ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - ทางสายกลางในศาสนาอิสลามคืออะไร ?
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
ทางสายกลางในศาสนาอิสลามคืออะไร ?
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักปฏิบัติ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Tue Jun 28, 2005 2:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

สวัสดียามเช้า เช่นกันครับ คุณ U

ผมจะไม่ตอบอะไร จากคำ ตำหนิของ คุณ U แต่ขอ ชี้แจง เรื่อง ข้อเขียนข้างล่างสักหน่อยเดียว...

“การห้ามฟังเพลงและดนตรีนั่นคือความไม่สะดวก เพราะ เวลาเดินทางไปไหนมาใน ในสังคมใดๆ ก็ตาม จะได้ยินเสียง เพลง และ เสียงดนตรี ตลอดเวลา, มุสลิมจะต้อง อุดหูอยู่ตลอดเวลา อาจจะถูกรถชน หรือ อุบัติเหตุ ได้ง่าย อัตราการตายของมุสลิม เนื่องจากอุบัติเหตุจะสูงมาก โดย เฉพาะ ในกรุงเทพฯ”

ข้อเขียนข้างบนนี้ ไม่มีเหตุผล ในทางศาสนา อะไรหรอกครับ, เป็นการเขียน ประท้วง การห้าม ในสิ่งห้าม ที่ไม่มีเหตุผล ทางศาสนา,กรุณาดูคำตอบกระทู้เรื่องดนตรี “มุสลิมจะร้องเพลง-ฟังเพลงได้ไหม?” ซึ่งแปลโดย อาจารย์บรรจง บินกาซัน คัดลอกจาก:ข้อเขียนโดย เชค ยูซุฟ ก็อรฎอวี ผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนาของกาตาร์ (Thaimuslimshop.com)

ผมคิดว่าถ้า อาจารย์บรรจง บินกาซัน ไม่เห็นด้วย กับ คำอธิบาย ของเชค ยูซุฟ ก็อรฎอวี แล้วท่าน คงไม่ เสียเวลาแปล มาให้ มุสลิมทั้งหลาย ได้อ่าน และเข้าใจ และพิจารณาดูความถูกต้อง หรอกครับ เอาเท่านี้ครับ นี่เป็นเพียงความเห็นของผม เท่านั้น

ลมฟ้าอากาศเป็นอย่างไรบ้างครับ ร้อนมากไหม? ทางคุณ หวังว่าคงมีโอกาสได้คุยกันอีก


wassalam

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
dabdulla
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2005
ตอบ: 437


ตอบตอบ: Tue Jun 28, 2005 6:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ถึงคุณแมทท์

คุณก็เขียนมายาวเช่นเดิม และดูเหมือนจะอธิบาย แต่ไม่ได้อธิบายอะไรเลย

ผมไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามใหม่ เพราะคำตอบของคุณมันบ่งบอกในตัวอยู่แล้ว ว่ายังไม่ได้ตอบ


ไม่รู้ว่าภาคเหนือที่คุณแมทท์อยู่เป็นงัยบ้าง แต่คนใต้อย่างเรา ช่วงนี้ค่อนข้างร้อน

ถ้ามีโอกาสก็มาเยี่ยมคนใต้บ้าง อีหม่ามแถวใต้ จำฮะดิษได้เยอะ เผื่อคุณจะสนใจ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
dabdulla
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2005
ตอบ: 437


ตอบตอบ: Thu Jun 30, 2005 4:06 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ทีคุณกล่าวว่า

" การที่ประชากรทั่วโลกรู้จัก ท่าน รอซูลมูฮัมมัด ก็เพราะ “อัลกุรอาน” ถ้าไม่มี “อัลกุรอาน” ก็ ไม่มีใครรู้จัก ท่านรอซูลมูฮัมมัด ท่านรอซูลทำการปรับปรุงการ ปฏิบัติศาศนกิจ ตามบัญชาของอัลลออ์ เช่น การละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาต ฯลฯ (ดูรายละเอียดในคำตอบข้อ 2.) "

ไม่ทราบว่า คำกล่าวที่คุณกล่าวว่า รอซูล ปรับปรุงการปฎิบัติศานกิจของอัลลอฮ มีตรงใหนในกุรอ่าน เพราะการปรับปรุงศาสนกิจของพระเจ้า มีแต่ในคริสเตียน และ ในยิวครับ

คริสเตียนปรับปรุงศาสนกิจ เช่น ใส่ดนตรีในการสวดมนต์เป็นต้น ทั้งๆ ที่พระเยซูก็ไม่เคยทำ อย่างนี้ เป็นต้น

ส่วนท่านนบีมูฮำหมัดมา คือเอาของเก่ากลับมาใช้ครับ คือ สอนบรรดามุสลิม ให้ดำรงการละหมาด ถือศีลอด เช่นเดียวกับที่ พระเยซู และ โมเสส เคยทำ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AlGhuraba
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2004
ตอบ: 226


ตอบตอบ: Thu Jun 30, 2005 8:35 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Very Happy ..... แจกยิ้มไว้ก่อน

ไม่ได้เข้ามาแซวนะครับ...จาน
ที่จริงก็ว่าจะไม่เข้ามาแสดงฟามเห็นอะไรห้องนี้หรอก
เพราะไม่อยากให้ทั่นเสียเวลากับเรื่องอื่นมากเกินไป
ทุกวันนี้ทั่นก็ยังควานหาคำตอบจากอัลกุรอานสำหรับคำถามอมตะนิรันดร์กาลข้อนั้นไม่ได้เลย
......อย่าแกล้งบอกนะ ว่า "คำถามอาราย...." มุกนั้นเก็บไว้ให้เด็กๆมันเล่นกันเถอะครับ

แต่อ่านคำ(พยายาม)ชี้แจงของทั่นแล้ว .... มันข้องใจจิงๆ...

"แมทท์ ชี้แจง: ในคำอธิบาย ที่ ว่า อรับเป็นประเทศ กลาง ในสภาพภูมิศาสตร์ สมัยโบราณ (ผมหมาย ถึง สมัยที่ ท่านรอซูล รับ “วะฮี”) หรือ OLD WORLD หรือ โลก เก่า ซึ่ง เป็นที่รู้จัก กัน ใน ยุโรปว่า OLD WORLD ประกอบด้วย ทวีปยุโรป, ทวีปเอเชีย (ในสมัยนั้น ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น เป็นที่รู้จัก) และ ทวีปแอฟริกา ในทางภูมิศาสตร์ รวมเรียก ว่า แอฟริกา- ยูเรเซีย (Africa-Eurasia)


ในสมัยนั้น ยังไม่มีใครรู้จักประเทศอเมริกา จน นาย Christopher Columbus เดินทางเรือ มาพบ โลกใหม่ (New World), ซึ่ง หมายถึง the Americas (Noth และ South Americas) ในราวปี 1492 ประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว คนละสมัยกับ ท่าน รอซูล, เนื่องจากการ ขยายตัวของอิสลามในสมัย นั้น (OLD WORLD) แผ่ขยาย ไปทั่วทั้ง สี่ ทิศ จึงทำ ให้ ตำแหน่ง ของ ประเทศอรับ(Arabia) อยู่ ในตำแหน่ง ตรง กลาง (ลองคาดคะเน ตำ แหน่ง ของ ประเทศอาระเบีย ใน แผนที่โลก เก่า (Old World Map) ถ้าคุณพอจะหาได้
"

ช็อค...เลยครับ

งั้นก็แปลว่า คำสอน และบทบัญญัติต่างๆของอัลลอฮฺ EXPIRE.... หมดอายุทันทีที่ ตา BUS ไปเจอ เมกา สิครับทั่น ????

