ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
philosopher
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 09/02/2007
ตอบ: 1


ตอบตอบ: Fri Feb 09, 2007 10:25 am    ชื่อกระทู้: สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อยากรู้ความหมายของสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม คือ รูปพระจันทร์เสี้ยว และ ดวงดาว ว่ามีหมายความว่าอย่างไร Question
Philosopher
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
addullslam
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2004
ตอบ: 672


ตอบตอบ: Wed Feb 21, 2007 10:35 am    ชื่อกระทู้: Re: สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

philosopher บันทึก:
อยากรู้ความหมายของสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม คือ รูปพระจันทร์เสี้ยว และ ดวงดาว ว่ามีหมายความว่าอย่างไร Question
Philosopher


ครับ ในศาสนาอิสลามนั้นมีอยู่ 2 หลักใหญ่ คือ หลักยึดมั่น และหลักปฎิบัติ
ส่วนสัญลักษณ์ในรูปของสิ่งปลูกสร้างนั้นไม่มีครับ
สิ่งที่เห็นว่ามีรูปดาวเดือนนั้นเป็นการชี้ให้เห็นว่า เป็นสถานที่ทำการเคารพสักการะ
ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเป็นมัสยิด เป็นบางแห่งนะครับไม่ใช่ว่าจะเห็นทุกแห่ง
เพราะในศาสนาอิสลามนั้นสิ่งใดที่ไม่มีคำสั่งใช้ มุสลิมจะไม่กระทำกัน
รูปดาวเดือนตามมัสยิดก็เช่นเดียวกัน
ส่วนว่าแล้วสัญลักษณ์มาได้อย่างใดนั้น มีเรื่องเล่าจากผู้รู้ ก็ได้ยินมาจะเล่าให้ฟัง
เรื่องมีอยู่ว่า ศาสนาอิสลามนั้นมาเพื่อให้แสงสว่างแก่มวลมนุษย์ คำว่าแสงสว่าง
ตัวแรกในภาษาอาหรับเป็นตัว "นูน" ก็คล้ายๆกับตัว u แต่มีจุดที่ตรงกลางด้านบน
บรรดาคนรุ่นก่อนหน้าเราเลยคิดประดิษขึ้นมา ในรูปดังกล่าว แล้วนำมาไว้ตาม
สถานที่ดังกล่าว
คุณคงไม่ใช่มุสลิมถ้ามีข้อสงสัยสิ่งใดๆถามมาได้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ
ผมก็เป็นคนรับอิสลามใหม่ ไม่ใช่มุสลิมดั้งเดิม
เห็นกระทู้นี้หลายวันไม่ได้ตอบ
นึกว่าบรรดาท่านทั้งหลายจะตอบ ก็ไม่เห็นจึงตอบเอง
ในปัญหานี้เคยมีผู้ถามในมุสลิมไทยยุคต้นๆ ซึงผมก็ได้ตอบไปอย่างข้างต้น
ถ้าคุณอยากจะศึกษา ศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นข้อความของผมเองเชิญได้ที่นี่ครับ
http://www.muslimthai.com/forum/index.php?topic=308.0

http://www.az-sunnah.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=184&postdays=0&postorder=asc&start=0
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Wed Feb 21, 2007 12:03 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


ผมขออธิบายดังนี้ :

ลัทธิซุนนีย์ และ ลัทธิชีอะต์ ซึ่งแตกแยกออกมาจาก “ศาสนาอิสลาม” ของ ท่านนบีอิบรอฮีม ยังยึดถือ และเชื่อใน อำนาจ ของ สิ่ง แวดล้อม เช่น ทิศทาง, ลมพายุ, กลางวันและกลางคืน ตามประเพณีดั้งเดิม ซึ่งเราจะสังเกตุเห็น หลาย อายัต ในอัลกุรอาน ถูกบรรจุไปด้วย การสาบาน ต่อ สิ่งที่เกิด ตามธรรมชาติภายใต้อำนาจ ของ พระเจ้า โดย จะเห็น ว่า มีแต่การสาบานของพระเจ้าและของท่านมูฮัมมัด ที่สาบาน ต่อดวงจันทร์,ดวงดาว และปรากฎการ ธรรม ชาติ ต่างๆ ซึ่งไม่แตกต่างไปจาก ความเชื่อถือของบรรดามุชริกีนมะกะ ในสมัยนั้น

แสดงให้เห็นว่า ในการรวบ รวม อัลกุรอานนั้น บางอายะ ได้ถูก ผุ้ที่ยังมีความเชื่อ หรือบูชาดวงเดือน และดวงดาว นอกเหนือไปจาก พระเจ้าองค์เดียว (อัลลอฮ์) ได้ แก้ไขดัดแปลงอัลกุรอาน ซึ่งเป็น ข่าวสาร มาจากพระเจ้า

ตัวย่างเช่น ใน ซูเราะฮฺ อัลมุดดัซซิร อายะ ต่างๆต่อไปนี้ (จากคำแปลของนักเรียนเก่าอรับ)
32. เปล่าเลย ขอสาบานด้วยดวงจันทร์
33. ขอสาบานด้วยกลางคืนเมือมันคล้อยไป
34. ขอสาบานด้วยยามเช้าเมื่อมันทอแสง

(1) อัลลอฮฺทรงสาบานด้วยดวงจันทร์และเวลากลางคืนเมื่อมันคล้อยไปและ ยามเช้าเมื่อมัน ทอแสงสว่าง นรกนั้นเป็นสัญญาณอันหนึ่งแห่งความหายนะ อันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการเตือนถึง การลงโทษที่จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ ทำไมพวกเขาจึงเย้ยหยันและปฏิเสธไม่ยอมเชื่อ! (คำอธิบายของสมาคมนักเรียนเก่าอรับ อัลลอฮฺทรงสาบานด้วยดวงจันทร์ หรือ ต่อดวงจันทร์ จะให้ความหมายเช่นกัน คือ “อัลลอฮ์” เกรงว่ามนุษย์จะไม่เชื่อในบัญญัติของพระองค์ว่า “นรกนั้นเป็นสัญญาณอันหนึ่งแห่งความหายนะ อันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการเตือนถึง การลงโทษที่จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ ทำไมพวกเขาจึงเย้ยหยัน และปฏิเสธ ไม่ยอมเชื่อ! ดังนั้นพระองค์ จึงต้องให้คำสาบานต่อดวงจันทร์, ซึ่งถ้าผู้ที่มีความ เชื่อต่อพระองค์อัลลอฮ์อย่าง มั่นใจ แล้ว ย่อมจะเข้าใจ ความหมายในความเข้าใจของผม)

