ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - ผู้ปฏิเสธฮาดีสไม่ใช่มุสลิม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
ผู้ปฏิเสธฮาดีสไม่ใช่มุสลิม
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Jun 19, 2004 1:44 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

matt บันทึก:
อัสลามมุอะลัยกุมพี่น้องสมาชิกทุกๆท่าน

เพื่อให้ถูกระเบียบการผม เลย ขอย้าย เอารื่อง "อะฮาดีษ" มาตั้งกระทู้ถามที่ห้องนี้ จะได้ไม่สับสนกับเรื่องอื่นๆ คำถามต่างๆ เกี่ยวกับ ถ้า ไม่มี "ฮาดีษ" แล้วเราจะปฏิบัติ หลักการ ต่างๆ ในศาสนา อย่างไร? นั้น จะมีการตอบซักถามกันที่นี่

"เนื่องจาก ท่านสมาชิกบางท่าน ไม่ต้องการจะเสวนากับผมต่อไป ก็โปรด อย่าสนใจกับผม แต่ผมแนะนำให้ นำไปศึกษาหาควาจริง ดูว่า "เราถูกท่านโต๊ะครูพวกนี้ หลอก มานานแล้ว กับทั้ง แปล ฮะดีษต่างๆ มาขาย และเสริมความคิดของตัวเองเข้าไป, จน ร่ำรวยกันตามๆไปแล้ว และไม่มีความเกรงกลัว ต่อ อัลลออ์

เนื่องจาก ท่าน วิทยากร กล่าวแล้วว่า

"ถ้าเขายังดื้อดึง ผมจะถือว่า ผมคุยอยู่กับ กาเฟรที่ทำลายอิสลาม"

การกล่าวเช่นนี้เกินกว่าอำนาจที่มนุษย์ธรรมดาจะมีสิทธิ์ที่ จะทำได้ ดังนั้น ผมจึงตอ้ง อธิบายให้สมาชิก ทั้งหลาย ทราบว่า ผมศรัทธา ในอัลลอฮ์, ในอัลกุรอาน และท่านรอซูลล์ ทุกๆท่าน ตั้ง แต่ ท่าน นบี อิบรอฮิจนถึงท่าน นบีมูฮัมมัด และยอมรับ "ฮาดีษ และ ซุนนะห์ ของท่าน รอซูลล์ มูฮัมมัดที่แท้จริงเท่านั้น"

แต่ที่ผมต่างจากท่านสมาชิกบางคนในความศรัทธาที่ว่า "ผมไม่เชื่อ อะฮาดีษ" ที่รวบ รวมมาโดย ท่านอีหม่าม เหล่านั้น เพราะ ไม่มีหลักฐานที่แน่นอนและขบวนการจดบันทึกก็เชื่อถือไม่ได้ตามหลักวิชา และขัดต่ออัลกุรอานเป็นส่วนมาก ขัดกับหลัก ธรรมชาติของ พระผู้เป็นเจ้า บางครั้ง ทำลายบุคลิกภาพ ของ ท่าน ศาสดามูฮัมมัด และบางบท ขัดต่อ ความ สงบสุข และระเบียบของ สังคมของผู้ศรัทธา

การประณามผมว่าไม่ใช่มุสลิมเพราะว่า ผมไม่ยอมรับคำพูด ของท่านอีหม่าม บุคอรี หรือ อีหม่าม มุสลิม ฯลฯ ไม่ใช่มุสลิมนั้น เป็นการบิดเบือน หลักการของอิสลาม
หวังว่า ท่านสมาชิกทั้งหลาย คงเข้าใจ "Position" ของผมในการนับถือศาสนาอิสลาม และ มีความเห็นต่อ "อะฮาดีษ" ที่ท่านทั้งหลาย เทิดทูลเหนือหัว นำมาอ้างว่า เป็น "วะฮีย์" จากอัลลออ์ และเป็นส่วนหนึ่ง ของอัลกุรอาน


ที่ท่านทั้งหลาย เทิดทูล "อะฮาดีษ" ขึ้น เหนือหัว และ นำมาอ้างว่า เป็น "วะฮีย์" จากอัลลออ์ และเป็นส่วนหนึ่ง ของอัลกุรอาน นั้น ถือ อยู่ ในข่าย ที่ กระทำ "มุชริก" ขัดกับหลักการของอิสลามอย่างแรง โดยที่ท่านเหล่านั้น ทำและสอนยุวมุสลิม ด้วย ความรู้เท่าไม่ถึงการ (Ignorance) ผมอยากให้ท่านพิจจารณาคำถามผมต่อไปนี้

“ข้างล่างเป็นข้อความที่ผมถามคุณ NES แต่คุณนำมาตอบรับผมแต่แรก เพื่อให้ผม ตอบกระทู้แรกให้จบก่อน....ข้อความมีดังต่อไปนี้....”


ผมมีปัญหาที่อยากจะให้คุณตอบ คือว่า "จาก “คุตอบะ” ครั้งสุดท้าย ของท่านรอซูลล์มูฮัมมัด มีผู้ฟังอยู่เป็นจำนวน พันๆคน แต่ในการจดบันทึกฮะดีษ มีบันทึกไว้ 3 ภาค และเป็นไปได้อย่างไร?

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์” (มุวัตตะ, 46/3)

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)
(มุสลิม 44/4, นู2408; อิบนฺ ฮะนะบาล4/366; ดอริมิ23/1; นู 3319)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)

ทั้ง สามภาคนี้มาจากฮาดีษ มาตรฐาน ชนิดใด? ฏออีฟ หรือ ซอเฮียะฮ์ ? และเราควรจะตาม ฮาดีษ ภาคใดใน 3 ถาคนี้ กรุณาให้ความกระจ่างแก่ผมด้วย ผมจะได้นับถือคุณว่า เป็นผู้ มีหลักวิชาที่จะให้ความรู้ และ สามารถที่จะเปลี่ยนใจผมได้

แต่คุณ NES ไม่ได้ตอบคำถามผมข้างบนนั้น , คุณวิทยากรกลับเข้ามาตอบแทนดังนี้


คำตอบของคุณวิทยากร:

“แต่เมื่อคุณ matt เปิดประเด็นเรื่องฮะดีษเพิ่มขึ้นมา ผมก็ขอชี้แจงในเบื่องแรกก่อนดังนี้

ฮะดีษทั้ง 3 ต้นที่คุณกังขานั้น ไม่ได้ค้านหรือขัดกันแม้แต่น้อย และตามที่คุณนำเสนอดังนี้คือ

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์”

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของพวกท่าน

นอกจากคุณ matt จะไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงจากตัวบทแล้ว ยังเพิ่มความเข้าใจของคุณเข้าไปในเนื้อหาอีกด้วยคือคำว่า

“อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของพวกท่าน”

จึงทำให้ความหมายของฮะดีษเปลี่ยนไป เสมือนว่า ท่านนบีสั่งให้ยึดอัลกุรอานอย่างเดียว

“นี่คือการบิดเบือนที่ไม่น่าให้อภัย แต่ถ้าคุณไม่จงใจ ก็ขอให้แก้ไข และหวังว่าคุณคงจะไม่ทำเช่นนี้อีก”
**********************

ข้างบนนี้เป็นคำกล่าวของคุณ ทุกๆอย่างที่ผมหยิบยกมาอ้าง คุณกล่าวว่า เป็นการบิดเบือน ดังนั้นผมจึงต้องการความถูกต้อง เพื่อให้สมาชิกที่นี่ทุกๆท่าน ได้เข้าใจ เหตุผลว่าผมเข้าใจผิด หรือ บิดเบือน อย่างไร? หรือว่าข้อความของผมถูกต้อง? และถ้าถูกต้อง เราจะถือทั้ง สามภาคได้หรือไม่?