เพราะ พอหลังจากนั้น กลายเป็นโลกเบี้ยวไปแล้ว...อรับไม่ "เป็นกลาง" อีกต่อไป ตัวบทในอัลกุรอานกลายเป็นเท็จ .....เป็นไปได้งัย ..... OH...NO !
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Thu Jun 30, 2005 11:57 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


ยิ้มๆๆๆๆๆ ครับ

จะส่งรูป อมยิ้ม มาให้คุณ AlGhuraba ก็กลัว จะ ขัด กับ ข้อห้าม ของคุณ ....

ความจริงผมว่าจะรอตอบคุณ AlGhurabaจนกว่าคุณจะอธิบาย เรื่อง อะหะดีษ ในห้องนั้น จนจบ เสียก่อน ตามอ่านอยู่ทุกวัน ได้ ความรู้ ดี เหมือน กับอยู่ ในสมัยท่านรอซูล เลยทีเดียว ไว้คุณเล่าจบ ทุกเรื่องก่อน แล้ว ผมจะเข้า ไป คุยต่อ

ผมไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ที่คุณว่า

“ช็อค...เลยครับ! งั้นก็แปลว่า คำสอน และบทบัญญัติต่างๆของอัลลอฮฺ EXPIRE.... หมดอายุทันทีที่ ตา BUS ไปเจอ เมกา สิครับทั่น ????,เพราะ พอหลังจากนั้น กลายเป็นโลกเบี้ยวไปแล้ว...อรับไม่ "เป็นกลาง" อีกต่อไป ตัวบทในอัลกุรอานกลายเป็นเท็จ .....เป็นไปได้งัย ..... OH...NO !”

เอ.....OH….NO ภาษา อรับเขาว่าอย่างไร?

ความ หมาย ของ อัลกุรอาน ในอายะนี้ ไม่ได้เกี่ยว กับ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ แต่ คำว่า “وَسَطًا” ถ้าจะมีความหมาย กระเดียด ไปทาง ภูมิศาสตร์ หมายถึงเป็นตำแหน่ง “ ตรงกลาง” แล้วผม ก็ พูดเลย ไป ถึง สภาพภูมิศาสตร์ ตามแผนที่โลกเก่า ถึงตำแหน่งของ ประเทศอาระเบีย ในสมัยที่ อิสลาม กำลังรุ่งเรืองมาก ( เพราะว่ายังไม่มี “อะหะดิษของบุคอรี” ถูกนำมาใช้), มาจนถึงโลกใหม่, ผมแน่ใจจริงๆ ว่า จะต้องมาพบกับคุณ AlGhuraba ใน เรื่องโลกใหม่นี้แน่ๆ ถ้าคุณจะอธิบาย คำว่า “وَسَطًا” ในความหมายอื่น ให้ผมเข้าใจ(ถ้ามี)ก็จะขอบคุณมาก

แต่ถ้าคุณจะอธิบาย ให้ผมเข้าใจทั้งหมด ของทุกๆ คำถามของผม ใน กระทู้นี้ ผมก็จะขอบคุณมากทีเดียว, ตามความเข้าใจของผม ในอายะนี้ ผมเข้าใจว่า “การสอนของอิสลาม สอนให้ เราเป็นผู้ ถ่อมตัว แต่ไม่ใช่ถึง กับ ขลาดกลัวหรือ เป็นคนเกียจคร้าน และไม่ให้เป็นคนทะเยอทะยาน จนหลงตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความ ว่า ไม่คิดจะหาความ ก้าว หน้าใส่ตัว ให้ยึดถือหนทางที่เที่ยงตรง”


ถ้าเราจะเปรียบว่า สอนให้ยึดทางสายกลางนั้น ผมเข้าใจว่า “ทางสายกลาง”หมายถึง การ ผ่อนปรนต่อหลักการต่างๆทางศาสนา เพื่อให้ สะดวก แก่การปฏิบัติ ซึ่ง แก่นแท้ของอิสลามไม่หละหลวม เช่นนั้น, ทั้งนี้ เพราะว่า หลักการของอิสลาม มีความสอดคล้อง กับธรรมชาติ ของ มนุษย์ อยู่แล้ว และสอนให้มนุษย์มีระเบียบ และความรับผิดชอบ ตามที่ผมกล่าวไว้ ข้างต้น แล้ว, การสอนให้มนุษย์ อยู่ในระเบียบวินัย ไม่ได้ขัดกับ ธรรมชาติมนุษย์ ซึ่งเมื่อพิจารณาดูหลักการ ของอิสลามแล้ว ไม่มีอะไรยาก ในการปฏิบัติ นอกเสียจากว่า เราไปเอาหลักการ ที่อัลลอฮ์ และ ท่าน รอซูล ไม่ได้ บัญญัติไว้ มารวม เข้า ไว้ ใน หลัก การ ของ ศาสนา

เนื่องจากคุณอยู่ที่นี่แล้ว ผมจึงอยากจะถามให้คุณอธิบายให้ ผมทราบว่า, ถ้า ในฮะดิษของท่านอิมามบุคอรี กำหนด สิ่งที่มุสลิม จะต้องปฏิบัติไว้ 5 ประการ แต่ถ้าเรา ปฎิบัติ และเชื่อฟังเพียง 4 ประการ และละทิ้งไม่เชื่อฟัง เสีย 1 ประการ เพราะว่า ลำบากยากเย็นในการปฏิบัติตามฮะดิษนั้น, เราจะตกจากการ เป็น “มุสลิม” หรือไม่ (ซอเฮี๊ยะฮะดีษนะครับ)

ถ้าคุณมีเหตผลผมอาจจะพบทางสายกลางก็ได้นะครับ “แต่ตอนนี้ ขอยึดทางที่เที่ยงตรง ที่ท่านรอซูลนำ มาให้เรายึดถือมั่น (อัลกุรอาน) ร่วมกับท่านไป ก่อน