(2 ) จากคำอธิบายของท่านยูซุบอาลี อธิบายว่า “ คำปฏิญาณในเป็นการอ้างเอาหลักฐานสิ่งศักสิทธิบางอย่าง ในหัวใจของผู้สาบาน (อัลลอฮ์) ใน ข่าวสาร ของอัลลอฮ์ก็เช่นกัน เมื่อนำมาส่งให้ด้วยคำพูด ให้มนุษย์ เข้าใจถึง บางสิ่ง ซึ่ง เป็นสัญญาณ ของพระองค์ ซึ่งมนุษย์มองเห็นได้ (ดวงจันทร์) เพื่อทีให้ มนุษย์ เชื่อถือและศรัทธาใน สัญ ญาณ ของพระองค์ ลึกซึ้ง เข้าไป ในหัวใจของ มวลมนุษย์ อัลลอฮ์ สาบานต่อดวงจันทร์ซึ่งพระองค์ สร้างขึ้นมาด้วยอำนาจ อันยิ่ง ใหญ่ของพระองค์ เพื่อเป็นหลักฐานว่า สัญญาณวันกียามัต จะเป็นสัญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์”


จากอายะนี้ ถ้าเราจะสังเกตและใช้สามัญสำนึก จะเห็นว่า อายะนี้ อาจจะถูก พวกมุชริกเมกกะ แอบอ้างขึ้น เพราะ ไม่มี อำนาจอะไรที่จะยิ่งใหญไปกว่า อำนาจของ พระเจ้า(อัลลอฮ์) และ พระเจ้า(อัลลอฮ์) จะไม่สาบาน ต่อสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ ทั้งนีเพราะบางอายะในอัลกุรอาน มีบัญญัติ ห้ามการ มีความ ศรัทธาต่อสิ่งเหล่านั้น


ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างไปจาก ผู้ที่สร้างรูปั้นที่ใหญ๋ที่สุดขึ้นมาและสาบานต่อรูปปั้นนั้น เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของตน ซึ่งขัดต่อหลักการใน การเชื่อพระเจ้าองค์เดียว(อัลลอฮ์) ของ “มุสลิม”


ในปัจจุบันนี้ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆไม่ใช่สิ่งศักสิทธิที่มนุษย์ ควรจะกราบไหว้บูชาหรือ ใช้เป็นสิ่ง ศักสิทธิ ต่อ คำปฏิญาณ เพื่อเป็นการอ้างเอาหลักฐานถึงความศักสิทธิ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในเรื่องอื่น มนุษย์ได้ขึ้นไป เหยียบย่ำดวงจันทร์แล้ว ถ้ายังถือว่าการสาบานต่อดวงจันทร์ เป็นการกระทำของพระเจ้าแล้ว ก็ไม่ต่าง จาก การเชื่อใน ประเพณีไหว้ และ การ ปฏิญาณ สาบานต่อ พระจันทร์ ของ ชาวจีน ที่เราเห็นอยู่ในเมืองไทย ตามประเพณี ไหว้ พระจันทร์ของเขา


บรรดาผู้ที่เคยนับถือบูชาดวงจันทร์ อยู่ จึงได้ นำ รูปพระจันทร์เสี้ยว และ ดวงดาว มาเป็น สัญลักษณ์ของ ลัทธิซุนนีย์ แต่ตามหลักการ ของ “ศาสนาอิสลาม” ที่แท้จริง ของท่านนบีอิบรอฮีม ศาสนาอิสลาม ไม่มี สัญลักษณ์ ใดๆทั้งสิ้น


นี้คือความเห็น ของผมซึ่งนับถือในพระเจ้าองค์เดียว และศรัทธาในความมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ ผมจึง ไม่ เชื่อว่า พระองค์อัลลอฮ์ จะสาบานต่อ ดวงจันทร์ที่พระองค์ ทรงสร้างขึ้นมา เพื่อแสดงแสนยานุภาพ ของพระองค์

ดังนั้นผมจึงไม่สังกัดในลัทธิใดๆนอกเหนือจาก การยอม ตนสวามิภักดิ์ ทั้งกาย วาจาใจ ต่อพระเจ้าองค์เดียว (อัลลอฮ์) ซึ่งเรียกว่า “อิสลาม” ดังนั้นอายะในอัลกุรอาน ในซูเราะนี้ จะต้อง ถูกแอบอ้างขึ้นมา โดย ผู้ที่ นับถือและบูชาดวงจันทร์ และดวง ดาวต่างๆ มาก่อน นี้คือความเข้าใจของผม,

อัลลอฮ์(พระเจ้าองค์เดียว) ที่ผมกราบไหว้บูชาอยู่ทุกๆวัน พระองค์ ทรง มีอำนาจ เหนือ ดวงดาว และปรากฏ การธรรมชาติทั้งหลายที่อยู่ใต้อำนาจของพระองค์ พระองค์สามารถที่ จะทำให้ มนุษย์ เช่น ผม เชื่อ และศรัทธา ต่อพระองค์โดยพระองค์ไม่ต้อง สาบานต่ออะไรเพื่อให้ผมศรัทธา ในอำนาจ ของ พระองค์

ดว้ยเหตุผลดังกล่าว ชาวซุนนีย์มุสลิม ชาติต่างๆ จึงนิยม เอา รูปดาวและเดือน เป็น สัญลักษณ์ของประเทศที่ประชาชน ส่วนใหญ่ ในประเทศเหล่านั้น นับถือลัทธิ ซุนนีย์

ถ้าท่านนบีอิบรอฮีม ยังมีชีวิตอยู่และ เห็น สภาพของมุสลิม ในปัจจุบันที่ ไม่ เชื่อ และยึดมั่นใน “อัลลอฮ์” พระเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้น ที่ท่านสั่งสอนไว้ ท่านคงผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าท่านผู้มีความรู้ในทางศาสนาอิสลาม ทั้งหลาย อ่านข้อความของผมแล้ว กรุณาอย่าเพิ่งตีโพยตีพาย โมโห โกรธ ฉุนเฉียว โปรดใช้เหตุผล และอธิบายให้ผมเข้าใจ ว่า “ความเข้าใจในการศรัทธาต่ออัลลอฮ์(พระเจ้าพระองค์เดียว) ตามที่ท่านนบีอิบรอฮีม สั่งสอนมานั้น เราควรเข้าใจว่าอย่างไร? เราควรจะยึดถือมนุษย์เป็นหลักในศาสนาหรือ ยึดถืออัลลอฮ์เท่านั้นเป็นหลักในความศรัทธา


"ท่านรอซูลมูฮัมมัดสอนให้เรา ศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว(อัลลอฮ์) หรือ ท่านสอนให้เรา เชื่อว่า ดวงเดือนและดวง ดาวต่างๆ เหล่านั้น ยัง มีความศักสิทธิเหนือความศรัทธา ต่อพระองค์อัลลอฮ์"


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Sun Feb 25, 2007 6:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ดูโฆษณาบะหมี่ยี่ห้อหนึ่งแล้วทำให้ต้องขำกลิ้ง เขาบอกว่า... “บอกแล้วงัยว่าอย่าเผยตัวออกมา”

เมื่อวานนี้.... มีใครคนหนึ่ง โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ วิจารณ์ดะตั้งแต่นักวิชาการมุสลิมอาวุโส เรียงมาจนกระทั่งมุสลิมระดับชาวบ้าน ว่าประดิษฐ์ศาสนาใหม่ขึ้นมา โดยยึดเอา อัลหะดีษ เป็นหลักในการประกอบศาสนกิจและละทิ้งอัลกุรอาน เขายืนยันหนักแน่นว่า เขา... หนึ่งเดียวคนนี้แหละ... ที่ยึดถืออัลกุรอานอย่างแท้จริง เชื่อมั่นและศรัทธาต่อดำรัสของอัลลอฮฺอย่างมั่นคง เขาไม่รับหะดีษเพราะไม่เชื่อในความถูกต้อง เชื่อแต่อัลกุรอานอย่างเดียว เขาเคยตวัดลิ้นสร้างภาพกับพวกเราว่า....

