ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
ขอเชิญร่วมสร้างมัสยิด
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ขอเชิญท่านบริจาคสมทบทุน
โครงการก่อสร้างอาคาร
มัสยิดอนุรักษ์



โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ธนาคาร
กรุงไทย สาขาย่อยประเวศ
ประเภท กระแสรายวัน
เลขที่ 188 – 6 – 00316 – 5

>>>..ร่วมบริจาคคลิ๊ก!..<<<

ญะซากุมุ้ลลอฮุคอยร็อน


เมนูหลัก
 หน้าแรก(ข่าวสาร) :
 หน้าแรก
 ค้นหา
 หัวข้อเรื่องที่น่าสนใจ
 สำหรับสมาชิก :
 รายนามสมาชิก
 เข้าสู่ระบบ(สมัครสมาชิก!)
 ร่วมด้วยช่วยกัน :
 แนะนำบอกต่อ
 กระดานเสวนา
 
 สถิติของผู้เข้าชม :
 ยอดฮิตติดอันดับ
 แบบสำรวจ
 คู่มือและเอกสาร :
 ถาม-ตอบ
 วารสารประจำเวบ
 บริการอื่นๆ :
 ติดต่อลงโฆษณา
 ติดต่อเรา
 ห้องแสดงภาพ
 ดาวน์โหลด
 Mozaks_News

 เมนูทั่วไป :
เนตคุณแรงแค่ไหน!
ล้อเลียนการเมือง
เพิ่มเว็บนี้ใน Favourites !
เมล์ด่วนสายตรง
09:53:28
วัน : 16-12-2019
GMT : +0700

สาระวิชาการ
วิชาการ :
ศรัทธาและยึดมั่น
อัลฮะดีษ
จริยธรรมอิสลาม
ประเพณีและความเชื่อ
ประวัติศาสตร์อิสลาม
เหตุแห่งการประทานอัลกุรอาน
อุลูมุ้ลฮะดีษ
ตัฟซีรอัลกุรอาน
คอลัมน์ประจำ :
บทความทั่วไป
ตรรกวิทยา

ดาวน์โหลด

  1: ถาม-ตอบ
ดาวน์โหลด 284 ครั้ง

  2: ขุดโคตรชีอะ
ดาวน์โหลด 178 ครั้ง

  3: การทำแทน
ดาวน์โหลด 102 ครั้ง

  4: ศรัทธาแบบอิสลาม
ดาวน์โหลด 195 ครั้ง

  5: สัญญาณวันสิ้นโลก
ดาวน์โหลด 234 ครั้ง

  6: หลักยึดมั่น
ดาวน์โหลด 142 ครั้ง

..ดูทั้งหมด..

เว็บไซต์อนุรักษ์ซุนนะห์

เผยข้อเท็จจริงลัทธิชีอะห์:





แนวร่วมต่อต้านรอฟิเฏาะ

ภาษาอาหรับ

www.d-sunnah.net
www.fnoor.com
www.albrhan.com
www.wylsh.com
www.khominy.com
http://dhr12.com
www.albainah.net
www.ansar.org
www.almanhaj.com
www.almhdi.com

ภาษาอังกฤษ

www.ahlelbayt.com


หนังสือใหม่
ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้


รู้ทันชีอะฮ์



เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม
ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์
ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619


ข่าวสาร
หนังสือพิมพ์ไทย :
ไทยรัฐ
เดลินิวส์
กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวสด
ผู้จัดการออนไลน์
มติชน
ประชาไทย
ไทยนิวส์
ศูนย์ข่าวอิศรา
หนังสือพิมพ์อาหรับ :
الاهرام
الجمهورية
الوطن
القبس
البيان
الاتحاد
الرأي العام
الشرق الأوسط
السياسة
دار الخليج
ตำราศาสนาภาษาอาหรับ :
almeshkat
almaktba
kribani
sahab
internet radio
จส.100
คลื่นประชาธิปไตย


บทความเรื่อง ฟิร๊อก กลุ่มแนวคิดบิดเบือน
ตอนชีอะห์อิหม่ามสิบสอง

อย่าให้กะลิมะห์ชะฮาดะห์ของผู้ใดมาล่อลวงเรา
อิสลามไม่มีนิกาย
ข้อแตกต่างด้านโครงสร้างศาสนาของซุนนะห์กับชีอะฮ์
อัลกุรอานและฮะดีษตามความเชื่อของชีอะฮ์
อายะห์อัลกุรอานที่ขาดหาย
"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ครอบครัวและวงศ์วานของท่านนบี
ภรรยาของนบีคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์"
ฮะดีษซะก่อลัยน์ สิ่งหนักทั้งสอง
ใครคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ที่ระบุในซูเราะห์อัลอะห์ซาบ อายะห์ที่ 33
ฮะดีษกิซาอ์
ท่านอาลีและครอบครัว จากซูเราะห์อัซชุอะรออ์ อายะห์ที่ 23
"อิมามะห์"การศรัทธาต่ออิหม่าม
คำสั่งแต่งตั้งอิหม่าม
หลักฐานแต่งตั้งอิหม่าม จากซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 55
อายะห์"อัตตับลีฆ" ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 67
มุบาฮะละห์
ฮะดีษ "มันซีละห์" เปรียบท่านนบีกับอาลีดั่งมูซากับฮารูณ
ละครฉากนี้ที่ "ฆ่อดีรคุม"
คำตอบจากท่านอาลี
อาลีช่วยด้วย !!
อาลี หรือ เยซู
นครแห่งความรู้
ฮุเซนมาจากฉันและฉันก็มาจากฮุเซน
ศอฮาบะห์ในมุมมองของชีอะห์
"อัศฮาบีย์" ประชาชาติของฉัน
ชีอะห์ใส่ร้ายศอฮาบะห์ว่าเป็นมุนาฟิก
พฤหัสบดีวิปโยค
จุดยืนของท่านอาลีที่มีต่อท่านอบูบักร์และท่านอุมัร
เมื่อท่านอาลีประณามและสาปแช่งชีอะฮ์

รายงานความคืบหน้าการนัดสนทนาระหว่างซุนนะห์กับชีอะฮ์


มุตอะฮ์ สมสู่ชั่วคราว 4





ส่งข้อความโดย : ผู้ติดตามตั้งแต่ต้น

เฮ้อ.............ชีอะห์ก็รู้ๆกันอยู่..??????



ส่งข้อความโดย : อยากรู้จัง

ถึงคุณชีอะฮฺ... คุณต้องบอกก่อนว่า คุณเชื่อว่าอัลกุรอานครบไหม
เชื่อว่าหะดีษบุคอรีย์ที่นำมาเสนอเศาะหี้หฺไหม ?
แล้วก็นำมาวิเคราะห์เหมือนคุณเด็กอนุรักษ์ไง
ได้คำตอบแล้วคงจะชัดเจนนะคร้าบ
............
ถ้าหากคุณไม่เชื่อกุรอานครบ
ไม่เชื่อความเศาะหี้หฺของหะดีษที่เรานำมาเสนอ
มันก็ไม่มีประโยชน์นี่ครับที่คุณจะมาวิพากษ์วิจารณ์ให้เสียหาย
...................
ก็บอกแล้วทั้งหะดีษห้ามและไม่ห้าม เศาะหี้หฺทั้งคู่
แล้วมันขัดกันไหม ? เด็กอนุรักษ์ก็บอกแล้วว่าไม่ขัดกัน โดยอธิบายให้เข้าใจอย่างละเอียด ผมว่าผมเข้าใจดีแล้วก็เลยออกความเห็นในส่วนที่ผมเข้าใจ
ผมผิดด้วยหรือ ?
.................
หะดีษจากท่านอลีบอกว่า ท่านนบีห้ามมุตอะฮฺ
หะดีษจากอิบนุฮุซอยน์ว่า ท่านนบีไม่ได้ห้าม
เมื่อเศาะหี้หฺทั้งสองหะดีษ เราจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เราก็ผนวกหะดีษเหมือนที่คุณเด็กอนุรักษ์บอกไง
เป็นการยึดมั่นแบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
.................
ผมแนะนำว่า ถ้าคุณชีอะฮฺยึดมั่นท่านอาลีเป็นอิหม่ามก็ควรตามท่านอาลีนะครับ
เป็นการไม่ล้ำหน้าอะฮฺลุลบัยต์ ได้บุญนะจาบอกห้าย



ส่งข้อความโดย : กงซุล

ตอบตรงนี้มาก่อน อยากรู้ ว่าพวกคุณถือฮาดิษใหนกันแน่ใน บุคคอรี ก็ฮาดิษนี้ข้างล่างนี้บอกไม่ยกเลิก ที่บอกอธิบายมาหมดยังไม่เข้าใจนะ ขอเรียนว่าตรงข้อถามข้างล่างนี้ยังไม่อธิบาย
""""""โปรด อธิบาย อย่าเบนประเด็น"""""""
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
واخرج البخاري عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ، ففعلناها مع رسول الله ، ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات ، قال رجل برأيه ما شاء .
บุคอรีได้นำออกรายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า :
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกุตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ)
ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน
และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย



ส่งข้อความโดย : อยากรู้จัง

แล้วที่ท่านอลีบอกว่าท่านรสูลห้ามล่ะ
คุณจะว่าอย่างไรจ้ะ



ส่งข้อความโดย : กงซุล

ตอบก่อนสิแล้วค่อยถาม เดี๋ยวเขาตอบแน่
ถ้าตอบไม่ได้ก็บอกมา จะได้ไม่เสียเวลาเขา มันซอเฮียะทั้งคู่ ที่บอกว่ายกเลิก และไม่ยกเลิกจนวันตาย ต้องกินพาราก่อนป่าว สวนกันแบบนี้เคียดป่าว
ตอบมา ตอบมา กิกิ้ว กิกิ้ว



ส่งข้อความโดย : ชีอะฮ์

ว่าจะส่งหลักฐานชีอะฮ์ไปให้ท่านIRFและเด็กอนุรักษ์ได้ชมสักหน่อย
แต่ดันมีพวก ลิ่วล้อ ออกมา แสดงตัวแบบกองเชียร์
พล่ามพูดไปเรื่อยๆนะจ๊ะ มีปากมีมือ ถ้าไม่เมื่อย ก็โพสต์เข้ามาเรื่อยๆนะจ๊ะ
ผมจะได้อ่านเวปนี้บ้าง เวปอื่นบ้างสลับไปเรื่อยๆ
เพราะผมไม่สะเทือนหรอกกับ การเย้ายวนกวนใจของพวกท่าน เรื่องปะกะติจ้า
คือว่า หนุกดีอะ รู้สึกอบอุ่นที่มีคนอุตส่าถามถึงบ่อยๆ
ไปล่ะ อีกสองสามชั่วโมง ค่อยเวียนมาดูใหม่นะคร๊าบ
555555555555555555555555555555555555555555555555555555



ส่งข้อความโดย : ชีอะฮ์

ยืนยันข้อมูลเดิม
No. : 13078
ข้อความ: No. : 13069
ข้อความ: จากชีอะฮ์คนเดิม ที่ไม่เคยแหนงหน่ายต่อการถามตอบของท่านสุนนะทั้งหลาย
แค่ข้ามคืนจากวันที่15 ถึง16 พวกท่านก็ส่งคำถาม และคำวิจารณ์มายังผมมากมาย
ผมรู้สึกยกย่องสรรเสริญในความรักพวกพ้องของท่านสุนนะทั้งหลายจังครับ
พวกท่านจะพูดจะใช้คารมณ์ปราศัยอย่างไรก็ตามถนัดเถิด ท่านมีสิทธิ
แต่ผมขอเข้าเรื่องดีกว่า ฮะดีษที่ผมบอกกับคุณIRFและคุณเด็กอนุรักษ์ว่ามันขัดแย้งกัน ไม่ใช่ฮะดีษที่รายงานว่า มุตอะฮ์เคยถูกยกเลิกที่คอยบัร หรือที่เอาตอส และท้ายสุดมายกเลิกที่วันพิชิตมักกะฮ์นะครับท่าน อย่าเข้าใจผิด
ฮะดีษที่ผมเอามาถามว่ามันขัดแย้งกันคือฮะดีษบทนี้ครับท่านทั้งหลาย
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
واخرج البخاري عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ، ففعلناها مع رسول الله ، ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات ، قال رجل برأيه ما شاء .
บุคอรีได้นำออกรายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า :
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกุตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ)
ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน
และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย
มีชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ข้อความฮะดีษบุคอรีตรงคำว่า -
(( และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย))
พวกท่านอ่านมันไม่เข้าใจหรือ ทำไมถึงมาตำหนิผม
ในเมื่อท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ไม่เคยห้ามมุตอะฮ์ หรือไม่เคยยกเลิกมุตอะฮ์จนท่านตาย
พวกท่านอ่านออก แต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจหรือครับ
นี่ต่างหากคือสาเหตุที่ผมวิงวอนสุนนะให้ช่วยอธิบาย
อย่าพึ่งกล่าวหาผมเลยครับว่าผมหยิบฮะดีษมายำ
หรือท่านสุนนะจะเอาฮะดีษบุคอรีบทนี้ต้มซุป
เก่งจังนะครับเรื่องหาคดีให้ผม เป้นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคยมีทัศนะคติที่ดีเลย
ขอฝากไว้เท่านี้ครับ อ้อไม่ต้องห่วงนะครับเรื่องหลักฐานที่อนุญาติให้ทำมุตอะฮ์ของชีอะฮ์ เห็นทวงถามกันไม่เลิกลา เดี๋ยวจะจัดให้ หลังได้รับคำอธิบายในฮะดีษบุคอรี
บทนี้ก่อน เท่านี้ล่ะครับ
ผู้ส่ง: ชีอะฮ์ : IP : 203.144.187.18