ผมหวังว่าคุณ AlGhuraba ยังคงยิ้มอยู่ ยิ้มไว้ซิครับจะได้คุยกันได้นานๆ


wassalam


แมทท์


ปล. สะกดภาษาไทยให้มัถูกต้องหน่อย ถ้าผมจำไปใช้แล้วเดี๋ยวจะมานั่งสอนผมอีก (ล้อเล่นนะครับ) ผมทราบว่าคุณเขียนประชดประชันผม ....แต่ผมชอบครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
dabdulla
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2005
ตอบ: 437


ตอบตอบ: Fri Jul 01, 2005 4:32 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เห็นคุณแมทท์ รอฟัง คุณ Alqhuraba อยู่ ใจจริงก็ไม่อยากขัดจังหวะ

ได้เห็นคุณกล่าวว่า ถ้าคุณ Alqhuraba มีเหตุผลดีก็อาจจะได้พบทางสายกลาง ก็ฝากคุณ Alqhuraba ตอบคำถามเขาด้วยครับ

แต่ที่ผมอยากจะถามคุณแมทท์ ก็คือ ที่คุณแมทท์ กล่าวถึงทางสายกลางว่าเป็นลักษณะทางที่หย่อยยาน ผมเลยแปลกใจในหลายๆ เรื่องเช่น

คุณแมทท์เคยกล่าวว่า ในกุรอ่านนั้นห้ามกินดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยที่ว่านี้ เป็นดอกเบี้ยแบบขูดเลือดขูดเนื้อ หรือกรณีของเอาเราะห์ ที่คุณแมทท์ แปลว่า สิ่งอุจาด หมายความว่า ถ้าที่ใดมีการใส่ชุดว่ายน้ำหรือ ไม่คลุมฮิญาบ ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าไม่อุจาดสำหรับที่นั่น หรือการฟังดนตรีเป็นต้น ที่คุณแมทท์กล่าวว่า เป็นเพราะคนมุสลิมไม่เข้าใจในเรื่องดนตรี ไปที่ใหนก็ต้องอุดหู เลยทำให้อัตราการตายของคนอิสลามนั้นมีสูง แต่เอาล่ะผมจะไม่ถามเยอะ จะขอถามสั้นๆว่า

ถ้าในเมื่อคุณu เขาแปลว่าสายกลาง ซึ่งคุณแมทท์หมายความว่า หย่อนยาน ไม่มีในอิสลาม แล้วที่คุณแมทท์ แปลกุรอ่านอย่างนั้น คุณแมทท์ ปฎิบัติตึงกว่าคุณ u อย่างไร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Thu Jul 07, 2005 12:10 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


สวัสดีครับ คุณ dabdulla


ตามที่คุณเขียนว่า:


1. " การที่ประชากรทั่วโลกรู้จัก ท่าน รอซูลมูฮัมมัด ก็เพราะ “อัลกุรอาน” ถ้าไม่มี “อัลกุรอาน” ก็ ไม่มีใครรู้จัก ท่านรอซูลมูฮัมมัด ท่านรอซูลทำการปรับปรุงการ ปฏิบัติศาศนกิจ ตามบัญชาของอัลลออ์ เช่น การละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาต ฯลฯ (ดูรายละเอียดในคำตอบข้อ 2.) "

2.ไม่ทราบว่า คำกล่าวที่คุณกล่าวว่า รอซูล ปรับปรุงการปฎิบัติศานกิจของอัลลอฮ มีตรงใหนในกุรอ่าน เพราะการปรับ ปรุงศาสนกิจของพระเจ้า มีแต่ในคริสเตียน และ ในยิวครับ คริสเตียนปรับปรุงศาสนกิจเช่น ใส่ดนตรีในการสวดมนต์เป็นต้น

ทั้งๆ ที่พระเยซูก็ไม่เคยทำ อย่างนี้ เป็นต้น ส่วนท่านนบีมูฮำหมัดมา คือเอาของเก่ากลับมาใช้ครับ คือ สอนบรรดา มุสลิม ให้ดำรงการละหมาด ถือศีลอด เช่นเดียวกับที่ พระเยซู และ โมเสส เคยทำ


ผมขอตอบคำถาม ของ คุณ dabdulla ดังต่อไปนี้:


คำถามข้อ 1.

ผมได้ตอบไปแล้ว แต่จะ ตอบสั้นๆ บางทีคุณอาจจะเข้าใจได้ ดีกว่า คำตอบอันก่อน, ถ้าหากว่า พระองค์ อัลลอฮ์ ไม่ “วะฮี” อัลกุรอาน ให้กับท่าน รอซูล มูฮัมมัดแล้ว, ทั้งคุณและผม และประชาชนทั่วโลก ทั้ง มุสลิม และ ไม่ ใช่ มุสลิม ก็ไม่รู้จัก ว่า “ท่านรอซูลมูฮัมัด คือ ใครและสำคัญอย่าางไร? ผู้ที่ได้รับวะฮีและนำอัลกุรอานมาให้มวลมนุษย์เท่านั้น ที่จะถูกรู้จัก โดย ประชากรของโลก

ด้วยเหตุนี้ ผมถึงกล่าวได้ว่า เหตุที่ ทั้งคุณและผม และประชาชนทั่วโลก ทั้ง มุสลิม และ ไม่ ใช่ มุสลิม รู้จัก “ท่านรอซูลมูฮัมมัด ก็เพราะว่า “อัลกุรอาน” ท่านรอซูลมูฮัมมัด ไม่ได้เป็นรอซูลมาก่อนที่จะได้รับ วะฮี จากอัลลอฮ์

คำถามข้อ 2.

“ไม่ทราบว่า คำกล่าวที่คุณกล่าวว่า รอซูล ปรับปรุงการปฎิบัติศานกิจของอัลลอฮ มีตรงใหนในกุรอ่าน? เพราะการปรับ ปรุง ศาสนกิจของพระเจ้า มีแต่ในคริสเตียน และ ในยิวครับ

คำตอบขอ 2.

ผมขอเริ่มต้นด้วย การท้าวความถึง ท่านนะบึอิบรอฮิม ผู้ซึ่ง นำและวางระเบียบ การละหมาด, หน้าทีปฏิบัติ ทางศาสนา ซึ่งมุสลิมถือปฏิบัติต่อเนื่องกันมา จนทุก วันนี้, ความจริงข้อนี้ มีปรากฎอยู่ ใน ซูเราะฮฺ อัลฮัจยฺ อายะ 78 ดังนี้..