เรื่องการเชื่อ authenticity ของอัลกุรอาน นั้น ขึ้นอยู่กับการมีศรัทธา ต่อ “อัลลอฮ์” ถ้าอัลลอฮ์ ทรงให้คำสัญญา ว่า พระองค์ “จะเป็นผู้ รักษา authenticity ของอัลกุรอาน แล้ว เรา จึงจำเป็นต้องเชื่อ ข้อสัญญาของ พระองค์ (15:19, 55:77-80, 85:21-22)

แน่นอน ในความเห็นของ คุณ อายาต ต่างๆ ที่ผม อ้างถึง นี้ อาจจะถูกแก้ไข และแต่งขึ้น โดยผู้ใดก็ได้ เพื่อสนับสนุน ว่า “อัลกุรอาน “ เป็น “ของจริง” ถ้าคิดเช่นนั้นแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรที่จะอธิบายต่อ, ทั้งนี้ เพราะว่า ความคิดเช่นนั้น ยังมี อยู่ ในผู้ที่ไม่เชื่อในอัลกุรอาน ว่ายัง มี authenticity เช่นเดียว กับ ต้นตำหรับ ที่ เราเชื่อ ว่า “ท่านรอซูล” ได้รับประทานมาจาก พระเจ้า จริง หรือไม่? ความเชื่อในความแท้จริงของอัลกุรอาน เป็น หลักของความศรัทธาเบื้องแรก

ผมเชื่อว่า ข้อความใดๆก็ตามในอัลกุรอาน ที่ถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง โดยมนุษย์ ไม่ว่า จะโดยตั้งใจ หรือ ไม่ตั้ง ใจก็ตาม, พระองค์อัลลอฮ์จะนำออกมาให้เห็น หรือแสดงแต่เฉพาะสิ่งที่ถูกต้อง ของอัลกุรอาน เช่นเดียวกับที่ พระองค์ ประทานมาแต่เริ่มแรก

(matt : สีเหลือง - Wed Jul 12, 2006 7:23 pm )

แล้วจู่ๆ...มาวันนี้... เขาคนเดียวกันนั่นเองกลับบอกว่า อัลกุรอานนี้มีสิ่งแปลกปลอม ถูกปลอมปน ถูกเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม บิดเบือน ไม่ใช่เพียงเรื่องวิธีปฏิบัติ แต่มันลึกลงไปจนถึงระดับความเชื่อ หรือหลักอะกีดะฮฺอันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายถึงความเป็น“ผู้ศรัทธา”ของคนคนหนึ่งทีเดียว

หลายท่านคงพอจะจำได้ว่าผมเคยสรุปพฤติกรรมของขบวนการนี้ไว้ว่าอย่างไร....
“นี่คือขั้นตอนที่สองในแผนการณ์ชั่วช้าของยะฮูดที่สมุนผู้ซื่อสัตย์ของมันคาบใบสั่งมาดำเนินการ คือขณะที่มือข้างหนึ่งของมันพยายามตัดหะดีษออกจากการยึดถือของประชาชาติอิสลาม มืออีกข้างหนึ่งก็จะพยายามทำลายความเชื่อถือได้ของอัลกุรอานไปทีละข้อสองข้อ”
(AlGhuraba : ฮิญาบ 3 แบบ - Thu Dec 14, 2006 3:22 pm )

และบัดนี้ มันได้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาแล้ว คงไม่มีคำกล่าวใดดีไปกว่า ส่งดาบนั้นคืนสนองกลับไปว่า..... “ถ้าคิดเช่นนั้นแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรที่จะอธิบายต่อ, ทั้งนี้ เพราะว่า ความคิดเช่นนั้น ยังมี อยู่ ในผู้ที่ไม่เชื่อในอัลกุรอาน ว่ายัง มี authenticity เช่นเดียว กับ ต้นตำหรับ ที่ เราเชื่อ ว่า “ท่านรอซูล” ได้รับประทานมาจาก พระเจ้า”….. เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาคนนั้นยังจะเหลืออะไรเกี่ยวข้องกับ อัลอิสลาม อีกเล่าครับ?

นะอูซุบิลลาฮฺ
AlGhuraba
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Mon Feb 26, 2007 4:57 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

การ ถือศาสนา แบบ Cult มันผิดวัตถุประสงค์ ของอิสลาม, การถือและศรัทธา แบบ Cult ทำให้มุสลิมอยู่ใน สังคมที่แคบ เชื่อและยึดถือ ครูผู้สอน ลัทธินิกายนั้นๆเป็นหลัก ซึ่งเป็น เหตุที่ ทำให้อิสลาม แตกแยก เป็น กลุ่มต่างๆ และทำให้อ่อนแอ ถูกสังคมที่แข็งแรงกว่า รังแก และรังควาญ อยู่ ตลอดเวลา เดินสวนถอยหลัง จากความเจริญ ความก้าวหน้า ทางวิทยาการ และเห็นแก่ตัว

คำอธิบายของผม ในเรื่อง การสาบานต่อ ดวงดาว และดวงจันทร์ ไม่จำเป็นจะต้อง การคำอธิบายใดๆ จากคุณ อัลฆุรบา ซึ่งตัวคุณเองได้อธิบายรายละเอียดต่างๆในความศรัทธาในลัทธิของคุณ โดยที่ คุณมีความเชื่อ ว่า ท่านรอซูลมูฮัมมัด “เหาะเหิรเดินอากาศได้และไปพบกับพระเจ้า...ฯลฯ ซึ่งขัดกับหลักกการและ การสอน ของท่านรอซูลเอง ที่ท่านบอกต่อเราว่าท่านเป็นมนุษย์ธรรมดา ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่สนทนาต่อในเรื่องนั้น เพราะคุณยังวนเวียนอยู่ในสมัย 1400 กว่าปี ขาดการหาเหตุผล