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ตอนนี้ชีอะฮ์ทำได้ก็แค่ช่วยกันยกต้นเดิมๆ มาฉายใหม่ แล้วก็บอกว่ายังไม่อธิบาย ทั้งที่ได้อธิบายไปแล้ว ย้อนกลับไปอ่านกันบ้างนะชีอะฮ์เอ๋ย เอ้า..เอามาให้อ่านอีกทีจะได้ไม่เสียรังวัด
*******************************************************
ทำไมเมื่อท่านนบีได้ห้ามแล้วซอฮาบะฮ์ยังทำกันอีก ตามตัวบทที่ชีอะฮ์นำมาอ้างว่า
عن جابر بن عبد الله قال : كنا نستمتع بالقبضة من التمر والدقيق ، الايام ، على عهد رسول الله ( ص ) وابى بكر حتى نهى عنه عمر ، .
ท่านญาบิร บินอับดิลาฮ์ได้รายงานว่า : เราเคยทำมุตอะฮ์กันหลายวันด้วยอินทผาลัมและแป้ง ในสมัยท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ) และ(สมัย)ท่านอบูบักร จนกระทั่งท่านอุมัรได้สั่งห้ามเรื่องนั้น

ขอทำความเข้าใจในคำที่มีผู้กล่าวว่า ซอฮาบะฮ์ยังทำกันอยู่ เพราะคำนี้ต้องมีข้อยกเว้น ไม่ใช่จะเข้าใจว่า ซอฮาบะฮ์ทุกคนได้กระทำ หากไม่มีรายงานเราก็อย่าไปทึกทักเอาเอง ว่าบรรดาซอฮาบะฮ์ทั้งหมดได้กระทำ ฉะนั้นคงมีเฉพาะบางคน และบางคนในที่นี้ก็คือบางคนที่ยังไม่รู้คำสั่งห้าม
ถ้าท่านได้อ่านข้อความของคุณ IRF ก่อนหน้านี้ก็คงจะได้ความเข้าใจเป็นพื้นฐานแล้วว่า ซอฮาบะฮืของท่านรอซูลทุกคนไม่ใช่ว่าจะได้ยินคำพูดของท่านนบีด้วยตัวเองทั้งหมดทุกคน บางคนรู้จากเพื่อนซอฮาบะฮ์ด้วยกัน และบางคนก็รู้ในขณะท่านนบียังมีชีวิตอยู่, บางคนรู้ในยุคของท่านอบูบักร์ และบางคนรู้ในยุคของท่านอุมัรก็มี ตัวอย่างเช่น
ฮะดีษเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดที่เกิดในแคว้นชาม ซึ่งเป็นยุคของท่านอุมัร ขณะท่านอุมัรและซอฮาบะฮ์อีกหลายคนเดินทางไปจะเข้าเขตชาม บางท่านได้เสนอแนะแก่ท่านอุมัรว่า อย่าเข้าไปเลยเพราะมีโรคระบาด อีกส่วนหนึ่งก็บอกว่า เข้าไปเถอะท่านจะหนีกอดัรของอัลลอฮ์ได้อย่างไร ท่านอุมัรได้ถามเหล่าซอฮาบะฮ์ว่า มีใครเคยได้ยินเรื่องนี้จากท่านนบีบ้าง ท่านอับดุลเราะฮ์มาน บิน เอาวฟ์ จึงบอกว่า “ฉันเคยได้ยินท่านนบีกล่าวว่า ที่ใดเกิดโรคระบาดก็อย่าได้เข้าไปที่นั้น และคนในที่นั้นก็อย่าออกนอกพื้นที่” คำพูดของท่านนบีในเรื่องนี้บรรดาซอฮาบะฮืบางท่านเพิ่งจะทราบในยุคของท่านอุมัรนี่เอง
ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ซอฮาบะฮ์จะรายงานเฉพาะข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ในขณะนั้น เหมือนอย่างท่านญาบิรรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์มุตอะฮ์ที่ได้ประสบในยุคนบี แต่ท่านเพิ่งได้ยินคำสั่งตอนสมัยของท่านอุมัร
แล้วคำรายงานของญาบิรนี้บอกว่าท่านอุมัรเป็นผู้สั่งห้ามหรือ แล้วจะค้านกันไหม กับฮะดีษอื่นๆ ที่คุยกันไปแล้วว่า ท่านนบีเป็นผู้ห้าม คำตอบคือ ไม่ค้านกันแน่นอนครับ แต่จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราจะได้อธิบายกันต่อไป
ส่วนคำรายงานของ อิมรอน บินฮุศอยน์ที่ชีอะฮ์นำมาอ้างก็เช่นเดียวกันคือ
واخرج البخاري في صحيحه عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ، ففعلناها مع رسول الله ، ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات ، قال رجل برأيه ما شاء .
บุคอรีได้นำออกรายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า : อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกุตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ)
ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน
และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย
มีชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์
ฮะดีษนี้ท่านอิมรอนไม่ได้รายงานผิดพลาดเลยว่า ไม่มีอัลกุรอานลงมาห้าม อันนี้ถูกต้องครับ เพราะคำสั่งห้ามคือฮะดีษหลายบทที่เสนอไว้แล้ว ส่วนคำของท่านอิมรอนที่บอกว่า ท่านรอซูลก็ไม่ได้ห้ามนั้น ก็เป็นกรณีเดียวกันกับท่านญาบิร ท่านซอฮาบะฮ์ท่านนี้ไม่เคยได้ยินคำห้ามจากท่านนบี แต่ซอฮาบะฮ์ท่านอื่นที่ได้ยินก็รายงานว่าท่านนบีห้าม
ชาวซุนนะฮ์ไม่ได้ปฏิเสธการรายงานฮะดีษบทใดในซอเฮียะฮ์บุคคอรีหรือซอเฮียะฮ์มุสลิม และก็เข้าใจว่าฮะดีษเหล่านั้นไม่ได้ขัดกัน ต่างกับชีอะฮ์ที่มองว่าขัดกัน แล้วก็เอาต้นนี้ทิ้งต้นโน้น และต้นนี้ที่เอาอย่างชีอะฮ์ก็คือ เอาการรายงานของท่านญาบิรและท่านอิมรอน และทิ้งต้นโน้น คือต้นโน้นที่ท่านอาลีรายงาน เพราะความไม่เข้าใจใช่ไหม จึงทิ้งท่านอาลีได้ลงคอหรือชีอะฮ์เอ๋ย



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ทำไมชีอะฮ์กระหายจะตามซอฮาบะฮ์ที่ชื่อ อิมรอน บินฮุศอยน์ เหลือเกิน แล้วก็เมินคำรายงานของท่านอาลี ไม่ตามอะฮ์ลุ้ลบัยต์กันแล้วซินะ หรือจะบอกว่า รายงานของท่านอิมรอน แข็งแรงว่าเพราะนำจากบุคคอรี ส่วนรายงานของท่านอาลีเอามาจากมุสลิม แต่เข้าใจผิดขอรับท่าน เพราะรายงานของท่านอาลีนี้ก็มีอยู่ในบุคคอรีเช่นเดียวกันดังนี้
عن علي بي أبي طا لب رضى الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم نهى عن متعة النساء
يوم خيبر وعن أكل الحمر الأنسية
“ท่านอาลีรายงานว่า แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ได้ห้ามมุตอะฮ์สตรีในวันคอยบัร และห้ามกินเนื้อลาบ้าน”



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

อ้าว...แล้วชีอะฮ์เข้ามา ทำไมไม่เอาหลักฐานว่า อะฮ์ลุ้ลบัยต์ไม่ห้ามมุตอะฮ์ อย่างที่อ้างมาแสดงด้วยละ เราจะได้รู้กันว่า อะฮ์ลุ้ลบัยต์ขัดกันเองหรือเปล่า



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

อ้อ..ไม่ได้ลงกำกับไว้ เดี๋ยวจะว่าอ้างลอยๆ
عن علي بي أبي طا لب رضى الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم نهى عن متعة النساء
يوم خيبر وعن أكل الحمر الأنسية
“ท่านอาลีรายงานว่า แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ได้ห้ามมุตอะฮ์สตรีในวันคอยบัร และห้ามกินเนื้อลาบ้าน” จากบุคคอรี เลขที่ 3894



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ผมได้อธิบายไปแล้ว (อย่าหลอกชาวบ้านว่าไม่ได้อธิบาย..อย่ากลบเกลื่อนกันด้วยวิธีตื้นๆ เสียหายสถาบันชีอะฮ์นะครับ)
ผมเคยพูดว่า ชีอะฮ์ถามผมก็ตอบ แต่ผมถามชีอะฮ์ไม่ตอบ
ผมได้อธิบายแล้วว่า ชาวซุนนะฮ์เข้าใจฮะดีษทั้งในบุคคอรีและมุสลิมนั้นไม่ขัดกัน แต่ชีอะฮ์ว่าขัดกัน แต่ที่ยังแปลกใจอยู่ไม่หายก็คือ ฮะดีษที่ชีอะฮ์ว่าขัดกันนั้นคือ
1 - รายงานโดยท่านอาลี (จากบุคคอรี และมุสลิม)
2 - รายงานโดยท่านอิมรอน (จากบุคคอรี)
3 - รายงานโดยท่านญาบิร (จากมุสลิม)
เมื่อคำรายงานขัดกันในความเข้าใจของชีอะฮ์ แต่ชีอะอ์กลับทิ้งคำรายงานของท่านอาลีซะอย่างงั้นแหละ



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ผมเอาคำรายงานของท่านอาลี อิบนิอบีตอเล็บมาแสดงให้เห็นว่า ท่านนบีห้ามุตอะฮ์
ชีอะฮ์ของเอารายงานของท่านอาลีว่านบีไม่ห้ามมาให้ดูบ้างซิ
เอ้..หรือว่า อาลี ของชีอะฮ์จะคนละคนกัน กับท่านอาลีอิบนิอบีตอเล็บ



ส่งข้อความโดย : ผู้ติดตาม

ไม่ขัดกันได้ไง อันหนึ่ง บอกไม่ยกเลิก อันหนึ่งบอกยกเลิก ยังงงี้เรียกว่าคล้อยตามไม่ใช่ขัดกันเหรอ
แปลยังไง ก็ยังคงเห็นขัดกัน

ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

หากคุณ "ผู้ติดตาม" จะไม่ฟังคำอธิบาย คุณจะเอาตามตัวอักษรก็ไม่เป็นไร
แต่ผมถามว่าใครขัดกับใคร
1 - รายงานโดยท่านอาลี (บอกว่านบีห้าม)
2 - รายงานโดยท่านอิมรอน (บอกนบีไม่ห้าม)
เมื่อคำรายงานขัดกันในความเข้าใจของชีอะฮ์ แต่ชีอะอ์กลับทิ้งคำรายงานของท่านอาลีซะอย่างงั้นแหละ หรือว่า อาลีของชีอะฮ์ ไม่ใช่อาลี อิบนิอบีตอเล็บ



ส่งข้อความโดย : ผู้ติดตาม

รอการแสดงหลักฐานเพิ่มเติม และสรุปรวบยอดทั้งสองทัศนะ ทั้งที่เห็นว่า มุตอะเป็นสิ่งที่อนุญาติ และทัศนะที่เห็นว่าต้องห้าม
ซึ่งล้วนมีหลักฐานและการวินัจฉัย ของบรรดา อุลามาอฺ
ทั้งนี้เพราะหลักฐานที่อ้างมาเรื่องต้องห้ามนั้น มาจากฝ่าย ซุนนะ ทั้งสิ้น และมีความขัดแย้งกันในรายงานที่น่าเชื่อถือนั่นเอง
แต่ฝ่ายชีอ๊ะนั้น มีรายงาน มากมาย ที่อนุญาติให้ทำมุตอ๊ะได้ กำลังสรุปและรวบรวมตอบข้อสงสัยของท่าน เพื่อปิดประเด็นนี้ไป เพราะที่สนทนากันมาเพียงพอแก่การสรุปแล้ว
อดใจรอ อีกนิดหน่อย ภายในวันนี้แหละ



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

คุณผู้ติดตาม อยากจะสรุปเหลือเกิน เอ้า...สรุปกันไปแต่ไม่ต้องสรุปเผื่อผมหรอก เพราะชีอะฮ์เป็นผู้สรุปผลก็ออกมาก็เป็นอย่างที่ชีอะฮ์จะเอา
ว่าแต่จะสรุปของฝ่ายชีอะฮ์นะ จะเอาอะไรมาสรุปละ เพราะได้แต่พูดลอยๆว่า อะฮ์ลุ้ลบัยต์ไม่ได้ห้ามมุตอะฮ์ แล้วก็ไม่ยอมนำมาแสดง และจะสรุปอะไร...