ผมหวังว่าคุณคงให้คำตอบที่สนับสนุน คำกล่าว ของคุณ และ คำอธิบายที่แจ้งชัดต่อผมด้วย, และผมจะขอเพิ่ม ข้อข้องใจ ของผม ใน “ฮะดีษ” ต่อไปนี้นี้ด้วย

ผมขอความกรุณาจากคุณช่วย ตรวจสอบความหมาย ของ ฮะดีษ ศอเฮียะห์ บุคอรีย์, หมวด 9, เล่ม 92, เลขที่ 374 จากต้น ฉบับ ภาษาอรับ (ผมไม่ต้องการภาษาอังกฤษ) ว่า...ที่ผมอธิบายความหมาย ข้างล่างนี้ ผม มีการเข้าใจผิด หรือ ไม่, ถ้ามีการผิดพลาดอย่างไร, มะอัฟให้ผมด้วย ผมไม่มีเจตนาจะบิดเบือน อย่างไร แต่เนื่องจากผมไม่ “Well Verse” ในภาษาอรับ, ผมจึงต้อง ขอความกรุณา จากคุณ ช่วยอธิบายให้ด้วย

ตามที่คุณกล่าวว่าคุณคุยกับผมเหมือนว่าเป็นการคุยกับ "กาเฟร" คนหนึ่ง ดังนั้น แล้ว "มุสลิมชีอะต์" ในสายตาของคุณเขาเป็นมุสลิมหรือไม่? ผมจึงอยากให้คุณตอบคำถามผมโดยละเอียดด้วย ผมยังมีเวลามาก ที่จะคอยฟังคำตอบจากคุณ................ ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย.... “ความหมาย”

ของ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” มีดังต่อไปนี้.....

“บรรยายโดย....อะนัสบินมาลิก: ว่า เขาได้ยินท่าน อุมมาร์ กล่าว ขณะที่ท่านยืน อยู่บน แท่น “คุตอบะห์” ของท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ในเวลาเช้า, หลังจาก วันที่ท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว, เมื่อฝูงชนกล่าวปฏิญาณให้การรับรอง ต่อ อะบูบาคร์.... ท่านอุมมาร์ผู้นั้น กล่าวว่า, ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลออ์, โดยยกนื้วชี้้ของมือขวา ขึ้น และลดนิ้วชี้นั้นลงเมื่อท่าน กล่าว “ชาฮาดะห์”, จบต่อหน้า อาบูบาคร์, และกล่าว, “ว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง”, พระองค์อัลลอฮ์, ได้ทรงเลือก ท่านรอซูลล์ ให้อยู่กับพระองค์ บนสรวงสวรรค์ แทนที่จะให้อยู่กับพวกเราบนโลกมนุษย์, สิ่งนี้คือหนังสือ(อัลกุรอาน) ที่พระองค์ ฮัลลอฮ์ ได้ใช้ เป็น หลัก แนะแนวทางปฏิบัติ ของท่านนบีมูฮัมมัด, ดังนั้นจงยึดมั่นไว้กับหนังสือนั้น (อัลกุรอาน), เพื่อที่ว่าพวกท่านจะได้รับแนวทางที่ถูกต้องเช่นเดียวกับที่ “พระองค์อัลลอฮ์”, ใช้ (หนังสือนั้น) เป็นสิ่งแนะนำแนวทาง แก่ รอซูลล์ (มูฮัมมัด) ของพระองค์”

และถ้าเป็นไปได้ถ้าคุณจะกรุณา เอา "ต้นฉบับภาษาอรับ" ลงให้ผมเรียนด้วยก็จะขอบพระคุณมาก

ด้วยความนับถือยิ่ง

ผมขอขอบคุณอีกครั้ง

วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Sat Jun 19, 2004 8:00 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

สลามพี่น้องมุสลิมที่รักทุกท่าน
เรียนคุณ matt ที่นับถือ

คุณ matt สงสัยเรื่องการตัดสินผู้มี “ลาอิลาฮาอิ้ลลัลลอฮ์” ว่าเป็นกาเฟร โดยเฉพาะกลุ่มชีอะห์ ผมขอแนะนำให้อ่านเรื่องนี้ในถามตอบให้เข้าใจเสียก่อน และถ้าต้องการจะสนทนาเรื่องนี้จริงๆ ผมแนะนำให้เปิดกระทู้ใหม่ จะได้ไม่ปะปนกัน แต่ ณ.กระทู้นี้ “ผู้ปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์ไม่ใช่มุสลิม” เราคงจะยืนยันในตัวบทหลักฐานเพื่อคลายความสงสัยให้คุณ matt ได้

******************************

ดูเหมื่อนว่าคุณ matt ยังสับสนในคำว่า “ฮะดีษ” กับคำว่า “อะฮาดีษ” เพราะคุณยืนยันว่าคุณรับ ฮะดีษ แต่ปฏิเสธอะฮาดีษ ทั้งๆที่ทั้งสองคำนี้คือสิ่งเดียวกัน จะต่างกันตรงที่คำหนึ่งอยู่ในรูปเอกพจน์ และอีกคำหนึ่งอยู่ในรูปพหูพจน์ เท่านั้น

แต่ก็อดฉงนไม่ได้ว่า ที่คุณ matt บอกว่ายอมรับ “ฮะดีษ” นั้น คุณไปได้ฮะดีษมาอย่างไร หรือว่านบีมาเข้าฝัน จึงทำให้คุณมั่นใจเหลือเกิน แต่บรรดาฮะดีษศอเฮียะห์ที่ถูกรายงานมาคุณกลับปฏิเสธ

คำพูดที่ว่า "ผมไม่เชื่อ อะฮาดีษ" ที่รวบ รวมมาโดย ท่านอีหม่าม เหล่านั้น เพราะ ไม่มีหลักฐานที่แน่นอนและขบวนการจดบันทึกก็เชื่อถือไม่ได้ตามหลักวิชา และขัดต่ออัลกุรอานเป็นส่วนมาก ขัดกับหลัก ธรรมชาติของ พระผู้เป็นเจ้า บางครั้ง ทำลายบุคลิกภาพ ของ ท่าน ศาสดามูฮัมมัด และบางบท ขัดต่อ ความ สงบสุข และระเบียบของ สังคมของผู้ศรัทธา”

ที่บอกว่าเชื่อถือไม่ได้ตามหลักวิชา ผมอยากทราบว่า “วิชาอะไร” ที่เป็นบรรทัดฐานของคุณ จนทำให้คุณกล่าวว่าขัดกับอะไรหลายประการ หรือว่าเหตุเพราะคุณไม่เข้าใจวิชาฮะดีษ หรือว่าคุณไม่เข้าใจภาษาฮะดีษ มันเลยทำให้ดูขัดไปหมด ที่สำคัญคือขัดความรู้สึกของคุณเอง นี่แหละครับที่เป็นต้นตอของความหลง เพราะเท่ากับเอาอารมณ์ของเราเป็นใหญ่ในการยึดถือศาสนา


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Sat Jun 19, 2004 8:05 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



ถ้าเป็นฮะดีษศอเฮียะห์จริงๆ หน้าที่ของผู้ศรัทธาก็คือน้อมรับและปฏิบัติตาม เพราะนั่นคือวะฮีย์ของอัลลอฮ์ด้วย ในขณะที่คุณ matt ปฏิเสธโดยกล่าวว่า “ที่ท่านทั้งหลาย เทิดทูล "อะฮาดีษ" ขึ้น เหนือหัว และ นำมาอ้างว่า เป็น "วะฮีย์" จากอัลลออ์ และเป็นส่วนหนึ่ง ของอัลกุรอาน นั้น ถือ อยู่ ในข่าย ที่ กระทำ "มุชริก" ขัดกับหลักการของอิสลามอย่างแรง โดยที่ท่านเหล่านั้น ทำและสอนยุวมุสลิม ด้วย ความรู้เท่าไม่ถึงการ”