มีท่าน ผู้รู้ใน ลัทธิซุนนีย์ อธิบายไว้โดยละเอียดอยู่แล้ว เหตุที่ผมสงสัยในเรื่องนี้ ก็เพราะ นักศึกษา จากไคโร เคย ย้อนถามผมว่า “ถ้าผมไม่เชื่อใน หะดีษ แล้ว ผม จะแน่ใจ ได้อย่างไรว่า อัลกุรอานจะไม่ ถูกบิดเบือน”, ตั้งแต่นั้นมาผม ก็พยายามหา รายละเอียด และคำอธิบายจากผู้รู้ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่อง” การสาบาน ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน ทั้งนี้ผม สงสัยมานานแล้ว แต่เมื่อถามผู้ใหญ่ ในเรื่องนี้ กลับถูกดุว่า ทุกครั้ง ที่ผมถามปัญหาเกี่ยวกับ หลักการของศาสนา ที่ขัดกันเอง ต่อ หลักการของท่าน นบีอิบรอฮิม ซึ่ง เป็นผู้เรียกศาสนาที่ มีความ ศรัทธาต่อพระเจ้า องค์เดียว “ว่าอิสลาม” และ เรียกผู้ที่ศรัทธา ต่อพระเจ้าองค์เดียวว่า, “มุสลิม” ท่านได้วาง กำหนดหลักการ ต่างๆ ในการปฏิบัติศาสนกิจ ไว้อย่างเรียบ ร้อย แล้ว

เราจะเห็นว่า เมื่อท่านนบีอิบรอฮิมประกาศศาสนาอิสลาม นั้น ต่อมาก็มี ลัทธิต่างๆ เกิดขึ้น โดย ลัทธิ ต่างๆเหล่า นี้ ต่างก็ตั้งชือ ว่าเป็นศาสนาใหม่ คือมีความเชื่อถือในพระเจ้าองค์ เดียว เช่นกัน, แต่ใน ขณะเดียว กัน ก็ นำบุคคลขึ้นมาเป็น ผู้เกี่ยวข้อง และเป็นตัวแทนของพระเจ้า เช่น ลัทจูดาย, ลัทธิคริสต์, ลัทธิซุนนีย์, ลัทธิซีอะต์ (และลัทธิอื่นๆ ทีเป็นปลีกย่อยของลัทธิใหญ่ที่กล่าวมาแล้ว)

ลัทธิต่างๆที่แตกแยกมาจาก “ศาสนาอิสลามที่พระเจ้าประทาน ให้กับท่าน นบีอิบรอฮีมนั้น มีลักษณะ ในความเชื่อ คล้ายๆกัน คือยกย่องบูชาบุคคลคู่เคียงไปกับพระเจ้า, บางลัทธิ ยกย่องตัวบุคคลเป็น ส่วนหนึ่งของพระเจ้า, หรือ ขนาดว่ามีความสำคัญเทียบเท่าพระเจ้าซึ่งไม่อาจจะกล่าวคำวิจารย์ใดๆ ได้

เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า, ทำไม ถ้ามี ผู้ใดก็ตามพยายามจะพูดถึงข้อสงสัยใดๆ ในลัทธิซุนนีย์นี้ จะถูกล่าวหาว่า “เป็นผู้ทำลายอิสลามตาม แผนการณ์ชั่วช้าของยะฮูด” ?

ทั้งนี้ก็เพราะว่ามัน เป็นเรื่องธรรมดา ของ ผู้นำและ ผู้ที่หลง ในลัทธินิกาย ซึ่งเขาเหล่านี้จะไม่ใช้เหตุผล และไม่สามารถที่ ใช้เหตผล ใดๆมาอธิบายให้เข้าใจได้ว่า “ทำไมพระผู้เป็นเจ้า(อัลลอฮ์) ในทัศนของเขา จึง สาบานหรือกล่าวคำปฎิญาณ ต่อสิ่งที่อิสลามถือว่าเป็น ชิริกได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ห้ามผู้ศรัทธาต่อพระองค์ ปฏิบัติตามพระองค์?” ทั้งนี้เพราะ เขาเหล่านั้ไม่เข้าใจ ถึงคำว่า “พระเจ้า(อัลลอฮ์) และ การศรัทธาต่อพระเจ้าโดยตรง” หรืออย่างไร?

การที่ศาสนาอิสลาม จากคำสอน ของนบีอิบรอฮิม แตกแยกออกเป็น ลัทธิต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ก็ เพราะ เหตุว่า นักการเมือง เอาศาสนา มาดัดแปลง ให้ เข้ากับหลักการ ล้างสมองของ ผู้ติดตาม, ทั้งนี้ เพื่อผล ประโยชน์ ในการ ขยาย อำนาจ ของ ตนเอง โดยใช้ กามรมณ์ และ เครื่องมึนเมาเป็นสิ่งล่อใจ ทั้งใน โลกนี้และในปรโลก

เพื่อให้เป็นการยุติธรรมในการเขียนของผม จึงนำคำถามคำตอบต่อไปนี้ มาให้ผู้อ่านได้พิจารณา และหาเหตุผล เข้าใจเอาเอง

จากการอธิบายเรื่องการสาบานของ มุรีด ทิมะเสน - mureed@mureed.com - 13/12/04 22:52
มีความว่า

“ตามหลักการของอิสลาม หากมีการสาบานอื่นที่นอกเหนือจากพระองค์อัลลอฮฺถือว่าเป็นชิริก ( شرك ) นะครับ เช่น สาบาน ต่อต้นไม้ สาบานต่อพระราม เป็นต้น ศาสนาไม่อนุญาตโดยเด็ดขาดที่มุสลิมจะสาบาน สิ่งอื่นนอก จาก พระองค์ อัลลอฮฺ เพราะหากกระทำเช่นนี้ถือว่ามุสลิมผู้นั้นกลายเป็นมุชริก ( مشرك ) ทันที หมายถึงผู้ที่ตั้งภาคี ซึ่งถ้าหากเขาตายในสภาพนั้นถือว่าตายในสภาพที่ไม่ใช่มุสลิม, กุบูรฺ (สุสาน) ของมุสลิมไม่อนุญาต ให้ฝังเขาแล้ว นะครับ มุสลิมทุกคนจะต้องออกห่างจากการกระทำดังกล่าวโดยเด็ดขาด แต่ถ้ากระทำไปแล้ววาญิบ ( واجب ) จะต้องเตาบะฮฺตัวยังพระองค์อัลลอฮฺสถานเดียวนะครับ. والسلام”

: มุรีด ทิมะเสน - mureed@mureed.com - 28/12/04 22:11

1. หากการสาบานไปยังสิ่งที่นอกเหนือจากพระองค์นั้นเป็นชิริกอย่างที่อาจารณ์ได้บอกมา อย่างเช่นสาบาน ต่อต้นไม้ หรือลูกไม้หรือสิ่งอื่นๆที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ แล้วทำไมในอัลกุรอ่านพระองค์ ถึงได้ทำการสาบานต่อสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็น สูเราะฮฺอัตตีน และสูเราะฮฺอัชชัม และอีกหลายๆ สูเราะฮฺที่พระองค์ได้สาบานไปยังสิ่งที่นอกเหนือจากพระองค์เอง?