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

วันนี้เรามาอธิบายความกันต่อครับ
หลังจากที่ได้เราได้รับทราบข้อบัญญัติแล้วว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ได้ห้ามมุตอะฮ์ ตามตัวบทหลักฐานที่ได้แสดงและอธิบายไปแล้ว แต่ยังมีประเด็นที่มีผู้ข้องใจว่า แล้วฮะดีษที่บอกว่าท่านอุมัรเป็นผู้ห้ามในเรื่องนี้จะว่าอย่างไรคือ
حتى نهى عنه عمر
“จนกระทั่งท่านอุมัรได้ห้ามในเรื่องนี้”
เราได้อธิบายไปก่อนแล้วว่า คำห้ามของท่านนบีในเรื่องมุตอะฮ์นี้ ซอฮาบะฮ์บางท่านยังไม่ทราบคำสั่งจึงยังถือปฏิบัติอยู่ จนกระทั่งท่านอุมัรได้ประกาศห้ามอีกครั้ง
คำประกาศห้ามของท่านอุมัรนี้ไม่ใช่เป็นคำประกาศที่ไม่มีต้นเรื่อง หรือท่านเป็นผู้ออกคำสั่งโดยพละการโดยไม่มีที่มาที่ไป แต่ท่านนบีได้เคยประกาศห้ามไว้ก่อนแล้ว ฉะนั้นคำห้ามของท่านอุมัรจึงเป็นการสำทับคำสั่งห้ามของท่านนบี เพื่อให้ประชาชนได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเท่านั่นเอง
เหมือนกับคำสั่ง เรื่องเมาไม่ขับ ที่บรรดาตำรวจจราจรตาม ส.น.ต่างๆ ได้ออกมากวดขัน จับ,ปรับ,ลงโทษอยู่ในขณะนี้ ถามว่าจราจรเป็นผู้ออกกฎเองหรือไม่ ตอบว่าไม่ใช่ เพียงแต่นำเอาคำสั่งของรัฐบาลมาบังคับใช้เพื่อให้ประชาชนได้ถือปฏิบัตินั่นแหละ
เพราะฉะนั้นการที่ท่านอุมัรได้ห้ามมุตอะฮ์ ก็คือท่านได้ตามที่ท่านนบีได้เคยห้ามไว้แล้วนั่นเอง
ส่วนคำรายงานของท่านอาลี (ที่ชีอะห์เป็นนำมาเสนอเอง) ว่า
لولا أن عمر نهى عن المتعة ما زنى إلا شقي
“หากไม่เป็นเพราะท่านอุมัรสั่งห้ามทำมุตอะฮ์ จะไม่มีใครทำซีนาเลยนอกจากคนไม่ดี”
คำของท่านอาลีข้างต้นนี้จะค้านกับคำรายงานในบุคคอรีและมุสลิมไหมว่า
عن علي بي أبي طا لب رضى الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم نهى عن متعة النساء
يوم خيبر وعن أكل الحمر الأنسية
“ท่านอาลีรายงานว่า แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ได้ห้ามมุตอะฮ์สตรีในวันคอยบัร และห้ามกินเนื้อลาบ้าน” จากบุคคอรี เลขที่ 3894
คำตอบคิอ ไม่ค้านกันเพระ ฮะดีษที่ท่านอาลีรายงานว่า มุตอะฮ์ถูกห้ามในวันคอยบัร ก็คือท่านอาลีได้รายงานเหตุการณ์ที่ได้ฟังจากท่านนบี ส่วนอีกต้นหนึ่งเป็นการรายงานของท่านอาลีในเหตุการณ์ที่ท่านอยู่ในยุคการปกครองของท่านอุมัร และเป็นการยืนยันว่า ท่านอุมัรก็ได้ห้ามมุตอะฮ์เหมือนที่ท่านนบีได้เคยห้ามไว้แล้วเช่นเดียวกัน ดังที่ท่านอุมัรได้กล่าวในขณะคุตบะฮ์ว่า
ان رسول الله صلى الله عليه وسلم أذن لنا في المتعة ثلاثا ثم حرمها
“แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ได้เคยอนุญาตให้พวกเราในเรื่องมุตอะฮ์ได้ 3 วัน แล้วท่านก็ห้ามมัน” อิบุนุมาญะฮ์ เลขที่ 1953
แล้วใครหนอบังอาจใส่ร้ายท่านอุมัรว่า มีสิทธิ์อะไรในการออกคำสั่งห้าม ...เฮ้อ...



ส่งข้อความโดย : อยากรู้จัง

ขอบคุณคุณเด็กอนุรักษ์มากที่ให้ความกระจ่างกับพวกเรา
สรุปว่า เราเชื่ออัลกุรอา อัลหะดีษ และเราก็เชื่ออิหม่ามอะลีด้วยนะเออ
แล้วใครหนอกำลังล้ำหน้าท่านอลีในขณะนี้
ขออัลอฮฺทรงประทานฮิดายะฮฺแก่ผู้หลงทางด้วยเทอญ..อามีน



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ให้การบ้านชีอะฮ์ไว้หน่อย
ปกติคำว่า متعة นี้ถ้ากล่าวเพียงคำเดียวสามารถสื่อความหมายได้หลายอย่างเช่น
หมายถึง มุตอะตุ้ลฮัจญ์ (متعة الحج ) ก็ได้ คือการทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวอ์
หมายถึง มุตอะตุ้ลนิซาอ์ ( منعة النساء ) ก็ได้ คือการสมสู่ชั่วคราว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า نكاح المتعة
การบ้านที่จะให้คือ ฮะดีษจากบุคคอรีที่ชีอะฮ์ยกมาอ้างหลายครั้งว่า
واخرج البخاري في صحيحه عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ، ففعلناها مع رسول الله ، ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات ، قال رجل برأيه ما شاء .
บุคอรีได้นำออกรายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า :
อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกุตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ)
ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน
และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย
มีชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์

คำถามคือคำว่า المتعة ในฮะดีษที่ท่านยกมา หมายถึง มุตอะตุ้ลฮัจญ์ หรือ มุตอะตุ้ลนิซาอ์ และเพราะเหตุใด กรุณาอธิบายด้วยหลักฐาน
แล้วจะเข้ามาตรวจการบ้าน อย่าลืมทำส่งละ ไปละ



ส่งข้อความโดย : ชีอะฮ์

คำพิพากษาเรื่องมุตอะฮ์
ฝ่ายสุนนะกล่าวว่า – การนิกะฮ์มุตอะฮ์ ถือว่าฮะร่าม โดยมีหลักฐานมาจากฮะดีษ
แต่ชีอะฮ์ได้ค้านหลักฐานของสุนนะที่นำมาแสดง ด้วยเหตุผลดังนี้ :
1- ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ อายัตที่24 ประทานลงมาที่มะดีนะฮ์เรื่องอนุญาติให้นิกะฮ์มุตอะฮ์ได้ และไม่เคยมีอายัตใดในกุรอานลงมายกเลิกเรื่องนิกะฮ์มุตอะฮ์
2- ชีอะฮ์ไม่ยอมรับเรื่องที่สุนนะเอาฮะดีษมายกเลิกฮุก่มจากกิตาบุลเลาะฮ์
3- ฮะดีษที่สุนนะนำมาแสดงว่ามุตอะฮ์ถูกยกเลิก ไปค้านกับฮะดีษบุคอรีที่กล่าวว่านบี(ศ)ไม่เคยยกเลิกมุตอะฮ์จนเสียชีวิตดังนี้คือ :
واخرج البخاري عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ففعلناها مع رسول الله ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات قال رجل برأيه ما شاء
รายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า :
อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกุตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ) ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย มีชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์
ฮะดีษบุคอรีบทนี้ แสดงว่านบี(ศ)ไม่ได้ห้ามมุตอะฮ์ตลอดกาล เพราะคำว่า ร่อซู้ลไม่ได้ห้ามจนเสียชีวิต แสดงว่าฮุก่มนี้ ยังอนุญาตให้ทำได้
4- ฝ่ายสุนนะกล่าวว่า เหตุที่มีซอฮาบะฮ์บางกลุ่มยังทำมุตอะฮ์และบางกลุ่มหยุดทำเพราะว่า กลุ่มที่ทำยังไม่เคยได้ยิน ฮะดีษที่นบี(ศ)สั่งห้าม
ในทำนองเดียวกันฮะดีษบุคอรีบทนี้รายงานโดยท่านอิมรอน บินหุศ็อยนฺ ซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์ที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงสมัยการปกครองของท่านอะลี ดังฮะดีษบทนี้
روي البخاري في الصحيح في كتاب الصلاة عن عمران بن الحصين قال : صليت مع علي صلاة كنا نصليها مع رسو ل الله (ص)
รายงานจากบุคอรีในกิบาบุศศ่อลาตจากอิมรอน บิน หุศ็อยนฺ เล่าว่า : ฉันได้ละหมาดกับท่านอะลี ซึ่งเป็นละหมาดเดียวกันกับที่ฉันเคยละหมาดมันกับท่านรอซูลลุลลอฮ์(ศ)..
ในเมื่ออิมรอนได้รายงานฮะดีษบทที่ว่าท่านนบีไม่เคยสั่งห้ามเรื่องมุตอะจนท่านนบีตาย ซอฮาบะฮ์ที่ได้ยินก็ต้องเชื่อตามอิมรอนด้วย
หากสุนะอ้างว่าท่นอิมรอนอาจไม่เคยได้ยินฮะดีษที่ท่านนบีสั่งห้ามที่คอยบัรและที่วันเปิดเมืองมักกะฮ์นั้นมี ขอสังเกตดังนี้คือ ในยุคท่านอุมัรเป็นคอลีฟะฮ์ได้ให้ความไว้วางใจท่านอิมรอนถึงกับแต่งตั้งให้ไปเป็นโต๊ะกอฎี(ผู้พิพากษาด้านฟัตวาศาสนา)ที่เมืองบัสเราะฮ์ประเทศอิรัก ซึ่งประชาชนที่นั่นต่างได้รับความรู้มากมายจากท่านอิมรอน แค่ฮาดิษบทเดียวที่อ้างว่าท่านไม่ได้ยิน เป็นการวิเคราะห์ที่อ่อนเกินไป
การไปเอาฮะดีษที่เกิดขึ้นในสมัยท่านนบี(ศ)สั่งห้ามตอนคอยบัรมา เพื่ออ้างว่า ซอฮาบะฮ์บางคนยังทำมุตอะฮ์มาจนถึงยุคท่านอุมัร ถามว่าตอนวันเปิดเมืองมักกะฮ์ ซอฮาบะฮ์โดยส่วนมากก็ได้ยินกันทั้งหมดเรื่องนบีสั่งห้ามมุตอะฮ์ แม้แต่ผู้ที่เข้ารับอิสลามไหม่วันนั้นก็ได้ยิน กล่าวคือเป็นเรื่องที่ แพร่หลาย ถ้าจะมาอ้างว่าซอฮาบะฮ์ส่วนน้อยที่ไม่ได้ยินคำสั่งห้าม ก็เป็นไปไม่ได้หรือที่คนส่วนมากกลับปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังมาถึงยุคท่านอุมัร
นี่เป็นเพียงการนำเอาหลักฐานต่างๆทางฝ่ายสุนนะมาสนทนาและวิเคราะห์กันเท่านั้น
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ต่อไปนี้ชีอะฮ์ขอนำเสนอฮะดีษของอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ที่ซ่อฮี๊ห์มาแสดงว่า :
นิกะฮ์มุตอะฮ์ในฟิกฮ์ของชีอะฮ์ถือว่า อนุญาตให้ทำได้ และไม่ฮะร่าม ดังนี้ :
1-ท่านอิม่ามบาเก็รและท่านอิม่ามญะอ์ฟัร ซอดิกล่าวว่า :
إن رسول الله ( صلى الله عليه وآله ) أحل المتعة ولم يحرمها حتى قبض .
แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)อนุญาตให้ทำมุตอะฮ์ได้ และท่านไม่เคยสั่งห้ามทำมุตอะฮ์จนท่านเสียชีวิต
หนังสือวะซาอิลุชชีอะฮ์ เล่ม21 หน้า16 ฮะดีษที่26371
2-
عن أبي سارة قال : سألت أبا عبدالله ( عليه السلام ) عنها ، يعني المتعة ، فقال لي : حلال
จากอบี ซ้ารเราะฮ์เล่าว่า : ฉันได้ถามท่านอบาอับดิลละฮ์(นามแฝงของท่านอิม่ามญะอ์ฟัร) ถึงเรื่องทำมุตอะฮ์ ?
ท่านตอบฉันว่า : ฮะล้าล
จากหนังสือวะซาอิลุชชีอะฮ์ เล่ม21 หน้า8 ฮะดีษที่26363
ส่วนกรณีฮะดีษที่ท่านอะลีกล่าวว่า :
لولا أن عمر نهى عن المتعة ما زنى إل شقي
“หากไม่เป็นเพราะท่านอุมัรสั่งห้ามทำมุตอะฮ์ จะไม่มีใครทำซีนาเลยนอกจากคนไม่ดี”
ฮะดีษบทนี้สงสัยคุณเด็กอนุรักษ์คงเข้าใจอะไรผิดหรือก้แกล้งไขสือ
ตามความหมายแปลตามตัว ท่านอะลีกล่าวว่า หากแม้นว่าอุมัร ไม่สั่งห้ามเรื่องมุตอะฮ์ คือไม่อนุญาตให้ผู้คนทำมุตอะฮ์ คงไม่มีมุสลิมคนใดไปทำซีนา เพราะยังมีมุตอะฮ์เป็นทงออกสุดท้าย นอกจากคนเลวจริงๆที่ขนาดมีมุตอะฮืแล้วยังไปทำซีนาอีก
เพราะฉะนั้นฮะดีษบทนี้ท่านอะลีได้ตำหนิท่านอุมัร ไม่ใช่เห็นกับท่านอุมัรครับ
ส่วนกรณีที่กล่าวว่าชีอะฮ์ทำไมไม่ยอมรับฮะดีษที่ท่านอะลีรายงานว่าท่านนบีสั่งห้ามมุตอะฮ์ที่คอยบัร สาเหตุเพราะว่า คนรายงานตามหลักมุศเตาะละฮุลฮะดีษเป็นค่อบัรวาเฮ็ด ในขณะที่ไม่มีผู้ใดรายงานฮะดีษนี้เลย ด้วยเหตุนี้บุคอรีจึงมีนำฮะดีษบทนี้ออกรายงานไว้ในหนังสือซ่อฮี๊ห์ของเขาเอง นี่คือเหตุผลสำคัญที่ชีอ๊ะไม่ยึดฮาดิษนี้เป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก
อีกประการหนึ่งชีอะฮืที่เข้ามาไต่ถามเรื่องหลักฐานมุตอะฮ์จากสุนนะฮ์ไม่ได้หมายความว่า กำลังจะยอมรับหลักฐานของพวกสุนนะฮ์
เพราะชีอะฮ์มีหลักฐานเรื่องมุตอะฮ์จากตำราของชีอะฮ์อยู่แล้ว อย่าว่าแต่เรื่องมุตอะฮ์ ทั้งเรื่องอะกีดะฮืและอะห์กามทั้งหมดชีอะฮืก้ไม่จำเป็นต้องอาศัยตำราสุนนะฮ์ในการวินิจฉัย จากหลักฐานที่ได้นำมาแสดงทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ก็เพียงพอแล้วที่ยืนยันถึงการนิกะแลมุตอะฮ์เป็นสิ่งฮาล้าลในทัศนะของอิสลาม ส่วนสุนนะจะว่า ฮาหร่ามก็เป็นเรื่องฟิกฮ์ของสุนนะ แต่ข้อยืนยันของฝ่ายชีอ๊ะนั้นมีหลักฐานจากอัลกรุอ่านและฮาดิษจากบรรดาอะลุลบัยต์ที่ชัดแจ้งว่า อัลลอฮ(ซบ) และรอซูล(ศ) และลูกหลานนบี อนุมัติให้ทำนิกะมุตอะฮ์ได้จนถึงวันกิยามัติ
วัสลาม