“และจงบากบั่น อย่างเต็มที่ (ต่อสู้, พากเพียร, อุตสาหะ) ในการปฎิบัติตามแนวทางของ อัลลอฮ์,การบาก บั่น(ปฎิบัติตามแนวทางของพระองค์)เช่นนั้น เป็นหน้าที่(สำหรับมุสลิม) ที่ จะ ต้องตอบแทนต่อพระองค์, พระองค์ทรง คัด เลือกพวกเจ้า, และพระองค์ไม่ได้สร้าง ความ ยาก ลำบาก ใน(การปฏิบัติตามข้อบัญญัติ) เรื่องศาสนา; ซึ่งเป็นศาสนาของ บรรพบุรุษ ของ เจ้า อิบรอฮิม; และพระองค์ทรงเรียกพวกเจ้าว่า, “มุสลิมีน” มาแต่หนหลังและ ในคัมภีรฉบับนี้ (อัลกุรอาน) เพื่อที่รอซูลจะเป็นพยานต่อพวกเจ้า, และพวกเจ้าจะได้เป็นพยาน ให้แก่มนุษย์ ชาติ(ในรุ่นต่อไป), ดังนั้น(พวกเจ้า) พวกเจ้า จง ปฏิบัติการละหมาด และบริจาค ซะกาต, และ ยึดมั่น(มีศรัทธา) ต่อพระองค์อัลลอฮ์; พระองค์เป็นผู้คุ้มครองของพวกเจ้า, และเป็นผู้คุ้ม ครอง (ที่ดีเลิศ), และผู้ช่วยเหลือที่ดีเลิศ” (22:78)


จาก ซูเราะฮฺ อัลฮัจยฺ อายะ 78 นี้ พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงยืนยัน ให้เราทราบว่า ตั้งแต่สมัย ท่านนะบีอิรอฮิม เรื่อยลงมามา,บรรดา ผู้ซึ่งมีศรัทธาในพระองค์ อัลลอฮ์, รวม ทั้ง ท่าน นะบี และ ศาสนฑูต ท่านต่างๆ ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิม,และ ได้ทำการละหมาด, และ ปฏิบัติ หน้าทีทางศาสนา เช่น เดียว กับ การละหมาดตามที่ท่าน นะบีอิบรอฮิมปฏิบัติ


ตามที่คุณ dabdulla กล่าวว่า:,


“ไม่ทราบว่า คำกล่าวที่คุณกล่าวว่า รอซูล ปรับปรุงการปฎิบัติศานกิจของอัลลอฮ มีตรงใหนในกุรอ่าน”


“ส่วนท่านนบีมูฮำหมัดมา คือเอาของเก่ากลับมาใช้ครับ คือ สอนบรรดามุสลิม ให้ดำรงการละหมาด ถือศีลอด เช่นเดียวกับที่ พระเยซู และ โมเสส เคยทำ”
ความเข้าใจของคุณถูก ต้องทีเดียว ในสมัยท่านนะบีมูฮัมมัด นั้น การทำละหมาดยังคงมีอยุ่ แต่ได้ถูกดัดแปลงไป จนไม่ เป็นที่ ยอม รับ ของ พระองค์ อัลลอฮ์ ดังจะเห็นได้จาก ซูเราะฮฺ ต่างๆต่อไปนี้


ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะ 142

“บรรดาพวกผู้เสแสร้ง:.พวกเขาคิดว่าเขาหลอกลวงอัลลอฮ์ได้, แต่พระองค์ทรงล่วงรู้ เท่าทัน เขาเหล่า นั้น, เมื่อพวกเขาลุกขึ้นยืนละหมาด, พวกเขาก็ลุกขึ้นยืนอย่าง เกียจคร้าน (อย่างไม่เต็มใจ), เพื่ออวดผู้คน, แต่ในจิตใจ เขารำลึกถึงอัลลอฮ์เพียงเล็กน้ยเท่านั้น” (4:142)


และใน ซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ อายะ 54

เหตุผลที่การบริจาคของพวกเขาไม่เป็นที่ยอมรับก็เพราะเหตุว่า, เขาเหล่านั้นไม่มีศรัทธา ต่อ อัลลอฮ์ และ รอซูลของพระองค์, และพวกเขาไม่มาทำละหมาด และเวลามาก็มา อย่างไม่เต็ม ใจ, และการบริจาคก็ทำอย่างไม่เต็มใจ(9:54)


และซูเราะฮฺ อัลมาอูน อายะ4-5

ความโศกเศร้าเสียใจจงมีต่อผู้ทีทำละหมาด,เขาผู้ซึ่งแสร้งทำความดีเพื่อให้(ผู้คน)เห็น (107:4-5 )
ด้วยเหตุที่ว่า การทำละหมาดในสมัยนั้น ทำกันอย่าง ไม่มีระเบียบ และอย่าง ไม่เต็มใจ พระองค์ อัลลอฮ์ จึง ทรงกำชับให้ ท่านรอซูล ทำการกวดขัน และ กำหนด เวลาในการละหมาด รวมทั้ง การ จัดระเบียบ ในเรื่องซะกาต ด้วย ดังจะเห็นได้จาก ซูเราะฮฺ อัลอัมบิยาอฺ อายะ 73:


“และเราได้แต่งตั้งผู้นำ เพื่อที่จะได้ แนะแนวทางตามบัญชาของเรา, เราได้ ให้ “วะฮี” แก่ เขา (ผู้นำ) เหล่านั้นให้ปฏิบัติแต่ความดี, ให้กำหนดการรักษาการละหมาดประจำวันอย่าง สม่ำ เสมอ และ บริจาคซะกาต, และเขา เหล่านั้นมีความจงรักภักดีต่อเราเท่านั้น อย่างสม่ำเสมอ”

จาก ซูเราะฮฺ อัลอัมบิยาอฺ อายะ 73 ได้ ชี้ ให้ เรา เห็นว่า พระองค์ อัลลอฮ์ ได้ออกคำสั่งต่อรอซูลท่านต่างๆโดยแต่งตั้งให้ เป็นผู้นำเพื่อชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้ง ท่านรอซูลมูฮัมมัด ผู้ซึ่ง ได้รับวะฮี ให้มีการ ปรับปรุง การปฏิบัติศาสนกิจโดยการ กำหนดเลา ของการละหมาดประจำวัน และ กำชับให้บรรดา ผู้ศรัทธา รักษาการ ละหมาด ประจำวันอย่าง สม่ำ เสมอ รวมทั้ง การบริจาคซะกาต ด้วยเช่นเดคยวกัน


ในสมัยท่านรอซูลมูฮัมมัด การทำละหมาดได้มีอยู่แล้วเช่นเดียวกับ ที่เราเห็นอยู่ในทุกๆวันนี้ ท่านนะ บี มูฮัมมัด ได้ . ปรับปรุงและกวดขัน การทำละหมาดของบรรดาผู้ศรัทธา โดยใช้ อัลกุรอานซึ่งได้รับ “วะฮี” จากอัลลอฮ์ (21:73), ถึงแม้ว่าการละหมาดจะเป็นวะฮีย์ และ ถูกสอนให้แก่บรรดารอซูลต่อๆกันมา ผู้ศรัทธาและรอซูลเหล่านั้น ยังต้องอาศัย บทเรียนจาก บรรดาคัมภีร์ ที่พระองค์อัลอฮ์ได้ประทานมา ในสมัยท่านนะบีมูฮัมมัด ก็เช่นกัน วิธีการ ละ หมาด ได้มีอยู่ใน อัลกุรอานซึ่งอยู่ ในรูปของการสอดแทรกมาใน อายะต่างๆ ดังจะเห็นได้จากการกำหนดเวลา ละหมาด 5 เวลา จาก อายาต ต่างๆ ในอัลกุรอาน มีดังต่อไปนี้:


การกำหนดเวลาในการ ทำละหมาด 5 เวลา ประจำวัน ใน “อัลกุรอาน”


(1) เวลาละหมาดรู่งเช้า “ซุบฮิ” ใน อัลกุรอาน กล่าวไว้ ใน 24:58
“مِن قَبْلِ صَلَاةِ الْفَجْرِ”


(2) เวลาละหมาด ซดุฮริ (ตอน เที่ยง วัน)มีกล่าวไว้ใน 17:78. เริ่ม เมื่อตะวันคล้อยผ่านจุดยอดสุด
أَقِمِ الصَّلاَةَ لِدُلُوكِ الشَّمْسِ إِلَى غَسَقِ اللَّيْلِ

(3) เวลา ละ หมาดตอน บ่าย “อัศริ” มีกล่าวไว้ใน 2:238. ในระหว่างเที่ยงวัน และ ตะวันตกดิน

حَافِظُواْ عَلَى الصَّلَوَاتِ والصَّلاَةِ الْوُسْطَى وَقُومُواْ لِلّهِ قَانِتِينَ


(4) เวลา ละหมาดตอนพลบค่ำ “มักริบ” มีกล่าวใน 11:114. เมื่อยามค่ำคืบคลานมา

وَأَقِمِ الصَّلاَةَ طَرَفَيِ النَّهَارِ وَزُلَفًا مِّنَ اللَّيْلِ إِنَّ الْحَسَنَاتِ يُذْهِبْنَ السَّـيِّئَاتِ ذَلِكَ ذِكْرَى لِلذَّاكِرِينَ


(5) เวลา ละหมาดยามค่ำ “อีซา” มีกล่าวไว้ใน 24:58
وَمِن بَعْدِ صَلَاةِ الْعِشَا" "


wassalam


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
dabdulla
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 15/06/2005
ตอบ: 437


ตอบตอบ: Thu Jul 07, 2005 11:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณแมทท์

1. เรื่องการละหมาดห้าเวลา ที่คุณแมทท์ พูดถึง ว่ามีในอัลกุรอ่านซื่งระบุห้าเวลาตามที่คุณอ้าง
ไม่ทราบว่าคุณได้อ่านของคุณ Alqhuraba หรือยัง เพราะว่าถ้าจะเอาตามนั้นเลย ในกุรอ่านระบุเวลาเอาไหว 12 เวลาครับ ที่คุณบอกว่า ห้าเวลา เพราะคุณเอา ห้าตั้ง แล้วไปควานหาในกุรอ่าน

2. ส่วนการที่คุณอ้างว่า นบีมาปรับปรุงศาสนา ผมอ่านยังงัยคุณก็พูดผิดครับ นบีมาฟื้นฟูครับ ไม่ใช่ปรับปรุง คำว่าปรับปรุง ควรจะหมายถึงการแก้ใข เช่น การแก้คัมภีร์ การใส่ดนตรีอย่างพวกคริสเตียน แต่ถ้าฟื้นฟู หมายถึง ของเดิมมีอยู่แล้ว เพียงแต่ให้มีการรณรงค์เท่านนั้น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nop
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 23/02/2005
ตอบ: 89


ตอบตอบ: Fri Jul 08, 2005 2:22 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เอ่อ เท่าที่ผมอ่านคร่าวๆ (ขอยอมรับว่าไม่ละเอียด)

จากที่ได้อ่านข้อความกระทู้นี้
ผมเข้าใจว่าคุณแมทท์ เอาหะดีษแล้วเหมือนกันนะครับ
ผมเข้าถูกมั๊ยครับคุณแมทท์

ส่วนที่คุณบอกว่าอิสลามไม่มีสายกลาง นั่นก็เป็นการตีความตัวบทที่ต่างกัน
เอาเป็นว่าใครจะเชื่อทัศนะของเชคริฎอ ที่คุณ u นำเสนอ นั่นก็เชิญ
ส่วนใครจะเห็นด้วยกับคุณแมทท์นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่เท่าที่อ่านก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกันเท่าไหร่หนิครับ
ก็เพราะเชคริฎอบอกว่า อิสลามเป็นศาสนาสายกลาง (ไม่ได้บอกว่าอิสลามมีสายกลาง)
เพราะสิ่งที่อิสลามให้มาคือกุรอานและหะดีษนั้น ถือว่าเหมาะสมกับมนุษยชาติแล้ว
และให้ความสะดวกง่ายดายแก่มนุษย์
ไม่ต้องไปลดหย่อนกฎระเบียบต่างๆให้มันเบาลง
ส่วนคุณแมทท์บอกว่า อิสลามไม่มีสายกลาง นั่นก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nop
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 23/02/2005
ตอบ: 89


ตอบตอบ: Fri Jul 08, 2005 2:23 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อีกอย่างผมอยากถามคุณแมทท์ว่า
คุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเนื้อหาจากเว็บ www.fityah.com
ว่าเขานำเสนอหลักการศาสนาที่ถูกต้องหรือไม่ ในทัศนะของคุณครับ
(ถ้ายังไม่อ่าน ช่วยอ่านให้ละเอียดด้วยครับ)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
nop
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: 23/02/2005
ตอบ: 89


ตอบตอบ: Fri Jul 08, 2005 2:27 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ส่วนกรณีมีคนถามว่าคุณแมทท์เป็นชีอะฮฺหรือไม่นั้น
ก็ให้เข้าใจว่าคนนั้นอาจไม่รู้จักหรือไม่ได้ติดตามคุณแมทท์
ก็น่าจะตอบเค้าดีๆนะครับ

เท่าที่ผมทราบคุณแมทท์จะเป็นชีอะฮฺได้อย่างไร
ในเมื่อคุณแมทท์ไม่ได้ปฏิเสธเศาะหาบะฮฺใช่มั๊ยครับ และผมไม่เคยพบว่ามีการด่าทอเศาะหาบะฮฺ
คุณแมทท์ยอมรับว่าเศาะหาบะฮฺไม่ทรยศนบี และได้ถ่ายทอดอิสลามให้ขจรขจายไปทั่วโลกใช่มั๊ยครับ?
ผมเข้าใจถูกมั๊ย?