คำตอบคือ ก่อนอื่น ต้องชมคุณXX, นะครับว่าเป็นการตั้งคำถามที่ดีมาก กล่าวคือ ประการ แรก
พระองค์ อัลลอฮฺสั่งใช้ กับปวงบ่าวของพระองค์อัลลอฮฺห้ามสาบาน ต่อสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ อัลลอฮฺเพียงองค์เท่านั้น ซึ่งเราเป็นบ่าวเราก็ปฏิบัติคำสั่งนั้น แต่คำสั่งนั้นไม่ครอบคลุมพระองค์อัลลอฮฺนะครับ

ประการที่สอง การสาบานของพระองค์อัลลอฮฺที่มีต่อสิ่งถูกสร้างนั้น พระองค์อัลลอฮฺกำลังบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งนั้น เช่น " والعصر " ความว่า "ขอสาบานต่อกาลเวลา" นั่นหมายถึง ให้เราสนใจต่อกาลเวลา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์มักจะละเลย เป็นต้น ฉะนั้นเราจะเห็นอัลกุรฺอานแปลไทยบางฉบับ แปลว่า "จงสนใจต่อกาลเวลา" แทนการแปลว่า "ขอสาบานต่อกาลเวลา" ฉะนั้นบางอายะฮฺที่ขอสาบานต่อดวงดาว,ดวงอาทิตย์นั้นก็เพื่อให้มนุษย์ได้สนใจและแลเห็นถึงความสำคัญต่อสิ่งที่พระองค์
ทรงสร้างสิ่งนั้นมานะครับ”

2. หากว่าการสาบานต่อสิ่งเหล่านั้นแล้วเป็นสิ่งที่ผิด พระองค์จะไม่ทำเด็ดขาด และอีกอย่างท่านรสูลก็ได้สาบาน ต่อสิ่งที่นอกเหนือจากพระองค์ เช่นการสาบานไปยังพ่อของนาย ก. หรือคนอื่นๆ แล้วสิ่งเหล่านี้คืออะไร ?

คำตอบคือ การสาบานต่อสิ่งอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺนั่นถือว่าเป็นชิริก เพราะท่านนบีมุหัมมัดเป็นผู้ที่ระบุเองว่า " من حلف بغير الله فقد أشرك " ความว่า " บุคคลใดที่สาบานอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺ ถือว่าทำชิริก (ตั้งภาคี)" (บันทึกโดยอบูดาวูด และท่านหากิม) เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านนบีมุหัมมัดจะสาบานต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ, ส่วนที่คุณบู้ตึ้งอ้างว่าท่านนบีสาบานไปยังพ่อของนาย ก. หรือคนอื่นๆ นั้นผมคิดว่าจะเป็นการแปลหะดีษที่ คลาดเคลื่อนก็ ได้นะครับ หรือเข้าใจความหมายของหะดีษผิดไปก็ได้ครับ หากไม่เป็นการรบกวนคุณบู้ตึ้งช่วยยก ตัวอย่างหะดีษข้างต้น มาให้ผมพิจารณาดูก็ได้ครับ. والله أعلم بالصواب والسلام

……..
เรื่องของการสาบานนั้น ศาสนาอนุญาตให้สาบานเฉพาะพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้สาบานต่อสิ่งอื่น

ส่วนหะดีษของท่านฏ็อบหะฮฺ บุตรของอุบัยดิลลาฮฺเล่าว่าท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า " أفلح وأبيه إن صدق " ความว่า " สำเร็จยิ่ง ขอสาบานต่อบิดาของเขา หากเขาพูดจริง" บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 12 บทว่าด้วยการศรัทธา

หะดีษข้างต้นบรรดานักวิชาการได้อธิบายไว้ดั่งนี้ว่า

1. อาจเป็นไปได้ว่า คำว่า "ขอสาบานด้วยบิดาของเขา" เป็นสำนวนที่คลาดเคลื่อนอันเนื่องมาจากผู้รายงานหะดีษไม่ใช่เป็นคำพูดของท่านนบี

2. สำนวนข้างต้นอาจจะไม่คลาดเคลื่อน แต่ทว่าไม่ใช่สำนวนที่บ่งชี้ถึงการสาบาน แต่เป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงการยกย่อง หรือให้เกียรตินั่นเอง

3. สำนวนข้างต้นท่านนบีพูดจริงตามสำนวนของหะดีษ แต่ทว่าเป็นหะดีษที่ท่านนบีพูดก่อนที่จะมีบทบัญญัติที่ไม่ให้สาบานสิ่งอื่นนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า สำนวนข้างต้นถูกยกเลิกไปแล้วนั่นเอง
สรุปคือ การสาบานโดยใช้สำนวนอื่นจากการสาบานต่อพระองค์อัลลอฮฺนั้นไม่เป็นที่อนุญาตโดยเด็ดขาดนะครับ. والسلام

by:
มุรีด ทิมะเสน - mureed@mureed.com - 29/9/05 22:26


นี้คือคำอธิบายที่วนเวียนขาดเหตุผล โดยผู้อธิบายเองก็เห็นข้อผิดพลาดใน อายะต่างๆเหล่านั้น แต่ไม่กล้าและ เกรงกลัวต่อ คำขู่ของ ผู้ที่แอบอ้าง การกระทำของพระเจ้า ซึ่งเป็นความศรัทธา ใน ลักษณะ “Cult” ขาดเหตุผล ตามหลัก “ตรรกวิทยา”

ถ้าคิดตามหลักตรรกวิทยาอย่างธรรมดา(ประถม) ก็คือ

ข้อเขียนหรือคำอ้างว่า “พระองค์อัลลออ์ทรงสาบานต่อดวงจันทร์”

ชาวมุชรีกีนเมกกะเป็น ผู้ที่นับถือบูชาดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ ว่าเป็นสิ่งศักสิทธิ ที่ใช้ในการสาบาน
หรือคำปฏิญาณ

ดังนั้นข้อเขียนนั้นจึงมีเหตุผลที่จะเป็นไปได้อย่างสูงว่าถูกเขียนโดย ชาวมุชรีกีนเมกกะ
ผู้นับถือบูชาดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ ว่าเป็นสิ่งศักสิทธิ ที่ใช้ในการสาบาน
หรือคำปฏิญาณ



คุณจะเห็นว่า ไม่ใช่แต่ผมคนเดียวที่สงสัยในเรื่องนี้ ยังมี ผู้ที่สงสัยในเรื่องทำนองนี้อีกมาก แต่ไม่กล้า ถาม เพราะเกรงว่าจะตกจากศาสนาและเป็นผู้ชั่วร้าย เป็นแผนการของผู้ต่างศาสนาที่จะทำลายอิสลาม