เรื่องนี้ผมยืนยันด้วยตัวบทหลักฐานว่า ฮะดีษศอเฮียะห์เป็นวะฮีย์ของอัลลอฮ์ด้วยคือ

وماينطق عن الهوى ان هو الا وحى يوحى

“และเขา (มูฮัมหมัด) ไม่ได้กล่าวด้วยอารมณ์ของตัวเอง หากแต่เป็นวะฮีย์ที่มีมายังเขา” ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3 – 4

ผมเชื่อว่าฮะดีษศอเฮียะห์เป็นส่วนหนึ่งของวะฮียะห์ ด้วยตัวบทหลักฐาน แล้วคุณ matt ปฏิเสธว่าไม่ใช่ ด้วยเหตุผลหรือด้วยหลักฐานครับ ถ้ามีหลักฐานกรุณานำเสนอ ไม่เช่นนั้นผมจะถือว่าคุณปฏิเสธอัลกุรอานด้วย

ส่วนเรื่องฮะดีษที่คุณนำมาแสดงผมขอละไว้ก่อน ไม่ต้องรีบร้อน แต่ได้ยืนยันไว้แล้วว่าคุณแปลผิด และเข้าใจผิด เราคุยกันให้ผ่านไปทีละประเด็นไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าเช่นนั้นเชิญคุณ matt เสนอหลักฐาน

_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Jun 19, 2004 11:13 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามมุอะลัยกุมคุณวิทยากร

ขออภัยด้วที่ต้องลงไว้ทั้งสองห้องเพื่อไม่ไห้คุณหาคำถามผมไม่ได้...แต่ผมว่าที่นี่ที่เดียวจะดีกว่า เพราะเป็นเรื่อง ฮะดีษ (หรือ อะฮะดีษ)

เรื่อง คำว่าฮะดีษ และ อะฮะดีษ นั้น อย่างคุณอย่างผม คงเข้าใจไวยกรณ์ ดีอยู่แล้ว และคุณฟารีด เฟ็นดี้ ก็ ใช้เป็นเอกพจน์ เช่น กัน ในบาง ครั้ง ที่ควรเป็น พหูพจน์, การเขียนโดยรีบร้อน ย่อมผิด พลาด กันได้ เช่น อายะห์ และ และอายาต ผมเห็นใช้กัน สับสนอยู่เรื่อย เมื่อ ผมเห็นข้อผิด พลาด, ผม พยายาม จะหาทางเตือน อย่าง สุภาพ ให้คุณๆ แก้ ไข, ผมเพิ่งเข้าใจ ว่า คุณ อยู่ ในมาตรฐานเดียวกัน กับ คุณ "ประหลาด" และ คุณ NES ด้วย เหมือนกัน

คุณวิทยากรทราบไหม? ว่า ผมเสียเวลา เข้ามาที่นี้ ไม่ใช่ ต้องการมาต่อปากต่อคำ แบบ ลูกเล่นกับคุณ ผมอยากคุย กับผู้ที่มีความรู้จริงๆ เพราะ ผม ต้องการ เรียน รู้ เมื่อผมตั้งกระทู้อะไร กับใครก็ตาม ในที่นี้, คุณๆมีแต่หลีกเลี่ยงคำถามผม และถามผมกลับ ถ้าว่า คุณกล่าวหาผมว่า บิดเบือน คุณควรจะหาหลักฐานของ คุณมาแสดง เพราะผมมีหลักฐานอยู่แล้วคือ “อัลกุรอาน” หลักฐาน ที่ ว่า “มรดกอิสลาม” คือ การสอนศาสนาอิสลามที่คุณๆ กำลังทำอยู่ นั้น ไม่ถูกต้อง ตามหลักการของศาสนาอิสลาม ดังนั้นคุณควรตอบ, “คำถามของผมโดย ละเอียด” เพราะผมว่า มีสมาชิกที่นี่ หลายคน สนใจการเสวนา เรื่องนี้ ซึ่งคุณ จะ เห็น ตัว เลข ในการ เข้า ชม สูงมาก

ผมสามารถประเมินผลการสอน ตามแนวนี้ ได้จากความรู้จาก คำถามคำตอบ ของสมาชิกที่นี่ ที่ส่งผลสะท้อน ถึงความไม่เข้าใจหลักการของศาสนา นอกจาก ผลที่ได้ จาก "หนัง สือ อะฮาดีษต่างๆ." เท่านั้น คุณเชื่อ ไหมว่า ลูกศิษย์ ของ คุณ บางคนยังไม่ทราบ เลยว่า "อะฮาดีษ" ที่ผมนำมานั้น มีอยู่จริง เพราะว่า ทางซุนนีย์ ก็ยกมาเพียง ภาคเดียว ทางฝ่าย ชีอะต์ ก็ยกมาเพียง ภาคที่เขา ต้อง การ ดังนั้น ผมขอกล่าวยำ้อีกครังหนึ่ง ขอความกรุณาคุณ ให้อธิบาย “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ข้างล่างให้สมาชิกทุกๆท่านในที่นี้ทราบด้วย ถ้าอธิบายไม่ได้ คุณอาจจะขอความกรุณา จาก คุณฟารีด เฟ็นดี้ ให้ช่วยอธิบายให้ผมและสมาชิกทุกๆท่านทราบด้วย ว่า อะฮาดีษ เหล่านั้น มีความเป้นมาอย่างไร? ผมยกคำถามนั้นมาที่นี่อีกที ถ้ามีเหตุผล ตามอัลกุรอานแล้ว ผมยินดีรับฟัง.. ข้างล่างนี้คือคำถามของผม
.......................
คำถาม..

ฮะดีษข้างล่างถูกต้องหรือไม่?

ผมขอความกรุณาจากคุณช่วย ตรวจสอบความหมาย ของ ฮะดีษ ศอเฮียะห์ บุคอรีย์, หมวด 9, เล่ม 92, เลขที่ 374 จากต้น ฉบับ ภาษาอรับ (ผมไม่ต้องการภาษาอังกฤษ) ว่า...ที่ผมอธิบายความหมาย ข้างล่างนี้ ผม มีการเข้าใจผิด หรือ ไม่, ถ้ามีการผิดพลาดอย่างไร, มะอัฟให้ผมด้วย ผมไม่มีเจตนาจะบิดเบือน อย่างไร แต่เนื่องจากผมไม่ “Well Verse” ในภาษาอรับ, ผมจึงต้อง ขอความกรุณา จากคุณ ช่วยอธิบายให้ด้วย

ตามที่คุณกล่าวว่าคุณคุยกับผมเหมือนว่าเป็นการคุยกับ "กาเฟร" คนหนึ่ง ดังนั้น แล้ว "มุสลิมชีอะต์" ในสายตาของคุณเขาเป็นมุสลิมหรือไม่? ผมจึงอยากให้คุณตอบคำถามผมโดยละเอียดด้วย ผมยังมีเวลามาก ที่จะคอยฟังคำตอบจากคุณ................ ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย.... “ความหมาย” ของ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” มีดังต่อไปนี้.....

“บรรยายโดย....อะนัสบินมาลิก: ว่า เขาได้ยินท่าน อุมมาร์ กล่าว ขณะที่ท่านยืน อยู่บน แท่น “คุตอบะห์” ของท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ในเวลาเช้า, หลังจาก วันที่ท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว, เมื่อฝูงชนกล่าวปฏิญาณให้การรับรอง ต่อ อะบูบาคร์.... ท่านอุมมาร์ผู้นั้น กล่าวว่า, ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลออ์, โดยยกนื้วชี้้ของมือขวา ขึ้น และลดนิ้วชี้นั้นลงเมื่อท่าน กล่าว “ชาฮาดะห์”, จบต่อหน้า อาบูบาคร์, และกล่าว, “ว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง”, พระองค์อัลลอฮ์, ได้ทรงเลือก ท่านรอซูลล์ ให้อยู่กับพระองค์ บนสรวงสวรรค์ แทนที่จะให้อยู่กับพวกเราบนโลกมนุษย์, สิ่งนี้คือหนังสือ(อัลกุรอาน) ที่พระองค์ ฮัลลอฮ์ ได้ใช้ เป็น หลัก แนะแนวทางปฏิบัติ ของท่านนบีมูฮัมมัด, ดังนั้นจงยึดมั่นไว้กับหนังสือนั้น (อัลกุรอาน), เพื่อที่ว่าพวกท่านจะได้รับแนวทางที่ถูกต้องเช่นเดียวกับที่ “พระองค์อัลลอฮ์”, ใช้ (หนังสือนั้น) เป็นสิ่งแนะนำแนวทาง แก่ รอซูลล์ (มูฮัมมัด) ของพระองค์”

และถ้าเป็นไปได้ถ้าคุณจะกรุณา เอา "ต้นฉบับภาษาอรับ" ลงให้ผมเรียนด้วยก็จะขอบพระคุณมาก

ข้างล่างเป็นข้อความที่ผมถามคุณ NES แต่คุณนำมาตอบรับผมแต่แรก เพื่อให้ผม ตอบกระทู้แรกให้จบก่อน....ข้อความมีดังต่อไปนี้....