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ไม่ยอมทำการบ้านซิ จึงตอบมาเลอะเทอะแบบนี้
กลับไปทำการบ้านแล้วเอามาส่งใหม่
ปกติคำว่า متعة นี้ถ้ากล่าวเพียงคำเดียวสามารถสื่อความหมายได้หลายอย่างเช่น
หมายถึง มุตอะตุ้ลฮัจญ์ (متعة الحج ) ก็ได้ คือการทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวอ์
หมายถึง มุตอะตุ้ลนิซาอ์ ( منعة النساء ) ก็ได้ คือการสมสู่ชั่วคราว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า نكاح المتعة
การบ้านที่จะให้คือ ฮะดีษจากบุคคอรีที่ชีอะฮ์ยกมาอ้างหลายครั้งว่า
واخرج البخاري في صحيحه عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ، ففعلناها مع رسول الله ، ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات ، قال رجل برأيه ما شاء .
บุคอรีได้นำออกรายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า :
อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกุตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ)
ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน
และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย
มีชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์
คำถามคือคำว่า المتعة ในฮะดีษที่ท่านยกมา หมายถึง มุตอะตุ้ลฮัจญ์ หรือ มุตอะตุ้ลนิซาอ์ และเพราะเหตุใด กรุณาอธิบายด้วยหลักฐาน
แล้วจะเข้ามาตรวจการบ้าน อย่าลืมทำส่งละ ไปละ
แล้วอย่าตอบแบบเลอะเทอะอีกละ



ส่งข้อความโดย : ชีอะฮ์

คุณ มาเป็น อ. ให้ชีอ๊ะทำการบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ เราไม่ใช่ลูกศิษย์คุณ
ตอบ เลอะเทอะหรือไม่ ผู้มีปัญญาตัดสินได้
ลองเอาการบ้านไปทำมั่งสิ
นบีสั่งยกเลิกมุติอะฮ์อะไร แล้วอุมัรสั่งยกเลิก มุตอะฮ์ ผมว่าคุณกินยาผิดซองป่าว เพิ่งนึกได้เหรอ ว่ามุตอะฮ์ ไม่รู้แปลว่าอะไร



ส่งข้อความโดย : ชีอะฮ์

คำพิพากษาเรื่องมุตอะฮ์
ฝ่ายสุนนะกล่าวว่า – การนิกะฮ์มุตอะฮ์ ถือว่าฮะร่าม โดยมีหลักฐานมาจากฮะดีษ
แต่ชีอะฮ์ได้ค้านหลักฐานของสุนนะที่นำมาแสดง ด้วยเหตุผลดังนี้
: 1- ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ อายัตที่24 ประทานลงมาที่มะดีนะฮ์เรื่องอนุญาติให้นิกะฮ์มุตอะฮ์ได้ และไม่เคยมีอายัตใดในกุรอานลงมายกเลิกเรื่องนิกะฮ์มุตอะฮ์
2- ชีอะฮ์ไม่ยอมรับในทัศนะที่สุนนะนำฮะดีษมายกเลิกฮุก่มจากกิตาบุลเลาะฮ์
3- ฮะดีษที่สุนนะนำมาแสดงว่ามุตอะฮ์ถูกยกเลิก ไปค้านกับฮะดีษบุคอรีที่กล่าวว่านบี(ศ)ไม่เคยยกเลิกมุตอะฮ์จนเสียชีวิตดังนี้คือ
: واخرج البخاري عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ففعلناها مع رسول الله ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات قال رجل برأيه ما شاء
รายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า :
อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกุตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ) ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย มีชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์
ฮะดีษบุคอรีบทนี้ แสดงว่านบี(ศ)ไม่ได้ห้ามมุตอะฮ์ตลอดกาล เพราะคำว่า ร่อซู้ลไม่ได้ห้ามจนเสียชีวิต แสดงว่าฮุก่มนี้ ยังอนุญาตให้ทำได้
4- ฝ่ายสุนนะกล่าวว่า เหตุที่มีซอฮาบะฮ์บางกลุ่มยังทำมุตอะฮ์และบางกลุ่มหยุดทำเพราะว่า กลุ่มที่ทำยังไม่เคยได้ยิน ฮะดีษที่นบี(ศ)สั่งห้าม
ในทำนองเดียวกันฮะดีษบุคอรีบทนี้รายงานโดยท่านอิมรอน บินหุศ็อยนฺ ซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์ที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงสมัยการปกครองของท่านอะลี จากหลักฐานดังฮะดีษบทนี้
روي البخاري في الصحيح في كتاب الصلاة عن عمران بن الحصين قال : صليت مع علي صلاة كنا نصليها مع رسو ل الله (ص)
รายงานจากบุคอรีในกิบาบุศศ่อลาตจากอิมรอน บิน หุศ็อยนฺ เล่าว่า : ฉันได้ละหมาดกับท่านอะลี ซึ่งเป็นละหมาดเดียวกันกับที่ฉันเคยละหมาดมันกับท่านรอซูลลุลลอฮ์(ศ)..
ในเมื่ออิมรอนได้รายงานฮะดีษบทที่ว่าท่านนบีไม่เคยสั่งห้ามเรื่องมุตอะจนท่านนบีตาย ซอฮาบะฮ์ที่ได้ยินก็ต้องเชื่อตามอิมรอนด้วย หากสุนนะอ้างว่าท่นอิมรอนอาจไม่เคยได้ยินฮะดีษที่ท่านนบีสั่งห้ามที่คอยบัรและที่วันเปิดเมืองมักกะฮ์นั้นมี ขอสังเกตดังนี้คือ
ในยุคท่านอุมัรเป็นคอลีฟะฮ์ได้ให้ความไว้วางใจท่านอิมรอนถึงกับแต่งตั้งให้ไปเป็นโต๊ะกอฎี(ผู้พิพากษาด้านฟัตวาศาสนา)ที่เมืองบัสเราะฮ์ประเทศอิรัก ซึ่งประชาชนที่นั่นต่างได้รับความรู้มากมายจากท่านอิมรอน แค่ฮาดิษบทเดียวที่อ้างว่าท่านไม่ได้ยิน เป็นการวิเคราะห์ที่อ่อนเกินไป
การไปเอาฮะดีษที่เกิดขึ้นในสมัยท่านนบี(ศ)สั่งห้ามตอนคอยบัรมา เพื่ออ้างว่า ซอฮาบะฮ์บางคนยังทำมุตอะฮ์มาจนถึงยุคท่านอุมัร เพราะซอฮาบะฮ์บางคนไม่เคยได้ยินนั้น
ถามว่าตอนวันเปิดเมืองมักกะฮ์ ซอฮาบะฮ์โดยส่วนมากก็ได้ยินกันทั้งหมดเรื่องนบีสั่งห้ามมุตอะฮ์ แม้แต่ผู้ที่เข้ารับอิสลามไหม่วันนั้นก็ได้ยิน กล่าวคือเป็นเรื่องที่ แพร่หลาย ถ้าจะมาอ้างว่าซอฮาบะฮ์ส่วนน้อยที่ไม่ได้ยินคำสั่งห้าม ก็เป็นไปไม่ได้หรือที่คนส่วนมากกลับปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังมาถึงยุคท่านอุมัร
นี่เป็นเพียงการนำเอาหลักฐานต่างๆทางฝ่ายสุนนะมาสนทนาและวิเคราะห์กันเท่านั้น เพื่อชี้ให้เห็นว่า หลักฐานที่อ้างว่าการ อมุตอะฮ์ได้ถูกยกเลิกนั้นเป็นเรื่องที่ขัดกันเองทำให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ต่อไปนี้ชีอะฮ์ขอนำเสนอฮะดีษของอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ที่ซ่อฮี๊ห์มาแสดงว่า :
นิกะฮ์มุตอะฮ์ในฟิกฮ์ของชีอะฮ์ถือว่า อนุญาตให้ทำได้ และไม่ฮะร่าม ดังนี้ :
1-ท่านอิม่ามบาเก็รและท่านอิม่ามญะอ์ฟัร ซอดิกล่าวว่า :
إن رسول الله ( صلى الله عليه وآله ) أحل المتعة ولم يحرمها حتى قبض .
แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)อนุญาตให้ทำมุตอะฮ์ได้ และท่านไม่เคยสั่งห้ามทำมุตอะฮ์จนท่านเสียชีวิต
หนังสือวะซาอิลุชชีอะฮ์ เล่ม21 หน้า16 ฮะดีษที่26371
2-
عن أبي سارة قال : سألت أبا عبدالله ( عليه السلام ) عنها ، يعني المتعة ، فقال لي : حلال จากอบี ซ้ารเราะฮ์เล่าว่า : ฉันได้ถามท่านอบาอับดิลละฮ์(นามแฝงของท่านอิม่ามญะอ์ฟัร) ถึงเรื่องทำมุตอะฮ์ ? ท่านตอบฉันว่า : ฮะล้าล
จากหนังสือวะซาอิลุชชีอะฮ์ เล่ม21 หน้า8 ฮะดีษที่26363
ส่วนกรณีฮะดีษที่ท่านอะลีกล่าวว่า :
لولا أن عمر نهى عن المتعة ما زنى إل شقي
“หากไม่เป็นเพราะท่านอุมัรสั่งห้ามทำมุตอะฮ์ จะไม่มีใครทำซีนาเลยนอกจากคนไม่ดี”
ฮะดีษบทนี้สงสัยคุณเด็กอนุรักษ์คงเข้าใจอะไรผิดหรือก้แกล้งไขสือ เพราะตามความหมายแปลตามตัว ท่านอะลีกล่าวว่า หากแม้นว่าอุมัร ไม่สั่งห้ามเรื่องมุตอะฮ์
คือไม่อนุญาตให้ผู้คนทำมุตอะฮ์ คงไม่มีมุสลิมคนใดไปทำซีนา เพราะยังมีมุตอะฮ์เป็นทงออกสุดท้าย นอกจากคนเลวจริงๆที่ขนาดมีมุตอะฮืแล้วยังไปทำซีนาอีก
เพราะฉะนั้นฮะดีษบทนี้ท่านอะลีได้ตำหนิท่านอุมัร ไม่ใช่เห็นด้วยกับท่านอุมัร
ส่วนกรณีที่กล่าวว่าชีอะฮ์ทำไมไม่ยอมรับฮะดีษที่ท่านอะลีรายงานว่าท่านนบีสั่งห้ามมุตอะฮ์ที่คอยบัร สาเหตุเพราะว่า คนรายงานตามหลักมุศเตาะละฮุลฮะดีษเป็นค่อบัรวาเฮ็ด (มีผู้รายงานเพียงคนเดียว)ในขณะที่ไม่มีผู้ใดรายงานฮะดีษนี้เลย ด้วยเหตุนี้บุคอรีจึงไม่ได้นำฮะดีษบทนี้ออกรายงานไว้ในหนังสือซ่อฮี๊ห์ของเขาเอง นี่คือเหตุผลสำคัญที่ชีอ๊ะไม่ยึดฮาดิษนี้เป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก
ขอชี้แจงว่า ชีอะฮ์ที่เข้ามาไต่ถามเรื่องหลักฐานมุตอะฮ์จากสุนนะฮ์ไม่ได้หมายความว่า กำลังจะยอมรับหลักฐานของพวกสุนนะฮ์ ที่ยกมาอ้างอิง
เพราะชีอะฮ์มีหลักฐานเรื่องมุตอะฮ์จากตำราของชีอะฮ์อยู่แล้ว อย่าว่าแต่เรื่องมุตอะฮ์เลย ทั้งเรื่องอะกีดะฮ์และอะห์กามทั้งหมดชีอะฮ์ก้ไม่จำเป็นต้องอาศัยตำราสุนนะฮ์ในการวินิจฉัย
จากหลักฐานที่ได้นำมาแสดงทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ก็เพียงพอแล้วที่ยืนยันถึงการนิก๊ะมุตอะฮ์ว่าเป็นสิ่ง""ฮาล้าล""ในทัศนะของอิสลาม ส่วนสุนนะจะว่า "" ฮาหร่าม""ก็เป็นเรื่องฟิกฮ์ของสุนนะ แต่ข้อยืนยันของฝ่ายชีอ๊ะนั้นมีหลักฐานจากอัลกรุอ่านและฮาดิษจากบรรดาอะลุลบัยต์ที่ชัดแจ้งว่า อัลลอฮ(ซบ) และรอซูล(ศ) และลูกหลานนบี อนุมัติให้ทำนิกะมุตอะฮ์ได้จนถึงวันกิยามัติ
หมายเหตุ......นี่คือหลักฐานเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยืนยันเบื้องต้นว่า การมุตอะฮ์เป็นสิ่งถูกต้องในอิสลาม
ขออภัยที่โพสรอบสอง เพราะแก้คำผิด