สำหรับผมไม่ว่าบรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่า มุสลิมทั้งหลาย จะคิดเช่นใดกับผม ,ผมไม่สนใจ แต่ผมบอกแต่เพียง อย่างเดียวว่า, “ผมไม่ใช่บรรดาผู้ที่ยังนับถือ ดวงดาวและดวง เดือนว่าเป็นสิ่งศักสิทธิ” คือไม่ใช่บรรรดา ผู้ไหว้พระจันทร์,

แต่ว่า พระเจ้า(อัลลอฮ์) ที่ผมศรัทธาทรงมีพลานุภาพอำนาจที่ยิ่งใหญ่ เหนือสิ่งใด, พระองค์คือผู้สร้าง และสอนมนุษย์ไม่ให้ลดเกียรติตัวเองบูชาบุคคลหรือวัตภุ นอกเหนือ ไป จาก พระองค์ (อัลลอฮ์) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของศาสนาอิสลาม และหลักปฏิบัติ ที่สำคัญของมุสลิม

ด้วยเหตุนี้ผมจึงมี ความสงสัยใน ข้อความใน บางอายะ ในอัลกุรอานที่อาจจะถูกปลอมแปลง สอดแทรกเข้าไป ทั้งนี้ มีข้อความส่อไปถึง การปฏิบัติของ บรรดามุชริกีนมะกะที่นับถือดวงดาวและดวงจันทร์ ในสมัย1400 กว่าปี


wassalam

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Mon Feb 26, 2007 12:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ตามที่ผมเคยเขียนว่า

“เรื่องการเชื่อ authenticity ของอัลกุรอาน นั้น ขึ้นอยู่กับการมีศรัทธา ต่อ “อัลลอฮ์” ถ้าอัลลอฮ์ ทรงให้คำสัญญา ว่า พระองค์ “จะเป็นผู้ รักษา authenticity ของอัลกุรอาน แล้ว เรา จึงจำเป็นต้องเชื่อ ข้อสัญญาของ พระองค์ (15:19, 55:77-80, 85:21-22)
แน่นอน ในความเห็นของ คุณ อายาต ต่างๆ ที่ผม อ้างถึง นี้ อาจจะถูกแก้ไข และแต่งขึ้น โดยผู้ใดก็ได้ เพื่อสนับสนุน ว่า “อัลกุรอาน “ เป็น “ของจริง” ถ้าคิดเช่นนั้นแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรที่จะอธิบายต่อ, ทั้งนี้ เพราะว่า ความคิดเช่นนั้น ยังมี อยู่ ในผู้ที่ไม่เชื่อใน อัลกุรอาน ว่ายัง มี authenticity เช่นเดียว กับ ต้นตำหรับ ที่ เราเชื่อ ว่า “ท่านรอซูล” ได้รับ ประทานมาจาก พระเจ้า จริง หรือไม่? ความเชื่อในความแท้จริงของอัลกุรอาน เป็น หลักของความศรัทธาเบื้องแรก

ผมเชื่อว่า ข้อความใดๆก็ตามในอัลกุรอาน ที่ถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง โดยมนุษย์ ไม่ว่า จะโดยตั้งใจ หรือ ไม่ตั้ง ใจก็ตาม, พระองค์อัลลอฮ์จะนำออกมาให้เห็น หรือแสดงแต่เฉพาะสิ่งที่ถูกต้อง ของอัลกุรอาน เช่นเดียวกับที่ พระองค์ ประทานมาแต่เริ่มแรก
(matt : สีเหลือง - Wed Jul 12, 2006 7:23 pm )”

ผมเขียนเช่นนั้นด้วยความจริงใจและเชื่อ ใน authenticity ของอัลกุรอาน และมีความศรัทธาเชื่อว่า อัลกุรอาน ไม่อาจจะ ถูกดัดแปลงได้ แต่เมื่อเห็นการ ปฏิบัติของ มุสลิม ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “ซุนนีย์” และ “ชีอะต์” ต่างฝ่ายต่างก็อ้าง ว่าเป็นมุสลิม ที่ถูกต้อง โดยยึดหลักความแตกต่าง ในความศรัทธา ต่อ ตัวบุคคล โดยไม่ยึดหลักสำคัญ ว่า หลักความเชื่อของอิสลาม อยู่ที่ใด ต่างฝ่ายต่าง พยายามทำลายล้างกัน ในนามของพระเจ้า(อัลลอฮ์) ทำให้ผมหาคำตอบจากอัลกุรอานว่า พระองค์ อัลลอฮ์ ทรง บัญญัติไว้ ว่าอย่างไร เพื่อให้มวลมนุษยชาตื อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

เมื่อพบเรื่อง การสาบาน นี้ ผมก็ปรึกษาหารือกับท่านผู้รู้บางท่าน ที่ผมคิดว่าท่านเชื่อว่า ผมมี ความบริสุทธิใจ และจริงใจต่อ อิสลาม ที่นำปัญหานี้มาถาม ท่านก็พยายามตอบอย่างดีที่สุด

แต่เมื่อผมพิจารณา จาก สามัญสำนึกในความศรัทธา ต่ออำนาจของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว และจาก
Simple logic จะเห็นว่า ข้อเขียนที่ว่า

“พระองค์อัลลอฮ์ทรงสาบานต่อ ดวงจันทร์, ทิศตะวันตก, ทิศตะวันออก, พายุ และสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นทั้งหลายนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้ มนุษย์ สาบานต่อสิ่งเหล่านั้น” ,

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงกล่าวว่า ข้อเขียนในอายะนั้น ต้องมาจากการ แปลกปลอม ของ บรรดาผู้ที่เคารพบูชาดวงจันทร์ แต่เนื่องจากไม่ มีคำอธิบายในอัลกุรอาน ในเรื่องนี้ ท่านผู้รู้ต่าง ทั้งหลาย จึง พยายามที่จะอธิบาย อย่างอ้อมแอ้ม ว่าพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิที่จะ สาบาน ต่อสิ่งที่เป็นชิริก ต่อ มนุษย์ “มุสลิม” ได้ แต่ มุสลิมทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเป็นการลด เกียรติ ของมนุษย์ ในการสาบานต่อ เจ็วด หรือ สิ่งที่พระเจ้าเป็นผู้สร้าง (ถ้าคุณอธิบายเช่นนั้น คุณกำลังคิดว่าใคร เป็น มูนาฟิกหรือ?)