(อันนี้เป็นคำถามนอกเรื่องในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกระทู้นี้)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Fri Jul 08, 2005 9:27 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


คุณ Nop ผมจะกลับเข้ามาคุยกับคุณแน่ เพราะ ความจริง แล้ว ผมว่า คุณ FAIR ในการสนทนา ขอเวลา สักหน่อย


wassalam


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Tue Jul 12, 2005 7:41 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

สวัสดีครับคุณ NOP:


คงไม่เป็นการเสีย มรรยาท นะครับ ในการตอบกระทู้ ตรงที่ คำถามของกระทู้อยู่ไม่ตรงที่ หวังว่า คุณคงเข้าใจ…


ก่อนอื่น ผมต้องการให้คุณ Nop มีความอดทนและใช้หลักวิชา เท่านั้น ในการสนทนา อย่าถือเป็นเรื่องส่วน ตัว ระหว่างคุณกับผม ทั้งนี้ เพื่อ จะได้มีสิ่งที่มีประโยชน์ เกิด ขึ้น บ้าง ในการสนทนา มีหลายอย่างที่ผม สนใจในความคิดเห็น ของ คุณ จากการตอบปัญหาต่างๆ ใน เวบ อื่น, ส่วนตัว ของผม ยังมีปัญหาที่อยากเรียนรู้อีกมาก ใน ศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะ ความศรัทธา ใน “อะหะดีษ” ของ บุคอรี และ อื่นๆ เช่น คำถามที่ว่า, “ ได้เคย มีผู้ใด ศึกษาหรือไม่ ว่า อะไรคือ วัตถุ ประสงค์ “ที่อิมามบุคอรีและอื่นๆ” จดบันทึกเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่าน รอซูล? ผู้บันทึกและรวบรวม เรื่องเล่า เหล่านี้ ต้อง การ ที่จะ ให้เป็น “สุภาษิตสอนใจ” หรือ หรือ เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ส่วนหนึ่งของ ความเห็น ของ ผู้คน เกี่ยว กับ ท่าน รอซูล” , ท่านบุคอรี มีวัตถุประสงค์ที่จะ ให้มุสลิมยึดถือ หนังสือ ของท่าน เป็น ที่สองรองจากอัลกุรอาน หรือ ไม่?”


วัตถุประสงค์ของผมในการสนทนาเรื่องนี้ ก็ คือ:


1. มุสลิมมีความเข้าใจเกี่ยวกับ เรื่อง ต่างๆ ของ “อะหะดีษ” เหล่านี้ ด้วย เหตุผล หรือ ด้วย ศรัทธา?


2. ทำไมมุสลิมผู้ที่มีความมั่นคง อยู่กับคำสอนของ ท่าน รอซูล ในการยึดมั่น ต่อกฎของอัลลอฮ์ “อัลกุรอาน” แต่เพียงอย่างเดียว ในขณะที่ท่านรอซูล ยังมีชีวิตอยู่ จึง หันเห จาก คำสอนของท่าน กลับมายึดถือ เอาเรื่องเล่า ที่ อ้างถึง การปฏิบัติ และ การสอน ของท่าน โดยที่ท่าน ไม่เคย รับรอง เรื่องเหล่านั้น ด้วยตัวท่านเอง?


3. การเชื่อเช่นนี้ จะเข้าขอบข่าย ของ ผู้ที่ถือ สิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ์ที่ เชื่อถือ ในเรื่อง นิทาน, และ ชาดก ต่างๆ เกี่ยว กับศาสดาของเขา โดย พยายาม จะ ปฏิบัติ ตามเรื่องเล่าเหล่านั้น, หรือไม่?


4. ทำไมมุสลิมจึงไม่ใช้ คำปฏิญาณ (ชะหะดะห์) ในความเป็นมุสลิมเช่นเดียวกับที่ท่าน รอซูลทุกๆท่านสอนเราในอัลกุรอานซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะ 2 (และในอายะ อื่นๆ อีกตลอด “อัลกุรอาน”


اللّهُ لا إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ



ความหมายเป็นภาษาไทยว่า, “พระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น(อัลลอฮ์), ไม่มีบุคคลอื่นใด(หรือสิ่งอื่นใด) ที่สมควรเป็นที่เคารพสักการะ นอกจากพระองค์(อัลลอฮ์) เท่านั้น, ผู้ทรงมีชีวิตอยู่ ชั่วนิรันดร์, ไม่สิ้นสุด, กัลปาวสาน.


การที่ผมเข้ามาสนทนาและ ออกความคิด เห็น ต่างๆ เกี่ยวกับศาสนานั้น ก็เพื่อ ต้องการที่จะ ทราบว่า เพราะเหตุใด ที่ทำ ให้ มุสลิม ตกอยู่ ในสภาพที่ จมอยู่ ก้นบึ้ง ในกลุ่ม ประชาชาติต่างๆ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งต่าง จาก ที่ สมัย ท่านรอซูลยังมีชีวิตอยู่ และเพราะเหตุใด มุสลิมจึงเป็น ที่เกลียดกลัวแก่ผู้อื่น และ เพราะเหตุใด มุสลิมจึงแตกแยก ออก เป็นกลุ่มต่างๆ และขาดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน


เท่าที่ผมพอจะเห็นได้ โดยใช้ สังคมมุสลิมไทยเรา ซึ่งเป็นสังคมมุสลิมที่เล็ก เป็นตัวอย่าง, เราจะเห็นว่า ภายในสังคม มุสลิมไทยเล็กๆ นี้ มีการแตกแยกกัน ออก เป็นหลายฝ่าย, สาเหตุ ที่ขัดแย้งกันนั้น ไม่มี สักเรื่อง เดียว ที่เกิด ขัดแย้ง กัน เนื่อง จาก คำสอนและบัญญัติจาก อัลกุรอาน, แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้น เกิดจาก การ เข้าใจผิด และการตีความหมาย ของ เรื่องเล่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติ (ซุนนะห์) และ คำกล่าว(ฮะดีษ) ของท่านรอซูล ที่เชื่อกันว่า เป็นความจริง และถูกรวบรวม ขึ้นไว้ เป็นรูปเล่ม ซึ่งเรียกกันว่า “อะฮะดีษ”


ความเชื่อเรื่องบอกเล่า เหล่านี้ หยั่งลึกไปจนถึงแก่นของ ความศรัทธา จนถึง กับเชื่อว่า เรื่องเล่าเหล่านั้น เป็น “วะฮี” หรือ เป็น บัญชาของ อัลลอฮ์ เช่นเดียว กับ อัลกุรอาน มุสลิม ระดับอาจารย์ บางท่าน ถึงกับ ยกขึ้น เหนือเกล้า เป็นหนังสือเล่มที่สอง รองจาก “อัลกุรอาน” และถ้ามุสลิมผู้ใดไม่เชื่อในเรื่องเล่าเหล่านั้น จะตกจากการเป็น “มุสลิม”, ถ้าเราใช้ความพิจารณา เรื่องบอกเล่าเหล่านี้ อย่างลึกซึ้งแล้วจะ เห็นว่า ที่เราเข้าใจว่าเราปฏิบัติตาม “ฮะดีษของรอซูล” นั้น ความจริงแล้ว เราปฏิบัติตามคำบอกเล่า ของ ผู้อื่นต่างหาก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งแปลกปลอมก็ได้ ทุกครั้ง ที่อาจารย์ผู้สอนศาสนาอิสลาม จากสิ่งบอกเล่า เหล่านี้ จะอ้างว่า “ท่านรอซูลกล่าวว่า หรือ สอนว่า” อย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆที่เรื่องบอกเล่าเหล่านั้น มีคำถามจะต้องตอบและยังหาคำตอบไม่ได้, เป็นคำกล่าวลอยๆ ขาดข้อสรุป(เหตุผล)