ส่งข้อความโดย : กำลังเสริม

ถึงชีอะฮ
สรุปว่ามุตออะฮคือการเเต่งงานชั่วคราว(ยกเลิกเเล้วในสมัยท่านนบี(ซ.ล.)
เเต่งกันเเล้ว พอครบเวลาที่กำหนดก็จบ จะไปไหนก็ไป หาคู่ใหม่ดีกว่า
นี่นะเหรอมนุษย์ คล้ายกับหมู หมา กา ไก่ น่ะครับ
ถ้าใช้สติปัญญาความเป็นมนุษย์คิดอะน่ะ(ไม่ใช่คิดเเบบไก่)
มนุษย์มันต้องดีกว่านี้ครับ
ผลมันก็ จะนำโรค มาด้วยน่ะครับเรื่องนี้ใครๆก็รู้(หรือท่านไม่รู้)
เฮ้อ...เข้าใจรึเปล่า
ก็สรุปว่ายกเลิกในสมัยนบี (เหนื่อย)
คิดได้ยังไง.........



ส่งข้อความโดย : เวรกรรม

เริ่มประเด็นไหม่แล้วใช่ไหม
จบลงด้วย อารมณ์ส่วนตัว เพื่อสร้างความวุ่นวายเบี่ยงเบนประเด็น



ส่งข้อความโดย : ผู้ติดตาม

ถึงคุณกำลังเสริม...........
เดิมทีเราถกกันด้วยหลักฐาน หลักการ เพื่อหาบทสรุปว่า ฝ่ายชีอะฮ์ถือว่ามุตอะฮ์ เป็นสิ่งที่อนุมัติโดย อัลอฮ(ซบ) ซึ่งฝ่ายคุณก็ได้ยอมรับไปแล้ว ว่าเรื่องว่าด้วยมุตอะฮ์นั้นมีโองการกรุอ่านยืนยันและไม่มีโองการใดของพระองค์ลงมาเพื่อยกเลิก ฮุก่มว่าด้วยการ นิกะฮ์มุตอะฮ์ อีกทั้งมุสลิมในยุคต้นก็ได้มีการปฏิบัติตั้งแต่ยุคสมัยของท่าน รอซูล (ศ)
หลังจากนั้น เราถกกันในประเด็นที่ว่า มีการยกเลิกโดยท่าน รอซูล(ศ) ดังรายงานที่ได้กล่าวกันมาแล้ว ในประเด็นการยกเลิกนี้มีความขัดแย้งกันในทัศนะ ซึ่งฝ่ายชีอ๊ะไม่เชื่อถืออย่างไรในหลักฐานที่ว่านั้น ก็ได้ยกหลักฐานที่รายงานว่ายังไม่ยกเลิกมาประกอบคำอธิบายไปแล้วว่ามีความเป็นมาอย่างไร
ส่วนการนิก๊ะมุตอะฮ์เป็นเรื่องดีหรือไม่ดีนั้น คุณอย่านำสมองอันต่ำต้อยของคุณมาวิจารณ์ ฮุก่มของ อัลลอฮ(ซบ) แต่คุณวิจารณ์พฤติกรรมของบุคคลได้ กฏเกณฑ์ของอัลลอฮ(ซบ)ประเสริฐเสมอ แต่ผู้ที่ใช้มันต่างหากที่ควรพิจารณาในการปฏิบัติ ว่ามีเจตนาเพื่อสิ่งใด
อย่าว่าแต่เรื่องนิกะห์มุตอะฮ์เลย เรื่องใด ๆก็ตามที่เป็นฮุก่มของอัลลอฮ(ซบ) มันอยู่ที่เจตนาของผู้ใช้ต่างหาก ว่าใช้ไปเพื่ออัลลอฮ(ซบ)หรือเพื่อสนองตอบอารมณ์ฝ่ายต่ำของตนเอง
คุณพึงแยกแยะให้ดีระหว่างฮุก่มของอัลลอฮ(ซบ) กับสานดานดิบของคุณผู้ใช้มัน
จบเรื่องมุตอ๊ะฮ์



ส่งข้อความโดย : กำลังเสริม

เอ้า!
อะไรอีกล่ะ ท่านชีอะฮ
พอใช้หลักฐานท่านก็ไม่ยอมรับ
เด็กอนุรักษ์บอกให้ท่านไปดู
มุตอะตุ้ลฮัจญ์ (متعة الحج ) ก็ได้ คือการทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวอ์
มุตอะตุ้ลนิซาอ์ ( منعة النساء ) ก็ได้ คือการสมสู่ชั่วคราว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า نكاح المتعة
ท่านก็ไม่ดู
เเล้วจะเอายังไง
ท่านนั่นเเหละที่ไม่เอาหลักฐาน
ผมก็วิเคราะห์ไปตามหลักฐาน(ไม่ได้มั่ว)ที่ควรพิจารณาในการปฏิบัติ
เเละใช้สติปัญญาที่อัลลอฮให้มา
ครับ กฏเกณฑ์ของอัลลอฮ(ซบ)ประเสริฐเสมอ
ก็นบี(ซ.ล.) ยกเลิกมุตอะฮในสมัยท่าน
เปิดใจเถอะครับ เปิดยอมรับความจริงเถอะครับ ท่านชีอะฮ์



ส่งข้อความโดย : ผู้ติดตาม

......กำลังเสริม บอกว่า ก็นบี(ซ.ล.) ยกเลิกมุตอะฮในสมัยท่าน
ดังได้กล่าวไปแล้วว่า หลักฐานนี้มีความขัดแย้งกับรายงานอื่น ๆอีก ที่ยืนยันว่าท่านนบีไม่ได้ยกเลิก
กลัยไปดูกระทู้ หมายเลข 13110 ผมคุยแค่นี้นะ เพราะดูพวกคุณเริ่มดันทุรังแล้ว เหมือนอดีตเก่า ๆที่ผ่านมาไม่มีผิด คิดว่าคงเป็นโรคจิตอย่างหนึ่งที่เข้าขั้นรุนแรง



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ชีอะฮ์ขอแก้ไข เอามาโพสต์ใหม่อีกรอบก็ยังเลอะเทอะเหมือนเดิม
ผมอุตสาห์ไกด์ให้เห็นแนวแล้วว่า
ฮะดีษบุคอรีที่ชีอะฮ์นำมาอ้างว่า นบีไม่เคยยกเลิกมุตอะฮ์จนเสียชีวิตนั้นหมายถึงมุตอะตุ้ลฮัจญ์ (متعة الحج ) คือการทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวอ์ หรือจะหมายถึงมุตอะตุ้ลนิซาอ์ ( منعة النساء ) การสมสู่ชั่วคราว แต่ชีอะฮ์ก็ไม่ใส่ใจ ยังตะแบงหัวชนฝาว่ามันค้านกัน

ลองเอาตัวบทมาทวนกันดูอีกทีคือ

: واخرج البخاري عن عمران بن حصين قال : نزلت آية المتعة في كتاب الله ففعلناها مع رسول الله ولم ينزل قرآن يحرمها ، ولم ينه عنها حتى مات قال رجل برأيه ما شاء
รายงานจากอิมรอน บินหุศ็อยนฺกล่าวว่า :
อายะฮ์มุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในกิตาบุลเลาะฮ์ แล้วพวกเราได้ทำมัน กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ศ) ไม่เคยมีอัลกุรอานลงมายกเลิกมัน และท่านร่อซู้ล(ศ)ก็ไม่เคยห้ามมัน จนท่านตาย มีชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์