ที่ผมกล่าวนี้รวมทั้ง ลัทธิจูดายและ ลัทธิคริสต์ ด้วย เพราะ ทั้งสองลัทธินี้ก็เช่นเดียวกัน มีความศรัทธา ต่อพระเจ้า(อัลลอฮ์) ตามคำสอนของท่าน นบีอิบรอฮิมเช่น กัน คุณอัลฆุรบาอยู่ในลัทธิซุนนีย์นี้ อย่าง งมงาย โดยไม่ใช้เหตุผล จึง เห็นผู้อื่นผิดไปหมด

ผมเห็นข้อเขียน ของ “ลัทธิซุนนีย์ “ โจมตี “ชีอะต” ว่าไม่ใช่มุสลิม เพราะ มีการปฏิบัติ พิธีกรรมทางศาสนา เช่นเดียว กับ ลัทธิของชาวจีน ในภูเก็ต ทั้งๆที่ ชาวซุนนีย์ ซึ่งเชื่อว่า พระเจ้า สาบานต่อดวงจันทร์ โดยไม่ใคร่ครวญ พิจารนา ว่าเป็นไปได้หรือไม่ และถ้าเชื่อเช่นนั้น ชาวซุนนีย์ก็ไม่ต่างไปจาก ชาวจีนที่ ไหว้พระจันทร์ และปฏิบัติ ผิดไปจากคำสอนจาก “ศาสนาอิสลาม” ของ ท่านนบีอิบรอฮิม

ท่านนบีอิบรอฮีม ท่านกล้าสอน ในการห้ามเคารพเจว็ดและดวงจันทร์ ดวงดาว ต่างๆ ในหมู่พวกบูขาเจว็ด โดยยอมสละชีวิตของท่านเพื่อ ให้มวลนุาษย์ได้ทราบถึง อัรฺกานุลอิสลาม คือ

1. “ไม่มีสิ่งอื่นใดที่สมควรในการเคารพบูชานอกจากพระเจ้าองค์เดียว(อัลลอฮ์)เท่านั้น” ซึ่งเป็น ชะฮาดะห์ ที่ถูกต้องตามคำสอนของท่านรอซูลมูฮัมมัด ในสมัยของท่าน ซึ่งเป็นการเคารพบูชาพระเจ้า อย่างถูกต้อง

(เมื่อเราเชื่อในอัลลอฮ์ การ เชื่อในบัญญัติของพระองค์,ในวันปรโลก, เชื่อในมลาอืกะฮ์, , เขื่อในศาสนฑูตของพระองค์ , จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์โดยไม่มีข้อข้องใจ)

2.การดำรงไว้ด้วยการละหมาด
3.การบริจากซะกาต
4.การถิอศีลอด รอมดอน
5.การประกอบพิธีฮัจจฺ

อัรฺกานุลอิสลาม ทั้ง 5 ประการนี้ ถูกสอนไว้โดยท่าน นบีอิบรอฮีม ซึ่งเป็นการง่ายต่อการปฏิบัติและการเข้าใจ ไม่สับสนเหมือนการสอน ของลัทธิต่างๆ ในปัจจุบันนี้

ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบทั้ง 5 ประการ ก็เป็นมุสลิมที่ ดีได้ และจะนำความสงบมาสู่ มวลมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

wassalam


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3157


ตอบตอบ: Mon Feb 26, 2007 1:13 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

كَلَّا وَالْقَمَرِ
[74.32] เปล่าเลย ขอสาบานด้วยดวงจันทร์
وَاللَّيْلِ إِذْ أَدْبَرَ
[74.33] ขอสาบานด้วยกลางคืนเมือมันคล้อยไป
وَالصُّبْحِ إِذَا أَسْفَرَ
[74.34] ขอสาบานด้วยยามเช้าเมื่อมันทอแสง


....................
ขอแจมนิดหนึ่งนะครับว่า อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาทรงห้ามไม่ให้มนุษย์สาบานด้วยพระนามอื่นอื่นจากพระองค์ แต่การที่พระองค์ทรงกล่าวขึ้นต้นด้วย "วาว" ซึ่งเป็นอักษรแสดงการสาบานนั้น มันอยู่นอกเหนื่อกฏเกณฑ์ นั้น เพราะพระองค์คือ ผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ และการแสดงคำสาบานนำหน้า ก็เพื่องแสดงให้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการสร้างสิ่งเหล่านี้
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sun Mar 04, 2007 11:11 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ผมค้นหาคำตอบในเรื่องนี้แล้วพบว่า ผู้รู้ทั้งในไทยและต่างประเทศ ให้คำอธิบาย ในเรื่อง เกี่ยวกับ การ ที่ใน อัลกุรอาน หลายอายัตที่, บรรจุข้อความที่พระเจ้า(อัลลอฮ์) ทรงสาบานต่อสิ่งต่างๆ ซึ่ง เป็นสิ่ง ที่ “มุสลิม” ถือ ว่า เป็นการกระทำที่เป็น “ชิริก”, คำอธิบาย ของเขาเหล่านั้น ก็ เช่นเดียว กับที่ อาจารย์ อธิบาย ให้ผมเห็น ในข้อเขียน ซึ่ง ขาด Logic

ถ้ามุสลิมได้ พิจารณาจาก “อัสมาอุ้ลฮุสนา” ซึ่ง เป็น “อาการนาม” ที่ แจ้งชัดถึง อำนาจอัน ยิ่ง ใหญ่ ของ พระเจ้า(อัลลอฮ์) แล้ว จะขัดกับคำอธิบาย ของอาจารย์และของเขาเหล่านั้น, ทั้งนี้ ก็ เพราะ ว่า อัลกุรอานได้อธิบาย ถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้า(อัลลอฮ์) ไว้อย่าง แจ่มแจ้ง แล้ว ในอายะต่าง ที่ประกอบขึ้น เป็น “อัสมาอุ้ลฮุสนา”

สมมติว่าอาจารย์ผู้หนึ่ง ดื่มสุรา ต่อหน้า ลูกศิษย์ แล้วอธิบาย ต่อลูกศิษย์ ว่า สุราเป็นของต้องห้าม ตามหลักการของอิสลาม อย่า ดื่ม เป็น อัน ขาด, แต่ที่อาจารย์ผู้นั้น ดื่มสุราให้ ลูกศิษย์ เห็นนั้น, ก็เพราะ ว่าอาจารย์ ผู้นั้น ต้องการ ให้ ลูกศิษย์ เห็นความกล้าแข็ง ของตัวอาจารย์เอง, เป็นผู้ที่มีความสามารถ เฉพาะตัว, เป็นผู้ที่ สามารถ ต่อต้านต่อ พิษของแอลกอฮอล์ได้ ทั้งทางร่าง กาย และทางจิตใจ, ดังนั้น สำหรับ อาจารย์ผู้นั้น เท่านั้น ที่ดื่ม ได้ แต่ลูกศิษย์ดื่มสุราอย่าง อาจารย์ ผู้นั้น ไม่ได้, แต่ ต้องปฏิบัติตาม คำสอน ของอาจารย์ผู้นั้น เท่า นั้น, คือ อย่าดื่มสุราเป็นอันขาด ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว อาจารย์ผู้นั้น จะ กลาย เป็น “มูนาฟิก” หรือไม่ ลองคิดดู?

