตามอารมณ์
4 .มันไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจาก การประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน) โดย “วะฮีย์” (โดยการดลใจจากอัลลอฮ์)
5. ผู้ทรงพลังอำนาจอันมากมาย (ญิบรีล) ได้สอนเขา

(matt : Sun Feb 27, 2005 11:14 pm )

และแก้ไขใน matt : Mon Feb 28, 2005 12:07 am ว่า ..... ผู้ศึกษาอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อันนัจมฺ อ่านตั้งแต่อายะที่ 1 จนถึง อายะที่ 62 ...====================================
ก็ใช่ครับ... ความหมายในอายะฮฺที่ 4 นั้นหมายถึงอัลกุรอาน แต่ไม่ใช่ "อัลกุรอานเท่านั้น".... นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งจาก "มันฏิกฺ- manner of speaking" ที่อัลลอฮฺทรงประทานผ่านท่านรอซูลเท่านั้น นะเฏาะเกฺาะ-ยันฏิกุ แปลว่า พูด หรือกล่าวถ้อยคำ อายะฮฺที่ 3 บอกว่า ท่านนบีไม่ได้พูดอะไรเพ้อเจ้อเหลวไหลตามอารมณ์ หรือเสกสรรปั้นแต่งถ้อยคำ ข้อบัญญัติใดๆเอาเองตามอำเภอใจ เพราะรอซูลของอัลลอฮฺไม่มีหน้าที่ อิจญ์ติฮาด ข้อกำหนดบทบัญญัติมาสอนผู้คนเอาเองตามใจชอบ แต่สิ่งที่รอซูลพูด ซึ่งแน่นอน ย่อมรวมถึงคำสั่งและการปฏิบัติด้วย... นั่นคือวะฮีย์ที่ถูกประทานมา ตามอายะฮฺที่ 4

การสรุปว่า "ไม่มีที่ใด อธิบายว่า อายะที่ 3 รวบยอดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ ท่านรอซูล กล่าว หรือ ปฏิบัติ เป็น วะฮีย์ จาก อัลลอฮ์" นั้น เหมือนจะบอกว่า ถ้านอกเหนือจากส่วนที่เป็นอัลกุรอานแล้ว ท่านนบีโกหก.... เชื่อไม่ได้ ! กระนั้นหรือ? ทั้งๆที่อัลลอฮฺทรงตรัสว่า ...

مَّنْ يُطِعِ ٱلرَّسُولَ فَقَدْ أَطَاعَ ٱللهَ

ผู้ใดเชื่อฟังปฏิบัติตามรอซูล แน่นอนเขาได้เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺแล้ว (4:80)

ไม่มีตรงไหนบอกว่าการปฏิบัติตามรอซูลนั้นเจาะจงเฉพาะตามข้อความที่ปรากฏในอัลกุรอานเท่านั้น แน่นอนท่านนบีปฏิบัติตามกุรอานอยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากถ้อยคำในอัลกุรอานแล้วท่านนบีไม่พูดอะไรเลย ไม่ทำอะไรเลย เฉยนิ่งไม่ไหวติงประหนึ่งรูปปั้นกระนั้นหรือ? เป็นคำถามที่คงไม่จำเป็นต้องตอบ!

وَمَا آتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانتَهُوا

อันใดที่รอซูลท่านนั้นนำมายังพวกท่าน ก็จงยึดมันไว้ และอันใดที่เขาห้ามพวกท่าน ก็จงยุติ(โดยสิ้นเชิง)
(59:7)

เมื่อพูดถึงสิ่งที่รอซูลนำมา ตรงไหนที่ถูกขีดวงไว้แค่กุรอาน? ....ไม่มี! ดังนั้นจึงหมายความว่า สิ่งที่ท่านรอซูลสอน สิ่งที่ท่านรอซูลปฏิบัติ สิ่งที่รอซูลสั่งใช้ และห้ามปราม ทั้งหมดนั่นแหละคือสิ่งที่อัลลอฮฺบอกให้เราเชื่อฟังและปฏิบัติตาม เพราะท่านนบีจะไม่มีวันนำเราให้หลงไปจากแนวทางของอัลลอฮฺเป็นอันขาด และอัลลอฮฺก็ไม่ทรงปล่อยให้ท่านนบีทำเช่นนั้นด้วย แต่ จานทั่น ก็ยังพยายามดันทุรังตีความไปว่า

ภายใต้ความหมายของ อายะนี้ ถ้าหาก ว่า มีสื่งใดที่ รอซูลท่าน กล่าวออก มาแล้ว ขัดกับบัญญัติ ในอัลกุรอานแล้ว แสดงว่า ท่าน กล่าว ออก มาเยี่ยงสามัญชน ซึ่งอาจ จะมีความผิดพลาดได้ ดังนั้น ข้อความเช่นนั้น เราจะต้อง ไม่ยอมรับ เพราะไม่ได้ ถือว่า เป็น “วะฮี” (Matt : Thu May 26, 2005 10:38 am)

คือพยายามถูๆไถๆ บ่ายเบี่ยงว่ารอซูลก็ภาคหนึ่ง มุฮัมมัดก็เป็นอีกภาคหนึ่ง … เป็นไปได้งัย? … แต่ก็เป็นไปแล้วครับ ถึงวันนี้ยังไม่หลุดออกมาชัดๆอย่างนั้น ถ้าไม่ “ดักคอ” ไว้ก่อน วันหน้าก็ต้องโผล่มาแนวนี้จนได้ เพราะจานทั่นถูกจูงจมูกมาทางนั้น

ยังไงหรือครับ
…. คือลัทธินี้อุบาทว์นี้มันสอนว่า “รอซูล” คือภาคที่ท่านนบีมุฮัมมัดแสดงอยู่หน้าฉากเป็น ผู้สื่อสาส์น เป็น messenger ที่พก ริสาละฮฺ คืออัลกุรอานมาด้วย ดังนั้นท่านจะทำตัวดีให้สมฐานะที่อัลลอฮฺทรงแต่งตั้งมา เพราะอัลลอฮฺใช้คำที่มาจากรากศัพท์เดียวกัน (รอซูล-ริสาละฮฺ) ส่วนอีกภาคหนึ่งที่เป็นตัวจริงเบื้องหลังฉาก คือตอนที่เป็นมุฮัมมัด สามัญชน โดยอ้างจาก …18:110 ตอนนั้นท่านจะทำตัวแบบว่า… เชื่อถือไม่ได้ ตามไม่ได้ บอกอะไรก็ไม่ต้องทำตาม ห้ามอะไรก็อย่าไปเชื่อ เพราะที่อัลลอฮฺสั่งให้ ฏออฺะฮฺ นั้น ให้ฏออฺะฮฺเฉพาะตอนที่เป็นรอซูล وأطيعواالرسول พระองค์ไม่เคยสั่งให้ฏออฺะฮฺกับมุฮัมมัดเลย…ดูมันคิดสิ… อะอูซุบิลลาฮฺ
-------------------------------
/////////////////////////// - To be continued - //////////////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Fri Jun 24, 2005 10:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-----------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : EPISODE 7/2
-----------------------------------------------------------


จานแมทท์อ้างถึง .....ซูเราะฮฺ อัลอะฮฺก็อฟ อายะ9 ที่ พระองค์อัลลออ์ ทรงมีโองการว่า,

“ จงกล่าวเถิด(มูฮัมมัด) “ฉันไม่ได้เป็นคนแรกในบรรดารอซูลทั้งหลาย และฉันไม่รู้ว่าอะไร จะเกิดขึ้น กับฉันและกับท่าน: ฉันจะไม่ปฏิบัติตาม(ยึดถือ) สิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์ให้กับฉัน และฉันไม่ ใช่อะ ไร นอกจาก ผู้ตักเตือนธรรมดาเท่านั้น”

จากอายะนี้ เราได้เห็นแล้วอย่างชัดแจ้งว่า ซุนนะห์ที่แท้จริงของท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม นั้นคือการปฏิบัติตามอัลกุรอานเท่านั้น และ จากอายะนี้อีกเช่น กัน “คำกล่าว(ฮะดีษ)ของท่าน ร่อซูล มุูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” ที่แท้จริงคือ

“ฉันจะไม่ปฏิบัติ ตาม(ยึดถือ) สิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์ให้กับฉัน”
สิ่งที่ถูกวะฮีให้กับท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็คือ “อัลกุรอาน

(Matt : Thu May 26, 2005 10:38 am)
----------------------------------------
อ่านใหม่อีกทีสิครับ อ่านดีๆว่าอายะฮฺหมายความว่าอย่างไร?
นบีจะไม่ทำอะไรนอกเหนือไปจากที่มีวะฮีย์มายังท่านเท่านั้น มันแปลว่า สิ่งที่นบีทำ ที่นบีบอก สอน ชี้แจง ชี้แนะ สั่งใช้ ยอมรับ หรือห้ามปราม ฯลฯ ทั้งหมดที่เป็นเรื่องของอิสลาม เรื่องศาสนา เรื่องข้อปฏิบัติ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนแต่เป็นวะฮีย์มาจากอัลลอฮฺทั้งสิ้น...มิใช่หรือ?