ชีอะฮ์ได้เอาตัวบทฮะดีษนี่มาเป็นหลักฐานยันว่า นบีไม่เคยยกเลิกมุตอะฮ์ แล้วก็อธิบายยำใหญ่ จนกระทั่งวิจารณ์ไปถึงตัวผู้รายงานคือท่านอิมรอน ว่าเคยละหมาดร่วมกับท่านอาลีด้วย โน้น..ว่าเข้าไปนั่น
แต่เรามาดูข้อเท็จจริงกันหน่อยคือ ฮะดีษต่อไปนี้จะเป็นตัวเฉลย

قال عمران بن حصين نزلت آية المتعة فى كتاب الله يعنى متعة الحج وأمرنا بها رسول الله صلى الله عليه وسلم ثم لم تنزل آية تنسخ آية متعة الحج ولم ينه عنها رسول الله صلى الله عليه وسلم حتى مات قال رجل برأيه بعد ما شاء

“อิมรอนบินฮุศอย์ (คนเดียวกับที่ชีอะฮ์นำมาอ้าง) รายงานว่า โองการเกี่ยวกับมุตอะฮ์ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์หมายถึง มุตอะตุ้ลฮัจญ์ ได้ถูกประทานลงมา และท่านรอซูลุ้ลเลาะฮ์ก็ใช้ให้พวกเราปฏิบัติ แล้วก็ไม่มีอายะฮ์ใดถูกประทานลงมาเพื่อยกเลิกโองการเกี่ยวกับมุตอะตุ้ลฮัจญ์เลย และท่านนบีก็ไม่เคยห้ามการทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวอ์จนกระทั่งตาย ชายคนหนึ่งพูดตามความคิดของเขาสิ่งที่ประสงค์” ซอเฮียะฮ์มุสลิม เลขที่ 2158

เอ้า...ไงหลักฐานเด็ดของชีอะฮ์ที่ว่านบีไม่เคยห้ามมุตอะอ์จนตาย ถึงได้กลายเป็นเรื่องมุตอะตุ้ลฮัจญ์ คือการทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวอ์ไปได้
แหม...ชีอะฮ์อุตส่าห์ตะแบงหัวชนฝา อธิบายชักแม่น้ำทั้งห้า ลงทุนทิ้งการรายงานของท่านอาลีแล้วเชียวนะ แต่กลับไปคว้ามาอ้างผิดอีกเรื่องซะอีก..เฮ้อ..



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

ไม่เข้าใจว่าทำไมชีอะฮ์ชอบมั่ว เลอะเทอะจนบอกไม่ถูก ลองดูข้อความที่ชีอะอ์สรุปมาซิ
“ส่วนกรณีที่กล่าวว่าชีอะฮ์ทำไมไม่ยอมรับฮะดีษที่ท่านอะลีรายงานว่าท่านนบีสั่งห้ามมุตอะฮ์ที่คอยบัร สาเหตุเพราะว่า คนรายงานตามหลักมุศเตาะละฮุลฮะดีษเป็นค่อบัรวาเฮ็ด (มีผู้รายงานเพียงคนเดียว)ในขณะที่ไม่มีผู้ใดรายงานฮะดีษนี้เลย”
ผมพูดตั้งแต่แรกแล้วว่า ชีอะฮ์เอาฮะดีษของซุนนะฮ์มาอ้างแต่ไม่เอามาตรฐานตรวจสอบของชาวซุนนะฮ์ เพียงใช้อารมณ์ของตัวเองเป็นมาตรฐาน ฉะนั้นจึงเอาเฉพาะที่อยากจะเอาเท่านั้น เห็นได้จากคำพูดที่ว่า “ตามหลักมุศตอละฮุลฮะดีษ” ก็ไม่ทราบว่าไปคว้าตำราเล่มไหนมาอ้าง มุสตอละฮ์ของชาวซุนนะฮ์เล่มไหนละที่บอกว่าค่อบัรวาเฮ็รรับไม่ได้ นี่ก็มั่วอีกแล้ว ลองอ่านข้อความต่อไปนี้ดูนะ
قال أبو عيسى حديث علي حديث حسن صحيج والعمل علي هذا عند أهل العلم من أصحاب النبي صلى الله عليه
وسلم وغيرهم وانما روي عن ابن عباس شئ من الرخصة في المتعة ثم رجع عن قوله حبث أخبر عن النبي صلى
الله عليه وسلم وأمر أكثر أهل العلم على تحريم المتعة وهو قول الثوري وابن المبارك والشافعي وأحمد واسحاق
“อบูอีซา (อิหม่ามติรมีซีย์) กล่าวว่า ฮะดีษที่ท่านอาลีรายงานเรื่องมุตอะฮ์สตรีนั้นเป็นฮะดีษฮะซันซอเฮียะฮ์ นักวิชาการได้เอาฮะดีษบทนี้ถือปฏิบัติทั้งจากซอฮาบะฮ์ของนบีและคนอื่นๆ แต่มีรายงานว่า อิบนิอับบาสเคยผ่อนปรนเรื่องมุตอะฮ์สตรี แต่หลังจากนั้นก็กลับคำใหม่ ด้วยเพราะถูกรายงานให้ทราบ (ท่านอาลีเป็นผู้รายงานให้อิบนิอับบาสทราบเอง) เกี่ยวกับคำห้ามของท่านนบี และนักวิชาการส่วนมากถือว่าห้าม (ฮ่ารอม) มุตอะฮ์สตรี นั่นคือคำของท่านเซารีย์,อิบนุมาบาร๊อก,อิหม่ามชาฟีอี,อิหม่ามอะห์หมัด,และท่านอิสฮาก” สุนันอัตติรมีซีย์ เลขที่ 1040
นี่แหละที่ผมบอกว่าบทสรุปของชีอะฮ์ สรุปได้เลอะเทอะมาก...เฮ้อ...



ส่งข้อความโดย : เด็กอนุรักษ์

นอกจากชีอะอ์จะคว้าฮะดีษคนละเรื่องเอามามั่วเป็นหลักฐาน และอ้างมุสตอละฮ์อย่างมั่วๆแล้ว ชีอะฮ์ยังชอบโกหกอีกด้วย โกหกกันดิบๆ เลยละ ลองดูข้อความต่อไปนี้ซิ
“ด้วยเหตุนี้บุคอรีจึงไม่ได้นำฮะดีษบทนี้ออกรายงานไว้ในหนังสือซ่อฮี๊ห์ของเขาเอง นี่คือเหตุผลสำคัญที่ชีอ๊ะไม่ยึดฮาดิษนี้เป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก”
เพิ่งจะรู้ว่าชีอะฮ์ก็เชื่อบุคคอรีด้วย แต่โกหกเยอะไปหน่อยนะชีอะฮ์ โกหกกันดื้อๆ ได้ยังงัย นี่เอามาให้ดูอีกทีจากซอเฮียะฮ์บุคคอรี
عن علي بي أبي طا لب رضى الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم نهى عن متعة النساء
يوم خيبر وعن أكل الحمر الأنسية
“ท่านอาลีรายงานว่า แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ได้ห้ามมุตอะฮ์สตรีในวันคอยบัร และห้ามกินเนื้อลาบ้าน” จากซอเฮียะฮ์บุคคอรี เลขที่ 3894
ไม่ใช่ว่าผมจะไม่นำคำรายงานจากซอเฮียะฮ์บุคคอรีมาแสดงนะ ลองกลับไปดู No. :13094
...เฮ้อ...กระล่อนจริงๆ



ส่งข้อความโดย : IRF

No. : 13055
ข้อความ: จบลง ที IRF มั่วเช่นเคย พูดไม่ดูประเด็น
เก่งแต่ถาม แล้วลามปามตอนท้าย
ทีแรกบอกว่า มุตอ๊ะไม่มีในอัลกรุอ่าน มั่วยกที่ 1
บอกว่ายกเลิกสมัยนบี แต่ มายกเลิกอีกทีสมัยอุมัร มั่ว ยกที่ 2
พอเจอทางตัน ขอหลักฐาน อะลุลบัยต์ห้ามมุตอ๊ะ อีก มั่วยก 3
ตอนนี้เริ่ม ลามปาม ไม่อยู่ในหลักวิชาการ ดีแต่ถาม แต่ไม่เคยตอบเลย พอหนักเข้าก็เสียดสี
ผู้ส่ง: ผู้ติดตาม : IP : 124.120.166.14
--------------------------------------------------------
ไหนว่าติดตามไงครับ จำผิดคนรึเปล่า?
ผมบอกตอนไหนครับว่ามุตอะฮฺไม่มีในกุรอาน?
ไปหามาซักข้อความเดียวซิครับ ตั้งแต่ 1 จนถึงข้อความหมื่นกว่าที่คุยอยู่เนี่ย
เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ติดตามอ่านจริงๆ สักแต่เข้ามาป่วน จับคำพูดคนนู้นคนนี้เล็กๆน้อยแล้วมาพูดตามๆกัน
ไม่เอานะครับ
อย่ากวนนะครับ (เว็บมาสเตอร์ช่วยพิจารณาพวกกวน พวกป่วนมั่วๆไร้สาระด้วยครับ)
ไหนผู้ติดตามไปหามาซักท่อนเดียวครับที่ผมพูดอย่างที่คุณว่า
ถ้าหาเจอผมให้ตบกะบาลทีนึงครับ
ถ้าหาเจอโทรมานัดตบกะบาลผมได้เลยครับ
"ตอนนี้เริ่ม ลามปาม ไม่อยู่ในหลักวิชาการ ดีแต่ถาม แต่ไม่เคยตอบเลย"
ผมน่ะถามจี้ (แล้วก็ไม่ได้รับคำตอบตรงประเด็น) ส่วนที่ถามมาผมตอบเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนที่ไอ้ที่ไม่ได้ถาม ไม่ได้ตอบ เข้ามาป่วน ก็คือคุณนั่นแหละครับ
จำคำคนอื่นพูดตามๆกันมา ไร้ความรู้
หรือจะเอา? คุยกับผมสองคนก็ได้ครับ
อย่าไปยุ่งกะเด็กอนุรักษ์กะคุณชีอะฮฺ
คุยกะผมตัวๆนะ เอามั๊ยคุณผู้(ไม่ได้)ติดตาม(อ่าน)?



ส่งข้อความโดย : IRF

No. : 13058
ข้อความ: พิมพ์ไทยไม่คล่องครับ เลยจะขอคุณ IRF ช่วยสรุปข้อมูลของทั้งสองฝ่ายเพื่อให้พี่น้องมุสลิมทุกคนได้ทราบโดยทั่วกันครับ
จะได้บอกต่อไป ให้คนที่ไม่ได้ดูเวปนี้ เข้าใจด้วยครับ
ผู้ส่ง: ซำเหมา : IP : 58.8.47.16
-------------------------------------------------------
สรุปว่า
จากที่ชีอะฮฺบอกว่า ตกลงหะดีษซอเฮี้ยะฮฺจะขัดได้กันได้ไง
ไหนว่านิกะฮฺมุตอะฮฺถูกห้ามสมัยนบียังมีชีวิต? แต่ทำไมอีกหะดีษบอกว่ามาถูกห้ามในสมัยของอุมัรฺ?
คำตอบคือ
จากที่ผมปูไว้ทางไว้ให้เข้าใจพื้นฐานว่า ไม่ใช่ซอฮาบะฮฺทั้งแสนคนจะรู้หะดีษนบีทั้งหมดพร้อมกันถ้วนหน้า
ซอฮาบะฮฺต่างก็ต้องตามเก็บ ตามศึกษาหะดีษทั้งสมัยนบียังมีชีวิตอยู่ และทั้งตอนนบีตายไปแล้ว
ดังนั้น สิ่งที่ท่านอุมัรฺห้ามนิกะฮฺมุตอะฮฺ !ไม่ได้ขัด! (ขีดเส้นใต้ไว้) กับสิ่งที่ท่านนบีได้ห้ามไว้ กล่าวคือ นบีห้ามไปแล้ว(ดังที่เราเล่าหะดีษกันไปบ่อยแล้วจากท่านอะลีย์)
แต่ก็ใช้ว่าซอฮาบะฮฺจะรู้จะได้ยินทั้งหมดครับ ซอฮาบะฮฺที่กระจายไปตามเมืองต่างๆก็มี ดังนั้นก็มีผู้ไม่รู้หุก่มยกเลิกหรือห้ามมุตอะฮฺ ท่านอุมัรฺ รอฎฯ จึงได้ประกาศห้ามอีกครั้งให้ทราบกันใหม่ไงครับ
และที่ผมได้บอกไปก็คือ คนไม่รู้พื้นฐานศาสนาตรงนี้แหละครับ ถึงโดนหลอกได้ง่าย โดนสะกิด โดนแขวะนิดเดียวก็คล้อยตาม โดนจูงจมูกไปแล้ว