ผมมีปัญหาที่อยากจะให้คุณตอบ คือว่า "จาก “คุตอบะ” ครั้งสุดท้าย ของท่านรอซูลล์มูฮัมมัด มีผู้ฟังอยู่เป็นจำนวน พันๆคน แต่ในการจดบันทึกฮะดีษ มีบันทึกไว้ 3 ภาค และเป็นไปได้อย่างไร?

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์” (มุวัตตะ, 46/3)

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)
(มุสลิม 44/4, นู2408; อิบนฺ ฮะนะบาล4/366; ดอริมิ23/1; นู 3319)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)

ทั้ง สามภาคนี้มาจากฮาดีษ มาตรฐาน ชนิดใด? ฏออีฟ หรือ ซอเฮียะฮ์ ? และเราควรจะตาม ฮาดีษ ภาคใดใน 3 ถาคนี้ กรุณาให้ความกระจ่างแก่ผมด้วย ผมจะได้นับถือคุณว่า เป็นผู้ มีหลักวิชาที่จะให้ความรู้ และ สามารถที่จะเปลี่ยนใจผมได้

หวังว่าท่านวิทยากร คงกรุณาอธิบายให้ผมและสมาชิกทุกๆท่านได้เข้าใจด้วย

************************************

ส่วนคำถามที่ว่า "ถ้าไม่มีอะฮาดีษ " แล้วจะละหมาดอย่างไร? เพราะ ไม่มีการบอกรายละเอียด เกี่ยว กับ เวลา ละหมาด การอาบน้ำละหมาด การกระดิดกนิ้ว, และอะไรต่างๆที่ มุสลิมในปัจจุ บัน ไม่ได้ทำเหมือนกัน ทุก คนไป ข้อพิสูจน์ ที่ว่า การละหมาด ไม่ได้มาจาก ฮะดีษนั้น จะเห็นได้ จากการถก เถียง และถกถามปัญหากันอยู่ กระดานเสวนาต่างๆ ว่า ทำละหมาดอย่างไร ถึง จะถูกต้อง ทำไมต่างนิกายกันถึงทำท่าทางละหมาด ไม่เหมือนกัน สึ่งเหล่านี้ แสดง ให้ เห็น ว่า ถ้า สิ่งใดก็ตาม ถ้าใช้ มาตฐาน เดียว กัน คือมาจาก ฮะดีษและซุนนะห์ จากท่านรอซูลล์ท่านเดียวกันแล้า ท่าทางในการละหมาดจะต้อง ทำ เหมือนกันหมด

การละหมาด มีมาก่อน ศาสดามูฮัมมัด ท่านปฏิบัติ มาก่อน ที่จะได้ วะฮีย์ มาจากอัลลออ์ การจ่ายซะกาต การทำฮัจจ เหล่านี้ มีมาก่อน ที่ อีหม่ามบุคอรีย์ จะ ใช้คำว่า ฮาดีษ เนื่องจาก ผมบอกว่าจะนำมาแ ล้วผมจะ นำมาแสดงให้ เห็น ว่า "อัลกุรอานมีความสมบูรณ์ ในรายละเอียดทีหลัง หลังจากที่ คุณๆทั้งหลาย มีศรัทธา ในอัลกุรอานอย่าง แท้จริง โดยไม่ใช้คำถาม ท้าทายหรือสงสัยใน “กีตาบุลลอฮ์”

คำถามใดๆ ก็ตามที่ถามถ้าทายความสมบูรณ์ และความแท้จริง ของ อัลกุรอาน แล้ว เป็นคำถามของพวกมุชริกีน ที่ไม่มีความแน่ใจ หรือ ศรัทธา ที่แท้จริง ในอัลลอฮ์ และอัลกุรอาน เพราะ เขาจะเชื่อ และยินดีกับสิ่งที่เขาประดิษฐ์ กัน ขึ้น มา เพื่อ เคารพเทิดทูล เหนือ หัว คุณวิทยากร คุณ เข้า ใจดี ว่า ผมพูด ถูก, แต่ คุณ มี ความ กลัว “มนุษย์ธรรมดา” มากกว่ากลัว อัลลอฮ์, คุณ มี ความ รัก “มนุษย์ธรรมดา” มากกว่ารัก อัลลอฮ์, คุณ ก็เหมือน ตก กระใด พลอยโจน

คุณไม่คิดบ้างหรือ ว่าทำไมผมถึง เข้ามาเสวนาเพื่อแสวงหาความรู้ กับสมาชิกที่นี่ เหตุผลก็คือ ผมมีศรัทธา ต่อ อัลลอฮ์ และ อัลกุรอาน และ คำสอนของ ท่าน รอซูลล์ มูฮัมมัด อย่างถุกต้อง และมั่นคง ผมเชื่อว่า ผุ้ที่ใช้สิ่งประดิษฐ โดยมนุษย์ตามแนวการสอนของอาจารย์ต่างๆ มาผสมผสาน กับ หลักการ ของ อัลลออ์ ย่อม ไม่มีเหตุ ผลในการลบล้าง ความสมบูรณ์ ของ “กีตาบุลลอฮ์” ได้ ผมถามคำถามอะไรที่นี ผมไม่เคยได้รับ คำตอบ ตรงไปตรงมาจากคุณเลย นอกจาก การ จะจับผิด ทางไวยกรณ์ และสำนวน การเขียน ซึ่ ง ไม่ทำให้ผม ได้ เนื้อ หาคำตอบ และความรู้ที่แท้จริง เลย

พระองค์อัลลออ์ทรงทราบดีว่าหลังจากท่านรอซูลล์ สิ้นชีวิตไปแล้ว จะมีผุ้สร้างสิ่งแปลกปลอม ขึ่นมาแทนอัลกุรอาน ท่านจึงส่งอายยัตนี้มา เตือนผู้ศรัทธา..