แล้วทำไมต้องสอนบิดเบือนไปอย่างนั้น? ก็เพื่อจะบอกให้ตามกุรอานหรือริสาละฮฺที่ท่านนำมาตอนที่ท่านแสดงเป็นรอซูลอย่างเดียวเท่านั้น แล้วจะได้ตัดหะดีษซึ่ง ... เขาบอกว่า... เป็นบทบาทตอนที่เป็นสามัญชนทิ้งได้ง่ายๆงัยครับ ดูเถิดครับ คำสอนแบบนี้เท่ากับใส่ร้ายว่าท่านนบีมีพฤติกรรมแบบมุนาฟิกฺชัดๆ สอนอย่างหนึ่ง ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานอะไรมาหักล้างก็ได้ เพียงสามัญสำนึกก็แยกแยะออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร นั่นคือส่วนหนึ่งจากยุทธวิธี "เลื่อยขาเก้าอี้" ค่อยๆตัดแก่นหรือรากแก้วอิสลามออกไปทีละส่วนๆ จนกว่าจะล้มลงเองในที่สุด อุบายตื้นๆอย่างนี้ขนาดหอยทากที่ใส่รองเท้ากลับข้างยังรู้เลย

ที่อัลลอฮฺทรงยืนยันว่า … وَمَا مُحَمَّدٌ إِلاَّ رَسُولٌ …มุฮัมมัดเป็นรอซูล (3:144) น่ะ เป็นทั้งตัว และเป็นทุกตอนครับ ไม่ใช่เป็นครึ่งๆกลางๆ ไม่ใช่ผลุบๆโผล่ๆ เดี๋ยวเป็น เดี๋ยวไม่เป็น ท่านไม่ใช่นักแสดงที่จะแสดงบทนั้นที บทนี้ที ลงเวทีก็เป็นอีกคนนึงไปเลย แต่ตลอดเวลาทั้งหลับและตื่นท่านเป็นรอซูลที่อัลลอฮฺทรงชี้แนะนำทางและชักนำให้ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องโดยตลอด ทุกพฤติกรรม ทุกอิริยาบทของท่านนบีล้วนอยู่ในการเฝ้ามองของอัลลอฮฺเสมอ การกระทำของท่านรอซูลจึงเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมโดยอนุมัติจากพระองค์ทั้งสิ้นเพราะ

وَٱصْبِرْ لِحُكْمِ رَبكَ فَإِنَّكَ بِأَعْيُنِنَا
และจงอดทนต่อพระบัญชาของพระเจ้าของเจ้า เพราะแท้จริงเจ้า(มุฮัมมัด)อยู่ในสายตาของเราเสมอ
(52:48)
อัลลอฮฺจึงทรงยืนยันว่า

مَا ضَلَّ صَاحِبُكُمْ وَمَا غَوَىٰ
สหาย ของพวกเจ้ามิได้หลงผิดและมิได้เชื่อมั่นในทางที่ผิด
(53:3)

นบีจึงไม่มีหลุด ไม่มีหลง ไม่มีเติมแต่ง ไม่มีตัดทอนเด็ดขาดในทุกเรื่องที่เป็นบทบัญญัติจากอัลลอฮฺ หน้าที่ของเราที่มีต่อรอซูลมุฮัมมัดก็คือ “ตาม” อย่างเดียว

وَمَا أَرْسَلْنَا مِن رَّسُولٍ إِلاَّ لِيُطَاعَ بِإِذْنِ اللهِ
และเรามิได้ส่งรอซูลคนใดมานอกจากเพื่อให้เขาได้รับการเชื่อฟังด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ
(4:64)

ดังนั้นเมื่ออัลลอฮฺทรงอนุมัติเช่นนี้แล้ว จึงไม่ต้องสับสนเลยว่าเมื่อไหร่ตามได้ เมื่อไหร่ตามไม่ได้ ในเรื่องที่เป็นบทบัญญัติศาสนา ในฐานะที่ท่านนบีเป็นบุคคลที่ได้รับการเลือกเฟ้นให้มาทำหน้าที่เผยแผ่บัญญัติของพระองค์อัลลอฮฺแล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านจะสอนอย่างหนึ่งแล้วปฏิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้าม แน่นอนสิ่งที่ท่านนบีสั่งสอน ชี้แจง ห้ามปราม ทุกสิ่งที่ท่านนบีปฏิบัตินั้นย่อมเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องที่ได้รับการดลใจมาจากอัลลอฮฺด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งก็คือที่เราเรียกว่า “วะฮีย์” นั่นเอง เพราะวะฮีย์นั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกจารึกไว้เป็นอักขระในอัลกุรอานเสมอไป

/////////////////////////// - To be continued - //////////////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sun Jun 26, 2005 11:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-----------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : EPISODE 7/3
-----------------------------------------------------------


อาจานแมทท์เคยนำอายะฮฺเหล่านี้มาอ้างไว้ในเวป(อุบาทว์)-usa ของทั่นเมื่อนานมาแล้ว และสรุปไว้ว่า...
"การที่สรุปว่า, “เนื่องจาก อัลกุรอานเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมาให้แก่มุฮัมมัด ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดและเรียกร้องเชิญชวน และสิ่งที่เขาปฏิบัติ นั้นเป็นวะฮีย .ที่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา” , นั้นไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพราะ ว่า วะฮีย์ นั้น ใช้ เฉพาะ ในการประทาน อัลกุรอานเท่านั้น แต่ไม่รวมถึง การกล่าวใหรือการปฏิบัติ ในชีวิต ประจำวัน ในเรื่องส่วน ตัว ของ ท่านรอซูล"

หรือ .... “วะฮีย์ “ คือ การกล่าวของท่าน รอซูล ขณะรับโองการ “บัญญัติ” ของอัลกุรอานเท่านั้น (แมทท์)

แล้วยังเอาความเข้าใจผิดๆนั้นมาย้ำกันตรงนี้เพื่อพยายามผูกวะฮีย์ไว้กับกุรอานอย่างเดียวให้ได้ ว่า ....
"ฉันจะไม่ปฏิบัติ ตาม(ยึดถือ) สิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์ให้กับฉัน”
สิ่งที่ถูกวะฮีให้กับท่าน ร่อซูล มุฮัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็คือ “อัลกุรอาน”

(matt : Thu May 26, 2005 10:38 am)

นอกจากนี้ ถ้าหากว่าเราย้อนเวลากลับไปเมื่อปีที่แล้ว : ส. มิย. 19, 2004 10:57 pm อาจานทั่นได้กรุณาอธิบายเรื่อง"วะฮีย์" ตามความหมายที่ถูกต้องว่าควรจะเป็นอย่างไร ไว้ดังนี้ ....

1. "วะฮีย์" แรกคือ บัญญัติในอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคำของอัลลอฮ์ ในที่นี้หมายถึงโองการของอัลลอฮ์โดยตรง

โดยยกตัวอย่างในอายะฮฺ 6:19,38

2 "วะฮีย์" ที่สองคือคำกล่าวของท่านนบีมูฮัมมัดโดยการดลใจ และเป็นส่วนหนึ่งในอัลกุรอาน ไม่ใช่คำกล่าวใดๆที่อยู่ในชีวิตประจำวันของท่านนบีมูฮัมมัด

โดยยกตัวอย่างอายะฮฺ 6:114

สรุปแล้ว ทั้งสองความหมายก็คือถูกจำกัดอยู่แค่ "อัลกุรอาน" นั่นแหละ...เข้าใจอะไรผิดไปหรือป่าวเอ่ย ???

เป็นเล่ห์เหลี่ยมอย่างหนึ่งในการทำลายอิสลามด้วยการบิดเบือนคำสอน เช่นวิธีที่อาจานแมทท์นำมาใช้เพื่อตอกย้ำในกรณีนี้ก็คือ บิดเบือนตั้งแต่ความหมายพื้นฐานของ "วะฮีย์" ว่าหมายถึงบัญญัติในอัลกุรอานเพียงอย่างเดียว
พี่น้องครับ ผมบอกไว้ในตอนที่แล้วว่า...วะฮีย์นั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกจารึกไว้เป็นอักขระในอัลกุรอานเสมอไป
อัลลอฮฺทรงวะฮีย์แก่ผึ้งว่าให้ทำรังอย่างไร ผลิตน้ำผึ้งอย่างไร....