ส่งข้อความโดย : IRF

No. : 13061
ข้อความ: ถึง IRF
ผมคนนึ่งล่ะอ่านเค้าตอบมาหลายความคิดเห็นแล้วฟังไม่ขึ้นก้อเยอะมั่วก้อเยอะบางทีก้อคิดว่าตัวเองน่ะถูกเสมอไม่เคยฟังคนอื่นเค้าบ้างเลย แล้วจะให้ใครฟังคุณเลิกเหอะดีแต่ว่าคนอื่น ห้นมาดูตัวบ้างแล้วค่อยมาแนะคนอื่นเค้าจะได้ไม่เข้าตัว...อิอิ..
ผู้ส่ง: คนใกล้ตัวคุณ : IP : 203.156.35.180
-------------------------------------------------------
เป็นคำพูดที่พูดงายครับ
ผมใช้มุขนี้เสมอครับ (ขุดไปดูกระทู้เก่าๆได้) เวลามาคนมาพูดว่า คนนี้มั่วนะ คนนี้ไม่ได้เรื่อง คนนี้พูดผิดนะ..
ผมใช้มุขนี้เสมอว่า "เด็กประถมก็พูดได้ครับประโยคพวกนี้ แต่เด็กประถมอธิบายไม่ได้เพื่อยืนยันคำพูดตัวเอง"
ดังนั้นบุคคลประเภทที่เข้ามาพูดลอยๆ
แสดงความเห็นลอยๆแบบบ่นๆ ไม่ได้อธิบายรายละเอียด ไม่มีมุมแย้งเรื่องวิชาการ (เพราะไม่รู้จะพูดอะไร)
ก็จะโดนผมสวนกลับไปครับ ว่าช่วยแสดงให้เห็นว่าท่านแตกต่างจากเด็กประถมด้วย!
ไม่งั้นแล้วมันก็จะป่วนจะกวนกันง่ายๆ
เช่นหากผมจะพูดว่า "วุ้ย คุณเชคชีอะฮฺนี้ไม่ได้เรื่อง ผิดตลอด มั่วตลอด ไม่มีวิชาการเลย"!
พูดง่ายมั๊ยครับแบบนี้? กวนง่ายมั๊ย? ง่ายครับ เด็กประถมพูดได้มั๊ย? ได้ครับแบบนี้
แต่ให้อธิบายหน่อยสิ ไม่ได้เรื่องยังไง? ผิดยังไง? มั่วยังไง? เรื่องของเรื่องคือตรงนี้แหละ.. และถามว่าถ้าผมกวนไปลอยๆ ด่าไปลอยๆแบบน้นน่ะ ผมโง่มั๊ย? โง่สิ!
เออ..แล้วคนประเภทที่ชอบพูดชอบกวนแบบนี้ล่ะ โง่มั๊ย? โง่สิ!
(เพราะฉะนั้นในเมื่อเราโง่ก็อยู่เฉยๆดีกว่า ไม่เจ็บตัวด้วย)



ส่งข้อความโดย : IRF

No. : 13062
ข้อความ: สรุปที่ฟังมา
ข้อที่หนึ่ง
พวกท่าน ยอมรับแล้วว่า มุตอะมีปรากฏหลักฐานในอัลกรุอ่าน ซึ่งก่อนหน้านี้คุณชมเชยเคยเสนอว่าไม่มีหลักฐานในอัลกรุอ่าน ซึ่งคุณน่าชมเชยเลยถอยไปตั้งหลักก่อน
ข้อที่สอง
พวกท่านลงความเห็นแล้วว่า มุตอ๊ะมีการยกเลิกไปแล้ว โดยบางรายงาน อ้างว่ายกเลิกในสมัยท่านนบี บางรายงานอ้างว่า ยกเลยในสมัยท่านอุมัร ซอเฮียะ ทั้งสองรายงาน ที่ขัดแย้งกัน
ข้อที่สาม
ต่อข้อสังเกตุของฝ่ายชีอ๊ะต่อหลักฐานของพวกคุณที่ว่า ถ้ายกเลิกในสมัยท่านนบีแล้ว ดันมีการยกเลิกในสมัยนบีอีก แสดงว่า หลังจากท่านนบียกเลิกยังมีซอฮาบะฮ์บางส่วนฝ่าฝืนอยู่ จึงต้องประกาศยกเลิก อีกครั้ง ต่อข้อสังเกตุนี้พวกคุณทำทีท่าไม่สนใจ เพราะมันเป็นก้างตำคอ ในประเด็นที่พวกคุณบอกว่าซอฮาบะฮ์ดีทั้งหมด
ข้อที่สี่
เลยขอหลักฐานจากฝ่ายอะลุลบัยต์ ตามที่คุณต้องการ คือหลักฐานที่ว่าอะลุลบัยต์ไม่ได้ห้ามการมุตอะเป็นการแก้เก้อ
สรุป หลักฐานการอนุญาติให้มุตอะมีปรากฏอยู่ในอัลกรุอ่าน และไม่มี อัลกรุอ่านโองการใหนมายกเลิก นอกจากหลักฐานที่ขัดแย้งกันในซอเฮียะของพวกคุณ ซึ่งฝ่ายชีอ๊ะไม่เชื่อถือ
เมื่ออัลกรุอ่านไม่ได้ยกเลิกโองการที่ว่าด้วยมุตอ๊ะ คุณจะถามหาอะไรอีก เพราะใครจะไปยกเลิกอัลกรุอ่านได้ นอกจากพระผู้อภิบาลเท่านั้น หลักฐานที่คุณขอผมว่าแก้เก้อมากกว่า แบบหาทางลงแต่มันปัญญาอ่อนรังแต่จะทำให้ไร้ประโยชน์เหมือนเด็กอมมือ
ผู้ส่ง: ผู้ติดตาม : IP : 124.120.161.122
-------------------------------------------------------------
1. มุตอะฮฺอยู่ในกุรอาน ที่คุณชมเชยบอกว่าไม่มี เพราะเขาไม่รู้ และตอนนี้เขาก็ไม่ถอยไปตั้งหลักครับ
แต่เขาก็ถ่อมตัว ไม่อวดดี ไม่ตะแบ็ง(เหมือนหลายๆคน) และก็เข้ามาเรียนรู้
2. รายงานที่ซอเฮี้ยะฮฺจากท่านนบีและอุมัรฺ ไม่ขัดกันเอง ทั้งมุมของนิติศาสตร์อิสลาม และมุมของตรรกะดังที่อธิบายไปแล้ว
3. ที่ต้องมีการประกาศซ้ำ ไม่ใช่เพราะมีซอฮาบะฮฺฝ่าฝืน แต่เพราะมีซอฮาบะฮฺในส่วนที่ไม่ได้รู้ได้ยินหะดีษ ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ในพื้นฐานอุลูมุลหะดีษ
(ขอแถมเรื่องคุณลักษณะซอฮาบะฮฺ)
ซอฮาบะฮฺจะไม่ฝ่าฝืนในลักษณะที่เป็นบาปใหญ่ แต่เรื่องการแย้งโดยใช้ปัญญา อันนี้ซอฮาบะฮฺมีอยู่
เนื่องจากซอฮาบะฮฺไม่ใช่มะอฺซูม
ตัวอย่างที่หนึ่ง นบีสั่งห้ามพลธนูลงมาเขาอุฮูด แต่บรรดาพลธนูก็ลงมา เพราะไปใช้ปัญญาแย้งว่า พวกศัตรูถอยทัพไปแล้วไม่จำเป็นต้องอยู่หนิ (และในที่สุดก็ไม่ใช่สงคราม)
ตัวอย่างที่สอง จากหะดีษที่เราคุยกันไป มีซอฮาบะฮฺคนนึงพูดว่า เราไม่เอาหะดีษ(ว่าห้ามกินเนื้อลา) เพรากุรอานก็เพียงพออยู่แล้ว ..ท่านนบีจึงขึ้นมิมบัรฺสอนว่า อนาคตจะมีพวกเอากุรอานเป็นใหญ่ ไม่สนหะดีษ!
จากตัวอย่างทั้งสองข้อ เป็นการแย้งคำสั่งของท่านนบี โดยไร้ความรู้ หาใช่เป็นการฝ่าฝืน(ฟาสิก)ต่อนบีไม่ หาใช่เป็นการทรยศนบี และตามตรรกะ "การแย้ง ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกว่านั่นคือการทรยศ"
และจากตัวอย่างที่หนึ่ง ทำให้ซอฮาบะฮฺได้เรียนรู้เข้าใจศาสนาว่า
ไม่อนุญาตให้นำปัญญาไปวินิจฉัยแย้งคำสั่ง แต่มุสลิมมีหน้าที่ตักลีดอัลลอฮฺและรอซูลเท่านั้น ไม่ต้องคิดเอง
และจากตัวอย่างที่สอง ทำให้ซอฮาบะฮฺได้เรียนรู้เข้าใจศาสนาว่า
อัลกุรอานและหะดีษ น้ำหนักเท่ากัน เป็นวะฮีย์ของอัลลอฮฺ ใช้คู่กัน ไม่มีขัดกัน
สิ่งที่กุรอานไม่มีห้าม แต่หะดีษห้าม เราก็ต้องเชื่อฟังเพราะเป็นหุกุ่มจากอัลลอฮฺ
(ซึ่งสิ่งนี้ชีอะฮฺต้องรู้ไว้ครับว่า "หะดีษ" นั้น เป็นบัญญัติทางศาสนานอกเหนือจากกุรอานครับ)
นั่นคือซอฮาบะฮฺไดรับบทเรียน จากที่ตนเองกระทำพลาดโดยไร้ความรู้
4. ไม่มีโองการกุรอานยกเลิก แต่มีหะดีษยกเลิก และหะดีษไม่ขัดแย้งกันเอง
แต่มีพวกพยายามกวนให้ขุ่น ตีน้ำให้ขุ่น ตะแบ็งสีข้างถู ยอมหนังถลอก หลอกตัวเอง (ดื้อลักษณะกับยิวและคริสเตียนที่หลอกตัวเองปฏิเสธนบีมุฮัมมัด)
ผู้ติดตามสรุปว่า
"เพราะใครจะไปยกเลิกอัลกรุอ่านได้ นอกจากพระผู้อภิบาลเท่านั้น"
ตอบ :
ก็ใช้ไงครับ ใครหน้าไหนจะห้ามล่ะครับ ใครหน้าไหนจะออกบัญญัติ นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น ก็อัลลอฮฺบัญญัติมาทางนบีไง! บัญญัติมาทางหะดีษไง! นบีบัญญัติก็คืออัลลอฮฺบัญญัติ
คุณผู้ติดตามพูดมานี่ไปๆมาๆชักจะไม่ใช่ชีอะฮฺซะแล้วสิครับ ไปๆมาๆจะเป็นพวกกุรอานียีนซะอย่างงั้น!
ไปๆมาๆจะไม่เอาหะดีษนบีซะแล้ว! ซึ่งมันไม่ใช่แนวทางของชีอะฮฺนะครับ
แต่ผมไม่ถือสา เพราะคุณไม่ใช่เชคของฝั่งชีอะฮฺ
แต่คุณนี่ไม่รู้เรื่องยิ่งกว่าคุณน่าชมเชยอีกครับ ซึ่งคุณน่าชมเชยพูดผิดเค้าก็ยอมแก้ และต่อไปเค้าก็เป็นคนรู้ครับ เพราะผิดแล้วเรียนรู้ไปเรื่อย
ส่วนคุณผู้(ไม่)ติดตามนี่ ผิดแล้วผิดเรื่อย ตะแบ็งเรื่อย ลอยนอกฝั่งไปเรื่อยไปเรื่อย แล้วมันจะเจอสัจธรรมได้ไง?