“เราได้กำหนดให้มีศัตรูของศาสดาทุกๆท่านคือ บรรดาชัยฏอนมนุษย์ และญิน , ซึ่งจะ สมคบกัน เพื่อที่จะหลอกลวงด้วยการตกแต่งคำพูด และหากใช่ว่าไม่เป็นความประสงค์ของพระเจ้าของท่านแล้ว, พวก(ชัยฏอนมนุษย์ และญิน) ก็ไม่อาจทำได้? เจ้าจงอย่าสนใจกับพวกเขาและสิ่งหลอกลวงของเขา.....โดยเหตุนี้ปล่อยให้จิตสำนึกของผู้ที่ไม่เชื่อในวันอาคีเราะห์เชื่อถือสิ่งหลอกลวงเหล่านั้น ยอมรับและปฎิบัติตามสิ่งเหล่านั้น(ที่เขากระทำกันอยู่) (6:112-113)


ครูสอนสานาบางท่านนอกจากจะนำสิ่งเหลวไหลมาล้างสมอง เยาวชนมุสลิมแล้ว ยังพยายามจะบิดเบือน “อัลกุรอาน” โดยพยายามบัญญัติ ศัพท์ ใหม่ขึ้นมา ดังนี้
“ฮะดีษมีความหมายทางด้านภาษาว่า “ใหม่” ซึ่งตามความหมายนี้ นักวิชาการบางท่านวิจารณ์ว่า อัลกุรอานคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ เป็นนิติบัญญัติอันดับแรกแห่งอิสลาม เราจึงถือว่าอัลกุรอานเป็นบัญญัติเก่าแก่ดังเดิมจากพระองค์ ส่วนฮะดีษเป็นของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอัลกุรอาน โดยถือเป็นบัญญัติอันดับสองรองจากอัลกุรอาน”

การจัดตำแหน่งเช่นนี้..เข้าทำนองของคริสต์ศาสนา ที่มีทั้ง Old Testament and New Testament แต่ “ความเขลา” ของท่านผู้นี้ หาทราบไม่ว่า “อัลกุรอาน” คือ Final Testament หรือ คัมภีร์ เล่มสุดท้าย ของโลก

มาถึงตอนนี้ผู้เขียนไม่กล้าพูดอย่างเต็มปาก ว่า “ฮาดีษ” เป็น คัมภีร์หรือเป็นนิติบัญญัติอันดับสอง เล่มที่สอง แห่งอัลลอฮ์ แต่กลับ ใช้ เล่ห์กล อ้าง อัลกุรอาน ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3 สนับสนุน คำกล่าวนี่ว่า

““และเขา (มูฮัมหมัด) มิได้กล่าวเรื่องใดจากอารมณ์ของตัวเอง หากแต่เป็นการดลใจที่ถูกประทานมา” ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3”

จากคำจำกัดความข้างบนนี้ ท่านสมาชิกจะเห็นว่า “ท่านผู้นี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างภาคี (ชิริก) โดยพยายามจะแยกความสำคัญของอัลกุรอาน ออกเป็นบัญญัติเก่า เพื่อเปิดที่ ให้ “ฮะดีษ” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ ของมนุษย์ ขึ้นมาเป็นหลักการ “ใหม่” ของศาสนา เล่มที่สอง โดยอ้างอัลกุรอานประกอบไว้เพียงครึ่งเดียว ดังกล่าวแล้ว

ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3 ซึ่งในอายะห์นี้ ต่อ ด้วย อายะห์ ที่ 4 แล้วจึงจะได้ความหมาย สมบูรณ์ ว่า

“โองการในอัลกุรอาน” ไม่ได้ถูกกล่าวออกมาจากอารมณ์ของท่าน รอซูลล์ แต่เป็นการดลใจจากอัลลอฮ์” ดังนั้นคำว่า “วะฮีย์” จึงบ่งเฉพาะ การกล่าวของท่านรฮซูลล์ในขณะที่ เปล่งเสียงบรรยายโองการแต่ละโองการของอัลกกุรอาน เท่านั้น”

แต่บรรดาผู้ที่พยายาม จะ บิดเบือน นำสิ่งแปลกปลอม เข้าไป สอดแทรก ในหลักการ จะอ้างเฉพาะ ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3 เท่านั้น, โดยกล่าวว่าถึงแม้คำพูดธรรมดาซึ่ง เป็นการส่วนตัว ของท่านรอซูลล์ ก็เป็น “วะฮีย์” ซึ่ง ในข้อนี้ แม้แต่ใน “ฮาดีษ ซอเฮียะ” ก็มีกล่าวไว้ว่า “ท่านรอซูลล์ กล่าวห้ามไม้ให้ ผู้ใดจดบันทึกอะไร ที่ไม่เกี่ยวกับบัญญัติ ในอัลกุรอาน “ข้อนี้ ชี้ให้เห็นว่า คำกล่าวต่างๆ ของท่านนบีมูฮัมมัด ที่ท่านอีหม่ามต่างๆ อ้าง ว่าได้ยิน ผู้นั้น ผู้ นี้ กล่าว นั้น และจดบันทึก ไว้ เป็น “อะฮาดีษ” จึงไม่ใช่ “วะฮีย์” และไม่มีส่วน ใดเกี่ยวข้องกับ อัลกุรอาน นอกเสียว่า ข้อความนั้นๆที่ท่านรอซูล กล่าวตรงกับใน อัลกุรอานเท่านั้น

ในทำนองเดียวกัน คุณวิทยากรก็พยายาม ตาม รอยเท้าของอาจารย์คุณ แทนที่จะตามรอยเท้า ท่านรอซูลล์ จากคำกล่าวของคุณวิทยากร ต่อไปนี้:

“อิสลามเป็นศาสนาที่บริสุทธิ์จากพระเจ้าสู่มนุษยชาติด้วยวิถีทาง "วะฮีย์" วะฮีย์แรกถูกเรียกว่า "กุบรอ" คือ อัลกุรอาน ซึ่งเป็นคำของอัลลอฮ์ วะฮีย์ที่สองถูกเรียกว่า "ซุครอ" คือฮะดีษศอเฮียะห์หรือซุนนะห์ของท่านรอซูล
พระองค์อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า

وما ينطق عن الهوى ان هو الا وحى يوحى

"และเขาไม่ได้พูดจากอารมณ์แต่มันเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานมา" ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3-4

وَمَا يَنطِقُ عَنِ الْهَوَى
53:3
และเขามิได้พูดตามอารมณ์

إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى
53:4
อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมา

ถ้าคุณเอาอายะห์ 3-4 มารวมกันเช่นนี้, และคุณจะเห็นว่าโดยใช้คำแปลของนักเรียนเก่าอรับมาแปลไว้ให้เห็น แล้วอธิบายให้ สมาชิกทั้งหลาย เข้า ใจใน ด้วยว่า คำว่า “มัน”ในที่นี้ “หมายถึง อัลกุรอาน” ไม่ได้หมายถึงคำกล่าวโดยทั่วไป นอกเหนือจาก “อัลกุรอาน” นี่คือการบิดเบือนของคุณที่ผมเห็นว่าคุณไม่เหมาะสมและสมควรเป็นวิทยากร ในเรื่อง ศาสนาเลย

ดังนั้นคำพูดของคุณวิทยากรที่ว่า “วะฮีย์ที่สองถูกเรียกว่า "ซุครอ" คือฮะดีษศอเฮียะห์.......” นั้นเป็น “ชิริก” ที่เห็นได้ชัด คือ ตั้งสิ่งที่มนุษย์ ประดิษฐ์ ขึ้น เป็น ส่วนหนึ่ง ของ “อัลกุรอาน” ซึ่งเกิดจาการดลใจของอัลลออ์ เพราะ ใน “ฮะดีษศอเฮียะห์” ยังมี สิ่งที่ผิดพลาดและขัดต่อ อัลกุรอานอยู่มาก และยังเป็นที่ข้องใจกันอยู่มากในบรรดาผู้ศรัทธา

ผมจะอธิบายใหคุณเข้าใจ เรื่อง "วะฮีย์" ตามความที่ถูกต้องว่า ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่ง ผมอยากให้ ท่านสมาชิกทั้งหลายไตร่ตรองก่อนที่จะกล่าวว่า “ผมบิดเบือนความหมาย” แต่ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า “ฮะดีษศอเฮียะห์” ที่ท่านอีหม่ามต่างๆรวบรวมประดิษฐ์ ขึ้นมานั้น ไม่มี ส่วน เกี่ยวข้องกับอัลกุรอานเลย และไม่ใช่ “วะฮีย์”.............