وَأَوْحَىٰ رَبُّكَ إِلَىٰ ٱلنَّحْلِ أَنِ ٱتَّخِذِي مِنَ ٱلْجِبَالِ بُيُوتاً وَمِنَ ٱلشَّجَرِ وَمِمَّا يَعْرِشُونَ * ثُمَّ كُلِي مِن كُل ٱلثَّمَرَاتِ فَٱسْلُكِي سُبُلَ رَبكِ ذُلُلاً يَخْرُجُ مِن بُطُونِهَا شَرَابٌ مُّخْتَلِفٌ أَلْوَانُهُ فِيهِ شِفَآءٌ لِلنَّاسِ إِنَّ فِي ذٰلِكَ لآيَةً لقَوْمٍ يَتَفَكَّرُونَ
และพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าทรงมีวะฮีย์แก่ผึ้งว่า .....
(16:68-69)

ทรงวะฮีย์แก่ฟากฟ้าว่ามันมีภารกิจหน้าที่อย่างไรบ้าง

فَقَضَاهُنَّ سَبْعَ سَمَاوَاتٍ فِي يَوْمَيْنِ وَأَوْحَىٰ فِي كُل سَمَآءٍ أَمْرَهَا
وَزَيَّنَّا ٱلسَّمَآءَ ٱلدُّنْيَا بِمَصَابِيحَ وَحِفْظاً ذَلِكَ تَقْدِيرُ ٱلْعَزِيزِ ٱلْعَلِيمِ
.....และทรงมีวะฮีย์ไว้ในทุกชั้นฟ้าซึ่งหน้าที่ของมัน.....
(41:12)

ทรงวะฮีย์แก่มนุษย์บางกลุ่มบางเหล่าว่าต้องทำอะไรบ้างทั้งๆที่ไม่ใช่นบี ไม่ได้เป็นรอซูล เช่นกับบรรดาหะวารียูน...สาวกท่านนบีอีซา

وَإِذْ أَوْحَيْتُ إِلَى ٱلْحَوَارِيينَ أَنْ آمِنُواْ بِي وَبِرَسُولِي قَالُوۤاْ آمَنَّا وَٱشْهَدْ بِأَنَّنَا مُسْلِمُونَ
และขณะที่ข้าได้มีวะฮีย์แก่บรรดาสาวกคนสนิทของอีซาว่า พวกเจ้าจงศรัทธาต่อข้าและต่อรอซูลของข้า ....
(5:111)

หรือกับมารดาท่านนบีมูซา
وَلَقَدْ مَنَنَّا عَلَيْكَ مَرَّةً أُخْرَىٰ * إِذْ أَوْحَيْنَآ إِلَىٰ أُمكَ مَا يُوحَىٰ *
أَنِ ٱقْذِفِيهِ فِي ٱلتَّابُوتِ فَٱقْذِفِيهِ فِي ٱلْيَم فَلْيُلْقِهِ ٱلْيَمُّ بِٱلسَّاحِلِ يَأْخُذْهُ عَدُوٌّ لي وَعَدُوٌّ لَّهُ وَأَلْقَيْتُ عَلَيْكَ مَحَبَّةً مني وَلِتُصْنَعَ عَلَىٰ عَيْنِيۤ
และ(มูซาเอ๋ย) แน่นอน เราได้ให้ความโปรดปรานแก่เจ้ามาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่เราได้วะฮีย์แก่มารดาของเจ้าถึงเรื่องที่ต้องวะฮีย์ ให้นางวางเขา(ทารกแรกเกิดของนาง - คือมูซา)ลงในหีบแล้วนำไปปล่อยในแม่น้ำ ...
(20:37-39)

وَأَوْحَيْنَآ إِلَىٰ أُم مُوسَىٰ أَنْ أَرْضِعِيهِ فَإِذَا خِفْتِ عَلَيْهِ فَأَلْقِيهِ فِي ٱليَم وَلاَ تَخَافِي وَلاَ تَحْزَنِيۤ إِنَّا رَآدُّوهُ إِلَيْكِ وَجَاعِلُوهُ مِنَ ٱلْمُرْسَلِينَ
และเราได้วะฮีย์แก่มารดาของมูซาว่า เธอจงให้นมเขา ครั้นเมื่อเธอเกรงจะเกิดอันตรายแก่เขาก็จงโยนเขาลงในแม่น้ำ และไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจอันใดอีก แท้จริงเราจะนำเขากลับคืนสู่เธออีก และเราจะทำให้เขาเป็นหนึ่งในบรรดารอซูลทั้งหลาย
(28:7)

เหล่านี้ใช้คำว่า วะฮีย์ ( أوحى - يوحى เอาหา-ยูฮี) ทั้งนั้น

ปฏิบัติการต่างๆที่อัลลอฮฺทรงให้บรรดานบี บรรดารอซูลของพระองค์มาสำแดงแก่ปวงชน เช่นที่ท่านนบีมูซาโยนไม้เท้าไปกลายเป็นงูกลืนกินสิ่งโกหกหลอกลวงของสมุนฟิรเอาน์ ก็คือวะฮีย์จากอัลลอฮฺ (7:117) , ตัดสินใจพาบะนีอิสรออีลอพยพออกมาจากอียิปต์แล้วฟาดไม้เท้าลงในทะเลให้แยกออกเป็นทางก็ วะฮีย์ (20:77) ใช้ไม้เท้าตีก้อนหินให้เกิดสายน้ำไหลออกมาหล่อเลี้ยงประชาชาติ ก็วะฮีย์(7:160; 26:63)

ที่จานแมทท์อ้างอยู่บ่อยๆว่านบีมุฮัมมัดปฏิบัติตามนบีอิบรอฮีม ก็คือส่วนหนึ่งของวะฮีย์ (16:123) เพราะในอายะฮฺเหล่านี้ใช้คำว่า วะฮีย์ ทั้งนั้น

ที่ท่านนบีนูห์สร้างเรือ นั่นก็เป็นไปตามวะฮีย์
فَأَوْحَيْنَا إِلَيْهِ أَنِ اصْنَعِ الْفُلْكَ بِأَعْيُنِنَا وَوَحْيِنَا
ดังนั้น เราจึงวะฮีย์แก่เขา(นูห์)ให้ต่อเรือภายใต้สายตาของเรา ตามวะฮีย์ของเรา
(23:27)

การต่อเรือไม่มีผิด ไม่มีพลาด เพราะอยู่ภายใต้สายตาการควบคุมดูแลของอัลลอฮฺ เป็นไปตามคำบัญชาโดยวะฮีย์ของพระองค์ ภารกิจการสั่งสอนชี้แจง ทั้งคำพูดและการปฏิบัติของท่านนบีมุฮัมมัดก็อยู่ภายใต้สายตาอัลลอฮฺ ....
وَٱصْبِرْ لِحُكْمِ رَبكَ فَإِنَّكَ بِأَعْيُنِنَا
และจงอดทนต่อพระบัญชาของพระเจ้าของเจ้า เพราะแท้จริงเจ้า(มุฮัมมัด)อยู่ในสายตาของเราเสมอ
(52:48)
เช่นเดียวกับนบีนูห์ อย่างนี้แล้ว...จะมีตรงไหน "ผิด" อีกหรือ?

แม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของนบีมูซากับท่านเคาะฎิร ไม่ว่าจะเป็น การเจาะเรือก็ดี ฆ่าเด็กผู้บริสุทธิ์ก็ดี หรือการยกกำแพงขึ้นตั้งก็ดี .... เคาะฎิรบอกว่า

وَمَا فَعَلْتُهُ عَنْ أَمْرِي

ฉันมิได้ทำสิ่งนั้นตามความพอใจของฉัน
(18:82)

แม้จะไม่ได้ใช้คำว่า "วะฮีย์" ด้วย แต่เราก็เข้าใจกันดีว่านั่นก็คือวะฮีย์ที่อัลลอฮฺทรงสั่งให้ท่านทำเช่นนั้น

นบีสั่งให้ลงโทษด้วยวิธี อัรร็อจม์ .الرجم.. ขว้างด้วยหินจนตาย สำหรับคนทำซินา ..... เพราะเป็นวะฮีย์จากอัลลอฮฺ... وَمَا يَنطِقُ عَنِ الْهَوَى เขาไม่ได้พูดเองตามอารมณ์ ..... فَإِنَّكَ بِأَعْيُنِنَا - แท้จริงเจ้า(มุฮัมมัด)อยู่ในสายตาของเราเสมอ

นบีสั่งให้สตรีคลุมศีรษะแต่งกายปกปิดทั่วร่างยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ.... เพราะเป็นวะฮีย์จากอัลลอฮฺ... وَمَا يَنطِقُ عَنِ الْهَوَى เขาไม่ได้พูดเองตามอารมณ์ ..... فَإِنَّكَ بِأَعْيُنِنَا - แท้จริงเจ้า(มุฮัมมัด)อยู่ในสายตาของเราเสมอ

สิ่งที่ท่านนบีสั่งใช้ ห้ามปราม บังคับใช้ไปแล้วเหล่านั้น มีอายะฮฺใดถูกประทานลงมาลบล้างแก้ไขหรือไม่? .... ไม่มีเลย...ดังนั้นสิ่งที่พึงสังวรณ์ให้มากก็คือ ถ้าถือว่าสิ่งเหล่านั้น ท่านนบีสั่งเองตามอำเภอใจโดยอัลลอฮฺไม่ทรงเห็นด้วย นั่นเท่ากับเป็นการใส่ร้ายว่าอัลลอฮฺบกพร่องที่ปล่อยให้รอซูลที่พระองค์ทรงคัดเลือกมากระทำการอันขัดต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ ทั้งๆที่ทรงยืนยันหนักแน่นว่าทรงเฝ้าดูอยู่ตลอด แต่ก็ยังปล่อยให้พลาดได้! ....อะอูซุบิลลาฮฺ ..... อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ! .... ขอความวิบัติหายนะจงมีแก่มนุษย์ชนิดอย่างนี้

ถึงตรงนี้แล้วพอจะสรุปได้หรือยังครับว่า إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى ...สิ่ง(ที่เขาพูด)นั้นมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา นั้นอะไรบ้างที่เป็นวะฮีย์จากอัลลอฮฺ

/////////////////////////// - To be continued - //////////////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Tue Jun 28, 2005 8:17 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-----------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : EPISODE 7/4
-----------------------------------------------------------


มีบางตัวอย่างที่มักจะถูกนำมากล่าวอ้างเป็นหลักฐานว่า นบีกระทำสิ่งที่ขัดต่อพระประสงค์ของอัลลอฮฺ เช่น ......