ผู้ที่มีความเข้าใจถึงคำว่า “พระเจ้า(พระองค์อัลลอฮ์)” และ “อัสมาอุ้ลฮุสนา” ของพระองค์แล้ว
ย่อม จะไม่ เชื่อว่า “พระเจ้า(พระองค์อัลลอฮ์)” จะลดอำนาจของพระองค์ ต่ำกว่า สิ่งที่พระองค์ทรง สร้าง ขึ้นมา


เนื่องจาก ผู้ที่อ้างว่ามีศรัทธาต่อ “พระเจ้า(พระองค์อัลลอฮ์)” และกระทำความชั่วในนาม ของ พระองค์ ซึ่ง เราจะเห็นว่า มีลัทธิต่างๆเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แต่มุสลิมลัทธิซุนนีย์ และ ชีอะต์เท่านั้น ในลัทธิคริสต์ และ ลัทธิยิวก็ตาม ผู้นำของลัทธินั้นๆ จะใช้ พระนามของพระเจ้า เพื่อ กระทำ ความ ชั่ว ทำลายชีวิต ซึ่ง กัน และกัน แต่ตัวผู้เป็นหัวหน้า ไม่ยอมตายเอง, เช่นบรรดาผู้ที่อ้างว่าทำฆาตกรรมเพื่อ “พระเจ้า (พระองค์อัลลอฮ์)”

การที่ มุสลิมส่วนใหญ่ ในภาคตะวันออก กลาง นำดาวและเดือนเสี้ยว มาเป็นสัญลักษณ์ ในลักษณะ ว่า เป็นของผู้ที่ นับถือศาสนา อิสลาม ทั้งนี้ก็เพราะ ว่า ประชาชนใน แถบนั้น นับถือดาว และเดือน มาก่อน เช่นเดียว กับผู้ที่เคยนับถือพราหมณ์ และพุทธในอดีต หลังจากได้ มานับถืออิสลาม ใน ประเทศ ไทย เรา จะนำ พิธีกรรมทาง พราหมณ์และ ทางพุทธ์ เข้ามา ปะปนกับหลักศาสนาอิสลาม เช่นการทำบุญ คน ตาย 3 วัน 7 วัน 100 วัน, การจุดกำยานในคืนวันศุกร์, การเยี่ยมกุโบร์, การทำบุญข้าวเหนียวเหลือง หน้า ไก่ (ในสมัย ก่อน เป็นการแก้บน หรือ เมื่อเรียนอัลกุรอานไปถึงระยะหนึ่ง) , การใช่ตะกรุด ฯลฯ, ซึ่งสิ่ง เหล่านี้ บางอย่าง ก็เป็น “ชิริก” บางอย่างก็เป็น “บิดอะฮฺ”

ตามที่อาจารย์อธิบายว่า, “ แต่การที่พระองค์ทรงกล่าวขึ้นต้นด้วย "วาว" ซึ่งเป็นอักษรแสดงการสาบาน นั้น มันอยู่นอกเหนื่อกฏเกณฑ์”, อาจารย์ช่วยกรุณาอธิบายต่อว่า มันอยู่นอกเหนือกฏเกณฑ์อะไร? และ ใครเป็นผู้ตั้ง กฏเกณฑ์ นั้น, ซึ่งทำให้อำนาจของ“พระเจ้า (พระองค์อัลลอฮ์)” ด้อยกว่า สิ่งที่พระองค์ สร้าง ขึ้นมา,

ผมใคร่ขอให้อาจารย์ช่วย ใช้หลัก “มันติก” ซึ่งอาจจะพบได้จาก “หะดีษ” หรือ เอกสาร อ้างอิง ทางประวัติศาสตร์ อธิบายให้กระจ่างชัดด้วย เพราะ เรื่องนี้ เป็น แก่นสำคัญ ของการมีอีมาน ต่อ“พระเจ้า (พระองค์อัลลอฮ์)” หวังว่าอาจารย์คงให้ความกรุณาและอย่าเพิ่งกล่าวหาว่า ผมเป็นผู้ทำลาย ศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ เพราะว่า “อัลกุรอาน” มาหลังจาก ท่านนบีอิบรอฮีมได้ประกาศศาสนาอิสลาม และ ท่านได้ วางหลักปฎิบัติ ในศาสนาอิสลาม ต่อมวลมนุษย์ ไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อน หน้าที่จะมี การบันทึก อัลกุรอาน และอาจารย์ก็ทราบดี ว่า ในบางลัทธิ ได้ปรากฏว่า มีผู้แก้ไข อัลกุรอาน เพื่อผลประโยชน์ ในทางการเมือง, เนื่องจากข้อความ ในอายัตดังกล่าว บ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นข้อความของผู้ที่ นับถือดวงเดือนและดวงดาว มาก่อนที่จะ ยอมรับอิสลาม ของท่านนบีอิบรอฮีม.......


“ไม่มีสิ่งอื่นใดที่สมควรต่อการเคารพบูชานอกจากพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น (พระองค์อัลลอฮ์)”

นี้คือคำปฏิญาณ ที่ท่านนบีอิบรอฮีมและท่านรอซูลมูฮัมมัด สอนมุชริกเมกกะให้รู้จักพระเจ้า และยอมรับอิสลาม ถ้าผู้ใดปฏิญาณนอกเหนือไปจากนี้ จะเป็นการ ทำที่เป็น “บิดอะฮฺ” และไม่เข้าใจ หลักการ เชื่อพระเจ้า”พระองค์อัลลอฮ์” พระองค์เดียวของอิสลามซึ่งท่านนบีอิบรอฮีม ได้วางหลักการ ไว้แล้ว


wassalam

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Thu Mar 08, 2007 11:34 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

มีมุสลิมจำนวนมาก ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เครื่อง หมายพระจันทร์เสี้ยวและดวงดาว เป็นสัญญาลักษณ์ ของอิสลาม ทั้งนี้เนื่องจาก ว่าตามประวัติศาสตร์แล้ว ตามหลักความศรัทธาของ ศาสนาอิสลามไม่มี เครื่องหมายใดๆทั้งสิ้น และด้วยเหตุผล ที่ว่า เครื่องหมาย พระจันทร์เสี้ยวและดวงดาว เป็น เครื่องหมายในการ เคารพบูชา ของ พวก มุชิริกเมกกะมาก่อน นอกจากนั้น ก็มีประวัติพัวพัน กับเทพธิดา และ บรรดาเทพเจ้าของ ผู้บูชาเจว็ด ในสมัยก่อน ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า เครื่องหมาย พระจันทร์เสี้ยวและดวงดาว ไม่ได้มีการรับรอง ว่าเป็น เป็น สัญญาลักษณ์ ของอิสลาม อย่างพร้อมเพรียงกัน

wassalam

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.19 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004