1. “วะฮีย์” แรก คือ บัญญัติในอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคำของอัลลอฮ์ ในที่นี้หมายถึง โองการของอัลลอฮ์ โดยตรง
ตัวอย่างเช่น: ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะห์ 19, อายะห์ 38

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า สิ่งใดใหญ่ยิ่งกว่าในการเป็นพยาน, จงกล่าวเถิดว่าอัลลอฮ์นั้น คือผู้เป็นพยานระหว่างฉันกับพวกท่าน และอัล-กรุอานนี้ก็ ได้ถูกประทานลงมาแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ใช้ อัลกรุอาน นี้ตักเตือนพวกท่าน และผู้ที่อัลกรุอานนี้ไปถึง, พวกท่านจะยืนยัน โดยแน่นอนกระนั้นหรือว่า มีบรรดาที่เคารพสักการะอื่นร่วมกับอัลลอฮ์? จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าฉันจะไม่ยืนยัน จงกล่าวเถิด แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ที่ควรแก่การเคารพ สักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น และแท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกท่านให้มีภาคี(แก่อัลลอฮ์)” (6:19)

อายะห์ 38
“ไม่มีสัตว์ใดๆที่มีชีวิตอยู่ ในโลกนี้, จะเป็นสัตว์ที่อยู่ บนพื้นดิน หรือไม่ก็พวกที่บินได้ด้วย ปีกของมัน, แต่มันเหล่านั้น ไม่อาจจะสร้างสังคม รวมกัน อยู่ อย่างมนุษย์ได้, เราไม่ได้ละทิ้ง สิ่งอื่นใดออกจากคัมภีร์เล่มนี้เลย, และในวันสิ้นโลกเขาเหล่านั้น จะถูกเรียกมารวมอยู่ต่อหน้าพระองค็อัลลอฮ์(6:38)

2. “วะฮีย์” ที่สอง คือ คำกล่าวของท่านนบีมูฮัมมัดโดยการดลใจ และ เป็นส่วนหนึงของ บัญญัติ
ในอัลกุรออาน ไม่ใช่คำกล่าวใดๆทีอยู่ ในชีวิตประจำวันของท่านนบีมูฮัมมัด

ตัวอย่างเช่นซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะห์ 114

“ฉันจะต้อง แสวงหาผู้ชี้ขาดอื่นใดอีกหรือ? ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่พวกท่านในสภาพที่ถูกแจกแจงไว้อย่างละเอียด”

และคำกล่าวที่ว่า “มุสลิมต้องน้อมรับวะฮีย์ทั้งสองไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมหากปฏิเสธวะฮีย์หนึ่งใด เขาสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม”

คุณพยายามที่จะหลอกลวง “บรรดาเยาวชนมุสลิม ให้เข้าใจว่า “ฮะดีษศอเฮียะห์” ของ อีหม่ามเหล่านั้น มีความสำคัญเทียบเท่า “อัลกุรอาน” คุณว่าผมเป็น “กาเฟร” เพราะว่าผมไม่เชื่อ การบันทึกของ อีหม่ามบุคอรี, มสลิม ฯลฯ แต่ ในขณะเดียวกัน คุณกำลัง หลอกมุสลิมว่า “ฮะดีษศอเฮียะห์” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษของ อีหม่ามทั้งสองนั้น มีความสำคัญเท่ากับ “อัลกุรอาน” นั้น ในหลักศรัทธาของอิสลาม แล้ว คือการกระทำ “ชิริก” นั้นเอง คือ รับ“ฮะดีษศอเฮียะห์” ขึ้น เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ของคุณ และยังกล่าว ชักนำ พี่น้องมุสลิม ให้ทำเช่นเดียวกับคุณด้วย

เรี่องการทำละหมาดนั้นผมไม่ลืมที่จะนำมาแจกแจง แต่ผมเห็นว่า คำถามนั้น เป็นคำถามของผู้ที่มีความสงสัย ในอัลกุรอาน และยังไม่มีความศรัทธาใน “อัลลอฮ์” อย่างจริงใจ, และเป็น คำถามที่ ถูกสอนต่อๆ กันมาของ บรรดาผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในอัลกุรอาน ว่ามีความสมบูรณ์ ในรายละเอียด , สั่งสอนใลูกศิษย์ ห้ตอบโต้ผู้ที่เชื่อในความสมบูรณ์ ในอัลกุรอานเช่นผม, ผมรู้เล่ห์ กลอันนี้ มานานแล้ว คำตอบของผมก็คือ “สำรวจศรัทธาที่แท้จริงของคุณเสียก่อน” ว่าคุณตามซุนนะห์ ที่แท้จริง ของท่านรอซูลล์ หรือคุณ ตามซุนนะห์ ของอีหม่ามเหล่านั้น, ผู้ซึ่งสร้างสิ่งประดิษฐ์ ให้คุณนับถือคู่เคียงกับ “อัลลออ์" อยู่ทุกๆวันนี้ ........ลองนั่งคิดดูซิครับ .... Think about it!

วัสลาม


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
addullslam
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2004
ตอบ: 672


ตอบตอบ: Sun Jun 20, 2004 12:36 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสะลามมุอะลัยกุม ผู้ประเสธ หะดีษไม่ไช่มุสลิม
แล้วผู้เชื่อทำตามหะดีษ ที่รายงานโดย บุคอรี และ มุสลิม
เป็น ชีริค หรือเปล่าครับ
ช่วยผมด้วย กลัวจังเลย
วัสสะลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sun Jun 20, 2004 6:03 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามุอะลัยกุมท่านสมาชิก

ผมไม่แน่ใจ ว่าคำถามนี้สำหรับผมหรือสำหรับท่านวิทยากร แต่ผมขออธิบาย เหตุผล ที่ เกี่ยวกับ ฮะดีษ หรือ อะฮะดีษ ที่รายงานโดย บุคอรี และ มุสลิม และอีหม่ามท่านอื่นๆ นั้น ไม่ได้ “ เป็นสิ่ง เลว” แต่ผมหมายถึง “ความ แท้จริง” ซึ่งเรา ไม่สามารถจะ แน่ใจ ว่า “ความแท้จริง “ ในการบันทึก บอกเล่า ต่อๆกันมานั้น เป็นคำกล่าวของ ท่าน รอซูลที่แท้จริง หรือไม่ เพราะ ว่า ในยุคที่หลังจากท่าน รอซูลล์ สิ้น ชี วิตไป พวก ฉ้อฉล และ คอรัปชั่น ได้มีการอาศัยกล่าวของ ท่านท่านรอซูลล์ เพื่อ ประ โยชน์ ส่วนตัว, เพื่อหวังตำแน่ง ทางการเมือง จริง บ้าง ไม่ จริง บ้าง ที่โกหก จับ ได้ ก็ ถูก ประหารชีวิตไป บ้าง ที่โกหกจับไม่ได้ ก็ ได้ รับ รางวัล ยศฐาบรรดาศักดิ์จาก ผุ้ ครองเมือง ต่างๆ


ท่านอีหม่าม บุคอรี เรียกได้ ว่า เป็น ผุ้หนึ่ง ที่ พยามยาม ที่จะ แยก แยะ ความแท้ จริง ของ เรื่อง เล่า เหล่านี้ หลังจาก ท่านรอซูลลื สิ้น ชีวิตไปแล้ว ประมาณ เกือบ 200 ปี การจัด ความแน่นอน ของการจั อะฮาดีษ จึง เรียงลำดับ ตั้ง แต่ ฮะดีษ ที่ ไม่มีความ “แน่ใจ” ว่าแท้จริง ไปจนถึง “ที่คิด” ว่า แท้จริงที่สุด (จากหลักฐานตาม รายละเอียด เกี่ยว กับการจดบันทึกฮะดีษ ที่ท่านอาจหาอ่านและศึกษาได้เอง) ตามหลักการ เหล่านั้น ไม่ได้ ตั้ง อยู่ บนพื้น ฐาน ที่แน่นอน ในแง่หลักวิชา ทั้ง ทาง การ จด บันทึก ประวัติศาสตร์ หรือ ทางการวิจัยจาก สถานการณ์ที่เกิด ขึ้น ในยุคและเวลาที่ “อะฮะดีษนั้นถูกบันทึก