กรณีของซัยด์ บินหาริษะฮฺ
-----------------------------------------------------

อัลกุรอานสอนให้เราทราบว่า ท่าน สาสดามูฮัมมัด คือบุคคลธรรมดาที่ได้กระทำการผิดพลาดอย่างรุนแรง ตัวอย่างจากอายะห์ ๓๓…๓๗ จะเห็นว่าอัลลอฮ์มีเจตนาที่จะตั้งกฏหมายที่ อนุญาตให้ ชายสามารถที่จะแต่งงานกับ ภรรยาของลูกเลี้ยงที่อย่าขาดจากกันแล้ว ท่านศาสดามูฮัมมัดจะต้องเป็นตัวอย่างในเหตการณ์นี้ แต่การแต่งงานกับภรรยาของลูกเลี้ยงที่อย่าขาดจากกันแล้ว ขัดต่อประเภณีของ ชาวอรับ ในสมัยนั้น และท่านศาสดามูฮัมมัด “เกรงกลัวชาวบ้านแทนที่จะเกรงกลัวอัลลอฮ์”

“และเมื่อเจ้าพูดกับผู้ซึ่งอัลลอฮโปรดปราณและเจ้าก็โปรดปราณเขาเช่นกัน,(มูฮัมมัดกล่าวกับเขาว่า), เจ้าต้องไม่หย่าร้างกับภรรยาของเจ้าและจงสักการะต่ออัลลอฮ์, แต่เจ้า(มูฮัมมัด) และเจ้าเก็บ ไว้ในใจในเรื่องที่อัลลอฮ์ต้องการจะให้เจ้า ป่าวประกาศ, เจ้ามีความเกรงกลัวผู้คนแทนที่จะเกรงกลัวอัลลอฮ์ซึ่งเป็นผู้ที่เจ้าจะต้องยำเกรง, ดังนั้นเมื่อ “ซายดฺ”(เซด) (บุตรบุญธรรมของมูฮัมมัด) ในที่สุดก็หย่าขาดจากภรรยาเขา, เราได้ให้เจ้าแต่งงานกับเธอ การที่(อัลลอฮ์)ทำเช่นนี้ ก็เพื่อใหเห็นว่าชายผู้ศรัทธาทั้งหลาย, (อัลลอฮ์)อณุญาตให้แต่งงานกับหญิงที่เคยเป็นภรรยาของบุตรบุญธรรมได้ (หลังที่อย่าขาดจากกันแล้ว) บัญญัติของอัลลอฮ์จะต้องถือเป็นหลักปฏิบัติ”
(Matt)
----------------------

กรณีของซัยด์ที่ถูกนำมาใส่ร้ายท่านนบีข้างต้นนั้นคือในอายะฮฺ (33:37)

وَإِذْ تَقُولُ لِلَّذِي أَنْعَمَ اللَّهُ عَلَيْهِ وَأَنْعَمْتَ عَلَيْهِ أَمْسِكْ عَلَيْكَ زَوْجَكَ وَاتَّقِ اللَّهَ وَتُخْفِي فِي نَفْسِكَ مَا اللَّهُ مُبْدِيهِ وَتَخْشَى النَّاسَ وَاللَّهُ أَحَقُّ أَن تَخْشَاهُ فَلَمَّا قَضَى زَيْدٌ مِّنْهَا وَطَرًا زَوَّجْنَاكَهَا لِكَيْ لَا يَكُونَ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ حَرَجٌ فِي أَزْوَاجِ أَدْعِيَائِهِمْ إِذَا قَضَوْا مِنْهُنَّ وَطَرًا وَكَانَ أَمْرُ اللَّهِ مَفْعُولًا {37}

ก่อนอื่นต้องท้าวความถึงความเป็นมาเป็นไปก่อนหน้านั้นสักเล็กน้อย
คงทราบกันดีว่า ซัยด์ คนนี้เดิมเป็นชาวบ้านธรรมดาแล้วถูกจับมาขายเป็นทาสตั้งแต่เด็ก จนมาอยู่กับท่านนบีก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี เมื่อพ่อแม่ของเขาทราบข่าวจึงเดินทางมาขอรับกลับ ท่านนบีได้ให้ซัยด์เป็นคนตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป แต่ซัยด์ยินดีที่จะอยู่กับท่านนบีมากกว่า ท่านจึงปลดปล่อยให้เขาเป็นอิสระและประกาศรับเป็นบุตรบุญธรรม จนกระทั่งโตเป็นหนุ่ม จึงได้ทำการสู่ขอซัยนับ บินติญะหฺช์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านนบีเองมาให้แต่งงานด้วย ทีแรกนางก็ยินดีเพราะคิดว่าท่านนบีจะสู่ขอมาแต่งงานกับท่านเอง แต่พอทราบว่าไม่ใช่อย่างนั้น กลายเป็นว่าท่านนบีสู่ขอนางให้กับซัยด์ ซึ่งเคยเป็นทาสมาก่อน ทั้งนางและพี่ชายของนาง คือ อับดุลลอฮฺ บินญะหฺช์ ต่างก็ไม่ชอบเนื่องจากตนเป็นกุร็อยช์ มีชาติตระกูลสูงกว่า จึงปฏิเสธ และบ่ายเบี่ยงต่างๆนานา อัลลอฮฺจึงทรงประทานวะฮีย์ลงมาว่า ....

وَمَا كَانَ لِمُؤْمِنٍ وَلَا مُؤْمِنَةٍ إِذَا قَضَى اللَّهُ وَرَسُولُهُ أَمْرًا أَن يَكُونَ لَهُمُ الْخِيَرَةُ مِنْ أَمْرِهِمْ وَمَن يَعْصِ اللَّهَ وَرَسُولَهُ فَقَدْ ضَلَّ ضَلَالًا مُّبِينًا {36}

ไม่บังควรแก่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิงเมื่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว ในอันที่พวกเขาจะมี(ข้ออ้าง)ทางเลือก(อื่นใด)ในกิจการของพวกเขา ผู้ใดไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ แน่นอนพวกเขาได้หลงผิดไปแล้วอย่างชัดแจ้งจริงๆ
(33:36)

แปลว่าอัลลอฮฺสั่งอะไร รอซูลบอกอะไร ไม่ว่าใคร ทั้งชายและหญิง..ถ้าอ้างว่าเป็นผู้ศรัทธาจริง..ต้องเชื่อฟัง ต้องปฏิบัติ ไม่มีสิทธิ์บ่ายเบี่ยง อ้างโน่นอ้างนี่ ว่าชอบหรือไม่ชอบ สะดวกหรือไม่สะดวก พอใจหรือไม่พอใจ ทันสมัยหรือไม่ทันสมัย ฯลฯ

ถ้าพอจะรู้ภาษาอรับอยู่บ้างโปรดสังเกตตอนท้ายของอายะฮฺครับ
- คำว่า " ضل - ฎ็อลละ" อย่างเดียว นั่นก็หลงพอที่จะลงนรกแล้ว
- อัลลอฮฺยังเอาคำว่า " قد - ก็อด" มาย้ำอีกว่า แน่นอน เลย หลงแน่ๆ
- แล้วยังไม่พอ จากคำว่า " ضل - ฎ็อลละ" คำแรก ยังมี " ضلالا - เฎาะลาลัน" จากรากศัพท์เดียวกันมาย้ำถึงความหนักแน่นของการหลงนั้นอีก
- ยังไม่พออีก สุดท้ายยังบอกอีกว่า " مبينا - มุบีนัน" ชัดๆเลย อย่างโจ่งแจ้ง ไม่คลุมเครือใดๆแม้แต่น้อย

แปลว่าการดื้อหรือเพียงแค่บ่ายเบี่ยงคำสั่งของอัลลอฮฺและรอซูลโดยหาข้ออ้างใดๆก็ตามมาอ้าง ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่หลงแน่ๆ หลงชัดๆ หลงสุดๆ หลงชนิดที่ไม่รู้จะเรียกว่าหลงขนาดไหน จนไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยให้ครอบคลุมความหมายเหล่านี้ให้กระชับได้อย่างไร .... นี่คือลักษณะพิเศษของภาษาอรับที่อัลลอฮฺทรงเลือกให้เป็นภาษาแห่งคัมภีร์สุดท้ายของพระองค์

บรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น เศาะหาบะฮฺ นั้นท่านทราบกันดีครับถึงความหมายและความสำคัญของอายะฮนี้ ดังนั้นอับดุลลอฮฺ บินญะหฺช์ พี่ชายของ ซัยนับ จึงได้มาหาท่านนบีและบอกว่า "ท่านต้องการจะให้ฉันทำอะไรบ้าง ท่านสั่งมาได้เลย" ท่านนบีบอกว่า "ท่านจงแต่งงานซัยนับให้กับซัยด์" ด้วยอายะฮฺ 36 ข้างต้นนี่ละครับ ซัยนับจึงตอบตกลง ไม่บ่ายเบี่ยงหรือฝ่าฝืนแต่อย่างใดอีก

แต่ก็ปรากฏว่าหลังจากนิกาห์ ชีวิตสมรสของสองคนนี้กลับไม่ราบรื่น เพราะซัยนับมักจะพูดอยู่เสมอว่า นางเป็นกุร็อยช์ เป็นชะรีฟะฮฺ หญิงในตระกูลสูงศักดิ์ และมาแต่งงานกับเมาลา คนติดตามท่านนบี ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเป็นทาสมาก่อนด้วยซ้ำ ซึ่งแม้มิใช่คำกล่าวตำหนิตรงๆ แต่นั่นก็ทำให้ซัยด์รู้สึกเครียดทีเดียว อย่างไรก็ตามก็ยังพยายามประคับประคองอยู่ร่วมกันมาประมาณ 1 ปี

แต่ในที่สุดซัยด์ก็มาปรึกษาท่านนบีว่า "นางก้าวร้าวฉันด้วยคำพูด และนางจะทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันจึงต้องการจะหย่านาง" อันเป็นที่มาของของคำตอบที่อัลลอฮฺทรงจารึกไว้ในอัลกุรอานว่า

และจงรำลึกขณะที่เจ้ากล่าวแก่ผู้ที่อัลลอฮฺเมตตา(ให้ได้รับอิสลามและเป็นผู้ที่ยืนหยัด ยึดมั่น ทั้งทรงให้เขาได้มีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีในศาสนา) และเป็นผู้ที่เจ้าเคยให้ความเมตตา (ด้วยการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส) ว่า "เจ้าจงรั้งภรรยาของเจ้าไว้ให้อยู่กับเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮฺ...."

ซัยด์มาปรึกษาว่าอยากจะหย่า แต่ท่านนบีตอบว่า เจ้าจงรั้งภรรยาของเจ้าไว้ให้อยู่กับเจ้า แปลว่า อย่าเพิ่งหย่า ให้หาทางปรองดองกันด้วยดี และจงยำเกรงอัลลอฮฺ หมายถึงยำเกรงอัลลอฮฺในการที่จะกล่าวอะไรพาดพิงถึงนางในลักษณะที่เสื่อมเสีย ซึ่งท่านนบีเองก็ทราบดีว่า ดูจากรูปการณ์แล้ว คู่นี้ไปไม่รอดแน่ยังไงก็ต้องหย่า แต่ท่านก็ยังคงเก็บความรู้สึกไว้ภายในและพยายามเกลี้ยกล่อมให้ซัยด์พยายามครองชีวิตคู่ร่วมกันต่อไป ไม่อยากให้หย่า นั่นคือที่อัลลอฮฺบอกว่า "และเจ้าได้เก็บงำไว้ในใจเจ้าซึ่งสิ่งที่อัลลอฮฺจะทรงเผยมันออกมา" ที่อัลลอฮฺทรงเผยก็คือ ในที่สุดก็หย่ากันจนได้ .... นั่นคือทรรศนะหนึ่ง

อีกทรรศนะหนึ่งคือ ท่านนบีเองก็มีความพึงใจในตัวซัยนับอยู่บ้าง แต่ท่านได้เก็บงำไว้ จนกระทั่งซัยด์ได้หย่านาง แล้วท่านนบีก็ได้แต่งงานกับนางโดยอนุมัติของอัลลอฮฺ เป็นการที่อัลลอฮฺทรงเผยถึงเหตุการณ์ที่มันจะต้องเป็นไป ... วัลลอฮุอะอฺลัม

อฺะลี บินหุสัยน์ อธิบายความช่วงนี้ว่า ..... อัลลอฮฺได้ทรงมีวะฮีย์มายังท่านนบีให้ได้รับรู้ว่าในที่สุดซัยด์ก็จะต้องหย่าซัยนับจนได้ แล้วท่านจะได้แต่งงานกับนางโดยอัลลอฮฺจะทรงแต่งงานให้ ดังนั้นเมื่อซัยด์มาร้องทุกข์ต่อท่านนบีถึงกิริยามารยาทของซัยนับที่แสดงต่อเขา การที่นางไม่เชื่อฟังเขา และมาบอกให้ท่านทราบว่าเขาต้องการจะหย่านาง ท่านนบีจึงได้สอนมารยาทและอบรมไปด้วยในตัวว่า "จงยำเกรงอัลลอฮฺในคำพูดของเจ้าด้วย และจงรั้งภรรยาของเจ้าไว้ให้อยู่กับเจ้าก่อน" โดยที่ท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าในที่สุดเขาก็จะแยกทางจากนาง และท่านจะได้แต่งกับนาง ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ท่านนบีเก็บงำไว้ในใจ ท่านมิได้ปรารถนาที่จะสั่งให้เขาหย่าเพราะท่านทราบอยู่แล้วว่าท่านจะต้องแต่งงานกับนาง แต่ท่านเกรงว่าจะมีคำครหาติดตามมาจากผู้คนว่าท่านแต่งงานกับซัยนับต่อจากซัยด์ซึ่งเป็นคนในอุปการะของท่านเอง โดยท่านไปสั่งให้เขาหย่านางเสีย อัลลอฮฺจึงทรงตำหนิท่านในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ท่านเกรงกลัวมนุษย์ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงอนุมัติแก่ท่าน เพราะท่านกล่าวว่า "เจ้าจงรั้งนางไว้" ทั้งๆที่รู้ว่าเขาจะต้องหย่า และอัลลอฮฺทรงย้ำให้ท่านทราบว่า อัลลอฮฺนั้นทรงสิทธิ์ยิ่งกว่าในการที่จะต้องเกรงกลัวในทุกสถานการณ์

"เจ้าเกรงกลัวมนุษย์" ….. การที่ท่านจะแต่งงานกับซัยนับ อดีตภรรยาของบุตรบุญธรรม นั้นจะต้องเป็นที่สนุกปากของบรรดามุนาฟิกและจะเกิดฟิตนะฮฺติดตามมาอย่างแน่นอน เพราะท่านเคยสั่งห้ามแต่งงานกับลูกสะใภ้ แต่แล้วกลับมาแต่งงานกับอดีตภรรยาของซัยด์เสียเอง จริงอยู่ท่านนบีทราบมาก่อนแล้วว่า เมื่อซัยด์หย่าซัยนับแล้วท่านจะต้องแต่งงานกับนาง ซึ่งทำให้ท่านอึดอัดใจเนื่องจากในเวลานั้นยังถือกันว่า บุตรบุญธรรมอยู่ในฐานะเดียวกับบุตรแท้ๆโดยสายเลือด แต่ในการกระทำนั้นกลับถูกอาจานแมทท์อ้างอายะฮฺนี้เพื่อประณามท่าน ว่า...
"อัลกุรอานสอนให้เราทราบว่า ท่าน สาสดามูฮัมมัด คือบุคคลธรรมดาที่ได้กระทำการผิดพลาดอย่างรุนแรง ตัวอย่างจากอายะห์ ๓๓…๓๗" (แมทท์)

ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมิได้ถือว่าเป็นความผิดอันใดแก่ท่านรอซูลเลย โดยจะสังเกตได้ว่า ไม่ได้มีคำสั่งให้เตาบะฮฺหรือขออภัยโทษใดๆเลยในเรื่องที่เกิดขึ้น แต่นั่นคือทางเลือกในส่วนที่ท่านเห็นว่าน่าจะดีกว่าที่จะให้เกิดการฟิตนะฮฺขึ้นในขณะที่ยังไม่มีบทสรุปใดๆในตอนนั้นว่าจะให้ท่านสั่งหรือดำเนินการอย่างไร
- เมื่อซัยด์มาปรึกษาแล้วท่านจะตอบว่าให้หย่า เพราะท่านทราบดีอยู่แล้วว่าจะต้องหย่ากันแล้วท่านได้แต่งกับนาง ท่านก็ย่อมกระทำได้
- หรือถ้าท่านจะตอบอย่างที่ท่านตอบไป ว่ายั้งไว้ก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการฝืนเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺ เพราะท่านย่อมทราบดีว่า เมื่อพระองค์ทรงมีพระประสงค์ใด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเหตุการณ์ย่อมต้องเป็นไปตามพระประสงค์นั้น ซึ่งพระองค์จะทรงบันดาลให้มันดำเนินไปตามครรลองที่พระองค์ทรงวางไว้จนถึงเป้าหมายนั้นโดยสมบูรณ์

และคำตอบนั้นรวมถึงการเก็บงำสิ่งใดไว้ใจในของท่านรอซูล ก็คือส่วนหนึ่งจากเรื่องที่อัลลอฮฺจะทรงให้อุบัติขึ้นทั้งนั้น ซึ่งควรรำลึกว่า ณ เวลานั้น มิได้มีคำสั่งใดๆเลยว่าให้ท่านนบีตอบไปอย่างไร แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงทำให้พระประสงค์ของพระองค์ครบถ้วนสมบูรณ์ได้

ดังนั้นที่ท่านนบีบอกไปว่า "จงรั้งภรรยาของเจ้าไว้ให้อยู่กับเจ้า" นั้นก็เพราะท่านต้องการจะบอกให้เขาทำสิ่งที่ควรเป็นไปตามปกติ โดยที่อัลลอฮฺยังมิได้ทรงให้เขารู้ว่าพระองค์ทรงประสงค์จะให้เกิดอะไร หรือไม่ให้เกิดอะไร เช่นสมมุติว่ามีใครมาปรึกษาเราว่าจะเลิกกับภรรยา ถ้าหากว่าเราปรารถนาดีต่อครอบครัวเขาจริงๆ ก็คงจะไม่ยุส่งให้เลิกๆกันไปซะเลยเป็นแน่ แต่เราคงจะพยายามเกลี้ยกล่อมหาทางประนีประนอมรอมชอม ให้นึกถึงความดี ความสุข ความชื่นมื่นที่เคยได้รับจากกัน มากกว่าที่จะไปตอกย้ำถึงความเลวอย่างนั้นอย่างนี้ของอีกฝ่ายหนึ่ง .... ใช่หรือไม่?