สังคมมุสลิมในปัจจุบัน เปรียบเสมือนมี โครงสร้าง ที่อ่อนแอ ในทุกๆทางทั้งนี้ เนื่องจาก มีรากฐานที่อ่อนแอ ดังนั้น ถึงเวลาที่เรา จะต้อง กลับมาสำรวจดูว่า “อัลลอฮ์” สอนอะไร ไว้ในอัลกุรอาน, และเราทำอะไรที่ ออกนอกทาง ของ บัญญัติ ที่พระองค์ วางไว้. เริ่มต้นกันใหม่ จากคำสอนของ “อัลลอฮ์” ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริง และ แข็งแรง นั้นคือ “อัลกุรอาน”



มุสลิมเราไม่เคยเป็นผู้แปลกหน้า ของประชาชาติอื่นๆเลย, “อัลกุรอาน” ไม่ได้สอน ให้ มุสลิมปฏิบัติตัว เหมือน คน แปลกหน้า หรือ ทำตัวทวนกระแส ของสังคม แต่ในทางตรงกันข้าม อัลกุรอาน สอนให้เรา เป็น ผู้นำ, เป็นตัวอย่าง ที่ ดี แก่มนุษยชาติ, ถ้าเราเข้าใจว่า ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนา ที่ เหนือกว่า ทุกๆศาสนาเราจะเห็นว่า ศาสนาอิสลาม มีหลักประกัน ในความสุขของชีวิต มนุษย์ทุกๆคน ทั้งนี้เพราะว่า ศาสนาอิสลาม สอนถึงระบบของ ความศรัทธาด้วย ศีลธรรม, จริยาธรรม และกฎบัญญัติที่ปฏิบัติได้โดยไม่ขัดกับธรรมชาติของมนุษย์, คำสอนเหล่านี้มีอยู่ในอัลกุรอาน, พระองค์อัลลอฮ์ ทรงให้เราทราบว่า, “อัลกุรอานเป็นแนวทางที่ชัดเจน และ เที่ยงตรงที่สุด (ยิ่งกว่า คัมภีร์ใดๆ)” (17:9), พระองค์ ทรงบอกให้เราทราบอีกว่า “พระองค์ได้ประทานคัมภีร์ที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างชัดเจน” (16:89), ด้วยเหตุนี้แล้วทำไม มุสลิมจึงต้องไปหาสิ่งอื่นมายึดถือ และปฏิบัติ เพิ่มเติมอีก


ตามที่คุณ Nop ถามว่า,


“คุณแมทท์ยอมรับว่าเศาะหาบะฮฺไม่ทรยศนบี และได้ถ่ายทอดอิสลามให้ขจรขจายไปทั่วโลกใช่มั๊ยครับ?

ผมเข้า ใจถูกมั๊ย?


ตามหลักศรัทธาของอิสลามแล้ว หลังจากที่ “อัลกุรอาน” ถูกประทานมาเรียบร้อยแล้ว และท่านรอซูล ได้ทำหน้าที่ของท่านเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แล้ว และท่านก็สิ้นชีวิตไปแล้ว, สิ่งที่ท่าน ทิ้งไว้ให้เป็นมรดกของมุสลิม ก็คือ ข่าวสารที่ท่าน ได้รับ “วะฮี” จากอัลลอฮ์ เท่านั้น นั้นก็คือ “อัลกุรอาน”, หน้าที่ของมุสลิมก็คือ ปฏิบัติตาม ข่าวสารของอัลลอฮ์ “อัลกุรอาน”


เรื่องความจงรักภักดีของ เศาะหาบะฮฺ ที่มีต่อท่านรอซูลนั้น เราไม่สามารถจะทราบถึงจิตใจของท่านเหล่า นั้นได้ และ เหล่า เศาะหาบะฮฺ ก็ได้ สิ้นชีวิตกันไปหมดแล้ว แน่นอนทีเดียว ในขณะที่ เหล่า เศาะหาบะฮฺ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ดำเนินงานประกาศ “ข่าวสาร” ของพระองค์อัลลอฮ์ “อัลกุรอาน” ต่อจากท่านรอซูล และ ใช้อัลกุรอานเป็นหลักในการสอน เช่นเดียวกับท่านรอซูลฯ, แต่ปัจจุบันนี้ เหล่า เศาะหาบะฮฺ ทั้งหลายได้สิ้นชีวิตไป 1400 กว่าปีแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะสนใจและเชื่อถือ ก็คือ ““Message” หรือ ข่าวสารของพระองค์อัลลอฮ์ นั้นคือ “อัลกุรอาน” เท่านั้น, ผมขอยก อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะ 207 มา เพื่อเตือนความจำ ดังนี้...


“เจ้าไม่รู้หรือว่า อัลลอฮ์คือผู้ซึ่งมีอำนาจสูงสุดทั้งบนสรวงสวรรค์และแผ่นดิน, นอกจากอัลลอฮ์ แล้วเจ้าจะมีผู้ใดอีกหรือที่จะช่วยเหลือและคุ้มครองเจ้า?” ( 2:107)


ในอายะนี้แจ้งให้เราทราบว่า จักวาลทั้งหลาย คือ อาณาจักรของ พระองค์อัลลอฮ์ ผู้มีอำนาจสูงสุด มันจะเป็นการเสียเวลา และไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับผู้ที่ นับถือพระเจ้าหลายองค์ และ บรรดา ผู้ที่ กราบเคารพบูชารูปั้น หรือ พระเจ้า ในจินตนากากร ของเขา รวมทั้งตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใดก็ตาม เพราะ สิ่งที่พวกเขากราบ เคารพบูชานั้น ไม่อาจจะ ช่วยเหลือ และคุ้มครอง พวก เขา ได้ นอกจาก อัลลอฮ์


เมื่อใดก็ตาม เมื่อมุสลิม ยึด ตัวบุคคลเข้า มาเป็นส่วนหนึ่ง ของความ ศรัทธา อัลลอฮ์ และศาสนาของพระองค์แล้ว ถือว่าเป็นการสร้างภาคี, การที่เกิดมี นิกายซุนนีย์ หรือ “ชีอะฮฺ” และ นิกายอื่นๆ ขึ้น ในศาสนาอิสลามนั้น ก็เพราะ หลังจากท่านรอซูลสิ้นชีวิตไปแล้ว มุสลิมหันไปยึดถือตัวบุคคล เป็นหลัก แทนที่จะ ปฎิบัติตามอัลกุรอานแต่เพียงอย่างเดียว


การยึดเอาตัวบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธาต่ออัลลอฮ์นั้น เป็นอันตรายมาก เพราะจะนำไป ถึงความศรัทธาในรูปแบบ ของ ชาวคริสเตียน ที่มีต่อท่านนบีอีซา, ความรักจนกลายเป็นความหลงใหล ในตัวศาสดานั้น ต่างจากการมีความรักและการเชื่อฟังคำสอนของศาสดา, อัลกุรอานสอนให้เรารัก และเชื่อฟังท่านรอซูล แต่สอนให้เรามี “ศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น” ซึ่งท่านรอซูลทุกๆท่านก็สอนเช่นเดียวกัน,คือ


اللّهُ لا إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ


การแตกแยกกันในมุสลิม เป็นนิกายต่างๆนั้น เพราะเกิดจากการไม่ยึดถือ อัลกุรอาน แต่เพียงอย่างเดียว


อัลกุรอานไม่ใช่เป็นของ มุสลิม หรือ ชาวอรับ เท่านั้น แต่เป็นของมนุษย์ชาติ อัลกุรอานเป็น หนังสือ ของ พระเจ้า ซึ่งมีคนอ่าน มากที่สุดในโลก ทั้งมุสลิมและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม “Message” หรือ ข่าวสารของพระองค์อัลลอฮ์ ฉบับนี้ “อัลกุรอาน” มีเนื่อหาที่ เมื่อผู้อ่านเข้าใจแล้ว จะเกิดศรัทธา ในศาสนาอิสลาม โดยไม่ต้องมีการบังคับหรือ ชักชวน


สำหรับเวบ “มุสลิมหนุ่มสาว นั้น” ผมเข้าไปอ่านดู แต่ยังไม่ละเอียดพอ และยังไม่ทราบว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริง อย่างไร? และไม่ทราบว่า คุณ NOP จะให้ผมพิจารณาในแง่ใด? และ ในช่วง ระยะ 2-3 วันนี้ ในอเมริกา มีความลำบากในการ เข้า เวบ จาก ประเทศไทยวันนี้ ขอเพียงเท่านี้ก่อน


wassalam


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
คนทำดีได้ดี
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2005
ตอบ: 10


ตอบตอบ: Tue Jul 12, 2005 11:08 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Wed Jul 13, 2005 1:54 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam


คุณ NOP

ผมขอเพิ่มเติมข้อความในย่อหน้านี้:

การยึดเอาตัวบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธาต่ออัลลอฮ์นั้น เป็นอันตรายมาก เพราะจะนำไป ถึงความศรัทธาในรูปแบบ ของ ชาวคริสเตียน ที่มีต่อท่านนบีอีซา, ความรักจนกลายเป็นความหลงใหล ในตัวศาสดานั้น ต่างจากการมีความรักและการเชื่อฟังคำสอนของศาสดา, อัลกุรอานสอนให้เรารัก และเชื่อฟังท่านรอซูล แต่สอนให้เรามี “ศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น” ซึ่งท่านรอซูลทุกๆท่านก็สอนเช่นเดียวกัน

ข้อความสีน้ำเงิน เพิ่มเติมเป็น:

อัลกุรอานสอนให้เรารัก และเชื่อฟัง ท่านรอซูล แต่สอนให้เรา กราบเคารพสักการะ และยึดมั่นศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น”



wassalam


แมทท์


ปล. คำถามของคุณ "คนทำดีได้ดี" น่าคิด, " ทำไมอิสลามห้ามไม่ให้ผู้หญิงไปดูละคร ไปดูหนังล่ะคะ"? คำถามนี้ คุณ Nop เห็นเป็นอย่างไร?


ผมไม่ทราบว่า ศาสนาอิสลาม ห้าม "มุสลิมดูภาพยนตร์" ทราบแต่ว่า, ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม ในอเมริกา รัฐบาลออกกฎหมายควบคุม และห้าม ทั้งหญิงและชาย เด็ก ที่ไม่บรรลุนิติภาวะ ที่ไม่สามารถจะตัดสินด้วย ตนเอง ว่า สิ่งใดดี และ สิ่งใด ชั่ว ดูภาพยนตร์ หรือ ชม ทีวี โดยไม่ได้ รับการ พิจารณาและ ยินยอมจาก ผู้ปกครอง แต่ถ้าจะห้ามแต่ เพศหญิงอย่างเดียว โดยไม่มีเหตุผล และไม่ห้ามเพศชาย นั้น มันก็ดูกระไรอยู่ ไม่ทราบว่า ใช้บรรทัดฐานอะไร?


ในสมัย 1400 กว่าปีมานั้น ยังไม่มีใครทราบว่า "ภาพยนตร์ คืออะไร? พระองค์อัลลอฮ์ พระองค์เท่านั้น ที่ล่วงรู้ ในเรื่องนี้ พระองค์ จึง มีโองการใน ซูเราะฮฺ ลุกมาน อายะ 6 ว่า


“ แต่ในหมู่มนุษย์นั้นมีบรรดาผู้ซื้อเรื่องราวที่ไร้สาระ โดยปราศจาก ความหมาย, เพื่อทำให้ผู้คนหลงไปจากทางของอัลลอฮฺ และถือเอาเป็นเรื่องขับขัน สำหรับพวกเหล่านี้จะได้รับการลงโทษอันอัปยศยิ่ง (31:6)


เรื่องบอกเล่า, นิทาน, ตำนาน, ภาพยนตร์ มีทั้ง ชั่วทั้งดี ดังนั้น เนื้อหา ของ สิ่งที่กล่าวมานี้ ถ้ามีส่วนที่ จะทำหรือชักจูง ให้ มุสลิมให้ออก นอกทางของอัลลอฮ์ แล้ว เราก็ไม่ควร กระทำ อัลลอฮ์ไม่ เคย ห้ามสิ่งใดที่เป็นสิ่งดี สำหรับ มนุษย์ ถ้า เรื่องบอกเล่า, นิทาน, ตำนาน, ภาพยนตร์ เหล่านั้น เป็นสิ่งที่บรรจุเนื่อหาที่ อยู่ในแนวทางของอัลลอฮ์ ก็ไม่น่าที่จะเป็น สิ่งที่ต้องห้าม และสิ่งที่เลวแล้ว ควรจะห้ามทั้ง เพศหญิงและเพศชาย


คุณ NOP เห็นว่าอย่างไร?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักปฏิบัติ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3  ถัดไป
หน้า 2 จากทั้งหมด 3

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.21 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004