ไม่ว่า ฮะดีษ หรือ อะฮะดีษ จะมีความแท้จริง หรือไม่? คำกล่าว เหล่า นั้น ที่ไม่ จัดอยู่ ในเรื่อง งมงาย จน เหลือเชื่อ มอมเมา จิตใจผู้ศรัทธา จนเกินไป และมี ส่วนที่ดีและปรัชญาในการดำรงชีวิตให้ผู้ปฏิบัติอยู่ใน ทำนองครองธรรม เป็นผู้ที่มีศรัทธาต่ออิสลาม ที่ดี, เช่นเดียว กับ “คัมภีร์ ไบเบิล” , “พระตรีปิฎก” ตาลมูด ซึ่งการ จดบันทึก ทำจากความทรงจำเป็น ส่วนใหญ่ และผู้กล่าว ข้อ ความหรือหลักการ เหล่านั้น ไม่ได้ ยืนยัน ความ แท้จริง ด้วย ตนเอง “ซึ่งต่างจากการจดบันทึกและการอนุรักษ์ อัลกุรอาน”


ถ้ามุสลิมเรายึดถือ อะฮาดีษ ในส่วนที่ดีเช่น เดียว กับ การศึกษา ประวัติศาสตร์ “การเล่า” “คติสอนใจ” “สมบัตืผู้ดี” หรือ หนังสืออื่นๆ แล้ว และไม่ใช้แทนอัลกุรอาน แต่ใช้ปรึกษากับอัลกุรอานก่อนที่จะนำไปใช้หรือไปสอน แล้ว, ตามหลักการของ อิสลาม ย่อมไม่เป็น การเสีย อีหม่าน


แต่เมื่อใดก็ตามถ้าเราจัด และยกอันดับ ตำราเหล่านี้ ขึ้น เทิด ทูล เหนือหัว เทียบเท่า อัลกุรอาน และ ใช้เป็น หลักการ สอน การปฏิบัติ ศาสนกิจ โดยไม่สนใจว่า อัลกุรอาน จะบัญญัติไว้อย่างไร แล้ว จัดว่า เป็นการกระทำที่ เป็น “ชิริก” ซึ่งเห็น ได้ อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น บทความ เรื่อง “ฮะดีษ และ ซุนนะห์ โดย อ.ฟารีด เฟ็นดี้ ที่เริ่มต้นด้วย.....


......บรรดานักวิชาการได้ให้คำนิยามคำว่า ฮะดีษ และ ซุนนะห์ ไว้สองประเภทด้วยกันคือ ความหมายทางด้านภาษา และความหมายทางด้านนิติบัญญัติ

ความหมายของฮะดีษ

ฮะดีษมีความหมายทางด้านภาษาว่า “ใหม่” ซึ่งตามความหมายนี้ นักวิชาการบางท่านวิจารณ์ว่า อัลกุรอานคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ เป็นนิติบัญญัติอันดับแรกแห่งอิสลาม เราจึงถือว่าอัลกุรอานเป็นบัญญัติเก่าแก่ดังเดิมจากพระองค์ ส่วนฮะดีษ

ทางด้านภาษาศาสตร์ แล้ว คำว่า “อะดีษ หรือ อะฮะดีษ หมายถึงการ “บรรยาย, คำพูด, การบอกเล่า, เรื่องนิทาน บทวาม, ข้อเขียน, การจดบันทึก ฯลฯ

แต่มีอยู่ คำหนึ่ง ในภาษาอังกฤษ ให้คำจำกัดความ ของ “ฮะดีษ” หมายความว่า
“NEWS” ซึ่งแปลว่า “ข่าวสาร” แต่ไม่ได้หมายความถึงคำว่า “NEW” ซึงแปลว่า “ใหม่” อย่างทีท่านผู้นี้กล่าว

ในการที่ ท่านผู้นี้อ้างว่านักวิชาการบางท่าน ( ซึ่งเป็นหลักฐานที่เลื่อนลอย) กล่าวว่า

“ อัลกุรอานคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ เป็นนิติบัญญัติอันดับแรกแห่งอิสลาม เราจึงถือว่าอัลกุรอานเป็นบัญญัติเก่าแก่ดังเดิมจากพระองค์ ส่วนฮะดีษเป็นของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอัลกุรอาน โดยถือเป็นบัญญัติอันดับสองรองจากอัลกุรอาน” การ กล่าวว่า อัลกุรอาน เป็น บัญญัติเก่าแก่ดังเดิมจากพระองค์อัลลอฮ์ และ “ฮะดีษ” เป็นของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอัลกุรอาน โดยถือเป็นบัญญัติอันดับสองรองจากอัลกุรอาน.” การกล่าวเช่นนี้ คือวิธีการที่จะ หาตำแหน่ง ให้ “ฮะดีษ” เทียบเท่าหรือ “เทียบเคียง” กับอัลกุรอาน ถ้าท่านมีความตั้งใจ เช่นนั้น หรือ พยายามที่่จะชักนำมุสลิม ให้มีความเชื่อ เช่นนั้นแล้ว ถือว่าขัดต่อหลัก ศรัทธา ของอิสลามอย่างแรง, ตามบัญญัติในอัลกุรอานจัดว่า อยู่ ในการกระทำ ที่เป็น “ชิริก” แต่ถ้าท่านเขียนไปโดย ความ “Ignorance” ของท่าน แล้ว ท่านควรจะจัด คำพูด เสียใหม่

การที่จะจัดว่า “ฮะดีษ” เป็นของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอัลกุรอาน โดยถือเป็นบัญญัติอันดับสองรองจากอัลกุรอาน” นั้น จะทำให้ เยาวชน เลิกสนใจในบัญญัติต่างๆ ในอัลกุรอาน ซึ่ง พวกเขาถูกสอนมาให้ถืออัลกุรอานแบบ ของสูง แตะต้อง และแปลเองไม่ได้ ทำให้การเข้า ใจอัลกุรอาน ยากเข้า ดังนั้น การยกอันดับ“ฮะดีษ” เป็นของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอัลกุรอาน โดยถือเป็นบัญญัติอันดับสองรองจากอัลกุรอาน” นั้น ทำให้ อ่านง่ายและปฎิบัติง่าย แล้ว ในที่สุด ก็ลืม “การใช้อัลกุรอาน” ไปเลย ท่านสมาชิก เห็น และเข้า ใจ ที่ผม กล่าว หรือไม่ โปรด พิจารณา โดยเหตุผล

ในศาสนาอิสลาม หลักสำคัญที่สุด คือ “เคารพบูชาพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น” ไม่มีสิ่งศักสิทธิ์ ใดๆ ทั้งสิ้น, ไม่มีเครื่องหมายหรือสัญญาลักษณ์ของอิสลาม, สัญญาลักษณ์ ดาวกับเดือน, มัสยิด หรือ อักษร ของ คำว่า “อัลลอฮ์” ที่มุสลิม บางท่าน ทำแขวนคอหรือ อัลกุรอาน ขนาด เล็ก ที่ อ่านข้อความไม่ได้ ที่ มุสลิม บางท่าน ใช้ติดต้ว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ จัดอยู่ในข่าย ของ การกระทำที่เป็น ชิริก “การเกรงกลัวและรักมนุษย์มากกว่าพระองค์อัลลอฮ์” ก็จัดอยู่ในการกระทำ “ชิริก”

ดังนั้น จากคำอธิบายขึ้นต้น ของ บทความดังกล่าว จึง เป็น อุบายหรือ เล่ห์กล ของผู้เขียน ที่จะ ยก“ฮะดีษ” ขึ้นมาแทนอัลกุรอานอย่างเห็นได้ชัดเจน และเป็นความตั้งใจที่อยู่ในข่ายของ “ซิริก” ผมว่ายังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไข “ถ้าคุณผู้เขียนตั้งใจจะให้เป็น “มรดกอิสลามที่แท้จริง” ตามชื่อของมูลนิธินี้


วัสสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 7:29 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