การห้ามนั้นจึงเป็นเพียงการแนะให้หลีกเลี่ยงหรือเลิกความตั้งใจที่จะหย่านั้นเสีย มิใช่ห้ามแบบไม่อนุมัติหรือเป็นการหะรอมที่จะหย่า ให้ยำเกรงอัลลอฮฺในการที่จะคิดหย่า เพราะการหย่านั้นถึงแม้จะเป็นที่อนุมัติทว่า เป็นสิ่งอนุมัติที่อัลลอฮฺทรงเกลียด

"เจ้าเกรงกลัวมนุษย์ แต่อัลลอฮฺนั้นทรงสิทธิ์มากกว่าในอันที่เจ้าจะต้องยำเกรง"
ข้อความนี้ อาจานแมทท์เอามาสรุปว่า "ท่านศาสดามูฮัมมัด “เกรงกลัวชาวบ้านแทนที่จะเกรงกลัวอัลลอฮ์” ... นะอูซุบิลลาฮฺ.... นับเป็นข้อกล่าวหา ใส่ร้ายท่านนบีอย่างอุกฉกรรจ์ทีเดียว มองในแง่หนึ่งอาจเห็นเป็นการตำหนิ แต่ในอีกแง่หนึ่ง นั่นคือการให้กำลังใจท่านนบี เนื่องจากตอนนั้นยังไม่ได้มีการ "ปลดล็อก" อย่างเป็นทางการจากอัลลอฮฺในเรื่องฐานะของบุตรบุญธรรม หนทางที่จะมองไปข้างหน้าอาจจะมืดแปดด้าน อัลลอฮฺจึงทรงให้กำลังใจ ว่าจงยำเกรงอัลลอฮฺ จงวางใจในพระองค์ แน่นอนพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งท่าน พระองค์เป็นผู้คุ้มครองและนำทางแก่ปวงผู้ศรัทธาเสมอ... ถ้ายำเกรงอัลลอฮฺจริง พระองค์จะทรงเปิดหนทางออกให้อย่างแน่นอน .... แล้วสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นครับ!

และพระองค์มิได้ทรงทำให้การเรียก(ผู้หนึ่งผู้ใดว่าบุตรบุญธรรม)ของพวกเจ้านั้นเป็นลูก(แท้ๆ)ของพวกเจ้า นั่นเป็นเพียงคำกล่าวที่ออกจากปากพวกเจ้าเท่านั้น แต่อัลลอฮฺนั้นทรงตรัสสัจจะ และพระองค์ทรงชี้นำสู่ทางที่ถูกต้อง
จงเรียกเขาเหล่านั้นตาม(ชื่อ)พ่อของพวกเขา มันเป็นการเที่ยงธรรมกว่า ณ ที่อัลลอฮฺ หากว่าพวกเจ้าไม่รู้จักพ่อ(แท้ๆ)ของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาคือพี่น้องร่วมในศาสนาของพวกเจ้า และเป็นผู้ใกล้ชิดของพวกเจ้า
(33:4-5)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาหลังการหย่าของซัยด์กับซัยนับ เพื่อปลดล็อกประเพณีนิยมอรับเรื่องบุตรบุญธรรมให้กับท่านนบีไปชั้นหนึ่งก่อน และเพื่อให้หนทางที่ท่านนบีจะปฏิบัติต่อไปตามพระบัญชาของอัลลอฮฺอีกขั้นหนึ่งในการล้มล้างประเพณีนิยมสะดวกราบรื่นขึ้น แล้วเมื่อนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ว่า การแต่งงานกับภรรยาของลูกเลี้ยงที่หย่าขาดกันแล้วนั้นเป็นที่อนุมัติจากการที่ท่านนบีได้ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างโดยอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงจัดการให้

"ครั้นเมื่อซัยด์ได้หย่าจากนางแล้ว เราได้ให้เจ้าแต่งงานกับนางเพื่อที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายในเรื่องภรรยาของบุตรบุญธรรมของพวกเขาเมื่อพวกเขาหย่าพวกนางแล้ว และพระบัญชาของอัลลอฮฺนั้นจะต้องบรรลุผลเสมอ" (33:37)

จะเห็นว่าความเข้าใจสับสนในประเด็นนี้ เนื่องมาจากจัดลำดับเหตุการณ์ไม่ถูกต้อง พึงสังเกตว่า อายะฮฺ 37 นี้ถูกประทานลงมาหลังจากท่านนบีแต่งงานกับซัยนับไปเรียบร้อยแล้ว เป็นเรื่องเล่าย้อนความหลังด้วยคำว่า " إِذْ - อิซ" เมื่อครั้งที่ ..... ซึ่งลำดับเหตุการณ์ของเรื่องก็คือ
- ซัยนับปฏิเสธที่จะแต่งงานกับซัยด์
- อายะฮฺ 36 ถูกประทานลงมาว่า เมื่ออัลลอฮฺและรอซูลบัญชาสิ่งใดแล้ว ผู้ศรัทธาไม่มีสิทธิ์บ่ายเบี่ยง
- ซัยนับยอมแต่งงาน
- ชีวิตสมรสไม่ราบรื่น
- อัลลอฮฺทรงให้นบีทราบว่า ซัยด์จะต้องหย่า แล้วท่านจะแต่งงานกับซัยนับ
- ซัยด์มาปรึกษาเรื่องหย่า แต่ท่านนบียั้งไว้ก่อน ด้วยความหวั่นวิตกถึงเหตุการณ์ข้างหน้า
- ในที่สุดซัยด์ก็หย่า
- อายะฮฺ 33:4-5 ถูกประทานลงมาแยกแยะสถานภาพของลูกบุญธรรมกับลูกแท้ๆ
- อัลลอฮฺทรงประกาศการแต่งงานระหว่างท่านนบีกับซัยนับเป็นการยกเลิกประเพณีห้ามแต่งงานกับภรรยาของบุตรบุญธรรมเมื่อได้หย่ากันแล้ว
- แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดก็ถูกนำมาสรุปไว้ในอายะฮฺ 33:37 ว่าตอนนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอย่างไรเพื่อเป็นบทเรียนแก่เรา....ผู้ศรัทธา.... มิใช่เพื่อให้บรรดากุฟฟาร-มุนาฟิกฺ-ฟาสิกฺ ใช้เป็นข้ออ้างว่าท่านนบีขัดคำสั่งอัลลอฮฺ หรือท่านกลัวมนุษย์มากกว่าอัลลอฮฺ เพื่อทำลายหลักการพื้นฐานในความเป็นศาสนทูตของท่านนบีมุฮัมมัด

และจงรำลึกขณะที่เจ้ากล่าวแก่ผู้ที่อัลลอฮฺเมตตา และเป็นผู้ที่เจ้าเคยให้ความเมตตาว่า "เจ้าจงรั้งภรรยาของเจ้าไว้ให้อยู่กับเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮฺ และเจ้าได้เก็บงำไว้ในใจเจ้าซึ่งสิ่งที่อัลลอฮฺจะทรงเผยมันออกมา ครั้นเมื่อซัยด์ได้หย่าจากนางแล้ว เราได้ให้เจ้าแต่งงานกับนางเพื่อที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายในเรื่องภรรยาของบุตรบุญธรรมของพวกเขาเมื่อพวกเขาหย่าพวกนางแล้ว และพระบัญชาของอัลลอฮฺนั้นจะต้องบรรลุผลเสมอ" (33:37)

อัลลอฮฺทรงตรัสสมจริงแล้ว! ... และพระบัญชาของอัลลอฮฺนั้นจะต้องบรรลุผลเสมอ
แต่สิ่งที่อาจานแมทท์นำเสนอเล่า จะเรียกว่า "ความสับสน" หรือว่า "จงใจ" กันแน่ ???


/////////////////////////// - To be continued - //////////////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sun Jul 03, 2005 4:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

-----------------------------------------------------------
MATTISM CONSPIRACY : EPISODE 7/5
-----------------------------------------------------------

และอีกบางตัวอย่างที่ถูกนำมากล่าวอ้างเป็นหลักฐานว่า นบีกระทำอะไรตามอารมณ์ ได้แก่....