ส่งข้อความโดย : IRF

ขอแก้ไข ส่วนที่ผมพิมพ์บกพร่อง ข้อความให้ความหมายสมบูรณ์
(ขอสงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้นำไปตัดต่อเผยแพร่ที่อื่น นอกจากจะเอาท่อนนี้ไปด้วยครับ) ว่า ..
"ซอฮาบะฮฺจะไม่ฝ่าฝืนในลักษณะที่เป็นบาปใหญ่"
ที่ผมพูดไป
ขอขยายความว่า ในสมัยที่ท่านนบียังมีชีวิตอยู่ ยังอยู่ทำหน้าที่คอยตัดสินชี้ผิดชี้ถูกอยู่ กล่าวคือ เห็นซอฮาบะฮฺทำผิด นบีก็อยู่คอยตัดสินว่าผิดนะ ไม่ใช่นะ ที่ถูกคืออย่างนี้นะ ส่วนการแย้งแบบใช้ปัญญา อันนี้ซอฮาบะฮฺมีเผลอได้ครับเพราะไม่ใช่มะอฺซูม
(หากจะให้ผมไปแขวะ แล้วแกล้งเอามา"ใส่ไฟ" ว่านั่นไงซอฮาบะฮฺเถียง! แสดงว่าทรยศ! ผมว่าผมหาเจอเยอะกว่ามุขที่ชีอะฮฺยกมากันอีก แต่จริงๆมันหาใช่ซอฮาบะฮฺทรยศไม่)
ส่วนกรณีนบีตายไปแล้ว ไม่มีผู้ตัดสินที่ถูก 100% แล้ว
คราวเนี้ย ซอฮาบะฮฺต้องวินิจฉัยกันเองแล้วครับ
จะรวมกุรอานเป็นเล่มได้รึเปล่าน้า.. ผิดหลักการรึเปล่าน้า.. นี่แหละซอฮาบะฮฺต้องร่วมกันวินิจฉัยหรือเรื่องใหญ่ๆ เรื่องพิพาทบาทหมาง ผิดใจกัน นบีไม่อยู่ตัดสินว่าใครผิดใครถูก
นี่แหละที่นี้ซอฮาบะฮฺก็ต้องวินิจฉัยกันเอง ใช้ปัญญาตัวเอง มันก็มีผิดมีถูก มีพลาดได้ล่ะคราวนี้
... นั่นคือเบื้องต้นเกี่ยวกับซอฮาบะฮฺ
(แค่ชี้เกริ่นๆคร่าวๆ ยังไม่ขอเปิดประเด็นใหม่)



ส่งข้อความโดย : IRF

ขอให้ชีอะฮฺถามย้ำๆคำถามนี้เรื่อยๆนะครับ
> "อัลกุรอานที่สมบูรณ์มีกี่อายะฮฺ?"
เพราะคนรุ่นใหม่ที่กินนม กินโปรตีน มีปัญญา เรียนหนังสือจะศาสนา หรือเรียนสามัญก็ดี เค้าจะอ่านความต๊องของชีอะฮฺออกเลยครับว่า
1. ไอ้โง่เอ๋ย เรื่องของการนับอายะฮฺ ตามตรรกะแล้ว ไม่คนละประเด็นเรื่องกุรอานครบไม่ครบ!คือซุนนะฮฺน่ะเชื่อว่ากุรอานเล่มนี้น่ะครบแน่ ตัวอักษรครบแน่ แต่ใครจะนับแบบไหน แบ่งอายะฮฺยังไงนั่นอีกเรื่องนึง
กุรอานที่ซุนนะฮฺเชื่อน่ะ มีตัวอักษรเท่ากันแหละ ตั้งแต่"อัลฮัมดฺ" ถึง "นาส"
(หรือบ้างจะเริ่มนับ "บิสมิลลาหฺ" ไปด้วยก็ไม่เป็นไร)
ยกตัวอย่าง ผมพูดว่า "วันนี้ฉันไปโรงเรียนแต่เช้ารถติดจังเลยการบ้านก็ยังทำไม่เสร็จคุณครูตีแน่เลยต้องเอาของเพื่อนมารีบลอกแล้ว"
เอ้า ทีนี้ที่ผมพูดไป ใครจะนับประโยคยังไงล่ะ? จะแบ่งประโยคยังไงดี?
คนที่หนึ่งแบ่งว่า "วันนี้ฉันไปโรงเรียนแต่เช้า (1) รถติดจังเลยการบ้านก็ยังทำไม่เสร็จคุณครูตีแน่เลย (2) ต้องเอาของเพื่อนมารีบลอกแล้ว (3)"
คนนี้แบ่งได้ 3 ประโยค
ส่วนอีกคนนึงแบ่งแบบนี้
"วันนี้ฉันไปโรงเรียนแต่เช้า (1) รถติดจังเลย (2) การบ้านก็ยังทำไม่เสร็จ (3) คุณครูตีแน่เลย (4) ต้องเอาของเพื่อนมารีบลอกแล้ว (5)"
เอ้า! คนนี้แบ่งได้ 5 ประโยค
นี่แหละครับ ตัวอักษรเหมือนเดิมเลย แต่นับประโยคได้ไม่เท่ากัน
ซึ่งประเด็นการนับอายะฮฺกุรอาน ที่ฝ่ายชีอะฮฺกำลังกวนให้ขุ่นก็คือแบบนี้แหละครับ!
กุรอานน่ะ ตัวอักษรเท่ากัน ตรงกัน แต่เรื่องของการนับ อันนี้ล่ะฝ่ายซุนนะฮฺแต่ละคนเขาแบ่งนับอายะฮฺได้ต่างกัน
แต่กรณีที่ฝ่ายซุนนะฮฺเราโจมตีชีอะฮฺเรื่อง ชีอะฮฺบอกกุรอานไม่ครบ อันนี้คนละประเด็นกับที่เราพูดเลย เราหมายถึงว่าชีอะฮฺเชื่อว่า กุรอานยังมีตัวอักษรอื่นนอกเหนือจากนี้อีก! แค่นี้มันถูกตัดออกไป!
นี่แหละประเด็นที่เราพูด ..ซึ่งยุคใหม่นี้นี่ พ่อแม่เลี้ยงลูกดีครับ ไม่ได้ให้แทะหญ้ากินแน่นอน ดังนั้นมุขนี้ที่ชีอะฮฺใช้ ต่อไปฝ่ายชีอะฮฺใช้ไม่ขึ้นแล้วครับ
แต่ถ้าทางชีอะฮฺกลุ่มนี้ ที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วย เป็นชีอะฮฺคณะใหม่ที่เชื่อว่ากุรอานครบ ไม่มีเกินจากนี้ กุรอานเล่มเดียวกับของซุนนะฮฺเลย สมบูรณ์แน่นอน
.. อันนี้เราก็ไม่ไปเอาความเชื่อกลุ่มอื่นมายัดเยียดให้กลุ่มคุณแน่นอน (ไม่เหมารวม)
2. ตกลงถ้าเอ็งเชื่อว่าครบ เอ็งก็ไม่ต้องกวนให้ขุ่น ไม่ต้องย้อนสิว่า เอ๊ะฝ่ายซุนนะฮฺก็บอกไม่เท่ากันหนิ! ก็เพราะถ้าเอ็งถามแบบนี้เนี่ย เดี๋ยวคนจะสงสัยว่า เอ..ตกลง แสดงว่าเอ็งก็เชื่อว่าไม่ครบล่ะสิ! (ว่าง่ายๆคือนึกจะเล่นมุข แต่มุขที่ใช้มันดันมาฆ่าตัวเอง!)
>>>> นี่แหละครับ ต่อไปนี้ปัญญาชน ชนผู้มีปัญญาจะคิดเท่าทันสิ่งเหล่านี้ได้หมดแล้วครับ
(เอ้าถึงไหนแล้ว เข้าเรื่องต่อ)



ส่งข้อความโดย : IRF

No. : 13087
ข้อความ: ว่าจะส่งหลักฐานชีอะฮ์ไปให้ท่านIRFและเด็กอนุรักษ์ได้ชมสักหน่อย
แต่ดันมีพวก ลิ่วล้อ ออกมา แสดงตัวแบบกองเชียร์
พล่ามพูดไปเรื่อยๆนะจ๊ะ มีปากมีมือ ถ้าไม่เมื่อย ก็โพสต์เข้ามาเรื่อยๆนะจ๊ะ
ผมจะได้อ่านเวปนี้บ้าง เวปอื่นบ้างสลับไปเรื่อยๆ
เพราะผมไม่สะเทือนหรอกกับ การเย้ายวนกวนใจของพวกท่าน เรื่องปะกะติจ้า
คือว่า หนุกดีอะ รู้สึกอบอุ่นที่มีคนอุตส่าถามถึงบ่อยๆ
ไปล่ะ อีกสองสามชั่วโมง ค่อยเวียนมาดูใหม่นะคร๊าบ
555555555555555555555555555555555555555555555555555555
ผู้ส่ง: ชีอะฮ์ : IP : 203.144.187.18
--------------------------------------------------------------------
ใครมั่งที่เป็นกองเชียร์ผมเนี่ย?
ไหนคุณชีอะฮฺ ช่วยแจ้งรายชื่อให้ผมทราบซิ ผมหาไม่เจอ
ถ้าหาเจอจะดีใจจังว่ามีกองเชียร์ด้วย
แต่ถ้าให้ดีใจกว่าคือมีคนต่อต้านครับ ไม่รู้สงสัยโรคจิต
เพราะอะไรที่มันเป็นความจริง มนุษย์ส่วนใหญ่(ของโลก)ย่อมต่อต้าน



ส่งข้อความโดย : IRF

No. : 13098
ข้อความ: ไม่ขัดกันได้ไง อันหนึ่ง บอกไม่ยกเลิก อันหนึ่งบอกยกเลิก ยังงงี้เรียกว่าคล้อยตามไม่ใช่ขัดกันเหรอ
แปลยังไง ก็ยังคงเห็นขัดกัน
ผู้ส่ง: ผู้ติดตาม : IP : 124.120.161.122
---------------------------------------------------------------
อ๋อ เข้าใจแล้วครับ
ดังนั้นขอสรุปอีกนิดให้ชัดตรงหะดีษที่ท่านยกมาแล้วกัน
หะดีษซอเฮี้ยะฮฺที่บอกว่านบีไม่ได้ห้ามมุตอะฮฺ
ส่วนอีกหะดีษท่านอะลีย์รายงานว่านบียกเลิกมุตอะฮฺ
ถามว่าหะดีษขัดกันมั๊ย?
พอดีคุณเด็กอนุรักษ์ ตอบแบบมุขๆเพื่อจะเขย่าอะกีดะฮฺของชีอะฮฺ
ว่าตกลงระหว่าง "อะหฺลุลบัยตฺ"(ท่านอะลีย์)กับ"ซอฮาบะฮฺ" จะเลือกเชื่อสายรายงานจากใคร? เขย่าดูเล่นบ้างว่าชีอะฮฺจะเชื่ออะหฺลุลบัยตฺหรือซอฮาบะฮฺ
.......
แต่ทีนี้ผมไม่ขอตอบมุขๆนะ คืองี้ครับคุณเด็กอนุรักษ์ ชีอะฮฺไม่มีอะกีดะฮฺให้เราเขย่าหรอกครับ
ชีอะฮฺเชื่อศรัทธาในการสร้างเรื่องของเขาเองมากกว่า (เอาคำแอ๊ดคาราบาวไปว่าใส่ชีอะฮฺน่ะเหมาะเหม็งเลย)
ถามว่าหะดีษขัดกันมั๊ย?
...ผมบอกถ้า "หะดีษนบี" กับ "หะดีษนบี" น่ะมันไม่ขัดกันครับ (ขีดเส้นใต้ตรง "นบี")
...ทีนี้ขอถาม ไม่ได้นอกเรื่อง แต่จะโยเข้ามา
และเดี๋ยวหาว่าไม่ยอมตอบ ..ก็คำถามที่ผมจะถามนี่แหละคือคำตอบ (เดี๋ยวถ้าไม่เข้าใจจะมาอธิบายซ้ำ)
ขอถามว่า
นางอะอิชะฮฺกล่าวว่า "ใครที่บอกท่านนบียืนปัสสาวะ เขาโกหก"
นางอะอิชะฮฺรายงายจากสิ่งที่พบเห็นนบี แต่คำถามคือ
> นี่คือหะดีษนบีหรือเปล่า?
.. ตอบครับ ว่านี่คือหะดีษนบีหรือเปล่า?



ส่งข้อความโดย : ชีอะฮ์

ถึงIRF ที่กล่าวว่า - 1. ไอ้โง่เอ๋ย เรื่องของการนับอายะฮฺ ตามตรรกะแล้ว ไม่คนละประเด็นเรื่องกุรอานครบไม่ครบ!
คือซุนนะฮฺน่ะเชื่อว่ากุรอานเล่มนี้น่ะครบแน่ ตัวอักษรครบแน่ แต่ใครจะนับแบบไหน แบ่งอายะฮฺยังไงนั่นอีกเรื่องนึง
กุรอานที่ซุนนะฮฺเชื่อน่ะ มีตัวอักษรเท่ากันแหละ ตั้งแต่"อัลฮัมดฺ" ถึง "นาส"
(หรือบ้างจะเริ่มนับ "บิสมิลลาหฺ" ไปด้วยก็ไม่เป็นไร)
-------------------









สงวนลิขสิทธิ์โดย © Moradokislam.org All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2006-12-19 (3837 คนอ่าน)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.39 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004