สลามพี่น้องมุสลิมที่รักทุกท่าน
ถึงคุณ matt

ตราบใดที่คุณ matt ยังปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์อยู่ ผมคงไม่รีบร้อนที่จะอธิบายฮะดีษตามที่ยกมา เพราะเสียเวลาเปล่า แต่ข้อสงเกตุของผมยังไม่ได้รับการชี้แจงคือ คุณ matt ยืนยันว่าเชื่อนบี แต่ปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์.. แล้วจะตามนบีอย่างไร หรือว่านบีมาเข้าฝันเพื่อบอกคุณเป็นการเฉพาะ

ความจริงแล้วคุณ matt ไม่ได้ตามนบี แต่ตีตัวเสมอนบีเสียเอง ซ้ำยังยืนยันด้วยว่า ต้องอัลกุรอานอย่างเดียวไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นชิริกคือ “ท่านผู้นี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างภาคี (ชิริก) โดยพยายามจะแยกความสำคัญของอัลกุรอาน ออกเป็นบัญญัติเก่า เพื่อเปิดที่ ให้ “ฮะดีษ” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ ของมนุษย์ ขึ้นมาเป็นหลักการ “ใหม่” ของศาสนา เล่มที่สอง โดยอ้างอัลกุรอานประกอบไว้เพียงครึ่งเดียว”

ถ้าเป็นอย่างคุณว่านั้นย่อมหมายถึง คนที่มีประโยคชะฮาดะห์ที่ 2 คือ “อัชฮ่าดุอันน่ามูฮัมม่าดัรรอซูลุลลอฮ์” เขาย่อมทำชิริกด้วย เพราะไม่เชื่ออัลลอฮ์อย่างเดียว แต่กลับเชื่อรอซูลด้วย

คำปฏิญาณตนประโยคที่ 2 สำหรับคุณ matt นั้นไม่มี หรือถ้ามีก็เป็นเพียงคำกล่าวพล่อยๆ เพราะถ้าเชื่อว่าตัวมูฮัมหมัด คือรอซูล แต่ปฏิเสธคำสอนของรอซูล นั่นไม่ใช่มุสลิม และเท่าที่สนทนากันมาเป็นสิ่งยืนยันได้ชัดเจนว่าคุณ matt เป็นกาเฟรที่ทำลายอิสลาม

นอกจากนั้นแล้วคุณ matt ก็ไม่ได้ตามอัลกุรอานตามที่กล่าวอ้าง ยกตัวอย่างเช่น พระองค์อัลลอฮ์กล่าวว่า

من يطع الرسول فقد أطاع الله

“ผู้ใดฏออัตต่อรอซูล เขาได้ฏออัตต่ออัลลอ์”
ซูเราะห์อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 80

คำว่า ฏออะห์ หมายถึงเชื่อฟัง น้อมรับ และปฏิบัติตาม แต่สำหรับคุณ matt แล้วไม่ได้ฏออัตต่อรอซูลและก็ไม่ได้ตออัฏต่ออัลลอฮ์ด้วย


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 7:33 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คำสอนของนบีคือวะฮีย์ของอัลลอฮ์

وما ينطق عن الهوى ان هو الا وحى يوحى

"และเขาไม่ได้พูดจากอารมณ์แต่มันเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานมา" ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3-4

คุณ matt ได้แปลของสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับมายืนยันว่า “อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมา” แล้วได้วิจารณ์ต่อว่า “และคุณจะเห็นว่าโดยใช้คำแปลของนักเรียนเก่าอรับมาแปลไว้ให้เห็น แล้วอธิบายให้ สมาชิกทั้งหลาย เข้า ใจใน ด้วยว่า คำว่า “มัน”ในที่นี้ “หมายถึง อัลกุรอาน” ไม่ได้หมายถึงคำกล่าวโดยทั่วไป นอกเหนือจาก “อัลกุรอาน” นี่คือการบิดเบือนของคุณที่ผมเห็นว่าคุณไม่เหมาะสมและสมควรเป็นวิทยากร ในเรื่อง ศาสนาเลย”

ผมเคยใช้คำพูดกับคุณ matt ว่าเคยละอายบ้างไหม? แต่วันนี้ขอเติมคำว่า “ยาง” ไว้ข้างหน้าคำว่า “อาย” ซะหน่อย คุณ matt คงไม่มียาง...แน่ๆ คือ

1 – อัลกุรอานฉบับแปลไทยที่คุณนำมาอ้าง เขาแปลโดยใช้ฮะดีษประกอบ แต่คุณ matt ก็หยิบเฉพาะตรงที่จะได้ประโยชน์ต่อตัวเองมาอ้าง ส่วนอายะห์อื่นกลับแปลลุยถั่ว ไม่เห็นอ้างคำแปลของเขาบ้าง บางครั้งยังติคำแปลของเขาเสียอีก

2 – ประโยคที่เขาอธิบายคุณหมกเม็ดไว้ทำไม หรือกลัวว่าตอจะโพล่ สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับเขาอธิบายไว้ดังนี้ครับ “ อัลกุรอานเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมาให้แก่มูฮัมหมัด ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดและเรียกร้องเชิญชวนและสิ่งที่เขาปฏิบัตินั้น เป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา”

เสียใจด้วยนะครับคุณ matt ที่อ้างเขา แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธเหมือนอย่างคุณ

คำอธิบายด้วยภาษาอาหรับ จากตัฟซีรอิบนิกะษีร คือ

أى / انما يقول ما أمر به يبلغه الى الناس كاملا موفرا من غير زيادة ولا نقصان

“หมายถึงท่านนบีจะกล่าวตามที่ถูกใช้ แล้วได้เผยแพร่แก่มนุษชาติอย่างครบสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต่อเติมและตัดทอน”

แล้วอิบนิกะษีรก็ได้นำเอาฮะดีษมาประกอบการอธิบาย แต่น่าเสียดายที่คุณ matt ฮะดีษ คุณเลยไม่มีโอกาสได้รู้ว่านบีอธิบายอย่างไร ?


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 7:36 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



หากเข้าใจว่าคำสอนของนบีมูฮัมหมัด มาจากปัญญาของท่านเอง คำสอนนั้นก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ มิน่าละ...ที่ตีค่าฮะดีษนบีเยี่ยงตำราประวัติศาสตร์ คุณคงเข้าใจซินะว่า นบีมูฮัมหมัดก็มีค่าเท่ากับนักเขียนประวัติศาสตร์คนหนึ่งเท่านั้น

وأنزلنا اليك الدكر لتبين للناس

“และเราได้ประทานข้อเตือน (อัลกุรอาน) แก่เจ้าเพื่อให้เจ้าเอาไปสาธยายแก่มนุษย์ชาติ” ซูเราะห์อัลนะฮล์ อายะห์ที่ 44

เมื่อคุณ matt ปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์แล้วจะรับรู้การอธิบายของท่านนบีได้อย่างไร ? แต่ภาพที่ปรากฏก็คือ คุณทำตัวเหมือนดังรับวะฮีย์เองแล้วอธิบายเอง เรียบร้อยโรงเรียนชัยฏอน

ขอถามหน่อย คุณได้อัลกุรอานมาอย่างไร ? ถ้าไม่ผ่านนบี ไม่ผ่านศอฮาบะห์ ไม่ผ่านตาบีอีน ไม่ผ่านการรายงานจากคนในยุคแรกๆ

อย่าบอกนะว่า ได้วะฮีย์มาเอง


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Thu Jun 24, 2004 12:21 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



แมทท์...อยู่ไหนนะ...จ๊ะเอ๋....

อ้าว..ไม่ใช่แมทท์เหรอ..ว้า

แมทท์...อาจานแมทท์..กลับมาก่อน

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nes
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 12, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: bkk

ตอบตอบ: Tue Jun 29, 2004 12:01 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)




ปฏเสธอัลกุรอานด้วยหรือ แมทท์

ว้า....อาจานแมทท์

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3
หน้า 3 จากทั้งหมด 3

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.24 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004