กรณีของ อับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมมิมักตูม

=================================

matt ตอบ: อ. มิย. 08, 2004 7:21 pm
---------------------------
ถ้าคุณอ่าน ซูเราะฮฺ อะบะซะ (๘๐) ตั้งแตอายะห์ ๑ ถึง อายะห์ ๑๒ ทั้งซุเราะห์ อะบะซะนี้ จะชี้ให้คุณและมุสลิมทั้งหลาย ทราบว่า หน้าที่ของท่านรอซูลล์ที่มีต่อพระองค์และต่อมวลมนุษยชาติคือการ นำอัลกุรอานและสอนอิสลามภายในขอบเขต ของ”อัลกุรอาน เท่านั้น แต่ไม่ได้รับอณุญาติให้เอาความเห็นหรือการกระทำส่วนตัวของท่านมาสอน ด้วยคำสั่งข้อนี้ จึงทำให้ “หนังสิอ ฮาดิษและซุนนะห์” ไม่ได้รับการรับรองจาก พระองอัลลอฮ์ ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการในศาสนาอิสลาม ซุเราะห์ “อะบะซะ” หมายถึง “ความไม่พอใจ, ทมึงตึง. โกรธ ในซูเราะห์นี้ อธิบายถึงเหตุการที่ครั้งหนึ่ง ท่านรอซูลล์แกล้งทำเมินเฉย ต่อ คนตาบอดผู้ยากจนที่น่าสงสาร, แต่กลับไปให้ความสนใจต่อ คนร่ำรวย ดังอายะห์ข้างล่างนี้

“เขา (มูฮัมมัด) ทำสีหน้าไม่พอใจและหันหลัง ให้ เมื่อชายตาบอด ผู้ยากจนมาหาเขา(มูฮัมมัด),เพื่อจะรับคำสอน. เจ้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเขาจะปลอดภัย(จากสิ่งชั่ว) หรือจะศรัทธาต่อข่าวสาร(อัลกุรอาน)และได้รับประโยชน์จากความศรัทธานั้น, ส่วนผู้ที่รำรวยนั้นเจ้า (มูฮัมมัด)ให้ความสนใจแก่เขา ถึงแม้ว่าเจ้าไม่สามารถแน่ใจในความศรัทธาของเขา.. แต่ผุ้ซึ่งมาหาเจ้าด้วยความศรัทธาและด้วยความเลื่อมใสอย่างจริงใจ, เจ้ากลับไม่ให้ความสนใจแก่เขา นี่เพียงแต่เป็นการตักเตือน, สำหรับผู้ที่ต้องการจะจดจำ.” (๘๐..๑-๑๒)

นี่แสดงให้เห็นว่าภายใต้สายตาของพระองค์อัลลอฮ์ ถ้าท่านศาสดามูฮัมมัดทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามความประพฤติส่วนตัวแล้ว จะถูกตักเตือนเยี่ยงสามัญชนธรรมดาทั่วๆไป

----------------------------------------------------

บ่อยครั้งที่จานแมทท์อ้างเหตุการณ์นี้ แต่อนิจจา.... 'จาน ทั่นกลับไม่เข้าใจนัยยะของเรื่องเลยว่า แท้ที่จริงนั่นน่ะเป็นการยืนยันว่า ท่านนบีไม่มีทางสอนอะไรผิดๆพลาดๆ เป็นการยืนยันว่าจะไม่มีสักเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของท่านรอซูลที่อัลลอฮฺจะทรงปล่อยให้คิดเองทำเองสั่งเองสอนเองตามอำเภอใจ แต่อัลลอฮฺจะทรงตรวจสอบอยู่ทุกฝีก้าว ทุกลมหายใจ เมื่อใดก็ดีที่จะมีการพลัดออกนอกกรอบ จะมีคำทักท้วงลงมาทันทีเพื่อนำทางท่านให้คงมั่นอยู่ในแนวทางที่พระองค์ทรงวางไว้ตลอดเวลา

จากเหตุการณ์นี้ น่าแปลกใจที่ 'จาน แมทท์นำมาอ้างทั้งๆที่ไม่เข้าใจเลยว่า ณ เวลานั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเผยแผ่อิสลามท่ามกลางกุฟฟารมุชริกที่จ้องแต่จะทำลายล้าง

ระหว่างตัวเลือกสองตัว คือ ชายคนหนึ่งซึ่งรับอิสลามเป็นมุสลิมด้วยใจอยู่แล้ว รออีกสักนิดก็ไม่มีทางที่เขาจะตีตัวออกห่างอย่างแน่นอน กับคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนใหญ่คนโตผู้มีอำนาจแห่งกุร็อยช์ ถ้าหากว่าท่านสามารถโน้มน้าวชักชวนบุคคลเหล่านี้เข้ามาอยู่ใต้ร่มธงแห่งอิสลามได้ ภารกิจหน้าที่ของท่านจะสะดวกง่ายดายขึ้นเพียงใด ผู้คนที่เคยเป็นปฏิปักษ์จะพากันเข้ามารับอิสลามอีกมากมายเพียงใด และบรรดามุสลิมจำนวนน้อยในเวลานั้นซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลระดับล่าง เป็นคนยากจน ขัดสน เป็นคนอ่อนแอที่ได้รับการกดขี่ทารุณต่างๆนานา ต้องหลบๆซ่อนๆไม่สามารถประกาศตนแสดงตัวได้อย่างเปิดเผยนั้น จะกลับได้รับความคุ้มครองและปลอดภัยขึ้นอีกขนาดไหน ด้วยภาวะที่เป็นอยู่เช่นนั้น ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปจะหมายถึงความสูญเสียอันยิ่งใหญ่เพียงใดต่ออัลอิสลาม คุณลองชั่งดูด้วยสำนึกแห่งสามัญชนเถิดว่า อันใดเป็นสิ่งที่น่าไขว่คว้าไว้ก่อนมากกว่ากัน

ที่สำคัญก็คืออย่าลืมว่า ณ เวลานั้นท่านนบียังไม่ได้รับคำชี้แนะใดๆจากอัลลอฮฺให้เลือกทางใดทางหนึ่งเป็นการเฉพาะ ดังนั้นเราจะกล่าวว่าท่านละเมิดฝ่าฝืนอัลลอฮฺหรือทำอะไรตามอารมณ์จากการที่ท่านเลือกข้างพวกสูงศักดิ์แห่งกุร็อยช์แทนที่จะให้ความสนใจกับชายตาบอดเพียงคนเดียวนี้ได้อย่างไร

และอีกประการหนึ่ง ท่านนบีไม่มีญาณพิเศษที่จะล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นตามมาในภายภาคหน้า ท่านมิอาจล่วงรู้ได้ว่าในใจของบุคคลเหล่านั้นคือความสนใจใคร่รู้เพื่อแสวงหาทางธรรม หรือเป็นการท้าทายเพื่อเย้ยหยันกันแน่ ท่านมิอาจทราบได้เลยว่าสิ่งที่ท่านพร่ำบอกพร่ำสอน ให้ความกระจ่างชัดเจนแก่พวกเขานั้นจะยังผลให้พวกเขาเข้าใจและยอมจำนนหรือกลับจะทำให้พวกเขาดื้อด้านดันทุรัง เถียงข้างๆคูๆหนักข้อเข้าไปอีก... ครับ ขนาดท่านนบียังไม่ทราบ ผมเองก็ยิ่งไม่ทราบเหมือนกันว่า ที่อุตส่าห์หลังขดหลังแข็งคีย์คำชี้แจงมาให้อ่านซะยืดยาวขนาดนี้ จะส่งผลอย่างไรแก่ 'จาน ทั่นบ้างหนอ ???

• ทุกบทบัญญัติ ทุกเหตุการณ์ ทุกความเป็นไป ล้วนมีที่มาที่ไปและอยู่ในแผนการณ์ที่อัลลอฮฺทรงวางไว้ทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงบันดาลให้เกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่า พระองค์มิได้ทรงทอดทิ้งให้ท่านนบีดำเนินการสิ่งใดโดยลำพังตามความคิดเห็น พระองค์ทรงรู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ทรงตระหนักดีถึงผลพวงที่จะตามมา พระองค์ทรงรู้ดีว่าพวกเหล่านั้นมิได้ศรัทธาจริง มิได้สนใจที่จะรับอิสลามเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นทันทีที่ท่านนบีเลือกข้างผู้สูงศักดิ์แห่งกุร็อยช์กลุ่มนั้นอัลลอฮฺจึงทรงประทานแนวทางที่ถูกต้องเพื่อเป็นแบบอย่างว่า อย่าได้จำเพาะเจาะจงที่จะตักเตือนสั่งสอนใครคนใดคนหนึ่ง แต่จงให้ความเสมอภาคกับทุกคนในเรื่องของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงศักดิ์หรืออ่อนแอ ร่ำรวยหรือยากจน เป็นนายหรือเป็นบ่าว ผู้ชายหรือผู้หญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นอีกหนึ่งตัวบทในข้อบัญญัติแห่งอัลอิสลามในการเผยแผ่ศาสนาของพระองค์

สิ่งที่เราได้จากตัวอย่างเรื่องนี้ก็คือ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ถ้ามันจะกระทบกระเทือนต่อจริยธรรม แบบอย่าง ข้อบัญญัติหรือสารัตถะใดๆก็ตามในอัลอิสลาม อัลลอฮฺจะทรงตรวจสอบทุกขั้นตอนและพระองค์จะทรงชี้แนะแนวที่ถูกต้องให้แก่ท่านนบีในทันที เป็นข้อประกันได้ว่าจะไม่มีช่วงไหนเวลาใดเลยที่ท่านนบีจะพูดจะสอน จะบอกจะเตือน หรือทุกอิริยาบท ทุกการกระทำของท่านนบีจะหลุดออกนอกกรอบขอบข่ายของอิสลามไม่ว่าคำพูดหรือการกระทำนั้นๆจะปรากฏอยู่ในอัลกุรอานหรือไม่ก็ตาม การที่ท่านนบีทำหน้าบึ้งนั้นมิใช่สารัตถะแห่งคำสอน แต่ผลพวงที่ตามมาจากเหตุการณ์นั้นต่างหากที่เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และจดจำ อัลลอฮฺทรงยืนยันว่า

แท้จริงเจ้านั้นอยู่ในเบื้องสายตาของเราเสมอ (52:48)
จงกล่าวงเถิด(มุฮัมมัด) ไม่บังควรแก่ฉันที่จะเปลี่ยนแปลงโดยพละการจากตัวฉัน ฉันมิได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่ฉันเท่านั้น แท้จริงฉันกลัวว่า หากฉันฝ่าฝืนพระเจ้าของฉันแล้วจะได้รับการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่ (10:15)


นั่นคืออัลลอฮฺจะทรงดูแลและตรวจสอบอยู่เสมอจนกว่าจะได้บทสรุปของเรื่องไปในทางใดทางหนึ่ง อาจานแมทท์ครับ ในเมื่อท่านนบีประกาศอย่างนี้ อัลลอฮฺทรงยืนยันอย่างนี้ ก็อย่าเอาแต่เถียงต่อไปอีกเลยครับว่า คำสั่งคำสอน การปฏิบัติตัวของท่านนบีที่ไม่ได้รวมอยู่ในอัลกุรอานนั้นไม่ใช่วะฮีย์ที่อัลลอฮฺทรงชี้แนะแก่ท่านนบี

และไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะเอาอายะฮฺนี้มาอ้างว่า ถ้าทุกอย่างที่ท่านนบีปฏิบัติเป็นวะฮีย์ ดังนั้นเราก็ต้องทำหน้าบึ้งตามนบีอย่างที่มีปรากฏตรงนี้ด้วยสิ! ....
قُلْ إِنَّ اللّهَ لاَ يَأْمُرُ بِالْفَحْشَاء أَتَقُولُونَ عَلَى اللّهِ مَا لاَ تَعْلَمُونَ
จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงใช้ให้กระทำสิ่งชั่วช้าน่ารังเกียจดอก พวกท่านจะกล่าวให้ร้ายแก่อัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้กระนั้นหรือ
(7:28)

นั่นเขาเรียกว่า "เถียงคอเป็นเอ็น" ครับ แก่ปูนนี้แล้ว อย่าเถียงเชิงประชด หรือทำตัวแบบเด็กๆเถียงเอาชนะกันเช่นนั้นเลย แม้ว่าท่านนบีจะแสดงความไม่พอใจ จะทำหน้าบึ้งตึงหรืออย่างไรก็ตามที จงศึกษาเรื่องทั้งหมดให้ตลอด แล้วจับประเด็นให้ได้ว่าจุดมุ่งหมายแห่งคำสอนคืออะไร แค่ระดับปริญญาตรีก็สอนให้รู้จักวิเคราะห์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ปริญญาโทยิ่งมีการวิเคราะห์วิจารณ์ที่ลึกลงไปอีก ดังนั้น ระดับ "ด็อกฯ" ยิ่งน่าจะมีความสุขุมลุ่มลึก และมองตัวบทได้ทะลุปรุโปร่งกว่านี้นะ..... หรือเพราะว่า....การศึกษาตามระบบกุฟฟารมันมีแต่จะทำให้คนเรียนห่างไกลจากสัจธรรมออกไปทุกที ???

น่าเสียดายที่ 'จาน แมทท์ปิดกั้นตัวเองจากการแสวงหาสัจธรรมอิสลาม ทั่นจึงไม่ทราบว่าเรื่องมิได้จบลงเพียงเท่านั้น เหตุการณ์มันมิได้เลยตามเลยเพียงแค่ว่า ท่านนบีผละจากชายตาบอดไปหาพวกคนใหญ่คนโต สูงศักดิ์เหล่านั้นแล้วก็แล้วกันไป ... ไม่ได้จบตรงนั้นครับ เพราะบทเรียนที่ได้หลังจากอัลลอฮฺทรงชี้หนทางที่ถูกต้องให้แล้วนั้นปรากฏว่าท่านนบีให้เกียรติแก่อิบนิ อุมมิมักตูมท่านนี้อย่างมาก เมื่อเขามาหาท่านนบีทีไรท่านจะปูผ้าให้นั่งและกล่าวต้อนรับว่า "ขอต้อนรับผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าของฉันทรงตำหนิฉันด้วยเรื่องของเขา.... ท่านมีความประสงค์สิ่งใดหรือ?" ท่านนบีเคยมอบหมายให้ดูแลมะดีนะฮฺแทนท่านถึงสองครั้งสองคราเมื่อท่านออกไปรบ นั่นย่อมหมายความว่า บทสรุปของเรื่องคือ การให้ความสำคัญแก่ผู้ที่สนใจอิสลามก่อนเป็นอันดับแรก อันใดที่พลาดพลั้งในการดำเนินชีวิตของท่านนบีอัลลอฮฺจะทรงแก้ไขให้ถูกต้องในทันที และที่สำคัญคือเพราะอิบนิ อุมมิมักตูมท่านนี้มิใช่หรือ เราจึงมีบทบัญญัติอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับการเผยแผ่ศาสนาข้อนี้บรรจุไว้ในอัลกุรอานให้ใช้เป็นแบบแผนแนวทางไปจนตราบสิ้นฟ้า สิ้นแผ่นดิน!

ดังนั้น จะหยิบยกเรื่องไหนประเด็นใดมาอ้าง จึงต้องสืบสาวราวเรื่องมาตั้งแต่ต้นว่า เรื่องเกิดขึ้นจากสาเหตุใด เรื่องราวดำเนินไปอย่างไร ท่านนบีปฏิบัติอย่างไร อัลลอฮฺทรงชี้แนะอย่างไร แล้วบทสรุปของเรื่องนั้นๆเป็นอย่างไร ไม่ใช่ไป snap shot มาแค่เสี้ยวหนึ่งของเรื่องแล้วก็เอามาใส่สีตีโคลน ผสมความคิดเห็น เติมอคติ และความเคลือบแคลงสงสัยลงไป เสร็จแล้วก็เอามา discredit ท่านนบี ..... อย่างนั้นมันไม่ใช่วิถีทางที่ผู้ศรัทธาพึงกระทำครับ

อัลลอฮฺทรงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเพื่อที่จะวางแบบแผน แนวทาง การปฏิบัติแก่ประชาชาตินี้ในการเผยแผ่สาส์นของพระองค์ เพื่อให้เราได้บทเรียนว่า ในการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องของศาสนานั้น จงมุ่งเน้นที่ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่จำเป็นต้องไปยัดเยียดให้กับคนที่เขาไม่สนใจเมื่อหัวใจของเขาเมินเฉยต่อสัจธรรมของพระองค์ สิ่งที่นี้ต่างหากที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม

คำถามก็คือ ใครเล่าในที่นี้ที่ประกาศตัวชัดถ้อย ชัดคำ ย้ำนักย้ำหนาว่า ศรัทธาต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านนบีที่หมายถึงข้อกำหนด บทบัญญัติในอัลกุรอานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่ออัลกุรอานบ่งบอกว่าให้สนใจตอบคำถามของผู้ที่ใฝ่ใจที่จะศึกษาเรียนรู้...ท่านกำลังอะไรอยู่กับคำถามพื้นๆที่ถูกทวงถามมานานแรมปีว่า ละหมาดตามอัลกุรอาน(หรือละหมาดตามนบีอิบรอฮีมก็ได้)... ที่ถูกต้องนั้นทำอย่างไร ?????

เขาทำหน้าบึ้งและผินหน้าไปทางอื่น
เพราะชายตาบอดมาหาเขา
และอะไรเล่าที่จะให้เจ้ารู้ หวังว่าเขาจะมาเพื่อซักฟอกจิตใจก็ได้
หรือเพื่อรับคำตักเตือน เพื่อที่คำตักเตือนนั้นจะเป็นประโยชน์แก่เขา



/////////////////////////// - To be continued - //////////////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 17, 18, 19 ... 21, 22, 23  ถัดไป
หน้า 18 จากทั้งหมด 23

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.22 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004